facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เดิมพันแค้น 11

ชื่อตอน : เดิมพันแค้น 11

คำค้น : เดิมพันแค้น 11

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.2k

ความคิดเห็น : 81

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มิ.ย. 2563 15:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
เดิมพันแค้น 11
แบบอักษร

ตอนที่11 

#เดิมพันแค้น 

 

 

 

ศรันย์รู้สึกตัว อาการแรกที่สัมผัสคือแรงเจ็บร้าวทั้งหัว เขาเบ้หน้า สายตากวาดมองรอบห้องก่อนสะดุดกับแผ่นหลังกว้างคุ้นเคยของใครบางคน แสงแดดจากด้านนอกบ่งบอกว่าคือช่วงเช้า ภูกำลังยืนรีดชุดนักเรียน หน้าที่ของศรันย์ที่ต้องทำหากแต่ในวันนี้เขาไม่ได้รับผิดชอบมัน เหมือนใครอีกคนจะรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกมองหากแต่ภูยังไม่ได้พูดอะไร เปลี่ยนใส่ชุดนักเรียน หยิบกระเป๋าที่จัดตารางสอนเรียบร้อย ก่อนออกจากห้องหันกลับมามองศรันย์อีกครั้ง

 

“ทำความสะอาดห้องด้วย แล้วอย่าลืมข้าวเย็น”

“ขอเงินหน่อยได้ไหม ขอเงินไปซื้อรองเท้าหน่อย” กำลังจะเดินออกจากห้องแต่เพราประโยคนี้ของศรันย์ทำให้ภูต้องหันมอง

“มึงจะซื้อใส่ไปไหน วันๆอยู่แต่ในห้อง”

“แล้วถ้าเผื่อต้องออกไปข้างนอกหละ”

 

“งั้นรอกูกลับมา ไม่ต้องเสือกเสร่อออกไปคนเดียว...แล้วกับข้าวก็ไม่ต้องทำ ค่อยออกไปกินข้างนอกทีเดียว” พูดจบภูปิดประตูห้องนอน ก่อนตามมาด้วยเสียงล็อคประตูใหญ่ด้านนอกของห้อง ศรันย์ชักสีหน้า พาตัวเองลงจากเตียง ยืนมองใบหน้าซีดขาวผ่านกระจกบานใหญ่ภายในห้องน้ำ ที่หางคิ้วมีรอยแตก ได้รับการทำแผลเบื้องต้น

“เฮ้อ” พูดอะไรไม่ออก ถอนหายใจแล้วก้มหน้ายืนแปรงฟัน อาบน้ำเสร็จเขาเดินออกมาข้างนอก มีกล่องทำแผลวางอยู่ที่โต๊ะกลางห้องนั่งเล่น ศรันย์ล้างแผลให้ตัวเองก่อนถึงได้เปลี่ยนเดินไปหาอะไรทานจากห้องครัว ปกติเขาจะได้ทานข้าวแค่วันละมื้อ แต่เหมือนวันนี้ถ้าออกไปข้างนอกงั้นเขาก็ต้องได้กินข้าวเย็นด้วยสิ

 

รอยยิ้มแรกของวันปรากฏ

แต่เมื่อนึกเรื่องราวแต่ละอย่างที่ผ่านมาสุดท้ายศรันย์หน้าถอดสี

 

“ไอ้สน....” พึมพำชื่อเพื่อนสนิท จนเปิดไปดูแชทระหว่างตัวและอีกคน โชคดีมากแค่ไม่ได้มีรูปไหนถูกกดส่งไป เขาขัดขวางภูได้สำเร็จ ถึงแม้จะแลกมาด้วยหัวที่แตกก็ตาม...

“มึงนะมึง ไอ้เด็กเวร” เดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาอะไรกินประทังความหิว พบว่ามีนมสดอยู่หนึ่งแกนลอน แล้วก็ผลไม้ อาหารของเขาวันนี้คงจะหนีไม่พ้นเพราะพวกของสดก็อย่างที่บอกว่าทำได้แค่ให้ภูทานอย่างเดียว ส่วนเขาจะกินได้ก็ตอนที่ภูกินเหลือนั่นแหละ เมื่อท้องอิ่มศรันย์เดินเข้ามาในห้องอีกครั้ง ตะกร้าผ้าของภูวางอยู่ มีเสื้อผ้าไม่กี่ชุดแต่เขาก็ต้องซัก

 

...ทำการบ้านให้ด้วย... เมื่อตากผ้าเรียบร้อยถึงได้เห็นว่ามีโพทอิสแปะอยู่ที่ก้นตะกร้า

 

