Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 6

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 6

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 927

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มิ.ย. 2563 18:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 6
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 6 

 

วันนี้วันเสาร์และมันเป็นวันที่ผมจะตื่นเต้นทำไมก็ไม่รู้...มันก็แค่วันเกิดของใครบางคนที่ชื่อพี่ดินแค่นั้นเอง ผมไม่ได้เฝ้ารอและไม่ได้อยากจะนั่งไม่ติดแบบนี้เลยให้ตายเหอะ เฮ้อ... 

เมื่อวานหลังเลิกเรียนผมแยกกับไอ้หินที่ป้ายรถเมล์แทนที่จะกลับด้วยกันเหมือนปกติ ไอ้หินขมวดคิ้วทำหน้างงทันทีที่ผมบอกว่าจะขอแยกไปอีกทางและผมก็ต้องหาเหตุผลข้างๆ คูๆ มาโกหกมันว่าต้องไปทำธุระให้ยายมันถึงพยักหน้ารับและเบ้ปากนิดหน่อยยักไหล่อีกเล็กน้อยก่อนที่เราจะแยกกัน 

ไอ้หินกลับบ้าน ส่วนผมไปเดินห้างหาซื้อของขวัญวันเกิดให้พี่ดิน 

ผมไม่ได้อะไรเลยนะ ก็เราไปงานวันเกิดใครเราก็ต้องมีของขวัญติดมือไปด้วยไม่ใช่เหรอ 

ผมนั่งมองกล่องของขวัญขนาดไม่เล็กมากที่วางอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือแล้วก็ต้องหลุดยิ้มออกมา มันถูกห่อด้วยกระดาษห่อของขวัญสีฟ้าเรียบๆ แปะด้วยเทปใสธรรมดาๆ ไม่มีโบว์หรือแม้กระทั่งริบบิ้นเพราะผมไม่อยากให้มันเด่นสะดุดตาและที่สำคัญผมห่อมันเองกับมือ 

ของข้างในไม่ได้หรูหรา ไม่ใช่เสื้อผ้าหรือของแบรนด์เนมเพราะผมคงไม่มีเงินพอที่จะไปซื้อของพวกนั้นและอีกอย่างผมก็เด็กเกินไปที่จะซื้อของแบรนด์เนม 

ก๊อกๆ 

“พี่ฝุ่น มีเพื่อนมาหารออยู่ข้างล่างแน่ะ” เสียงเคาะประตูมาพร้อมกับเสียงใสๆ ของปาแป้งที่ตะโกนผ่านประตูเข้ามาบอกให้ผมต้องรีบเด้งตัวลงจากเตียงนอนก่อนจะรีบเดินไปเปิดประตู 

“ใคร?” ถามทั้งๆ ที่ก็รู้แหละว่าน่าจะเป็นไอ้ลูกหินเพราะว่านอกจากมันผมก็ไม่ได้สนิทกับใครเกินกว่าที่จะพามาบ้าน 

“รู้ แต่ก็ยังถาม” น้องสาวว่ามายิ้มๆ ก่อนจะชี้ลงไปที่บันไดแล้วผมก็ต้องยิ้มเมื่อเห็นไอ้หินยืนยิ้มแฉ่งอยู่ตรงนั้น 

“กูเอง”  

“รอแป๊ปนึง กูเข้าไปเอาของขวัญแป๊ป” ผมบอกมันก่อนจะเดินกลับไปคว้ากล่องของขวัญและโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นของสำคัญ 

ผมคว้าทุกอย่างที่คิดว่าน่าจะสำคัญอย่างเช่นกระเป๋าตังค์ โทรศัพท์มือถือและของขวัญวันเกิดพี่ดินก่อนจะยัดทุกอย่างลงไปในกระเป๋าผ้าสะพายข้างแล้วเดินออกมาจากห้องพอลงมาข้างล่างก็เห็นไอ้หินนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ตรงข้ามยายแต่ดูๆ ไปรอยยิ้มมันดูเกร็งๆ อยู่ไม่น้อย 

“ยายครับ” ผมเรียกยายก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างๆ “วันนี้ถ้าดึกฝุ่นอาจจะค้าง...” 

