Stoprain
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

✾ Sir.Rome — Characters & One , สิบห้าปีหวนคืน {100 pc.}

ชื่อตอน : ✾ Sir.Rome — Characters & One , สิบห้าปีหวนคืน {100 pc.}

คำค้น : เซอร์โรม

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2563 23:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
✾ Sir.Rome — Characters & One , สิบห้าปีหวนคืน {100 pc.}
แบบอักษร

✾ Sir.Rome เซอร์โรม 

S T O P R A I N 

 

— Characters — 

ชี้แจง * รูปภาพทุกรูป / นามสกุลทุกนามสกุล 

ใช้ในนิยายเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลจริง 

โรม , นายรณิณทร์ ดำรงสกุล 

ตำรวจนักสืบ ไอคิว 145 

รู้จักในนาม 'เซอร์โรม' / ในวงการ 'เชอร์ล็อกโรม' 

ลูกชายคนโตตระกูลตำรวจรวยติดอันดับสามของประเทศ 

 

ราม , นายรภัทร ดำรงสกุล 

นักศึกษามหาวิทยาลัย AS ปี 2 

สาขาเอกภาษาอังกฤษ โทภาษาจีน 

ลูกชายคนเล็กตระกูลตำรวจรวยติดอันดับสามของประเทศ 

 

ฮาย , นายศิราวัฒน์ จริณสวัสดิ์ 

นักร้องชื่อดังค่าย JS รู้จักในนาม 'เซอร์ฮาย' 

ลูกชายคนเดียวของตระกูลอุตสาหกรรมบันเทิงชั้นนำ 

รวยติดอันดับหนึ่งของประเทศ 

 

ไท , นายธนนท์ ริณรเวช 

คุณหมอเด็กในเครือโรงพยาบาล RV 

รู้จักในนาม 'เซอร์ไท' / 'ด็อกไท' 

ลูกชายคนกลางตระกูลแพทย์รวยติดอันดับสองของประเทศ 

 

ภักดี , นายเทวิช ณรงค์ศิริ 

เชฟชื่อดังในเครือภัตตาคาร NR 

รู้จักในนาม 'เซอร์ภัก' / 'เชฟภัก' 

ลูกชายคนโตตระกูลเชฟรวยติดอันดับสี่ของประเทศ 

 

ควัน , นายภาคิณ วรกุล 

นายแบบชื่อดังอันดับหนึ่งในเครือนิตยสาร WK 

รู้จักในนาม 'เซอร์ควัน' 

ลูกชายคนเล็กตระกูลนายแบบรวยติดอันดับห้าของประเทศ 

 

เหนือ , นายนิรันดร์ จิรธาดา 

ตำรวจแผนกสืบสวน 

เป็นผู้ช่วยคนสนิทของโรม ไอคิว 130 

 

นาที , นายอธิกร ภัทรวงศ์ 

ประธานบริษัท PV เจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องเขียนทั่วประเทศ 

ลูกชายคนโตของตระกูล / พี่ชายต่างสายเลือดของคิดถึง 

 

คิดถึง , นางสาว รริดา จันทร์โสภา 

นักศึกษามหาวิทยาลัย AS ปีสอง 

สาขาเอกภาษาจีน โทญี่ปุ่น 

เป็นแฝดคนน้องของคิดฝัน 

 

คิดฝัน , นางสาว รวิธิดา วงศ์วริศ 

นักร้องหญิงชื่อดังค่าย JS 

ชื่อในวงการคือ 'คิดถึง' และเป็นแฝดคนพี่ 

ลูกสาวคนเดียวของตระกูลเจ้าของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ 

 

นุ่มนิ่ม , นางสาวศศิชา รักษ์โกศล 

นักเรียนมัธยมปลายชั้นม.6 

เด็กรับเลี้ยงในตระกูลดำรงสกุล 

 

ลานดาว , นางสาวลาทิชา กิจพานิช 

ตำรวจแผนกสืบสวน 

หนึ่งในผู้ช่วยของโรม เพื่อนของเหนือ 

 

วันวาน , นางสาว อริยา ภัทรวงศ์ 

นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชน KR 

สาขาบริหารธุรกิจ ปี 1 

น้องสาวแท้ๆ ของนาที / น้องสาวต่างสายเลือดของคิดถึง 

 

___________________________________________________ 

 

“There's only one truth” 

― aoyama gosho 

One — สิบห้าปีหวนคืน 

 

        Kidfun’s side— 

        19 ธันวาคม 2548 

        สถานสงเคราะห์บ้านเต็มรัก 

        “คิดฝัน รวิธิดา มีคนอยากเจอหนูจ้ะ” 

        เสียงเจื้อยแจ้วของเหล่าเด็กน้อยพลันเงียบลงทันตาเมื่อคุณแม่ผู้ดูแลบ้านแห่งนี้เอ่ยเรียกเด็กคนหนึ่ง ครั้งที่สามได้แล้วที่เธอถูกเรียกแบบนี้ ท่ามกลางเด็กมากมายที่มองไปทางเจ้าตัว ‘คิดฝัน’ ก็ก้าวออกมา 

        ใบหน้าเนียนสวยเกินเด็ก ผิวพรรณขาวผ่องจนผู้ใหญ่บางคนอดอิจฉาไม่ได้ ดวงตากลมโตและริมฝีปากสีแดงธรรมชาติ รูปร่างสมส่วนเหมาะกับเด็กอายุหกขวบ ทุกอย่างดูลงตัวจนผู้ใหญ่ใจดีที่รับอุปการะเธอรู้สึกเอ็นดูตั้งแต่แรกเห็น 

        ในรูปก็ว่าน่ารักแล้ว ตัวจริงน่ารักกว่าหลายเท่า 

        ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้ถูกส่งตัวกลับมาที่นี่ตั้งสามครั้งเลยนะ 

        คิดฝันเดินมาจนถึงคุณแม่ผู้ดูแล ตรงนี้มีผู้ชายกับผู้หญิงอีกคู่หนึ่งอยู่ด้วย แม้สายตาที่พวกเขามองเธอจะเต็มไปด้วยความเอ็นดูแต่คิดฝันก็อดกลัวไม่ได้ 

        เจอมาสามครั้ง...เธอรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

        เธอไม่อยากกลับมาที่นี่เป็นครั้งที่สี่อีกแล้ว 

        คิดฝันดึงชายเสื้อคุณแม่ผู้ดูแลก่อนจะไปหลบข้างหลังเธอ ดวงตานั้นกะพริบถี่มองผู้ปกครองคนใหม่ ท่าทางหวาดกลัวเป็นสิ่งที่พบได้ง่ายในเด็กที่ถูกส่งกลับมายังสถานสงเคราะห์ทั้งคู่เข้าใจดี 

        เพราะแบบนั้นว่าที่คุณแม่คนใหม่จึงย่อตัวลง 

        “ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะคิดฝัน น้ามารับหนูไปอยู่ด้วยกัน” 

        “...” เพราะเธอรู้ ถึงได้กลัว 

        การถูกส่งกลับมาเจ็บปวดแค่ไหน เธอเจอมาสามครั้งจนความรู้สึกย่ำแย่เกินจะบรรยาย ลำพังเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ก็เจ็บปวดมากพอแล้วแต่การถูกปฏิเสธจากครอบครัวที่รับเลี้ยงนั้นเจ็บปวดมากกว่าเสียอีก 

        เธอทำอะไรผิด...เธอไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ 

        “คุณคะ หนูคิดฝันคงจะยังกลัวๆ อยู่ ให้เวลาแกค่อยๆ ปรับตัวหน่อยนะคะ” คุณแม่ผู้ดูแลแกะมือเล็กที่ดึงชายเสื้ออยู่เปลี่ยนเป็นจูงมือแทน เธอลูบหัวนั้นเพื่อปลอบโยน เรื่องที่คิดฝันถูกส่งตัวกลับมาเป็นครั้งที่สามเธอคิดว่ามันคงเป็นแผลที่หนักหนาในใจของเด็กคนนี้เหลือเกิน ถ้าครอบครัวใหม่ที่รับเธอไปไม่ส่งเธอกลับมาอีกก็คงดี 