“ลายมือน่าเกลียด” ระหว่างทำการบ้านให้อีกคนศรันย์เปิดดูหน้าก่อนหน้าที่ภูเขียนทิ้งไว้ ลายมือเละมาก ชนิดที่ว่านั่งอ่านอยู่นานกว่าจะแกะออกว่าเขียนคำว่าอะไร นานพอสมควรกว่าจะทำการบ้านทีเหลือให้เสร็จ หันไปมองนาฬิกาพบว่าบ่ายโมงแล้ว ยังเหลือต้องกวาดเก็บห้องอีก ในแต่ละวันเขาผ่านไปแค่นี้ แล้วก็รอภูกลับมา ชีวิตมีแค่นี้จริงๆ

 

เมื่อทำงานทุกอย่างเสร็จศรันย์พาตัวเองไปนอนแผ่หน้าพัดลม

เหลือเวลาอีกนิดหน่อยกว่าภูจะกลับมา เขาจะนอนให้เต็มอิ่มไปเลย

...แกร๊กกกก!... เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น เจ้าของห้องก้าวขาผ่านประตูเข้ามาพร้อมสายตาที่เหลือบมองคนที่นอนหลับอยู่ที่โซฟา ภูขมวดคิ้วนิดหน่อย เขาถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือเพียงกางเกงชั้นใน โยนเสื้อผ้าที่ใส่แล้วกับเข็มขัดใส่คนตรงหน้า

 

“กูให้เวลาสิบนาที ถ้ายังแต่งตัวไม่เสร็จก็ไม่ต้องไป” คำเด็ดขาดที่ทำให้ศรันย์สะดุ้งตื่น

ก่อนจะหอบแฮ่กอยู่ในชุดออกไปข้างนอก

เงยมองภูพบว่าคนอายุน้อยกว่าแต่งตัวเรียบง่ายตามสไตล์

 

“กูจะใส่คู่ไหนออกไปได้” ก่อนออกจากห้องศรันย์ตั้งคำถาม ภูเขี่ยรองเท้าแตะของตัวเองให้

“แล้วรองเท้าคู่เก่ามึงไปไหน” เข้ามานั่งในรถคราวนี้ภูถามบ้าง

“พอมึงปล่อยกูไว้ กูเดินเยอะจนมันขาดก็เลยทิ้ง” เลือกที่จะโกหก ขืนบอกความจริงว่าไปเที่ยวกับสนแล้วทำหาย เขาก็โดนมันกินหัวสิ ขนาดแค่บอกแบบนี้ไปภูยังชำเลืองมองพลางขมวดคิ้ว ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านคือสถานที่ถูกเลือก คนแบบภูเป็นไปได้คงไม่เดินตลาด ก่อนจะลงจากรถภูใส่ทั้งหมวกและแว่นตา

 

“กูให้งบแค่พันเดียว”  แบงค์สีเทาถูกยื่นให้ ศรันย์ยิ้มกริ่ม รองเท้าคู่สี่ห้าร้อยเขาก็ใส่ได้ ส่วนเงินที่เหลือก็เก็บไว้ไง

“ร้านรองเท้าทางนี้”

“แปปนึง” หันมาบอกภู ทิ้งให้คนตัวสูงยืนรออยู่ที่เดิม ส่วนศรันย์เดินไปหยุดอยู่ที่ร้านขายชาไข่มุก

 

เมื่อเดินกลับมาถูกภูมองหน้านิ่ง

ศรันย์ยักไหล่

 

“ทำไมอ่ะ ก็นี่คือเงินกูแล้ว...กูอยากซื้ออะไรก็ได้นี่”

...หมับ!... แต่แล้วต้องหน้าเหวอเมื่อแก้วชานมในมือถูกภูคว้าไป ยืนมองอีกฝ่ายตาโตเมื่อภูดูดไม่กี่คำหมดเกลี้ยง เหลือแค่น้ำแข็งและไข่มุกที่ถูกโยนคืนให้ ศรันย์กรีดร้องไร้เสียง ภูยิ้มสะใจก่อนเดินนำไปที่โซนรองเท้า ศรันย์ต้องยอมเดินตาม มองแก้วชานมในมือพลางคิดในใจว่ารอน้ำแข็งละลายแล้วค่อยกินก็ได้ รสชาติชามันก็ยังเหลืออยู่แหละ

 

“เอาสีขาว” ศรันย์บอกพนักงาน เขาชอบทุกอย่างที่เป็นสีขาว

“เอาสีดำมาครับ” แต่ภูไม่เห็นด้วย จนฝ่ายยิ้มแห้งคือพนักงานสาว

“กูบอกว่าจะเอาสีขาว”

 

“ใส่แปปเดียวก็เลอะ กูไม่ได้ว่างพามึงมาซื้อบ่อยๆหรอกนะ”

