Stoprain
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

✾ Sir.Rome — Two , การพบกันครั้งแรก {100 pc.}

ชื่อตอน : ✾ Sir.Rome — Two , การพบกันครั้งแรก {100 pc.}

คำค้น : เซอร์โรม

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 882

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2563 23:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
✾ Sir.Rome — Two , การพบกันครั้งแรก {100 pc.}
แบบอักษร

✾ Sir.Rome เซอร์โรม 

S T O P R A I N 

_____________________________________________ 

“There's only one truth” 

― aoyama gosho 

Two — การพบกันครั้งแรก 

 

        Rome’s side— 

        25 ธันวาคม 2551 

        บ้านตระกูลดำรงสกุล 

        “กว่าคุณเจ้าของงานจะเสด็จลงมาว่ะครับ” 

        คำทักทายแรกจากหนึ่งในแขกผู้มีเกียรติทำเอาหางคิ้วของเด็กผู้ชายวัยสิบสี่ปีหมาดๆ กระตุก ‘โรม’ ผู้เป็นเจ้าของงานวันเกิดและลูกชายเจ้าของบ้านหลังนี้ปรายตามองเพื่อนสนิทเจ้าของเสียง 

        ไอ้ ‘ควัน’ มันเอาอีกแล้ว 

        เจ้าตัวเพียงยักไหล่ก่อนจะเดินลงจนสุดขั้นบันได 

        “ใครเชิญ” และเมื่อลงมาถึงโต๊ะอาหารก็ว่า 

        “เฮ้ยๆๆ แรงนะทำเป็นเล่น” ควันสีหน้าเลิ่กลั่ก เขาตบบ่าโรมสองสามที “กูเพื่อนมึงไงครับ เพื่อนมึง” 

        “อ้อ” โรมยกยิ้มมุมปาก แอบส่งซิกให้ ‘ไท’ ที่อยู่ข้างๆ กัน 

        “กูว่าพวกเราก็คบกันอยู่สี่คนนะ ไอ้ควันใช่เหรอวะ” 

        “เชี่ยไท มึงนี่” ควันเข้าไปเกี่ยวคอไททันที เมื่อเช้ายังเล่นเกมด้วยกันอยู่เลยทีตอนนี้แปรพรรคพวก ไทหัวเราะร่าก่อนจะดึงแขนควันออก เจ้าตัววิ่งไปคล้องคอโรมแทน 

        “กูใช้ได้ปะ” 

        “เออ” 

        “โห้ยเนี่ย คำว่าเพื่อน” ควันตัดพ้อ เขาเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มก่อนจะหันไปมอง ‘ภัก’ หรือ ‘ภักดี’ ที่อยู่ไม่ไกล เจ้าตัวยืนมองอยู่นานแล้วแต่ไม่ได้ว่าอะไร “ไอ้ภักมึงดูพวกมันบูลลี่กูสิ” 

        ควันกำลังหาพรรคพวก คู่สนทนามองสบตาโรมและตอนนั้น... “กูว่าเราก็คบกันสี่คนนะ” 

        “เชี่ยมาก!” 

        “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ” ไทระเบิดหัวเราะ เขาเข้าไปกอดคอภักพลางลากมาด้วยกัน ถ้าบอกว่าคบสี่คนแล้วไม่นับควันก็หมายความว่าต้องมีอีกคนนึง ในขณะที่คนร่าเริงหยุดหัวเราะไม่ได้คนถูกแกล้งก็เข้าไปหา ‘ฮาย’ 

        แต่บอกเลยเปล่าประโยชน์ 

        ให้แง้มปากฮาย ยอมตายยังง่ายกว่า 

        “ไอ้ฮาย มึงดูทุกคนแกล้งกู” 

        “...” มอง 

        “หัวใจกูก็แค่นี้ เจ็บปวดกระซิก” 

        “...” มอง 

        “ฮ่าๆๆๆๆ ยอมแพ้เหอะไอ้ควัน ตลกหน้ามันอะ” ไทแทบทนไม่ไหว เขาหัวเราะจนน้ำตาไหลพราก ถ้าเปรียบคนในกลุ่ม ระหว่างฮายกับเขาถือว่าเป็นคนประเภทตรงข้ามกันลิบลับ เขาหยุดพูดไม่ได้ส่วนฮายก็พูดไม่ได้ 

        เอ่อ จริงๆ ก็พูดได้แต่ไม่พูด 

        “เชี่ยมากกกก!” 

        “เอาล่ะเด็กๆ เลิกเล่นก่อน แม่มีเรื่องสำคัญจ้ะ” 

        เสียงของคุณแม่เจ้าของงานทำให้เด็กห้าคนหันไปมอง ทุกคนพร้อมใจยกมือไหว้สวัสดียกเว้นแต่โรมคนเดียว เขาชินแล้วกับที่บ้านแต่ถ้าไปบ้านคนอื่นก็คงยกมือไหว้เช่นกัน ควันแอบชี้หน้าไทที่กลั้นขำก่อนจะเดินไปรวมกับเพื่อน 

        สงครามแกล้งควันคงต้องพักรบไว้ก่อนเพราะตอนนี้ดูเหมือนจะมีสมาชิกใหม่มา 

        คุณแม่ของโรมจูงมือเด็กคนหนึ่งอยู่ 

        เด็กผู้หญิงที่ดูแตกต่างจากเด็กทั่วไปมองหน้าเขา เธอดูดีไม่เหมือนเด็กเลย ทั้งผิวพรรณ หน้าตา รูปร่าง ทุกอย่างเหมือนมีออร่าออกมาจนพูดได้ว่าเธอสวยมากทีเดียว เพื่อนโรมทั้งสี่คนจับจ้องไปยังเธอ โดยเฉพาะควันกับไทที่แอบตะลึง 

        “สวยมากเลย” ไทพึมพำ 

        โรมจ้องหน้าเธอคนนั้นแล้วมองแม่ตัวเอง เขาแค่อยากรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร จากที่คาดการณ์คงอายุน้อยกว่าเป็นแน่ แม่ของเขาจูงมือเธอมานั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งก่อนจะเรียกโรมให้นั่งข้างกัน 

        “ทุกคนก็นั่งด้วยสิลูก แม่จะแนะนำให้รู้จัก” ทุกคนทำตามอย่างว่าง่าย ไทกับควันนั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอส่วนภักนั่งข้างโรมอีกฝั่ง ฮายนั่งอยู่ไกลสุดไม่ค่อยสนใจอะไรมากนัก เขาแค่หลับตาฟังอย่างเดียว “เอาล่ะ แม่จะแนะนำนะ น้องคนนี้คือลูกสาวตระกูลวงศ์วริศ ชื่อเล่นชื่อคิดฝัน พอดีคุณพ่อโรมสนิทกับพ่อคิดฝันน่ะเลยชวนให้มางานวันเกิด” 

        เธอกำลังบอกทุกคน โรมมองหน้าแม่ก่อนที่เธอจะกระซิบกับลูกชาย “เพื่อนสนิทคุณพ่อที่ไปยิงปืนกันบ่อยๆ ไงลูก” 

