อลิลศรา อรวรา
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : ) ฝากติดตามที่เพจ บ้านอลิลศรา ด้วยค่ะ

บทที่ 12 ถานฮวาผลิบานยามหิมะโปรย

ชื่อตอน : บทที่ 12 ถานฮวาผลิบานยามหิมะโปรย

คำค้น : จันทรา,มังกร,นิยายจีน,วังหลวง

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 28

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2563 03:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 ถานฮวาผลิบานยามหิมะโปรย
แบบอักษร

บทใหม่มาลงรัวๆ ฝากคอมเม้นท์ ติ-ชมด้วยนะคะ 

หากมีคำผิดขออภัยนะคะ ยังไม่ได้รีไรท์ค่ะ 

บทที่ 12 ถานฮวาผลิบานยามหิมะโปรย 

  

“เจ้าปล่อยให้ข้าหลับไปนานนัก”

“ท่านควรได้พักผ่อนแล้ว”

จ้าวหยางหลงตื่นขึ้นหลังจากหลับไปหนึ่งชั่วยาม และพบว่าตอนนี้เหิงเย่วสละเสื้อคลุมที่นางสวมไว้ให้เขา จนตัวเองต้องมาหนาวสั่น เขาจึงรีบสวมเสื้อคลุมคืนให้ พร้อมทั้งยกของตนเองให้ด้วย ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาพานางลงมาจากหลังคา แล้วขี่ม้ากลับค่ายอย่างรวดเร็ว

“คืนนี้เจ้าค้างกับข้าที่ค่ายเถอะ” เขาออกคำสั่งพลางอุ้มนางลงจากหลังม้า จากนั้นก็ช้อนอุ้มร่างเหิงเย่วขึ้นมา จนทำให้คนในอ้อมแขนต้องร้องประท้วง

“ข้าเดินเองก็ได้ ท่านไม่ต้องอุ้มหรอก”

“เจ้าตัวเย็นขนาดนี้ น่าเป็นห่วงนัก” จ้าวหยางหลงกล่าว พลางอุ้มคนหัวดื้อเข้าไปในกระโจม ก่อนจะพานางไปนอนที่เตียงกว้าง “นอนพักเถอะ คืนนี้หิมะตกหนักนัก ไม่เหมาะที่จะออกไปไหน”

“ก็ได้” นางตอบอย่างว่าง่าย พลางส่งเสื้อคลุมที่พระสวามีช่วยถอดให้ให้เขา จากนั้นก็ล้มตัวลงบนหมอน ก่อนจะถูกคนตัวโตกว่าตามมานอนกอดไว้เพื่อให้ความอบอุ่น ซึ่งลี่เหิงเย่วก็ยอมเคลื่อนกายเข้าหาเขาแต่โดยดี

“ท่านได้กลิ่นหอมหรือไม่” คนในอ้อมแขนถามขึ้นมา ยามได้กลิ่นหอมรวยรินที่พัดโชยเข้ามาในกระโจม ด้านนอกหิมะคงตกหนักกว่าตอนแรกที่เดินทางมาถึงค่าย ยามนี้ลมจึงได้พัดเอากลิ่นหอมและไอเย็นเข้ามาถึงด้านใน

“กลิ่นดอกถานฮวา ดอกไม้ชนิดนี้จะหอมหวานในยามราตรีเท่านั้น แต่คงอยู่เพียงไม่กี่ชั่วยามก็โรยรา”

“มันจะเหมือนความสุขของท่านกับข้าหรือไม่” เหิงเย่วถามอย่างเลื่อนลอย คืนนี้เป็นอีกคืนที่นางมีความสุขยิ่งนัก และไม่อยากให้มันผ่านไปเลย ทว่าเมื่อนึกถึงฐานะของเขากับนางที่ต่างกันมาก นางก็ไม่อาจเชื่อมั่นว่าความสุขในคืนนี้จะคงอยู่ตลอดไป