        “พวกเราเข้าใจค่ะ เราจะค่อยๆ คุยกับแก” คุณผู้หญิงลุกขึ้น เธอหันไปมองสามีที่พยักหน้าให้เธอ 

        “ยังไงทางศูนย์อำนวยการก็เลือกเด็กคนนี้ให้พวกเราแล้ว มันคงเป็นพรหมลิขิตนั่นแหละครับ ไม่ว่าเธอเป็นยังไงพวกเราก็พร้อมจะเลี้ยง” 

        รอยยิ้มอบอุ่นถูกส่งไปให้ คิดฝันคลายความกลัวลงนิดหน่อยเมื่อเห็นแบบนั้น คุณผู้หญิงผ่อนลมหายใจเล็กน้อยขณะที่นึกถึงสิ่งที่รับรู้ก่อนหน้า...ความจริงเธอเองก็เสียดายมากเหมือนกัน 

        “ถ้าแฝดคนน้องไม่ถูกแยกไปก็คงดีนะคะ พวกเราคงได้เลี้ยงทั้งพี่ทั้งน้องเลย” นั่นคือสิ่งที่เธอเสียดาย 

        ก่อนหน้านี้คิดฝันกับ ‘คิดถึง’ แฝดคนน้องถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวๆ หนึ่ง ทว่าเพียงไม่นานคิดฝันก็ถูกส่งตัวกลับมาที่นี่ เธอถูกพามาทิ้งไว้หน้าสถานสงเคราะห์ในกลางดึกและครอบครัวที่รับเลี้ยงไปก็ติดต่ออะไรไม่ได้อีกเลย พวกเขาหายไปพร้อมกับน้องสาวฝาแฝดของเธอ เด็กหกขวบสองคนต้องแยกจากกันนับตั้งแต่ตอนนั้น 

        จนถึงตอนนี้ก็เกือบปีได้แล้ว 

        “ครอบครัวนั้นไม่มีความรับผิดชอบจริงๆ แหละค่ะ ทั้งที่ปกติการส่งเด็กคืนสู่สถานสงเคราะห์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลต่อด้วยแต่ก็หนีหายไปเลย ซ้ำยังพาคิดถึงไปอีก หนูคิดฝันจะเหงาแค่ไหนก็ไม่รู้” 

        ฝาแฝดต้องแยกจากกันก็เหมือนอีกครึ่งหนึ่งขาดหายไป เธอสงสารใจของเด็กทั้งคู่มากๆ แต่ทำได้แค่มองดูเท่านั้น 

        คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงผ่อนลมหายใจอีกครา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเลี้ยงทั้งสองคนเลย พวกเขาแต่งงานกันมาหลายปีแล้วแต่ไม่มีลูกสักทีการรับเด็กมาเลี้ยงจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด 

        แต่ก็เหมือนโชคชะตาจะทำให้พวกเขาได้เลี้ยงแค่คนพี่เท่านั้น 

        ถ้าคนน้องถูกเลี้ยงดูอย่างดีด้วยก็คงดีสินะ 

        “คิดฝัน วันนี้หนูจะกลับบ้านพร้อมคุณน้ากับคุณอานะจ๊ะ อย่าดื้อกับเขาล่ะ เป็นเด็กดีให้เหมือนที่พวกเขารอคอยจะรับหนูกลับด้วยนะ” 

        “คุณแม่...” คิดฝันเริ่มกลัวหนักขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องไปแล้ว เธอไม่อยากกลับมาที่นี่อีก เธอกลัวจะเห็นภาพเดิมๆ ซ้ำๆ แต่ทว่าตอนนั้นมืออุ่นก็วางลงบนหัวเธอ 

        “คราวนี้หนูจะมีความสุขแน่นอนจ้ะ ทั้งสองคนต้องดูแลหนูได้ดีแน่ หนูจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว” 

        ที่พูดแบบนั้นก็เพราะครอบครัวนี้คือครอบครัววงศ์วริศ ตระกูลผู้เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังทั่วประเทศ ด้วยอำนาจและเงินทองมากมายเธอมั่นใจได้เลยว่าพวกเขาไม่มีทางส่งคิดฝันกลับมาอีกแน่นอน 

        เด็กคนนี้คงโตขึ้นอย่างมีความสุขในอนาคต 

        “เป็นเด็กดีแล้วยิ้มเยอะๆ นะคิดฝัน” 

        นั่นคือคำพูดสุดท้ายก่อนที่มือเล็กจะถูกส่งให้กับคุณพ่อและคุณแม่ใหม่ของเธอ เส้นทางชีวิตเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วหลังจากนี้ 

 

        Kidteung’s side— 

        19 ธันวาคม 2548 

        “ในที่สุดก็ได้กลับมากรุงเทพฯ สักที ผ่านไปเกือบปี” 

        ชายวัยกลางคนบิดขี้เกียจหลังย้ายของเข้าบ้านเสร็จ ในฐานะมนุษย์เงินเดือนเขาชอบที่จะปักหลักอยู่ในเมืองหลวงมากกว่า เขาต้องย้ายงานไปรอบหนึ่งเมื่อเกือบปีที่แล้วก็เพราะต้องรีบออกจากกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้เขากลับมาเขาก็พร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่ 

        บ้านหลังใหม่ที่เขาตัดสินใจซื้อเอง ทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นใหม่ 

        อันดับแรกก็ต้องหางาน 

        “คุณคะ” หญิงวัยกลางคนผู้ซึ่งอยู่ในฐานะภรรยาจับไหล่เขา เธอทำสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนักมองไปยังโซฟาในห้องรับแขก เพียงเท่านั้นก็พอเดาได้ว่าเรื่องอะไร “คิดถึงไม่ดีขึ้นเลยค่ะ” 

        เรื่องลูกบุญธรรมที่รับเลี้ยงมานั่นแหละ 

        “แกคิดมากอีกแล้วเหรอ” 

        “ค่ะ” เธอผ่อนลมหายใจ สำหรับเด็กวัยหกขวบมันคงหนักหนาเอาการมากจริงๆ ขนาดว่าผ่านมาเกือบปีแล้วคิดถึงก็ยังซึมไม่เปลี่ยน เธอเป็นแบบนี้ตั้งแต่คืนวันนั้น...วันที่พวกเขาทิ้งคิดฝันแฝดคนพี่ไว้ที่สถานสงเคราะห์ 

        คิดถึงอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เธอรับรู้ทุกอย่าง 

        เหตุผลที่พวกเขาต้องทิ้งคิดฝันไว้เพราะพวกเขารับผิดชอบเลี้ยงเธอไม่ไหว มันเป็นความผิดของพวกเขาเต็มๆ อย่างไม่ต้องสงสัยเลย ทั้งคู่ยอมรับมาตลอดว่าตัวเองทำผิดแต่ถึงแบบนั้นพวกเขาก็แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว ทางด้านการเงินพวกเขาสามารถเลี้ยงดูทั้งคู่ได้แต่สิ่งที่ทำให้เลี้ยงไม่ไหวคือนิสัยต่างหาก แม้คิดถึงกับคิดฝันจะเป็นแฝดพี่น้องกันแต่นิสัยกลับต่างกันลิบลับ คิดถึงค่อนข้างเลี้ยงง่าย เชื่อฟัง เป็นเด็กดี แต่คิดฝันจะออกแนวดื้อเป็นส่วนใหญ่ เธอมักโวยวายและขว้างปาข้าวของรวมถึงชอบซื้อของแพงๆ อีกด้วย ในช่วงแรกพวกเขาก็รับได้กับนิสัยนี้แต่นานวันเข้าก็เริ่มทนไม่ไหว 

