สี่ 4

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โชคชะตาหรือผืนดินมันแคบ (2)

ชื่อตอน : โชคชะตาหรือผืนดินมันแคบ (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 211

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ค. 2563 14:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โชคชะตาหรือผืนดินมันแคบ (2)
แบบอักษร

โชคชะตาหรือผืนดินมันแคบ (2) 

               หลินเฟิงเหยาเกาะขานก กล่าวอย่างเชื่องช้าว่าให้เหล่าลู่ทั้งสองขึ้นไปก่อน นางจะตามขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย หลินเฟิงเหยาเอาหน้าแนบกับขนตรงขานกยักษ์อย่างมีความสุข มีเศษดินนิดหน่อยนั้นไม่ระคายเคืองต่อความสุขของนางเลยสักนิด 

               จากใจจริงๆ ของนางเลยนะ นางไม่อยากขึ้นเลย 

               หลินเฟิงเหยากระแอมไอเบาๆ “ศิษย์พี่ขึ้นไปก่อนเลยเจ้าค่ะ” นางผายมือออกมาให้จูอิงกับจินกวานขึ้นไปก่อน แต่จินกวานกลับกล่าวออกมาได้เหมือนดุนางยิ่ง 

               “อย่าได้ชักช้า” 

               ใบหน้าของหลินเฟิงเหยากระตุกแล้วกระตุกอีก จินกวานเริ่มดุนางแล้ว บอกแล้ว นายเป็นเช่นไร คนข้างกายเป็นเช่นนั้น หลินเฟิงเหยาไม่ปีนบันได นางสะกิดเท้านิดหน่อยก็กระโดด ตัวเบาลอยสูงขึ้นที่หลังนก นางกางตัวเหมือนกระรอกบินแล้วแผ่ตัวลงกับหลังนกอย่างสบาย 

               ใช่ คนที่กระโดดได้ก็กระโดด ตอนแรกนางคิดจะขึ้นบันไดเพื่อคอยเอามือจับขนของสัตว์อสูรนกยักษ์เสียหน่อย ต่อมาดันเห็นหน้าหลินซู ทำไมหลินซูต้องไปด้วยนะ ขลุกตัวอยู่สำนักไม่ดีกว่ารึ! 

               หลินเฟิงเหยากระเถิบตัวไปนั่งข้างลู่ฉิงเล่อ  

               จูอิงส่งเสียงเรียกหลินเฟิงเหยาที่นั่งอยู่ข้างหลัง เขากวักมืออย่างรวดเร็ว “ศิษย์น้อง มานี่ๆ” 

               แน่นอนว่าหลินเฟิงเหยาแกล้งเมิน คราวนี้นางจะเมินเขา หลินเฟิงเหยาเอาผ้าผูกผมมัดรวบง่ายๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผมยุ่ง นกตัวนี้นางได้ยินมาว่ามันบินเร็วมาก ต่อให้มีอะไรมาบังไว้ ผมก็คงโดนพัดยุ่งอยู่ดี หลินเฟิงเหยาก็เอามือจับยึดกับขนมันไว้เรียบร้อย แต่พอนกเริ่มออกตัวบินขึ้นฟ้า กลายเป็นว่าไม่มีลมพัดมาโดนแรงๆ เหมือนคราวก่อนๆ 

               เหล่าศิษย์น้องที่หานเฉิงพามาพากันกล่าวชมในความสามารถของเขา ใช่แล้ว เขาทำอะไรก็ไม่รู้ 

               “เป็นม่านที่ป้องกันการรบกวนจากภายนอก ขั้นสูงมากเลยทีเดียว!” ลู่ฉิงเล่อกล่าวชมออกมา เขายังคงอยู่ในขั้นที่ทำได้ไม่เท่านี้ อย่างน้อยก็ยังมีลมพัดแทรกเข้ามาได้ แต่คนผู้นี้สามารถสร้างม่านที่ป้องกันสิ่งรบกวนทั้งหมดออกไปได้ เรียกได้ว่าเก่งกาจนัก! 

               “นับว่าตาของเจ้านั้นใช้ได้!” จูอิงเดินมาด้านหลังอย่างไม่กลัวตกจากหลังนก 

               หลินเฟิงเหยาที่พูดคุยกับลู่ฉิงเล่อและลู่ฉี เห็นจูอิงกระโดดไปมาเช่นนี้ ตานางเหลือบมองลงไปข้างล่าง เขาตกลงไปเขาก็คงไม่ตายหรอก ดูจากหน้าแล้ว ตัวเขาก็คงแข็งแกร่งเช่นกัน (หน้าด้าน) 

               “นี่ ศิษย์น้องลู่” จูอิงถือวิสาสะนั่งลงรวมกลุ่มกับทั้งสามคน ลู่ฉิงเล่อกับลู่ฉีเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน จูอิงกะพริบตานิดหน่อย “ไม่ ข้าหมายถึงศิษย์น้องลู่ฉิงเล่อ” 

               “ขอรับ” ลู่ฉิงเล่อตอบรับ 

               “ข้าขอตัวศิษย์น้องนะ!” จูอิงจับแขนเสื้อหลินเฟิงเหยาแล้ว 

               “…”  

               “ไม่” ลู่ฉีตอบเสียงแข็งกระด้าง เอื้อมตัวข้ามมาดึงแขนเสื้อออกจากมือของจูอิง จูอิงก็ต่อว่ากลับใส่ทันที 

               “ข้าถามเขา หาได้ถามเจ้า!” จูอิงแอบต่อท้ายประโยคว่าเด็กปากสุนัขลงไป  

               หลินเฟิงเหยาชี้หน้าตัวเอง ถามออกไปเหมือนใสซื่อเป็นที่สุด 

               “แล้วท่านจะไม่ถามข้าหรือ?” 

               .. 

               .. 

               จูอิงย่อมไม่สามารถเถียงกับหลินเฟิงเหยาชนะได้ เขาไม่เชี่ยวชาญพอ สุดท้ายเขายื้อแขนเสื้อของหลินเฟิงเหยา ทำท่าจะลากไปสุดใจจะขาด หลินเฟิงเหยาก็ตีมือจูอิง ไล่เขากลับไปเสียงดัง 

               ศิษย์น้องทั้งหลายที่อยู่ในการดูแลของศิษย์พี่ทั้งสองกับบุคคลนามว่าจูอิง พวกเขาพากันลอบปาดเหงื่อว่าแม่นางผู้นี้ช่างกล้าหาญ เถียงฝีปากกับคนที่ศิษย์พี่กัวพามา ซ้ำยังต่อว่าในระยะประชิดขนาดนี้เสียด้วย 

               ทุกคนพากันมองไปยังหานเฉิงที่ยังคงจิบชาอย่างสบายอารมณ์ 

               ไม่สนใจเสียด้วย! 

               “อย่าให้ข้าถีบท่านลงไปนะ!” หลินเฟิงเหยาตะโกน มือผลักแขนจูอิง ถ้าเขายังดื้อด้าน เท้านางก็พร้อมยกขึ้นเตะคนแล้ว 

               หานเฉิงลูบพัดเล็กน้อย ก่อนที่จะมีลมพัดเข้ามาอย่างรุนแรง จูอิงที่อยู่ด้านหลังกำลังโดนหลินเฟิงเหยาผลักให้อยู่ริมฝั่ง พอโดนลมที่พัดเข้ามา จูอิงก็เกือบจะตกลงไปจริงๆ ผู้คนพากันแตกตื่นเสียยกใหญ่ 

               สักพักลมแรงก็หายไป จินกวานเอ่ยออกมา 

               “ขออภัย เมื่อครู่ศิษย์พี่เกิดเสียสมาธิเล็กน้อย ม่านที่คอยคุ้มกันจึงหลุดออกไปครู่หนึ่ง” 