        “ครับ” เขาทราบดี 

        “ยังไงก็ดูแลน้องด้วยนะ น้องเด็กกว่าพวกเราห้าปีได้ แม่เห็นทุกคนชอบมาเล่นกับโรมบ่อยๆ อาจจะเจอคิดฝันเป็นครั้งคราว ยังไงก็ฝากด้วยล่ะ” 

        “คร้าบ คุณน้า ผมจะดูแลให้” ไทตะเบ๊ะท่าตามแบบตำรวจ เขารู้ว่าครอบครัวโรมเป็นครอบครัวตระกูลตำรวจเลยชอบทำแบบนี้ใส่โรมบ่อยๆ ผู้หญิงวัยกลางคนหัวเราะอดนึกถึงสามีไม่ได้ ในวันเกิดลูกแบบนี้ก็ยังกลับบ้านช้าเลย 

        งานตำรวจยุ่งมากจริงๆ ยิ่งตำแหน่งใหญ่โตก็ยิ่งยุ่ง อย่างว่าแหละ อาชีพนี้ต้องเป็นทุกวันนี่นา ใช่จะอยากหยุดตามใจได้ 

        “เดี๋ยวคุณพ่อน่าจะใกล้มาแล้ว พวกหนูสนุกกันไปก่อนนะ ส่วนของขวัญของโรมที่พ่อๆ แม่ๆ พวกหนูส่งมาแม่จะเอาไปไว้ห้องโรมข้างบนทีเดียว” 

        “คร้าบ” 

        “ครับ” โรมพยักหน้า 

        คุณแม่ขอตัวออกไป ที่เธออยากให้อยู่กันเองเพราะรู้ดีว่าจะเกร็งน้อยกว่า โรมกับเพื่อนอีกสี่คนน่ะรู้จักกันตั้งแต่จำความได้แล้ว ด้วยความที่ตระกูลดำรงสกุลมีชื่อเสียงมากเลยรู้จักตระกูลอื่นมากมาย เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เห็นก็มีสี่คนนี้แหละ ตระกูลสนิทกัน ลูกๆ ก็พลอยสนิทกันไปด้วย ตระกูลวงศ์วริศของคิดฝันเองก็เป็นหนึ่งในตระกูลที่สนิทเช่นกัน 

        ได้ข่าวว่ารับน้องมาเป็นลูกบุญธรรม แต่เพิ่งเคยเจอก็ครั้งนี้ครั้งแรก คิดว่าน่าจะเข้ากับคนอื่นได้แม้จะอายุน้อยกว่าก็ตาม 

        คุณพ่อของเธอเพิ่งยอมให้ลูกสาวมาเล่นกับเด็กๆ คนอื่นคงเพราะอยากให้ปรับตัวก่อน เธอเข้าใจดีเพราะเป็นเด็กที่รับมาเลี้ยงคงปรับตัวไม่ง่ายเลย 

        บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปหลังจากคุณผู้หญิงไปแล้ว ไทกับควันมองหน้าคิดฝันเหมือนอยากจะชวนคุย ส่วนเจ้าตัวก็มองโรมที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างเดียว 

        พี่ผู้ชายคนนี้...ใช้ได้เลย 

        เวลานี้เธออายุเพียงแค่เก้าขวบกว่า เธอแค่รู้สึกว่าไม่เคยเห็นใครเหมือนโรมมาก่อน ที่สถานกำพร้าก็ไม่มีแบบนี้ ที่บ้านก็มีแค่เธอคนเดียว เธอต้องเรียนรู้มารยาทต่างๆ เพราะเป็นคุณหนูตระกูลดัง ตอนเรียนก็เรียนแบบโฮมสกูล เพิ่งได้เจอเด็กคนอื่นก็วันนี้ครั้งแรกนี่แหละ 

        ใบหน้าที่คมตั้งแต่เด็ก ดวงตาได้รูปสีดำขลับ จมูกที่โด่งได้คุณแม่มาไม่ผิดเพี้ยนรับกับริมฝีปากทรงสวยอย่างดี แถมนิสัยนิ่งๆ ที่ไม่มากเกินไปนักยิ่งทำให้น่าค้นหาใช่ย่อย 

        เท่มาก เธอชอบ 

        “คิดฝัน” ไทเรียกแต่คิดฝันไม่ตอบ 

        “...” โรมหันไปมองผู้หญิงข้างๆ ที่จ้องเขาอยู่ แม้ใบหน้านั้นจะประดับไปด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ดูรู้จักวางตัวสมกับที่มาจากตระกูลดัง แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรเลย 

        เขาแค่รู้ว่าเธอดูดีกว่าเด็กคนอื่น แต่ก็แค่นั้น 

        “พี่โรมเกิดวันเดียวกับวันคริสมาสต์เลยนะคะ” คิดฝันว่า กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวเขายิ่งทำให้เธอหลงใหลมากขึ้นไปอีก 

        “ครับ” โรมตอบพลางมองหน้าไท ตอนนี้ไทขมวดคิ้วแล้ว ก็คิดฝันไม่ตอบเขาแต่ดันถามโรม ไทไม่ชอบที่ใครเมินตัวเองแบบนี้ “ตอนแรกจะพูดอะไร” 

        โรมถามไท เขาไม่อยากให้เพื่อนรู้สึกไม่ดี 

        “ก็ว่าจะชวนคุย กลัวน้องเขาประหม่า” 

        “กูว่าไม่น่า” ควันว่า เห็นสนใจแต่โรมอย่างเดียวคงไม่ประหม่าอะไรหรอก ไทยักไหล่กลายๆ ก่อนจะสนใจเค้กและอาหารที่อยู่บนโต๊ะแทน ตามปกติการจะเป่าเทียนต้องรอผู้ใหญ่ของบ้านเจ้าของงานกลับมาก่อนแต่เขาเอาส้อมจิ้มเลยไม่แคร์อะไร 

        แอบหงุดหงิด ไม่สนแล้ว 

        “เฮ้ยๆๆ ได้เหรอ” ควันปราม 

        “เอาเลย” โรมบอก เขาเป็นเจ้าของวันเกิดไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้นอยู่แล้ว พ่อเองก็กลับดึกท่านน่าจะเข้าใจ 

        “พี่โรมคะ คิดฝันเอาของขวัญมาด้วยค่ะ” คนที่อยู่ข้างๆ เรียกเขาอีกครั้ง เธอหยิบบางอย่างออกจากกระเป๋ากระโปรง กล่องเล็กๆ ถูกยื่นส่งไปให้ โรมมองประมาณห้าหกวิก่อนจะรับมา 

        เขาพยักหน้าให้เธอแทนการขอบคุณและวางข้างๆ แทน 

        “พี่โรม-” 

        “ไอ้โรมอย่างน้อยมึงเป่าเทียนหน่อยดีกว่า ไอ้ไทมึงหยุด” ควันดึงมือไทที่จ้วงไปแล้วสามคำ เขาไม่ได้สนเลยว่าตัวเองพูดขัดน้องคิดฝันไปเมื่อกี้ ไทเคี้ยวเค้กตุ่ยๆ ในปากแต่ก็ยอมหยุดมือให้ เขาก็อยากให้เพื่อนเป่าเทียนเหมือนกันเลยยอม “มา วางเทียน” 

