ไก่หลงในดงมะเขือ
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 : Maybe lie or lie.

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 : Maybe lie or lie.

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 36

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2563 03:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 : Maybe lie or lie.
แบบอักษร

(Dave Side)

         วันต่อมาหลังจากที่ประชุมใหญ่ไป

         ในยามเช้าที่อากาศก็น่าจะบริสุทธิ์ดีถ้าหน้าโรงเรียนไม่ได้ติดถนนใหญ่

         นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมต้องใส่ชุดถูกระเบียบนับตั้งแต่เข้าโรงเรียนนี้ทั้งเข็มที่ติดที่อกข้างซ้ายหรือกระดุมที่ต้องติดให้ครบ

         เหตุผลก็เพราะว่า....วันนี้เป็นวันแรกที่ผมต้องทำงานเป็นสารวัตรนักเรียนอย่างเป็นทางการด้วยการตรวจกระเป๋านักเรียนยามเช้ายังไงล่ะ

                   “เหม่ออะไร!? ตั้งใจทำงานหน่อยสิ!!!”

         ยัยมะลิพูดออกมาอยู่ข้างๆหูของผมด้วยน้ำเสียงที่ดุเหมือนเดิมแต่เพิ่มเติมความสนิทกันมากขึ้นก็คงเป็นเพราะที่เราก็เริ่มคุยกันรู้เรื่องบ้างแล้วประมาณสัก1% แต่ยังไงก็ยังกัดกันอยู่ดีแหละ

         ส่วนวันนี้ที่ผมดูซึมๆไปก็เพราะเหตุผลง่ายๆเลยคือผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้ามาเพื่อเตรียมตัวค้นกระเป๋านักเรียนนี่แหละซึ่งโดยปกติตั้งแต่ที่ผมมาเป็นสารวัตรนักเรียนแล้วเนี่ยก็มีเมื่อวันอังคารนี่แหละที่ตื่นเช้าเพราะเสี้ยนบุหรี่ล้วนๆส่วนที่เหลือก็ตื่นสายเอาเหมือนเดิม(แต่ก็เข้าแถวทันนะ)

         ทันใดนั้นก็มีน้อง.....อะไรนี่แหละที่เป็นคนดูแลพี่ใหญ่ก่อนตายเดินเข้ามาในโรงเรียน

                   “สวัสดีค่ะพี่เดฟ”

         น้องเขาก้มลงไหว้ผมอย่างมีมารยาทก่อนที่ผมจะหยิบกระเป๋าของน้องเขามาตรวจดูซึ่งอย่าคาดหวังเลยว่าจะมียาเสพติดอะไรอยู่ในกระเป๋าผมเลยยื่นกระเป๋าให้น้องเขาคืนก่อนที่น้องเขาจะเดินจากไปแล้วดันไปเจอไอ้แม็กที่เดินกลับมาจากการเข้าห้องน้ำพอดี

                   “อ้าวน้องหมวย สวัสดีครับ”

                   “สวัสดีค่ะพี่แม็ก เช้านี้วุ่นๆหน่อยนะคะ”

                   “ใช่ครับน้องแต่ก็ยังไหวอยู่ เอ้อ วันนี้อาจารย์เรียกน้องไปคุยเรื่องพี่ใหญ่น่ะเดี๋ยวตอนเย็นน้องช่วยมาที่ห้องปกครองด้วยนะครับ”

                   “เอ๊ะ? เรื่องอะไรรึเปล่าคะพี่?”

                   “ก็....มีเรื่องนิดหน่อยน่ะเดี๋ยวอาจารย์ภานุพงษ์จะอธิบายอีกที”

                   “โอเคค่ะเดี๋ยวตอนเย็นหนูจะไปที่ห้องปกครองนะคะ”

         ผมยืนฟังไอ้แม็กพูดคุยกับน้องเขาด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะแยกกันไปแต่ที่ผมสงสัยอยู่อย่างนึงก็คือเมลที่วันนี้มาร่วมทำงานด้วยกันนี่ทำไมถึงได้มองสองคนนั้นแปลกๆ

         ผมยืนมองแววตาของเมลด้วยเวลาที่นานเอาเรื่องอยู่เพราะสายตาของเธอนั้นไม่ได้สื่ออะไรที่ดีเท่าไหร่เสมือนแอบฟังข้อมูลอะไรสักอย่างอยู่ หรือผมจะมองเธอในแง่ร้ายเกินไปเพราะเมื่อวานหล่อนเองก็ร่วมผสมโรงกับไอ้ดอสที่จะพยายามแฉว่าผมพกยาบ้ามาโรงเรียน

                   “เดฟ!!!”