        ครั้นจะส่งกลับสถานสงเคราะห์ก็ทำใจไม่ได้อีกเช่นกันเพราะถ้าส่งกลับก็ต้องส่งเป็นคู่ ตลอดเวลาเกือบปีที่เลี้ยงมาทำให้ทั้งสองคนผูกพันกับคิดถึงมาก ถ้าต้องส่งคืนและรอรับเด็กคนใหม่มาเลี้ยงก็คงเสียเวลาเริ่มต้นใหม่นานเลย ดังนั้นทางออกที่สิ้นคิดและไร้ความรับผิดชอบที่สุดก็คือการปล่อยคิดฝันไว้จากนั้นก็เลี้ยงคิดถึงแทน 

        พวกเขารู้ว่ามันผิด พวกเขาหนีออกจากกรุงเทพฯ ตัดการติดต่อทุกอย่างก็เพราะแบบนี้ แต่พวกเขาก็เลือกเสียคิดถึงไปด้วยไม่ได้จริงๆ 

        “คุณลองเข้าไปคุยกับลูกเถอะค่ะ เธอน่าจะดีขึ้นนะ” ภรรยากล่าว สามีพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างๆ เด็กตัวเล็ก คิดถึงในวัยเกือบเจ็ดปีหันมามองผู้เป็นบิดาบุญธรรมด้วยแววตาแห่งความเศร้า 

        “คุณพ่อ...” 

        “เป็นอะไรเหรอลูก คิดเรื่องนั้นอีกแล้วเหรอ” 

        “...” พยักหน้า 

        “ไม่ต้องคิดแล้ว ตอนนี้คิดฝันคงมีคนรับไปเลี้ยงแล้วล่ะ ผ่านมาตั้งเกือบปีหนูควรจะทำใจได้แล้วนะ” ฝ่ามือหนาลูบหัวเธอแผ่วเบา เขารู้ว่าไม่ควรปัดความรับผิดชอบแบบนี้แต่เขาทำอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ 

        เด็กที่สวยเกินกว่าจะเป็นเด็กยังคงทำสีหน้าดังเดิม คิดถึงเองก็ไม่ได้ต่างจากพี่สาวของเธอเลย เธอมีเสน่ห์ที่ไม่ว่าใครจะต้องเอ็นดูเป็นให้ได้ 

        “ทำไมคุณพ่อคุณแม่ต้องแยกหนูกับพี่ฝันด้วยคะ” 

        “คิดถึง” 

        “หนู...” คิดถึงสะอึก เธอคิดถึงพี่สาวของเธอมากเหลือเกิน ทั้งคู่เป็นแฝดกันถึงจะนิสัยต่างกัน ทะเลาะกันประจำ แต่ว่าก็อยู่ด้วยกันตลอด ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่ชิน 

        บรรยากาศเงียบลง คนเป็นพ่อบุญธรรมถอนหายใจ 

        “คิดถึง เรื่องทุกอย่างมีเหตุผลนะลูก” 

        “เพราะพี่คิดฝันนิสัยไม่ดีเหรอคะ ถ้าคิดถึงนิสัยไม่ดีด้วยคิดถึงก็จะโดนทิ้งใช่มั้ยคะ” 

        “...” ไปไม่ถูก 

        “คิดถึงคิดถึงพี่คิดฝัน” เธอสะอื้นขึ้นมาแล้ว มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาเสียงสั่น “คิดถึงมากๆ เลย” 

        ภาพของเด็กตัวน้อยที่นั่งร้องไห้ทำเอาคนเป็นพ่อปวดใจพอสมควร เขาดึงคิดถึงเข้ามากอด แม้รู้ว่านี่จะกลายเป็นแผลเป็นในใจของเธอไปอีกนานแต่เขาก็ทำได้แค่ปลอบเท่านั้น เขาไม่สามารถย้อนเวลาไปแก้ไขอะไรได้และเขาเองก็พาคิดถึงไปหาคิดฝันไม่ได้เช่นกัน 

        ป่านนี้คิดฝันคงถูกรับเลี้ยงไปแล้ว ถ้าเขาติดต่อกลับไปไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง 

        “คิดฝันก็แกล้งหนูตลอด ทำไมถึงได้รักขนาดนี้นะ” ถึงจะเป็นแฝดแต่โดนแกล้งมากขนาดนั้นเป็นใครก็ต้องไม่ชอบ คิดถึงส่ายหน้าไปมา แม้เธอจะถูกแกล้งจากพี่แต่ว่าเวลาที่เธออ่อนแอคนที่คอยปลอบเธอก็เป็นคิดฝันตลอด 

        เด็กหกขวบยังเร็วไปที่จะเรียนรู้การจากลา 

        “ถ้าหนูรักพี่คิดฝันขนาดนั้น ไม่แน่วันหนึ่งในอนาคตหนูอาจจะได้เจอพี่เขาก็ได้นะ” คนเป็นพ่อว่า เขาไม่ได้คิดว่าคำพูดของเขาจะเป็นจริงแต่น่าตกใจที่มันจะเป็นอย่างนั้น และการพบเจอกันของทั้งสองคนก็จะเปลี่ยนชีวิตของลูกสาวเขาไปตลอดกาลด้วย 

        ฝาแฝดที่พลัดพรากกำลังจะเจอกันในอีกสิบห้าปีให้หลัง 

 

        “ได้ข่าวเธอถูกส่งกลับมารอบที่สองแล้วเหรอ น่าสงสารจังเลย” 

        เด็กอายุราวๆ ห้าหกขวบสามคนยืนล้อมรอบเด็กคนหนึ่ง พวกเธอผลักเด็กคนนั้นจนล้มลงกับพื้นก่อนจะเดินรุกเข้าไปจนชิดผนัง คิดถึงที่ไม่ตอบโต้กลับได้แค่ตัวสั่นน้ำตาคลอ ก่อนหน้าจะมีคนรับไปเลี้ยงเธอก็โดนแกล้งแบบนี้ มาตอนนี้ก็ยังโดนเหมือนเดิม 

        รอบที่สองแล้วที่เธอกลับมา จะโดนล้อก็ไม่แปลกเลย 

        “ให้เดานะ ถ้าเขาทนเธอไม่ได้ก็คงทนพี่สาวเธอไม่ได้นั่นแหละ คนอะไร สวยซะเปล่าแต่ไม่มีใครอยากได้ ฮ่าๆๆ” 

        “ก็ดีกว่าคนที่ยังไม่เคยโดนรับเลี้ยงสักครั้งนี่เนอะ” 

        เสียงใครบางคนผ่ากลางวงเข้ามา แม้จะพูดเรียบๆ แต่น้ำเสียงแต่ท่าทางของคนพูดก็ทำเอาเด็กสามคนที่ยืนอยู่ถอยหนีแทบไม่ทัน คิดฝันกอดอกมองเหยียดเด็กพวกนั้นก่อนจะรุกเข้าไปหาคนที่พูดเยาะเย้ยน้องสาวเธอเมื่อครู่ 

        “ธะ...เธอจะทำอะไร” 

        “ไม่เก่งเหมือนเมื่อกี้เลย ทำไมล่ะ” มือนั้นปล่อยจากอกก่อนจะจับที่คอปกเสื้อคนตรงหน้า เวลานี้คุณครูไม่อยู่จึงไม่แปลกที่พวกเธอจะทำอะไรก็ได้ ยังไงในสถานสงเคราะห์แห่งนี้ก็มีเด็กมากเกินกว่าจะดูแลได้ทั่วถึงอยู่แล้ว “เด็กที่ไม่เคยโดนรับเลี้ยงก็คงเพราะโดนปฏิเสธจากคนรับตลอด แบบนี้น่าสงสารกว่ามั้ย” 

        เพราะการจะรับเด็กได้ทางศูนย์อำนวยการต้องติดต่อกับพ่อแม่บุญธรรม พวกเขาจะเลือกเด็กให้แก่พ่อแม่เองและขึ้นอยู่กับทางพ่อแม่ว่าจะเลือกรับหรือไม่ ถ้าไม่รับก็ต้องรอคิวใหม่ และการที่เด็กพวกนี้ไม่เคยได้รับเลยก็หมายความว่าพวกเธอคงโดนปฏิเสธ 

        แบบนั้นน่าเสียใจกว่าไม่ใช่หรือไง 

        “เธอ คิดว่าดูดีหน่อยแล้วจะพูดอะไรได้งั้นเหรอ!” 