        เทียนถูกแกะมาปัก คนที่รับหน้าที่จุดไฟแช็กคือภัก เพราะครอบครัวเขาเป็นตระกูลเชฟดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าเขาจะคุ้นชินกับไฟ ในกลุ่มเพื่อนห้าคนจริงๆ ก็ทำได้แต่ให้คนที่คุ้นที่สุดทำคงดีกว่า 

        คิดฝันได้แต่ยืนมองเงียบๆ เหมือนเธอเป็นคนนอกยังไงยังงั้น 

        จะเข้าไปแทรกทั้งห้าคนทำไม่ได้ง่ายๆ เลย 

        เมื่อกี้คุณแม่บอกให้ดูแลคิดฝันนะ ทำไมดูไม่สนใจเลยล่ะ 

        เธอคิดในใจแล้วสีหน้าบึ้งขึ้น แต่ก็แค่แป๊บเดียวเพราะมารยาทที่เรียนมาต้องเก็บอารมณ์ เธอได้แต่ปรบมือตามจังหวะเพลงที่ร้อง พลันนาทีที่โรมเป่าเทียนเสร็จเธอก็เข้าไปยืนติดกับเขา 

        “ขอพรเลยค่ะ” 

        “...” โรมขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาใกล้ขนาดนี้ 

        “ไอ้โรมมึงขอพรก่อนเถอะ” ควันว่า เขาเริ่มทะแม่งๆ กับเด็กคนนี้แล้ว 

        “เออ มึงขอเลย” ไทก็เช่นกัน เขารู้สึกไม่ต่าง 

        หลังขอพรเสร็จทุกคนก็ลงมือทานอาหาร แน่นอนว่าเสียงร้องเพลงต้องดังไปทั่วทั้งบ้านอยู่แล้ว ยิ่งโต๊ะอยู่ใกล้ห้องโถงก็ไม่แปลกที่คุณแม่ของโรมจะได้ยิน เธอยิ้มเอ็นดูที่เด็กๆ ทำกันเองได้ไม่เหมือนปีก่อนๆ ที่ต้องมีผู้ใหญ่หรือเมดคอยคุม 

        และตอนนั้นสามีเธอก็กลับมาพอดี 

        เสียงจอดรถดังก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏขึ้น เขาเดินมาอย่างสุขุมมาดเข้มไม่ต่างจากทุกครั้ง คุณผู้หญิงเดินไปหาก่อนจะกระซิบเบาๆ “เด็กๆ เป่าเค้กแล้วค่ะ” 

        “อ้าว ผมก็รีบกลับ” 

        “พวกแกโตกันมากขึ้นแล้ว ปล่อยเถอะ” เธอยิ้ม สามีเองก็ผ่อนลมหายใจก่อนจะยิ้มจางๆ ใช่ว่าเขาอยากกลับช้าแต่มันมีเรื่องนิดหน่อย เขาส่งเสื้อคลุมให้ภรรยาก่อนจะขอแยกตัวไปอาบน้ำ 

        คุณผู้หญิงก็เอาเสื้อคลุมกับของขวัญไปเก็บตามที่พูดก่อนหน้า 

        การทานอาหารผ่านไปด้วยดี จะมีอึดอัดนิดหน่อยก็ตรงที่คิดฝันพยายามพูดเรียกโรมตลอด เธอเรียกแต่ ‘พี่โรมๆๆๆ’ จนคนอื่นแทบไม่ได้คุยกับเจ้าของงานเลย 

        “นี่คิดฝัน เอาจริงน้องคุยกับพวกพี่บ้างก็ได้นะ” ควันที่เห็นมานานพูด เขาพูดเพราะถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครพูดแล้ว ไทขอลาตั้งแต่โดนเมินส่วนฮายก็กินเงียบๆ ภักนี่ไม่ต้องพูดถึงมารยาทบนโต๊ะอาหารเป็นอันดับหนึ่ง เขาไม่พูดระหว่างทานแน่นอน 

        ก็คุณชายนี่นะ 

        “ค่ะ ว่าแต่พวกพี่ชื่ออะไรเหรอคะ” ในเมื่อเสนอมาเธอก็ยินดีคุย ของกินบนโต๊ะจะหมดแล้วด้วยซ้ำแต่เธอเพิ่งเอ่ยถามชื่อเพื่อนของโรม โรมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางฟังเงียบๆ 

        “พี่ชื่อควัน นี่ไท นู่นภัก ส่วนไอ้คนที่เหมือนเป็นใบ้คือฮาย” 

        “อ้อ” เธอยิ้มให้ แต่ว่าตามตรงไม่มีใครมองเธอเลยยกเว้นควัน “แล้วพี่โรมสนิทกับทุกคนตั้งแต่เด็กเลยเหรอคะ” 

        เธอเดาเพราะดูท่าทางเห็นสนิทกันมาก 

        “ใช่” ควันตอบ 

        “แล้วพี่โรมสนิทกับคนไหนที่สุดคะ” คราวนี้เธอถามเขา โรมเพียงยกน้ำขึ้นดื่มแล้วตอบเรียบๆ 

        “เท่ากัน” 

        หมายถึงเท่ากันทุกคน 

        “อ้อ แล้ว-” 

        “กูจะไปหานอร์ธ ว่าไง” โรมพูดขัดคิดฝัน เขาถามความเห็นเพื่อนคนอื่นเหมือนไม่ได้ยินที่เธอกำลังจะเอ่ยเลย คิดฝันหน้าเสียไปนิดหนึ่งจนไทที่สังเกตเห็นกลั้นขำนิดๆ 

        “กูไม่ไป นอร์ธเหมือนไม่ค่อยกล้าคุยกับพวกกูเท่าไหร่มึงไปเถอะ” ควันว่า 

        คนอื่นก็พยักหน้าด้วย 

        “อืม” เป็นดังนั้นโรมจึงเช็ดปากแล้วลุกขึ้น 

        เขาหยิบจานเค้กที่แบ่งไว้จานหนึ่งติดมือไป คิดฝันที่ถูกทิ้งไว้กับผู้ชายสี่คนรีบลุกตามไปทันที เธอไม่รู้จะคุยอะไรกับคนอื่น ท่ามกลางสายตาของควันกับไทที่มองมาเจ้าตัวก็รีบเรียกโรม โรมเพียงหยุดเดินแล้วหันมามอง 

        “พี่โรมจะไปไหนคะ” 

        “ไม่ต้องตามมา” 

        “แต่-” 

        “กลับเข้าไป” เขาว่า ที่จะไปหานอร์ธก็เพราะคิดฝันรัวคุยด้วยไม่หยุดนี่แหละ เขาไม่ค่อยชอบคนที่วุ่นวายมากนักเลยจะไปที่อื่น 

        คิดฝันยืนนิ่ง ไม่กล้าเถียง 

        โรมออกตัวเดินต่อ เขาอ้อมไปทางหลังบ้านก่อนจะเคาะประตูเรียกใครบางคน ที่นี่คือห้องพักของพวกคนใช้ เคาะเพียงไม่นานคนที่โรมตั้งใจมาหาก็เปิดประตูออก ‘นอร์ธ’ เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันยิ้มกว้าง 