“อย่าคิดมากสิ” เขารั้งร่างงามมากอดให้แน่นขึ้น พลางมอบจูบที่หวานล้ำให้กับอีกฝ่าย ลี่เหิงเย่วเอื้อมมือขึ้นสัมผัสแก้มสากที่เต็มไปด้วยหนวดเครา พร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสุดหยั่งถึงของเขา

“ท่านดีกับข้าเช่นนี้ เพราะกลัวว่าข้าจะไปจากท่านใช่ไหม” จู่ๆ เหิงเย่วก็ถามขึ้นมา เพราะนางไม่กล้าคาดเดาว่าความอบอุ่น อ่อนโยนที่นางสัมผัสได้จากพระสวามีคือความรัก

“อยากไปจากข้ามากหรือ เย่วเอ๋อร์”

“ถ้าท่านยังต้องการข้า ข้าย่อมไม่ปล่อยมือท่าน” นางตอบออกมาอย่างที่ใจปรารถนา ไม่ว่าจ้าวหยางหลงจะรักนางหรือไม่ นางก็สัญากับตนเองไว้แล้วว่า จะอยู่กับเขาไม่มีวันพรากจาก เว้นเสียแต่ว่าเขาจะไม่ต้องการนางเท่านั้น

“ข้าต้องการเจ้าเสมอมา” ผู้เป็นพระสวามียันกายขึ้นมองหน้าพระสนมของตนด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะจูบลงบนหน้าผากมนเบาๆ คราหนึ่ง ในขณะที่มืออีกข้างเลื่อนไปสัมผัสตรงสาบเสื้อของนาง

“ข้าอยากให้ท่านกอดข้า” เหิงเย่วพูดออกมาเบาๆ แววตาของนางหวานเชื่อมราวกับถูกย้อมด้วยน้ำผึ้งป่า

“เย่วเอ๋อร์ของข้า” จ้าวหยางหลงพึมพำเรียกชื่อคนใต้ร่าง ก่อนจะเลื่อนใบหน้าลงมาหาอกสล้างงดงาม เขาสูดความหอมละมุนจากเรือนกายคราหนึ่ง ก่อนจะใช้มือรั้งสาบเสื้อสีชมพูเข้มออกห่าง เพื่อเผยให้เห็นทรวงสล้างที่มีเพียงเอี๊ยมตัวในปกปิดไว้ เขาใช้นิ้วเรียวเกี่ยวมันขึ้นไปไว้ตรงลำคอระหง พร้อมกับก้มลงดูดดื่มยอดอกสีหวาน ราวกับกำลังดื่มกินน้ำดับกระหาย หากแต่ไม่ใช่ความกระหายน้ำ แต่เป็นความกระหายในรสรักที่จะถูกเติมเต็มด้วยเรือนกายงดงามตรงหน้านี้

“หยางหลง” เหิงเย่วเรียกสามีของนางด้วยเสียงกระเส่า ทุกครั้งที่เขาโอบกอด นางมักต้องพ่ายแพ้อย่างราบคาบ หนนี้ก็เช่นกัน นางไม่อาจผลักไสเขาได้เลย อีกทั้งร่างกายของนางยังคงต้องการแต่เพียงเขาเท่านั้น

“ข้าชอบที่เจ้าเรียกข้าเช่นนี้” เสียงหวานนั้น ทำให้จ้าวหยางหลงพอใจนัก เพราะที่ผ่านมาเหิงเย่วไม่เคยเป็นฝ่ายรุกมาก่อน หากแต่คืนนี้นางกลับกล้าบอกว่าต้องการเขาออกมาเช่นนั้น นางช่างน่ารักอย่างเหลือล้น จนเขาไม่อยากให้นางพ้นจากสายตาเขาไปเลยไม่ว่ายามหลับหรือตื่น