        “ขอโทษนะที่เกิดมาดูดี มีแต่คนสนใจเรากับน้องพวกเธอถึงได้อิจฉาใช่มั้ยล่ะ” มันเป็นความจริง ตั้งแต่ที่พวกเธอรู้เรื่องก็มีแต่คนเข้าหา อยากเล่นด้วย อยากเป็นเพื่อนเต็มไปหมด รวมไปถึงคุณครูสอนพัฒนาการด้วย ท่านก็เอ็นดูพี่น้องฝาแฝดคู่นี้มาก 

        “คิดฝัน!” 

        “ถ้าอยากมีเรื่องก็มาหาเรา ไม่ต้องมายุ่งกับน้องเรา จำไว้ว่าคิดถึงเราสามารถแกล้งได้คนเดียว!” 

        มือนั้นดึงปกคอเสื้อของคู่สนทนาจนตัวลอย คิดฝันผลักเจ้าของร่างจนเธอเซไปชนกำแพงเสียงดัง สายตาคมเหลือบไปมองอีกสองคนที่ยืนหน้าซีดอยู่ก่อนจะหันไปหาน้องสาวของเธอ คิดฝันดึงคิดถึงให้ลุกขึ้นตามเธอไป 

        คุณครูกลับมาพอดี เธอสวนกับฝาแฝดสองคนที่กำลังจะออกจากห้อง คิดฝันยิ้มหวานให้ท่านก่อนจะบอก “หนูขอพาน้องไปเข้าห้องน้ำหน่อยค่ะ” 

        “อ้อ ได้จ้ะ” 

        แล้วพวกเธอสองคนก็ปลีกตัวออกมาก่อนที่ครูจะรู้เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น 

        คิดฝันลากคิดถึงมาจนหยุดที่สนามเด็กเล่นด้านนอก น้องสาวที่น้ำตาคลอตอนนี้หายไปหมดแล้ว เธอหยุดร้องไห้ตั้งแต่ที่คิดฝันเข้ามา ก็ทุกครั้งที่โดนแกล้งพี่เธอเป็นคนมาช่วยตลอดเลยนี่นา 

        “ขอบคุณนะพี่ฝัน” 

        “ขอบคุณทำไม หัดสู้กลับบ้างสิ” คนเป็นพี่กอดอก บนใบหน้านั้นมีคิ้วเรียวที่ขมวดมุ่นเข้าหากันแบบไม่สบอารมณ์ “นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้ว” 

        “...” 

        “อย่าไปยอมให้พวกนั้นแกล้ง คนที่แกล้งเธอได้มีพี่คนเดียว” 

        “พี่ฝัน...” 

        “ครั้งหน้าพี่จะไม่ช่วยแล้ว คนอย่างคิดฝันไม่มีน้องอ่อนแอแบบนี้หรอก” เธอพูดจริงจัง ครั้นน้ำเสียงนั้นก็จริงจังไม่ต่างจากแววตาของเธอ 

        “คิดถึงจะสู้” เพราะเธอไม่อยากให้พี่เธอโกรธ พี่สาวเธอเป็นคนทะเยอทะยาน มุ่งมั่น เด็ดขาดมากกว่าเธอแค่ไหนเธอรู้ดี ในขณะที่คิดถึงคิดทุกอย่างในใจ คิดฝันจะเป็นคนที่พูดออกมา 

        แฝดคนพี่กลอกตาขึ้นลง 

        “ให้มันจริงเถอะ” 

        “คิดถึงพูดจริงๆ” 

        “คิดถึง รริดา กับ คิดฝัน รวิธิดา มาหาแม่หน่อยเร็ว” เสียงเรียกจากใครบางคนทำให้บทสนทนาหยุดไป สายตาหวานทั้งสองหันไปมองคุณแม่ผู้ดูแลที่ยืนอยู่ พวกเธอเคยถูกเรียกแบบนี้มาสองครั้งแล้วฉะนั้นครั้งนี้ภายในใจเล็กจึงอดหวั่นไม่ได้  

        สองพี่น้องมองหน้ากัน 

        นี่จะเป็นครั้งที่สามใช่มั้ยนะ 

        ถ้าพวกเธอไปจะมีครั้งที่สี่อีกหรือเปล่า 

        “พี่ฝัน...” มือคิดถึงจับมือพี่สาวไว้ เธอกลัว 

        “ไม่ต้องกลัว ถ้าไม่ใช่ดุเรื่องที่ทำเมื่อกี้ก็เรื่องรับเลี้ยงนั่นแหละ ยังไงก็ดีกว่าอยู่ที่นี่ อีกอย่างพวกเขาอาจจะดีกับเรามากก็ได้” ตั้งแต่กลับมาพวกเธอก็ทำใจมาหลายเดือนแล้ว ยังไงลึกๆ ทั้งสองคนก็อยากมีครอบครัวจริงๆ 

        “แต่ว่า-” 

        “ทั้งสองคนมาหาแม่เร็วลูก” 

        คิดฝันจัดการลากน้องให้ตามมาโดยไม่พูดอะไรอีก อย่างที่บอกว่าเธอมีความทะเยอทะยาน แม้จะเจ็บแต่ก็ผ่านมาได้ และครั้งนี้คิดฝันเองก็หวังไว้สูงเหมือนกันว่าเธอจะไม่ซ้ำรอยเดิม 

        คิดถึงได้แค่มองแผ่นหลังของพี่สาว เธอไม่ได้รู้เลยว่าในอนาคตอันใกล้เธอจะไม่ได้เห็นมันอีกแล้ว 

        ครั้งที่สามที่กลับมามีแน่นอน 

        แต่สำหรับพี่เธอคนเดียว...ไม่ใช่เธอ 

 

        “คิดถึง คิดถึงลูก!” 

        “อึก” 

        ฉันลืมตาขึ้นมาในความมืดหลังจากถูกเรียกเสียงดังพร้อมแรงเขย่า แสงสว่างสลัวๆ ของโคมไฟหัวเตียงทำให้รับรู้ว่าตัวเองฝันไปอีกแล้ว ความฝันที่ฝันซ้ำๆ มาสิบห้าปียังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย ภาพยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ 

        สองมือยกขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้าแม้จะช่วยได้เพียงนิดหน่อย คุณแม่ที่อยู่ข้างๆ ทำสีหน้าไม่สู้ดีนักคงเพราะกังวลที่ฉันฝันแบบนี้อีกแล้ว 

        “ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันส่งยิ้มให้ท่าน ยังไงก็เป็นความฝัน...เรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว 

        ฉันเองก็ชินแล้วเหมือนกัน 

        “แน่ใจเหรอคิดถึง” 

        “ค่ะ” ฉันพยักหน้ารับคำ สองมือดันท่านให้นอนลงเหมือนเดิมพลางเหลือบมองนาฬิกาบนผนังในความมืด ตัวเลขขึ้นแสดงว่าตอนนี้เช้ามืดแล้วคงถึงเวลาต้องไปเตรียมตัวพอดี ถึงจะเร็วไปหน่อยแต่ถ้าให้นอนต่อก็คงนอนไม่หลับ 

        ฉันห่มผ้าให้แม่ก่อนจะยันตัวลงจากเตียง ทว่า “คิดถึง” 

        “คะ” ฉันหยุดตัวเอง 

        “อยู่กับแม่อีกวันไม่ได้เหรอลูก ทำไมหนูรีบจัง” มือนั้นเอื้อมมาจับมือฉันไว้ คำถามนี้ทำเอาฉันตอบไม่ถูกเลย ใจจริงก็อยากอยู่กับแม่นานกว่านี้แต่ว่าฉันมีธุระต้องทำที่มหา’ลัยดังนั้นเลยต้องกลับหอพัก อีกอย่างก็หมดโควต้าหยุดงานพิเศษแล้วด้วยคงไม่ดีเท่าไหร่ถ้าจะลาอีก 

        ที่บอกว่ากลับหอก็เพราะตอนนี้ฉันอยู่ที่บ้านน่ะ อาทิตย์นึงฉันก็จะแวะกลับมานอนกับแม่บ้าง ตั้งแต่เข้ามหา’ลัยฉันก็ย้ายออกไปอยู่หอพักด้วยตัวเองดังนั้นท่านจึงเป็นห่วงเพราะไม่ได้คอยดูแลเหมือนเมื่อก่อน 

        จริงๆ ถ้าบ้านหลังนี้เป็นหลังเดิมกับที่ย้ายมาเมื่อสิบห้าปีที่แล้วฉันก็อาจจะเลือกอยู่กับท่านแล้วไปกลับบ้าน-มหา’ลัยเอา แต่ว่าเมื่อสองปีที่แล้วดันเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นทำให้พวกเราต้องย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของครอบครัวตระกูลภัทรวงศ์แทน ตระกูลนี้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องเขียนชั้นนำทั่วประเทศ เรื่องเงินทองแน่นอนว่าไม่มีทางขาดเหลือ แม้ว่าบ้านหลังนี้จะใหญ่มากและสะดวกสบายแต่ว่าฉันกลับรู้สึกต่างออกไป ในคราแรกที่มาอยู่นั้นฉันต้องปรับตัวหลายอย่าง สภาพแวดล้อมไม่ได้มีผลกับฉันมากเท่าผู้คนในบ้าน...ฉันหมายถึงลูกชายและลูกสาวของตระกูลนี้นั่นแหละ 

        ตระกูลภัทรวงศ์มีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน คนพี่ชื่อ ‘นาที’ ส่วนคนน้องชื่อ ‘วันวาน’ พี่นาทีนั้นไม่ได้แสดงออกอะไรมากนักกับการที่ฉันและแม่มาอยู่ด้วย แต่วันวานแสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ เธอไม่ชอบที่คุณพ่อของเธอ (ฉันเรียกว่าคุณท่าน) อุปถัมภ์พวกเราเข้ามาในครอบครัว แม้ว่าตัวเธอเองจะเกี่ยวข้องกับการที่พวกเราได้เข้ามาก็ตาม 

        เรื่องทั้งหมดก็เริ่มจากเมื่อสองปีก่อน เวลานั้นฉันยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง ฉันจำได้ว่ามีโทรศัพท์จากผู้ปกครองโทรมาตามให้รีบกลับบ้าน เห็นว่ามีเรื่องด่วนเกิดขึ้น ด้วยความร้อนใจฉันจึงรีบกลับมาทันทีแต่ว่าภาพที่เห็นก็ทำเอางงไปเลยเพราะที่บ้านฉันมีตำรวจอยู่เยอะมาก คุณแม่ทรุดตัวลงร้องไห้ขณะที่มีคุณตำรวจคอยปลอบอยู่ข้างๆ หนึ่งในพวกเขาเดินมาหาฉันก่อนจะวางมือลงบนบ่านี้ 

        ฉันจำได้ว่าเขาส่ายหน้าไปมาเหมือนจะบอกว่าแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว 

        ในตอนนั้นตัวเองยังคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งอีกหลายชั่วโมงให้หลัง ตอนที่คุณแม่สงบสติอารมณ์ได้เธอก็เล่าให้ฉันฟังทั้งน้ำตา เธอบอกว่าคุณพ่อเสียแล้วจากการถูกระเบิด มันไม่ใช่การวางระเบิดทั่วไปแต่เป็นการจงใจฆ่า 

        ใช่แล้วล่ะ จงใจฆ่า...เหมือนกับท่านจะถูกจับไปเป็นตัวประกันระหว่างที่เดินทางไปทำงาน คุณตำรวจเองก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าความจริงแล้วคุณพ่อไม่ได้เป็นเหยื่อที่วางแผนไว้ก่อนแต่ดันบังเอิญที่ท่านผ่านไปทางนั้นพอดี ตอนนั้นคนร้ายกำลังหนีการจับกุมตัวของตำรวจจึงพาตัวคุณพ่อไปด้วย เพราะมีตัวประกันเจ้าหน้าที่ถึงได้ไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า เมื่อคนร้ายคลาดกับตำรวจได้แล้วจึงพาท่านไปซ่อนที่ไหนสักแห่งพร้อมกับวางระเบิดเวลาเอาไว้ ในคดีนี้คนร้ายไม่ได้ลงมือแค่คนเดียวแต่มีผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยฉะนั้นจึงมีตัวประกันอีกคน ซึ่งตัวประกันที่ว่าก็คือวันวานนั่นเอง 

        วันวานถูกขังที่ไหนสักแห่งคนละที่กับคุณพ่อ เธอเองก็ถูกวางระเบิดเอาไว้เช่นกัน คนร้ายพวกนี้ก่อคดีมาแล้วหลายคดีแต่ไม่เคยโดนจับได้จึงไม่แปลกเลยที่จะไม่กลัวตำรวจ พวกมันส่งคำใบ้ที่อยู่ของตัวประกันทั้งสองคนให้ทางเจ้าหน้าที่ด้วยราวกับว่าอยากจะเล่นสนุกกับทางการก็เท่านั้น คำใบ้ที่ให้มาก็ซับซ้อนมากเสียจนคุณตำรวจนักสืบแก้กันหัวหมุน แต่ในท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ก็สามารถรู้ที่อยู่ของทั้งสองคนได้ พวกเขาเข้าไปช่วยแต่ว่าไม่ทัน ระเบิดของคุณพ่อทำงานเสียก่อนจึงเป็นเหตุให้ท่านเสียชีวิต รู้สึกว่าในคดีนี้จะมีเจ้าหน้าที่อีกคนที่เสียชีวิตด้วย ส่วนวันวานนั้นช่วยออกมาทัน 

        เหตุสลดที่เกิดขึ้นทำให้ครอบครัวของเราต้องสูญเสียครั้งใหญ่ คุณพ่อคือเสาหลักของบ้านฉะนั้นเมื่อไม่มีท่านแล้วทุกอย่างจึงมืดแปดด้านไปหมด ในงานศพของพ่อครอบครัวภัทรวงศ์ก็มาร่วมงานเช่นกัน คุณท่านที่เห็นฉันกับแม่ก็พลอยรู้สึกผิดไปด้วยจึงรับอุปถัมภ์พวกเราเข้ามา ที่ท่านรู้สึกผิดก็เพราะคนร้ายพวกนั้นจงใจจะทำร้ายลูกสาวของตระกูลภัทรวงศ์แต่ดันผิดแผนถูกตำรวจตามเจอคนนึงซะก่อน ดังนั้นหนึ่งในพวกมันจึงเลือกจับตัวคุณพ่อไปเพื่อไม่ให้ทางการตามมา และนั่นก็เป็นเหตุให้พ่อฉันเสียชีวิต 

        จดหมายขู่ถูกส่งมาที่ครอบครัวภัทรวงศ์ก่อนเกิดเรื่อง นั่นคือหลักฐาน 

        คุณท่านรู้สึกผิดกับเรื่องนี้มากจึงเอ่ยปากรับผิดชอบพวกเรา คุณแม่ให้ฉันตัดสินใจว่าจะเอายังไงเพราะตอนนี้ท่านเหลือแค่ฉันแล้ว ถ้าฉันตกลงท่านก็ตกลงด้วยแต่ถ้าไม่ท่านก็ไม่ ในทีแรกฉันคิดว่าจะปฏิเสธเพราะไม่อยากเอาตัวเองและแม่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องวุ่นวายอีกแต่พอนึกถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นก็เปลี่ยนใจ 

        ฉันไม่อยากให้แม่ลำบากถึงได้ยอมให้ครอบครัวภัทรวงศ์ดูแลเรา เรื่องเงินทองที่พวกเราได้นั้นฉันก็ไม่เคยใช้เองเลยแม้แต่บาทเดียว ฉันให้แม่ตลอด ในส่วนของค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนตัวฉันก็ทำงานพิเศษเพิ่มเติม รวมไปถึงค่าเทอมในมหา’ลัยฉันก็จ่ายเองเช่นกัน 

        ก็แค่...อยากทำงานเองน่ะ อยากหาเงินด้วยตัวเองแต่ไม่อยากให้แม่เดือดร้อนด้วย ลำพังแค่ฉันคนเดียวก็แทบจะไม่พอใช้แล้ว 

        “คิดถึงลางานมากกว่านี้ไม่ได้แล้วค่ะ” ฉันกุมมือแม่แทน สายตาท่านเหมือนจะเข้าใจแต่ก็มีแววตัดพ้อนิดๆ 

        “เฮ้อ นั่นสินะ ลูกก็โตแล้วนี่นา” 

        ท่านเลี้ยงฉันมาตั้งแต่ห้าหกขวบ คงไม่แปลกที่จะพูดแบบนั้น 

        ตัวเองเลือกส่งยิ้มให้ท่านไป ฉันจะไปอาบน้ำเตรียมตัวไปมหา’ลัยก่อน หลังจากลาแม่เสร็จก็คงตรงไปที่นั่นเลย แม้วันนี้ไม่ได้มีเรียนแต่ก็มีประชุมสาขาดังนั้นฉันจะไปเข้าประชุมเรื่องกิจกรรมสันทนาการที่จะเกิดขึ้นหน่อย จากนั้นก็ไปทำงานพิเศษและกลับหอพัก 

        แต่ไม่รู้ทำไม...ระหว่างที่คิดแบบนั้นในใจก็รู้สึกหวั่นขึ้นมา 

        ราวกับว่าวันนี้จะเกิดอะไรนอกเหนือจากนี้ขึ้นอย่างนั้นเลย 

 

        ร้านอาหาร 

        “คิดถึง พี่ผู้จัดการเรียกน่ะ” 

        หนึ่งในเพื่อนร่วมงานของฉันบอกขณะที่ฉันกำลังเปลี่ยนชุดเป็นเครื่องแบบพนักงาน เพิ่งมาจากมหา’ลัยน่ะกำลังจะเข้ากะพอดี ตัวเองเพียงครางรับในลำคอและรีบออกไปพบเธอ ฉันทำงานที่นี่มานานแล้ว กับพี่ผู้จัดการก็สนิทกันระดับหนึ่งเลยไม่ได้กังวลอะไรเท่าไหร่ 

        ทีแรกคิดว่าคงคุยเรื่องทั่วไปแต่กลับไม่ใช่อย่างนั้น 

        “คิดถึง ตั้งแต่วันนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ” 

        “คะ” หมายความว่ายังไงกัน ฉันนิ่งอึ้งตอบอะไรไม่ถูกขณะที่เธอทำสีหน้าเหมือนลำบากใจ 

        “ทางเบื้องบนเขาสั่งมาน่ะ ฉันก็ไม่รู้เรื่องมากนักหรอก” 

        เบื้องบนเหรอ...พี่ผู้จัดการส่ายหน้าไปมาพลางตบบ่าฉัน ในเวลานี้ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเบื้องบนถึงสั่งให้ฉันออกล่ะก็ฉันทำงานที่นี่มานานมากแล้วนี่นา อีกอย่างฉันก็ไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสียเลยสักครั้ง 

        ตัวเองได้แค่พยักหน้าให้เธอ 

        “เข้าใจแล้วค่ะ” คงช่วยไม่ได้จริงๆ เธอเองก็คงไม่อยากให้ฉันออกหรอกแต่เป็นคำสั่ง 

        ฉันกลับมาเปลี่ยนชุดเป็นชุดเดิมก่อนจะลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย สายตาเธอสงสารฉันมากแต่ทำอะไรไม่ได้ ฉันเดินออกมาจากร้านด้วยความรู้สึกที่เคว้งคว้างไปหมด ก็แค่...ไม่คิดว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนไปในพริบตาน่ะ 

        เพราะอะไรกันนะ ทำไมฉันถึงได้โดนให้ออกแบบนั้น 

        “คุณคิดถึงครับ มีคนอยากพบคุณครับ” 

        ผู้ชายชุดสูทสีดำสองคนเดินมาบังหน้าฉันไว้ พวกเขาโผล่มาจากทางไหนก็ไม่รู้แต่รู้อีกทีก็พูดประโยคเมื่อครู่แล้ว เหมือนในหนังไม่มีผิดเลย...พวกเขาดูน่าเกรงขามมาก ท่าทางที่ผายมืออย่างเป็นมารยาททำให้ฉันเลือกเดินตามไป ฉันก็แค่คิดว่าถ้าปฏิเสธพวกเขาอาจจะใช้กำลังก็ได้ เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันวันนี้มันแปลกมากไม่แน่บางทีคนที่อยากพบฉันอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ 

        ตัวเองเดินตามมาจนถึงรถหรูคันหนึ่ง ดูจากทรงแล้วคงเหยียบหลายล้านแน่นอน หนึ่งในคนที่พามาเปิดประตูให้ฉันขึ้นไป พอขึ้นไปเท่านั้นตัวเองก็เหมือนถูกแช่แข็งไปเลย หัวใจที่เคยหวั่นเมื่อเช้ามืดตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว 

        เป็นเพราะกำลังจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นจริงๆ 

        ไม่คิดเลยว่าคนที่อยากพบฉันจะเป็นเธอ 

        “ไง ไม่เจอกันนานนะคิดถึง” 

        “พี่...คิดฝัน” 

        ผู้หญิงตรงหน้าฉันคือพี่คิดฝัน พี่สาวฝาแฝดที่แยกจากกันเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว คนที่เหมือนกับตัวเองทุกอย่างถอดแว่นออกพลางปรายตาไปมองคนขับรถที่เบาะหน้า พลันตอนนั้นก็มีอะไรไม่รู้สีดำเลื่อนมาปิด 

        มันกั้นระหว่างเบาะหน้ากับเบาะหลังชัดเจน 

        เธอคงจะคุยกับฉันเรื่องที่ให้คนอื่นรู้ไม่ได้ 

        พี่สาวฝาแฝดเอื้อมมือมาจับปลายผมฉัน ตัวเองมองเธออย่างไม่เชื่อสายตาว่าวันนี้จะมาถึงจริงๆ ฉันยังคงจำคำพูดของคุณพ่อได้ ท่านเคยบอกว่าวันหนึ่งฉันอาจได้พบพี่คิดฝันอีกและมันก็เป็นอย่างนั้น คนที่ไม่รู้สารทุกข์สุขดิบเลยมาตลอด...มาวันนี้อยู่ตรงหน้าฉันแล้ว 

        เธอสบายดีสินะ 

        แม้ว่าฉันจะเห็นเธอจากที่ไกลๆ แต่พอได้รู้แบบนี้ก็อุ่นใจขึ้น พี่คิดฝันน่ะเดบิวต์เป็นนักร้อง แถมเธอยังโด่งดังมากด้วย ชื่อในวงการของเธอคือ ‘คิดถึง’ หรือก็คือชื่อของฉันเอง ใครๆ ต่างรู้จักเธอในนามคิดถึงไม่ใช่คิดฝัน คงมีเพียงคนสนิทเท่านั้นที่รู้ชื่อจริงของเธอ 

