facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 14.การตอบโต้

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.1k

ความคิดเห็น : 164

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ค. 2563 10:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 600
× 0
× 0
แชร์ :
14.การตอบโต้
แบบอักษร

14.การตอบโต้ 

  

               เช้านี้สายฝนได้กระหน่ำลงมาอย่างหนักจนท้องฟ้ามืดมัวไปหมด บรรยากาศอึมครึมไปทั่วทั้งผืนป่าแม้แต่แสงอาทิตย์ก็ยากที่จะสาดส่องลงมาถึง ฝนหยดแล้วหยดเล่าที่ตกลงมาสู่ท้องน้ำในบึงลึกเกิดเป็นระลอกคลื่นน้ำวงกลม เสียงฟ้าคำรามดังมาจากทิศด้านหลังภูเขาสูงใต้สายหมอก สายลมที่พัดโชยยิ่งทำให้เหล่าเจ้าหน้าที่หนาวเหน็บแต่ก็ยังไม่มีใครปริปากบ่นหรือพูดอะไรออกมา ต่างคนต่างก็อึ้งกับภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้า แม้แต่ผู้หมวดเผ่าเทพก็ยังแทบกลืนน้ำลายไม่ลงเพราะภาพที่เห็น ในขณะที่ผู้กองพนากลับมีสีหน้าที่เรียบเฉย ผู้กองหนุ่มยืนอยู่ริมตลิ่งบึงน้ำที่นักโทษทั้งสามกระโดดลงมาเมื่อคืน ลมจากสายฝนพัดพาน้ำในบึงจนเกิดคลื่นน้ำเล็กๆ ซัดขึ้นมาบนฝั่งกระทบเข้ากับรองเท้าคอมแบทของผู้กองพนาและเหล่าเจ้าหน้าที่ แล้วสิ่งที่สายลมพัดโชยขึ้นมาที่ตลิ่งก็ไม่ได้มีเพียงแค่คลื่นน้ำเท่านั้น แต่สิ่งที่ลอยมากับคลื่นน้ำก็ยังมีชิ้นส่วนศีรษะของมนุษย์ที่อยู่ในสภาพดูแทบไม่ได้รวมอยู่ด้วย สภาพศีรษะมีร่องรอยของคมเขี้ยวขนาดใหญ่ฝังอยู่ แต่ร่างของเจ้าของศีรษะกลับไม่พบเห็น และห่างออกไปไม่ไกลจากจุดที่ศีรษะถูกน้ำซัดขึ้นมาที่ตลิ่งก็ยังมีชิ้นส่วนของท่อนแขนมนุษย์ติดอยู่กับกอหญ้าริมน้ำ ซึ่งมีร่องรอยถูกคมเขี้ยวกัดและบางส่วนเห็นเพียงแค่กระดูกขาวโพลนปนลิ่มเลือด เห็นศพคนตายมาก็มากแล้ว แต่คนตายที่พวกเขาเคยพบเห็นล้วนแต่เป็นศพที่เกิดจากอุบัติเหตุและการฆาตรกรรม แต่ศพที่เกิดจากการทำร้ายของสัตว์นั้นยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่นายไหนเคยเห็นมาก่อนเลย ในฐานะของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เห็นแบบนี้เข้าก็อดรู้สึกสังเวชใจขึ้นมาไม่ได้ ผู้ตายรายนี้ก็คืออาซาน น้องชายของชารีฟ ด้วยเพราะมีน้องชายเหมือนกันผู้กองพนาเลยรู้สึกแย่กับเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ภาพตอนที่ผู้หมวดธนากรถูกยิงและเสียชีวิตในอ้อมกอดของเขามันยังเป็นฝันร้ายติดตาเขามาจนถึงวันนี้ แต่นี่...ชารีฟเองก็คงจะรู้สึกไม่ต่างจากเขา เขาเป็นคนยิงอาซานต่อหน้าชารีฟ และอาซานก็คงจะถูกจระเจ้ในบึงทำร้ายต่อหน้าชารีฟ ไม่มีพี่ชายคนไหนจะรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้หรอก หากเขาเป็นชารีฟ ถ้าน้องชายของเขาถูกจระเข้ทำร้ายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้เขาเองก็คงรับไม่ได้  

               “ผู้กองครับ...” 

               “ติดต่อเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาเก็บชิ้นส่วนศพของอาซานไป ส่วนที่เหลือ...ไปตามล่าชารีฟกับกาเซ็มต่อ” ผู้กองพนาเดินหนีจากภาพอันน่าสังเวชใจ ผู้หมวดเผ่าเทพจึงสั่งการกับลูกน้องให้ทำตามคำสั่งของผู้กองแล้วจึงเดินตามเขาไป ถึงแม้จะเป็นคนร้ายแต่อย่างไรก็เป็นมนุษย์ด้วยกัน การปฏิบัติต่อศพของอาซานจึงเป็นการให้เกียรติศพของเขาอยู่ 

               ในระหว่างที่ทุกคนได้แต่พากันทอดถอนใจกับการตายของอาซานผู้กองพนากลับเริ่มแกะรอยตามหาชารีฟกับกาเซ็มใหม่อีกรอบ แต่ร่องรอยที่ได้ก็เลือนลางมากเพราะสายฝนที่ตกลงมาได้ลบรอยเท้าของทั้งสองคนออกไปจากพื้นดิน เห็นทีงานนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะติดตามตัวนักโทษทั้งสองรายแล้ว 

               “ร่องรอยพวกมันหายไปหมดเลยครับผู้กอง” 

               “พวกมันคงไปไหนได้ไม่ไกลหรอกหมวด อีกอย่าง...ผมคิดว่าอีกไม่นานถึงเราไม่ตามหายังไงซะชารีฟก็จะต้องย้อนกลับมาหาพวกเราอยู่แล้ว” 

               “ทำไมล่ะครับ” 

               “หมวดอย่าลืมสิว่าพวกนี้มันเจ้าคิดเจ้าแค้น เมื่อก่อนพวกมันก็แค้นที่พวกมันไม่เคยได้รับความยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่จนก่อเกิดความเกลียดชังแล้วจึงหันมาเล่นงานเจ้าหน้าที่เป็นการตอบโต้ มาคราวนี้เราเป็นสาเหตุที่ทำให้อาซานต้องตาย น้องชายถูกจระเข้กินไปต่อหน้าต่อตา หมวดคิดว่าชารีฟมันจะไม่ยิ่งแค้นหรอ การตายของอาซานนี่แหละจะยิ่งทำให้ชารีฟน่ากลัวมากขึ้น” 

               “แต่ลำพังชารีฟกับกาเซ็มหรอครับจะทำอะไรพวกเราได้” 