ลี่เหิงเย่วรู้ว่าสตรีที่ดีควรระวังกิริยา แต่นางรักเขา อยากกอด อยากทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนให้เขามีความสุข และคืนนี้นางก็ต้องการกอดเขาอย่างยิ่ง จึงไม่รอช้าที่จะพลิกตัวขึ้นมาหา ในจังหวะที่เขาปล่อยให้นางเป็นอิสระ ตอนนี้จึงกลายเป็นว่าเหิงเย่วกำลังคร่อมอยู่บนร่างกำยำแทน

“ภรรยาข้าใจร้อนนัก”

“ท่านไม่อยากกอดข้าหรือ งั้นข้าไปก็ได้” เหิงเย่วแกล้งแหย่ พลางลุกขึ้นจากเตียง ทว่าจ้าวหยางหลงย่อมไม่มีวัน

ปล่อยให้ ‘เหยื่อ’ หลุดมือไป เขาจึงแกล้งสะกดจุดของนาง จนเหิงเย่วไม่อาจขยับหนี

“ท่านแกล้งข้าอย่างนี้ทำไม” องค์รัชทายาทไม่ยอมฟังเสียงนาง แต่จัดการปลดชุดออกจากร่างงามที่ยืนอยู่ จึงทำให้ร่างของลี่เหิงเย่วที่ไม่อาจขยับไปไหนได้เปลือยเปล่าต่อหน้าเขา “คลายจุดให้ข้านะ คนบ้า!”

“ยังไม่ใช่ตอนนี้” จ้าวหยางหลงปลดกางเกงของเขาออกแล้ว และก้าวเข้ามาหาเหิงเย่วจากทางด้านหลัง แล้งเบียดแทรกท่อนแกร่งเข้ามาหาร่างอรชรจากทางด้านหลัง พยายามส่งพลังเข้าไปเพื่อฝังเรือนกายของเขาให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับนาง

“อ๊ะ...คนใจร้าย” เหิงเย่วที่ส่วนบนไม่อาจชยับได้ ได้แต่ยืนขาสั่นที่ถูกจู่โจมอย่างจงใจ ทว่าทุกคราวที่เขาขยับเข้าออก นางก็ครางออกมาอย่างเป็นสุข จนหยางหลงต้องยกมือขึ้นปิดปากของนาง แล้วกระซิบบอก

“อยากให้ทหารข้านอกได้ยินหรือ”

“ท่านก็ปล่อยข้าก่อนสิ คลายจุดข้าเดี๋ยวนี้!”

               “ข้ายอมแล้ว” จ้าวหยางหลงเลิกกลั่นแกล้ง จึงคลายจุดให้ ทว่ายังคงขยับกายเข้าออกอย่างต่อเนื่องไม่หยุด จนเหิงเย่วต้องขอร้องให้เขาพานางไปที่เตียง

“พาข้าไปบนเตียง...ได้โปรด”

“ถ้าข้าพาไป เจ้าต้องยอมมีลูกกับข้านะ” เขาไม่ได้ฟังคำตอบของนาง แต่จงใจพาร่างงามไปที่เตียง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกล่องไม้แกะสลักใต้เตียงออกมาส่งให้พระสนมสาวที่เปลือยเปล่าอยู่บนเตียง

“นี่มันอะไร” นางอุทานอย่างตกใจ ยามเขาเปิดกล่องไม้ออกให้ดู ด้านในคือแท่งสัมฤทธิ์ที่ทำเลียนแบบ ‘ส่วนนั้น’ ของบุรุษเพศ ซึ่งเหิงเย่วเคยเห็นของเช่นนี้เมื่อครั้งอยู่ในหอเหลียนฮวามาแล้ว เพราะบรรดาพี่สาวและน้องสาวของนางหลายคนมักจะสั่งทำไว้ครอบครอง เพื่อสนองความสุขแห่งรสกามา ยามที่ไม่ได้ร่วมเตียงกับนุรุษ ทว่าถึงอย่างนั้นนางก็ไม่อาจทนมองได้นาน เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่นางคาดคิดว่าเขาจะมีไว้ในครอบครอง “ทะ...ท่านใช้ของเช่นนี้ด้วยหรือ”

