เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

Re : 23 ผิดพลาดหรือจงใจ

ชื่อตอน : Re : 23 ผิดพลาดหรือจงใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 25.4k

ความคิดเห็น : 79

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2560 07:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Re : 23 ผิดพลาดหรือจงใจ
แบบอักษร

23

ผิดพลาดหรือจงใจ

                ใบหน้าขาวสะอาดประดับด้วยแว่นกรอบหนากำลังจดจ้องมองยังประตูทางเข้าของตึกสูง คุณวุฒิยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เวลาล่วงเลยเข้าไปทุ่มเศษๆ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าขนมผิงจะออกมา

                ดวงตารีเล็กจ้องมองทางออกสลับกับยามหน้าประตูที่ยืนเฝ้าเขาไว้ไม่ไปไหน เพราะถ้าหากเผลอ เขาจะต้องหาทางขึ้นไปยังชั้นบนสุดจนได้

                “ทำไมไม่ลงมาสักทีนะ”

                คุณวุฒิพึมพำเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาที่เอาไว้รับรองแขกชั้นล่าง ตึกยังไม่ปิดก็แสดงว่ายังมีคนทำงานอยู่ข้างบน แต่ติดตรงที่ว่าขนมผิงจะอยู่รึเปล่า

                แบตโทรศัพท์ก็ดันหมด ติดต่อใครไม่ได้ ที่เขาอุตส่าห์มาวันนี้ไม่ใช้อะไร แต่เพราะไม่ได้เจอขนมผิงมาร่วมสองเดือนและอีกทั้งยังขาดการติดต่อทำให้เริ่มร้อนใจ และที่สำคัญ การที่ลูกพี่ลูกน้องถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานแล้วขนมผิงขึ้นดำรงตำแหน่งแทนมันทำให้เขานึกข้องใจและอยู่เฉยไม่ได้

                “ลุงครับ ให้ผมขึ้นไปหน่อยนะครับ ผมไม่ใช่คนไม่ดีอะไรหรอก ผมรู้จักกับขนมผิงนะครับ”เดินเข้าไปหายามเฝ้าประตูอีกครั้ง แต่ก็ถูกส่ายหน้าใส่แล้วไล่ให้มานั่งรอที่เดิม

                เหนื่อย แต่ก็ตั้งหน้าตั้งตารอเพราะอยากรู้คำตอบ ตั้งแต่ที่เจอกันหลังจากที่ขนมผิงหายตัวไปสี่ปี ขนมผิงดูเปลี่ยนไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดว่าขนมผิงจะกระทำการอย่างนี้

                รุ่นน้องที่มีรอยยิ้มน่ามองส่งให้ตอนนี้รอยยิ้มนั้นมันกลายเป็นรอยยิ้มที่ดูยังไงก็เป็นการฝืน สำคัญที่สุดที่ทำให้เขาช็อกยิ่งกว่าก็คงจะเป็นเรื่องข่าวลือการหมั้นของขนมผิงกับเดหลีคู่หมั้นของปิญญ์ชานนท์ลูกพี่ลูกน้องของเขา มันเหมือนมีอะไรที่เขาเองก็ยังไม่รู้เชื่อมโยงหากันอยู่

                คุณหมอเด็กก้มหน้าลงประสานมือเข้าหากัน พยายามจะไม่คิดฟุ้งซ่านอะไรมากในตอนนี้ ไม่ทันรู้ตัวก็มีบุคคลที่สองทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเขาทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ และเมื่อเห็นก็ต้องทำเป็นไม่สนใจกับเจ้าของร่างสูงในชุดสุภาพ ในมือถือเสื้อสูทเอาไว้

                                “กลับไปแล้วล่ะ”แทนทัพพูดขึ้นมาบอกเสียงเรียบ จงใจโกหกเพราะไม่อยากให้คนที่ยุ่งอยู่กับงานที่มีมากถูกรบกวนให้เสียสมาธิ เขาดูก็รู้ว่าคุณหมอคนนี้มาเพื่ออะไร

                “อะไรคือกลับไปแล้ว?”

                “คุณผิงกลับไปแล้วครับ”

                “ดะ ได้ยังไงกัน ทำไมถึงไม่เจอ”ประโยคสุดท้ายพึมพำกับตัวเอง

                เลขาหน้าคมยิ้มเล็กๆกับกลอุบายที่ได้ผมเป็นอย่างดีของตน

                                “ไปดื่มกันไหม”นึกอะไรอยู่ไม่รู้แทนทัพถึงได้ออกปากชวนออกไป

                คุณหมอหนุ่มหันมามองใบหน้าคมคายเจ้าของผิวสีแทนแล้วจ้องมองชายหนุ่มผ่านกรอบแว่น

                “ชวนผม”ชี้ไปที่ตัวเองอย่างข้องใจ

                “ใช่ ผมชวนคุณ”

                “ให้ไปนั่งดื่มกับคุณเนี่ยนะ ผมไม่ไปด้วยหรอก พรุ่งนี้บ่ายโมงผมต้องเข้าเวร”

                คำตอบของคุณหมอทำให้แทนทัพผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ยอมแพ้

                “กลัวอะไร”

                “ห่ะ”คุณวุฒิหันมาถามทันทีเมื่อเหมือนกับถูกกล่าวหา

                “กลัวผมใช่ไหม”ยิ้มมุมปากเล็กๆจงใจยั่วโมโห

                แล้วมันก็ใช้ได้ผลกับคุณหมอที่ค่อนข้างจะอารมณ์แปรปรวนง่ายเมื่อถูกคนคนนี้กวนอารมณ์

                “ใครจะกลัว นำไปสิ แต่ผมไม่ได้เอารถมาหรอกนะ”บอกตามตรงเพราะนั่งรถไฟฟ้ามาจนถึงที่นี่ เพราะช่วงที่มีเคสคนไข้ติดพันแบบนี้ทำให้ประหยัดเวลาไปได้เยอะ

                “เดี๋ยวผมเป็นคนขับรถชั่วคราวให้คุณเอง”