               “กว่าที่พวกมันจะยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้มันไม่ได้ร่วมมือกันแค่สองสามคนหรอกนะ ผมเชื่อว่าพวกมันยังมีลูกน้องอยู่อีกมากมาย ถึงตอนนี้พวกมันจะไม่ได้เป็นพวกผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ แต่ฝีมือขนาดนี้ก็คงจะน่ากลัวพอๆ กับพวกผู้ก่อการร้ายนั่นแหละ พวกมันอยู่เพื่อความเกลียดชัง พวกผู้ก่อการร้ายในพื้นที่อาจต้องการสร้างความแตกแยกและชิงชัง แต่สำหรับไอ้พวกนี้...จุดประสงค์เดียวของพวกมันคือการทำร้ายเจ้าหน้าที่ทั้งหมดเพื่อสนองความสะใจของตัวเองล้วนๆ เหมือนพวกมันจะมีเรื่องฝังใจที่ไม่ดีต่อเจ้าหน้าที่เลยคิดเองเออเองว่าเจ้าหน้าที่นั้นเป็นคนเลวที่พวกมันต้องกำจัด ทุกๆ อย่างมันถลำลึกจนพวกมันแยกระหว่างความถูกต้องกับความแค้นไม่ออก ยิ่งมีเหตุการณ์นี้เข้ายิ่งเป็นการตอกย้ำความแค้นให้กับชารีฟมากขึ้น” 

               “แบบนี้เจ้าหน้าที่อย่างพวกเราก็ตกเป็นเหยื่อของพวกมันหมดสิครับ” 

               “ก็ไม่เชิงหรอก” ผู้กองพนาตอบก่อนจะค่อยๆ ดึงผ้าขึ้นมาปิดบังใบหน้าเอาไว้ตามเดิม “ตอนที่ผมจะยิงอาซาน ผ้าปิดหน้าผมหลุด ผมไม่แน่ใจว่าพวกมันจะเห็นหน้าผมชัดมั้ย แต่ถ้าพวกมันรู้ว่าผมเป็นใคร จะมีแค่ผมแล้วก็คนรอบข้างผมเท่านั้นที่จะเป็นอันตราย โดยเฉพาะคนที่ผมรัก...ลูกน้องของผม เพื่อนผม ครอบครัวผมแล้วก็...คนรักของผมเอง” 

               “ผู้กอง...” ผู้หมวดเผ่าเทพไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นจริงอย่างที่ผู้กองพนาพูดงั้นเขาก็คือหนึ่งในเป้าหมายที่อาจถูกลอบทำร้าย แต่เขาก็ไม่ใช่คนรักตัวกลัวตายอยู่แล้ว แต่ที่เขาห่วงก็คือตัวผู้กองพนาเอง ลำพังแค่ถูกหมายหัวจากพวกผู้ก่อการร้ายมันก็ทำให้พวกเขาต้องระวังตัวเป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่นี่ยังจะมีพวกของชารีฟเข้ามาร่วมด้วยอีก ยิ่งเป็นกาเซ็ม ไอ้หมอนี่มันเป็นมือปืนมาก่อน คนที่จะต่อกรกับมันได้ก็คือคนที่มีความสามารถด้านการยิงปืน ซึ่งทั้งฐานของพวกเขาก็มีเพียงแค่ผู้กองพนาเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับกาเซ็มได้ เหตุการณ์ครั้งนี้มันเหมือนกับเป็นการชักศึกเข้าบ้านอย่างไรก็ไม่รู้ เขาก็ได้แต่หวังล่ะนะว่าเมื่อคืนนี้ชารีฟกับกาเซ็มจะเห็นหน้าของผู้กองพนาไม่ชัด ขออย่าให้พวกมันรู้จักกับผู้กองของเขาเลย 

  

 

 

               “อ้าวคุณแก้ว ออกมารอผู้กองอีกแล้วหรอครับ” ผู้หมวดศิวะเดินเข้ามาทักเมื่อเห็นหญิงสาวออกมานั่งที่ฐานเสาธงที่มีต้นดอกมะลิปลูกเอาไว้ มือเธอก็เหมือนกับกำลังปักผ้าเช็ดหน้าให้ผู้กองของเขา หากแต่สายตากลับเอาแต่มองลงไปยังทางเข้าฐานเป็นพักๆ เหมือนกับกำลังรอใครสักคนอยู่ 

               “พี่พนาไปทำงานจะห้าวันแล้ว...ไม่รู้จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างนะคะ” 

               “หมวดเทพโทรมาบอกผมว่าทุกคนปลอดภัยดีครับ คาดว่าวันนี้ก็คงจะกลับกันแล้วล่ะ” 

               “จริงหรอคะ” แก้วเจ้าจอมดีใจยิ้มหวานออกมาจนผู้หมวดหนุ่มหัวใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ คนอะไร ยิ้มทีโลกละลายเลย 

               “ครับ” ผู้หมวดศิวะตอบแล้วก็ต้องชะเง้อมองไปยังทางเข้าฐานบ้างจนแก้วเจ้าจอมต้องมองตามอีก 

               “มองหาใครหรอคะ” 

               “ดาบดำรงครับ เห็นว่าไปช่วยจับงูให้ชาวบ้านแถวนี้น่ะ ไม่งูเห่าก็จงอางแหละครับ แถวนี้มีแต่ป่า ฝนตกก็บ่อยงูก็เลยชุกชุม” 

               “ฟังดูน่ากลัวจังเลย” แก้วเจ้าจอมยิ้มแหยๆ หากแต่ภายในใจก็ยังคงดีใจอยู่ที่วันนี้ผู้กองพนาจะฐานมาหาเธอแล้ว คิดถึงจังเลย ถ้ากลับมานี่จะขอหอมให้แก้มช้ำแล้วก็นอนกอดเอาไว้ทั้งคืนเลย 

               “แล้วนั่นพวกเขาทำอะไรกันหรอคะ” คราวนี้แก้วเจ้าจอมชี้ไปที่ป้องจุดตรวจบนถนน ซึ่งเป็นด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มที่จะคอยตรวจตรารถยนต์ที่ผ่านเข้าออกถนนเส้นนี้ เหมือนตอนนี้ทุกคนที่ด่านตรวจกำลังไปรุมล้อมรถคันหนึ่งเอาไว้อยู่ 

               “อ๋อ ปล้นรถไอติมน่ะครับ นานๆ จะผ่านมาที” ผู้หมวดศิวะยิ้มตอบ เห็นรถไอศกรีมยี่ห้อดังแล้วก็เปรี้ยวปาก อมยิ้มก็เอาไปแจกเด็กๆ หมดเลยไม่ได้สต๊อกไว้กินเอง งั้นวันนี้ขอกินไอศกรีมแก้ขัดก่อนก็แล้วกัน 

“เดี๋ยวผมมานะครับ” ว่าแล้วผู้หมวดหนุ่มก็คว้าจักรยานที่พิงอยู่ข้างอาคารอำนวยการมาก่อนจะปั่นลงไปที่ด่านตรวจอย่างรวดเร็วเพราะกลัวจะไปซื้อไอศกรีมไม่ทันลูกน้องโดยที่แก้วเจ้าจอมได้แต่ชะเง้อมองตามอย่างขำๆ ซึ่งใช้เวลาไม่นานเธอก็เห็นผู้หมวดศิวะปั่นจักรยานไปจอดอยู่ที่ด่านตรวจบนถนนแล้ว และทันทีที่ผู้หมวดปรากฎตัวก็ทำเอาเหล่าลูกน้องแทบจะเดินหนีออกจากรถไอศกรีมไม่ทันเพราะกลัวว่าจะถูกผู้หมวดต่อว่า แต่เพราะผู้หมวดศิวะนั้นไม่ใช่คนดุเหมือนกับผู้หมวดเผ่าเทพ นอกจากเขาจะไม่ต่อว่าลูกน้องแล้วเขายังเลี้ยงไอศกรีมทุกคนอย่างถ้วนหน้าอีก แก้วเจ้าจอมเห็นแล้วก็ต้องยิ้มให้กับความมีน้ำของเขา เพราะในฐานะของผู้บังคับบัญชาแล้ว การมีน้ำใจต่อลูกน้องและเอาใจใส่ซึ่งกันและกันมันจะยิ่งก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีขึ้น ได้นายดีแบบนี้ลูกน้องก็มีกำลังใจในการทำงาน 

               หลังจากที่เหมาไอศกรีมเกือบหมดคันรถแล้วผู้หมวดศิวะก็ปั่นจักรยานขึ้นเขามาหาแก้วเจ้าจอมแล้วก็หอมแฮ่กๆ จนเธอขำ ตอนปั่นลงไปก็ไม่ลำบากอะไรหรอก แต่ตอนปั่นขึ้นมานี่สิ 

               “คุณแก้วครับ กินไอติมมั้ย นี่ๆๆ ผมเลี้ยง” นอกจากจะมีน้ำใจซื้อไอศกรีมมาแจกลูกน้องคนอื่นๆ ในฐานแล้วผู้หมวดศิวะก็ยังหยิบไอศกรีมมาเผื่อเธอด้วย อย่างน้อยเขากับเจ้าหน้าที่นายอื่นๆ ก็ยังได้ออกไปจากฐาน ไปเดินเล่นในหมู่บ้าน ไปตลาดได้ มีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่ไม่ได้ออกไปไหน แม้ผู้กองจะดูแลเธอเป็นอย่างดีแต่เขาขอฟันธงเลยว่าเธอคงไม่ได้กินขนม กินไอศกรีมแบบนี้บ่อยๆ หรอก 

               “ให้ฉันหรอคะ” แก้วเจ้าจอมมองไปที่ไอศกรีมโคนรสสตรอเบอร์รี่ด้วยดวงตาเป็นประกาย นานแค่ไหนกันแล้วที่ไม่ได้กินทั้งๆ ที่เธอเห็นมีรถไอศกรีมเคยขับผ่านฐานอยู่บ้าง ถึงผู้กองพนาจะบอกว่าเงินในกระเป๋าของเขาเธอสามารถหยิบไปใช้ได้ก็ตาม แต่อยู่แต่ที่ฐานแบบนี้เธอจะเอาเงินไปซื้อหาอะไร อีกอย่างถึงจะมีรถขายไอศกรีมขับผ่านหน้าฐานเธอก็ไม่กล้าลงไปซื้อหรอกเพราะยังกลัวว่าจะมีคนร้ายมาแอบซุ่มดูเธออยู่ 

               “ครับ เอาเลยครับไม่ต้องเกรงใจ” เขาส่งไอศกรีมมาให้เธอ แก้วเจ้าจอมจึงไหว้ขอบคุณเขาก่อนรับไอศกรีมมาทำให้ผู้หมวดหนุ่มยิ้มรับในความเรียบร้อยอ่อนโยนของเธอ ยิ่งได้รู้จักกันเขายิ่งคิดว่าเธอเรียบร้อยอ่อนหวานมาก ถึงแม้ว่าช่วงที่เจอกันใหม่ๆ เขาจะเกือบตายเพราะเธอไปก็ตาม ตอนนี้เธอก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆ เรียบร้อย ไม่ค่อยพูดแต่ก็รักผู้กองของเขามากจนแทบจะเรียกได้ว่าทั้งรักทั้งบูชาเลยก็ว่าได้ ไหนจะเป็นหมอ ทำกับข้าวก็อร่อย เขาคิดว่าเป็นการดีเสียด้วยซ้ำที่เธอมาอยู่ที่นี่ แล้วยิ่งเธอความจำเสื่อมจำอะไรไม่ได้เลยเขาก็ทั้งสงสารแล้วก็เอ็นดูเธอ เธอดูไม่มีพิษ ไม่มีภัยกับใครจริงๆ 

               แก้วเจ้าจอมดูอารมณ์ดีมากขึ้นเมื่อได้ลิ้มรสไอศกรีมแสนอร่อย หวานๆ เปรี้ยวๆ เย็นๆ แล้วยิ่งรู้ว่าวันนี้สามีจะกลับมาแล้วเธอก็ยิ่งอารมณ์ดี เธอนั่งกินไอศกรีมอยู่กับผู้หมวดศิวะที่ฐานเสาธงจนใกล้จะหมดแล้วจึงได้สังเกตเห็นรถของทีมที่ออกไปทำภารกิจกับผู้กองพนากำลังแล่นเข้าฐานมา ซึ่งพอเห็นดังนั้นแก้วเจ้าจอมก็รีบลุกขึ้นยืนทันทีเพื่อรอรับสามี ส่วนผู้หมวดศิวะก็ยัดไอศกรีมที่เหลือเข้าปากแล้วเดินเข้าไปหารถหุ้มเกราะทั้งสองคันที่ใช้ในภารกิจครั้งนี้ ได้เห็นเหล่าลูกน้องเดินลงมาจากรถผู้หมวดหนุ่มก็ยิ้มให้อย่างยินดี แม้จะดูอิดโรยกันไปบ้างแต่ก็ไม่ได้มีใครบาดเจ็บกลับมาเขาก็โล่งใจหน่อย แล้วพอเห็นผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้กองพนาลงจากรถมาเป็นคนสุดท้ายและปลอดภัยกันดีเขาก็ยิ่งโล่งใจรีบเดินเข้าไปกอดเพื่อนรักเอาไว้ 

               “นึกว่าจะได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลซะแล้วสิ” 

               “เจอกันปุ๊บปากวอนหาตีนเลยนะ” ผู้หมวดเผ่าเทพว่ากลับแต่ก็กอดเพื่อนตอบเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงจะเป็นห่วงตนกับทุกๆ คนมาก 

               แก้วเจ้าจอมยิ้มจนแก้มปริเมื่อเห็นสามีเดินลงมาจากรถ แล้วพอเขาหันมาทางเธอ เธอก็ไม่รอช้าที่จะวิ่งเข้าไปหาแล้วโถมตัวเข้าใส่เขาทันทีด้วยความคิดถึงอย่างไม่สนใจเลยว่าตอนนี้ชุดเครื่องแบบของเขามันเลอะคราบดินคราบโคลนมากแค่ไหน หรือกลิ่นตัวของเขาซึ่งไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันจะเป็นยังไง เพราะขอแค่เขากลับมาหาเธออย่างปลอดภัยได้เธอก็ดีใจที่สุดแล้ว 

               “พี่พนาขา แก้วคิดถึงพี่พนาที่สุดเลย พี่พนาปลอดภัยดีใช่มั้ย” เธอกอดเขาแล้วก็สำรวจดูตามเนื้อตัวของเขาเพื่อหาร่องรอยบาดแผล ซึ่งผู้กองพนาก็ให้เธอสำรวจเนื้อตัวของเขาแต่โดยดีก่อนจะดึงเอาเธอเข้ามากอดอีกครั้งเพราะความคิดถึงเช่นกัน นอนกลางป่ากลางเขาได้กอดแต่ปืนคลายหนาว แต่คืนนี้เห็นที...ได้จะกอดเมีย  

               “คิดถึงจัง ไว้อยู่สองคนก่อนนะแล้วพี่จะจูบรับขวัญตามสัญญา” แก้วเจ้าจอมแก้มแดงเป็นลูกตำลึงเมื่อสามีกระซิบบอกแบบนี้ก่อนที่เธอจะพยักหน้ารับอย่างเขินๆ เมื่อกอดกันหนำใจแล้วเขาก็คลายกอดออกจากเธอแล้วเดินเข้าไปหาผู้หมวดทั้งสองโดยมีแก้วเจ้าจอมยืนมองอยู่ห่างๆ เพราะเขาคงจะพูดคุยเรื่องงานกันเธอเลยไม่อยากทำตัวเกะกะ 

               “ผมได้ข่าวว่านักโทษหนีไปได้ใช่มั้ยครับ” ผู้หมวดศิวะถาม เพราะเขาติดตามภารกิจนี้มาตลอด 

               “อืม” ผู้กองพนาพยักหน้ารับ “นักโทษเสียชีวิตไปคนหนึ่ง ส่วนอีกสองคนที่เหลือหนีไปได้ เราตามหาร่องรอยไม่เจอเพราะฝนตกตลอดร่องรอยของคนร้ายก็เลยหายไปกับสายฝน ถ้าขืนพวกเขายังจะตามหาพวกมันต่อคงได้มีคนเป็นไข้ป่าปอดบวมกันซะก่อนผมก็เลยยกเลิกภารกิจชั่วคราวก่อน ไว้สืบหาแหล่งกบดานใหม่ของพวกมันได้แล้วค่อยไปลุยใหม่อีกที” 

               “แล้วมันจะไม่หนีไปที่ประเทศเพื่อนบ้านก่อนหรอครับ” 

               “ไม่หรอก” ผู้หมวดเผ่าเทพตอบขึ้นมาแทนด้วยน้ำเสียงสลดยามเมื่อนึกถึงการตายของอาซาน “ภารกิจครั้งนี้ทำให้พวกมันตายไปหนึ่ง อีกสองคนที่เหลือมันคงแค้นแล้วก็รอจังหวะเอาคืนพวกเรา ยังไงมันก็ต้องอยู่แก้แค้นก่อน พวกมันไม่หนีไปไหนหรอก แล้วฉันจะเล่ารายละเอียดให้แกฟังอีกทีนะ ตอนนี้ขอไปอาบน้ำพักผ่อนก่อน ฉันกับผู้กองไม่ได้นอนมาสามวันแล้ว” 

               “เออ สภาพเน่ามาขนาดนี้เชื่อแล้วแหละว่าไม่ได้นอนมา นอกจากจะไม่ได้นอนแล้วก็ยังไม่ได้อาบน้ำด้วย ยี้! เหม็น” 

               “เหม็นงั้นหรอ เหม็นนักใช่มั้ย” ว่าแล้วผู้หมวดเผ่าเทพก็รีบเข้าไปล็อคคอคนที่มันรังเกียจเขาเอาไว้แล้วกดหน้าคนเป็นเพื่อนเข้าหาจั๊กแร้ตัวเองเป็นการเอาคืนทันที งานนี้ทำเอาผู้หมวดศิวะถึงกับหน้าดำหน้าแดงด้วยกลิ่นแสนสดชื่นจากผู้เป็นเพื่อนจนถึงกับเซถลาลงไปนั่งกองอยู่ที่พื้นทันทีทำให้แก้วเจ้าจอมหัวเราะตาม 

               “อ้าว ทุกคนกลับมากันแล้วนี่” เสียงดาบดำรงดังขึ้นเมื่อเขาเพิ่งจะซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ลูกน้องกลับมาที่ฐานหลังจากเพิ่งไปจับงูให้ชาวบ้านมา บนหลังของดาบดำรงแบกอุปกรณ์การจับงูเอาไว้ ส่วนในมือก็ถือกระสอบที่คาดว่าสัตว์ที่จับมาคงจะอยู่ในนั้น 

               “ยินดีต้อนรับกลับฐานครับผู้กอง ภารกิจเรียบร้อยดีใช่มั้ยครับ” ดาบดำรงรีบเข้ามาถามตามประสาคนห่วงใยกัน ผู้กองพนาจึงพยักหน้าตอบว่าภารกิจเรียบร้อยดี 

               “ไปจับงูมาอีกแล้วหรอดาบ” 

               “ครับ ตัวใหญ่เท่าแขนผมนี่ กว่าจะจับได้ก็ฟัดกันนานอยู่ครับ สงสัยเลื้อยออกจากป่ามาเข้าบ้านคน โชคดีที่บ้านหลังนั้นเลี้ยงหมาเอาไว้ หมามันก็เลยเห่าเตือนเจ้าของบ้านซะก่อน” 

               “งูอะไรล่ะ” 

               “งูเห่าครับ เดี๋ยวต้องเอาไปปล่อยในป่าให้ลึกๆ หน่อย” ดาบดำรงชูกระสอบใส่งูขึ้นให้ผู้กองพนาดู ในขณะที่ผู้หมวดศิวะกับผู้หมวดเผ่าเทพยังหาเรื่องแกล้งกันไม่หยุด ผู้หมวดศิวะจะเอาคืนที่ถูกเพื่อนแกล้งให้ดมจั๊กแร้ก็เลยลุกขึ้นมาผลักผู้หมวดเผ่าเทพ แต่เพราะอีกฝ่ายยังอ่อนเพลียจากการไปทำภารกิจมาเลยเซมาชนเข้ากับดาบดำรงอย่างจัง ทำให้กระสอบใส่งูที่ดาบดำรงกำลังชูขึ้นอวดผู้กองพนาหลุดออกจากมือแล้วกระเด็นไปตกลงที่พื้นตรงหน้าแก้วเจ้าจอมอย่างพอดิบพอดี 

               “แก้ว!!!” ผู้กองพนาร้องเรียกเธอขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นงูตัวใหญ่เลื้อยออกมาจากกระสอบก่อนที่มันจะตรงเข้าไปหาหญิงสาวจนแก้วเจ้าจอมต้องรีบถอยหลังหนี 

               “ดาบ! ไม่ได้มัดปากกระสอบเอาไว้หรอ” เขาหันมาต่อว่าดาบดำรง แต่คนที่จ๋อยกลับเป็นผู้หมวดทั้งสองที่เล่นสนุกกันจนลืมระวัง 

               “ผมมัดกระสอบแล้วนะครับ สงสัยเชือกมันจะเปื่อย” 

               “บ้าจริง!” ผู้กองหนุ่มสถบออกมาแล้วส่งสายตาคาดโทษไปให้ผู้หมวดทั้งสองก่อนจะพยายามเข้าไปหาแก้วเจ้าจอม 

               แก้วเจ้าจอมตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ งูก็เลื้อยออกมาหาตนแบบนี้ ยิ่งก้าวถอยหลังหนีงูมันก็ยิ่งเลื้อยตามจนเธอต้องจ้องงูกลับอย่างไม่ให้คลาดสายตา แล้วพอเธอมองงูตัวนี้นานๆ ภาพๆ หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว ภาพตอนที่เธอกำลังยืนเผชิญหน้าอยู่กับงูเห่าแบบนี้...ข้างกายของเธอมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังสอนให้เธอจ้องหน้างู สอนให้เธอคุ้นเคยกับงู สอนให้เธอจับงูและ...สอนให้เธอเชือดคองูแล้วดื่มเลือด...จับงูอย่างนั้นหรอ... 

               “แก้ว แก้วอย่าขยับนะ แก้วอยู่เฉยๆ” เสียงผู้กองพนาร้องบอกทำให้เธอตื่นจากภวังค์ งูเห่าตัวใหญ่ตอนนี้มันกำลังชูคอแผ่แม่เบี้ยใส่เธออย่างเอาเรื่อง 

               “คุณแก้วอย่าขยับนะครับ งูมันจะจับการเคลื่อนไหว คุณแก้วอย่าขยับนะ” เสียงผู้หมวดทั้งสองร้องบอกเธอบ้าง ทั้งเป็นห่วง ทั้งรู้สึกผิดที่ทำให้งูหลุดออกไปหาเธอได้ ในขณะที่ดาบดำรงกำลังรื้อเอาอุปกรณ์การจับงูออกมาอีกครั้ง 

               “ผู้กองอย่านะครับ อย่าฆ่ามัน!” ดาบดำรงรีบเข้ามาขวางเมื่อผู้กองพนาชักปืนออกมาเพื่อจะฆ่างูเห่าตัวดังกล่าว 

               “อย่าฆ่ามันเด็ดขาดนะครับ ผมรับปากกับชาวบ้านมาแล้วว่าจะเอามันไปปล่อย จะไม่ทำอันตรายมันเด็ดขาด” 

               “ดาบจะบ้าหรอ! งูมันจะกัดเมียผมอยู่แล้วเห็นมั้ย ตอนนี้ช่างหัวชาวบ้านไปก่อน ผมจะไม่ยอมให้ไอ้งูบ้านั่นมากัดเมียผมเด็ดขาด!!!” 

               “ไม่ได้ครับผู้กอง ชาวบ้านเขาเชื่อว่างูตัวนี้เป็นงูเจ้าที่ เราจะฆ่ามันไม่ได้ เดี๋ยวผมจะเข้าไปจับงูตัวนี้เองครับ” 

               “งูเจ้าที่บ้าอะไร ดาบเห็นมันคาบโฉนดที่ดินมาด้วยหรอ หลีกไปผมจะฆ่ามันก่อนที่มันจะฆ่าเมียผม!” 

               ผู้กองพนายังคงเถียงกับดาบดำรงไม่เลิก ส่วนผู้หมวดทั้งสองก็พยายามหันเหความสนใจของงูไปทางพวกเขาแทนแต่เหมือนกับว่างูตัวนี้มันจะอยากฉกแก้วเจ้าจอมเสียมากกว่าดังนั้นมันจึงยังคงแผ่แม่เบี้ยเข้าใส่เธออยู่ 

               ‘จ้องหน้ามัน นิ่งๆ ใจเย็นๆ ค่อยๆ ย่อตัวลงไปแล้วยื่นมือไปหามันช้าๆ ให้มืออยู่เหนือหัวของมัน...ช้าๆ’ เสียงของใครสักคนก้องอยู่ในหัวของแก้วเจ้าจอมก่อนที่เธอจะทำตามที่เจ้าของเสียงนี้บอก ยิ่งเธอทำตามที่เสียงนี้บอกแก้วเจ้าจอมก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย เหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่าจะจับได้ เหมือนกับว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่ตอนนี้เธอจะเคยทำมาแล้วอยู่บ่อยครั้ง พอย่อตัวลงไปกับพื้นแล้วก็...ค่อยๆ เอื้อมมือเข้าไปหางูแล้วก็... 

               หมับ! เธอรีบคว้าส่วนหัวของงูเอาไว้แน่นแล้วกดหัวของมันลงต่ำเพื่อป้องกันไม่ให้งูพ่นพิษออกมาใส่ทุกคน ทำให้งูเริ่มดิ้นรนต่อสู้กับเธอโดยการเลื้อยรัดแขนของเธอเอาไว้ แก้วเจ้าจอมจึงใช้อีกมือแกะลำตัวของมันออกด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม ไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถจับงูได้จริงๆ ในขณะที่ผู้กองพนายังถึงกับถือปืนในมือค้าง ดาบดำรงอึ้งกับภาพที่เห็น ส่วนผู้หมวดทั้งสองได้แต่พากันทำหน้าสยองกลืมน้ำลายลงอย่างฝืดคอ 

               “แก้ว...” ผู้กองพนาคิดว่าตัวเองต้องฝันไปแน่ๆ ที่เห็นเธอเข้าไปจับงูเอาไว้ด้วยมือเปล่า ขนาดดาบดำรงที่ทำหน้าที่จับงูเป็นประจำยังต้องใช้อุปกรณ์แล้วก็เวลานานเป็นชั่วโมงเลย แต่เธอ...เธอไม่กลัวงูในมือเลยแม้แต่น้อย ไม่ ไม่มีผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ไหนจะกล้าเข้าใกล้งูทั้งนั้น แต่นี่เธอกลับจับงู...ให้ตายสินี่มันเรื่องจริงใช่มั้ย 

               “จะเอาไปปล่อยใช่มั้ยคะ งูเจ้าที่ใช่รึเปล่า” เธอถามซื่อๆ จนผู้กองพนาต้องรีบเข้าไปจับงูออกจากตัวเธอ ส่วนผู้หมวดเผ่าเทพก็รีบเอากระสอบมาให้ผู้กองใส่งูแล้วมัดกระสอบให้เรียบร้อยด้วยความใจหายใจคว่ำ เกิดมาก็เพิ่งจะเคยพบเคยเห็นนี่แหละผู้หญิงจับงูด้วยมือเปล่า เจ้าหน้าที่ ตชด. หญิงไม่เคยมีใครทำแบบนี้ แม้แต่ผู้หมวดมาริษาเห็นงูก็ยังต้องกรี๊ด 

               “คะ...คุณแก้วทำได้ยังไง จะ...จับงูด้วยมือเปล่า” แก้วเจ้าจอมพยายามนึกว่าใครเป็นคนสอนเธอตามที่ผู้หมวดศิวะถาม อาการปวดศีรษะของเธอเริ่มกำเริบขึ้นมาอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้รุนแรงมาก 

               “มันแปลกหรอคะ” 

               “แปลกมาก ไม่เคยมีผู้หญิงที่ไหนจะกล้าจับงูแบบนี้มาก่อน” ผู้กองพนาตอบแล้วเข้ามาสำรวจดูว่างูตัวนั้นทำร้ายอะไรเธอไปรึเปล่า 

               “มีคนสอนแก้ว...” แก้วเจ้าจอมพูดขึ้นมาลอยๆ จนทุกคนมองหน้ากัน ใครกันจะสอนเธอ ในที่นี่ไม่เคยมีใครเคยสอนเธอจับงูมาก่อนเลยนะ “เป็นผู้ชาย...เขาสอนแก้วจับงู ดื่มเลือดงู...สอนถลกหนังงูออก เนื้องูเป็นสีขาว...รสชาติเหมือนไก่ เลือดงูจะเค็มๆ กินแทนน้ำได้...” แก้วเจ้าจอมพูดช้าๆ อย่างพยายามนึกในสิ่งที่ตนพอจะจำได้ทำเอาผู้กองพนาถึงกับเครียดหนัก เขาเองก็เคยฝึกการจับงูมาก่อน ไอ้เรื่องจับงูมาดื่มเลือดแทนน้ำ ใช้งูเป็นอาหารนั้นเป็นเรื่องที่เหล่าทหารและตำรวจเขาฝึกกัน โดยเฉพาะทหาร ตอนที่เขาฝึกหลักสูตรรีคอนครูฝึกของเขาก็เคยสอนอย่างที่เธอว่า...ถ้าเธอจะรู้เรื่องขนาดนี้งั้น...คนที่สอนเธอก็คงเป็นทหาร แล้วทหารที่สอนเธอ ทหารที่ผ่านการฝึกหลักสูตรรีคอนคนนั้นก็คือ...ผู้หมวดลูกชายรองแม่ทัพภาคที่ 3 ผู้ชายคนที่เคยออกมาเปิดตัวว่าเป็นคนรักของเธอ เขาคงเป็นคนสอนเธอ... 

