facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

16.เราไม่ได้เป็นอะไรกัน

ชื่อตอน : 16.เราไม่ได้เป็นอะไรกัน

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 32.8k

ความคิดเห็น : 185

ปรับปรุงล่าสุด : 08 มิ.ย. 2563 09:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,000
× 0
× 0
แชร์ :
16.เราไม่ได้เป็นอะไรกัน
แบบอักษร

16.เราไม่ได้เป็นอะไรกัน 

  

               แก้วเจ้าจอมยืนอึ้งอย่างพูดอะไรไม่ออก เมื่อกี้นี้เขาพูดอะไร เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ย เขาพูดอะไรออกมากัน พูดออกมาได้ยังไงว่าเธอไม่ใช่เมียของเขา หรือเพียงเพราะว่าเธอยิงปืนได้มันจะทำให้เขาเกลียดเธอจริงๆ น้ำตาของเธอไหลอาบแก้มเมื่อผู้กองพนาเองก็น้ำตาคลอเช่นกัน ถึงเขาจะรักเธอและไม่อยากเสียเธอไปแต่เขาก็ไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว เขาต้องยอมรับความจริงเสียทีว่าเขาไม่ใช่เจ้าของเธอ เขาแค่เก็บเธอได้แล้วก็อยากจะได้เธอมาเป็นของเขาจนต้องขโมยเธอมาเก็บซ่อนเอาไว้ทั้งๆ ที่ครอบครัวของเธออาจจะกำลังรอคอยเธอกลับไปหาอยู่ เขาขโมยเอาเธอมาอย่างไม่น่าให้อภัยแล้วหากสักวันที่เธอจำเรื่องราวทุกอย่างได้ เธอก็อาจจะโกรธเกลียดเขาที่เขาทำอย่างนี้ นับวันความทรงจำของเธอยิ่งเริ่มกลับคืนมาแล้วจะให้เขาหน้าด้านหลอกเธอต่อไปได้ยังไงกัน 

               “ผมขอโทษ...ความจริงแล้วคุณไม่ใช่เมียของผม เราสองคนไม่เคยเป็นอะไรกัน” 

               “...พี่พนา...พี่พนาพูดเรื่องอะไรหรอคะ แก้วไม่เข้าใจ...” 

               “ผมขอโทษ” ผู้กองพนาทรุดกายลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้นตรงหน้าเธอ “เพราะผมรักคุณผมถึงต้องทำแบบนี้ ผมรักคุณ ผมไม่อยากเสียคุณไป ถ้าคุณจำเรื่องราวทุกอย่างได้คุณก็จะกลับไปหาครอบครัวของคุณ ไปหาคนรักจริงๆ ของคุณ...” 

               “นี่มันเรื่องอะไรกัน พี่พนาอำอะไรแก้ว หรือว่า...พี่พนาไม่ชอบที่แก้วยิงปืนได้ ถ้าพี่พนาไม่ชอบแก้วจะไม่ยิงปืนอีกแล้ว แก้วจะไม่เข้าใกล้ปืนด้วยแต่พี่พนาอย่าพูดอะไรแบบนี้สิคะแก้วกลัวนะ แก้วรักพี่ แก้วเป็นเมียของพี่ แก้วจะไม่หนีพี่พนาไปไหน” แก้วเจ้าจอมทรุดกายลงไปกอดเขาแน่น มันเจ็บปวดจนเธอกลัว การที่เขาบอกว่าเธอกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกันมันไม่ต่างอะไรกับการบอกเลิก เหมือนเขากำลังปล่อยมือที่เคยฉุดดึงเธอเอาไว้จนเธอไม่อาจไขว่คว้าเขาเอาไว้ได้อีก 

               “พี่พนา...พี่จ๋าอย่าทำร้ายหัวใจแก้ว อย่าพูดว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน แก้วเป็นเมียของพี่นะ พี่จ๋า พี่พนา...แก้วรักพี่ ถ้าพี่พนาไม่ชอบให้แก้วยิงปืนแก้วก็จะไม่ยิงอีกแล้ว อะไรที่พี่พนาไม่ชอบแก้วก็จะไม่ทำ พี่จ๋าอย่าทิ้งแก้วนะ แก้วกลัว” เสียงอ้อนวอนของเธอยิ่งทำให้ผู้กองพนาเจ็บ สงสารเธอใจแทบขาดจนต้องกอดเธอเอาไว้แน่นอย่างปลอบขวัญ เขาบอกเธอขนาดนี้แล้วแต่เธอก็ยังไม่เชื่อ เธอยังคงคิดอยู่ว่าเขาเป็นสามีของเธอจริงๆ 

               “พี่พนาแค่ล้อแก้วเล่นใช่มั้ยคะ ที่บอกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน พี่พนาแค่โกหกแก้ว” 

               “...พี่...เปล่า ผมพูดเรื่องจริง” ผู้กองพนาบอกแล้วกอดเธอเอาไว้แน่น แก้วเจ้าจอมก็ยิ่งอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก “ผมออกลาดตระเวนแล้วไปเจอคุณนอนบาดเจ็บอยู่ในป่า คุณตกเป็นเหยื่อของพวกค้ามนุษย์ พวกที่มันตามล่าคุณมันกำลังจะจับคุณไปขายแล้วก็พยายามจะฆ่าคุณปิดปากผมก็เลยต้องพาคุณหนี แต่เพราะคุณความจำเสื่อมคุณเลยจำอะไรไม่ได้ ผมเป็นห่วงคุณ คุณบอกว่าถ้าเราไม่ได้เป็นอะไรกันคุณก็จะไปจากผม แต่คุณความจำเสื่อมอยู่คุณจะไปไหนได้ ผมไม่อยากให้คุณเป็นอันตรายก็เลยต้องยอมโกหกคุณไปว่า...” 

               “ไม่!!! อย่าพูดนะ อย่าพูด” แก้วเจ้าจอมรีบผละออกจากเขาอย่างไม่ยอมรับความจริง เรื่องที่เขาเล่ามันต้องไม่ใช่ความจริง เขาคือพี่พนาของเธอ เขาคือสามีสุดที่รักของเธอ เขารักเธอ เขาคอยดูแลเธอเป็นอย่างดี เขาไม่มีทางที่จะเป็นคนอื่นไปได้ เธอไม่เชื่อเขาหรอก 

               “พี่พนาโกหก พี่พนาโกหกแก้ว...ที่พี่พนาพูดแบบนี้เพราะพี่พนาไม่รักแก้วแล้ว พี่พนากำลังจะทิ้งแก้วใช่มั้ย ถ้าไม่รักแก้วก็หลอกแก้วไปให้พวกคนร้ายฆ่าอย่างเนียนๆ สิ มาโกหกเรื่องแบบนี้เพื่อทำร้ายหัวใจของแก้วทำไม พี่พนาก็รู้ว่าแก้วรักพี่มากแค่ไหน ทำไมต้องมาโกหกแก้วแบบนี้” 

               “แก้ว...” 

               “พี่พนาโกหกแก้ว...พี่พนาใจร้าย” แก้วเจ้าจอมผลักเขาแล้ววิ่งหนีไปผู้กองพนาจึงจะตามไปอธิบายความจริงให้เธอได้เข้าใจ แต่พอเขาวิ่งออกมาจากชายป่าก็เจอเข้ากับดาบดำรงพอดี และดาบดำรงก็รีบดึงเขาเอาไว้เพื่อไม่ให้เขาตามแก้วเจ้าจอมไป 

               ดาบดำรงเดินผ่านมาทางนี้เพื่อจะไปเอากล่องปฐมพยาบาลมาเตรียมเอาไว้เผื่อมีใครบาดเจ็บขณะฝึกซ้อมยิงปืน แต่นายดาบวัยใกล้เกษียณกลับบังเอิญมาได้ยินเรื่องราวของสองหนุ่มสาวเข้าเสียก่อน ที่แก้วเจ้าจอมกับผู้กองพนาพูดคุยกันนั้นเขาได้ยินทั้งหมดจนมั่นใจแล้วว่าแก้วเจ้าจอมไม่ใช่ภรรยาของผู้กองพนาจริงๆ 

               “ผู้กองครับ ขอผมคุยด้วยหน่อยสิครับ” สีหน้าของดาบดำรงเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แม้ในเรื่องของยศตำแหน่งดาบดำรงจะมียศที่น้อยกว่า แต่หากนับตามอายุและประสบการณ์การใช้ชีวิตแล้ว ดาบดำรงก็อยู่ในวัยที่ใกล้เคียงกันกับพ่อของผู้กองพนา ดังนั้นเขาจึงต้องให้ความเคารพดาบดำรงในฐานะของผู้ใหญ่ด้วย 

               “ดาบมีอะไรจะคุยกับผมหรอ” เขาถาม ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าดาบดำรงจะพูดเรื่องอะไร ผู้กองพนาคิดว่าดาบดำรงคงได้ยินเรื่องที่เขากับแก้วเจ้าจอมพูดคุยกันหมดแล้ว 

               “ผู้กองครับ อย่าหาว่าตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างผมสั่งสอนผู้กองเลยนะครับ แต่ผมอยากพูดกับผู้กองในฐานะของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน มีครอบครัว มีลูกมีเมีย และผมอยากคุยกับผู้กองในฐานะของคนที่เป็นพ่อคนแล้วและลูกสาวของผมก็อายุใกล้เคียงกันกับคุณแก้วด้วย” ดาบดำรงบอกอย่างใจเย็น “ผมบังเอิญมาได้ยินที่ผู้กองกับคุณแก้วคุยกัน ความจริงแล้วคุณแก้วเธอไม่ได้เป็นภรรยาของผู้กองใช่มั้ยครับ” 

               “...” 

               “แต่ถึงจะไม่ใช่สามีภรรยากันจริงๆ ผู้กองก็คงจะรักคุณแก้วมาก แล้วคุณแก้วเธอก็รักผู้กองมากด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าวิ่งฝ่าดงกระสุนไปหาผู้กองหรอก” ดาบดำรงสรุป เพราะผู้กองพนาไม่ยอมปริปากพูดอะไร “เรื่องความรักของหนุ่มสาวผมเข้าใจครับ ผู้กองเองก็คงจะอึดอัดมากใช่มั้ย ผู้กองอยากจะคืนคุณแก้วให้กับทางครอบครัวของเธอ แต่ที่ผู้กองยังไม่คืนก็เพราะว่าผู้กองรักคุณแก้ว ผู้กองไม่อยากจะเสียเธอไป ผมเข้าใจถูกใช่รึเปล่า” 

               “...ดาบ” ผู้กองพนาหันมามองดาบดำรงด้วยสีหน้าซีดๆ ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “ดาบว่าผมเลวมั้ยที่ทำแบบนี้ ทั้งเลว ทั้งเห็นแก่ตัว...ผมรู้ว่าที่ผมทำมันไม่ถูกต้อง แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะยอมรับความจริง ดาบเคยรักใครมากๆ รึเปล่า รักมากจนเรายกให้เขาเป็นเจ้าชีวิตของเรา มากจนเราให้เขาได้ทุกอย่าง มากจน...เราต้องอยู่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าไม่มีเขา แก้วคือทุกอย่างในชีวิตของผมแล้วดาบ ผมกลัวเสียเขาไปมากกว่ากลัวปืน กลัวระเบิดข้างนอกซะอีก...” 

               “แล้วทำไมตอนนี้ผู้กองถึงเพิ่งจะมาบอกความจริงกับคุณแก้วล่ะครับว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน” ดาบดำรงจ้องหน้าเขา ทำให้ผู้กองพนาต้องก้มหน้าเศร้า 

               “เขากำลังจะจำทุกอย่างได้ ผมไม่อยากหลอกอะไรเขาอีก ที่ผ่านมาผมรู้สึกผิดมาโดยตลอดที่หลอกว่าเป็นสามีของเขา ฉวยโอกาสกับผู้หญิงที่ความจำเสื่อมแล้วก็ไม่มีที่พึ่ง...แต่ผมห้ามใจตัวเองไม่อยู่ ผมแอบรักเขามาตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อนแล้ว” 

               “หนึ่งปีก่อน...หมายความว่าผู้กองเคยเจอกับคุณแก้วก่อนที่เธอจะความจำเสื่อมหรอครับ” 

               “ใช่” ผู้กองพนาพยักหน้ารับ “ผมได้เจอแก้วแค่ครั้งสองครั้ง ได้พูดคุยกันแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ผมยังไม่ทันจะได้รู้จักชื่อเขา ยังไม่ทันได้รู้ว่าเขาเป็นใครมันก็มีเหตุที่ทำให้ผมไม่ได้เจอแก้วอีก ผมไม่ได้เจอแก้วมาหนึ่งปีจนเมื่อสองเดือนก่อนผมไปเจอเขาได้รับบาดเจ็บอยู่ในป่าจากพวกแก๊งค้ามนุษย์ ผู้หญิงที่ผมแอบรักเมื่อหนึ่งปีก่อนมาอยู่กับผมแล้วและเธอก็รักผม แล้วแบบนี้จะให้ผมห้ามหัวใจของตัวเองได้ยังไงกัน” 

               ดาบดำรงถอนหายใจออกมาอีก คนรักกัน จากกันไปตั้งเป็นปีแต่จู่ๆ ก็ได้กลับมาเจอกันในสถานการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ หากไม่เป็นเพราะพรหมลิขิตก็คงจะเป็นเพราะบุพเพสันนิวาส แต่... 