“แล้วยังไง กูเป็นคนใส่ จะเอาสีขาว” ศรันย์ไม่ยอม แต่เมื่อภูไม่พูดแล้วเปลี่ยนเป็นการจ้องนิ่ง

“เอาสีดำมาก็ได้ครับ” หันไปบอกพนักงานอย่างจำใจ ถูกขัดใจทุกอย่าง ไม่มีสิทธิเลือกอะไรด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ แม้แต่เรื่องเล็กน้อยภูยังไม่เคยยอม ได้รองเท้าใหม่มาแต่ศรันย์ไม่ได้รู้สึกดีใจ เขาเปลี่ยนใส่คู่ใหม่ เอาของภูที่ใส่ก่อนหน้ากลับลงใส่กล่องแล้วเดินหิ้วถุงตามคนตัวสูงไปอย่างไม่รู้จุดหมาย หยุดกันอยู่ที่ร้านอาหาร

 

“เอาข้าวหน้าเนื้อผัดซอสเกาหลี”

“สองชุดนะครับ”

“ชุดเดียว” เมื่อภูพูดแบบนี้พนักงานทำหน้างุนงงแต่ก็รับคำสั่ง ส่วนศรันย์นั่งเงียบ ท้าวแขนลงกับโต๊ะ

 

ไม่ได้อยากจะกินข้าวเหลือของใครแต่ก็ต้องกินเพราะทนหิวไม่ไหว

ส่วนใหญ่ภูมักเหลือแต่ผักไว้ ศรันย์ก็ไม่ได้ชอบกินผักหรอกนะ แต่ก็อย่างว่า ต้องกินเพื่ออยู่

 

“ไปไหนอีก”

“อย่าเสือกนัก มึงจะต้องรู้ไปทำไม” คำถามก่อนหน้าถูกด่ากลับมา ศรันย์ชักสีหน้า ตามภูเข้ามาจนถึงร้านขายพวกเครื่องสำอาง เขาว่าภูไม่น่าจะซื้อลิปสติกนะ เพราะคนตัวสูงพุ่งตรงไปที่เคาท์เตอร์ เขารู้แล้วว่าภูจะมาซื้ออะไร

 

เห็นกระวนกระวายมาหลายวันแล้ว

ที่แท้ก็ถุงยางอนามัยหมดไง

 

“เพิ่งมีคนซื้อออกไปเองค่ะคุณลูกค้า พอดีรุ่นนี้ลงน้อย...ของน่าจะมาอีกทีประมาณอาทิตย์หน้า” คำตอบจากพนักงานที่ทำให้ภูหน้าตาหงุดหงิดแต่ศรันย์กลับต้องกลั้นยิ้ม ดีแล้ว หมดไปเถอะ เขารู้ว่าภูคงไม่กล้าเสี่ยงจะสดกับเขาหรอกนะ ถึงแม้เมื่อคืนก่อนมันจะเผลอตัวไปหน่อยก็เถอะ เดินออกมาจากร้านพร้อมกันด้วยสีหน้าต่างอารมณ์ ภูพิมพ์ยุกยิกคุยกับใครบางคน ศรันย์แอบชะโงกมองแล้วพบว่าคือปลื้ม ไอ้เด็กนิสัยเสียคนนั้น...

 

ก่อนศรันย์จะรู้สึกได้ว่าภูไม่ได้ขับรถพากลับห้อง

หากแต่จอดลงที่ตึกสูง ที่ป้ายด้านหน้าติดไว้ว่าห้องซ้อมดนตรี

 

“มึงนั่งรออยู่นี้แหละ”

“.........”

“ไม่ดีกว่า เดี๋ยวเสือกมึนขับรถกูกลับ” ก่อนภูจะเปลี่ยนใจ กระชากศรันย์ให้เดินตามเข้าไปด้านใน มีเด็กนักเรียนหลายกลุ่มเดินผ่านไปมาเต็มไปหมด มีหลายห้องมากและมีเด็กจากหลายโรงเรียน มีเด็กหลายชั่วงอายุเพราะเหมือนจะมีห้องสอนเต้นด้วย มาหยุดอยู่ที่ห้องเกือบสุดท้าย ส่องเข้าไปพบว่าปลื้มและโปรดนั่งรวมอยู่กับเด็กแปลกหน้าอีกสองสามคน

 

“ของหละ” เพียงเปิดประตูเข้าไปเท่านั้นที่ภูส่งคำถาม

“อยู่รถกูอ่ะดิ พี่เขาเพิ่งเอามาให้พอดี....แต่เพื่อนกูมันเอารถกูไปอ่ะ” ปลื้มทำหน้าเซ็ง

“เอ้า แล้วกูต้องรอไหมเนี่ย”

 

