Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 11

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 772

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 มิ.ย. 2563 19:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 11
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 11 

 

วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปกติเหตุเพราะเมื่อคืนผมนอนไม่ค่อยหลับพลิกไปพลิกมาอยู่หลายตลบสุดท้ายเลยตัดสินใจเอื้อมมือไปกดสวิตซ์หัวเตียงมองไปดูเวลาที่นาฬิกาดิจิตอลตอนนี้เป็นเวลาตีสี่ครึ่งให้นอนต่อผมก็คงนอนไม่หลับอยู่ดีเลยลุกไปล้างหน้าแปรงฟังก่อนออกมาจากห้องก็ไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแล้วผมก็ต้องผิดหวังเมื่อหน้าจอมันว่างเปล่าไร้ซึ่งข้อความใดๆ จากคนที่ผมส่งข้อความและหมั่นเพียรโทรไปหาเขา 

ผมสลัดเรื่องของพี่ดินออกจากหัวหลับตาผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ปลอบใจตัวเองก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้บนเตียงแล้วเดินออกมา 

เวลานี้ยายกับปาแป้งคงยังไม่ตื่นเพราะปกติยายจะตี่นตีห้าครึ่ง ผมตื่นเจ็ดโมงเช้าเพราะไม่ต้องทำอะไรมากแค่อาบน้ำใส่ชุดนักเรียนก็พร้อมที่จะออกจากบ้านแล้วส่วนน้องสาวผมนั้นตื่นหกโมงเช้าเพราะต้องใช้เวลาในการอาบน้ำแต่งตัวนานกว่า ก็ผู้หญิงนี่เนอะไหนจะทำผมไหนจะทาแป้งทาปากถึงแม้ว่าปาแป้งจะทาแค่แป้งฝุ่นกับลิปกลอสแต่ดูเหมือนว่าต้องใช้เวลากับมันมากอยู่เหมือนกัน 

ผมเข้ามาในครัวก่อนจะเดินไปตักข้าวสารใส่หม้อแล้วนำไปล้างน้ำก่อนจะนำไปใส่ในหม้อหุงข้าวกดปุ่มให้หม้อทำงานของมันไปจากนั้นก็เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบวัตถุดิบที่จะทำกับข้าวออกมาวางบนโต๊ะ ผมทำกับข้าวไม่เก่งหรอกทำได้แค่บางอย่างเท่านั้นเพราะคิดว่ามันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรอย่างเช่นตอนนี้การที่ผมหยิบผักกาดขาวกับคื่นฉ่ายไปล้างนี่ก็บอกได้แล้วว่าเมนูนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากต้มจืด 

ต้มจืดหมูสับเมนูนี้ผมชอบทำแต่ว่ามันก็ไม่ได้อร่อยอะไรมากมายแต่มันก็พอกินได้ในความรู้สึกของผมแต่ยายชอบชมผมว่าเมนูนี้ผมทำอร่อยที่สุดแล้ว ก็แหงแหละก็ผมทำไปชิมไปนี่นาขาดอันไหนผมก็เติมๆ เข้าไป ส่วนเมนูไข่เจียวที่แสนง่ายสำหรับใครๆ นั้นผมบอกได้เลยว่าน้อยครั้งนักที่ผมจะทำมันออกมาอร่อยเหตุเพราะผมไม่ได้ชิมตอนปรุงเพราะรู้สึกว่าการชิมไข่ดิบที่กลิ่นคาวของมันโชยมาเตะจมูกมันเป็นอะไรที่ทรมานผมอยู่มากแค่ได้กลิ่นผมก็จะอ้วกแล้วผมเลยใส่ๆ ปรุงๆ ไปตามความรู้สึกมีบ้างที่บางครั้งมันก็ออกมาอร่อยจนต้องทำตาโตแต่พอทำครั้งต่อมามันก็ไม่อร่อยเหมือนเดิมแล้วเพราะจำปริมาณการใส่เครื่องปรุงลงไปไม่ได้และวันนี้ผมเลือกที่จะไม่ทำเมนูนี้เปลี่ยนมาทำอะไรที่ง่ายกว่านั้นนั่นคือไข่ดาวและผัดผักรวมใส่กุ้งอีกอย่างแค่นี้ก็เรียบร้อย 