“มันเป็นของเจ้าต่างหาก”

“ใครอยากใช้งานของเช่นนี้กัน” นางพูดออกมา พลางปัดมือหนาที่หยิบ ‘สิ่งนั้น’ ขึ้นมาออกห่าง

“ข้ากลัวว่าเจ้าจะเหงา ถ้าเราต้องห่างกันจึงตั้งใจมอบสิ่งนี้ให้เจ้า”

“ท่านหมายความว่าอะไร”

“ข้าจะส่งเจ้ากลับวังหลวงในอีกสองวันนับจากนี้” เขาพูดออกมา ก่อนจะสาธิตวิธีการใช้ให้คนข้างกาย เพียงพริบตาของขวัญนั้นก็มุดเข้าไปอยู่ในร่างของนางแล้ว

“อา...ท่านพูดเรื่องสำคัญเช่นนี้ ในเวลาแบบนี้น่ะหรือ” เหิงเย่วต้องพยายามครองสติยามที่สนทนากับเขา เพราะจ้าวหยางหลงช่างเจ้าเล่ห์นัก เขามักใช้จังหวะที่นางเผลอทำเรื่องที่น่าปวดหัวเช่นนี้

“สนใจเพียงของขวัญจากข้าสิ” เขากล่าว พลางใช้มือดึงแท่งสัมฤทธิ์เข้าออกอย่างรวดเร็ว ราวกับจงใจให้เหิงเย่วขาดอากาศหายใจ เส้นผมสวยสยายยาวเต็มหมอนราวกับพู่กันหมึก เขาก้มลงจูบนางอย่างดูดดื่ม ในระหว่างที่ยังมอบความสุขมห้นางด้วยมือของเขา

“ท่านมันคนใจร้าย” นางครางออกมา ก่อนจะยอมปล่อยร่างกายให้ดำดิ่งสู่ความสุขสมอันประหลาดล้ำ นางเพิ่งรู้ว่ายิ่งเขามอบความสุขจอมปลอมให้นางมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งต้องการ ‘สิ่งนั้น’ จากเขามากขึ้นเท่านั้น นางจึงผลักเขาให้นอนลง แล้วเลื่อนกายลงไปหาจุดอ่อนไหวของบุรุษ แล้วดูดกลืนมันอย่างเร่าร้อน

“พอเถอะ ข้าไม่อยากมอบของขวัญแล้ว” จ้าวหยางหลงไม่อาจทนให้พระสนมของเขา ‘เอาคืน’ ได้อีก จึงดึงร่างงามให้ขึ้นมาคร่อมร่างเขา และเหิงเย่วก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าเขาต้องการสิ่งใด นางจึงไม่รีรอที่จะพาเรือนกายของนางมาครอบครองความหนั่นแน่นนั้นไว้ทั้งตัว

“ข้าจะลงโทษท่าน” เหิงเย่วกล่าว พลางขยับร่างกายขึ้นลงอย่างร้อนแรง นางรักและต้องการเป็นของเขา จึงไม่คิดเอียงอายที่จะกระทำอะไรเช่นนี้ลงไป ฝ่ายองค์รัชทายาทเองก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะถูกนางลงโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“มีลูกให้ข้าได้ไหม”

“ท่านก็อย่าไร้น้ำยาแล้วกัน” นางว่าแล้วหัวเราะเบาๆ ทำให้จ้าวหยางหลงต้องพลิกร่างงามให้หันหลังให้เขา ก่อนจะเป็นฝ่ายพานางไปเอื้อมคว้าปลายทางแห่งสวรรค์ เพื่อนำพาทายาทตัวน้อยมาเกิดในครรภ์ของเหิงเย่วให้ได้

ราตรีนี้ช่างเหน็บหนาว หากแต่หัวใจและเรือนกายของทั้งคู่ต่างอบอุ่นด้วยความรักอย่างเมามาย 

  

ณ. ตำหนักฉินเทียน พระราชวังหลวง

เซียวฮองเฮาไม่อาจข่มตาหลับได้มาพักใหญ่แล้ว เพราะทุกคืนนางมักตื่นขึ้นกลางดึกด้วยฝันร้าย ภาพที่ตัวนางและทุกคนในครอบครัวต่างชุ่มโชกไปด้วยโลหิตแดงฉาน และคืนนี้ก็เช่นกัน นางไม่อาจฝืนทนนอนได้อีกต่อไป จึงขยับลุกขึ้นจากเตียง ส่งผลให้คนที่นอนเคียงข้างรู้สึกตัวขึ้นมาเช่นกัน

“เจ้าฝันร้ายหรือฮองเฮา” หยางจื่อฮ่องเต้ลุกขึ้นมองฮองเฮาของเขา พลางตรัสเรียกเบาๆ

“หม่อมฉันขอประทานอภัยที่ทำให้ทรงตื่น” เซียวฮองเฮาที่ยืนอยู่ไม่ห่างจากเตียงมากนักยอบกายลงขอประทาน

อภัย ก่อนจะเดินตามองค์ฮ่องเต้มานั่งบนแท่นทองลายหงส์แกะสลัก

“ข้าสังเกตมาซักพักแล้ว ว่าเจ้ามักจะตื่นกลางดึกบ่อยๆ โอรสของข้าทำให้เจ้าอึดอัดหรือเปล่า” เขาเอื้อมมือไป

สัมผัสหน้าท้องของฮองเฮาที่บัดนี้มีทายาทมังกรเติบโตอยู่ภายใน

“หามิได้เพคะ”

“หรือว่าเจ้าจะกำลังคิดถึงน้องชายของข้าอยู่” หยางจื่อฮ่องเต้ตัสถาม แววเนตรของเขาเจือด้วยความขุ่นเคืองและระแวง

“ข้าแต่งงานกับท่าน อยู่เคียงข้างท่านมาหลายปี มันยังไม่มากพอที่จะทำให้ท่านเชื่อใจข้าหรือ”

“แต่เจ้ากับหยางหลงก็รักกันอย่างลึกซึ้งมิใช่หรือ หากไม่ใช่เพราะเสด็จพ่อมอบบัลลังก์นี้ให้ข้า ข้าก็คงไม่มีวันได้ครอบครองเจ้า”

“เรื่องนี้ผ่านมานานแล้ว ท่านควรเลิกระแวงข้า” เซียวฮองเฮากล่าวอย่างไม่พอใจ นางรู้สึกน้อยใจที่ฝ่าบาทไม่เชื่อมั่นในตัวนาง ขนาดตอนนี้มีลูกด้วยกันแล้ว ความระแวงของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปรไป

“เจ้าต้องทำให้ข้าเชื่อให้ได้เสียก่อนสิฮองเฮา”

“ข้าจะทำให้ท่านเชื่อได้อย่างไรกัน”

“หาวิธีให้ข้าได้ตัวลี่เหิงเย่วมาครอง” องค์ฮ่องเต้กล่าวออกมาในที่สุด และนั่นก็ทำให้เซียวฮองเฮาคิดได้ว่า ช่วงหลังที่เขาทำดีต่อนาง และแวะเวียนมานอนด้วยทุกคืนก็เพราะเรื่องของสตรีอื่นนี่เอง ทว่าสิ่งที่พระนางไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงต้องการลี่เหิงเย่ว ทั้งที่นางเป็นพระสนมขององค์รัชทายาทที่ทรงประทานสมรสให้ด้วยองค์เอง

“ท่านทำเช่นนี้ทำไม ท่านรักนางหรือ”

“ข้าพอใจในตัวนาง แต่ข้าไม่ได้รักนาง”

“แล้วท่านทำแบบนี้ทำไม”