“อยู่กับตัวกูมีแค่กล่องเดียว มึงจะเอาไปใช้ก่อนไหมหละ วันหลังเดี๋ยวกูเอาเข้าไปให้” พอปลื้มเสนอมาแบบนี้ภูพยักหน้ารับ ตอนแรกศรันย์สงสัยว่าสองคนคุยถึงเรื่องอะไร กระทั่งที่ปลื้มยื่นกล่องถุงยางอนามัยให้เขาถึงได้ร้องอ๋อในใจ ไอ้เด็กพวกนี้หน้าไม่อาย เพื่อนก็นั่งอยู่เต็มห้อง แล้วดูไอ้พวกนั้นมองเขากับภู

 

“โหยล่อขาวจั๊วะเลยนะไอ้ภู ใช่ย่อยนะมึง” เสียงแซวเยอะมากจนศรันย์ต้องชักสีหน้า เขาเดินหนีเพราะดูท่าทางภูจะคุยกับเพื่อนต่อ ออกมานั่งยังส่วนถัดมา เดินเล่นมองโดยรอบอย่างให้ความสนใจ เพิ่งรู้ว่าไอ้พวกนั้นเล่นดนตรีเป็นเพราะดูท่าทางเหมือนจะไม่เอาไหน ตรงที่ให้คนนั่งรอช่วงโซนรับแขกมีเครื่องดนตรีหลายชิ้นวางประดับ

 

ภูกำลังหงุดหงิด เดินตามหาศรันย์ที่ไม่รู้ว่าหายไปไหน

เขาได้ยินเสียงเปียโน ทำนองเพลงคุ้นหูหากแต่นึกชื่อเพลงไม่ออก

หยุดยืนอยู่ที่มุมหลังกำแพง มือล้วงกระเป๋ากางเกง แผ่นหลังที่เอนพิงกับผนังและสายตาที่ทอดมองเด็กผู้หญิงตัวเล็กในชุดบัลเลต์สีขาว เธอหัวเราะส่งเสียง สายตามองพ่อแม่ที่นั่งรออยู่โซฟาสลับกับมองยังศรันย์ที่เป็นคนเล่นเปียโนให้ เสียงดนตรีนุ่มหู เพลงช้าที่ฟังดูเศร้าหากแต่เจ้าเด็กตัวเล็กกลับดูสนุกกับมัน เมื่อเต้นจนจบเพลงเธอโค้งตัว วิ่งเข้าไปกอดศรันย์เป็นคำขอบคุณ ศรันย์เหมือนรู้ว่าถูกแอบมองถึงได้หันหน้ามาดู

 

พอเห็นว่าเป็นภูก็เบ้ปากให้

 

“เหอะ” คนตัวสูงตรงนี้ส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เดินเข้าไปหาซึ่งศรันย์ก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตาม

“เพลงอะไร” เดินออกมาด้วยกันเป็นภูที่ถาม

“ไม่บอกหรอก”

“กูอยากรู้ตายแหละ” หันไปด่าไปทีแต่ศรันย์ทำไม่สนใจ เข้ามานั่งในรถศรันย์กดยุกยิกที่หน้าเครื่องเล่น

 

ต่อบลูทูธใส่โทรศัพท์ของตัวเอง ก่อนเสียงเพลงจะดังขึ้น

และเมื่อภูชำเลืองมองถึงได้เห็นชื่อเพลงที่โชว์หรา

 

...เรา...

 

“ไม่ค่อยได้ฟังเพลงไทยหรอกนะ พอดีโตมาที่ต่างประเทศ” ภูกวนประสาท ศรันย์หน้าบึ้ง

“อวดไปเถอะ กูไม่เห็นจะอยากไปอยู่เลย หนาวก็หนาว”

“เหรอ” หันมาถามทำหน้าทำตาใส่ศรันย์อีกครั้งจนคนหงุดหงิดต้องหันหน้าหนี ภูหัวเราะ เขากลับมาสนใจการขับรถ ความเงียบระหว่างคนทั้งสองที่มีเสียงดังเพียงจากเพลงที่เปิด ศรันย์มองออกนอกหน้าต่าง มือก็ถือถุงที่ใส่รองเท้าของภู

 

ได้เรียนรู้อีกอย่างเกี่ยวกับการเอาตัวรอด

หากอยากอยู่ดีปกติ ก็จงอย่าทำให้ภูโกรธ เหมือนกับคืนก่อนที่ต้องเจออะไรที่รุนแรงแบบนั้น

 

...ถึงแม้ว่าจะยังไม่รู้ก็ตาม ว่าถูกโกรธด้วยเรื่องอะไร...

 

# # # # # # #

หนูไมได้โดนมันโกรธค่ะ แต่หนูโดนมันหึง><

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว