saimai

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 สืบเสาะตามหา (70%)

ชื่อตอน : บทที่ 3 สืบเสาะตามหา (70%)

คำค้น : สายไหม, ความรัก, หวานซึ้ง, โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 70

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 มิ.ย. 2563 09:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 สืบเสาะตามหา (70%)
แบบอักษร

อักษราภัคตื่นขึ้นมาในเช้าวันต่อไปด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง ยังรู้สึกน้อยใจคำพูดของบิดาเมื่อคืนไม่หาย แต่ก็ฝืนทำตัวไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อาบน้ำแต่งตัวเดินทางไปสอนหนังสือที่ภาคประวัติศาสตร์โบราณคดีไปตามปกติ และก็อยู่จัดการงานกับเพื่อนร่วมงานจนถึงเวลาเกือบเย็น ก่อนที่จะเดินตรงไปที่รถเพื่อขับกลับบ้าน แต่แล้วอยู่ดีๆ อักษราภัคก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งมายืนจ้องที่ด้านหลัง เมื่อหันกลับไปก็เห็นผู้ชายรูปร่าง สูงใหญ่คนหนึ่งยืนอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลออกไปจากจุดที่เธอจอดรถอยู่ แต่เขาไม่ได้อยู่ใกล้อย่างที่เธอคิดเลย หรือว่าเธอจะฟุ้งซ่านไปเอง

       หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปในรถแล้วขับออกไปตามปกติ ยิ่งขับก็ยิ่งมีความรู้สึกว่ามีคนขับรถตามหลังมาติดๆ แต่เมื่อมองไปที่กระจกรถก็ไม่เห็น จนทำให้ทำไปทำมาอักษราภัคคิดว่าตัวเองตาฝาดไปเอง

       เสียงโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวดังขึ้นทำให้เธอตัดสินใจขับรถเลี้ยวไปจอดข้างทางแล้วกดรับโทรศัพท์เพราะไม่อยากขับไปคุยโทรศัพท์ไปเนื่องจากทราบดีว่าตัวเองจะเสียสมาธิ

       “อักษราภัคพูดสายค่ะ”

       “ภัคเหรอ แกอยู่ไหนเนี่ย? ฉันมีอะไรจะให้ดู”

       “อะไรเหรอ รีบหรือเปล่า?” อักษราภัคยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู จริงๆ แล้วก็เพิ่งจะเย็นเท่านั้นยังไม่ค่ำดึกดื่นอะไร ถ้าเธอแวะไปหาเพื่อนหน่อยคงจะไม่มากไปนัก อีกอย่างหนึ่งถึงรีบกลับไปบ้านก็ไม่มีใครรออยู่แล้วยกเว้นจันทร์และเด็กในบ้าน

       “ไม่รีบ แต่อยากให้ดูวันนี้ ฉันว่าแกต้องชอบเชื่อฉันสิภัค แกมาเลยถ้าไม่มีอะไรทำมาที่บ้านของฉัน ยังจำได้ใช่มั้ย มาถูกหรือเปล่า หรือว่าจะต้องให้ฉันไปรับ?” เสียงของเพื่อนสาวดังใสแจ๋วกลับมาด้วยความตื่นเต้น

       “ไม่เป็นไรคิดว่าไปถูก ถ้าหลงจะโทรไปหา ขับไปขับมาเสียเวลาเปล่าๆ” อักษราภัคตัดสินใจ จะว่าไปแล้วเธอจำทางได้เป็นอย่างดีเพราะไปที่บ้านของเพื่อนรักคนนี้บ่อยมากโดยเฉพาะเวลาที่ไม่สบายใจหรือไม่เข้าใจในพฤติกรรมของดนัย อักษราภัคก็ได้เพื่อนสนิทคนนี้คอยปลอบใจอยู่เสมอ อีกอย่างหนึ่งก็คือบ้านของเพื่อนเธอคนนี้ตั้งอยู่บริเวณรอบนอกของกรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นเรือนไทยประยุกต์ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เรือนไทยดั้งเดิม แต่ก็ให้ความรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด เธอเป็นคนชอบของเก่า ชอบศึกษาวัฒนธรรมและประเพณีเก่าๆ ไปหมดทุกอย่าง

       “มาแล้วเหรอ เข้ามาเลยคุณยายบ่นคิดถึงรู้เปล่า ตั้งแต่กลับมาจากเมืองนอกยังไม่ได้เจอกันเลย เรื่องราวทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหรือยัง? วันนั้นโทษทีนะไปรับที่สนามบินไม่ได้จริงๆ เพราะต้องไปเจรจาคุยเรื่องธุรกิจนัดเขาเอาไว้แล้วจะเลื่อนนัดอีกก็ไม่ได้ เพราะต่างคนต่างเลื่อนกันไปมาหลายรอบถ้าขืนเลื่อนอีกครั้งเขาจะต้องว่าแน่” บุษกรรีบอธิบายไม่อยากให้อักษราภัคคิดว่าเธอไม่เอาใจใส่และไม่ใยดีเพื่อนรักคนนี้อีกต่อไป

       “เข้าใจจ้ะไม่โกรธหรอก รู้ว่าแกมีงานเยอะแยะที่จะต้องทำ คิดถึงเหมือนกันทั้งคุณยายทั้งแกเลย แต่ว่าช่วงนี้มันกำลังยุ่งๆ เลยยังไม่ได้มาเยี่ยมสักที แล้วนี่คุณยายอยู่ที่ไหน?” อักษราภัครู้สึกดีขึ้นมาทันทีทั้งที่ยืนอยู่แค่ที่หน้าบ้านเท่านั้น เธอทราบดีว่าที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่เธอไปแล้วรู้สึกว่าตัวเองสบายและเป็นสุขใจ

       “ดีที่ไม่คิดมาก ขึ้นบ้านเร็วคุณยายทำขนมไว้ให้ ท่านรู้ว่าฉันชวนแกให้มาที่บ้านวันนี้” บุษกรฉุดแขนของเพื่อนรักควงกันเข้าไปข้างใน

       หญิงสาวทั้งสองคนทำความเคารพคุณยายที่ยังแต่งตัวทันสมัยไม่ต่างอะไรกับสาวๆ ซึ่งท่านก็รับไหว้ทั้งคู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสอย่างคนที่เต็มไปด้วยความสุข

       “ว่าอย่างไรหนูภัคเป็นไงบ้าง สองคนนี้มาด้วยกันแบบนี้คงไม่พ้นเรื่องของเก่าอีกล่ะสิ” ผู้สูงวัยเอ่ยดักคอ เธอเคยสัพยอกทั้งสองคนไปหลายครั้งแล้วว่าช่างตลกเสียจริงที่คนมีอายุอย่างเธอสนใจเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ต่างๆ แต่สองสาวรุ่นหลานกลับหลงใหลในเรื่องของประวัติศาสตร์และวัตถุโบราณ

       “ใช่แล้วค่ะคุณยาย ว่าแต่คุณยายแต่งตัวจะไปงานเลี้ยงข้างนอกเหรอคะ?” บุษกรโผเข้าไปกอดคุณยายของเธอด้วยความรัก ตั้งแต่บิดากับมารดาเสียไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอก็ไม่เหลือญาติคนไหนอีกแล้วนอกจากคุณยายที่น่ารักท่านนี้ที่เลี้ยงดูเธอมาเป็นอย่างดีไม่เคยทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยที่ไม่มีพ่อแม่เหมือนเด็กคนอื่น

       “ถูกแล้วละงานเลี้ยงสังสรรค์นักการเมืองท้องถิ่นรับตำแหน่งไม่ไปเดี๋ยวเขาก็จะหาว่าไม่ให้เกียรติกัน ยายไปก่อนดีกว่าปล่อยให้สาวน้อยทั้งสองได้คุยกันตามสบาย”

       อักษราภัคกับบุษกรยืนโบกมือลาส่งคุณยายไปที่รถก่อนที่ท่านจะขับออกไปด้วยตนเอง ซึ่งเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วถึงคุณยายจะมีอายุไม่น้อยแต่เธอก็ยังกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วถึงขนาดที่สาวบางคนอายเลยทีเดียว

       “มีอะไรจะให้ดูเหรอบัว?” อักษราภัคเอ่ยถามขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพังสองคน

       “ตามฉันมาเลยแก มีอะไรจะอวด” บุษกรฉุดกระชากลากเพื่อนสนิทจนอักษราภัคเกือบหัวทิ่มหัวตำ ก่อนที่จะมาหยุดยืนอยู่ที่หน้ากล่องหรือหีบอะไรบางอย่างที่มีลวดลายสวยงามเหลือที่จะกล่าว 

       “หีบอะไรทำไมสวยจัง?” อักษราภัคเดินเข้าไปหาทันทีเหมือนถูกมนตร์ดึงดูดเข้าไป ยื่นมือออกไปลูบคลำหีบตรงหน้าด้วยสายตาเป็นประกายระยิบระยับ

       “ไม่รู้มีอะไรอยู่ข้างในบ้าง เพราะว่าฉันเปิดไม่ได้แก” บุษกรนั่งลงไปบนเก้าอี้ยกมือขึ้นมาเท้าคางเงยหน้าขึ้นสบตากับเพื่อนรักตาแป๋ว

       “อ้าวทำไมบัวถึงเปิดไม่ได้ล่ะ คนขายเขาไม่ได้ให้กุญแจมาเหรอ หรือว่ามันมีวิธีเปิดแบบอื่น?” คิ้วบางเรียวสวยของอักษราภัคเลิกขึ้นด้วยความสงสัย หยิบหีบที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาพิจารณาดูโดยรอบก็เห็นว่าเธอเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเปิดหีบนี้ได้อย่างไร?

       “ไม่ได้ซื้อมาหรอก เขาให้มา ซื้ออย่างอื่นแล้วอยู่ดีๆ เขาก็แถมมาให้ในของที่เอามาส่ง ตอนแรกก็นึกว่าเขาให้มาเกินแบบไม่ได้ตั้งใจ ก็เลยเอาไปคืนให้เขา แต่เขาบอกว่าให้แถมยังพูดแปลกๆ ด้วยนะ”

       “เขาพูดว่าอะไรเหรอ?” อักษราภัคนั่งลงไปข้างๆ บุษกรแต่ยังคงถือหีบไว้แน่นลูบไล้เบาๆ ในขณะที่สบตาเพื่อนรักรอคอยคำตอบด้วยใจจดจ่อ

       “เขาบอกกับฉันว่า ช่วยเอาไปให้คนที่เป็นเจ้าของที”

       “อ้าวแล้วบัวจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นเจ้าของ เขาได้มาจากไหนล่ะ ทำไมไม่เอาไปคืนคนนั้นหรือไปสืบเอาจากตรงนั้น” อักษราภัคซักต่อด้วยความสงสัย 

       “ไม่รู้สิ ฉันก็ย้อนถามเขาไปแบบนั้นเหมือนกัน แกก็รู้ว่าปากฉันตรงและคมขนาดไหนยิ่งกว่ากรรไกร” 

       “แล้วเขาไม่พูดอะไรตอบกลับมาเลยหรือ อธิบายอะไรบ้างไหม?”

       “เขาบอกว่าใครที่เปิดหีบได้คนนั้นก็คือเจ้าของ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีวาสนา”

 

 

 

 

Copyright © All rights reserved. ห้ามคัดลอกดัดแปลงเนื้อหาในนิยายเรื่องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานและบ้านเลิฟ การ์เด้นนะคะ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 

ผลงานอีบุ๊กของไหมทุกเรื่องดาวน์โหลดที่ meb ได้เลยค่ะ  

ความคิดเห็น