         แล้วก็เป็นเสียงยัยมะลิอีกแล้วที่ดังข้างหูของผมจนผมได้สติอีกครั้งก่อนที่จะบ่นใส่ผมยับ

                   “ตั้งใจทำงานหน่อยสิ!!! เอาแต่เหม่อลอยแบบนี้จะได้เรื่องมั้ยเนี่ย!?”

                   “พูดมากจริงยัยมะระ”

                   “อย่ามาเรียกมะระได้มั้ย!!”

                   “นั่นๆ ไอ้เด็กนี่เคยเห็นดูดบุหรี่ในห้องน้ำอยู่เดี๋ยวจะตรวจกระเป๋าให้”

         ผมแกล้งทำเป็นเปลี่ยนเรื่องเพราะผมยังไม่อยากที่จะเถียงกับมะลิแล้วก็ได้เดินเข้าตรวจกระเป๋าของเด็กคนหนึ่งที่พยายามตีเนียนเข้าโรงเรียนซึ่งก็พบกับซองบุหรี่ในกระเป๋าจนทำให้ไอ้เด็กนั่นหน้าเสียไปในทันที

                   “.......”

                   “....มึงอยากเข้าห้องปกครองมั้ย?”

                   “มะ.....ไม่ครับ......”

                   “งั้นเอาบุหรี่ซองนี้มาให้กูแล้วเรื่องนี้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น”

                   “เพี๊ยะ!!!!!” 

                   “โอ๊ย!!! เจ็บนะโว้ยมะระ!!!”

         ยัยมะลิตีแขนของผมอย่างแรงซึ่งน่าจะแรงกว่าหมัดของคู่อริที่เคยมีเรื่องราวกันซะอีกก่อนที่หล่อนจะดุผมอีกแล้ว

                   “มันน่าตีมั้ยล่ะ!!? แทนที่จะพาไปห้องปกครองแต่กลับขอสินบนงั้นเหรอ!”

                   “ก็แค่แซวเล่นๆป่ะ!!!!!”

                   “ไม่ต้องพูดเลยแก!!!!!”

         แล้วยัยนี่ก็ยังดึงหูของผมซึ่งมันโคตรเจ็บเลยถ้าเป็นผู้ชายผมคงต่อยไปแล้ว

                   “โอ๊ย!!! เจ็บนะโว้ยมะระ!!!!”

                   “แล้วไงถ้าปล่อยไว้แกคงแอบเตี้ยมกับน้องเขาแลกบุหรี่ฟรีแน่ๆ!!!!”

                   “ก็บอกแล้วไงว่าแซวเล่น!!!!”

                   “เอ่อ.....ทั้งสองคนใจเย็นๆก่อนนะ”

         ทันใดนั้นเมลก็ได้เดินเข้ามาเพื่อสงบศึกระหว่างเราสองคนที่กำลังจะทะเลาะอย่างดุเดือดก่อนที่หล่อนจะพูดต่อด้วยความเย็นชา

                   “เดี๋ยวเราพาน้องคนนี้ไปห้องปกครองเอง แบบนี้ก็แฟร์ดีใช่มั้ยล่ะ?”

                   “อ่า....ก็ได้ๆ”

                   “อื้มงั้นฝากแกด้วยนะเมล”

                   “เคจ้า”

         แล้วก็เป็นเมลที่พาเด็กคนนั้นไปเข้าห้องปกครองก่อนที่ผมกับมะลินั้นจะแยกจากกันโดยที่ยัยมะลิก็ยังไม่หยุดพูดซะที

                   “ดีนะที่เมลพาไปแล้วไม่งั้นน้องคนนั้นคงหนีไปแล้ว!”

                   “พูดมากน่ารำคาญยัยมะระ”

                   “อ้าวๆไหนว่าไม่ถูกกันไงไหนถึงมีชื่อเรียกใหม่ด้วยล่ะเนี่ย?”

         ทันใดนั้นไอ้แม็กก็ได้พูดแซวขึ้นมาหาพระแสงอะไรก็ไม่รู้ก่อนที่ผมกับมะลิจะตอบพร้อมกันด้วยเสียงอันดังพอที่คนจะหันมาทั้งโรงเรียน

                   “มึง/แม็กคิดอะไรอยู่!!!!!?”

                   “แหม่ๆตอบพร้อมกันซะด้วยสงสัยน่าจะมีซัมติงแล้วแหละ”

                   “ไม่มีทางโว้ย!!!!!!”

         มันเอาสมองส่วนไหนคิดว่าเราสองคนเนี่ยนะจะมีซัมติงกันบอกเลยว่าไม่มีทางและผมก็เชื่อว่ายัยนั่นก็คิดแบบเดียวกับผม

         แล้วผมก็ได้ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปจนถึงคาบเรียน

 

         และเวลาพักเที่ยงก็ได้มาถึง

         ณ ร้านป๋าต๋อยไก่ทอดอันมีจุดกำเนิดมาจากเชียงใหม่แล้วดังมาจนถึงที่กรุงเทพ

         ผมกับไอ้แม็กกำลังกินข้าวที่รสชาติก็เหมือนเดิมของโรงเรียนก่อนที่ไอ้แม็กจะเปิดประเด็นพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่ชวนน่าถีบจริงๆ

                   “เฮ้ยไอ้เดฟ....มึงนี่มันร้ายจริงๆ”

                   “อะไรของมึงวะ?”

                   “ดูเหมือนว่าคู่กัดจะเริ่มพัฒนาแล้วสินะ....สงสัยอีกไม่นานเดฟกับมะลิจะได้เป็นคู่แค้นแสนรักประจำโรงเรียนแล้วสิเนี่ย”

                   “มึงยังไม่เลิกเอาความคิดแบบนั้นออกจากสมองอีกเหรอเนี่ย?”

         ผมล่ะไม่อยากจะเชื่อจริงๆว่าไอ้แม็กมันจะคิดอย่างนี้จริงๆจนทำให้อาหารในจานรสชาติแย่ลงในทันที

                   “ก็แค่แซวเล่นๆ...แต่ก็เห็นมะลิหน้าแดงตอนที่กูแซวด้วยแหละ”

                   “ร้อนมั้งไอ้เวร ทำอย่างกะตอนเช้ามันเย็นมากแหละ”

                   “แหม่ๆๆบางทีมะลิอาจจะคิดอะไรกับมึงอยู่ก็ได้”

                   “โถไอ้แม็ก มึงเอาอะไรคิดเนี่ย!”

                   “คุยอะไรกันน่ะ?”

         เวรกรรมจริงๆที่ยัยมะลิ เฟิร์สและฮิเดะเดินมาพร้อมอาหารและเครื่องดื่มมายืนอยู่ตรงหน้าก่อนที่จะเดินเข้ามานั่งอยู่ที่ม้านั่งซึ่งไม่วายไอ้แม็กมันจะพูดขึ้นมาอีก

                   “เฟิร์สฮิเดะมานั่งข้างๆกูดีกว่ามา”

                   “อุ๊ย ได้เลยจ้า”

                   “เออๆ”

         แล้วประเด็นก็คือไอ้สองคนนั้นก็เดินมานั่งข้างๆไอ้แม็กอย่างว่าง่ายปล่อยให้ยัยมะลินั่งข้างๆผม จากนั้นไอ้แม็กก็ส่งสายตายียวนเข้ามาอีกยิ่งทำให้ผมหัวร้อนขึ้นมากขึ้นไปอีกแต่จะต่อยเพื่อนเพราะเรื่องแค่นี้ก็เกินไป

                   “อ้าวเดฟ นอกจากบุหรี่แกกินข้าวเป็นด้วยเหรอ?”

                   “พูดมากว่ะมะระ”

         ยัยมะลิหาเรื่องผมด้วยการแซะผมอีกแล้วก่อนที่ผมจะมองไปที่จานอาหารของหล่อนที่มีแต่ข้าวและก็ไก่ทอดทำให้ผมแซะหล่อนคืน

                   “กินแบบนี้ระวังอ้วนเป็นมะระยัดไส้แทนนะมะลิ”

                   “เสียมารยาท!”

                   “แล้วใครเริ่มก่อนล่ะ?”

                   “เราก็แค่สงสัยว่านอกจากสูบบุหรี่แล้วแกยังกินข้าวได้ด้วยเหรอก็แค่นั้นเอง!”

                   “งั้นเราก็สงสัยแค่ว่าแกกินแต่ของทอดแบบนี้อยากอ้วนเหรอก็แค่นี้เอง”

         เราสองคนต่างมองหน้ากันโดยที่มะลิทำหน้าบึ้งใส่ผมส่วนผมก็ส่งสายตายียวนออกไปแทนเสมือนว่าน้ำย่อมดับไฟได้เสมอก่อนที่ยัยมะลิจะหันไปกินข้าวต่อ

                   “ไม่คุยด้วยแล้ว!!!”

                   “ก็ไม่ได้ขอให้คุยด้วยนี่หวา แกเริ่มก่อนเองนะ”

                   “ชิ!”

         ทันใดนั้นผมก็ได้หันไปมองไอ้สามคนที่นั่งตรงข้ามซึ่งมันก็ทำหน้าทำตายียวนเสมือนว่าผมกับยัยมะลิกำลังจีบกันอยู่จนทำให้ผมอยากจะไปต่อยใครสักคนจนต้องลั่นวาจาหาเรื่องออกมา

                   “มองอะไรวะ!!?”

                   “เปล๊า”

         ทั้งสามคนตอบพร้อมกันก่อนที่จะนั่งกินข้าวด้วยแววตาที่ยียวนเหมือนเดิมจนทำเอาผมหมดอารมณ์กินทันทีซึ่งพอดีกับไอ้พวกพยัคฆ์เดินเข้ามาหาเรื่องถึงในโรงอาหารพอดี

                   “ไอ้เดฟ!!!! วันนี้......!!!!”

                   “เอาดิวะวันนี้กูคันตีนพอดี!!!!!!!”

                   “ชิบหายแล้วมันไปหัวร้อนอะไรมาวะพี่สิงห์!?”

                   “ไม่รู้เว้ย หนีก่อนเถอะ!!!!”

         แล้วผมก็วิ่งไล่ไอ้พวกพยัคฆ์ก่อนที่จะมีเสียงของยัยมะลิไล่หลังดังขึ้นมา

                   “อย่ามีเรื่องนะเดฟ!!!!!”

                   “วันนี้กูจะจับพวกมึงให้ได้!!!!!!”

 

 

(Max Side)

                   “ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

         หลังจากที่เห็นไอ้เดฟมันหัวร้อนจนวิ่งไปไล่กระทืบพวกสิงห์แล้วไม่วายที่มะลิจะตามไปห้ามปรามจนทำให้ผม เฟิร์สและก็ฮิเดะที่นั่งดูโมเมนท์กัดกันที่หวานซะเหลือเกินของเดฟมะลิมาสักพักนึงแล้วนั่งขำกันลั่นโรงอาหารก่อนที่ฮิเดะจะพูดขึ้นมา

                   “สองคนนี้มันมีซัมติงกันจริงๆเหรอวะ”

                   “ไม่รู้เด่ะ แต่เห็นไอสองคนนี้เริ่มสนิทกันแปลกๆมาตั้งแต่เมื่อวานปกติจะไม่ค่อยคุยกันด้วยซ้ำแบบนี้จะให้คิดยังไงวะ?”

                   “เมิงงงงงงง เรื่องนี้กระเทยดูออกว่าตั้งแต่วันที่ประชุมด่วนแล้วมะลิดูสนิทกับเดฟมากขึ้นจริงมึง”

                   “กูว่าได้เห็นคู่ร้ายแสนรักในโรงเรียนเข้าสักวันแน่ๆ”

         ผมพูดขึ้นมาด้วยความคิดแบบชิปเปอร์ที่พยายามเหลือเกินที่จะทำให้เพื่อนสนิทไปคู่กับคู่กัดของตัวเอง ก็แหม่มันชอบแซวชอบด่าชอบกัดกันซะขนาดนี้ใครจะไม่คิดบ้างล่ะ?

         จากนั้นฮิเดะก็ได้พูดเรื่องจริงจังขึ้นมาเปลี่ยนอารมณ์ของเรื่องในทันที

                   “เปลี่ยนเรื่องๆ เมื่อวานมึงบอกว่าน้องที่ดูแลพี่ใหญ่เนี่ยได้ยาบำรุงจากอาจารย์ปวิณจริงเหรอวะ?”

                   “จริงว่ะ แต่กูไม่รู้ว่าน้องเขาจะโกหกรึเปล่านะเพราะอะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น”

                   “แม็กแต่กูว่าอาจารย์ปวิณไม่ทำแบบนั้นหรอกมึง อาจารย์แกออกจะใจดีจะตาย”

                   “กูก็ว่างั้นว่ะเฟิร์สเพราะตอนอาจารย์ตอยสอนกูวิชาเคมีเสริมนี่โคตรใจดีกับทุกคนเลยมึง”

                   “มึงควรระวังน้องคนนั้นดีกว่าเพราะเขาอาจจะโกหกมึงก็ได้”

                   “แต่น้องเขาก็ดูรักสัตว์จริงๆนะเว้ยพวกมึง”

                   “เอาเถอะ แต่ยังไงซะกูเชื่อว่าอาจารย์ปวิณไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรอก”

                   “จริงเมิง อันนี้กูเห็นด้วยกับฮิเดะเลย”

         บางทีมันก็จริงนะเพราะว่าอาจารย์ปวิณเป็นอาจารย์ดีเด่นประจำโรงเรียนมาตั้งแต่ก่อนผมสอนแล้วฉะนั้นอาจารย์ไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้อยู่แล้ว

         แต่ยังไงก็ตามผมก็ยังอยากที่จะเชื่อน้องเขาอยู่นะเอาจริงๆ...

(Dave Side)

         และสุดท้ายแล้วนั้นผมที่วิ่งไล่ตามพวกพยัคฆ์ไปนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรพวกมันแม้แต่นิดเดียว

         อีกทั้งยัยมะลิยังตามมาดึงหูผมทันอีก

                   “โอ๊ย!!! เจ็บนะเว้ยมะระ!!!”

                   “แล้วใครใช้ให้ไปมีเรื่องล่ะ!!!?”

                   “แล้วจะยุ่งอะไรกับเรานักหนาวะ!?”

                   “ก็ตอนนี้แกเป็นสารวัตรนักเรียนแล้วแกห้ามมีเรื่องเด็ดขาด!!!!”

         และแล้วผมก็ยังคงยืนเถียงกับยัยมะลิอยู่อย่างนั้น

         ก่อนที่สายตาของผมจะเหลือบไปเห็นไอ้เด็กที่ผมพึ่งค้นกระเป๋าแล้วเจอซองบุหรี่ไปเมื่อเช้านี้เดินออกจากห้องเรียนมาซึ่งห้องเรียนนั้นเป็นห้องม.4/7 ผมเลยทำเป็นเปลี่ยนเรื่องเพื่อที่จะไม่ต้องเถียงกับยัยมะลิอีก

                   “เฮ้ย ไอ้น้อง!”

         ไอ้เด็กนั่นสะดุ้งโหยงซึ่งก็ไม่แปลกที่จะเป็นแบบนั้นเพราะจู่ๆเจอคนที่ไม่รู้จักเรียกด้วยเสียงดังๆมันก็ต้องตกใจอยู่แล้ว

         แต่ประเด็นคือไอ้เด็กนั่นมันวิ่งหนีออกไปเลยก่อนที่ยัยมะลิจะพูดขึ้นมาอีก

                   “แกอย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะเว้ย!”

                   “มะระ แกคิดว่ามีอะไรแปลกๆป่ะวะ?”

                   “อะไรแปลกๆ!? นี่แกยังจะเปลี่ยนเรื่องไม่เลิกอีกเหรอ!?”

                   “ไม่ๆแกจำเป็นเด็กที่โดนเมลจับเรื่องบุหรี่เมื่อเช้าไม่ได้เหรอ?”

                   “ทำไม?”

                   “ก็เมื่อกี้เราเห็นมันเดินออกมาจากห้องเมื่อกี้เราเลยทักไปกะว่าจะคุยด้วยแต่พอเราทักไปปุ๊บมันก็หนีปั๊บ”

                   “ก็แกน่ากลัวขนาดนี้ใครจะไม่หนีบ้างล่ะ!?”