               “ครับ เรื่องของความรักผมรู้ว่ามันห้ามหัวใจกันได้ยาก ผู้กองกับคุณแก้วรักกันมากจริงๆ เรื่องนี้ผมรับรู้ได้ แล้วมันก็เป็นความรักที่ลึกซึ้งต่อกันมากด้วย แต่ว่า...ถ้าผมจะพูดในฐานะของพ่อกับแม่ หัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่เขาจะเป็นยังไงครับที่จู่ๆ ลูกสาวก็มาหายตัวไปเป็นเดือนๆ แบบนี้ ผู้กองเป็นคนอื่น เพิ่งได้เจอ เพิ่งรักคุณแก้วเธอมาได้แค่ปีกว่าๆ แล้วพ่อกับแม่ของคุณแก้วล่ะครับ ลูกสาวสวยขนาดนี้คุณแก้วเธอคงเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อกับแม่ หัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่เขาจะทนได้หรอครับผู้กอง ลูกสาวผมก็อายุใกล้เคียงกับคุณแก้ว ถ้าลูกของผมมาหายตัวไปเป็นเดือนๆ แบบนี้ คนเป็นพ่ออย่างผมคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ ป่านนี้ไม่รู้ว่าลูกจะเป็นตายร้ายดียังไง ถ้าผู้กองมีลูกผู้กองจะรู้ครับว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่เขารักลูกมากแค่ไหน โดยเฉพาะลูกสาวนี่ถือว่าเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อเลย ถ้าหากผู้กองรักคุณแก้ว สงสารครอบครัวของเธอผู้กองก็ปล่อยคุณแก้วไปเถอะนะครับ ส่งเธอไปหาครอบครัวของเธอส่วนเรื่องความรักของผู้กอง...ผู้กองก็ไม่ได้มีอะไรที่ด้อยไปกว่าใคร ทั้งรูปหล่อ หน้าที่การงานก็ดีพร้อม มีความสามารถแล้วก็ที่สำคัญยังเป็นคนดีอีก ไม่มีใครไม่อยากจะยกลูกสาวให้หรอกนะครับ หากผู้กองอยากจะต่อสู้เพื่อหัวใจของตัวเอง ผู้กองควรจะต่อสู้อย่างแฟร์ๆ และสู้อย่างถูกต้องนะครับ ดาบแก่ๆ อย่างผมจะคอยเอาใจช่วยผู้กองเอง” 

               “ดาบจะให้ผมคืนแก้วให้ครอบครัวเขาหรอ” 

               “ใช่ครับ” ดาบดำรงยิ้มบอก ดีใจที่ผู้กองพนาใจกว้างมากพอที่จะฟังดาบแก่ๆ อย่างเขาเตือน  

               “...แต่ผมไม่รู้ว่าจะไปตามหาครอบครัวของแก้วจากที่ไหน เขาความจำเสื่อมบอกอะไรกับผมไม่ได้ เอกสารแสดงตัวอะไรก็ไม่มี” 

               “ผู้กองครับ” ดาบดำรงเรียกเขาอีก “คนเก่งมีความสามารถอย่างผู้กอง ผ่านหลักสูตรการรบมาก็ตั้งมากมาย มีหรอครับที่จะสืบหาประวัติของคนๆ หนึ่งไม่ได้ ผู้กองสืบหาไม่ได้หรือว่าไม่อยากจะสืบกันแน่ครับ” ดาบดำรงพูดทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อนจะตบไหล่เขาเบาๆ แล้วจึงเดินจากไปทิ้งให้ผู้กองพนาได้แต่ยืนนิ่งอยู่คนเดียว 

               ที่ดาบดำรงพูดมามันถูกต้องทุกอย่าง ขนาดเขา เขายังรักแก้วเจ้าจอมมากขนาดนี้แล้วครอบครัวของเธอล่ะ ถ้าเขาตั้งใจที่จะสืบหาครอบครัวของเธอจริงๆ เขาก็ทำได้ เพียงแต่ว่า...เขายังไม่พร้อม ดาบดำรงจะไปรู้อะไร ถ้าเธอเป็นคนโสดไม่ได้มีเจ้าของเขาก็คงจะทำตามที่ดาบแนะนำได้ ผู้กองพนาหยิบแหวนสามสมอ แหวนญาติของทหารเรือออกมาดู มันเป็นแหวนที่แก้วเจ้าจอมสวมอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้ายแล้วเธอก็ปามันทิ้ง เขาเก็บมันเอาไว้เผื่อซักวันเธอจะอยากได้แหวนวงนี้คืนแล้วถอดแหวนดาวตำรวจของเขาทิ้ง เจ้าของแหวนวงนี้ หนุ่มทหารเรือคนนี้เขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้เป็นเจ้าของนางไม้ตัวน้อยแสนสวยที่ทั้งน่ารักแล้วก็อ้อนเอาใจเก่ง ไหนจะมากด้วยความสามารถอีก ถ้าเขาคืนแก้วเจ้าจอมให้กับครอบครัวก็เท่ากับว่าเขาคืนเธอให้กับหนุ่มทหารเรือเจ้าของแหวนวงนี้ด้วย 

  

 

 

               ผู้กองพนาเดินกลับมาที่ฐานด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยว ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรแล้วทั้งนั้นตอนนี้ เขามองไปรอบๆ ฐาน ลองนึกถึงฐานที่ไม่มีแก้วเจ้าจอมอยู่ด้วย ถ้าเธอไม่อยู่ที่นี่แล้วใครจะคอยไปเก็บดอกมะลิที่ฐานเสาธง ใครจะคอยมาแอบมองเขาอยู่ที่อาคารอำนวยการ ใครจะคอยดูแลทุกๆ คนยามเจ็บป่วย กับข้าวอร่อยๆ ฝีมือเธอเขาก็คงจะไม่ได้กินอีก กระต่ายป่าที่ชอบออกมากินหญ้าที่ฐานก็คงจะไม่มีใครมาเล่นด้วย แม้แต่ยามกลับบ้านพักก็จะไม่มีใครคอยยิ้มหวานรอรับเขา ไม่มีร่างนุ่มนิ่มให้ได้กอดนอน ไม่มีใครมาคอยอ้อนเสียงหวาน ไม่มีแม้แต่กำลังใจที่จะให้เขาสู้ต่อกับชีวิตที่เหลืออยู่ในตอนนี้ นี่สวรรค์ฟ้าดินอยากจะแกล้งอะไรเขาอีก จะต้องให้สูญเสียอีกเท่าไหร่ จะต้องเจ็บปวดอีกกี่ครั้งกันถึงจะพอใจ หากว่าเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเขาแล้วสวรรค์จะส่งให้เธอมาพบกับเขาทำไม 

               “ผู้กองคะ” เสียงผู้หมวดมาริษาดังขึ้นด้านหลังทำให้ผู้กองพนาต้องรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะหันกลับไปหาเธอ ซึ่งผู้หมวดสาวก็ยืนยิ้มหวานให้เขาอยู่ 

               “ริษาได้ข่าวว่าวันนี้หมวดศิวะได้กลับมาพักฟื้นที่ฐานแล้วก็เลยมาเยี่ยมค่ะ เอาของกินมาเยี่ยมด้วย” ผู้หมวดมาริษาชูปิ่นโตอาหารขึ้น เพราะเธอกับผู้หมวดศิวะและผู้หมวดเผ่าเทพค่อนข้างสนิทกันในระดับหนึ่งอยู่แล้ว พอได้ข่าวว่าอีกฝ่ายเจ็บจึงได้มาเยี่ยมหา 

               “อ๋อ อยู่ที่ห้องพยาบาลนู่นแหละครับ เดี๋ยวผมพาไป” เขาบอกแล้วรับปิ่นโตมาถือให้ผู้หมวดมาริษาก่อนจะเดินนำเธอไปที่ห้องพยาบาล ผู้หมวดสาวจึงรีบเข้ามาเดินเคียงข้างเขา แม้จะรู้ดีก็ตามว่าเขามีเจ้าของ แต่ขอแค่เธอได้อยู่ใกล้ๆ เขาเพียงสักนิดก็ยังดี 

               “พ่อถามหาผู้กองอีกแล้ว เมื่อไหร่จะไปบ้านริษาอีกล่ะคะ” 

               “ช่วงนี้ผมกำลังทำคดียุ่งน่ะครับ ไว้ผมจะให้หมวดเทพไปแทนแล้วกัน” 

               “เฮ้อ! คนอยากให้ไปไม่ยอมไป ส่วนคนที่ไม่ได้อยากให้ไปนี่ไปบ่อยจัง” 

               “หมวดเทพไปก็เหมือนผมไปแหละครับ หรือจะให้หมวดศิวะไปแทน แต่รายนี้ต้องรอให้เขาหายเดี้ยงก่อนนะ” ผู้หมวดมาริษาหัวเราะออกมาทันทีเมื่อได้ฟังอาการของเพื่อน แม้จะถูกแซวอยู่บ่อยๆ เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับผู้หมวดหนุ่มทั้งสอง แต่ผู้หมวดมาริษาก็รู้ดีว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ เธอกับผู้หมวดหนุ่มทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ไส้รู้พุงกันหมดทุกอย่างแล้ว จะให้เอาเพื่อนมาเป็นแฟนก็กระดากใจ แต่ถ้าให้เป็นเพื่อนร่วมตั้งวงด้วยก็ว่าไปอย่าง  

               เสียงหัวเราะของผู้หมวดมาริษาดังมาจนถึงห้องพยาบาลทำให้ร่างบางเจ้าของใบหน้าหมองเศร้าที่เก็บซ่อนน้ำตาเอาไว้ต้องเดินออกมาดูว่าใครกำลังมาที่ห้องพยาบาล เพราะต้องมาเตรียมยาให้คนไข้แก้วเจ้าจอมจึงแวะมาที่ห้องพยาบาลก่อน ดังนั้นเธอจึงได้เห็นผู้กองพนากำลังเดินมาที่ห้องพยาบาลพร้อมกับผู้หมวดมาริษา ทั้งสองพูดคุยอะไรกันเธอก็ไม่อาจรู้ได้ รู้แค่เพียงพวกเขากำลังหัวเราะกัน ไหนจะท่าทีสนิทสนมกันนี่อีก ภาพที่เห็นมันทำให้แก้วเจ้าจอมอดนึกถึงวันก่อนไม่ได้ ตอนนั้นผู้กองพนาไม่ได้อยู่ที่ฐานทั้งคืน เขาบอกว่าจะออกไปสืบหาข่าวของคนร้ายกับเพื่อนตำรวจอีกหน่วย เธอก็ไม่ได้คิดมากอะไรเพราะเข้าใจว่ามันเป็นงานของเขา แต่พอตอนเช้าเขากลับกลับมาที่ฐานโดยมีผู้หมวดมาริษาขับรถมาส่ง แม้เขาจะบอกกับเธอว่าเขาบังเอิญเจอกับผู้หมวดมาริษาระหว่างทางและผู้หมวดก็อาสามาส่งแต่แก้วเจ้าจอมก็ยังอดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้อยู่ดี แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา พยายามที่จะไม่คิดมากจนกระทั่งตอนนี้ ตอนที่เขาเดินเคียงคู่มากับผู้หมวดมาริษา ถือของให้กัน พูดคุยกันแล้วแบบนี้จะให้เธอคิดยังไง 

               “อ้าว คุณแก้ว” ผู้หมวดมาริษาทักขึ้นเมื่อมาถึงห้องพยาบาล เพราะแก้วเจ้าจอมเป็นหมอเธอก็คงจะเป็นคนคอยดูแลคนเจ็บของที่นี่สินะ ผู้หมวดสาวคิด  

               “มีคนไข้ให้ดูแลตั้งสามคนแบบนี้คุณแก้วคงจะงานหนักสินะคะ หน้าซีดเชียว” พอถูกทักแบบนี้แก้วเจ้าจอมก็รีบเบือนหน้าหนีจนเผลอหันมามองสบตากับผู้กองพนาเข้า เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตัดพ้อและมองเขากับผู้หมวดมาริษาด้วยความเจ็บปวด ที่เขาโกหกปั้นเรื่องว่าเธอไม่ใช่เมียของเขาก็คงจะเป็นอย่างนี้สินะ เพราะต้องการจะเลิกกับเธอแล้วไปมีคนใหม่ เขาคงหมดรักเธอแล้วจริงๆ 

               “ฉันมาเตรียมยาให้พวกผู้หมวดค่ะ แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังหลับกันอยู่...ขอตัวก่อนนะคะ” แก้วเจ้าจอมบอกเสียงแผ่วราวกับคนจะสิ้นแรงก่อนจะเดินหนีออกมาจากห้องพยาบาล และทันทีที่เธอเดินผ่านผู้กองพนามาน้ำตาที่เธอพยายามเก็บกลั้นเอาไว้ก็พลันร่วงลงมาไม่ขาดสาย เธอไม่อยากอยู่ตรงนี้ เธอไม่อาจทนมองเขากับผู้หมวดมาริษาได้จึงต้องรีบออกไปจากที่ตรงนี้จนผู้กองพนาต้องมองตาม 

               “หมวดริษา” ผู้กองพนาหันมาทางผู้หมวดสาวแล้วส่งปิ่นโตกับของเยี่ยมไข้คืนให้เธอ “เชิญหมวดตามสบายนะครับ ผมจะไปหาเมียผมก่อน” 

               “อ้าว นี่ทะเลาะกันอยู่รึเปล่าคะ” สีหน้าท่าทางแสดงออกมาชัดขนาดนี้ผู้หมวดสาวมองแป๊บเดียวก็รู้แล้ว 

               “ก็...มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ” เขาตอบก่อนจะรีบเดินตามแก้วเจ้าจอมไปทำให้ผู้หมวดมาริษาได้แต่มองอย่างน้อยใจ ไม่ว่าจะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งผู้กองพนาก็ชอบเดินหนีเธอไปหาแก้วเจ้าจอมตลอด ได้ข่าวว่านอกจากจะเป็นหมอแล้วก็ยังยิงปืนเป็นด้วย ตกลงผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่ ทำไมถึงได้ชอบมีแต่เรื่องแปลกๆ ให้น่าสงสัยนัก 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมเดินหนีมาที่ป่าหิ่งห้อย เธอทรุดลงไปนั่งบนลานหินริมลำธารอย่างคนอ่อนแรง แล้วกอดเข่าร้องไห้อยู่คนเดียว โลกทั้งใบของเธอพลันมืดมนลงเมื่อยามคิดว่าต่อไปเธออาจจะถูกทอดทิ้ง เธอเชื่อว่าเขาคงจะหมดรักเธอและมีคนอื่นมากกว่าเชื่อเรื่องหลอกลวงที่เขาว่า เพียงเพราะต้องการจะเลิกกับเธอเขาถึงกับต้องโกหกเธอเลยหรอว่าเขาแค่บังเอิญเจอเธอแล้วช่วยเธอเอาไว้ แล้วที่ผ่านมาล่ะ ที่เขาดูแลเธอ ที่บอกว่ารัก ที่บอกกับใครๆ ว่าเธอเป็นเมียของเขา ถ้าเธอไม่ได้เป็นเมียของเขาจริงๆ แล้วเขาจะโกหกเธอทำไม ทำไมถึงไม่บอกความจริงกับเธอตั้งแต่แรกแล้วก็หาทางพาเธอกลับบ้าน เขาเล่นอะไรของเขาอยู่ เขาล้อเล่นกับความรู้สึกของเธอได้ยังไง เขาไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่าเธอรักเขามาก เขาคือโลกทั้งใบของเธอ ทำไมเขาถึงทำกับเธอได้ลงคอ แก้วเจ้าจอมนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น อยากจะอยู่แต่ที่ป่าหิ่งห้อยแล้วไม่กลับไปที่ฐานอีก เธอไม่รู้ว่าเธอควรทำตัวยังไงเมื่อเจอเขา แล้วเขาจะทำยังไงกับเธอต่อ ถ้าเธอไม่ใช่เมียของเขาแล้วเขาจะเอาเธอไปทิ้งไว้ที่ไหน จะทำยังไงกับคนความจำเสื่อมอย่างเธอ 

               ผู้กองพนาที่แอบตามเธอมาเห็นเธอนั่งร้องไห้อยู่นานแล้วก็สงสารเธอจับใจ ใช่ว่าเธอจะเจ็บคนเดียวแต่เขาสิกลับเจ็บยิ่งกว่า เธอยังดีที่มีครอบครัวมีคนรักให้กลับไปหาได้ แต่เขาไม่มีใครเลยนอกจากเธอ การส่งเธอกลับไปหาครอบครัวก็เหมือนเขาต้องควักเอาหัวใจทั้งดวงของตัวเองไปให้คนอื่น แม่นางไม้ตัวน้อยของพี่...พี่ควรจะทำยังไงดี เขาคิดอย่างสับสนขณะค่อยๆ เดินเข้าไปหาเธอ แล้วก่อนที่แก้วเจ้าจอมจะทันได้รู้ตัวเขาก็นั่งลงแล้วสวมกอดเธอเอาไว้จากทางด้านหลัง ซึ่งยิ่งเขากอดเธอ เธอก็ยิ่งร้องไห้ 

               “...พี่พนา...แก้วเจ็บ แก้วเจ็บพี่จ๋า อย่าทำร้ายแก้วอีกเลย” สิ้นคำของเธอผู้กองพนาก็ดึงเธอให้หันหน้ามาหาเขาแล้วกอดเธอเอาไว้แนบอก พยายามเก็บกลั้นน้ำตาของตัวเองไม่ให้รินไหล 

               “พี่ขอโทษ” 

               ตอนนี้สิ่งที่แก้วเจ้าจอมต้องการไม่ใช่คำขอโทษ แต่เธอต้องการเขา ต้องการความรักจากเขาและการได้อยู่กับเขาตลอดไป 

               “แก้วทำอะไรผิดพี่พนาถึงได้ลงโทษแก้วแบบนี้ หรือว่าพี่พนามีคนอื่น...พี่พนามีคนอื่นใช่มั้ย ถ้าพี่พนามีคนอื่นแก้วก็ไม่ว่า พี่พนาจะมีใครคนอื่นด้วยก็ได้แต่ขอแค่พี่พนาอย่าทิ้งแก้วไปก็พอ แก้วรักพี่พนา ได้ยินมั้ยว่าแก้วรักพี่พนา แก้วขอเพียงแค่เศษความรักของพี่พนา แก้วไม่เอาหัวใจทั้งดวงของพี่พนาก็ได้” 

               “ไม่ พี่ไม่ได้มีใคร พี่ไม่ได้มีคนอื่น” ผู้กองพนาตอบเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เธอรักเขา เธอรักเขามากจริงๆ ถึงได้พูดแบบนี้ออกมา เพียงเพราะรักเขาเธอถึงกับจะยอมให้เขาทำร้ายหัวใจของเธอเพื่อแลกกับการที่เธอได้อยู่กับเขาเชียวหรอ 

               “ถ้าแก้วคิดมากเรื่องหมวดริษา พี่ขอบอกแก้วตรงนี้เลยว่าพี่ไม่เคยคิดอะไรกับเขา พี่ไม่เคยคิด ไม่เคยมีอะไรกับเขาแม้แต่น้อย ตั้งแต่วันที่พี่ได้เจอแก้ว พี่ก็มีเพียงแค่แก้วคนเดียวแล้วมันก็จะเป็นแบบนั้นตลอดไป พี่ยังยืนยันหัวใจของพี่อยู่ว่ามันเป็นของแก้วเพียงคนเดียวทั้งดวง พี่ไม่เคยแบ่งความรักจากแก้วไปให้ใครจริงๆ” ผู้กองพนาผละเธอออกจากอ้อมกอดแล้วเช็ดน้ำตาให้ เห็นน้ำตาของเธอแล้วเขาสงสารเธอนัก เขาไม่ได้อยากจะให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ 

               “แต่ที่พี่บอกแก้วไปก่อนหน้านี้ ทุกอย่างมันคือความจริง พี่ไม่ได้โกหกแก้ว” เขาบอกแล้วส่งแหวนสามสมอให้กับเธอ แก้วเจ้าจอมจึงรับแหวนจากเขามาเพราะจำได้ว่าเธอเคยปามันทิ้ง แต่เขาบอกว่าเขาจะเก็บมันเอาไว้ให้ 

               “เมื่อหนึ่งปีก่อนพี่ได้เจอแก้วที่สัตหีบ พี่ขับรถเหยียบน้ำที่ขับอยู่บนถนนขึ้นมาสาดใส่แก้วจนแก้วต้องยกตุ๊กตาขึ้นบัง ตุ๊กตาตัวนั้นก็เลยเปื้อน วันนั้นเป็นวันปิดหลักสูตรรีคอน หน่วยรบพิเศษของหน่วยนาวิกโยธิน น้องชายของพี่เขาเรียนจบหลักสูตรนี้พี่ก็เลยไปร่วมแสดงความยินดีกับเขา แก้วเองก็เหมือนกัน แก้วก็ไปร่วมแสดงความยินดีกับนักรบรีคอน นั่นเป็นการเจอกันครั้งแรกของเรา” ซึ่งมันเป็นวันที่เขาไม่เคยลืม นอกจากมันจะเป็นวันที่เขาได้เจอเธอแล้ว มันก็ยังเป็นวันที่เขาสูญเสียน้องชายไปอีกด้วย 

               “เพราะพี่ทำตุ๊กตาของแก้วเสียหาย พี่ก็เลยให้มีดเล่มนี้กับแก้วเป็นการชดใช้คืน มันเป็นมีดที่พี่สั่งทำขึ้นมาคู่กัน เล่มหนึ่งพี่ให้น้องชายของพี่เป็นของขวัญ ส่วนอีกเล่มที่เป็นของพี่ พี่ให้แก้วไป” ผู้กองพนาส่งมีดพกคืนให้กับเธอหลังจากที่เธอใช้มีดเล่มนี้สังหารคนร้ายไปเมื่อวันก่อน แก้วเจ้าจอมจึงรับมีดมาจากเขาทั้งน้ำตา และคิดว่าตุ๊กตาตัวที่เขาพูดถึงก็คงเป็นตัวที่อยู่ที่บ้านพักของเขา เขาเก็บตุ๊กตาของเธอเอาไว้ “แล้วคืนวันนั้นพี่ก็จำได้ไม่เคยลืม น้องชายของพี่ถูกคนร้ายฆ่าตาย เขาเป็นคนๆ เดียวในครอบครัวที่พี่เหลืออยู่ พี่เสียใจกับการจากไปของเขามากจนกระทั่ง...วันต่อมาพี่ก็ได้มาเจอกับแก้วอีก แก้วมาร่วมงานศพของน้องชายพี่ แก้วจำได้มั้ยว่าแก้วได้มาปลอบพี่ มาให้กำลังพี่ด้วย” 

               แก้วเจ้าจอมส่ายหน้า เธอจำอะไรไม่ได้เลย เรื่องที่เขาพูดมาทั้งหมดเธอนึกไม่ออกว่าเคยทำอย่างที่เขาว่า แต่ถึงเธอจะนึกอะไรไม่ออกแต่เธอก็คิดว่าเรื่องที่เขาเล่ามันคือความจริง 

               “นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่พี่กับแก้วได้เจอกัน เราพูดคุยกันน้อยมาก พี่ยังไม่ทันจะได้รู้จักชื่อของแก้วเลย ชื่อแก้วเจ้าจอมเป็นชื่อที่พี่เพิ่งตั้งให้แก้วตามสร้อยจี้ดอกแก้วเจ้าจอมที่แก้วใส่อยู่ที่คอ พอหลังจากงานศพของน้องชายพี่พี่ก็ลาออกจากการเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการนเรศวร 261 แล้วย้ายลงมาประจำการอยู่ที่นี่ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาแก้วรู้มั้ยว่าไม่มีวันไหนเลยที่พี่ไม่คิดถึงแก้ว แก้วเป็นรักแรกพบของพี่ พี่แอบรักแก้วตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอแก้วแล้ว พี่ไม่คิดฝันมาก่อนว่าพี่จะมีโอกาสได้เจอกับแก้วอีกจนกระทั่งเมื่อสองเดือนก่อน...พี่บังเอิญไปเจอแก้วได้รับบาดเจ็บอยู่ในป่า นี่เป็นอีกครั้งที่เราได้กลับมาเจอกันแต่แก้วกลับจำพี่ไม่ได้เพราะแก้วความจำเสื่อม...ที่พี่ต้องโกหกว่าพี่เป็นสามีของแก้วก็เพราะ ถ้าพี่ไม่บอกแบบนี้แก้วก็จะไม่อยู่กับพี่ แก้วบอกว่าแก้วจะไม่ขออยู่เป็นภาระให้กับพี่ แต่พี่จะให้แก้วหนีไปจากพี่ไม่ได้ ถ้าแก้วออกไปจากฐานพวกคนร้ายมันคงไม่ปล่อยแก้วเอาไว้ พี่จำต้องโกหกแก้วก็เพื่อให้แก้วยอมอยู่ที่นี่กับพี่และ...พี่รักแก้ว พี่ดีใจที่ได้เจอแก้วอีกครั้งพี่ก็เลยไม่อยากจะเสียแก้วไป ชีวิตของพี่ไม่มีใครอีกแล้ว ชีวิตของพี่มีเพียงแค่แก้วเท่านั้น” 

               แก้วเจ้าจอมยกมือขึ้นปิดปากเอาไว้แล้วร้องไห้ออกมากับความจริงที่เขาบอก ถ้าเรื่องที่เขาบอกเธอมันคือความจริงงั้นที่ผ่านมา ตลอดสองเดือนมานี้คือเธอคิดเองเออเอง คิดไปเองว่าเธอคือเมียของเขาทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย 

               “งั้น...ที่บอกว่าแก้วมาตามหาพี่พนาจนถูกทำร้ายความจำเสื่อม ที่บอกว่าเราเคยแต่งงานกันแล้วก็เลิกกัน ที่แก้วหนีออกจากบ้านเพื่อมาเป็นเมียพี่พนามันก็เป็นเรื่องโกหกอย่างนั้นหรอ...” 

               “ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาตลอดสองเดือน ทุกเรื่องที่พี่บอกแก้วมันคือเรื่องโกหกที่พี่แต่งขึ้น ความจริงแล้วเราไม่เคยเป็นอะไรกัน พี่ไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อจริงๆ ของแก้ว ไม่รู้ว่าแก้วเป็นใคร ลูกใคร ทำงานที่ไหน พี่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวแก้วเลย” ผู้กองพนากลั้นใจบอกความจริงทุกอย่าง “แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงและพี่ไม่เคยโกหกนั่นก็คือพี่รักแก้ว พี่รักแก้วจนหมดหัวใจ พี่รักแก้วจริงๆ” ผู้กองพนาจะยื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้กับเธออีก แต่คราวนี้เธอกลับปัดมือของเขาออกด้วยความผิดหวังและเสียใจ 

               “แล้วแหวนวงนี้ล่ะ” เธอชูแหวนสามสมอขึ้นมา นี่มันเป็นแหวนของทหารเรือเธอรู้ดีแล้วเธอก็เคยสวมแหวนวงนี้ติดนิ้วด้วย 

               “มันคือแหวนญาติของทหารเรือ...เป็นแหวนของคนรักตัวจริงของแก้ว ความจริงแล้วแก้วมีคนรักก่อนที่จะมาเจอพี่...พี่ขอโทษ พี่ขอโทษที่ทำแบบนี้ พี่รู้ว่ามันผิดที่แย่งคนรักของคนอื่นมาแต่พี่ก็พยายามห้ามใจแล้ว ที่พี่ไม่แตะต้องแก้วก็เพราะพี่รู้อยู่แก่ใจว่าพี่ไม่ควรแย่งคนรักของคนอื่น ถ้าแก้วรู้ความจริงอย่างนี้แล้วแก้วจะโกรธจะเกลียดพี่ก็ได้ พี่ขอโทษจริงๆ ขอโทษที่พี่เห็นแก่ตัวแบบนี้” 

               มาคราวนี้แก้วเจ้าจอมถึงกับช็อกนิ่งอึ้งไป เธอมองแหวนสามสมอด้วยหัวใจที่หวาดกลัว นี่เธอมีคนรักอยู่อีกคนงั้นหรอ แล้วเขาเป็นใครกัน เธอมีคนรักอยู่แล้วแต่เธอกลับต้องมาอยู่กับผู้ชายอีกคนและที่สำคัญคือ เธอรักเขา เธอรักผู้ชายคนตรงหน้าเธออย่างหมดหัวใจในขณะที่ชายผู้เป็นเจ้าของแหวนสามสมอคนนี้เธอกลับนึกถึงเขาไม่ออกและไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร หากทุกอย่างมันเป็นจริงอย่างที่ผู้กองพนาว่าเธอก็กำลังทำผิดกับเจ้าของแหวนสามสมอคนนี้ นี่เธอเป็นใครกันแน่ เธอเป็นใครกัน 

               “ฉันเป็นใครกัน...ตกลงแล้วฉันเป็นใครกันแน่” เธอว่าออกมาคนเดียวแล้วก็ร้องไห้ออกมาอีก “ฉันเป็นใคร ฉันชื่ออะไร บ้านของฉันอยู่ที่ไหน...ผู้กอง ผู้กองบอกฉันทีว่าฉันเป็นใคร” 

               ผู้กองพนาหลับตาลงจนหยดน้ำตารินไหลเมื่อได้ยินสรรพนามที่เธอเรียกเขาและแทนตัวเอง เธออยู่ตรงหน้าเขานี่แล้วแต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเหมือนกับเธออยู่ห่างเขาไกลแสนไกล ผู้กองอย่างนั้นหรอ...ต่อไปเขาคงจะไม่ได้ยินเธอเรียกเขาว่าพี่พนาอีกแล้ว เขาต้องเสียเธอไปแล้วจริงๆ ใช่มั้ย...แก้วตาดวงใจของพี่ มันถึงเวลาที่เราจะต้องจากกันไปชั่วชีวิตแล้วอย่างนั้นหรอ 

               “พี่...พี่...ผมไม่รู้ ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร” ไม่มีอะไรจะเจ็บไปมากกว่านี้อีกแล้ว เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เธอยังเป็นแก้วเจ้าจอมเมียรักของเขาอยู่ แต่ตอนนี้... 