“กลับมานอนบ้านของเรานะลูก” ยายพูดดักคอก่อนที่ผมจะได้พูดจบประโยค 

“...” ไอ้หินได้แต่นั่งตัวเกร็งไม่กล้าแม้แต่จะมองสบตากับยาย 

“แต่ว่า...” 

“นี่ก็เพิ่งจะบ่ายสาม ฝุ่นอย่าอยู่ดึกยายเป็นห่วง” 

“ก็ได้ครับ งั้นสามทุ่มฝุ่นกลับ โอเคมั้ยครับ” ผมว่าแล้วเอาหัวไปซบแขนนุ่มๆ ของยาย 

“ยายให้อยู่ได้ถึงสองทุ่ม” 

“ยายจ๋า สองทุ่มเขายังไม่เป่าเค้กกันเลย” น้องสาวที่ผมคิดว่าเข้าโหมดส่วนตัวแล้วพูดขึ้น เจ้าตัวมองมาที่ผมกับยายแล้วยิ้มตาโต 

“จำเป็นต้องอยู่จนถึงเป่าเค้กเลยเหรอลูก” ยายถามให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองเพื่อทำหน้าอ้อน 

“สามทุ่มนะครับยายคนสวย” 

“ห้ามเกินสามทุ่มครึ่ง” ยายว่าแล้วดึงจมูกผมบิดไปมาอย่างเอ็นดู 

“รับทราบครับ” 

ผมเข้าใจความหมายของยายดี ห้ามเกินสามทุ่มครึ่งก็คือผมต้องกลับมาถึงบ้านก่อนสามทุ่มนั่นแหละ สรุปก็คือผมก็ต้องออกมาจากบ้านไอ้หินไวอยู่ดี แล้วแบบนี้ผมก็ได้เห็นหน้าพี่ดินแค่แป๊ปเดียวเองน่ะสิ 

“คนเยอะหน่อยนะมึง แต่ก็มีแค่เพื่อนๆ พี่ดินเท่านั้นแหละ” ไอ้หินบอกหลังจากที่เราเดินลงมาจากรถแล้ว  

วันนี้คุณลูกหินให้คนขับรถที่บ้านพาไปรับผมทั้งๆ ที่ผมก็บอกแล้วว่ามาเองได้แต่ก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะทำให้ลำบากตัวเองกับลุงคนขับรถทำไมในเมื่อปกติผมก็โดยสารรถประจำทางเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ก็นั่นแหละผมไม่เคยมาบ้านมันเลยสักครั้งถึงแม้จะรู้จักกันมานานแล้วก็เหอะมีแต่มันนั่นแหละที่รู้ว่าบ้านผมอยู่ไหนและบ้านผมเป็นยังไง 

และผมก็ไม่คิดว่ามันจะรวยมากขนาดนี้ ก็พอเข้าใจว่าเราเรียนโรงเรียนที่ค่าเทอมค่อนข้างแพงแต่ว่าผมก็ไม่คิดว่าบ้านมันจะหลังใหญ่โตโอ่อ่าขนาดนี้นี่น่า 

ถ้าต้องร้องโอ้โห...พร้อมทำตาโตยังไม่พอให้กับความใหญ่โตของบ้านมัน 

“ไง? ตกใจล่ะสิที่บ้านกูหลังใหญ่ขนาดนี้” ไอ้หินมันว่าออกมาให้ผมได้เบ้ปากหมั่นไส้ 

“อืม...” ใหญ่กว่าบ้านที่ผมอยู่ราวฟ้ากับเหว เอาเป็นว่าผมกับมันอยู่กันคนละระดับ 

“แต่ถึงบ้านกูจะใหญ่จนน่าอิจฉาแค่ไหน กูก็ว่ามันวังเวงวะ” ไอ้หินว่าขำๆ ผมเลยต้องหัวเราะตามมันเพราะว่าเห็นด้วยกับมันจริงๆ บ้านหลังใหญ่อยู่กันสามคนพ่อแม่ลูกก็คงวังเวงไม่มากก็น้อยล่ะมั้ง ถึงแม้ว่าจะมีคนรับใช้ คนสวนกับคนขับรถก็เถอะ “เข้าไปข้างในกันมึง พี่ดินเขาจัดงานอยู่สวนหลังบ้าน” 

ผมยังไม่ขยับเดินตามเจ้าของบ้านที่เพิ่งเอ่ยชวนเพราะเพิ่งได้สังเกตว่าที่บ้านมันมีรถหลายคนจอดอยู่ถ้าไม่นับรถที่จอดอยู่ในโรงรถสามคันนั่นที่ดูก็รู้ว่าเป็นรถของเจ้าของบ้านหลังใหญ่นี่ แต่อีกห้าหกคันที่เหลือก็คงเป็นรถของแขกที่มาร่วมงานวันเกิดของลูกชายคนโตของเจ้าของบ้านนั่นแหละ 

ผมเริ่มลังเล... 

ลังเลว่าจะเข้าไปดีมั้ยหรือว่าควรจะฝากของขวัญให้ไอ้หินเอาเข้าไปแล้วตัวเองก็กลับบ้านไปซะในตอนนี้  

ผมดูไม่เหมาะกับที่นี่เลยพูดจริงๆ 

“มากันแล้วเหรอ” ไม่ทันแล้วครับ  

ผมกลับบ้านไปตอนนี้ไม่ทันแล้วเพราะตอนนี้เจ้าของวันเกิดเขาเดินยิ้มมานั่นแล้ว พี่ดินในชุดไพรเวทเสื้อยืดคอวีสีขาวตัวบางกับกางเกงยีนขายาวสีเข้มและรองเท้าแตะ Nูike สีดำที่ราคาแพงกว่าของขวัญที่ผมซื้อให้พี่เขาอีก 

“สะ สวัสดีครับ” ผมทักทายพี่เขาเสียงสั่น ก็ไม่รู้หรอกว่ามันสั่นทำไม สั่นเพราะความหล่อของพี่เขาหรือสั่นเพราะสายตาที่มองมา 

สายตานั้นมันทำให้ผมเผลอคิดเข้าข้างตัวเองว่าพี่เขาดีใจที่ผมมา แต่มันก็แค่แวบเดียวเท่านั้นเพราะพี่เขากำลังเลิกคิ้วมองผมก่อนจะหันไปมองน้องชายตัวเอง 

“อย่าเพิ่งด่าว่าทำไมมาช้า” ไอ้หินว่าพร้อมทำท่าปางห้ามญาติ “กว่าจะฝ่าด่านอรหันต์มามันไม่ใช่เรื่องง่าย” 

ผมหันไปมองหน้าไอ้หินแล้วเลิกคิ้วมองมันงงๆ อะไรคืออ่านอรหันต์ของมันวะ 

“เนี่ยไอ้ฝุ่นเกือบจะไม่ได้มาแล้วนะ บอกแล้วว่ายายมันดุ” ไอ้หินว่าต่อ 

เราสามคนยืนล้อมวงกัน มองหน้ากันตาปริบ ผมเงียบเม้มปากแน่นมือข้างซ้ายที่ไหล่สะพายกระเป๋าอยู่กำสายกระเป๋าแน่น ไม่ได้เขินแต่แบบรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็ก แต่มันก็เด็กจริงๆ นั่นแหละ ผมมันก็แค่เด็กอายุ 12-13 ไปไหนมาไหนผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นห่วงเป็นธรรมดา 

“ยายหวง?” ไม่แน่ใจว่านี่คือคำถามหรือว่าพี่เขาพูดกับตัวเอง 

“มากกกกกกกกก” แต่ก็มีคนตอบแถมยังลากเสียงยาวจนดูโอเว่อร์ผมเลยต้องรีบแก้ตัว 

“ปกติแล้วผมไม่ค่อยได้ออกมาอะไรแบบนี้หรอกครับ” 