 

                คุณวุฒิเองตั้งแต่เรียนจบก็ไม่ได้แตะเครื่องดื่มมึนเมาเลยแม้แต่นิด ทำให้ตอนนี้เมื่อเหล้าเข้าปากส่งผลให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงแทบจะทันทีที่มันออกฤทธิ์

                ตาคู่คมกริบของเลขาหนุ่มจับจ้องคุณหมอที่ตอนนี้นั่งซึมไมไหวติง เอาแต่จ้องมองแก้วเหล้าบนเคาน์เตอร์บาร์นิ่ง

                “แค่นี้ ไม่ไหวแล้วเหรอครับ”จงใจพูดยั่วเพื่อให้อีกฝ่ายไม่พอใจ

                คุณหมอเงยหน้าขึ้นมาจากแก้วเหล้า ทอดสายตามองมาที่ชายหนุ่มก่อนที่ฝ่ามือนุ่นสมกับเป็นคุณหมอจะแตะลงบนแก้มของชายหนุ่มอย่างเบามือ

                “อุตส่าห์ดูแลมาตั้งนาน”คุณวุฒิพึมพำเสียงเบา

                “ดูแลอะไรเหรอครับ”

                “ดูแลผิงมาตั้งนาน จนเรียนจบ แต่ผิงอึก รักคนอื่น”ตัดพ้อด้วยน้ำเสียงขาดหายและอู้อี้

                แทนที่จะเบือนหน้าหนีหรือปัดมืออก แต่แทนทัพกลับชะงักและปล่อยให้ฝ่ามือของคุณวุฒิจับไปมาบนใบหน้า เขาต้องการรู้ว่าคุฒิวุฒิกำลังจะบอกอะไรเขากันแน่

                เพราะสิ่งที่คุณวุฒิกำลังพึมพำออกมานั้นแล้วแล้วแต่เป็นสิ่งที่เขากำลังรู้สึก แต่เลือกที่จะไม่แสดงออกมาและกักเก็บมันเอาไว้ข้างใน เพื่อที่จะอยู่เคียงข้าง แต่สุดท้ายก็ถูกมองข้ามไปจนได้

                คุณหมอตรงหน้าก็คงไม่ต่างกันนัก

                “ผิงไม่หมั้น อึก ไม่ได้เหรอ”ถามทั้งที่คนที่กำลังเอ่ยถึงนั้นไม่อยู่

                “ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็คงจะดี”และคนที่ตอบก็ไม่ใช่คนที่เอ่ยถึง

                แต่เป็นคนที่มีความรู้สึกเหมือนๆกัน และเป็นคนที่หลงรักคนเดียวกัน

 

 

 

                ปิญญ์ชานนท์ยืนเด่นอยู่หน้าประตูโรงเรียนอนุบาลที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขาสักเท่าไร ชายหนุ่มจ้องมองผู้ปรกครองหลายรายที่เริ่มทยอยมารอรับลูกหลานก่อนจะถึงเวลาเลิกเรียน เขาได้ส่งคนมาสังเกตทุกวันเพื่อจะมาดูเวลาว่าพี่เลี้ยงของปลากริมกับสลิ่มจะมารับกี่โมง เพื่อที่จะได้มาก่อนเวลานั้น

                “ผมมารับปลากริมกับสลิ่ม”

                “ทำไมดิฉันไม่เคยเห็นหน้าคุณเลย”คุณครูเวรหน้าห้องนั่งเล่นถามด้วยความสงสัย

                “ผมเป็นพะลุงของเขา”ปิญญ์ชานนท์เกือบจะหลุดปากพูดความจริงออกไป

                “แต่ทางเราคงจะให้ปลากริมกับสลิ่มกับกับคุณไม่ได้หรอกค่ะ โรงเรียนของเรามีกฎ”คำตอบที่ได้รับทำให้ปิญญ์ชานนท์ถอนหายใจ

                “พ่อของเด็กให้ผมมารับแทน ถ้าคุณไม่มั่นใจลองบอกเด็กๆว่าลุงปิญญ์มารับก็ได้ ถ้าเด็กๆรู้จักผมแล้วยอมไปด้วย มันก็น่าจะโอเคใช่ไหมล่ะ คุณคงไม่อยากมีปัญหาเรื่องบกพร่องในหน้าที่ใช่ไหม”

                คิดว่าจะไม่ข่มขู่แต่ก็อดใช้ไม้นี้ไม่ได้

                และไม่นานสองลูกหมูตัวแสบก็เดินออกมา แทนคำตอบที่คุณครูเวรรอคอย คู่แฝดยิ้มกว้างทันทีเมื่อเจอกับคนที่อยากจะเจอ

                “ยุงปินนนน”

                “ยุงปินนนน”

                ร่างจ้ำม่ำพากันกระโดดเข้าหาและโถมตัวเข้าใส่ปิญญ์ชานนท์

                ซึ่งนั่นก็ทำให้ปิญญ์ชานนท์ตัดสินใจได้สักที  เขาเองก็ต้องการเด็กๆไม่แพ้กันกับขนมผิง เขาต้องการท่ะจต่อรองกับขนมผิงเพื่อที่จะได้เจอกับเด็กๆบ้าง นานครั้งก็ยังดี

                “ว่าไง พวกเธอคิดถึงฉันบ้างรึเปล่า”ปิญญ์ชานนท์ก้มตัวลงไปอุ้มสองลูกหมูขึ้นมาทีเดียวพร้อมกันสองคน

                “คิดถึงฮับ คิดถึงยุงปินที่ฉุด”

                “คิดถึงยุงปินมากเยยฮับ”

                “ฉันก็คิดถึงพวกเธอ”ปิญญ์ชานนท์ตอบพลางยิ้ม

                “ยุงปินมายับเหยอฮับ”

                “ใช่ มารับ”ปิญญ์ชานนท์พยักหน้า

                “ดีใจจังเยยฮับ แต่ปะป๊าไม่ให้ไปหายุงปิน”

                “เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้ว” เขารู้ดีว่าขนมผิงไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ลูกๆได้ง่ายๆอยู่แล้ว

                “ยุงปินจะพาไปไหนเหยอฮับ”ปลากริมเอียงคอถามเมื่อรถค่อยๆเคลื่อนตัวออกมาจากหน้าโรงเรียน

                “ไปกินไอศกรีมแบบที่พวกเธอชอบดีไหม”

                “เย้ ไอติมไอติม ยุงปินพาไปกินไอติม”

                “หลิ่มชอบไอติม ยุงปินใจดี”

               

                ปิญญ์ชานนท์พาเด็กๆมาที่ร้านไอศกรีมที่เคยมาด้วยกันกับเด็กๆในครั้งแรก เขายิ้มให้กับใบหน้ากลมที่กำลังตัไอศกรีมเข้าปากอย่างอารมณ์ดี

                “อร่อยไหม”

                “อาหย่อยม๊ากกกกก”

                “อื้อ อาอย่อยที่ฮับยุงปิน”

                คำพูดคำจาน่าเอ็นดูเรียกให้ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหัวทุยๆอย่างเบามือก่อนจะบอกในสิ่งที่คิดเอาไว้

                “ต่อไปนี้ให้พวกเธอเรียกฉันว่าพ่อนะ ตกลงไหม”เขาตัดสินใจบอกออกไป อย่างน้อยเขาก็อยากให้ลูกเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างที่ควรจะเรียกมาตลอด

                “ทำไมอ่า”ลูกหมูคนพี่เงยหน้าถามตาแป๋วอย่างไม่เข้าใจ

                “ถ้าเรียกแบบนั้นปะป๊าจะโกด”สลิ่มบอกพลางทำแก้มป่อง

                “แล้วพวกเธออยากให้ฉันเป็นพ่อไหมล่ะ”

                “อื้อ อยากฮับ”

                “อยากให้ยุงปินเป็นพ่อ”

                สองแฝดพยักหน้า

                “งั้นก็เรียกฉันว่าพ่อ ตกลงไหม”

                “ฮับ ตกยง”

                “อื้อ เยียกพ่อปินก็ได้ฮับ”

                ลูกหมูพากันหัวเราะคิกคักให้กับคำเรียกใหม่ มือป้อมจับช้อนตักไอศกรีมเข้าปากอย่างอารมณ์ดี

                “มานี่ ฉันเช็ดให้”ปิญญ์ชานนท์บอกพลางหยิบทิชชู่เช็ดคราบไอศกรีมที่เลอะอยู่มุมปากให้กับเด็กๆสลับกัน

                ความรู้สึกบางอย่างมันค่อยๆเอ่อล้นอยู่ในหัวใจของเขาทีละเล็กทีละน้อย

                และหลังจากกินไอศกรีมเสร็จ ปิญญ์ชานนท์ก็พาปลากริมกับสลิ่มมาที่บ้านอนันตไพลิน สถานที่ที่ขนมผิงไม่มีวันจะให้เด็กๆเหยียบเข้ามาที่นี่แน่ หากขนมผิงรู้คงจะโกรธเขาน่าดู

                “บ้านพ่อปินฉวยจังฉับ”           

                “อื้อ ฉวยมากเยย”

                ปลากริมกับสลิ่มพากันพูดเสียงเจื้อยแจ้ว มือป้อมจับชายเสื้อของปิญญ์ชานนท์แน่นพลางมองซ้ายมองขวาสำรวจสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

                “แล้วอยากมาอยู่ด้วยกันไหมล่ะ”

                “อยากฮับ”

                “อื้อ อยากอยู่กับปะป๊ากับพ่อปิน อยากอยู่หมดเย๊ย”ลูกหมูพากันพยักหน้าหงึกๆ หัวเราะคิกคักเมื่อกำลังนึกถึงเรื่องสนุก

                “นั่นแกพาเด็กที่ไหนเข้ามาในบ้านกัน!!”เสียงแข็งกร้าวดังขึ้นเมื่อเดินผ่านเข้าไปยังโถงของบ้าน

                อาทิตย์บังคับรถวีลแชร์เข้ามาใกล้ ตาจับจ้องมองเด็กตัวเล็กที่ตอนนี้พากันสองคนหลบอยู่ด้านหลังของลูกชายราวกับกำลังกลัวเขาอยู่ นานมากแล้วที่ลูกชายของเขาไม่ได้พาใครเข้ามาในบ้านเลยแม้แต่เพื่อนสักคน

                ใครเหยอฮับ

                ใบหน้ากลมๆของปลากริมชะโงกหน้าออกมาถามเสียงแผ่ว ตาคู่กลมใสจ้องมองไปยังอาทิตย์ด้วยความเกรงกลัว เพราะคนตรงหน้าทั้งดูน่ากลัวและเสียงดุไปในเวลาเดียวกัน จนต้องพากันเบี่ยงตัวมาหลบอยู่ด้านหลังของปิญญ์ชานนท์มือป้อมพลางจับชายเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แน่น

                พ่อของฉันเองปิญญ์ชานนท์ตอบพลางใช้มือลูบหัวของเด็กๆเบาๆคล้ายจะปลอบไม่ให้กลัวสอง

                การกระทำของชายหนุ่มทำให้ผู้เป็นพ่อแปลกใจ เพราะปกติแล้วคนอย่างลูกชายจะไม่แสดงท่าทีอ่อนโยนกับใครง่ายๆ แต่กับเด็กสองคนนี้กลับทั้งยิ้มและลูบหัวอย่างอ่อนโยน

                ตาคู่ดุของชายสูงวัยจ้องมองไปที่เด็กน้อยทั้งสองเขม็ง จับจ้องมองร่างเล็กๆนั้นไม่วางตา เพราะเมื่อยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าคลับคล้ายคลับคลากับลูกชายของตน มากเสียจนได้กลิ่นทะแม่งๆขึ้นมา

                คะ คุณปู่ใช่ไหมฮับ เยียกคุณปู่ถูกไหมฮับปลากริมเงยหน้าขึ้นมา ช้อนตามองมาที่อาทิตย์

                ต้อเยียกว่าคุณปู่เหยอสลิ่มพึมพำตาม

                “แกอย่าบอกฉันนะว่าเด็กสองคนนี้เป็นลูกแก!!”ในที่สุดอาทิตย์ก็ถามเมื่อทนเก็บความสงสัยต่อไม่ได้แม้สักเสี้ยววินาที

                ใช่ครับ ปลากริมกับสลิ่มเป็นลูกของผมเองปิญญ์ชานนท์ยอมรับเต็มปาก

                เขาตั้งใจเอาไว้แล้วว่าต่อไปนี้จะไม่วิ่งหนีความจริง ไม่ว่าจะด้วยอะไรเขาก็จะไม่ผลักไสไล่ส่งเด็กๆออกไปจากชีวิตอีกเด็ดขาด

                นี่แกกำลังจะบอกฉันว่าแกมีลูกที่โตขนาดนี้โดยที่ฉันคนนี้ไม่เคยรู้อะไรมาก่อนอย่างนั้นรึไง

                ครับ

                แกจะบ้ารึไง ลูกของแกโตขนาดนี้ ทำไมแกถึงไม่เคยบอกฉัน

                ผมเองก็พึ่งรู้ไม่ต่างอะไรจากพ่อนักหรอกปิญญ์ชานนท์ตอบให้ชายชรานิ่งงัน

                แล้วแม่ของเด็กเป็นใครกัน

                เดี๋ยวพ่อก็รู้เอง

                นี่มันเวรกรรมอะไรของฉันกันนะ ถึงได้เจอแต่เรื่องไม่เป็นเรื่องบ่นพลางยกมือขึ้นมากุมขมับ ดวงตาจ้องมองเด็กตัวเล็กรูปล่างจ้ำม่ำทั้งสองไม่วางตา

                พวกเราเป็นลูกของพ่อปินเหยอฮับปลากริมเงยหน้าขึ้นมาถามพลางเกาะชายเสื้อของชยหนุ่มแน่น

                หลิ่มไม่เข้าใจฮับสลิ่มเองก็เอียงคอมองเขาเช่นกัน

                ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกเธอก็เข้าใจเอง อีกไม่นานหรอก

                ถึงแม้ว่ามันจะสายเกินไป แต่เขาก็จะพยายามชดเชยให้กับเวลาที่เสียไป ชดเชยให้กับสิ่งที่ตนเองได้ทำเอาไว้ ต่อให้ต้องดูเหมือนเป็นผู้แพ้ แต่เข้าก็อยากจะเริ่มที่จะทำอะไรเพื่อครอบครัว

                ชื่อแปลกพิลึกอาทิตย์บ่นให้กับชื่อของเด็กๆ

                คนนี้กิมฮับปรากริมยิ้มกว้างส่งไปให้คุณปู่ ยกมือไหว้แล้วก้มตัวลงท่าทางน่าเอ็นดู

                อันนี้น้องหลิ่มสลิ่มไหว้ตามพี่บ้าง ตอนนี้เลิกหลบอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มแล้ว

                คนพี่ชื่อปลากริมส่วนคนน้องชื่อสลิ่มครับปิญญ์ชานนท์กำชับให้อีกทีก่อนจะดันให้เด็กๆเดินเข้าไปใกล้กับอาทิตย์อีก

                งั้นหรอกเหรอ มาใกล้ๆฉันหน่อยสิอาทิตย์กวักมือข้างที่ยังใช้งานได้เรียกให้เด็กๆเอียงคอมองแล้วหันมามองหน้ากัน

                ไปเถอะ พ่อฉันไม่ดุพวกเธอหรอกเขาดันหลังสองแสบให้เดินเข้าหาผู้เป็นพ่อ

                “คุณปู่เป็นพ่อของพ่อปินเหยอฮับ”

                “ใช่ ฉันเป็นพ่อของพ่อพวกเธอเอง”ชายชราเอื้อมมือขึ้นลูบหัวเด็กทั้งสอง

                ทำไมคุณปู่ต้องนั่งรดเข็นฮับ

                ฉันไม่สบายน่ะ

                แล้วคุณปู่เดินเองไม่ได้เหยอฮับคนน้องถามบ้าง เดินเข้าไปเกาะขาของอาทิตย์

                อันที่จริงฉันก็ยังพอเดินได้ แต่ฉันไม่อยากเดิน ก็แค่นั้นตอบไปตามจริงเพราะการนั่งวิลแชร์สะดวกกว่าการที่ต้องใช้ไม้เท่าเดินเป็นร้อยเท่าเมื่อเทียบกับร่างกายครึ่งซึกที่ใช้งานไม่ได้

                แต่กิมชอบเดินนะฮับ ไปได้ทุกที่เยย

                งั้นเหรอ แล้วพวกเธออยากให้ฉันเดินรึเปล่าล่ะ

                ฮับ อยากให้คุณปู่เดินมากกว่าสลิ่มหยักหน้าไปมา ยิ้มจนตาหยีให้กับอาทิตย์

                เป็นสิ่งที่ไม่ทันตั้งตัวเมื่อจู่ๆก็ได้รู้ว่าตัวเองมีหลานถึงสองคนที่โตขนาดนี้แล้ว กริยาช่างจ้อทำให้อาทิตย์เผลอยิ้มให้กับบทสนทนาน่าเอ็นดูและคำถามมากมายที่เด็กๆสรรหามาถามเขาไม่หยุดหย่อน

                ปิญญ์แกไปบอกให้แม่บ้านเอาขนมไปให้ชั้นที่สวนที ชั้นอยากจะไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้านสักหน่อย

                เหมือนจะเผลอไผลหลงคารมกับสองลูกหมูที่หลอกล่อให้อาทิตย์เป็นพวกเห่อหลานได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง รอยยิ้มที่ปิญญ์ชานนท์ไม่เคยเห็นประดับอยู่บนใบหน้าของบิดานับตั้งแต่ป่วยกลับคืนมาอีกครั้ง