               “คุณแก้วจำได้มั้ยครับว่าใครสอน” ดาบดำรงถามอย่างทึ่งในตัวหญิงสาว เล่นจับงูมือเปล่าแบบนี้เขาก็อายน่ะสิ นอกจากเธอจะเข้ามาดูแลห้องพยาบาลแทนเขา ทำอาหารกับเขาที่โรงครัวแล้วเธอยังจะมาจับงูแข่งกับเขาอีกหรอเนี่ย ผู้หญิงอะไรประหลาดเป็นบ้า สวยหวานแล้วก็เรียบร้อยขนาดนี้กลับจับงูได้อย่างกับจับกระต่าย 

               “แก้วจำไม่ได้ค่ะดาบ สงสัย...พี่พนาจะเป็นคนสอน ใช่มั้ยคะ” เธอเอียงคอถามเขา ทุกคนเลยมองผู้กองพนาตามเพราะรู้กันอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้เป็นคนสอนเธอแน่ๆ 

               “...ใช่ พี่เป็นคนสอนแก้วเอง” เขาโกหกเธอออกไปทำให้แก้วเจ้าจอมยิ้มหวานออกมาอย่างดีใจที่เข้าใจว่าเธอจำได้แล้วว่าเขาเคยสอนเธอจับงู ในขณะที่ผู้หมวดทั้งสองกับดาบดำรงกลับได้แต่มองเธออย่างสงสารที่จนแล้วจนรอดเธอก็ยังจำอะไรไม่ได้อยู่ดี 

  

 

 

               ผู้กองพนาได้แต่นั่งทอดถอนใจอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านพักในคืนหนึ่ง เขาถอนหายใจออกมานับครั้งไม่ถ้วนหลังอ่านเอกสารรายงานการเคลื่อนไหวของชารีฟกับกาเซ็ม เขาไม่คาดคิดว่าเวลาเพียงแค่สองอาทิตย์จะทำให้พวกมันสามารถรวบรวมพรรคพวกได้มากขึ้น วันก่อนเขาเคยออกไปสืบหาข่าวอยู่คนเดียว เขาพบร่องรอยของพวกมัน ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่เขาคาด พวกมันรวบรวมผู้คนเข้ามาเป็นพวก ปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังเจ้าหน้าที่แล้วยังมีการฝึกนักรบ ฝึกการยิงปืน ฝึกการต่อสู้ พวกมันกำลังเตรียมการแก้แค้นพวกเขาอยู่ เมื่อสามวันก่อนเจ้าหน้าที่ทหารพรานจากฐานปฏิบัติการที่เคยรวมกำลังออกตามล่าพวกมันกับเขาคราวนั้นถูกลอบวางระเบิดระหว่างออกเวรกำลังจะเดินทางกลับฐาน เหตุการณ์คราวนั้นทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตหนึ่งนาย ส่วนที่เหลือยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อนรุ่นน้องตำรวจพลร่มที่อยู่อำเภอธารโตและเคยร่วมปฏิบัติการครั้งนี้กับเขาก็เพิ่งถูกลอบยิงไปก่อนหน้านั้น โชคยังดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก นี่มันเป็นฝีมือของพวกชารีฟอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ฝีมือของพวกผู้ก่อการร้ายแต่อย่างใด แล้วที่น่าหนักใจยิ่งไปกว่านั้นอีกก็คือ...เขาคิดว่ากาเซ็มมันน่าจะรู้แล้วว่าคนที่ยิงอาซานคืนนั้นคือเขาเอง ตอนที่เขาออกลาดตระเวนในหมู่บ้าน เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งคล้ายกับกาเซ็มกำลังแอบจับตาดูเขาอยู่ ถ้ากาเซ็มรู้ชารีฟเองก็คงจะรู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน อีกไม่นานรายต่อไปที่จะโดนปองร้ายคงเป็นเขา หรือไม่ก็ลูกน้องคนใดคนหนึ่งของเขา โดยเฉพาะผู้หมวดทั้งสองที่ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะเป็นลูกน้องคนสนิทที่ติดตามเขามานานหลายปี ตั้งแต่สมัยอยู่หน่วยอรินทราช 26 มาจนเป็นนเรศวร 261 แล้วก็ย้ายลงมาประจำการอยู่ที่นี่ แม้ว่าตอนนี้พวกมันจะยังไม่รู้ว่าเขามีคนรักคือแก้วเจ้าจอมอยู่ด้วยอีกคน แต่...ถ้าพวกมันสืบจนรู้เธอก็จะต้องตกอยู่ในอันตรายไปด้วย แค่ลำพังคดีค้ามนุษย์ยังไม่ทันจะคลี่คลายปัญหาใหญ่ก็จะตามมาอีกแล้ว เขาจะเอายังไงกับเรื่องนี้ดี หรือว่ามันถึงเวลาแล้วที่เขาควรจะตัดสินใจให้เด็ดขาดโดยการ...ปล่อยเธอไป แต่ถ้าเขาทำแบบนั้นคนที่จะต้องเสียใจและเจ็บปวดก็คงจะเป็นเธอ ตอนนี้เธอมีเพียงแค่เขา เขาคือทุกอย่างสำหรับเธอ ถ้าเขาปล่อยเธอไปก็ไม่ต่างอะไรกับเขาทอดทิ้งให้เธอต้องโดดเดี่ยว เธอจะรู้สึกยังไงถ้าถูกเขาทิ้ง เขาเป็นห่วงเธอ อยากให้เธอไปจากเขาแล้วไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยดีกว่าต้องมาเสี่ยงตายอยู่ที่นี่ อีกอย่าง...ถ้าเขาพลาดล่ะ ถ้าเขาพลาดแล้วเป็นอะไรขึ้นมาใครจะดูแลเธอ ถ้าเขาถูกฆ่าตายแล้วเธอได้กลับไปอยู่กับครอบครัว อย่างน้อยเธอก็ยังมีคนคอยดูแลต่อ ตอนนี้เขาไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว ทุกๆ การตัดสินใจของเขามันมีผลกระทบต่อเธอทุกอย่าง 