        และเพราะแบบนั้นฉันเลยถูกทักผิดมาตลอด ทั้งหน้าตาที่เหมือนกัน ชื่อที่เหมือนกัน ใครๆ ต่างก็คิดว่าฉันคือนักร้องคนนั้น พี่นาทีกับวันวานน่ะตอนเห็นครั้งแรกยังตกใจเลย

        “เธอนี่สวยนะ สวยเหมือนฉันเลย”

        สรรพนาม ‘พี่’ ที่เธอเคยใช้เวลานี้เปลี่ยนไปแล้ว พี่คิดฝันแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’ คงเพราะเราโตขึ้นมาก ก็ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อสมัยเด็กแล้วนี่นา

        มือนั้นลูบปลายผมฉันไม่หยุด สายตายังคงสแกนมองทั่วร่าง

        “พี่คิดฝันเป็นยังไงบ้างคะ” ได้ข่าวว่าเธอถูกรับเลี้ยงโดยครอบครัวที่มีชื่อเสียงมากเลย สมัยที่เธอเดบิวต์แรกๆ ฉันเคยเปิดอ่านประวัติของเธออยู่ รู้สึกจะเป็นครอบครัวเจ้าของห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศด้วย

        ยอมรับว่าตกใจมากจริงๆ ที่เห็นเธอเป็นนักร้อง

        “ก็ดีมากเลยล่ะ รู้มั้ยว่าฉันอยากเจอเธอแค่ไหน” มือนั้นปล่อยปลายผมฉัน เธอเลื่อนเปลี่ยนมาลูบแก้มแทน “ฉันมีเรื่องต้องคุยกับเธอเยอะเลย”

        “คุยกับคิดถึงเหรอคะ”

        “ใช่ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก” ยามที่สายตาพี่คิดฝันมองฉันมันเหมือนเธอมีอะไรบางอย่างในใจ อาจเป็นเรื่องที่กำลังจะพูดก็ได้ ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไปเธอก็เอื้อมไปหยิบบางอย่างจากในกระเป๋า มันคือกระดาษห้าหกแผ่นซึ่งในนั้นมีภาพใครบางคนอยู่

        ทั้งหมดถูกส่งมาให้ฉัน

        “นี่คือ...” ฉันมองกระดาษพวกนั้นในมือ ที่เห็นว่ามีรูปตอนแรกก็เพราะมันคือประวัติส่วนตัวนั่นเอง แต่ละแผ่นก็มีของแต่ละคนเขียนอยู่ คนพวกนี้คือคนที่ฉันไม่คุ้นเลย

        “คนรู้จักของฉัน”

        “...” แล้วทำไมถึงเอาข้อมูลคนรู้จักให้ฉันล่ะ

        “คิดถึง เธอต้องมาเป็นฉันสามเดือน”

        “...!”

        คำพูดที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินมาก่อนทำเอากระดาษในมือร่วงลงบนตัก แม้ว่าจะต้องเก็บแต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไร ตอนนี้ที่น่าตกใจกว่าคือคำพูดของเธอต่างหาก พี่คิดฝันบอกว่าฉันต้องเป็นเธอเหรอ เรากลับมาเจอกันในรอบสิบห้าปีนี่คือเรื่องที่เธออยากคุยกับฉัน

        ต้องเป็นเธอ...หมายความว่ายังไง

        ตัวเองกะพริบตาเรียกสติก่อนจะเก็บกระดาษมาถือไว้เหมือนตอนแรก ท่าทางลนลานนิดหน่อยของฉันพี่คิดฝันต้องดูออกอยู่แล้ว เธอขยับยิ้มคล้ายจะเอ็นดูก็ไม่ใช่ ตลกก็ไม่เชิง

        “ไม่เห็นต้องตกใจขนาดนั้นเลย”

        “ก็พี่พูดแปลกนี่นา” ให้ฉันเป็นเธอ ถ้าไม่ขยายความฉันคงไม่เข้าใจแน่ๆ

        “แปลกตรงไหนล่ะ ให้เป็นก็คือให้เป็นนั่นแหละ พอดีฉันมีเรื่องด่วนต้องไปต่างประเทศเลยอยากให้เธออยู่ที่ไทยแทนฉันหน่อย จริงๆ ฉันก็ไม่อยากเลือกทางนี้หรอกแต่มันช่วยไม่ได้” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงและแววตาจริงจัง พี่คิดฝันผ่อนลมหายใจก่อนจะเอื้อมมาจับมือฉัน สายตาเธอมองกระดาษที่ฉันถืออยู่ก่อนจะย้ำ “เรื่องแค่นี้เธอช่วยฉันได้มั้ยล่ะ”

        สีหน้าเธอตอนนี้ดูหนักใจมากเลยแต่ฉันกลับรู้สึกว่าเธอกำลังแกล้งทำอยู่ ไม่รู้สิ...ที่เธอจริงจังน่ะฉันเชื่อแต่สีหน้าตอนนี้น่ะไม่ใช่เลย พี่คิดฝันเป็นนักร้องแล้วก็รับงานแสดงละครด้วย เธอจะเล่นละครเก่งก็คงไม่แปลกแต่เพราะอยู่ด้วยกันมาแต่เด็กเลยดูออก

        ตัวเองผ่อนลมหายใจนิดหนึ่ง

        “คิดถึง ไม่ได้เหรอ” ความจริงมันไม่ใช่ว่าได้หรือไม่ได้หรอก ฉันแค่คิดว่าฉันคงไม่มีเวลาว่างพอจะทำเรื่องแบบนั้นต่างหาก ถ้าเป็นเธอก็หมายความว่าฉันต้องอยู่ในฐานะนักร้องชื่อดังใช่มั้ย คงต้องไปออกงานมากมายแต่ฉันมีหน้าที่ที่ต้องทำนี่สิ

        ถึงมหา’ลัยจะใกล้ปิดเทอมแล้ว (กิจกรรมสันทนาการคือเรื่องบายเนียร์) แต่ว่าช่วงนี้ฉันก็ไม่ว่างอยู่ดี ยิ่งออกจากงานพิเศษแบบนี้ด้วยก็ยิ่งต้องหางานใหม่

        และท่าทางของฉันคงทำให้เธอรับรู้ พี่คิดฝันเลยเปลี่ยนสีหน้าไป

        “ฉันก็ไม่อยากใช้ตัวเลือกนี้บังคับเธอเลยนะคิดถึงแต่เธอทำให้ฉันต้องทำ” พี่คิดฝันปล่อยมือฉันหลังคลายสีหน้า เธอกอดอกแสดงท่าทางราวกับกำลังเป็นต่อต่างจากเมื่อกี้ลิบลับ “ถ้าเธอไม่ช่วยฉัน ฉันจะหาทางทำทุกอย่างไม่ให้เธอมีงานทำอีก”

        “...!” พี่คิดฝัน...

        อย่าบอกนะว่าเรื่องที่ออกจากงานเมื่อกี้ก็...

        “ฉันเพิ่งสั่งให้เธอตกงานเห็นใช่มั้ย ด้วยอำนาจและเงินทองเธอคิดว่าเธอจะสู้ฉันได้เหรอคิดถึง” ทั้งหมดเป็นฝีมือเธอจริงด้วย ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะใช้ตัวเลือกนี้มาบังคับกัน ร้านอาหารที่ฉันทำเมื่อครู่คือร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า ครอบครัวเธอเป็นเจ้าของห้างนี้ก็คงไม่แปลกที่จะทำได้

        ถึงว่าฉันทำงานมานานแต่กลับโดนให้ออก

        “ว่ายังไงล่ะ ฉันก็ไม่อยากทำหรอกนะแต่เธอบังคับฉันเอง ต่อให้เธอไปสมัครงานที่อื่นฉันก็มีวิธีอีกเยอะที่จะขัดขวาง คิดดูเอาเองนะคิดถึง”

        “...”