                ครับๆปิญญ์ชานนท์ส่ายหน้าเล็กน้อย

                แทนที่เขาจะได้ใช้เวลาอยู่กับลูกเพื่อชดเชยเวลาส่วนที่ขาดหาย ดูเหมือนว่าจะโดนแย่งเวลาไปซะแล้ว ไม่คิดว่าพ่อของเขาจะเปิดใจยอมรับใครง่ายๆ ทุกอย่างมันเหนือความคาดหมายเมื่อพ่อของเขากลับหลงหลานๆซะยิ่งกว่าอะไร  จากที่ไม่ค่อยยอมเดินไม่ยอมทำกายภาพบำบัด พอเด็กๆเข้ามาไม่ถึงชั่วโมงกลับจับมือกันถือไม้เท้าเดินไปที่สวนหลังบ้านโดยมีพยาบาลส่วนตัวดูแลอยู่ไม่ห่าง

                ปิญญ์ชานนท์ทิ้งกายลงบนเก้าอี้ในสวน จับจ้องมองผู้เป็นพ่อกำลังยิ้มให้กับเด็กๆอย่างมีความสุข บางทีนี่อาจจะเป็นสัญญาณที่ดี

                เงินทองที่เขาและพ่อทุ่มเทมัน ทำให้เขาเริ่มคิดได้ว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่ต้องการ

                ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความไม่กี่ประโยคแล้วส่งไปยังเบอร์ที่เขาไม่ได้ติดต่อมาร่วมสี่เดือน

 

               

 

                แม่ คนนั้นใครเหรอ

            คนนั้นน่ะเหรอ คุณปิญญ์ลูกชายคุณอาทิตย์ เพิ่งจบมาใหม่ๆ กำลังจะเข้ามาเรียนรู้งานต่อจากพ่อเขาน่ะ

            ดูน่ากลัวนะครับบอกไปอย่างนั้นแต่ก็มองตามอีกฝ่ายไม่วางตา

            เรือนกายสูงใหญ่ดูสง่ารับกับใบหน้านิ่งเฉยดูน่าเกรงขามทั้งที่ยังอายุไม่เยอะเลยด้วยซ้ำ สมแล้วที่เป็นลูกเจ้าของบริษัท

            แม่ เดี๋ยวผิงไปห้องน้ำก่อนนะ

            อย่าเดินไปทั่วล่ะ เดี๋ยวจะไปเกะกะใครเขาเข้าลำดวนเตือน

            ครับๆพยักหน้าตอบรับ

            ทั้งที่สายตาจดจ้องริมทางเดินที่เป็นทางไปห้องน้ำ อยากจะไปดูใกล้ๆว่าคนอะไรทำไมถึงได้ดูน่ากลัว ทั้งที่อายุมากกว่าเขาแค่ไม่กี่ปีแต่ก็ทำตัวเหมือนคนอายุมาก ถึงอย่างนั้นก็ดูน่ามองยังไงไม่รู้ จึงได้เดินตามเข้ามาในห้องน้ำแบบนี้

            ขนมผิงล้างมือ ตาจ้องมองเงาสะท้อนของกระจกห้องน้ำ แต่ตาคู่สวยนั้นซุกซนไม่ได้จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองแต่อย่างใด

            หากแต่กำลังจับจ้องเงาสะท้อนของร่างสูงใหญ่ที่กำลังล้างมืออยู่ข้างๆ แม้แต่ตอนล้างมือยังดูน่ากลัว

            ขนมผิงถอนหายใจเมื่ออีกฝ่ายเดินออกไปจากห้องน้ำ ถ้าหากถูกตาคู่ดุดันขนาดนั้นจ้องเอาจะรู้สึกยังไงนะ

            คงจะรู้สึกกลัวจนทำตัวไม่ถูกล่ะมั้ง

            ขนมผิงไหวไหล่ ในช่วงที่กำลังจะก้าวเดินออกจากห้องน้ำเพื่อกลับไปหาผู้เป็นมารดา สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับกระเป๋าเงินสีดำเงานอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น พอเปิดขึ้นมาใบหน้าที่ปรากฏบนบัตรประชาชนทำเอาอมยิ้ม ในบัตรประชาชนกับตัวจริงไม่เหมือนกันสักนิด

            ขนมผิงเดินออกมา กลับไปหามารดาของตนเพื่อถามหาเจ้าของกระเป๋าเงินใบนี้

            แม่ คนเมื่อกี้ คุณ เอ่อ คุณปิญญ์ใช่ไหม เขาไปไหนแล้ว

            น่าจะกลับแล้วนะ เมื่อกี้ผิงไม่เห็นเหรอ

            งั้นผิงไปก่อนนะแม่ อย่ากลับบ้านดึกล่ะขนมผิงยิ้มโบกมือลาและรีบเดินออกมา

            เห็นประตูลิฟท์กำลังจะปิดลงและใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่เขาคิดว่าน่ากลัวปรากฏอยู่ตรงหน้า

            รอด้วยครับ รอด้วย อย่าพึ่งไปขนมผิงออกวิ่งทันทีเมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังจะไปไม่ทันลิฟท์

            คล้ายกับคนในลิฟท์จะใช้เวลาคิดอยู่เล็กน้อยก่อนจำกดเปิดประตูให้

            ขอบคุณครับหอบจนตัวโยนเพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แค่วิ่งระยะสั้นๆก็ทำเอาหอบไม่ใช่เล่น

            ขนมผิงยืนขนาบข้างกับปิญญ์ชานนท์ ปรายตามองลาดไหล่กว้างของอีกฝ่ายแล้วเปรียบเทียบด้วยสายตา

            คนคนนี้สูงกว่าเขาตั้งเยอะ ถ้าเขาอายุมากกว่านี้จะสูงเท่านี้ไหมนะ

            ไม่รู้ว่าคนคนนี้เป็นคนแบบไหนกัน แม้แต่ยืนรอลิฟท์ลงชั้นล่างยังยืนนิ่งทำมาดขรึมอยู่ได้ แทนที่จะยื่นกระเป๋าคืนให้ก็เปลี่ยนใจ อยากจะรู้ว่าเสียงของอีกฝ่ายเป็นยังไงกัน