        “ไงโรม” 

        “ไง” เขายื่นจานเค้กไปให้ สำหรับโรมแล้วนอร์ธไม่ถือเป็นคนใช้แต่เป็นเพื่อน แม้ว่านอร์ธจะเป็นลูกของหนึ่งในคนใช้บ้านเขาก็แต่โรมก็ไม่เคยมองแบบนั้น 

        โรมพยักหน้าให้ไปนั่งที่สวนด้วยกัน 

        นอร์ธกับโรมเข้ามาในสวน ที่นี่พวกเขาชอบมาเล่นด้วยกันบ่อยๆ ยามที่กลุ่มเพื่อนอีกสี่คนไม่มา ความจริงนอร์ธเคยเจอเพื่อนโรมแล้วแต่ว่าเขาไม่ค่อยกล้าเล่นด้วยนัก แม้ทั้งสี่จะทำเหมือนนอร์ธเป็นเพื่อนแต่นอร์ธก็เกรงใจ 

        เขารู้ตัวเองดี เขาเป็นแค่ลูกคนใช้ ในสายตาคนอื่นคงไม่เหมาะ 

        “สุขสันต์วันเกิดนะโรม” นอร์ธว่า เขากินเค้กไปยิ้มไป “อร่อยมาก” 

        “จริงๆ ไปกินด้วยกันก็ได้” 

        “ไม่ดีกว่า มันไม่ดี” นอร์ธส่ายหน้า แค่นี้สำหรับเขามันก็ดีมากแล้ว “ขอบคุณที่เอามาให้นะ” 

        “อือ” 

        โรมนั่งคุยกับนอร์ธเรื่อยเปื่อย กว่าเขาจะชวนนอร์ธมาเล่นและเปิดใจให้ได้ก็ใช้เวลาเป็นปีๆ ไม่แน่บางทีเจ้าตัวอาจจะต้องการเวลามากกว่านี้ก็ได้ 

        ทั้งสองคนคุยกันไปเรื่อยจนกระทั่งมีเสียงเรียกหาโรมจากในบ้าน นอร์ธมองหน้าเขาแล้วพยักหน้าเป็นการให้กลับไป ตอนนี้คงหมดเวลาของเขาแล้ว 

        โรมตบบ่านอร์ธสองสามทีแล้วเดินกลับมา เป็นคุณแม่นั่นเองที่เรียกหาเขา ท่านแค่จะบอกว่าคุณพ่อกลับมาแล้วและให้แวะไปหาด้วยตอนงานเลิก โรมก็รับรู้และเดินกลับไปหาคนอื่นที่โต๊ะ 

        ทว่าคิดฝันไม่อยู่ 

        โรมขมวดคิ้วมองหน้าควัน เจ้าตัวยกมือเหมือนจะบอกว่าไม่ทราบ ส่วนไทก็ยักไหล่ไม่สน ภักกับฮายไม่พูดอะไรจึงเป็นเขาเองที่ต้องออกไปเดินหา ก็บอกแล้วว่าให้กลับมาไม่รู้ว่าไปไหนอีก โรมวนหาไปทั่วจนกระทั่งมาเจอที่สวนที่เขาคุยกับนอร์ธเมื่อครู่ 

        คิดฝันกำลังพูดกับนอร์ธอยู่ 

        โรมหยุดเท้าและฟัง 

        “อ้อ เธอเป็นลูกคนใช้เหรอ” 

        “อื้อ เธอล่ะ” 

        “เรามาจากตระกูลวงศ์วริศ” คิดฝันตอบ สายตาเล็กมองจานเค้กที่ว่างเปล่าในมือนอร์ธพลางถาม “พี่โรมเอามาให้เธอเหรอ” 

        “ใช่” 

        “แล้วเธอเป็นอะไรกับพี่โรม?” นาทีนี้เด็กตัวเล็กเริ่มกอดอก แม้เธอจะสวยจนนอร์ธอึ้งไปชั่วขณะในทีแรกแต่ท่าทางตอนนี้กลับกดดันนอร์ธได้มากมาย เจ้าตัวเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบ 

        “เพื่อนน่ะ” ก็โรมพูดเสมอ เขาก็ต้องพูด 

        “เพื่อน?” 

        “...” 

        “เธอ พี่โรมเขาไม่เป็นเพื่อนกับลูกคนใช้หรอกนะ” 

        “ระ...เรา...” 

        “ขนาดบ้านเรายังไม่เคยเป็นเพื่อนกับลูกคนใช้เลย ทุกคนมีแต่รับใช้ทั้งนั้น มันไม่เหมือนกันสักหน่อย” คิดฝันพูดตามที่เธอรู้ อย่างน้อยฐานะก็ต่างกันแล้ว เธอยิ่งขมวดคิ้วกดดันนอร์ธมากขึ้นไปอีก “ทางที่ดีเธอรู้จักวางตัวเอาไว้ดีกว่านะ” 

        “คิดฝัน!” 

        จนถึงตอนนี้โรมทนไม่ไหว เขาก้าวเข้าไปหาทั้งคู่โดยที่นอร์ธสีหน้าซีดเผือด คนที่เขาเรียกชื่อเมื่อกี้ยังคงทำหน้างงๆ เหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมโรมต้องตะคอกเรียกเธอแบบนั้น 

        ตั้งแต่ที่โต๊ะอาหาร นิสัยเธอที่เมินเพื่อนเขายันคำพูดที่ใช้ตอนนี้ โรมไม่ชอบเลยจริงๆ 

        แค่เจอกันวันแรกเขาก็รู้ถึงนิสัยของเธอแล้ว 

        ผู้หญิงคนนี้...ใช้ไม่ได้ 

        “ขอโทษนอร์ธเดี๋ยวนี้” 

         

        ปัจจุบัน 

        “โรม คืนนี้คิดฝันมาร่วมงานด้วย ดูๆ น้องด้วยล่ะ” 

        ผมมองเงาสะท้อนของพ่อที่ยืนอยู่ข้างหลังในกระจกแล้วไม่พูดอะไร เนกไทที่จัดเข้าทรงเรียบร้อยรับกับชุดสูทออกงานได้เป็นอย่างดี ผมคว้านาฬิกา Michael Kors มาสวมที่ข้อมือก่อนจะพ่นน้ำหอมนิดหน่อย 

        งานฉลองคืนนี้คืองานฉลองระหว่างตระกูลที่สนิทกันซึ่งจัดโดยครอบครัวผม มีคนสำคัญมากมายมาเข้าร่วมและแน่นอนรวมถึงบรรดาเพื่อนผมด้วย ในทีแรกผมไม่ได้สนใจว่าคิดฝันจะมาหรือเปล่าเพราะถึงเธอมาผมก็คงไม่ได้ยุ่งอะไรแต่พ่อผมดันเข้ามาเตือน 

        นั่นหมายความว่าผมอาจจะต้องคุยกับเธอ 

        ความทรงจำที่ผมเจอกับเธอครั้งแรกผุดขึ้นมา ความจริงมันนานมากแล้วแต่ผมยังคงจำได้ดี ตั้งแต่วันนั้นที่แม่พาเธอมาแนะนำจนวันนี้เธอก็มาที่บ้านผมตลอด เป็นเวลากว่าสิบสองปีที่คิดฝันพยายามเข้าหาผม และก็เป็นการปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วนที่ผมแสดงออกไป 