        “สามเดือนแลกกับการที่เธอจะมีชีวิตตามปกติ คิดว่ายังไง หลังจบเรื่องทุกอย่างฉันก็จะจ่ายเงินให้เธอด้วย แน่นอนว่าเธอไม่มีทางเสียเวลาเปล่า”

        “...” ถึงจะว่าแบบนั้น...

        “อยู่ในฐานะฉัน นักร้องชื่อดัง ได้อยู่บ้านดีๆ สังคมดีๆ ได้ออกโทรทัศน์มีคนชื่นชมมากมาย ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหายเลยแถมได้เงินอีกต่างหาก”

        ทุกอย่างที่เธอพูดก็ดูจะโน้มน้าวให้รู้สึกแบบนั้นแต่ว่าฉันไม่เคยต้องการชื่อเสียงหรือสังคมแบบที่เธอว่าเลย มันคงเป็นเพราะเราสองคนโตมาในครอบครัวที่ต่างกันด้วยถึงได้ทำให้มุมมองของเราต่างกัน พี่คิดฝันเป็นคนทะเยอทะยานมาตั้งแต่เด็กแล้วยิ่งรอบข้างเธอสนับสนุนทุกอย่างก็คงไม่แปลกที่เธอจะมองโลกแบบนี้

        แต่พูดก็พูด...เหตุผลด่วนที่ทำให้คนทะเยอทะยานอย่างพี่คิดฝันยอมให้ฉันมาเป็นเธอมันคืออะไรกันนะ อย่างน้อยเธอก็ไม่น่าจะกล้าเสี่ยงให้ฉันมารับผิดชอบแทนเธอนี่นา ถ้าฉันทำอะไรผิด เธอจะมีข่าวเสียหายได้เลย

        เหตุผลนั้นคงส่งผลกับเธอมากจริงๆ

        “คิดถึงถามได้มั้ยคะ” ฉันไม่ได้ตอบตามข้อเสนอก่อนหน้าแต่เลือกถามแทน พี่คิดฝันเลิกคิ้วเหมือนจะบอกว่าเอาสิ “เหตุผลที่ทำให้พี่ต้องไปต่างประเทศด่วนคืออะไรเหรอ”

        อย่างน้อยถ้ามันสมเหตุสมผลฉันก็อาจจะพอเข้าใจบ้าง

        “จริงๆ ไม่อยากบอกหรอกแต่ถ้าอยากรู้ก็ได้” เธอขยับยิ้ม พี่คิดฝันหยิบโทรศัพท์เธอขึ้นมาก่อนจะยื่นบางอย่างให้ฉันดู

        บนหน้าจอนั้นโชว์ข้อมูลบางอย่าง มันคือรายละเอียดเกี่ยวกับหนังเรื่องหนึ่ง มีทั้งวันเวลา สถานที่ และรายชื่อนักแสดงเต็มไปหมดเลย ที่น่าตกใจคือหนึ่งในนั้นมีชื่อเธอด้วย เท่าที่จำได้เธอไม่ได้ถ่ายหนังมาสักพักแล้วนี่นาหรือว่านี่จะเป็นหนังที่กำลังจะถ่าย

        ต้องใช่แน่ๆ ก็สถานที่คือต่างประเทศด้วยนี่นา

        “นี่คือหนังที่ฉันตกลงรับเล่นแล้ว ก็อย่างที่เห็นว่าต้องไปถ่ายทำที่ต่างประเทศ ฉันจะอยู่ไทยไม่ได้สักพักหนึ่งเลย ความจริงแค่ถ่ายหนังก็สามารถเปิดเผยได้ใช่มั้ยล่ะไม่ต้องให้เธอมาแทนหรอกแต่ว่าพ่อกับแม่ฉันน่ะสิ ช่วงนี้ธุรกิจที่บ้านมีปัญหานิดหน่อย พวกคู่แข่งก็แน่นอนว่ามี ท่านกลัวว่าฉันจะเป็นอันตรายเลยไม่อยากให้เดินทางไปต่างประเทศตอนนี้แต่ฉันจะไป ดังนั้นทางเดียวที่จะจบเรื่องทุกอย่างได้คือหาใครสักคนมาแทนฉัน และคนๆ นั้นคือเธอ”

        เธออธิบายทั้งหมดได้เข้าใจจนกระจ่างแจ้ง แค่เพราะว่าพ่อกับแม่ไม่ยอมให้ไปเธอถึงได้นึกถึงฉันสินะ พี่คิดฝันคงไม่อยากเสียโอกาสถ่ายหนังเรื่องนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นหนังที่สามารถพลิกบทบาทของเธอก็ได้ ถ้าพี่คิดฝันกล้าลงทุน มันก็คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ มันต้องส่งผลประโยชน์กับเธอมากแน่นอน

        ตอนนี้ก็ตกลงรับเล่นไปแล้วด้วยคงยกเลิกไม่ได้...

        “แล้วสรุปเธอว่าไงล่ะคิดถึง เธอจะเป็นฉันแทนได้หรือเปล่า”

        “...”

        “อย่าลืมว่าถ้าปฏิเสธ ชีวิตเธอหลังจากนี้เละแน่นะ”

        เธอเล่นพูดมาแบบนี้แล้วฉันจะมีตัวเลือกอะไรกันล่ะ ฉันเองก็ไม่อยากพึ่งเงินของครอบครัวภัทรวงศ์เหมือนกัน ถ้าหางานไม่ได้ชีวิตต่อจากนี้ต้องลำบากแน่ๆ อีกอย่างเหตุผลของเธอก็มีน้ำหนักพอควรด้วย อย่างน้อยเวลานี้เธอก็มาขอความช่วยเหลือ ในอดีตเธอเองก็ช่วยฉันมามากเหมือนกัน

        แค่สามเดือน...คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

        “ก็ได้ค่ะ คิดถึงตกลง”

        “ดีมาก มันต้องแบบนี้สิ” พี่คิดฝันยิ้มยกใหญ่ เธอวางมือบนบ่าฉันราวกับเป็นคำขอบคุณ ตัวเองเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อย คิดว่าต่อจากนี้คงต้องเหนื่อยแน่เลย

        การเป็นคนๆ หนึ่งไม่ง่ายเลยนี่นา

        “แล้วมีอะไรที่คิดถึงต้องรู้บ้างคะ” จะเป็นเธอฉันก็ต้องทำเหมือนเธอให้ได้ ยิ่งกับคุณพ่อคุณแม่คงมองออกในแวบเดียว พี่คิดฝันชี้นิ้วไปยังกระดาษในมือฉัน เธอเคาะมันสองสามทีพลางบอก

        “เธอต้องจำข้อมูลของทุกคนให้หมด ฉันจะบอกเองว่าอะไรเป็นอะไร”

        “...” ต้องจำสินะ

        “แล้วก็สิ่งสำคัญที่สุด เธอห้ามตกหลุมรักคนๆ หนึ่งเด็ดขาด”

        “...” ตกหลุมรักเหรอ...

        “เขาคือคนที่ฉันรักมาตั้งแต่เด็ก เป็นลูกชายเพื่อนสนิทคุณพ่อ นักสืบชื่อดังที่แน่นอนว่าเธอเองก็ต้องรู้จัก เขาคือ ‘พี่โรม’ มีแค่คนๆ นี้ที่เธอห้ามรู้สึกอะไรด้วยเด็ดขาด เข้าใจมั้ยคิดถึง” 

 

✾ Stoprain talks ✾ 

ทวิตเตอร์แท็ก #เซอร์โรม ได้นะ 

ลงสดอีกแล้ววว รักษาตัวด้วยน้า แล้วเจอกันงับ 

1 เมนต์ = 1 ล้านกำลังใจ 

 

 My Contacts 

Facebook : Stoprain | Twitter : Stoprain_f | IG : Stoprain_f 

ความคิดเห็น