               “ผมไม่รู้จริงๆ ว่าคุณเป็นใคร” เขาก้มหน้าลง ปล่อยให้น้ำตารินไหลจนหยดลงบนลานหิน จากกันกับเธอเมื่อหนึ่งปีก่อนว่าเจ็บปวดแล้ว แต่คราวนี้เขากลับเจ็บปวดมากเป็นร้อยเท่าพันเท่า อยากจะยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้กับเธอ อยากจะกอดเธอเอาไว้แต่เขาก็ไม่กล้า เพราะตอนนี้เขาไม่มีสิทธิ์แตะต้องเธอแล้ว 

  

 

 

               นับตั้งแต่วันนั้นมาแก้วเจ้าจอมก็ไม่มาที่ฐานอีก เธอเก็บตัวเงียบอยู่แต่ที่บ้าน จะมีออกไปบ้างก็เพียงแค่ดูอาการของพวกผู้หมวดศิวะที่ดูจะฟื้นตัวได้เร็ว แต่พอดูแลคนไข้เสร็จเธอก็จะกลับมาที่บ้าน ไม่พูดไม่จากับใครและผู้กองพนาก็ไม่มาให้เธอเห็นอีกเลย เขายังคงทำงานอยู่ที่ฐานตามปกติ มีออกลาดตระเวนตรวจตราพื้นที่บ้าง เพราะผู้หมวดศิวะยังบาดเจ็บอยู่ผู้หมวดเผ่าเทพจึงต้องออกไปทำหน้าที่นำทีมออก รปภ. คุณครูตามเดิมท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดเพราะฝ่ายของชารีฟยังกัดผู้กองพนาไม่เลิก ในบางครั้งก็จะมีเสียงปืนดังขึ้นขู่ทุกคนที่ฐานจากชายป่าอีกฟาก บ้างก็มีการนำระเบิดปลอมมาวางเอาไว้ แม้ว่าจะไม่ได้สร้างอันตรายอะไรให้แต่ก็สร้างความรำคาญให้เหล่าเจ้าหน้าที่ได้ไม่น้อยจนทุกคนแทบจะไม่เป็นอันทำการทำงาน 

               แก้วเจ้าจอมพยายามที่จะนึกให้ได้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรเธอก็นึกไม่ออก ผู้กองพนาบอกกับเธอว่าเขาจะพยายามสืบหาครอบครัวและตัวตนของเธอให้ แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้เขายังไม่ได้สืบหรือทำอะไร ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากสืบเพียงแต่เขาไม่มีเวลาที่จะสืบให้เธอต่างหาก เพราะลำพังแค่ต้องคุ้มกันฐานและเหล่าลูกน้องของเขา เขาก็แทบจะไม่ได้เวลาพักแล้ว แล้วถึงเขาจะไม่มาให้เธอเห็นหน้า แต่เธอก็ยังแอบเห็นเขาทำอาหารมาให้เธอที่หน้าบ้านทุกวัน มาแอบดูเธอบ้าง สีหน้าของเขาทั้งดูอ่อนล้าและเศร้าหมอง เธอไม่ตำหนิเขาหรอกที่เขาไม่มีเวลาสืบหาครอบครัวให้ เขาทำงานหนักมากจริงๆ ทั้งทำงานหนักแล้วยังต้องเจียดเวลามาแอบดูแลเธออีก ถ้าไม่มีเธออยู่ที่นี่ซักคนเขาก็คงจะไม่ต้องมาเหนื่อยเพิ่มเพราะต้องดูแลเธอ เขาก็คงจะเต็มที่กับงานมากขึ้นกว่านี้ 

               แหวนสามสมอถูกหยิบขึ้นมามองอีกครั้งขณะที่แก้วเจ้าจอมนั่งอยู่ในห้องพยาบาล ตัวแหวนทำด้วยทองคำและฝังเพชร คาดว่าเจ้าของแหวนคงจะเป็นคนที่มีฐานะอยู่ไม่น้อย แก้วเจ้าจอมพยายามสังเกตแหวนวงนี้ดูดีๆ อีกครั้งว่ามีอะไรสลักอยู่บ้าง มีอะไรพอที่จะเป็นเบาะแสให้เธอตามหาเจ้าของแหวนวงนี้ได้รึเปล่า นอกจากตัวอักษรที่สลักว่า นายเรือ กับตัวเลขกำกับรุ่น แก้วเจ้าจอมก็เห็นว่าที่ด้านในตัวแหวนสลักชื่อของใครบางคนเอาไว้ด้วย กวินทร์ นี่คือชื่อที่สลักเอาไว้... 

               “กวินทร์...กวินทร์...” เธอรู้สึกคุ้นชื่อนี้มาก คุ้นเคยเหมือนกับได้เคยสนิทชิดเชื้อกับคนชื่อนี้ เจ้าของแหวนวงนี้คงจะเป็นคนรักของเธอจริงๆ สินะ แต่ทำไมเธอนึกถึงความรักของเขาไม่ออกเลย เธอรู้สึกคุ้นกับชื่อของเขาก็จริง แต่เธอไม่มีความรู้สึกว่ารักเขาเช่นคนรักเลย กลับกัน คนที่เธอรักและรู้สึกว่าเขาเป็นทุกอย่างในชีวิตของเธอกลับเป็นเจ้าของแหวนดาวตำรวจที่นิ้วของเธอต่างหาก ทำไมเธอถึงได้ทำตัวแย่แบบนี้ แบบนี้เธอก็ไม่ต่างอะไรกับนางวันทองสองใจเลย เธอเป็นคนรักของผู้ชายอีกคน แต่เธอกลับมารักผู้ชายอีกคน รักมากจนเธอนึกถึงความรักของเธอกับเจ้าของแหวนสามสมอไม่ออก 

               เสียงเคาะประตูห้องพยาบาลดังขึ้นทำให้แก้วเจ้าจอมรีบเก็บแหวนสามสมอเอาไว้แล้วมองไปที่ประตูเมื่อเห็นผู้กองพนากำลังเดินเข้ามาหา ตั้งแต่วันที่เขาบอกความจริงทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเธอเธอก็ไม่ได้เจอเขาแบบจริงๆ จังๆ เช่นวันนี้ ทุกทีเขาจะเพียงแค่แอบมาดูเธอเท่านั้น เธอแทบกลั้นหายใจเมื่อเห็นหน้าเขา น้ำตามันพาลจะไหลรินด้วยความคิดถึงและโหยหา อยากจะวิ่งเข้าไปกอดเขาเหมือนเช่นทุกทีแต่เธอก็ไม่กล้า ต้องข่มใจแล้วก็จดจำเอาไว้ว่าเขาไม่ใช่คนรักจริงๆ ของเธอ แต่คนรักตัวจริงของเธอคือทหารเรือเจ้าของแหวนสามสมอ เธอจะมาเอาเรื่องที่ความจำเสื่อมเป็นข้ออ้างในการนอกใจคนรักไม่ได้ แม้ว่าเธอจะรักผู้กองพนามากแค่ไหนแต่เธอก็ไม่ควรทำผิดต่อใคร 

               “...ผมมาเอากล่องยาน่ะ ต้องออกลาดตระเวนสืบหาข่าวล่าพวกมัน” เขาบอกเธอเสียงนิ่งๆ แล้วก็เอาแต่หลบสายตาเธอ แก้วเจ้าจอมจึงรีบจัดกล่องยาให้เขาตามที่เขาต้องการ พยายามตั้งสติเพื่อเลือกยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับการออกลาดตระเวนก่อนจะส่งให้เขา ซึ่งเขาก็รับไปอย่างรีบเร่งคล้ายกับไม่อยากจะอยู่เผชิญหน้ากับเธอ แก้วเจ้าจอมเห็นแล้วก็ได้แต่มองตามเขาอย่างปวดใจ ปวดใจที่สุดก็ตรงที่เขาไม่หันมามองเธอเลย 

               “...ผู้กอง...” เธอเรียกเขาเสียงแผ่วเมื่อเขาจะเดินออกไปจากพยาบาล พอเธอเรียกเขาก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมาหา แล้วพอเขาหันมาหาแก้วเจ้าจอมก็น้ำตาร่วงออกมาทันทีเพราะเขาดูซูบผอมและดูอิดโรยลงไปอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมเศร้าหมองจนเธอใจไม่ดี เธออยากบอกรักเขา อยากวิ่งเข้าไปกอด อยากกอดเขาเหลือเกินแต่เธอก็ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ผู้กองพนาก็ต้องข่มใจเอาไว้ ต่างฝ่ายได้แต่มองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่มากมายแต่ก็ไม่อาจพูดหรือแสดงอะไรออกมาได้ ยิ่งเห็นแก้วเจ้าจอมคล้ายกับจะยื่นมือมาหาเขาผู้กองพนาก็ต้องเบือนหน้าหนี แค่ที่ผ่านมาเขาก็ทำผิดมามากแล้ว เขาไม่กล้าทำผิดต่อเธออีก 

               “...ผมไปนะ” เขากลั้นใจพูดเบาๆ ก่อนจะรีบเดินหนีจากเธอไปทำให้แก้วเจ้าจอมยิ่งร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดปานใจจะขาด ความรู้สึกที่อยากจะรักแต่รักไม่ได้ทำไมมันถึงได้ทรมานแบบนี้ 

               “ฉันควรจะทำยังไงดี” เธอถามตัวเองแล้วมองตามหลังเขา ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนกำลังเตรียมตัวที่จะออกไปลาดตระเวนโดยมีผู้กองพนาเป็นคนนำทีมออกไปด้วยตัวเอง ส่วนผู้หมวดเผ่าเทพจะเป็นคนคอยคุ้มกันฐานเอาไว้และมีผู้หมวดศิวะคอยช่วย แม้ว่าร่างกายของเขาจะยังไม่แข็งแรงพอ แต่คนไฟแรงห่วงงานอย่างเขาก็ยังพยายามพยุงร่างกายออกไปคุมงานลูกน้องอย่างแข็งขัน เห็นแล้วก็น่าชื่นชมนัก พวกเขาช่างเป็นตำรวจที่ดีให้ความสำคัญกับงานมาเป็นอันดับหนึ่งแม้ว่าร่างกายจะยังเจ็บป่วยอยู่ 

แก้วเจ้าจอมแอบมองออกไปจากห้องพยาบาลด้วยความเป็นห่วงผู้กองพนา ทุกครั้งเวลาที่เขาจะออกไปทำงานข้างนอกเธอจะไปส่งเขาที่หน้าฐานเสมอ แต่มาตอนนี้...เธอไม่รู้ว่าเธอจะไปส่งเขาในฐานะของอะไร เธอได้แต่แอบมองเขาอยู่อย่างเงียบๆ เห็นเขาสั่งงานกับผู้หมวดทั้งสองเอาไว้ก่อนจะเดินไปคุยเรื่องแผนการลาดตระเวนกับลูกน้องในทีมแก้วเจ้าจอมก็ยังพอเข้าใจในเรื่องงานของเขา แต่ทว่าพอเธอเห็นรถของผู้หมวดมาริษาขับเข้ามาที่ฐาน ความรู้สึกของเธอก็เปลี่ยนไป ผู้หมวดสาวเดินมาทักทายผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะอย่างเป็นกันเองก่อนจะเดินเข้าไปหาผู้กองพนาด้วยรอยยิ้มแสนหวาน แก้วเจ้าจอมได้แต่แอบมองคนทั้งคู่ด้วยความน้อยใจ แต่จะไปโกรธหรือหึงหวงเขาเหมือนทุกทีก็คงจะไม่ได้แล้วเพราะเธอไม่มีสิทธิ์ ผู้กองพนาเขาเป็นคนโสด เขามีสิทธิ์ที่จะรักใครก็ได้แล้วเขากับผู้หมวดมาริษาก็รู้จักกันมานาน เขาสนิทกับทางบ้านของผู้หมวดด้วย ทุกๆ คนที่นี่ต่างก็ทำงานและใช้ชีวิตกันตามปกติของพวกเขา แต่เป็นตัวเธอเองที่เป็นส่วนเกินที่จู่ๆ ก็โผล่มา มาทำให้ความรู้สึกของทุกๆ คนเปลี่ยนไป มาเป็น...ภาระให้กับพวกเขา ที่น้องชายของผู้หมวดมาริษาถูกฆ่าตายความจริงมันก็เป็นเพราะเธอ พวกคนร้ายต้องการจะฆ่าเธอแต่พวกมันก็เล่นงานผิดคน เธอทำให้มีคนแปลกหน้าเข้ามายุ่งวุ่นวายที่ฐานแห่งนี้ ทำให้ฐานแห่งนี้ถูกตรวจค้น ทำให้ผู้กองพนาต้องเหนื่อย ถ้าไม่มีเธออยู่ที่นี่ซักคนก็คงจะดีสินะ 