        ผมไม่เคยสนใจอะไรเธอเลย ไม่ว่าเธอจะตีสนิทแค่ไหน ถ้าให้ตีกรอบก็คงเป็นเพียงคนรู้จักคนหนึ่งเท่านั้น 

        สำหรับคิดฝันแล้วเธอเป็นผู้หญิงที่ใครหลายคนชื่นชอบ ยิ่งในเวลาปัจจุบันที่เธอเฉิดฉายในวงการบันเทิงด้วยแล้วก็ยิ่งดึงดูดผู้คน แม้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอจะดูดีแต่สำหรับผมกลับไม่มีผลอะไร นิสัยของเธอต่างหากที่บ่งบอกตัวตนที่แท้จริง 

        และผมก็ไม่ชอบนิสัยนั้นแม้สักนิด 

        คิดฝันมักจะมองคนที่ฐานะต่ำกว่าตัวเองว่าด้อยเสมอ ไม่ใช่แค่กับนอร์ธ...แต่กับคนอื่นก็เช่นกัน และไม่ว่าจะให้เหตุผลยังไงเธอก็ไม่เข้าใจ ราวกับว่าสิ่งที่เธอเรียนรู้มาเธอเลือกจะเชื่อแบบนั้นอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เธอไม่ค่อยให้เกียรติคนรอบตัวผมด้วย ทุกครั้งที่คิดฝันมาหา ถ้าเธอเจอเพื่อนผมเธอจะไม่ทักทาย ไม่คุย ไม่สนใจอะไรเลย แม้พวกนั้นจะทักแต่เธอก็แทบไม่ตอบ คนเดียวที่เธอพยายามคุยด้วยคือผมซึ่งนั่นทำให้เพื่อนผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ 

        และผมก็ไม่ชอบให้ใครทำแบบนั้นกับพวกมัน 

        ทุกวันนี้พวกเราห้าคนแยกกันทำงานแล้ว อาจจะไม่ค่อยได้รวมตัวบ่อยเท่าสมัยเรียนแต่ก็มีบ้าง ทุกครั้งเวลาพวกมันเจอคิดฝันมันจะไม่ทักทายอะไรเลยเพราะรู้ดีว่าเธอไม่ตอบ 

        ทุกคนอึดอัดใจ ผมเองก็เช่นกัน 

        ก็อกๆ 

        “พี่โรมคะ นุ่มพร้อมแล้วค่ะ” 

        เสียงเคาะประตูกับเสียงเจ้าตัวดังพร้อมกันในตอนที่ผมกำลังติด Cufflinks ที่เสื้อเชิ้ตตัวในที่ข้อมือ หลังจากพ่อออกไปไม่นานเธอก็มา ผมตอบกลับไปเรียบๆ ว่า “อืม” พลางเช็กความเรียบร้อยที่จุดอื่น เมื่อตรวจสอบทุกอย่างเสร็จสิ้นก็เปิดประตูออกไปพบคนที่ยืนรออยู่ข้างหน้า 

        ‘นุ่มนิ่ม’ เด็กที่อายุน้อยกว่าผมเจ็ดปียกมือไหว้ ผมแค่สำรวจรอบข้างว่ามีใครอยู่หรือเปล่าก่อนจะพบว่ามีแค่เธอ จากห้องแต่งตัวถึงห้องนี้ไม่ไกลเท่าไหร่เธอคงเดินมาคนเดียว 

        “เมดล่ะ” ผมถาม 

        “พวกพี่เขาเหนื่อยค่ะ นุ่มเลยให้ไปพักก่อน” พวกเมดคงเป็นคนช่วยแต่งตัวให้ จริงๆ ก็เดาได้ไม่ยาก ถ้าเทียบชุดฝั่งผมกับชุดราตรีของเธอแล้ว ชุดเธอต้องใช้คนช่วยแต่งตัวสองถึงสามคนเป็นอย่างต่ำผมถึงรู้ “พี่โรมเก่งจังเลยนะคะที่รู้ว่านุ่มไม่ได้แต่งตัวคนเดียว” 

        “...” ก็ตามที่กล่าวไปข้างบน 

        “พวกเราจะลงเลยหรือเปล่าคะ คุณท่านบอกว่าแขกทยอยมากันเยอะแล้วค่ะ” 

        เพราะครอบครัวเราเป็นเจ้าภาพจึงไม่แปลกที่งานจะจัดที่บ้านเรา 

        “เชิญครับ” ผมผายมือเป็นการเชิญให้เธอไปก่อนตามมารยาทและนุ่มนิ่มก็โค้งตอบรับ เราเดินมาตามทางจนกระทั่งถึงทางลงบันไดห้องโถงใหญ่ เสียงเพลงคลาสสิคที่คลอแผ่วเบาไปทั่วรับกับเสียงพูดคุยของผู้คนทั้งงานที่ไม่ดังมากนัก สายตานับร้อยเบือนมายังพวกเราที่ยืนอยู่ด้านบน 

        ผมยกมือขึ้นเพื่อรับมือเธอพาเดินลงไป 

        เสียงพูดคุยแผ่วลงจนกระทั่งเราลงมาถึงชั้นล่างสุด พ่อผมที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วส่งยิ้มพึงพอใจกับภาพที่เห็น ไม่ต่างจากบรรดาคนสนิทของท่านที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วย ถัดกันออกไปมีสายตาสี่คู่จากเพื่อนกลุ่มเดียวกันมองมา ไอ้ควัน ไท ภัก ฮาย ทุกคนอยู่กันครบ 

        ผมปล่อยมือนุ่มนิ่ม 

        “อย่าลืมทักทายพวกผู้ใหญ่ล่ะ พาน้องไปด้วย ครอบครัวคิดฝันยังไม่มาถ้ามาแล้วอย่าลืมไปต้อนรับ” พ่อป้องมือกระซิบกับผม น้องที่ท่านว่าหมายถึงนุ่มนิ่มส่วนคิดฝันที่ท่านฝากให้ดูๆ ตอนแรกคงแค่อยากให้ไปคุยด้วยบ้างแค่นั้น ผมหลับตาพยักหน้าก่อนจะทักทายบรรดาคนสนิทของพ่อ นุ่มนิ่มเองก็เดินตามผมมาเช่นกัน 

        “สวัสดีค่ะ เป็นเกียรติที่ได้เจอ” เธอถอนสายบัวนิดๆ ตามมารยาทพลางก้มหัว สายตาจากพวกผู้ใหญ่มองเราสองคนด้วยความพึงพอใจไม่ต่างจากพ่อผมก่อนหน้า 

        “เหมาะสมกันจริงๆ ถึงจะเป็นเด็กรับเลี้ยงของตระกูลดำรงสกุลแต่ก็มารยาทอ่อนช้อยไม่เป็นสองรองใคร” หนึ่งในพวกท่านว่า ผมเพียงโค้งตัวนิดๆ ส่วนนุ่มนิ่มก็ขยับยิ้มรับ พ่อเดินมาตบบ่าผมเบาๆ ก่อนจะพูด 

        “อีกสี่ปีก็คงจะเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว ผมก็รอดูอยู่” 

        ที่ท่านว่าคงหมายถึงกำหนดการแต่งงานที่วางเอาไว้ล่วงหน้า อีกสี่ปีเธอจะเรียนจบระดับอุดมศึกษาและพร้อมสำหรับพิธีมงคล ทุกอย่างเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ผมจึงไม่อาจปฏิเสธได้ นุ่มนิ่มที่ใครๆ รู้จักคือเด็กรับเลี้ยงของตระกูลผม เมื่อประมาณหกปีก่อนเธอและครอบครัวมาทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้านหลังนี้ ด้วยความที่นุ่มนิ่มขยันทำงานบวกกับมีนิสัยอ่อนช้อยแม่ผมจึงค่อนข้างชอบเธอมาก เมื่อเวลาผ่านไปครอบครัวของนุ่มนิ่มก็เกิดอุบัติเหตุ เธอสูญเสียทั้งพ่อและแม่ในคราเดียวนั่นทำให้แม่ผมเกิดสงสารและรับเลี้ยงเธอขึ้นมา 

        เธอจึงถือว่าเป็นลูกสาวคนหนึ่งของตระกูลดำรงสกุล แม้จะเป็นเพียงลูกบุญธรรม 

        หลังจากรับเลี้ยงเธอท่านก็ยิ่งชอบนุ่มนิ่มมากขึ้นไปอีก แม่มักจะฝากฝังนุ่มนิ่มกับผมเสมอราวกับเธออยากให้พวกเราสองคนลงเอยกัน ในทีแรกผมก็ดูแลเธอตามที่ท่านสั่งแต่หลังจากนั้นทุกอย่างก็เริ่มหนักขึ้น ท่านมักจะจับคู่ผมกับนุ่มนิ่มจนในที่สุดก็ลงเอยด้วยการจับเราสองคนแต่งงาน 

        นุ่มนิ่มไม่ได้ปฏิเสธเพราะเธอบอกว่าคุณแม่มีพระคุณกับเธอ ส่วนผมก็ไม่อาจปฏิเสธได้เพราะเป็นความต้องการของผู้ใหญ่ 

        สำหรับชีวิตผมแล้วผมไม่ค่อยสนใจเรื่องความสัมพันธ์ในความรักมากนัก ผมทุ่มเทให้กับงาน มิตรภาพ และครอบครัวมากกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่เดือดร้อนถ้าถูกจับคุลมถุงชนกับนุ่มนิ่ม แค่แต่งงานตามที่แม่ต้องการไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องความรู้สึกมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร 

        และเพราะทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น นุ่มนิ่มจึงมักจะเป็นคู่ออกงานของผมเวลามีงานเลี้ยงระหว่างตระกูล 

        “ถ้ายังไงผมขอตัวไปอีกทางก่อนนะครับ” ผมกล่าวกับบรรดาผู้ใหญ่ที่ยังชมเราไม่ขาดปาก พ่อส่งซิกให้ผมจูงมือนุ่มนิ่มไปด้วยผมเลยยื่นมือไปหาเธอ นุ่มนิ่มยิ้มรับและจับมือผม เราเดินมาจนถึงกลุ่มเพื่อนผมที่ดื่มไวน์อยู่ไม่ไกล 

        “เฮ้อ มดกัดกูไปหมดเลย เจ็บจัง” ไอ้ควันยังคงกวนฝ่าเท้าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน มันจงใจจะล้อเรื่องผมกับนุ่มนิ่ม ผมปล่อยมือคนข้างๆ ก่อนจะรับไวน์จากไอ้ภักที่ถือรอไว้ก่อนแล้ว ไอ้ไทหลุดขำพรืดเมื่อได้ยินประโยคตอบกลับของผู้หญิงที่มาด้วย 

        “มดเหรอคะ ให้นุ่มนิ่มตีให้มั้ย” 

        “เอ่อ...” 

        “ฮ่าๆๆๆ มีเรื่องให้ประหลาดใจทุกที” ไอ้ไทตบหน้าขาตัวเองใหญ่ ผมเพียงเบือนหน้าไปอีกทางคล้ายจะเอือมระอาไม่ต่างจากไอ้ฮาย ที่ว่าเอือมระอาก็เพราะท่าทางของมันที่ไม่สงวนนั่นแหละ สายตาผู้ใหญ่หลายคู่มองมาทางนี้คล้ายจะสงสัยว่าเสียงดังอะไรกัน 

        ไอ้ไทเจอกับไอ้ควัน = หูแตก 

        นุ่มนิ่มมองผมด้วยสายตาคล้ายจะถามว่าเธอพูดอะไรผิด ผมเพียงส่ายหน้าไปมาให้เธอแล้วใช้เท้าแอบเหยียบเท้าไอ้ไทให้หยุดหัวเราะ มันร้องอ๊ากพลางก้มลงจับปลายเท้าตัวเอง สายตาผมกำลังบอกให้มันอธิบายกับเธอมันเลยทำหน้าสีหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘โอเคๆ รู้แล้ว’ 

        “น้องนุ่มครับ คือพี่ไทไม่ได้จะหัวเราะน้องนุ่มนะ พี่ไทหัวเราะไอ้ควัน” มันยืนขึ้นมาเต็มความสูงพลางบอก ไอ้ควันชี้หน้าตัวเองเหมือนจะบอกว่า ‘กูเหรอ’ 

        “แต่พี่ไทบอกว่าประหลาดใจ...” 

        “แบบว่าพี่หมายความในทางที่ดีน่ะ น้องนุ่มซื่อมากดูน่ารักแค่นั้นเอง” 

        “...” เธอมองหน้าผม 

        “...” ผมพยักหน้าให้เชื่อตามนั้น 

        นุ่มนิ่มกับเพื่อนผมค่อนข้างเข้ากันได้อยู่บ้าง ตั้งแต่ที่เธอถูกรับเลี้ยงเธอก็เจอเพื่อนผมเป็นครั้งคราว ยามที่พวกมันมาที่บ้านเธอก็มักจะทักทายและอยู่คุยด้วย ในทีแรกอาจจะค่อนข้างประหม่าแต่หลังๆ ก็สนิทกันมากขึ้น นั่นจึงทำให้ทุกคนรู้จักเธอเป็นอย่างดี 

        แน่นอนว่ารวมไปถึงคิดฝันด้วย 

        ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่คิดฝันเจอนุ่มนิ่ม เธอพูดทำนองเดียวกับที่เคยพูดกับนอร์ธไม่มีผิดเพี้ยน ผมเป็นคนห้ามเธอและบอกว่าไม่ควรพูดแบบนั้นแต่คิดฝันก็ไม่ฟัง เธอยังคงคิดว่าตัวเองทำถูกและไม่ยอมขอโทษนุ่มนิ่มเหมือนตอนนั้นที่เธอยอมไม่ขอโทษนอร์ธ ใช่ ในตอนนั้นคิดฝันไม่ได้ขอโทษ 