                   “เอ้อ ก็จริง”

         นั่นสินะ บางทีเด็กมันก็แค่กลัวเราเฉยๆก็ได้ไม่มีอะไรน่าสงสัยหรอกถึงมันจะน่าสงสัยก็เถอะ

         แต่แบบนี้เท่ากับว่าเราคิดเยอะเกินไปหรือว่าเราประมาทเกินไปกันแน่...

 

(Max Side)

         เวลาเลิกเรียนก็ได้มาถึง

         ผมได้ไปรอน้องหมวยที่ห้องม.4/7ซึ่งเป็นห้องประจำชั้นของหล่อน ผมยืนรออยู่สักพักก่อนที่หล่อนจะเดินออกมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม

                   “พี่แม็กคะ”

         หล่อนทักทายด้วยรอยยิ้มที่น่ารักสดใสก่อนที่ผมจะยิ้มตอบแล้วพูดขึ้นมา

                   “งั้นเรารีบไปกันเถอะ ตอนนี้อาจารย์ปวิณน่าจะไปถึงห้องแล้ว”

                   “เอ๋? อาจารย์ปวิณก็ไปด้วยเหรอคะพี่?”

                   “ใช่ครับ”

                   “งั้นแสดงว่าที่อาจารย์ภานุพงษ์เรียกหนูมาคุยนี่คือเรื่องที่หนูบอกกับพี่เรื่องยาบำรุงพี่ใหญ่ใช่มั้ยคะ?”

                   “ใช่ครับ เอาจริงๆเลยคืออาจารย์ภานุพงษ์เขาสงสัยว่ายานั่นมันคืออะไร”

                   “อ๋อ อย่างนี้นี่เอง งั้นอาจารย์ปวิณน่าจะอธิบายให้อาจารย์เขาฟังบ้างแล้วแหละแต่หนูก็จะไปพูดยืนยันอีกทีก็แล้วกัน”

                   “ครับน้อง”

         จากนั้นผมก็ได้เดินนำน้องหมวยไปข้างหน้าก่อนที่น้องหมวยจะพูดขึ้นมา

                   “พี่แม็กคะ”

                   “ครับ?”

                   “วันไหนถ้าพี่ว่าง.....ช่วยไปเทศกาลสัตว์เล็กกับหนูได้มั้ยคะ?”

         ผมไม่รู้อะไรหรอกว่าทำไมจู่ๆน้องหมวยเขาถึงได้ชวนผมออกไปเที่ยวแบบนี้นะ

         แต่ถ้าจะถามผมตามตรงนี่ผมก็ไปนะ....เพราะตั้งแต่เปิดเทอมมาก่อนที่จะเกิดเรื่องนี่

         ผมก็มองน้องเขามาได้สักพักแล้วล่ะแต่ก็พึ่งได้คุยกันก็เพราะเรื่องพี่ใหญ่ก็เถอะ

         แต่ถ้าเกิดว่าเรารู้สึกดีกับใครสักคนแล้ว...ต่อให้มันเร็วแค่ไหนที่จะไปเที่ยวด้วยกันมันก็ไม่เสียหายไม่ใช่เหรอที่เราจะลองทำดู

                   “ได้ครับน้อง”

         ผมยิ้มกลับไปให้น้องเขาก่อนที่น้องเขาจะหน้าแดงแล้วพูดขึ้นอีกว่า

                   “งั้นชวนพี่เดฟไปด้วยนะคะ”

                   “ได้สิครับ หลังจบงานนี้เดี๋ยวพี่จะชวนเพื่อนๆของพี่ไปเยอะๆแล้วน้องก็ชวนเพื่อนของน้องมาเยอะๆด้วยนะ”

                   “อื้ม ค่ะพี่”

         แล้วเราสองคนก็ได้เดินไปที่ห้องปกครอง

 

         เมื่อมาถึงห้องปกครองแล้วนั้น

         ยามที่เปิดประตูเข้ามาปะทะกับอากาศที่หนาวเหน็บนั้นก็ได้พบกับอาจารย์ร่างสูงผิวขาวหน้าหล่อนั่งประจัญหน้าอยู่กับอาจารย์หัวโล้นผิวเข้มที่กำลังนั่งรออะไรสักอย่างก่อนที่จะพูดขึ้นมา