               “พี่พนา ยังไม่ง่วงอีกหรอคะ” แก้วเจ้าจอมเดินออกมาจากบ้านเมื่อเห็นว่าเขาออกมานั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว แล้วก็ดูเหมือนเขาจะเครียดมากๆ ด้วยนับตั้งแต่กลับมาจากทำภารกิจคราวนั้น ซึ่งนับตั้งแต่เขากลับมาเขาก็อยู่ไม่ค่อยติดฐาน เห็นออกไปข้างนอกบ่อยๆ บางทีก็แอบออกไปตอนกลางคืน ดูลับๆ ล่อๆ ชอบกล นี่เป็นคืนแรกนับตั้งแต่ไปทำภารกิจคราวนั้นที่เขามีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเธอ 

               “พี่นอนไม่หลับน่ะ” เขาตอบแล้วเอื้อมแขนไปดึงเอาเธอเข้ามากอดแล้วหอมแก้มแรงๆ หนึ่งทีอย่างชื่นใจ แก้วเจ้าจอมจึงกอดและซบลงกับอกแกร่งอุ่นๆ ของเขา 

               “เครียดหรอคะ ช่วงนี้แก้วเห็นพี่พนาดูเครียดๆ งานก็ออกยุ่งๆ ด้วย” 

               “ใช่ ก็เรื่องตั้งแต่ภารกิจคราวนั้นแหละ” 

               “เล่าให้แก้วฟังได้มั้ยคะ เป็นความลับราชการอะไรรึเปล่า” 

               “เปล่าหรอก” ผู้กองพนาตอบแล้วนั่งลงกับพื้นระเบียงก่อนจะอุ้มเอาแก้วเจ้าจอมมานั่งกอดบนตัก “ไม่ใช่ความลับอะไรเพราะเรื่องนี้ก็มีออกข่าวอยู่ มีนักโทษสามคนหลบหนีการควบคุมตัวระหว่างไปเรือนจำ พี่ก็เลยนำกำลังออกตามล่า แต่ระหว่างนั้นพี่ได้ยิงน้องชายของหัวหน้ากลุ่มนักโทษไป พวกเขาพยายามหลบหนีต่อโดยการกระโดดลงไปในบึงน้ำที่มีจระเข้ คนที่ถูกพี่ยิงเลยถูกจระเข้ในบึงทำร้ายจนเสียชีวิต นักโทษอีกสองคนที่รอดไปได้เลยแค้นพี่ที่ทำให้น้องชายของเขาตาย” 

               “แต่พี่พนาก็ทำไปตามหน้าที่นี่คะ” 

               “พวกนี้มันไม่สนใจความถูกต้องหรอก มันสนแค่ความถูกใจของมันเพียงเท่านั้น แล้วถ้าใครทำมันเจ็บ มันก็จะตามมาแก้แค้น” 

               “พวกเขาจะตามมาแก้แค้นพี่พนาใช่มั้ยคะ พี่พนากำลังตกอยู่ในอันตราย...” เจ้าจอมมองหน้าเขาด้วยความเป็นห่วง ต้องใช่แน่ๆ เลย เธอเองก็ได้ยินพวกตำรวจในฐานพูดกันว่าตอนนี้ทั้งตำรวจ ทั้งทหารมักถูกเล่นงานอยู่บ่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกผู้ก่อการร้ายหรือพวกนักโทษเหล่านี้กันแน่ 

               “ทำพี่ พี่ไม่กลัวหรอกนะ พี่มันตัวเปล่าคนเดียว คนในครอบครัวก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ถ้าพี่ตายคงไม่มีใครมานั่งร้องไห้ให้ศพพี่หรอก” 

               “ก็แก้วนี่ไงคะ” แก้วเจ้าจอมชี้มาที่ตัวเองก่อนจะซบลงกับอกของเขาอีก “พี่พนาชอบทำเป็นลืมเมียอยู่เรื่อยเลย พี่พนาไม่ใช่ตัวคนเดียวซักหน่อยแต่พี่พนายังมีแก้วอยู่ทั้งคน ผู้หญิงคนนี้น่ะรักพี่พนามากนะคะ รักที่สุดในโลกเลย แล้วผู้หญิงคนนี้ก็จะไม่ทำให้พี่พนาต้องโดดเดี่ยวด้วย” ถ้อยคำแสนหวานของเธอได้รับจูบแสนหวานเป็นรางวัลจากเขาเช่นกัน ผู้กองพนายิ่งกอดเธอไว้แน่นแนบอกแล้วหอมแก้มเธอซ้ำอีกฟอดใหญ่ มันก็จริงอย่างที่เธอว่าแหละ ตอนนี้ชีวิตของเขามีเธอเข้ามาแล้ว เธอคือคนที่เขารักและห่วงมากที่สุดในชีวิต แก้วเจ้าจอมแสนล้ำค่าที่เขาจะเสียไปไม่ได้ 

               “เมียของพี่น่ารักจัง” 

               “ถ้าน่ารักก็ต้องรักให้มากๆ นะคะ” 

               “แน่นอน” 

               “ห้ามทิ้งด้วย” 

               “ไม่ทิ้ง” 

               “ห้ามนอกใจ” 

               “ไม่นอกใจ” 

               “เขาว่ากันว่าตำรวจน่ะเจ้าชู้” 

               “ใครหน้าไหนมันว่าพี่จะไปฆ่ามันให้ดู กล้าดียังไงมาปรักปรำคนรักเมีย บูชาเมีย” แก้วเจ้าจอมหัวเราะคิกออกมาทันทีอย่างชอบใจ สองแขนกอดรอบคอของเขาเอาไว้แล้วหอมแก้มของเขาบ้าง 

               “ถ้าพี่พนาเผลอเจ้าชู้ล่ะคะ” 

               “ไปจับงูเห่ามากัดคอพี่ได้เลย” พูดถึงเรื่องนี้แล้วอดขนลุกไม่ได้ ใครจะไปเชื่อกันล่ะว่าวันนั้นเธอไปจับงูด้วยมือเปล่าได้จริงๆ เรื่องนี้ลือกันไปทั้งฐาน ขนาดผู้หมวดมาริษาก็ยังไม่ยากจะเชื่อ 

               “แหม เรื่องแค่นี้ทำไมต้องพูดกันไม่หยุดด้วยคะ แปลกนักรึยังไง” 

               “คนความจำเสื่อมที่เป็นหมอ แกะรอยเท้าสัตว์ป่าแล้วก็จับงูได้ด้วยมือเปล่า ซ้ำยังเป็นผู้หญิงด้วยน่ะ ไม่มีใครเขาไม่ทึ่งหรอกนะ อีกหน่อยไม่จับปืนผาหน้าไม้ไปบู๊กับพวกพี่เลยหรอ” 

               “ก็ดีสิคะแก้วจะได้อยู่กับพี่พนาเวลาออกไปต่อสู้กับคนร้าย” 

               “เด็กติดผัว” 

               “ไม่ปฏิเสธค่ะ” เธอว่าแล้วก็หัวเราะออกมาอีกอย่างมีความสุข ซุกซบใบหน้าคลอเคลียกับเขาไม่ยอมห่าง ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่เธอมีความสุขนัก แม้ว่าเขาและเธอจะยังไม่ได้เป็นสามีภรรยากันทางพฤตินัย แต่การที่เขากอดเธอเอาไว้แนบหัวใจของเขาทั้งคืนมันก็ทำให้แก้วเจ้าจอมรู้สึกพอใจแล้ว 