พี่ดินพยักหน้าพร้อมสีหน้าครุ่นคิดแต่สักพักพี่เขาก็เดินมาแทรกกลางระหว่างผมกับไอ้หิน ยกแขนขึ้นมาคล้องคอเราทั้งคู่แล้วพาออกเดินไม่พูดไม่จาผมก็ได้แต่เดินตามแรงชักนำของพี่เขาไปแบบงงๆ  

แต่...ตื่นเต้นจนใจมันชักจะเริ่มเต้นเป็นจังหวะแปลกๆ เหมือนตอนที่ผมเจอพี่ดินครั้งแรก 

กลิ่นตัวพี่ดิน สัมผัสร่างกายของพี่ดินขณะที่เราก้าวไปพร้อมกันกับแขนที่พาดบนไหล่ผมมัน...ทำให้ผมผ่อนคลายความกังวลและดูเหมือนว่าความกังวลนั้นมันหายไปแล้ว 

ผมปลีกตัวมานั่งอยู่คนเดียวริมสระว่ายน้ำที่อยู่อีกฝั่งกับพวกเพื่อนๆ ของเจ้าของวันเกิด พี่ดินบอกว่าปาร์ตี้ยันหว่างตอนแรกผมก็งง อะไรคือยันหว่างแต่พอพี่เขาอธิบายเพิ่มบอกว่าตั้งแต่ตอนนี้ไปจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นมาทักทายพวกเขาจะไม่หยุดกันจนกว่าจะถึงเวลานั้น 

ผมพยักหน้ารับรู้และได้แต่งงในใจว่าพวกเขาจะไม่ง่วงกันหรอกเหรอถึงจะได้อยู่กันยันเช้าขนาดนั้นแถมยังกินเหล้ากินเบียร์กันอีก เพลงก็เปิดเสียงดังไม่กลัวเพื่อนบ้านจะแจ้งตำรวจจับหรือไงเหตุสร้างความรำคาญ 

แต่ก็นะ...บ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ใครที่ไหนจะกล้ามาวัดด้วย แต่ก็นะอีกนั่นแหละบ้านนี้อยู่หลังสุดท้ายและรอบบ้านก็กว้างขวางเพื่อนบ้านก็อยู่ไกลกันเป็นกิโลฯ เสียงคงไปไม่ถึงหรอก 

“ขอนั่งด้วยคนนะ” นี่ไม่ใช่คำขอและไม่ใช่คำถามเพราะเจ้าของคำพูดไม่ได้สนใจคำตอบจากผม เขาพูดเองเออเองคนเดียวและตอนนี้ก็นั่งลงข้างผมแล้ว 

“...” ผมหันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เห็นเขาส่งยิ้มให้จนตาหยีผมเลยยิ้มตอบกลับไปตามมารยาท 

“เป็นเพื่อนลูกหินเหรอ” ผมพยักหน้ารับ “พี่ชื่อเวย์นะ แล้วน้องอะชื่ออะไร” 

“เอ่อ...ใต้ฝุ่นครับ เรียกฝุ่นเฉยๆ ก็ได้” ผมตอบกลับไปเพราะพี่เวย์เอาแต่จ้องหน้าผมไม่หลบ 

“อื่ม...” ฮึมฮัมในคอแล้วยกแก้วในมือขึ้นจิบ “แล้วฝุ่นมีแฟนยัง” 

พรวดดด 

“เฮ้ย!” พี่เวย์ร้องตกใจก่อนจะพูดพลางหัวเราะขำ “ถามแค่นี้ถึงกับสำลักเลยเหรอ น่ารักอะ” 

“ก็ผมตกใจที่พี่ถามแบบนั้น” เราเพิ่งรู้จักกันเองนะ ผมคิดในใจก่อนจะรับน้ำส้มมาจากมือพี่เวย์  

พี่เวย์กินน้ำส้ม? ผมก็นึกว่าเขากินเหล้ากินเบียร์เหมือนเพื่อนๆ ที่กำลังขยับโยกร่างกายตามจังหวะเพลงดิบๆ นั่นซะอีก 

ความคิดเห็น