        ที่ผมบอกว่าคิดฝันทำกับคนอื่นนอกจากนอร์ธก็คือทำกับนุ่มนิ่มนั่นเอง 

        ในตอนที่เธอรู้เรื่องกำหนดการแต่งงานของเรา คิดฝันก็ด่าท่อนุ่มนิ่มยกใหญ่ เธอพยายามขอให้ผมยกเลิกงานแต่งงานแต่ผมปฏิเสธ ผมรู้ว่ายังไงพ่อกับแม่ก็คงไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว คิดฝันพยายามคุยกับแม่ผมแต่ว่าท่านก็ไม่เปลี่ยนความคิด ในสายตาท่าน...นุ่มนิ่มคือคนที่ควรเป็นคู่แต่งงานของผม ส่วนคิดฝันควรเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น 

        นั่นจึงทำให้คิดฝันพยายามหาทางเข้าหาผมตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอใช้ทุกวิธีและหนักกว่าตอนแรกๆ มากเพราะอยากล้มเลิกงานแต่งงานจริงๆ 

        “จะว่าไปไอ้โรม น้องมึงไม่มาเหรอวะ” ไอ้ควันกระซิบถาม ผมเพียงส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ 

        ผมมีน้องชายอยู่คนหนึ่งเป็นน้องแท้ๆ ในสายเลือดชื่อ ‘ราม’ รามเด็กกว่าผมประมาณห้าปีได้ ผมกับรามเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องที่ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ เรามักจะไม่ยุ่งเรื่องของกันและกันเลยแม้ว่าในอดีตสมัยเด็กจะเคยสนิทกันมาก่อนก็ตาม ผมจำได้ว่าเราเล่นด้วยกันในช่วงสามสี่ปีแรกและหลังจากนั้นรามก็ตีตัวออกห่างผมไป 

        เขาไม่เคยมางานวันเกิดผม ไม่คุยกับผม ไม่กินข้าวโต๊ะเดียวกับผมอีกโดยที่ผมก็ไม่ทราบสาเหตุ 

        พ่อกับแม่ผมไม่ยอมบอกอะไรเรื่องนี้ผมจึงไม่คิดจะถามท่าน ผมเคยตั้งใจจะถามเหตุผลนั้นกับรามโดยตรงแต่รามไม่บอก เรียกได้ว่าเมินเฉยไปเลยก็ได้ ส่วนตัวผมเป็นคนไม่ค่อยเซ้าซี้อะไรอยู่แล้วเลยปล่อยทุกอย่างให้เลยตามเลย 

        จนกระทั่งทุกวันนี้สิบกว่าปี เราก็ยังไม่คุยกัน 

        ผมอยากแก้ปัญหาแต่มันคงสายไปแล้ว เราต่างคนต่างโตขึ้นเรื่องที่อึดอัดในใจก็ยิ่งพูดยากขึ้นด้วย 

        “ไอ้ภัก มึงว่าวันนี้แม่นางคนนั้นจะมามั้ย” เสียงไอ้ควันดึงผมออกจากความคิด ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่มันเดินไปยืนข้างไอ้ภักพลางเอาศอกสะกิด คนที่เป็นคุณชายที่สุดในกลุ่มยักไหล่ก่อนจะพยักหน้ามาหาผม 

        “ถามเจ้าตัว” 

        หมายถึงถามผมนั่นเอง 

        “มา” ว่าตามตรง ในเมื่อพ่อบอกอย่างนั้นก็ต้องเป็นตามนั้น ‘แม่นาง’ คือฉายาที่คนในกลุ่มผมใช้เรียกคิดฝัน เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไร 

        “สนุกแน่ๆ น้องนุ่ม” ควันเอามือทำท่าปาดคอตัวเองส่วนนุ่มนิ่มก็กะพริบตาปริบๆ เป็นอีกครั้งที่เธอสบตาผมราวกับจะถามว่าหมายถึงอะไร 

        จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก คิดฝันไม่ชอบนุ่มนิ่ม ถ้าเจอกันในงานก็วุ่นวายแค่นั้นเอง 

        ผมไม่ตอบอะไรคนตรงหน้าแต่เลือกดื่มไวน์แทน ในนาทีนั้นเสียงฮือฮาจากคนในงานก็ดังกลบเสียงเพลงคลาสสิคจนหมด สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังทางเข้าที่มีคนกำลังเดินเข้ามารวมถึงผมด้วย ครอบครัวตระกูลวงศ์วริศเวลานี้มาถึงแล้ว 

        ไอ้ควันสบถเบาๆ “ฉิบหายแน่” แล้วก็เดินไปวางมือบนไหล่นุ่มนิ่ม 

        ผมสบตาคนในกลุ่มเป็นการบอกให้รู้กันว่าต้องทำอะไร พวกมันเข้าใจว่าผมต้องการให้อยู่ตรงนี้ดูแลนุ่มนิ่มไปก่อนจึงพยักหน้ารับ ผมเดินผ่านผู้คนเข้าไปหาคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายที่เดินเข้ามาพร้อมลูกสาวของเธอ คิดฝันเป็นนักร้องที่ดังมากในวงการบันเทิงจึงไม่แปลกที่ครอบครัวนี้จะดึงดูดความสนใจได้ 

        ผมหยุดยืนตรงหน้า แม้จะไม่ได้มองคิดฝันแต่ก็รู้ว่าเธอคงมองผมอยู่ ผมโค้งตัวเล็กน้อยเป็นการทักทายก่อนจะกล่าว “สวัสดีครับคุณผู้ชาย คุณผู้หญิง” 

        “แหม ตาโรมนี่ล่ะก็คุณผู้หญิงอะไรกัน เรียกคุณน้าก็ได้” แม่ของคิดฝันว่า ไม่บ่อยนักที่ผมจะเจอเธอแต่เวลาเจอกันเธอมักจะเอ็นดูผมเป็นพิเศษ เหตุผลคงเพราะลูกสาวเธอมาเล่นที่บ้านผมบ่อย “คืนนี้คิดฝันมาด้วย น้าฝากด้วยนะจ๊ะ” 

        “ครับ” 

        “โรม โตขึ้นเยอะจริงๆ งานตำรวจเป็นไงบ้าง” คุณพ่อเธอถาม ผมโค้งตัวนิดๆ เมื่อท่านวางมือบนบ่าผม 

        “เรื่อยๆ ครับ ยังคงมีคดีแต่เคลียร์ไปได้มากแล้ว” 

        “งั้นเองสินะ” แล้วท่านก็หัวเราะเบาๆ “เป็นถึงตำรวจนักสืบเลยนี่นา เรื่องแค่นี้คงไม่คณามือ ‘เชอร์ล็อกโรม’ หรอกจริงมั้ย” 

        ผมยิ้มรับคำชมนั้น ฉายาในวงการของผมคือ ‘เชอร์ล็อกโรม’ เป็นการแปลงคำมาจาก ‘เชอร์ล็อกโฮม’ ที่คนทั่วไปตั้งกัน ความจริงผมไม่ได้สนใจเรื่องฉายาหรือเรื่องอะไรทำนองนี้มากนักแต่มันกลับดังเพราะมีคนพูดต่อๆ กันไป 

        ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ผมสืบ รวมไปถึงบรรดาตำรวจที่ทำงานด้วย รู้ตัวอีกทีฉายานี้ก็ใช้แทนตัวผมไปแล้ว 

        “เชิญครับ” มีบริกรมาเสิร์ฟไวน์พอดี ผมรับมาก่อนจะยื่นให้ท่านทั้งสอง ผมยื่นให้คุณผู้ชายตามปกติส่วนคุณผู้หญิงยื่นให้ถือมือซ้าย 

        เธอชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะรับไป 

        “ทำไมถึงให้น้ามือซ้ายล่ะโรม” เธออมยิ้มเล็กๆ เหมือนยังประหลาดใจแต่ก็พอเดาออก ผมเพียงขยับยิ้มจางๆ ก่อนจะเอ่ย 

        “เพราะคุณน้าน่าจะถนัดซ้ายครับ” 

        ถ้าได้ถือแก้วด้วยมือที่ถนัดคงจะสะดวกกว่า 

        “แล้วโรมรู้ได้ยังไงว่าน้าถนัดซ้าย” 

        “นั่นสิ รู้ได้ยังไงกัน” คุณผู้ชายเองก็ถามด้วย ผมผายมือไปทางมือคุณน้าก่อนจะอธิบาย 

        “ก่อนหน้านี้คุณน้ายืนกุมมือด้วยท่าทางที่เอามือขวากุมมือซ้ายไว้ ตามปกติคนทั่วไปจะใช้มือข้างที่ถนัดอยู่ด้านในมากกว่าด้านนอก ฉะนั้นการที่คุณน้าใช้มือขวาอยู่ด้านนอกจึงมีสิทธิ์ที่ท่านจะถนัดซ้ายครับ” 

        “ตายแล้ว” คุณผู้หญิงยกมือปิดปากหัวเราะ ส่วนคุณผู้ชายปรบมือเสียงดัง 

        รอบข้างต่างมีเสียงฮือฮามากขึ้น ผมเพียงพูดจากการสังเกตของผมเท่านั้น ในความเป็นจริงคนเราอาจจะใช้มืออีกข้างก็ได้ ผมแค่บอกว่า ‘มีสิทธิ์’ เฉยๆ ถ้าคุณผู้หญิงใช้มือข้างซ้ายกุมผมก็คงเข้าใจว่าเธอถนัดขวา การทดสอบยังมีอะไรอีกมากดูแค่นี้คงไม่ได้ 

        ผมแค่คิดว่า ‘น่าจะ’ แล้วดันถูก 

        “ช่างสังเกตจริงๆ” 

        คำชมมากมายหลั่งไหลเข้ามา ผมเพียงก้มหัวนิดๆ เพื่อเป็นการขอบคุณ คุณน้าจูงมือคิดฝันให้มาหาผมพลางกระซิบบางอย่าง คำพูดนั้นไม่ดังมากแต่ก็ดังพอจะทำให้ผมได้ยิน “อยู่กับพี่โรมเขาไปก่อนนะลูก ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็บอกพี่เขา” 

        “...” คิดฝันพยักหน้าตอบคุณผู้หญิงไม่พูดอะไร ผมละสายตาจากท่านมองหน้าเธอ วินาทีที่เราสบตากันก็เหมือนมีบางอย่างสะกิดในใจผม 

        สายตาคิดฝันมีแวบหนึ่งแปลกไป ราวกับว่าเธอกำลังประหม่า 

        ผมได้แต่บอกตัวเองว่าคงคิดมากไป นับตั้งแต่ที่รู้จักกันมาคิดฝันไม่เคยใช้สายตาแบบนั้นมาก่อน เธอมักจะมีแต่ความมั่นใจและทระนงตัวเองอยู่เสมอฉะนั้นคงไม่ใช่หรอก คนตรงหน้าถอนสายบัวก้มหัวให้ผม 

        “สะ...สวัสดีค่ะ” 

        “...” สวัสดี? 

        “น้าฝากคิดฝันด้วยนะจ๊ะโรม น้าไปคุยกับพวกผู้ใหญ่ก่อนนะ” 

        คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายขอตัวแยกออกไปเหลือเพียงแค่ผมกับเธอสองคน ผมนิ่งมองคิดฝันที่ยังคงก้มหัวให้ มือเธอทั้งสองข้างจับกระโปรงก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นกุมกันแทน ถ้าผมตาไม่ฝาดก็เห็นได้ชัดว่าตอนนี้มือเธอกำลังสั่น 

        “พอได้แล้ว” บอกเสียงเรียบ 

        คิดฝันเงยหน้ามองผม เธอถามแบบลังเล “คะ?” 

        “ที่ทำอยู่” 

        ตอนนี้คุณพ่อกับคุณแม่เธอไม่อยู่ เธอจะทำตัวเหมือนที่เคยทำก็ย่อมได้ ผมไม่มองหน้านั้นที่จ้องมาแต่เลือกมองบรรยากาศโดยรอบแทน พ่อบอกว่าให้ดูๆ คิดฝันด้วยนั่นหมายความว่าผมอาจจะต้องอยู่คุยกับเธอก่อนสักพักหนึ่ง ตามปกติผมไม่ค่อยพูดกับเธอแต่ในงานแบบนี้คงช่วยไม่ได้ 

        ผมเดินนำคิดฝันไปอยู่ที่มุมๆ หนึ่งด้านใน ไม่ได้สนใจสายตางุนงงของเธอตอนที่ผมพูดแม้สักนิด ตรงนี้อยู่ไกลจากเพื่อนผมและนุ่มนิ่มจึงถือว่าค่อนข้างโอเค ผู้หญิงในชุดเดรสสีขาวเดินตามมาเงียบๆ และเมื่อมาถึงก็ยืนกุมมือนิ่งไม่พูดอะไร 

        แปลก 

        ทุกทีคิดฝันจะพยายามชวนผมคุยตลอด ไม่มีครั้งไหนที่เธอเงียบแบบนี้ 

        ผมกับคิดฝันยืนเงียบกันอยู่ราวๆ ห้านาทีได้ เสียงเพลงยังคงบรรเลงคลอไปทั่วจนกลบรอบตัวเรา ผมไม่ใช่คนชอบชวนคุยและคิดฝันก็ไม่พูด ดังนั้นถ้าบทสนทนาของเราจะเป็นแบบนี้ก็ไม่แปลก 

        ผมหลับตาลงพิงผนัง อีกสักพักค่อยแยกตัวไปน่าจะดี 

        ทว่า “คะ...คุณโรมคะ” คำพูดของคิดฝันก็ดังขึ้น 

        คุณโรม? 

        ผมลืมตาขมวดคิ้วกับสรรพนามนั้น 

        “ว่ายังไงนะ” 

 

✾ Stoprain talks ✾ 

ทวิตเตอร์แท็ก #เซอร์โรม 

และใช่เลย นี่คือคิดถึงที่มาแทนคิดฝันแล้ว 5555555 เจอกันต่อตอนหน้านะ 

 

 My Contacts 

Facebook : Stoprain | Twitter : Stoprain_f | IG : Stoprain_f 

ความคิดเห็น