                   “ขอบใจมากนะพิชญ์ภัสสร เดี๋ยวครูจะมีเรื่องพูดกับน้องเขาสักหน่อยนะ”

                   “ได้ครับครูเดี๋ยวผมนั่งฟังด้วยนะครับ”

                   “โอเค ไปนั่งกับฉันทกิจเลยนะ”

         เมื่ออาจารย์พูดถึงไอ้ดอสแล้วนั้นผมก็ได้หันเจอกับไอ้ดอสที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่อย่างเงียบๆก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับมันก่อนที่มันจะพูดขึ้นมา

                   “มึงเชื่ออีเด็กนั่นสักแค่ไหนกันวะ?”

                   “เฮ้ยไอ้ดอส มึงพูดดีๆกับน้องเขาหน่อยก็ได้มั้ง”

                   “จะพูดดีทำไมในเมื่ออีเด็กนั่นมันใส่ร้ายอาจารย์ปวิณ!”

                   “อะไรนะ!?”

         ผมสงสัยขึ้นมาทันทีที่จู่ๆไอ้ดอสมันพูดออกมาแบบนั้นก่อนที่เสียงของอาจารย์ภานุพงษ์จะพูดขึ้นมา

                   “เธอคือนิพาดาห้อง4/7สินะ”

                   “ค่ะ”

                   “คือเมื่อก่อนหน้านี้พิชญ์ภัสสรได้เล่าเรื่องที่อาจารย์ปวิณเอายาบำรุงให้เธอไปฉีดที่ใหญ่ในทุกๆวันแล้ว”

                   “ค่ะอาจารย์ แต่หนูว่ามันไม่ใช่ยาเสพติดนะคะ”

                   “แต่อาจารย์ปวิณบอกว่าเขาไม่รู้เห็นกับเรื่องนี้เลย”

         เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย!?

         ทำไมมันกลายหนังคนละม้วนเลยวะ?

                   “อะไรนะคะ!?”

                   “อาจารย์เลยสงสัยว่าเธอฉีดอะไรให้ใหญ่ฉีดกันแน่!?”

                   “ก็ยาบำรุงที่อาจารย์ปวิณให้หนูมาไงคะ!”

                   “เรื่องนี้อาจารย์ไม่รู้นะครับนิพาดา อาจารย์ไม่เคยเอายาอะไรให้หนูไปฉีดพี่ใหญ่เลย”

         ทันใดนั้นอาจารย์ปวิณก็ได้พูดขึ้นมายิ่งทำให้น้องหมวยหน้าเสียไปในทันที      

                   “ก็อาจารย์เอามาให้หนูเองนี่!”

                   “น้องเลิกโกหกเถอะครับ!!”

         ไอ้ดอสพูดพร้อมลุกขึ้นเดินไปหยิบกระเป๋าของน้องหมวยทันที

                   “พี่!!! เอากระเป๋าหนูมานะ!!!!”

         แม้ว่าน้องหมวยจะร้องห้ามไอ้ดอสแต่มันก็ไม่สนใจฟังแล้วเทกระเป๋าของน้องหมวยทันที

         ก่อนที่ทั้งผมทั้งน้องหมวยและทุกๆคนในห้องนั้นจะตกตะลึง

         เพราะ.....เมื่อเทกระเป๋าออกมานั้นก็ได้พบกับซองพลาสติกที่มียาเม็ดสีแดงชมพูอยู่ในนั้น

         ก่อนที่ไอ้ดอสจะหยิบมันขึ้นมาชูใส่หน้าของน้องหมวย

                   “นี่มันคืออะไร!?”

                   “ไม่นะพี่!!! ตอนแรกมันไม่มีนะพี่!!!!”

                   “กูถามว่ามันคืออะไร!!!!!?”

                   “หนูไม่ร.....!!!!”

         ทันใดนั้นไอ้ดอสมันกระชากเสื้อของน้องหมวยอย่างแรงก่อนที่อาจารย์จะเข้ามาห้ามปรามเอาไว้ส่วนผมได้แต่ยืนอึ้ง...

         เพราะผมโดนหลอกเข้าเต็มๆ......

                   “มึงรู้!!!! มึงเลยใส่ร้ายอาจารย์ปวิณไง!!!!!!”