“ข้าไม่ต้องการให้หยางหลงได้เสวยสุขน่ะสิ” หยางจื่อฮ่องเต้ตรัสอย่างคนพาล ที่ผ่านมาทำไมพระองค์จะไม่รู้ว่าคนนอกมองพระองค์เป็นคนอย่างไร และแม้แต่บรรดาขุนนางบางส่วนก็พากันสนับสนุนจ้าวหยางหลง และหมายมั่นจะให้เขาได้ครองบัลลังก์

               “แต่เขาเป็นน้องชายท่านนะหยางจื่อ ท่านจะทำร้ายเขาไปถึงไหนกัน” เซียวฮองเฮากล่าวออกมาในที่สุด เพราะไม่อาจทนเห็นคนตรงหน้ากลายเป็นคนชั่วช้าเช่นนี้ไปได้ เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้ขึ้นมาเป็นฮ่องเต้ องค์ชายหยางจื่อในสายตานางนับว่าเป็นบุรุษที่ดีงามยิ่ง เขาทั้งสุภาพ อบอุ่น จนนางรู้สึกดีที่จะคบหาเป็นสหาย หากแต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุกอย่างกลับหล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนหลงใหลในอำนาจ โดยไม่สนความสัมพันธ์ฉันครอบครัว หรือแม้แต่นางที่เรียกได้ว่าเป็นภรรยา หยางจื่อฮ่องเต้ก็ปฏิบัติต่อนางอย่างใจร้ายนัก และบางครั้งก็ระบายอารมณ์ด้วยการตบตีนางก็เคยมาแล้ว

นี่หากไม่ติดว่าพี่ชายอย่างเซียววั่งซูสั่งให้นางคอยอยู่เคียงข้างฮ่องเต้ล่ะก็...นางคงเอาแพรขาวสามฉื่อผูกคอตนเองหนีความทรมานไปนานแล้ว

“ก็คงจนกว่าเจ้าจะมีใจให้ข้าเท่านั้นกระมัง”

“สุดท้ายท่านก็ไม่เคยเชื่อใจข้าเลย” เซียวฮองเฮากล่าวออกมาด้วยความเจ็บปวด นางไม่เคยคิดเลยว่าจิตใจของเขาจะถูกปกคลุมด้วยความระแวงมากขนาดนี้ ดูท่าวันคืนร่วมห้องระหว่างนางกับหยางจื่อฮ่องเต้ช่างผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์จริงๆ

“ข้าย่อมเชื่อใจเจ้าแน่ หากเจ้ายอมทำตามที่ข้าบอกทุกอย่าง”

“เรื่องใดก็ได้ ขอเพียงอย่าให้คนอื่นต้องเดือดร้อนเพราะข้าก็พอ”

“เจ้าแน่ใจนะ”

“ข้าแน่ใจ ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิดมโนธรรม ข้าย่อมทำให้ท่านทั้งนั้น”

“เรื่องนี้ไม่เพียงไม่ผิดมโนธรรม ยังเป็นผลดีต่อเจ้าด้วย” หยางจื่อฮ่องเต้โน้มใบหน้าไปกระซิบบอกบางอย่างกับเซียวฮองเฮา ทำให้คนที่ได้ฟังถึงกับมองพระสวามีของนางด้วยความตกใจ

“ท่านจะให้ข้าทำเช่นนั้นจริงๆ หรือ”

“แน่นอน หรือเจ้าอยากให้ลูกที่กำลังจะเกิดมาของเราต้องเป็นรองผู้อื่นเล่า” หยางจื่อฮ่องเต้กล่าวพลางหัวเราะออกมา ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมมังกรที่พาดอยู่ข้างฉากบังลมมาสวม แล้วก้าวออกไปจากตำหนัก ปล่อยให้ฮองเฮาของเขาครุ่นคิดเรื่องที่เพิ่งได้รับฟังเพียงลำพัง 

ความคิดเห็น