พอความคิดนี้ผุดขึ้นมาแก้วเจ้าจอมก็ก้มลงมามองแหวนสามสมอในมือตัวเองอีกครั้ง ไม่ว่าเจ้าของแหวนวงนี้จะเป็นใครก็ตามแต่มันก็ถึงเวลาแล้วที่เธอจะออกไปตามหาเขา ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ เธอสมควรจะไปจากที่นี่ตั้งนานแล้ว เธอควรจะกลับไปหาคนรักตัวจริงของเธอ กลับไปหาครอบครัวของเธอที่เธอจากมา 

ในระหว่างที่ผู้กองพนากำลังคุยธุระอยู่กับผู้หมวดมาริษานั้นเขารู้สึกว่าเขาไม่ค่อยมีสมาธิเลย วันนี้เขารู้สึกใจหายแปลกๆ และเป็นกังวล เบาะแสของพวกชารีฟที่ผู้ใหญ่บ้านพ่อของผู้หมวดมาริษาฝากมาถึงเขาเหมือนจะไม่ได้ซึมเข้าสู่โสตประสาทของเขาเลยแม้แต่น้อยเมื่อเขาเอาแต่คิดถึงแก้วเจ้าจอม น้ำตาของเธอที่รินไหลมันทำให้หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น อยากจะกอดเธอเอาไว้อย่างปลอบขวัญแต่เขาก็ทำไม่ได้จนสุดท้ายก็ต้องเดินหนีจากเธอมา แม่นางไม้ตัวน้อยของพี่ อย่าได้ร่ำร้องเพราะพี่อีกต่อไปเลยนะ พี่คงไม่มีบุญมากพอที่จะได้ครองรักกับน้องนางไม้หรอก 

“ผู้กอง ผู้กองคะเป็นอะไรรึเปล่า” ผู้หมวดมาริษาที่กำลังกางแผนที่จุดที่คาดว่าพวกชารีฟจะแอบกบดานกันอยู่ให้เขาดู แต่ผู้กองพนาก็ดูเหม่อจิตใจเลื่อนลอยอย่างไม่เคยเป็นจนเธอต้องเขย่าแขนของเขาไปมา 

               “ผู้กองคะ” 

               “คะ...ครับ หมวดริษาว่ายังไงนะ” ผู้กองพนาตื่นจากภวังค์รีบหันมาทางเธอจนผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กันต้องหันมามองตามด้วยรู้ดีว่าตอนนี้ผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอมมีปัญหาหัวใจที่ยังเคลียร์กันได้ไม่ดีพอ 

               “ริษาบอกว่าแผนที่นี้อาจช่วยทำให้ผู้กองหาตัวพวกคนร้ายเจอเร็วขึ้นค่ะ แต่ก็อย่าเพิ่งเชื่อในแผนที่ร้อยเปอร์เซ็น เพราะริษารู้สึกไม่ไว้ใจสายของพ่อที่พ่อเรียกมาใช้งานเลย กลัวว่าจะเป็นพวกหนอนบ่อนไส้ซะมากกว่า” เธอกอดอกว่าอย่างไม่ไว้ใจกับข่าวที่พ่อของเธอได้มา แล้วก็อดเป็นห่วงผู้กองพนาไม่ได้ด้วย เขาทำท่าอย่างกับคนอกหักอย่างไรอย่างนั้นเลย 

               “หมวดไม่ต้องห่วงหรอกนะ เรื่องที่กบดานของพวกคนร้ายผมมีข้อมูลอยู่แล้ว ส่วนเบาะแสที่ผู้ใหญ่ส่งมาให้ผมจะเอามาพิจารณาประกอบกันกับข้อมูลในส่วนที่ผมมีอยู่ ยังไงผมก็ต้องระวังตัวแล้วก็ต้องรักษาชีวิตของลูกน้องตัวเองเอาไว้อยู่แล้ว” เขายิ้มบางๆ ตอบอย่างขอบคุณที่เธอเตือนเขาเรื่องข้อมูล ผู้หมวดมาริษาจึงพยักหน้ายิ้มรับ เธอเชื่อในฝีมือของเขาอยู่แล้วว่าเขาจะสามารถจัดการกับพวกคนร้ายได้ ตั้งแต่ที่เขามาประจำการอยู่ที่นี่ไม่เคยมีภารกิจไหนเลยที่เขาทำไม่สำเร็จ  

               “คุณแก้ว” ผู้หมวดมาริษาทักขึ้นเมื่อเห็นแก้วเจ้าจอมเดินเข้ามาหา ช่วงนี้เวลาที่เธอมาที่ฐานเธอไม่ค่อยเห็นแก้วเจ้าจอมเลย ทุกทีจะเห็นอยู่ข้างๆ ผู้กองพนาตลอด นี่ไม่เจอหน้ากันตั้งหลายวันไม่รู้ว่าแก้วเจ้าจอมไม่สบายอะไรรึเปล่า หน้าซีดอย่างกับไก่ต้มแล้วตาก็แดงเหมือนคนที่เอาแต่ร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ผู้หญิงอะไรขี้แยน่ารำคาญเป็นบ้า 

               แก้วเจ้าจอมพยายามเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้แล้วยิ้มบางๆ ออกมาขณะมองผู้กองพนากับผู้หมวดมาริษาเมื่อเธอตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ เธออยากมาหาผู้กองพนาอีกครั้งเพื่อเอ่ยคำลาด้วยตัวของเธอเอง เพราะกว่าที่เขาจะกลับมาจากลาดตระเวนเธอก็คงจะไปจากที่นี่แล้ว 

               “ฉันมาส่งผู้กองค่ะ” เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ แต่กลับมีเพียงแค่ผู้กองพนาเท่านั้นที่ดูออกว่านี่ไม่ใช่การมาส่งกันตามปกติ เธอเอาแต่มองหน้าเขา สบตากับเขาแล้วก็พูด “ดูแลตัวเองดีๆ นะคะผู้กองแล้วก็...ฝากหมวดริษาดูแลผู้กองให้ดีด้วยนะคะ” 

               “ฮะ” ผู้หมวดมาริษาไม่เข้าใจ เธอไม่เข้าใจตั้งแต่สรรพนามที่แก้วเจ้าจอมเรียกสามีแล้ว ความจำเสื่อมแล้วหัวไปกระแทกอะไรมาอีกกัน “ทำไมต้องฝากฉันดูแลด้วยคะ ฉันไม่ได้จะไปลาดตระเวนด้วยซักหน่อย แค่แวะมาคุยธุระด้วยเฉยๆ ค่ะ” แม้จะไม่เข้าใจยังไงแต่แก้วเจ้าจอมก็ไม่ได้อธิบายหรือพูดอะไรต่อ แก้วเจ้าจอมเพียงแค่ยิ้มบางๆ ด้วยรอยยิ้มแสนเศร้าก่อนจะเดินจากไปท่ามกลางความสงสัยของทุกคนจนผู้หมวดมาริษาต้องเงยหน้าขึ้นมามองผู้กองพนาที่เขาเองก็ดูหน้าซีดๆ เหมือนกัน ไม่รู้ว่าผัวเมียคู่นี้มีเรื่องอะไรผิดใจกันอีกรึเปล่า 

               “ที่ทะเลาะกันคราวก่อนยังไม่เคลียร์กันอีกหรอคะผู้กอง” เธอถาม ผู้กองพนาที่ยังไม่เอะใจอะไรจึงส่ายหน้าตอบ ก่อนจะหันไปมองแก้วเจ้าจอมเดินกลับไปที่บ้านพักของเขา เธอแค่มาส่งเขาจริงๆ หรอ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเหมือนมันจะมีอะไรมากกว่านั้น 

  

 

 

               ผู้กองพนาเดินทางออกจากฐานด้วยความรู้สึกที่ไม่สบายใจเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกกระวนกระวายใจแปลกๆ ทั้งๆ ที่ก่อนจะออกมาจากฐานเขาก็กำชับกับผู้หมวดทั้งสองและดาบดำรงแล้วว่าให้ช่วยดูแลเธอให้หน่อยแต่พอเขานึกถึงสีหน้าหงอยๆ และน้ำตาของเธอเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสมาธิในการทำงานเอาเสียเลย แต่จะให้ล้มเลิกภารกิจชั่วคราวเพื่อกลับไปหาเธอมันก็ไม่ใช่เรื่อง หากว่าทางเธอหรือทางฐานเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ว่าไปอย่าง ผู้กองพนาเดินเลียบริมถนนลาดยางที่จะตัดเข้าสู่ผืนป่าอันเป็นแหล่งที่เขาสงสัยว่าพวกของชารีฟจะไปกบดานกันอยู่และมีลูกน้องตามหลังมาด้วยห้านาย 

               “ฮัลโหล ว่าไงหมวด” ในขณะที่ผู้กองพนากำลังรู้สึกใจคอไม่ดีอยู่นั้นจู่ๆ ผู้หมวดเผ่าเทพก็โทรมาหาเขา 

               (“ผู้กองครับ ผู้กองกลับมาที่ฐานก่อนได้มั้ยครับ”) น้ำเสียงของผู้หมวดเผ่าเทพเต็มไปด้วยความเครียดจนผู้กองพนาต้องส่งสัญญาณให้ลูกน้องที่เดินตามมาหยุดเดินกันก่อน 

               “เกิดอะไรขึ้น” 

               (“ก่อนหน้านี้มีคนมาตามหาคุณแก้วที่ฐานอีกแล้วครับ พอผมไม่ให้เข้าฐานพวกมันก็ยังดึงดันที่จะเข้ามาให้ได้จนผมต้องเอากำลังเจ้าหน้าที่ขู่ให้พวกมันออกไป”) 

               “พวกไหน ใช่พวกผู้กำกับกับไอ้หนุ่มทหารพรานที่เคยมารึเปล่า” 

               (“เปล่าครับ คราวนี้เหมือนพวกนักเลงโตอ้างตัวว่าเป็นลูกน้องของผู้มีอิทธิพลมาตามหาหลานสาว ท่าทางไม่น่าไว้ใจเลยครับ พอหลังจากที่ผมไล่พวกมันกลับไปแล้ว...เออ...ผู้กองตั้งใจฟังดีๆ นะครับ”) 

               “มีอะไรก็รีบๆ พูดมาหมวด อย่าโยกโย้ให้เสียเวลา” ผู้กองพนาว่า ตั้งแต่ที่เขาได้ยินว่ามีคนมาตามหาแก้วเจ้าจอม ตอนนี้หัวใจของเขาก็กลับไปอยู่ที่ฐานแล้ว 

               (“คุณแก้วหายตัวไปครับ ตอนที่ผมกำลังไล่ไอ้พวกนักเลงนั่นไปผมให้หมวดศิวะไปอยู่คอยคุ้มกันคุณแก้ว แต่หมวดศิวะกลับหาคุณแก้วไม่เจอ พวกผมพยายามตามหาคุณแก้วไปทั่วฐานก็แล้ว ที่ป่าหิ่งห้อยก็ไม่อยู่ ผมคิดว่าคุณแก้วเธอน่าจะหนีไปเองครับเพราะเธอทิ้งจดหมายลากับแหวนญาติเอาไว้ให้ผู้กอง”) 

               อะไรนะ... 

               (“ถ้าไอ้พวกนักเลงโตนั่นมันเป็นพวกแก๊งค้ามนุษย์แล้วบังเอิญไปเจอกับคุณแก้วเข้าระหว่างทางผมเกรงว่าตอนนี้คุณแก้วคงจะตกอยู่ในอันตรายครับ ตอนนี้ผมส่งดาบดำรงกับเจ้าหน้าที่บางส่วนออกตามหาคุณแก้วแล้ว ผมออกไปตามหาคุณแก้วกับทุกคนไม่ได้เพราะต้องอยู่ฐาน หมวดศิวะก็ยังเดี้ยงอยู่ ผู้กองกลับมาที่ฐานก่อนได้มั้ยครับ") 

               ผู้กองพนาวางสายโทรศัพท์ลงอย่างคนใจหาย รู้แล้วว่าสาเหตุที่ทำให้เขาใจคอไม่ดีทั้งวันนั้นเป็นเพราะอะไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันทำให้เขาอดนึกถึงตอนที่เขาพาแก้วเจ้าจอมมาที่ฐานใหม่ๆ ไม่ได้ ตอนนั้นเธอถามว่าเขากับเธอเป็นอะไรกัน หากเขาไม่ใช่สามีของเธอเธอก็จะไปตามทางของเธอ เธอจะไม่อยู่ให้เป็นภาระของเขา แล้วตอนนี้เธอก็รู้ความจริงแล้วว่าเขากับเธอไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริงๆ ที่เมื่อเช้านี้เธอบอกว่ามาส่งเขา...ไม่ เธอไม่ได้มาส่งเขาแต่เธอมาลาเขาต่างหาก เธอกำลังจะไปจากเขาเหมือนอย่างที่เธอเคยพูด 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมเดินลัดเลาะชายป่าออกมาจากฐานได้อย่างแนบเนียน เธอไม่เข้าใจตัวเองแม้แต่น้อยว่ารู้จักการหลบหลีกเหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ฐานออกมาได้อย่างไร แต่ในที่สุดตอนนี้เธอก็ออกมาจากฐานแล้ว เพราะเสื้อผ้าที่ผู้กองพนาซื้อมาให้เธอสวมใส่ล้วนแต่เป็นกระโปรง เธอจึงเลือกสวมกระโปรงผ้ามุ้งสีขาวยาวจรดข้อเท้า เสื้อผ้าลินินคอจีนแขนกุดสีฟ้าอ่อนแล้วสวมเสื้อแขนยาวทับ โพกผ้าคลุมไหล่อำพรางใบหน้าเอาไว้ ถึงแม้ว่าเธอจะจำอะไรไม่ได้เลยแต่เธอก็มีจุดหมายปลายทางของเธอในใจ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีหน่วยของทหารนาวิกโยธินอยู่เยอะ ทหารนาวิกโยธินก็คือทหารเรือที่เข้ามาประจำการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ เธอจะต้องไปที่นั่นแล้วถามหานายทหารใครสักคนที่เรียนจบมาจากโรงเรียนนายเรือรุ่นเดียวกันกับเจ้าของแหวนญาติที่เธอมีอยู่นี้ หากเจอ เขาคงจะสามารถบอกกับเธอได้ว่านายทหารที่ชื่อกวินทร์คนนี้คือใครเพราะทหารตำรวจในแต่ละรุ่นนั้นก็ไม่ได้มีมากมายอะไร อย่างไรเสียพวกเขาก็จะต้องรู้จักกันหมดอยู่แล้ว 