               ศิษย์น้องสี่คนพากันผวากับเหตุการณ์เมื่อครู่ ลมที่พัดเข้ามาเมื่อครู่รุนแรงยิ่งนัก! ยังดีที่ศิษย์พี่ดึงม่านนั้นกลับมาได้ทัน แต่หลินเฟิงเหยาแอบกลอกตา เขารำคาญเสียงพวกนางเป็นแน่ จึงจงใจปล่อยม่านที่คุ้มกันให้หายไปครู่หนึ่ง 

               จูอิงไม่ได้ใจหายขนาดนั้น แต่ในใจแอบคิดว่านายท่านแค่แกล้งพวกเขาเล่น 

               จินกวานส่งสายตาให้จูอิงกลับมานั่งที่ตัวเองเสียที จูอิงจำต้องกลับมานั่งเฉยๆ หลินเฟิงเหยาที่เจออะไรหงุดหงิดติดต่อกันก็เริ่มสดใสขึ้นเพราะจูอิงกลับไปนั่งที่ตัวเอง นางจึงพยายามชวนเหล่าสองลู่คุยกับตัวเอง ถึงแม้ว่าบรรยากาศจะแปลกๆ ก็ตาม 

               นกยักษ์บินเร็วขนาดไหนก็ตาม แต่หนึ่งชั่วยามก็ต้องลงไปพักที่เมืองสักเมือง ระหว่างนี้เป็นช่วงเวลาพักผ่อนและซื้อของกิน หลินเฟิงเหยาแอบคิดว่านี่เป็นการพามาเที่ยวเล่นแบบหนึ่งเลย 

               พอพักเสร็จก็ต้องเดินทางต่อให้ถึงที่งานชุมนุมที่ตั้งอยู่ไกล แต่หลินเฟิงเหยาก็ยังไม่หลุดจากคำว่ามาเที่ยวเล่นข้างนอกอยู่ดี! 

               หลินเฟิงเหยายังคงทำความเข้าใจของชุมนุมนี้คร่าวๆ ใหม่อีกด้วย หนึ่งคือใกล้การสอบมาก ใครบาดเจ็บเกือบตายจนรักษาไม่ทัน หรือต้องสอบในวันต่อมา เพราะสอบในวันเดียวไม่จบ หรือไม่มีผลงานที่ดี อย่าได้หวังว่าจะมาได้ เพราะชุมนุมนี้ต้องมีคนรับรองให้เข้า มันเป็นการจัดระเบียบไม่ให้ยุ่งเหยิง ส่วนใหญ่คนที่มาคือสอบจบจากสำนักที่มีชื่อเสียงแล้วทั้งนั้น! ไม่ก็เหล่าบรรดาศิษย์ที่อาจารย์อยากปลูกฝังให้เก่งกล้าก่อนออกจากสำนัก 

               งานชุมนุมคืออะไร มันคือการเข้าถ้ำเอาของรางวัล! หลินเฟิงเหยาคิดแบบนี้นะ 

               เพราะนางจำได้ว่ามันเป็นการลุยเข้าถ้ำอย่างแท้จริง ถ้ำนี้เป็นเหมือนผู้เป็นยอดฝีมือสร้างของหลายๆ อย่าง วางสมบัติทิ้งไว้ ของล้ำค่าต่างๆ นานาอยู่ในที่นี่ ที่ถ้ำนี้ 

               หลินเฟิงเหยามองป้ายที่ทำจากหยกดีๆ ที่รับรองให้ว่านางจะมีหน้ามีตาในอนาคต เหมือนใบสอบจบจากสถานศึกษา 

               คิดไปคิดมา สำนักพวกนี้มันเป็นอะไรที่ยกระดับคนที่แท้จริง เพียงแค่สอบจบ ชีวิตก็พร้อมจะรุ่งโรจน์ในอนาคต! 