            จะน่ากลัวเหมือนหน้าตารึเปล่า? ขนมผิงเอียงคอมอง

            ผมชื่อผิง คุณชื่ออะไรเหรอครับ ช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมถามออกไปพร้อมกับยิ้ม

            อีกฝ่ายนิ่งอยู่พักใหญ่ทำให้ขนมผิงยิ้มเก้อขมวดคิ้วเล็กๆ เมื่อรู้สึกกดดัน

            ทำไมฉันต้องบอกนายน้ำเสียงห้วนก้องกังวานทำเอาขนลุก

            เสียงก็น่ากลัวเหมือนหน้าตาไม่มีผิด

            นะครับบอกผมหน่อยฉีกยิ้มกว้างให้ หวังจะได้รอยยิ้มกลับคืน แต่ก็เปล่า

            นายจะรู้ไปทำไม

            นะครับ บอกผมหน่อย ผมอยากรู้ชื่อคุณ

            “ปิญญ์ชานนท์”อีกฝ่ายตอบ ใบหน้าแดงเล็กๆทำให้ขนมผิงแปลกใจหรือว่าอากาศในนี้จะร้อนแต่ก็ไม่นี่

            แล้วนามสกุลล่ะครับ

            อนันตไพลิน

            ขนมผิงฉีกยิ้มกว้างให้กับคนแปลกตรงหน้าที่เอาแต่ทำตัวขรึมก่อนจะดึงมือของเจ้าตัวเข้ามาหาแล้ววางเจ้ากระเป๋าเงินเจ้าปัญหายัดใส่มือของอีกฝ่าย

            ไปก่อนนะครับ ผมมีนัดกับเพื่อ เดี๋ยวจะไม่ทันเอา

            โบกมือลา ไม่ลืมที่จะส่งยิ้มกับคนน่ากลัวก่อนจะสาวเท้าออกจากลิฟท์

            คนอะไรเอาแต่ทำท่าน่ากลัวแปลกคนจริงๆ แต่ก็ดูน่ามองไปอีกแบบ เหมือนมองแล้วถูกดึงดูดสายตาให้ละไปไหนไม่ได้ยังไงไม่รู้

 

            แต่นั่นมันก็เป็นเพียงภาพแค่อดีต อดีตที่เขาเผลอมองคนอื่นเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก

                เสียงข้อความเข้าทำให้ขนมผิงละจากแฟ้มงานหลายสิบเล่มที่กองอยู่บนโต๊ะแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู

                พลันอารมณ์ที่นิ่งสงบก่อนหน้าก็ถูกแทนที่ด้วยความเกรี้ยวกราดเมื่อมองเห็นข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ

                ลูกอยู่กับฉันที่บ้าน มาคนเดียวล่ะ ฉันอยากจะต่อรองกับนาย

                อีกแล้วที่ปิญญ์ชานนท์ขโมยลูกของเขาไป ต่อให้เขายิ่งเก็บซ่อนลูกเอาไว้มากแค่ไหน คนอย่างปิญญ์ชานนท์ก็เอาลูกเขาไปจนได้

                ขนมผิงรีบกดโทรศัพท์ด้วยความร้อนรน เรื่องลูกเป็นเรื่องเดียวเท่านั้นที่เขายอมไม่ได้เด็ดขาด

                คุณถือดียังไงถึงขโมยลูกผมไป

                ปลากริมกับสลิ่มเป็นลูกของฉันเหมือนกันปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

                ผมจะแจ้งตำรวจ

                ก็เอาสิ ฉันคิดว่าถ้าเรื่องถึงขั้นขึ้นศาล นายอาจจะเสียลูกให้กับฉันก็ได้

                “ไม่มีทาง คุณก็รู้ว่าเรื่องมันไม่ง่ายคุณปิญญ์ เด็กสองคนนั้นไม่ได้ถือสัญชาติไทย”

                ปลากริมและสลิ่มได้รับสิทธิพิเศษจากสถานทูตให้สามารถถือสัญชาติอังกฤษเพราะเป็นเด็กที่เกิดจากผู้ชาย เขาได้ทำสัญญากับสถานทูตยอมให้ตัวเองเป็นกรณีศึกษาเป็นเวลาสองปีหลังจากเด็กๆคลอด เพื่อปกป้องเด็กๆ หากมีการฟ้องเพื่อเรียกร้องสิทธิจะต้องเป็นเรื่องวุ่นวายมันจะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น โดยที่เงินไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆเหมือนกับที่คนอย่างปิญญ์ชานนท์เคยทำมาตลอด

                เรื่องนั้นฉันรู้ดี แต่ฉันเองก็อยากทำหน้าที่ของพ่อ อยากได้เด็กๆมาอยู่ด้วย นายก็รู้

                คุณคิดอะไรอยู่กันแน่ ทั้งที่…”ทั้งที่ตัวเองเป็นคนผลักไสไล่ส่งเขากับเด็กๆ

                ยังไม่ทันจะพูดจบปลายสายก็ถูกตัดไปซะก่อน ขนมผิงจ้องมองหน้าจอด้วยความเจ็บใจ ตอนนี้ใจของเขากำลังร้อนรุ่มราวกับน้ำมันถูกจุดด้วยไฟ ความคิดมีแต่เรื่องลูกอยู่เต็มไปหมด ไม่เข้าใจเลยว่าปิญญ์ชานนท์ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร

                คุณจะไปไหนครับคุณผิง จะกลับแล้วเหรอครับ

                วันนี้ผมจะกลับแล้ว ฝากคุณดูเอกสารที่ผมเซ็นอนุมัติด้วยล่ะ

                “แต่คุณมีนัดทานข้าวเย็นและคุยงานกับคุณอิงอร นัดนี้สำคัญมากนะครับ จะยกเลิกไม่ได้ อีกอย่างเอกสารที่อยู่บนโต๊ะเป็นเอกสารที่ผมเลือกเอาไว้แล้วว่าคุณต้องเซ็นภายในวันนี้”