               “แก้วจะเป็นกำลังใจให้พี่พนานะคะ แก้วขอให้เจ้าป่าเจ้าเขาเอาใจช่วยพี่พนาด้วย ขอให้พี่พนาสามารถจัดการกับคนร้ายได้ ขอให้พี่พนาปลอดภัยแล้วได้กลับมาอยู่กับแก้ว มาเป็นสามีที่น่ารักของแก้วแบบนี้ตลอดไป” คำขอของเธอทำให้ผืนป่าโดยรอบรับรู้จนต้นไม้เอนลู่ไหวทั้งๆ ที่ไม่มีลมพัดผ่าน ผู้กองพนาเห็นแล้วก็รู้สึกอัศจรรย์ใจนักกับปรากฎการณ์ทางธรรมชาติแบบนี้ เหมือนทุกคำขอของเธอ ผืนป่าจะรับรู้กันโดยทั่ว 

และในคืนนั้นผู้กองพนาก็ได้หลับอย่างสุขใจโดยมีเมียรักอย่างแก้วเจ้าจอมกอดซุกซบอยู่ข้างกายตลอดทั้งคืนโดยที่ไม่รู้เลยว่าพอตื่นเช้ามาสิ่งที่เขากำลังกังวลอยู่จะเป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ 

  

 

 

               “หืม คราวนี้เป็นอมยิ้มหรอคะ” แก้วเจ้าจอมเดินเข้ามาถามผู้หมวดศิวะในเวลาเช้าตรู่ขณะที่ผู้หมวดหนุ่มกำลังเตรียมตัวจะนำลูกน้องออกไปทำหน้าที่ รปภ. คุณครูตามปกติเช่นทุกวัน และวันนี้ก็พิเศษอีกแล้วเมื่อผู้หมวดหนุ่มมีขนมไปแจกเด็กๆ ที่โรงเรียน 

               “เอาไปชดใช้คืนครับ เมื่อวานไถขนมเด็กมาเยอะ วันนี้เลยต้องรีบไปง้อกันหน่อย เดี๋ยวเด็กๆ งอนปิดประตูโรงเรียนไม่ให้ผมเข้าไปมีหวังได้นั่งร้องไห้อยู่หน้าโรงเรียนแน่ๆ” ผู้หมวดหนุ่มพูดติดตลกไปตามประสาจนแก้วเจ้าจอมหัวเราะออกมาไม่หยุด เขาจึงสังเกตได้ว่าเช้าวันนี้เธอดูสดใสมาก ทั้งสดใสทั้งร่าเริง คงเป็นเพราะเมื่อคืนนี้มีผู้กองอยู่เป็นเพื่อนทั้งคืนล่ะสิท่าพอเช้านี้มาถึงได้ดูอารมณ์ดี อิจฉาคนมีเมียนอนกอดจริงวุ้ย! 

               “คุยอะไรกัน ถ้าเตรียมตัวเสร็จก็ไปได้แล้วหมวด” ผู้กองพนาเห็นคนทั้งคู่ยืนหัวเราะอยู่ด้วยกันก็ไม่วายอดเดินเข้ามาหาไม่ได้เพราะความหึงหวง เมียเขายิ่งน่ารักๆ อยู่เขาไม่ชอบให้เธอไปสนิทสนมกับใครให้มาก 

               “แหม ไม่ต้องหึงผมหรอกครับผู้กอง ผมถือคติที่ว่า...เมียเพื่อน เมียนายผมไม่ยุ่ง” 

               “อะไร ใครหึง” ผู้กองพนาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แก้วเจ้าจอมจึงเอียงคอมองแล้วทำหน้าล้อเลียนใส่ ดีใจที่เขาหึงเธอ หวงเธอ 

               “ถ้าไม่หึงงั้น...ไว้ผู้กองกับคุณแก้วมีลูกสาว ผมขอจองนะครับ” 

               “หมวด...” พอได้ยินแบบนี้ผู้กองพนาก็เค้นเสียงดุลอดไรฟันใส่ทำเอาผู้หมวดหนุ่มหัวเราะออกมาลั่นอย่างชอบใจที่ได้แกล้งคนเช้านี้ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้โดนผู้กองพนายันโครมเข้าให้ผู้หมวดศิวะก็รีบขึ้นมอเตอร์ไซค์แล้วขับนำลูกน้องออกไปจากฐานในทันที ทิ้งให้ผู้กองพนาได้แต่สถบด่าไล่หลังให้ในความกะล่อน 

               “โธ่พี่พนา ทำเป็นฉุดหมวดไปได้ ไปทำท่าหวงลูกสาวใส่เขาน่ะ พี่พนามีลูกสาวแล้วหรอคะ” แก้วเจ้าจอมว่า 

               “ก็...” 

               “อ้อ! ก่อนที่จะถามว่ามีลูกสาวแล้วหรือยัง แก้วว่าควรจะถามพี่พนาว่า...เข้าหอกับเมียแล้วรึยังต่างหากล่ะ จริงมั้ยคะ แค่นอนกอดกับจูบเฉยๆ แก้วไม่ท้องขึ้นมาหรอกนะ ถ้าอยากมีลูกสาวไว้หวง...พี่พนาก็ต้องทำให้แก้วท้องก่อน” เธอกระซิบพูดให้เขาได้ยินคนเดียวก่อนจะหัวเราะออกมาแล้วเดินหนีไปทางห้องพยาบาลจนผู้กองพนาต้องมองตาม แม่นางไม้ตัวน้อย หนอย...ถ้าจะพูดกับเขาแบบนี้ไม่ด่าเขาไปเลยล่ะว่าขี้ขลาดไม่กล้าจับเมียกิน แค่ช่วงนี้เขางานยุ่งจนไม่มีเวลาเฉยๆ หรอก ไว้ว่างขึ้นมาเมื่อไหร่...อย่าว่าแต่ลูกสาวเลย จะเอาเป็นทีมนักฟุตบอลกับแก๊งเชียร์ลีดเดอร์ด้วยก็ยังได้ เล่นอ่อยทุกวันขนาดนี้เขาไม่ใช่พระฤาษีนะที่จะได้มีญาณตบะแก่กล้าอดใจไหว มันน่าฟาดก้นจริงๆ เลย 

               ผู้กองพนายืนต่อว่าแก้วเจ้าจอมในใจและคาดโทษเธออยู่ที่หน้าเสาธงภายในฐาน แต่แล้วพอเขาจะเดินเข้าไปในอาคารอำนวยการก็ได้มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นที่ถนนตรงเส้นทางที่ผู้หมวดศิวะกับทีม รปภ. คุณครูต้องขับมอเตอร์ไซค์ผ่าน 

               บึ้ม!!! เสียงระเบิดที่ดังขึ้นทำให้ผู้กองพนาถึงกับตัวชาวาบเหงื่อซึม ผู้หมวดเผ่าเทพรีบวิ่งออกมาจากอาคารอำนวยการก่อนเสียงระเบิดลูกที่สองจะดังตามมา 

               บึ้ม!!! 

               “...ไอ้ศิ...ไม่นะ ไอ้ศิ!!!!” 

  

**************************************************** 

อ้าวพี่ศิ พี่จะไปถึงโรงเรียนมั้ยเนี่ย เด็กๆ รอขนมอยู่น้า 

******************************************** 

เจ้าแม่มาสายมาแล้วจ้า อิๆ ตอนหน้าพบกับน้องป่านนะคะ 

ความคิดเห็น