               พอพ้นชายป่าออกมาแก้วเจ้าจอมก็มาเจอเข้ากับถนนลาดยาง สองข้างทางยังคงเต็มไปด้วยผืนป่าและทุกๆ อย่างรอบตัวเธอก็เงียบกริบ ถนนลาดยางเส้นเล็กๆ ไม่รู้ว่าทอดยาวไปยังที่ใด แต่ป่าสวนยางที่ยังมองเห็นอยู่บ้างก็ทำให้เธอได้รู้ว่าในพื้นที่แถบนี้ยังมีผู้คนเข้ามาทำไร่ทำสวนอยู่บ้าง แม้จะรู้ดีก็ตามว่าพื้นที่แห่งนี้อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยสงบแต่แก้วเจ้าจอมก็ไม่ได้นึกกลัวอะไรเพราะตอนนี้สิ่งเดียวที่เธอนึกถึงก็คือหน่วยหรือฐานของทหารนาวิกโยธินเท่านั้นที่เธอจะต้องไปให้ได้ และเท่าที่เธอรู้มาจากดาบดำรง ดาบดำรงเคยบอกกับเธอว่าส่วนมากพวกทหารนาวิกโยธินจะประจำการอยู่ที่จังหวัดนราธิวาส แต่ที่จังหวัดยะลาจะเป็นหน่วยของทหารราบและตำรวจตระเวนชายแดน นั่นย่อมหมายความว่าเธอจะต้องเดินทางไปที่จังหวัดนราธิวาส 

               เสียงรถยนต์ที่ดังไล่หลังมาทำให้แก้วเจ้าจอมที่เดินอยู่ริมถนนต้องหันกลับไปมอง คิดว่าอาจจะเป็นรถของชาวบ้านที่ขับผ่านมาดังนั้นเธอจึงได้โบกให้รถคันนี้หยุดเพื่อขอติดรถออกไปจากที่นี่ รถกระบะคันสีดำใหม่เอี่ยมหยุดจอดลงข้างๆ เธอก่อนที่คนในรถจะเลื่อนกระจกลง ชายฉกรรจ์จำนวนห้าคนในรถมองเธออย่างสำรวจ สงสัยว่าทำไมริมถนนกลางป่าแห่งนี้ถึงได้มีหญิงสาวออกมาเดินอยู่คนเดียว 

               “ว่าไงน้องสาว มีอะไรให้พวกพี่ช่วยรึเปล่าจ๊ะ ทำไมถึงมาเดินคนเดียวกลางป่าแบบนี้ล่ะ” คนในรถร้องถามทำให้แก้วเจ้าจอมเริ่มจะรู้สึกหวั่นๆ ขึ้นมาเพราะในรถมีแต่ผู้ชายร่างใหญ่ที่ท่าทางไม่น่าไว้ใจเลยสักคน หน้าตาและสำเนียงการพูดไม่เหมือนกับคนในพื้นที่ ทะเบียนรถก็เป็นทะเบียนกรุงเทพมหานครด้วย 

               “คือ...” แก้วเจ้าจอมไม่แน่ใจว่าจะขอความช่วยเหลือจากพวกเขาดีมั้ย “ฉันอยากขอติดรถเข้าไปในเมืองหรือในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ แถวนี้ค่ะ” เธอบอกอย่างไม่แน่ใจก่อนจะรีบถอยออกห่างจากรถกระบะคันนี้เมื่อเหล่าชายที่อยู่ในรถพากันแสยะยิ้มออกมาแล้วเดินลงมาจากรถ 

               “ขอติดรถไปอย่างนั้นหรอ แล้วน้องสาวมีค่ารถรึเปล่าล่ะ” แก้วเจ้าจอมรีบส่ายหน้าเพราะนอกจากเสื้อผ้าที่ใส่ติดกายมาเธอก็ไม่ได้นำของมีค่าอะไรออกมาด้วยเลย ของมีค่าที่ติดตัวเธอก็มีเพียงแค่สร้อยจี้ดอกแก้วเจ้าจอมกับแหวนญาติของทหารเรือเท่านั้น ซึ่งของสองอย่างนี้เธอคงให้ใครไปไม่ได้ 

               “งั้น...ไม่เป็นไรค่ะ” เธอรีบปฏิเสธอีก ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินค่ารถให้พวกเขา แต่เป็นเพราะว่าเธอไม่ไว้ใจพวกเขาแล้วต่างหาก แก้วเจ้าจอมค้อมศีรษะเป็นเชิงขอโทษที่ทำให้พวกเขาเสียเวลาก่อนจะรีบเดินหนีออกมา แต่หนึ่งในชายกลุ่มนั้นก็รีบคว้าแขนเธอเอาไว้เสียก่อน 

               “เดี๋ยวก่อนสิน้องสาว อย่าเพิ่งรีบไป” 

               “ปล่อยฉันนะ!” แก้วเจ้าจอมพยายามดิ้นหนีการฉุดดึงทำให้ผ้าคลุมไหล่ที่คลุมอำพรางใบหน้าเอาไว้เลื่อนหลุด ชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนที่เห็นใบหน้าของเธอเข้าก็ถึงกับพากันอึ้งตะลึงงันในความสวย ในขณะที่อีกคนกลับรีบชี้นิ้วมาที่เธอ 

               “เฮ้ยพวกมึง! นี่คือผู้หญิงที่นายกำลังตามหาอยู่นี่หว่า สินค้าชิ้นงามที่หนีรอดไปได้!” ไม่ว่าเปล่า แต่ชายคนหนึ่งในกลุ่มนี้ยังเอาภาพถ่ายของเธอขึ้นมาดูเทียบด้วย เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาไปตามหาแก้วเจ้าจอมที่ฐานของตำรวจพลร่มแถวนี้มา แต่ก็ถูกทางเจ้าหน้าที่ใช้กำลังขับไล่ กำลังอารมณ์เสียหงุดหงิดอยู่พอดีก็ไม่คิดว่าจะได้เจอคนที่กำลังตามหาด้วยความบังเอิญแบบนี้ 

               แต่สิ่งที่ชายกลุ่มนี้พูดคุยกันมันก็ทำให้แก้วเจ้าจอมพอจะเดาออกแล้วว่าพวกเขาเป็นใคร เล่นมีภาพของเธออยู่ติดตัวขนาดนี้แล้วยังเรียกเธอว่าสินค้าอีก คงเป็นพวกแก๊งค้ามนุษย์ที่ผู้กองพนาบอกเธอแน่ๆ 

               “อย่ามายุ่งกับฉันนะ!” แก้วเจ้าจอมว่าแล้วพยายามจะวิ่งหนี ชายทั้งห้าคนจึงพากันวิ่งไล่จะจับเธอให้ได้ แต่ทันทีที่ชายคนหนึ่งคว้าจับแขนของเธอเอาไว้ได้อีก ด้วยความตกใจแก้วเจ้าจอมก็หันมายึดแขนของชายรายนี้เอาไว้ให้แน่นแล้วกระชากตัวเขามาจับทุ่มลงไปกับพื้นทันที 

               ตุ๊บ! 

ปฏิกิริยาทางร่างกายทุกอย่างของเธอมันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ในหัวของเธอ เธอไม่รู้จักศิลปะการต่อสู้ใดๆ เลย แต่ทันทีที่ชายเหล่านี้พยายามจับตัวเธอเอาไว้เธอก็เผลอปล่อยหมัดและศอกใส่พวกเขาและจับแต่ละคนทุ่มลงไปกับพื้นอย่างสุดแรงเกิด 

ผลัวะ! พลั่ก! ตุ๊บ! 

               “...ทำไม...” แก้วเจ้าจอมไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าตัวเองจัดการกับผู้ชายทั้งห้าคนนี้ได้อย่างไรเมื่อตอนนี้แต่ละคนล้วนแต่ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นอย่างสะบักสะบอมที่ถูกเธอเล่นงาน 

               “หนอย...มึง!” เมื่อไม่อาจจับเธอด้วยมือเปล่าได้ชายกลุ่มนี้ก็ชักปืนออกมาในทันที เพราะนายสั่งเอาไว้แล้วว่าหากจับเธอมาเป็นๆ ไม่ได้ก็ให้เอาศพกลับไปแทน ซึ่งพอเห็นปืนในมือคนร้ายแก้วเจ้าจอมก็รีบวิ่งหนีกลับเข้าไปในป่าอีกครั้งเพื่อหลบซ่อนตัว 

               ปัง!!! 

  

 

 

               เสียงปืนที่ดังขึ้นทำให้ผู้กองพนาที่เพิ่งกลับมาถึงฐานรีบหันไปยังชายป่าอีกฟากในทันที มือของเขากำจดหมายลากับแหวนญาติของตัวเองที่ผู้หมวดเผ่าเทพนำมาให้เอาไว้แน่น 

               “หมวด หมวดได้ยินเสียงปืนรึเปล่า” 

               “เสียงปืน...ไม่นี่ครับผู้กอง” ผู้หมวดเผ่าเทพพยายามเงี่ยหูฟังตามแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้น 

               “แน่ใจหรอหมวดว่าไม่ได้ยิน” เขาถามย้ำอีก แต่ผู้หมวดเผ่าเทพก็ยังคงพยักหน้าให้ 

               “แต่ผมคิดว่าผมหูไม่ฝาดแน่ๆ เอาอย่างนี้ หมวดรออยู่ที่ฐานนี่แหละเดี๋ยวผมจะออกไปดูเอง ถ้ามีเรื่องอะไรเดี๋ยวผมจะโทรมาบอกแล้วถ้าใครเจอแก้วแล้วให้รีบติดต่อหาผมทันทีเข้าใจมั้ย” ผู้กองพนาสั่งแล้วคว้าปืนมาก่อนจะขับมอเตอร์ไซค์ออกไปจากฐานอย่างรวดเร็ว เชื่อมั่นในสัญชาติญาณของตัวเองว่าเสียงปืนที่ได้ยินนั้นไม่ใช่เสียงของพวกของชารีฟที่เข้ามาก่อกวนอย่างแน่นอน 

               ผู้กองพนาขับมอเตอร์ไซค์มาตามเสียงปืนที่เขาได้ยิน ซึ่งตอนนี้ก็จวนใกล้จะค่ำและแสงของวันก็ใกล้จะหมดแล้วด้วย รถมอเตอร์ไซค์ของเขาค่อยๆ ชะลอตัวลงเมื่อเห็นว่ามีรถกระบะคันสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนนโดยที่ไม่มีใครอยู่ที่รถเลย ทะเบียนรถเป็นกรุงเทพมหานครและเลขทะเบียนก็ตรงตามที่ผู้หมวดเผ่าเทพบอกเขาว่าเป็นพวกนักเลงโตมาตามหาแก้วเจ้าจอม ผู้กองพนาลงมาจากรถแล้วกระชับปืนเอาไว้ในท่าเตรียมพร้อมขณะค่อยๆ เดินเข้าไปสำรวจที่ตัวรถเพื่อหาสิ่งผิดปกติ ซึ่งเขาก็เจอจริงๆ รถคันนี้ยังคงสตาร์ทเครื่องเอาไว้อยู่แต่กลับไม่มีใครอยู่ที่รถเลยสักราย พอเขาเดินสำรวจห่างออกไปจากตัวรถไม่มากนักก็เห็นของสองอย่างตกอยู่ที่พื้นถนน อย่างแรกคือภาพถ่ายของแก้วเจ้าจอม ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเป็นของที่คนร้ายใช้ติดตามหาตัวเธอ และอย่างที่สองก็คือ...ผ้าคลุมไหล่ผ้าหญิงผืนสีครีม ทันทีที่เขาหยิบผ้าผืนนี้ขึ้นมาเขาก็ได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคยติดอยู่ที่เนื้อผ้า กลิ่นกายแสนหอมแบบนี้เขาจำได้ไม่เคยลืม 

               “แก้ว...” ผู้กองพนามองไปยังชายป่าที่อยู่อีกฟากของถนนก็เห็นร่องรอยเหมือนกับมีคนวิ่งเข้าไปในนั้น ทั้งกิ่งไม้ใบไม้ที่หักและร่วงหล่น รอยฝีเท้าของคนอีกหลายคน 

               ปัง!!!  