                “อะ อะไรกัน”ขนมผิงพึมพำ ร่างกายราวกับจะหมดแรงเอาซะดื้อๆเมื่อได้ฟังคำพูดของเลขาคนสนิท

                นี่ฟ้าลงโทษเขาอยู่รึยังไงกัน ทั้งที่อยากจะไปตามเอาลูกคืนมาใจจะขาดแต่กลับต้องรอทำงานที่มีอยู่ท่วมหัวให้เสร็จ

                 “คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ”แทนทัพแตะแขนของขนมผิงเบาๆด้วยความเป็นห่วงเมื่อใบหน้าของขนมผิงซีดเผือดลง

                “ไม่ ผมไม่เป็นไร ให้แม่บ้านเอากาแฟมาให้ผมด้วย”พยายามตั้งสติเหมือนกับทุกทีเพื่อไม่ให้อารมณ์โกรธเข้าครอบงำ

                “แต่วันนี้คุณดื่มกาแฟไปสามแก้วแล้วนะครับ”แทนทัพแย้ง

                “ผมไม่เป็นไร สั่งให้แม่บ้านเอามาเถอะ”ขนมผิงตัดบทแล้วปิดประตูห้องทำงานลงอีกครั้ง

                ร่างสูงโปร่งทิ้งตัวลงบนเก้าอี้บุนวมราคาแพง ยกมือขึ้นกุมขมับแล้วนวดไปมาเบาๆ

                ทั้งที่เป็นผู้ชนะ แต่ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้สึกว่ากำลังชนะเลยสักครั้ง?

 

 

 

                “ผมว่าคุณน่าจะรอให้คุณสันขับรถมารับนะครับ หรือไม่ก็ให้พนักงานเอาร่มมาให้คุณก็ได้ ไม่งั้นคุณจะเปียกเอาได้นะครับ”

                “ไม่เป็นไร ผมไม่อยากรอ”

                “แต่ผมไม่เห็นด้วย คุณไม่ได้พักผ่อนมาหลายวัน คุณอาจจะไม่สบาย”

                “นั่นไม่ใช่ปัญหา”

                “ถึงอย่านั้นผมก็อยากให้คุณรอ เดี๋ยวผมจะไปบอกพนักงานให้เอาร่มมาให้”

                “ผมรอไม่ได้”

                เพราะเขาแทบจะไม่ไหวแล้ว กว่าจะจบนัดทานข้าวเย็นกับลูกค้าเสร็จเวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมง นาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มเศษๆ ฝนที่เริ่มตกปรอยๆในตอนแรกตอนนี้กำลังตกหนักจนเนื้อตัวเปียกปอนไปหมด แต่เขาก็ไม่สนใจเสียงห้ามของแทนทัพ กลับวิ่งผ่านสายฝนไปยังรถของตัวเองและขับรถออกไปด้วยตัวคนเดียว ต่างจากทุกครั้งที่มีการ์ดคอยขับรถให้

 

 

 

                นาฬิกาบอกเวลาจะสามทุ่มแล้ว แต่ก็ยังไร้วี่แววของขนมผิง ชายหนุ่มจ้องมองรายการทีวีโดยที่ไม่ได้สนใจว่ารายการจะดำเนินต่อไปอย่างไร ตอนนี้เขากำลังแปลกใจที่ขนมผิงมาช้ากว่าที่เขาคิด  เขาฝากเด็กๆไว้กับผู้เป็นพ่อและบุรุษพยาบาลที่มาดูแลพ่อของเขาในกะดึก แล้วออกนั่งรออีกฝ่ายอยู่ในห้องรับแขก

                แสงไฟในบ้านที่เปิดเอาไว้เพียงไม่กี่ดวงส่องให้เห็นเสี้ยวหน้าที่ดูกังวลของชายหนุ่ม เขายังคงกังวลและสงสัยว่าทำไมคนที่หวงลูกอย่างขนมผิงถึงยังไม่มา เพราะสำหรับขนมผิงแล้ว ลูกคือสิ่งเดียวที่เป็นจุดอ่อน สิ่งเดียวที่เขาจะทำให้ขนมผิงยอมให้กับเขาได้

                เสียงฝนด้านนอกเริ่มตกหนักขึ้นทุกที ชายหนุ่มไม่อยากจะยอมรับเลยว่าเขารู้สึกเป็นห่วงขนมผิง

                สุดท้ายเข็มสั้นของนาฬิกาตกอยู่ระหว่างเลขเก้าและเลขสิบ รถยนต์คันสีดำสนิทก็มาจอดเทียบประตูบ้าน ขนมผิงที่ลงมาจากรถในสภาพเปียกปอน ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจนเขาอดที่จะแปลกใจกับสภาพแบบนั้นของขนมผิงไม่ได้

                “ลูกลูกของผมอยู่ไหน”ถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวแต่ก็สั่นพร่าในเวลาเดียวกัน

                “นายตัวเปียก น่าจะเช็ดตัวให้แห้งก่อน”ปิญญ์ชานนท์ตอบก่อนจะทำท่าเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่อยู่บนห้อง

                “ผมไม่อยากเสียเวลา”

                “แต่ฉันอยากจะคุยกับนาย”

                “ผมจะไม่คุยอะไรกับคุณ นอกซะจากเรื่องที่คุณจะยอมขายหุ้นที่อยู่ในมือคุณ”ขนมผิงเชิดหน้าเล็กน้อย จ้องมองปิญญ์ชานนท์ด้วยท่าทางไม่พอใจ

                “ฉันอยากจะตกลงเรื่องลูก แต่ก่อนอื่นนายน่าจะเช็ดตัวให้แห้งก่อน”เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามไม่ใส่ใจกับท่าทีก้าวร้าวแบบนั้นของขนมผิง