“เสร็จแล้ว หอมมาก” ผมยิ้มภูมิใจในการทำอาหารที่ผ่านไปได้อย่างลุล่วงของตัวเองเมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพในเวลาเพียงไม่นานก่อนจะปิดแก๊สเก็บของทำความสะอาดโต๊ะที่ทำเละเทะไปเมื่อครู่เสร็จแล้วจึงเดินออกมาจากครัว 

“ฝุ่นทำอาหารเสร็จแล้วครับยาย นี่กำลังจะขึ้นไปอาบน้ำ” ผมว่ายิ้มๆ แล้วเดินขึ้นไปช่วยพยุงยายที่กำลังเดินลงบันไดมา 

“ตื่นขึ้นมาทำอะไรแต่เช้ากันละลูก” ยายถามแล้วหันมามองหน้าผมอย่างงงๆ แล้วผมก็ต้องยิ้มกว้างให้ยาย 

“ฝุ่นนอนไม่หลับครับเลยลุกมาทำอาหารให้ยายชิมฝีมือหน่อย ไม่ได้ทำนานแล้วไม่รู้ว่ายังจะถูกปากยายอยู่หรือเปล่า” ผมว่าแล้วอ้อนด้วยกันซบหน้าซบหัวเข้ากับแขนอวบๆ ของยายที่ตอนนี้พาผมเดินเข้ามาในครัวแล้ว 

“ไม่สบายหรือเปล่าลูกทำไมถึงนอนไม่หลับ” ยายหยุดยืนอยู่ที่หม้อต้มจืดแล้วหันมาจับหน้าผมหันซ้ายหันขวาเหมือนจะเช็คว่าผมบุบสลายตรงไหนหรือเปล่า 

“ฝุ่นสบายดีครับยาย ไม่ได้เป็นอะไรเลยแค่นอนไม่หลับเฉยๆ” ผมว่าแล้วจับมือยายที่กำลังจับหน้าผมพลิกไปมาเหมือนพลิกปาย่างไว้ 

“อืม ตัวก็ไม่ร้อน แล้วนี่ไหนดูสิทำอะไรให้ยายกับน้องทานกลิ่นนี่หอมเชียว”  

“แหะๆ ก็เมนูเดิมๆ ที่ยายชิมแล้วชมว่าฝุ่นทำอร่อย” ผมว่าแล้วยิ้มเขิน 

“ต้มจืด?” ยายถามแล้วยิ้มให้ 

“ครับ มีไข่ดาวกับผัดผักรวมใส่กุ้งด้วย ข้าวก็หุงสุกแล้วด้วยครับ” ผมนี่รีบนำเสนอเลย 

“ฝุ่น...” ยายเรียกเสียงเรียบทำให้ผมต้องกะพริบตาปริบๆ 

“มีอะไรไม่สบายใจบอกยายได้นะลูกอย่าเก็บไปคิดคนเดียวยายเป็นห่วง”  

ผมเม้มปากแน่นก่อนยิ้มให้ยาย รู้สึกว่าตอนนี้ขอบตามันร้อนๆ ยังไม่รู้ผมว่าผมควรขึ้นไปอาบน้ำดีกว่านะ “ฝุ่นไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ยาย ฝุ่นโอเคมากๆ งั้นเดี๋ยวฝุ่นไปอาบน้ำดีกว่าจะได้ลงมาอวดกับข้าวที่ทำกับปาแป้ง” พูดจบก็ปลีกตัวออกมาทันทีเลยกลัวยายซักต่อแล้วเผลอร้องไห้ให้ยายปลอบอีก 