               คราวนี้เสียงปืนที่ดังขึ้นมาอีกครั้งในผืนป่าแห่งนี้ก็ทำให้ผู้กองพนามั่นใจในทันทีว่าแก้วเจ้าจอมคงจะกำลังถูกตามไล่ล่าอีกครั้งจากพวกแก๊งค้ามนุษย์ เขาไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าป่าไปในทิศทางที่ได้ยินเสียงปืนทันทีด้วยหัวใจที่นึกหวั่น กลัวว่าเขาจะไปช่วยเหลือเธอไม่ทัน 

  

               ความมืดที่คืบคลานเข้ามาในผืนป่าทำให้แก้วเจ้าจอมเริ่มจะมองทางไม่เห็น ร่างบางเดินโซซัดโซเซไปเรื่อย มือเล็กๆ กุมต้นแขนที่ฉ่ำนองไปด้วยเลือดเอาไว้เพราะเธอพลาดถูกกระสุนเฉียวเข้า แม้กระสุนจะไม่ได้ฝังแต่ก็ทำให้เธอเลือดไหลไม่หยุด ความหวาดกลัวเข้ามาเกาะกุมหัวใจจนน้ำตาเริ่มเอ่อคลอ ผืนป่าแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน อีกไม่นานหากฟ้ามืดสนิทเธอก็คงจะมองอะไรไม่เห็น การเดินป่าท่ามกลางความมืดมักเต็มไปด้วยอันตราย แต่หากจะหยุดอยู่กับที่ก็คงไม่แคล้วถูกจับตัวได้หรืออาจจะถูกฆ่าตายกลางป่า 

               “พ่อจ๋า...แม่จ๋า ช่วยแก้วด้วย” แม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อกับแม่และพ่อกับแม่ของเธออยู่ที่ไหน แต่ในยามที่สิ้นหวังแก้วเจ้าจอมก็อดนึกถึงคนทั้งสองขึ้นมาไม่ได้ ถึงเธอจะความจำเสื่อมจำอะไรไม่ได้ แต่คนเราทุกคนก็ย่อมมีพ่อกับแม่ด้วยกันทั้งนั้นและเธอก็คิดว่าหากเธอนึกถึงพ่อกับแม่ สายใยแห่งรักของพ่อกับแม่อาจช่วยนำพาให้เธอรอดจากสถานการณ์ที่เลวร้ายในขณะนี้ได้ 

               และทันทีที่เธอเอ่ยถึงพ่อกับแม่ ทันใดนั้นก็มีหิ่งห้อยฝูงหนึ่งปรากฎขึ้นเบื้องหน้าเธอ ทำให้ผืนป่าที่เริ่มมืดสนิทเริ่มมีแสงสว่างขึ้นมาบ้าง และไม่ว่าเธอจะเดินไปทิศทางไหนฝูงหิ่งห้อยก็จะโผบินตามคล้ายกับจะช่วยใช้แสงที่ตัวส่องทางให้กับเธอ แก้วเจ้าจอมยิ้มออกมาทั้งน้ำตาเมื่อคิดว่าเธอมีความรักของพ่อกับแม่คอยตามคุ้มครองและเจ้าป่าเจ้าเขาก็คงจะมีเมตตาต่อเธออยู่บ้าง เธอเดินอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังเผื่อพวกคนร้ายที่ยังติดตามมาอยู่จะได้ยินเสียงเข้าจนกระทั่งเธอได้เจอเข้ากับเพิงหินขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีซอกหินมากมายที่เธอพอจะซ่อนตัวจากคนร้ายได้ ตอนนี้ทั่วทั้งผืนป่านั้นมืดสนิท หากไม่มีแสงจากฝูงหิ่งห้อยเธอก็คงมองสิ่งใดไม่เห็น แก้วเจ้าจอมรีบเข้าไปซ่อนตัวเอาไว้ภายในซอกหินขนาดใหญ่ ใจก็หวังว่ากลุ่มคนร้ายคงจะไม่ตามเธอมาแล้ว ก่อนหน้าที่เธอจะหนีจากพวกมันมาได้เธอก็เผลอเล่นงานพวกมันในป่าไปอยู่หลายคนก่อนที่จะถูกพวกมันยิงมาโดนที่แขน 

               ท่ามกลางความมืดและความเงียบวังเวงของผืนป่าแก้วเจ้าจอมก็ยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้น เธอไม่คิดว่าเพียงแค่เธอก้าวเท้าเดินออกมาจากฐานเธอจะต้องมาพบเจอกับอันตรายแบบนี้ เธอแค่อยากจะกลับบ้าน เธอไม่อยากอยู่ที่ฐานอีกต่อไปแล้ว ยิ่งเธออยู่ที่นั่นเธอก็ยิ่งเจ็บปวด เธอรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแปลกหน้าสำหรับทุกคนเพราะความจริงที่ได้รับรู้ว่าผู้กองพนาเขาไม่ได้เป็นสามีของเธอจริงๆ ในเมื่อเขาไม่ใช่สามีของเธอเขาก็คือคนอื่นสำหรับเธอ การที่เธออยู่กับเขาเธอคงสร้างความลำบากใจให้กับเขาไม่ใช่น้อย ถึงแม้ว่าการที่เธอหนีออกจากฐานมาเธอจะต้องมาพบเจอกับอันตราย แต่เธอก็คิดว่าอย่างไรเสียเธอก็ไม่ควรอยู่ที่นั่น เธอควรหนีมาจากเขา เธอควรกลับไปหาครอบครัว ไปหาคนรักตัวจริงของเธอ 

               “พี่พนา อย่าโกรธแก้วเลยนะ แก้วอยู่ที่นั่นไม่ได้จริงๆ แก้วไม่สามารถห้ามหัวใจของตัวเองได้ แก้วจะรักพี่ได้ยังไงในเมื่อแก้วมีคนรักอยู่แล้ว แก้วอยู่ที่นั่นต่อไปแก้วก็มีแต่จะทรมาน หัวใจของแก้วมันไม่ได้เข้มแข็ง แก้วอยากบอกรัก อยากกอดพี่แต่แก้วก็ทำไม่ได้” แก้วเจ้าจอมว่าออกมาทั้งน้ำตาเมื่อนึกถึงเมื่อครั้งที่เธอยังอยู่กับเขา เธอคอยดูแลเขา ทำหน้าที่ของภรรยาที่ดี เช่นเดียวกับเขาที่คอยดูแลเธอเป็นอย่างดี เธอได้หลับอย่างอุ่นใจในอ้อมกอดของเขา ความใกล้ชิดและไออุ่นจากเขามันทำให้เธอยิ่งโหยหา 

               “พี่พนา...” ความเจ็บปวดยิ่งบาดลึกเข้ามาในหัวใจทุกครั้งที่เธอคิดถึงเขา ป่านนี้เขาคงจะออกลาดตระเวนอยู่ที่ไหนสักที่ กว่าเขาจะกลับมาเจอจดหมายลาที่เธอเขียนถึงเขาพร้อมกับแหวนญาติของเขาที่เธอถอดออกคืนให้เธอก็คงจะจากเขาไปไกลแสนไกลแล้ว หรือไม่...ก็คงจะถูกฆ่าตายอยู่ในผืนป่าแห่งนี้แล้วไม่มีใครมาพบศพ นี่คือการจากลากับเขาแล้วจริงๆ 

                 

 

 

               ผู้กองพนาออกตามหาแก้วเจ้าจอมโดยที่เขายังสะพายเป้ลาดตระเวนติดตัวอยู่ ดังนั้นเขาจึงหยิบไฟฉายจากเป้ออกมาใช้เมื่อผืนป่าสิ้นแสงจากดวงอาทิตย์ ผืนป่าแห่งนี้เป็นผืนป่าลึก เขาเคยมาลาดตระเวนอยู่ โอกาสที่จะเจอกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายมีน้อยมาก เพราะผู้ก่อการร้ายส่วนมากจะกบดานกันอยู่ระหว่างรอยต่อของผืนป่ากับไร่สวนของชาวบ้านหรือชุมชนเพราะมันง่ายต่อการออกมารับเสบียงจากกลุ่มแนวร่วม ซึ่งผู้ก่อการร้ายที่ยังคงหลบหนีอยู่ในพื้นที่ป่าล้วนแต่เป็นผู้ก่อการร้ายที่มีการออกหมายจับแล้วทั้งนั้น แต่ผืนป่าลึกขนาดนี้ผู้กองพนาคิดว่าคงไม่ได้มีกลุ่มของผู้ก่อการร้ายแอบแฝงอยู่หรอก 

               ระหว่างที่เขากำลังแกะรอยตามหาแก้วเจ้าจอมอยู่นั้น จู่ๆ เท้าของเขาก็เผลอไปเตะเข้ากับร่างของใครคนหนึ่งเข้า ครั้นพอใช้ไฟฉายส่องก็เห็นว่าเป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สามคนนอนหมดสติอยู่ สภาพร่างกายมีรอยฟกช้ำเหมือนกับถูกซ้อมมา... 

               แกร๊ก! 

               เสียงปลดเซฟปืนกระบอกหนึ่งดังขึ้นแล้วปลายของกระบอกปืนก็กำลังจ่อมาที่ตัวของผู้กองพนาขณะที่เขากำลังสำรวจอาการของชายทั้งสามคนที่นอนหมดสติกันอยู่ ซึ่งพอเขาหันไปมองว่าใครจ่อปืนมาที่เขา เขาก็เห็นชายฉกรรจ์อีกสองคนยืนอยู่พร้อมกับอาวุธปืน ลักษณะท่าทางคล้ายกับพวกนักเลงโต 

               “เกิดอะไรขึ้น พวกแกเป็นใคร” ผู้กองพนารู้ดีว่าพวกมันต้องเป็นแก๊งค้ามนุษย์ที่ไล่ล่าแก้วเจ้าจอมมาแน่ๆ แต่เขาจะให้พวกมันรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเขาออกมาตามหาเธอเพราะตอนนี้เขาสวมเครื่องแบบตำรวจพลร่มอยู่ หากเขาแสดงตัวว่ามาตามหาแก้วเจ้าจอม พวกมันก็จะรู้ทันทีว่าแก้วเจ้าจอมอยู่ในความดูแลของเขา และนั่นจะทำให้พวกมันรู้ว่าเธอซ่อนตัวอยู่ที่ไหน 

               “แล้วแกล่ะเป็นใคร” ชายที่จ่อปืนใส่เขาอยู่ถามกลับ 

               “เป็นตำรวจไง ดูเครื่องแบบไม่ออกหรอ” ผู้กองพนาว่า “ฉันกำลังขับรถจะกลับฐานแล้วได้ยินเสียงปืน เห็นข้างนอกมีรถจอดอยู่เป็นทะเบียนกรุงเทพฯ ก็นึกว่าคนเมืองกรุงกำลังถูกโจรปล้นเลยรีบเข้ามาดู แล้วว่าแต่พวกแกเถอะ เป็นเจ้าของรถคันข้างนอกหรือเป็นใจรมาปล้นใครเขา ท่าทางก็ไม่น่าจะใช่พวกผู้ก่อการร้าย” เขาแสร้งว่า ชายทั้งสองจึงมองหน้ากันก่อนจะยอมเก็บปืนที่จ่อใส่ผู้กองพนาแล้วเปลี่ยนท่าทีทำเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกโจรปล้นจริงๆ 

               “อ๋อ เออ...ใช่ พวกผมถูกโจรปล้นน่ะพี่ตำรวจเลยรีบหนีมาซ่อนตัว แต่ว่าโจรมันหนีไปแล้วเพราะพวกผมยิงปืนขู่มัน” 

               “แล้วสามคนที่หมดสติอยู่นี่ล่ะ” ผู้กองพนาแสร้งถามต่อ แกล้งเชื่อในสิ่งที่พวกมันโกหก แล้วพวกมันก็โกหกได้อย่างหน้าโง่ๆ ด้วย มีที่ไหนถูกโจรปล้นแต่เอาปืนยิงไล่โจร 

               “อ๋อ เราสู้กับพวกมันนิดหน่อยน่ะแต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว พวกผมขอตัวพาเพื่อนออกไปหาหมอก่อนนะพี่ตำรวจ” 

               “จะไม่แจ้งความหน่อยหรอ เอาอย่างนี้มันเดี๋ยวจะพาไปแจ้งความที่โรงพักเองว่าถูกปล้นแล้วก็ถูกทำร้ายร่างกาย” 

               “ไม่ต้องๆ เดี๋ยวพวกผมจะไปแจ้งความกันเอง ไม่รบกวนพี่ตำรวจหรอกนะ” ว่าแล้วชายทั้งสองคนนี้ก็รีบลากเพื่อนที่หมดสติทั้งสามคนออกไปจากป่าด้วยความทุลักทุเลโดยมีผู้กองพนามองตาม แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าพวกมันเป็นพวกแก๊งค้ามนุษย์แต่เขาก็ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่จะเล่นงานมันได้ ไอ้พวกนี้มันเส้นใหญ่หากหลักฐานไม่มีน้ำหนักพออย่างไรเสียพวกมันก็ต้องหลุดจากคดีอยู่แล้ว อีกอย่าง...ตอนนี้สิ่งสำคัญไม่ใช่การจับพวกมัน แต่สิ่งที่เขาต้องทำก็คือตามหาตัวแก้วเจ้าจอมให้พบ เขาเชื่อว่าเธอจะยังปลอดภัยอยู่ ไอ้พวกนี้มันน่าจะตามหาเธอไม่เจออีกทั้งความมืดมิดของผืนป่าที่เป็นอุปสรรคพวกมันเลยจะเลิกตามหาเธอจนได้มาเจอกับเขาเข้าอย่างบังเอิญ ส่วนชายสามคนที่หมดสติอยู่นั้น...เขาคิดว่าบางทีแก้วเจ้าจอมอาจจะเป็นคนที่เล่นงานพวกมันก็เป็นได้ ถ้าลำพังแค่ปืนเธอยังยิงแม่นขนาดนั้น ศิลปะการป้องกันตัวของเธอก็คงจะไม่ธรรมดาด้วย 

               ผู้กองพนารอจนแน่ใจแล้วว่าชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นออกไปจากป่าแล้วจริงๆ เขาจึงเริ่มแกะรอยตามหาแก้วเจ้าจอมต่อ แต่จากการแกะรอยตามรอยเท้าและต้นไม้ใบหญ้าที่หัก อีกสิ่งที่เขาแกะรอยได้ก็คือรอยเลือดที่ติดอยู่กับใบไม้ มันต้องเป็นเลือดของเธอแน่ๆ หรือบางทีเธออาจจะถูกยิง ยิ่งคิดได้แบบนี้ผู้กองพนาก็ยิ่งต้องรีบตามหาเธอให้พบให้เร็วที่สุด แก้ว...อดทนรอพี่ก่อนนะ พี่กำลังจะไปหาแก้ว แก้วรอพี่ก่อนนะ...คนดี 

               แสงไฟฉายของผู้กองพนาส่องไปกระทบกับเพิงหินขนาดใหญ่เบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดที่มืดมิดเขาเห็นเหมือนกับมีแสงสว่างส่องออกมาจากซอกหินซอกหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็นแสงไฟจากใครสักคน หรือบางทีอาจจะเป็นที่กบดานของพวกผู้ก่อการร้ายที่เขาพลาดการสำรวจขณะลาดตระเวน แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ผู้กองพนาก็ต้องถอนหายใจออกมาเมื่อแสงสว่างที่เกิดขึ้นความจริงแล้วเป็นเพียงแค่แสงของหิ่งห้อยฝูงหนึ่งเท่านั้น ตอนแรกผู้กองพนาจะไม่สนใจฝูงหิ่งห้อยที่ว่านี้เลยจนเมื่อเขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่างติดอยู่ที่พื้นหินและตามซอกหินที่ไฟฉายของเขาส่องไปกระทบ รอยหยดเลือดหยดเป็นทางเข้าไปด้านในซอกหินเล็กๆ เสียงสะอื้นไห้แผ่วๆ ของหญิงสาวทำให้เขาไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปหาในทันที 

               แก้วเจ้าจอมรีบยกมือขึ้นป้องหน้าเมื่อมีแสงสว่างจากไฟฉายส่องมาที่ตัวเธอ เธอรีบหลับตาลงเมื่อคิดว่าอาจจะเป็นพวกคนร้ายที่ตามหาเธอจนพบ ก่อนหน้านี้เธอเล่นงานพวกมันไปซะหนักพวกมันคงจะแค้นแล้วคงจะตามมาฆ่าเธอแน่ๆ หยดน้ำตาของเธอยิ่งรินไหลเพราะคิดว่าตนคงจะถูกฆ่าแล้ว จนเมื่อเจ้าของแสงไฟฉายเดินเข้ามาหาเธอเธอจึงพยายามผลักเขาออกไป 

               “ออกไปนะ! อย่ามายุ่งกับฉัน ออกไป!!!” 