                   “ใจเย็นๆก่อนฉันทกิจ!!! เดี๋ยวครูจัดการเอง”

         ทันใดนั้นไอ้ดอสก็ผลักน้องหมวยล้มตรงที่ผมยืนอยู่ก่อนที่น้องเขาะเงยหน้ามามองผมเพื่อหาคนที่เชื่อเธอในการยืนยันว่าเธอไม่ได้ทำผิดอะไรเลย

         แต่หลักฐานก็อยู่ตรงหน้าอยู่แล้วผมเลยทำได้แค่มองหน้าของน้องเขากลับไป

         ด้วยความผิดหวัง......

                   “พี่คงช่วยอะไรไม่ได้แล้วน้องหมวย”

                   “พี่โคตรผิดหวังในตัวของน้องจริงๆ.....”

         พอผมพูดจบนั้นน้ำตาของน้องหมวยก็ได้ไหลออกมาด้วยความผิดหวังก่อนที่อาจารย์ปวิณจะเดินเข้ามาปลอบเขาเอาไว้ด้วยคำพูด

                   “หวังว่าบทเรียนนี้จะทำให้เธอรู้ว่ายาเสพติดเป็นสิ่งไม่ดีนะนิพาดา......”

                   “อย่าได้ทำเรื่องแบบนี้อีก.....”

 

         และแล้วเวลาก็ได้ผ่านไป

         เรื่องราวทุกอย่างก็ได้จบลงที่อาจารย์ภานุพงษ์เรียกผู้ปกครองของน้องหมวยมาพูดคุยก่อนที่จะลงนามยืนยันว่าให้น้องหมวยลาออกจากโรงเรียนหรือแปลง่ายๆว่าน้องหมวยถูกไล่ออกไปแล้ว....โชคดียังดีที่ฟ้ามีตาให้เธอบ้างเพราะอาจารย์ภานุพงษ์ตัดสินใจที่จะไม่เอาเรื่องนี้ไปถึงตำรวจและพูดคุยกับผู้ปกครองของน้องหมวยจะให้ลงนามลาออกจากการที่ถูกบลูลี่จนอยู่ไม่ไหวเท่านั้นทำให้เธอยังมีอนาคตที่จะเดินต่อไปได้......

         ส่วนผมน่ะเหรอ ผมคงชาชินกับการที่ถูกผู้หญิงหลอกมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ครั้งนี้แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องความรักก็ตามแต่ผมรู้สึกว่ามันหนักกว่าทุกครั้งที่ผมโดนหลอกซะอีก

                   “เฮ้ย มึงเป็นไรวะไอ้แม็ก?”

         ผมหันไปหาเจ้าของเสียงที่อยู่ตรงหน้าประตูห้องซึ่งก็พบกับไอ้เดฟที่มันเปิดประตูเข้ามาในห้องพอดี

                   “เปล่า....กูไม่ได้เป็นอะไร.....”

                   “งั้นมึงอธิบายกับกูทีว่าทำไมน้องคนนั้นโดนไล่ออก?”

                   “น้องหมวยน่ะเหรอ....ก็น้องเขาพกยาบ้ามาโรงเรียนกูจะทำอะไรได้วะ.....”

                   “ไอ้ควายเอ้ย!!!!”

         ไอ้เดฟตะโกนผมด้วยที่ดังลั่นห้องก่อนที่ผมจะหันไปด่ามันคืน

                   “มึงจะด่ากูทำไมวะ!!!? กูก็เชื่อในตัวน้องเขาแต่น้องเขาเลือกที่จะโกหกกูเหมือนกัน น้องเขาโกหกทุกๆคนและยังใส่ร้ายอาจารย์ปวิณอีก!!! ถ้ามึงฉลาดนักทำไมมึงไม่ตรวจน้องเขาไปตั้งแต่เมื่อเช้าล่ะวะ!!!?”

                   “ก็กูตรวจแล้วกูเลยรู้ว่าน้องมันโดนยัดยาไงไอ้โง่เอ้ย!!!!!”

                   “ห๊ะ????”

- โปรดติดตามตอนต่อไป – 

เข้ากลุ่มเพื่อพูดคุยสนทนาได้ที่ https://www.facebook.com/groups/564349151030155 

      

ความคิดเห็น