“เจ้าเด็กคนนี้น่าปากแข็งน่าตีจริงๆ” นี่คือเสียงบ่นของยายที่ดังตามหลังผมมา 

วันนี้ทั้งวันการนั่งเรียนเพิ่มเติมความรู้ที่คุณครูแต่ละวิชาสอนช่างไร้ประโยชน์เพราะว่าความรู้ที่ว่านั้นมันไม่ได้เข้ามาอยู่ในหัวของผมเลย คือมันลอยมาตามลมแล้วมันก็ลอยผ่านไปไม่แวะเข้ามาทักไม่แวะเข้ามาพักในหัวสมองของผมเลยสักนิด 

“ฝุ่น!” เสียงเรียกของใครบางคนทำให้ผมหันไปหาและพอเห็นว่าเป็นใครผมก็แค่ยิ้มให้เขาแล้วหันกลับมาเพ่งจานข้าวตรงหน้าต่อ 

“พี่ธีร์นี่เขาอะไรๆ กับมึงแน่ๆ เลยฝุ่น” ไอ้หินเงยหน้าขึ้นมาพูดยิ้มๆ แต่ผมแค่ทำหน้าเซ็งพร้อมพูดเสียงเบื่อๆ ใส่มัน 

“จะอะไรๆ หรือไม่อะไรๆ ก็เรื่องของพี่เขาสิ” 

“นี่อย่าบอกนะว่ายังไม่ได้คุยกับพี่ดิน” ผมพยักหน้าเป็นคำตอบ “อะไรวะ กูว่าพี่ดินแม่งเล่นตลกแล้วนะ”  

“ตลกยังไง?”  

“กินข้าวกันอยู่เหรอ” ยังไม่ทันจะได้คำตอบพี่ธีร์ก็มานั่งข้างๆ ผมแล้ว 

“ครับ แล้วนี่...พี่ธีร์มาทำอะไร มีเรียนไม่ใช่เหรอครับ” ไอ้หินรับคำพร้อมถามกลับ มันเลิกคิ้วมองพี่ธีร์ที่อยู่ข้างๆ ผมแล้วยักคิ้วจึ๊กๆ ล้อเลียนพี่เขาสองสามที 

จะว่าไปตึกเรียนของเด็กมัธยมปลายกับเด็กมัธยมต้นมันอยู่กันคนละฟากของสนามฟุตบอลและที่สำคัญแต่ละฝั่งก็มีโรงอาหารเป็นของตัวเองถ้าพี่ธีร์บอกว่ามากินข้าวหรือมาหาอะไรกินเล่นที่นี่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะสมเหตุสมผลเท่าไหร่ผมเคยไปกินข้าวที่ฝั่งโน้นร้านอาหารก็มีเมนูเหมือนๆ กัน 

โรงเรียนที่ค่าเทอมแพงหูฉี่ก็ดีแบบนี้แหละครับมีแยกเป็นสัดเป็นส่วนแต่ก็มีบางส่วนที่ต้องใช้ร่วมกัน อย่างเช่น สนามกีฬา ห้องประชุม อาคารอเนกประสงค์ ลานจอดรถ เพราะถ้าให้สร้างแยกเกรงว่าสถานที่คงจะไม่พอ 

“อ๋อ พอดีว่าพี่ขอครูออกมาเข้าห้องน้ำน่ะ ก็เลย...แวะมาดูอะไรนิดหน่อย” พี่ธีร์ตอบไอ้หินเสียงเรียบแต่ประโยคหลังๆ นี่พี่เขาเอียงคอเข้ามาใกล้ผมและพูดมันออกมาเหมือนจะสื่ออะไรสักอย่างซึ่งผมเองก็ดันอ่านมันออก 

“…” ผมกลืนน้ำลายก่อนจะขยับห่างจากพี่ธีร์เล็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาไอ้หินก็เห็นมันยิ้มล้อแล้วก็ต้องเตะขามันใต้โต๊ะ ห้ามล้อ! 