               พอนึกไปแล้วมันแปลกมากเลย ไม่ใช่แค่นึก มันเคยมีคนตั้งข้อสงสัยกันด้วยว่า เจ้าถ้ำนี้น่ะ มีคนเข้าไปตั้งหลายคน ทำไมคนที่ออกมาถึงไม่เขียนไว้ว่าข้างในมีกลไกอะไรบ้าง 

               มีคนถูกใจการเดานี้มากที่สุดคือ อาจจะเป็นพลังของถ้ำนั้นที่พอออกมาแล้วก็ลืมเรื่องไปเสียหมด จำได้แต่ว่าเขาได้ของที่ตัวเองต้องการออกมา 

               แต่หลินเฟิงเหยารู้หมดแล้ว ใครไม่รู้แต่นางรู้ ต่อให้ใครจะตาย... ก็ต้องช่วยบ้าง แต่เอาเป็นว่า นางกับสหายแซ่ลู่ทั้งสองของนางต้องรอดกลับไป 

               คนเดียวที่นางจะแอบปล่อยผ่านคือหานเฉิง! 

               ทั้งหมดทุกคนมาถึงที่เมืองที่คอยต้อนรับผู้มางานชุมนุมในช่วงเย็นมาก ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสีเป็นสีเข้ม ผู้คนต่างก็พากันหาที่พักตามกำลังทรัพย์ของตัวเอง หลินเฟิงเหยาที่มีเงินถุงจากการทำเรื่องในคราวก่อนและเงินที่หานซิ่วอิงให้มา นางมุ่งไปเลือกที่พักที่คิดไว้ในใจแล้ว 

               ที่พักเป็นโรงเตี๊ยมที่ค่อนข้างแพง แต่ในเรื่องเดิม ลู่ฉิงเล่อก็พักที่นี่! 

               และเขาก็.. เจอสหายที่ควรเป็นสหายคนแรกที่นี่!! 

               หลินเฟิงเหยารีบเข้าไปจองห้องให้ตัวเอง ลู่ฉิงเล่อกับลู่ฉีเลือกที่พักเป็นคนละห้องไป แต่ว่าพวกเขาก็ต้องเปลี่ยนมาพักห้องเดียวกันเพราะกลุ่มคนที่เข้ามาใหม่ พวกเขามีกันหลายคน ต้องการที่พักหลายห้อง พยายามจัดคนดีๆ ก็ยังขาดอีกห้องหนึ่งอยู่ดี 

               ลู่ฉิงเล่อกับลู่ฉีได้นอนห้องเดียวกัน 

               หลินเฟิงเหยารอด 

               กลุ่มที่มาใหม่ที่ยืนเจราจาจนสำเร็จเสร็จสิ้นกับพวกนาง เป็นบุรุษสี่คน สตรีหกคน เยอะมากจริงๆ พวกเขาเลยต้องการห้องพักเยอะมาก ลู่ฉีตอนแรกไม่ยอม แต่เขาก็โดนหลินเฟิงเหยากับลู่ฉิงเล่อพากันเกลี้ยกล่อมกึ่งต่อว่า ซึ่งการต่อว่าทำโดยหลินเฟิงเหยา 

               “แม่นาง ขอบคุณยิ่ง!” 

               ชายหนุ่มผิวสีออกจะเข้มเล็กน้อยเหมือนโดนแดดบ่อยออกตัวกล่าวขอบคุณ หลินเฟิงเหยาก็รับคำขอบคุณ แต่ในใจคิดว่าเขามาขอบคุณที่นางต่อว่าสหายจนได้ห้องพักเนี่ยนะ ฮ่าฮ่าฮ่า 

               แต่ว่าเขามีผิวสีเข้มกว่าคนอื่น... 

               หลินเฟิงเหยากล่าวถามทันที “ข้าขอทราบนามของท่านได้หรือไม่” 

               ชายหนุ่มผิวสีเกือบน้ำผึ้งหัวเราะฮ่า ก่อนจะตอบไปด้วยความเป็นมิตร “แน่นอนอยู่แล้ว กับแม่นางแสนสวยข้าย่อมตอบได้อยู่แล้ว” 

               “ข้ามีนามว่าฮูกงหยวิ่น” 

ความคิดเห็น