               “แก้ว แก้วนี่พี่เอง” ผู้กองพนารีบบอกแล้วจับมือของเธอเอาไว้แน่นเมื่อกำปั้นหนักๆ กำลังจะซัดเข้ามาที่หน้าเขา ใครจะไปคิดกันว่ากำปั้นเล็กๆ นี้ความจริงแล้วมันหนักมหาศาลเลย 

               เสียงของผู้กองพนาทำให้แก้วเจ้าจอมชะงักแล้วรีบหันมามองทางเขาใหม่ ผู้กองพนาจึงส่องไฟฉายมาที่ตัวเองเพื่อให้เธอมอง เขาทั้งโล่งใจและเบาใจที่ในที่สุดเขาก็ตามหาเธอจนเจอเสียที ตอนนี้แก้วเจ้าจอมกำลังตัวสั่นไปทั้งตัว เธอร้องไห้และที่แขนก็มีเลือดไหลอาบเป็นทาง พอผู้กองพนานั่งลงตรงหน้าเธอ ความหวาดกลัวที่เข้ามาเกาะกุมหัวใจและความโหยหาก็ยิ่งปะทุขึ้นทำให้เธอรีบโผเข้าไปกอดเขา เธอร้องไห้ออกมาเสียงดัง คิดว่าคงจะไม่ได้เจอกันกับเขาอีกแล้ว แต่ตอนนี้...เขามาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว แก้วเจ้าจอมจึงกอดเขาให้แน่นๆ อย่างลืมความเจ็บที่แขนไปชั่วขณะ 

               “พี่พนา...พี่พนา...” เธอได้แต่เรียกชื่อของเขา หัวใจของเธอมันอัดแน่นไปด้วยความรักที่มีต่อเขามากมาย แม้จะรู้ดีว่าตัวเองมีคนรักเป็นใครอีกคนแต่คนที่เธอต้องการจริงๆ ตอนนี้ก็คือเขา เพียงแค่เขาคนเดียว 

               ผู้กองพนาเองก็รีบกอดเธออย่างปลอบขวัญ เธอคงจะเสียขวัญกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่อย่างนั้นคงไม่ตัวสั่นแบบนี้ พอคิดว่าเธอเกือบจะเป็นอะไรไปเขาก็ยิ่งกอดรัดเธอเอาไว้แน่นด้วยความเป็นห่วง ข้อความในจดหมายที่เธอเขียนถึงเขามันทำให้เขาได้รู้ว่าเขาทำให้เธอเจ็บปวดมากแค่ไหน ความจริงที่ได้รับรู้มันทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวไม่มีใครเพราะถ้าเขาไม่ใช่สามีของเธอเธอก็รู้สึกเหมือนกับไม่มีใครให้พึ่งพา อีกทั้งเธอยังเข้าใจผิดคิดว่าเขามีความรู้สึกที่ดีให้ผู้หมวดมาริษาเธอจึงต้องถอยห่างจากเขา เธอไม่อยากเป็นภาระและตัวปัญหาของเขาและทุกๆ คนที่ฐานก็เลยต้องหนีมาแบบนี้เพื่อหาทางกลับบ้านเอง เขาอ่านจดหมายของเธอแล้วก็ยิ่งปวดใจเพราะเขาไม่รู้ว่าการที่เขาบอกความจริงกับเธอมันจะทำให้เธอคิดมากได้มากมายขนาดนี้และเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด 

               “หนีพี่มาทำไม” เขาถาม สองแขนเล็กๆ ของเธอก็ยิ่งกอดเขาแน่น 

               “ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกัน เราจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง” 

               “แล้วเราไม่ได้รักกันแล้วหรอ” พอเขาถามแก้วเจ้าจอมก็ค่อยๆ ผละออกมาจากอ้อมกอดของเขา 

               “...เรารักกันได้ด้วยหรอคะ” คำถามนี้ทำให้ผู้กองพนาถึงกับสะอึกนิ่งไป นั่นสินะ รักมากแค่ไหนก็ไม่สมควรอยู่ดี 

               “แต่แก้วก็ไม่ควรหนีมาแบบนี้ พี่ก็บอกแล้วไงว่าพี่จะหาทางพาแก้วกลับบ้านให้ได้ ขอแค่แก้วอดทนรอพี่หน่อย ตอนนี้ที่ฐานกำลังเกิดเรื่อง นี่พี่ก็ต้องเลื่อนการลาดตระเวนออกไป ถ้าแก้วอยากกลับบ้านพี่จะหาทางช่วยให้แก้วได้กลับบ้านแน่ๆ” 

               “แต่แก้วอยากกลับตอนนี้” เธอบอก “แก้วไม่อยากอยู่ที่ฐานแล้ว พี่พนารู้มั้ยว่าทำไม” 

               “...” 

               “เพราะแก้วรักพี่ไง” แก้วเจ้าจอมเงยหน้าขึ้นมองเขา “แก้วรักพี่พนา แต่แก้วก็แสดงอะไรออกมาไม่ได้เพราะว่าแก้วมีคนรักอีกคนที่รออยู่ซึ่งแก้วก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แก้วทำผิดต่อเขา แก้วนึกถึงความรักที่มีต่อเขาไม่ออกเพราะว่าหัวใจทั้งดวงของแก้วมันอยู่ที่พี่พนาทั้งหมด ยิ่งแก้วอยู่ใกล้พี่พนาแก้วก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อเขา แก้วสับสน แก้วไม่รู้ว่าควรทำยังไง แก้วอยากอยู่กับคนที่แก้วรักแต่แก้วก็อยู่ไม่ได้ ตรงกันข้าม คนที่แก้วสมควรอยู่ด้วยเขากลับไม่ใช่คนที่แก้วรัก แค่คิดแบบนี้แก้วก็เจ็บปวดแล้ว ทำไมแก้วต้องมารักพี่พนาด้วย ได้รักแต่ไม่ได้อยู่เคียงข้างกันแล้วจะรักกันไปทำไม ทางออกที่ดีที่สุดก็คือแก้วควรไปจากพี่เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นผู้หญิงสองใจ แล้วแก้วก็ไม่ต้องมาเป็นภาระของพี่พนาด้วย ดูสิ อย่างตอนนี้แก้วก็เป็นสาเหตุทำให้พี่พนาต้องทิ้งงานมาตามหา...แก้วน่าจะยอมให้คนร้ายพวกนั้นฆ่าแก้วซะตั้งแต่แรก ถ้าแก้วตายแล้วก็ไม่ต้องมาทรมานแบบนี้ ไม่ต้องมาเป็นภาระสร้างปัญหาให้พี่พนาอีก” 

               “พูดอะไรอย่างนั้น พูดเรื่องตายขึ้นมาทำไม ทำไมถึงได้พูดเหมือนชีวิตของตัวเองไม่มีค่า” 

               “ก็ไม่มีค่าจริงๆ นี่คะ” 

               “มีสิทำไมจะไม่มี” ผู้กองพนาจับไหล่ข้างที่ไม่ได้ถูกยิงของเขาเอาไว้ “แก้วมีค่าต่อชีวิตของพี่มากนะ พี่เองก็รักแก้วไม่ได้ต่างจากที่แก้วรักพี่เลย แต่ที่หลายวันมานี้พี่ทำตัวห่างเหินกับแก้วก็เพราะพี่คิดว่ามันคงจะไม่เหมาะสมที่พี่จะไปสนิทสนมกับผู้หญิงของคนอื่น แล้วพี่ก็รู้สึกผิดต่อแก้วด้วยที่พี่หลอกว่าเป็นสามีของแก้ว ล่วงเกินแก้ว ถึงที่ผ่านมา ทุกๆ เรื่องที่พี่บอกกับแก้วเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรามันจะเป็นเรื่องโกหกที่พี่แต่งขึ้น แต่พี่อยากจะให้แก้วรู้ว่าที่พี่บอกว่าพี่รักแก้ว...มันเป็นเพียงเรื่องเดียวที่พี่ไม่ได้โกหก แล้วที่ผ่านมาพี่ก็ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้พยายามที่จะสืบหาครอบครัวให้กับแก้วด้วยเพราะพี่มันเห็นแก่ตัว พี่รักแก้ว พี่ไม่อยากเสียแก้วไป ไม่อยากคืนแก้วให้กับใครทั้งนั้นพี่ก็เลยต้องซ่อนแก้วเอาไว้ หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าแก้วคือเมียของพี่จริงๆ พี่ไม่ใช่คนดี ไม่ใช่พี่พนาที่แสนดีของแก้วเหมือนอย่างที่แก้วเข้าใจ แต่พี่มันเป็นตัวร้ายที่อยากจะแย่งชิงแก้วมาเป็นของตัวเองต่างหาก ตลอดชีวิตของพี่ พี่สูญเสียอะไรมาเยอะมากแล้ว ทั้งพ่อแม่ ทั้งน้องชายแล้วก็ครอบครัว...พี่แค่ไม่อยากจะเสียแก้วไปอีกคน ชีวิตของพี่มันไม่มีใครอีกแล้วนอกจากแก้วพี่ก็เลยต้องทำแบบนี้ ซ่อนแก้วเอาไว้กับพี่อย่างเห็นแก่ตัว พอแก้วรู้อย่างนี้แล้วแก้วยังจะรักคนอย่างพี่ลงอยู่อีกมั้ย” 

               “แล้วทำไมพี่พนาถึงยอมบอกความจริงกับแก้วล่ะ ทำไมถึงไม่หลอกแก้วต่อไป” 

               “เพราะตอนนี้แก้วกำลังจะจำทุกๆ อย่างได้ พี่ไม่อยากหลอกลวงแก้วอีก พี่อยากรีบบอกความจริงกับแก้วตอนนี้ดีกว่าให้แก้วจดจำทุกอย่างได้แล้วได้รู้ความจริงเอง ถึงพี่จะเลว จะเห็นแก่ตัวยังไงแต่พี่ก็ยังอยากเป็นพี่พนาคนดีของแก้วอยู่นะ พี่กลัว พี่ไม่อยากให้แก้วมองพี่อย่างเกลียดชัง ใครจะเกลียดพี่ก็เกลียดไป ขอแค่แก้วไม่เกลียดพี่...อุ๊บ!” ผู้กองพนาที่นั่งอยู่บนส้นเท้าตัวเองถึงกับเซล้มลงไปชนแผ่นหินด้านหลังเมื่อแก้วเจ้าจอมโถมตัวเข้าไปหาเขาพร้อมกับประกบปากจูบ การได้รู้ความจริงในวันนั้นมันทำให้เธอรู้สึกเจ็บ แต่การได้พูดถึงความรู้สึกภายในใจกับเขาตอนนี้มันกลับทำให้เธอรู้สึกหัวใจพองโต ยิ่งได้รู้ว่าเขาเองก็รักเธอมากแค่ไหนแล้วเจ้าจอมก็ยิ่งกอดเขาแน่น ถึงสิ่งที่เขาทำมันจะเห็นแก่ตัว แต่เขาก็ทำไปเพราะรักเธอ 

               ตอนแรกผู้กองพนาตั้งใจว่าจะผละจูบของเธอออกไป แต่รสจูบที่อ่อนนุ่มและหวานละมุนกลับทำให้เขาไม่กล้าที่จะปฏิเสธ แม้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจะยังมีอยู่เต็มเปี่ยมแต่มันก็ไม่อาจมากไปกว่าความรัก ความโหยหาที่เขามีต่อเธอได้ ยิ่งริมฝีปากนุ่มๆ แตะสัมผัสจูบกับเขาอย่างแผ่วเบาและยิ่งเธอจูบและดูดเบาๆ ที่ริมฝีปากล่างของเขาเขาก็รู้แน่ชัดว่าเขาไม่ควรที่จะปฏิเสธหัวใจของตัวเองอีกต่อไป 

               “...แก้วไม่โกรธพี่หรอที่พี่หลอกแก้วเพราะความเห็นแก่ตัวแบบนี้” เขาถามชิดริมฝีปากของเธอ แก้วเจ้าจอมจึงเพียงแค่ส่ายหน้าตอบก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา 

               “ถึงแก้วจะรู้ความจริงแล้วแต่หัวใจของแก้วมันก็ยังคงรักพี่พนาอยู่ดี...พี่พนา...ขอแก้วทำตามในสิ่งที่หัวใจของแก้วต้องการจริงๆ ได้มั้ยคะ” 

               “แก้ว...” แล้วแก้วเจ้าจอมก็เป็นฝ่ายประกบปากจูบเขาอีกครั้งตามที่หัวใจของเธอต้องการจริงๆ ส่วนชายเจ้าของแหวนญาติสามสมอ...หากเธอได้เจอกับเขาเธอก็หวังว่าเขาจะเข้าใจเธอ ต่อให้ไม่มีผู้กองพนาคนนี้เธอก็คงจะกลับไปรักเขาอีกไม่ได้แล้ว อีกอย่าง ไม่แน่ว่าเธออาจจะจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ไปตลอดชีวิต และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ เธอก็จะขอเริ่มต้นชีวิตใหม่กับคนที่เธอรักและเขาก็รักเธอ 

  

********************************************************* 

บอกได้คำเดียวว่าแหวนของพี่เรนเจอร์เป็นเหตุ เรื่องนี้พี่เรนเจอร์ต้องรับผิดชอบ 

********************* 

ความคิดเห็น