“โอ๊ย!” ร้องโอดครวญออกมามันก้มหน้ายื่นมือลงไปลูบขาตัวเองข้างที่ถูกผมเตะ 

“เป็นอะไรเหรอหิน”  

“ปะ เปล่าครับ เมื่อกี้เหมือนจะถูกตัวอะไรก็ไม่รู้กัด” มันว่าแล้วถลึงตามาใส่ผม ผมเบะปากใส่มันก่อนจะหันไปถามคนข้างๆ 

“พี่ธีร์ไม่รีบไปเรียนเหรอครับ” 

“ทีแรกถ้ามาไม่เจอฝุ่นพี่ก็ว่าจะกลับไปเข้าเรียนนะ แต่ตอนนี้ไม่อยากไปแล้วอะ” พี่เขาตอบยิ้มๆ พร้อมส่งแววตาวาวมาให้ ถูกพี่เขาจ้องแบบนั้นผมเลยต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง 

ไม่ได้เขิน ไม่ใช่ไม่ชอบแต่แบบผมไม่ได้คิดอะไรกับพี่เขามากไปกว่าพี่ชายคนหนึ่งเลยนะ 

“ฮึ่ม! มดหนอ น้ำตาลหนอ หวานเอย โอ๊ย! มด มดกัดอีกแล้ว” เพราะคำพูดล้อเลียนของไอ้หินผมเลยกระทืบไปเต็มแรงที่หน้าแข้งมันอีกครั้ง 

“กลับไปเข้าเรียนเถอะครับ เดี๋ยวถูกหักคะแนนจิตพิสัยฝุ่นไม่รู้ด้วยนะ” ผมหันมาพูดกับอีกคนที่ตอนนี้กำลังจะเกเรไม่เข้าเรียน จะจบมอหกอยู่แล้วยังจะมาทำเป็นเล่นอยู่อีก 

“เป็นห่วงพี่เหรอ” มาอีกแล้วน้ำเสียงออดอ้อนกับแววตาวาวๆ นั่น 

“ผะ ผมก็เป็นห่วงรุ่นพี่ทุกคนนั่นแหละครับ” ผมไม่แน่ใจว่าถ้าถูกพี่เขารุกหนักๆ ส่งสายตาวาวๆ มาให้บ่อยๆ ตัวเองยังจะใจแข็งอยู่มั้ย จะเอนเอียงไปทางพี่เขามั้ยนั่นคือสิ่งที่ผมไม่แน่ใจ 

“ว้า...ใจพองๆ ของพี่เมื่อกี้มันแฟบเหมือนโดนเจาะลมเลย ฝุ่นใจร้ายกับพี่อะ” พี่เขาว่าพร้อมทำหน้าสลดลงจนผมต้องรีบแย้ง 

“ผมเปล่า”  

“ใจร้าย ตัดกำลังใจเก่ง”  

“ผม ไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อย” 

“ทำ ใช่มั้ยหิน” ทำไมต้องหาพวก 

“ใช่พี่” อ้าว สรุปมึงเพื่อนใคร เพื่อนพี่เขาหรือเพื่อนกู 

“...” สุดท้ายผมก็เงียบไม่ได้พูดอะไรออกไปอีก ให้ความเงียบมันพูดแทนผมก็แล้วกันในเมื่อเพื่อนเพียงคนเดียวของผมยังเข้าข้างพี่ธีร์เลย 

พี่ธีร์ไปหลังจากที่พวกผมพยักหน้าตอบรับแล้ว ผมได้แต่มองตามพี่เขาอย่างอ่อนใจ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าพี่ธีร์รู้สึกยังไงกับผม แต่ผมก็รู้ตัวเองดีว่าผมไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นกับพี่เขาเพราะว่าใจของผมมันเฝ้ารออยู่แค่คนๆ เดียวนั่นก็คือพี่ดิน พี่ดินที่ขี้ลืม พี่ชายเพียงคนเดียวของไอ้ลูกหินที่นั่งทำตาปริบมองผมอยู่ในตอนนี้ 

ความคิดเห็น