                “ลูกของผมอยู่ที่ไหน ผมไม่อยากให้ลูกของผมอยู่ที่นี่นานนักหรอกนะคุณก็น่าจะรู้ดี”

                ขนมผิงยังคงถามหาแต่ลูกเช่นเคย ทว่าปิญญ์ชานนท์กลับไม่สนใจและเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน

                “ตามมาสิ”

                เพราะเขารู้ว่าขนมผิงจะต้องตามเขาขึ้นมาอย่างแน่นอน

                “ผมจะไม่อดทนกับคุณนานนะครับคุณปิญญ์”ขนมผิงพยายามข่มอารมณ์ยามที่เดินตามปิญญ์ชานนท์ขึ้นมายังชั้นบน

                “นั่นฉันรู้ดี เข้าไปสิ””

                ปิญญ์ชานนท์เปิดประตูห้องนอนก่อนจะบ่ายหน้าให้ขนมผิงเดินเข้าไปข้างใน ทว่าพอขนมผิงเข้ามาด้านในเด็กๆกลับไม่ได้อยู่ในห้องหรือนอนอยู่บนเตียงอย่างที่คิดเอาไว้ พอหันไปดวงตาแข็งกร้าวก็กระตุกวูบ

                ปิญญ์ชานนท์ยืนขวางประตูแล้วกดล็อกลงอย่างย่ามใจ

                “คุณเอาเด็กๆไปซ่อนไว้ที่ไหนกันแน่ ผมไม่ได้มีเวลาว่างมาเล่นกับคุณ”

                “ฉันรู้ว่างานของนายมันเยอะมากแค่ไหนขนมผิง แต่ฉันก็ยังอยากที่จะตกลงกับนายเรื่องลูกของเรา”

                “ลูกของผม!! ไม่ใช่ของเรา”

                “นั่นนายรู้แก่ใจดี”

                “คุณไม่คิดว่ามันจะสายเกินไปรึไง ที่คุณจะมาเรียกร้องสิทธิเอาตอนนี้ ในเมื่อคุณเองที่เป็นคนผลักไสผมกับลูกออกไปจากชีวิต”ขนมผิงพูดอย่างเหลืออด

                คนตรงหน้าช่างหน้าด้านหน้าทนเสียจริง ทั้งที่เป็นคนไล่เขากับลูกออกไปจากชีวิต แต่ตอนนี้กลับจะมาแย่งลูกไปจากเขา มันจะไม่มากไปหน่อยรึยังไง

                “ฉัน”ปิญญ์ชานนท์นิ่งเงียบความความผิดพลาดของตนในอตีด

                “เลิกยุ่งกับผมและลูกสักที”ทั้งที่พยายามเข้มแข็งแต่พอเป็นเรื่องนี้ทุกอย่างกลับพังทลายลงทุกที

                “ฉันรู้ แต่ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้เด็กๆต้องมีพ่อ”

                “หึ พ่ออย่างงั้นเหรอ ผมนี่ไงที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้เด็กๆมาตลอด”

                “นายก็รู้ว่ายังไงมันก็เป็นไปไม่ได้ นายเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันไม่ได้หรอก ขนมผิง”ปิญญ์ชานนท์แตะลงที่ต้นแขนของขนมผิงอย่างเบามือ

                เขากำลังลดตัวลงมาเป็นผู้แพ้และยอมอ้อนวอน ยอมรับกับสิ่งที่ขนมผิงกำลังทำเพื่อกดให้เขาจมลงเบื้องล่าง

                ขนมผิงปัดมือที่แตะลงมาบนต้นแขนออกในทันที ดวงตาแข็งกร้าวแดงก่ำและสั่นระริกไปในเวลาเดียวกัน

                “ถ้าคุณไม่ยอมคืนลูกมาให้ผมภายในนาทีนี้ ผมจะแจ้งตำรวจ คนที่กำลังจะจวนตัวอย่างคุณคงไม่อยากมีเรื่องไม่ดีติดตัวใช่ไหมล่ะ”ขนมผิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเตรียมกดเบอร์

                “พอถึงตอนนั้นทุกคนก็จะรู้กันหมดว่านายกับฉันมีลูกด้วยกัน เราจะเสียกันทั้งสองคน”ปิญญ์ชานนท์ดึงมือขนมผิงเอาไว้

                นั่นเป็นความจริง หากข่าวแพร่งพรายออกไปถึงเรื่องการฟ้องร้องและเรื่องที่เขามีลูก มันอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ที่ไม่ใช่แค่กับปิญญ์ชานนท์แต่มันหมายถึงเขากับครอบครัวด้วย ขนมผิงลดยอมมือลงในที่สุด สมองอื้ออึงไปหมดจนคิดอะไรไม่ออก มีแต่เรื่องลูกเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ในความคิด

                “ถอยไป ถ้าคุณไม่บอกไม่เป็นไร ผมจะไปตามหาลูกของผมเอง คุณแย่งลูกจากผมไม่ได้หรอก ยังไงลูกก็ต้องเลือกผมอยู่ดี”ขนมผิงผลักอกของชายหนุ่มให้ถอยออกจากหน้าประตู

                ปิญญ์ชนนท์ถอนหายใจออกมาราวกับเหนื่อยใจ ขนมผิงยังคงดื้อรั้นไม่ยอมเขาอีกเช่นเคย เขาไม่ต้องการที่จะแย่งปลากริมกับสลิ่ม แต่เขาต้องการที่จะทำหน้าที่ในฐานะพ่อที่เขาบกพร่องมาตลอดสี่ปีต่างหาก

                ทว่าขนมผิงก้าวไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเหมือนโลกทั้งใบมันกำลังหมุนคว้าง ร่างกายเบาเหมือนเป็นอากาศในชั่วพริบตา ภาพตรงหน้าจู่ๆก็เบอลจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร รู้ตัวอีกทีทุกอย่างก็กลายเป็นสีดำมืด

                ก่อนที่จะล้มลงไปสู่อ้อมแขนแข็งแรงที่รับเอาไว้ได้ทันท่วงที

 

               

               

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น