Ren Ashbell

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 12

คำค้น : เเฟนตาซี , เเวมไพร์, ยูริ

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 6

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ค. 2563 19:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 12
แบบอักษร

"อาจารย์คาเรีย...แบบนี้มันอันตร่ยไปไหมคะเนี่ย...รินจัง! ช่วยกันห้ามอาจารย์บ้างสิ" 

 

"กลัวรึไงเนอวิน? ฉันว่ามันน่าสนุกออกนะ" 

 

"เล่นแบบนี้สนุกตรงไหนกันเนี่ย!!!!!!!!" 

 

วันนี้เป็นการฝึกพิเศษจากอาจารย์คาเรีย ดิ่งพสุธาจากความสูงหลายหมื่นฟุตลงไปยังเป้าหมายเบื้องล่าง ถึงจะหวาดเสียวเเต่อุปกรณ์ความปลอดภัยก็จัดมาเต็มที่ ถ้าพลาดล่ะได้เป็นศพเเน่ๆร้อยเปอร์เซ็น  

 

"เนอวิน รินจัง เช็คอุปกรณ์สื่อสาร" 

 

"นี่ฟังพวกหนูรึเปล่าคะเนี่ย!" 

 

"อะไรเล่า มาขนาดนี้เเล้วจะถอนตัวไม่ได้นะ" 

 

"หนูไม่ได้กลัวที่จะโดดนะคะ เเต่ทำไมต้องกำหนดเงื่อนไขในการใช้ร่มชูชีพด้วย?" 

 

"ก็อาจารย์อยากจำลองสถานการณ์จริงนี่นา" 

 

เงื่อนไขที่ว่าคือระหว่างสองคนนี้จะมีคนหนึ่งที่ร่มชูชีพจะไม่ทำงานเเน่ๆ เเต่คาเรียไม่ได้บอกว่าอันไหนใช้ได้หรือไม่ได้ ถ้าหากอยากจะรอดก็ต้องทำงานเป็นทีม จังหวะพอดีกับอีกคน การเคลื่อนไหวกลางอากาศต้องมีระเบียบเเละองศาที่ถูกต้อง 

 

"ในกรณีฉุกเฉิน อาจารย์จะช่วยเอง หายห่วง" 

 

"เเล้วอาจารย์เเน่ใจนะคะว่าไม่ต้องใส่ชุดพิเศษน่ะค่ะ?" 

 

"ชุดนั่นมีไว้ให้ทหารธรรมดาใส่ พวกเราใช้เวทย์มนตร์ได้ ก็เเค่ใช้เวทย์เสริมกำลังสร้างเป็นเกราะคลุมร่างกายไว้ก็พอ" 

 

"เรื่องแบบนั้นใครจะไปทำได้คะอาจารย์! พวกเราไม่ได้ฝึกมาเยอะเท่ากับอาจารย์นะคะ!" 

 

"....นึกว่าทุกคนทำได้ซะอีก เซ็งชะมัดเลย เเต่ก็ต้องโดดเเล้วเเหละ~ ซีกิด เปิดประตูได้เลย~" 

 

"หา?" 

 

"อาจารย์ ฉันไม่ตลกด้วยนะเรื่องนี้..." 

 

รินจังที่ว่ากล้าๆ ตอนนี้เริ่มจะห่วงชีวิตตัวเองขึ้นมาบ้างเเล้วล่ะ.... 

 

ประตูช่องคาโก้ท้ายเครื่องบินเปิดออกตามคำสั่งอาจารย์ตัวเเสบ มาถึงตรงนี้นักเรียนคงอยากจับอาจารย์โยนออกไปเเทน 

 

โฮ่ๆ ไอเดียเยี่ยมยอด...ขอขอบคุณผู้บัญยายที่ให้ความคิด~ 

 

วินาทีนั้นเอง ความคิดของรินเเละเนอวินหลอมรวมกันเป็นหนึ่ง พวกเธอรู้ว่าควรทำอะไรกับอาจารย์หญิงตัวเเสบคนนี้~ 

 

ต้องสั่งสอนยังไงล่ะ... 

 

* 

 

3 ชั่วโมงต่อมา.... 

 

"คาเรียจัง นั่งทำอะไรอยู่คนเดียวเนี่ย? อย่าบอกนะว่ายังหลอนความสูงอยู่?" 

 

"ฉันเเค่สงสัยน่ะ" 

 

"สงสัยเหรอ?"  

 

"ช่างตีดาบคนไหนบนโลกกันที่ซ่อมดาบมุรามาสะของพ่อเธอ ฮึ่ม...ฉันว่าป้าเรย์นะคงจะรู้อะไรเเน่ๆเลย" 

 

"เเม่น่ะนะ?" 

 

"ไม่ได้คุยกันตั้งหลายเดือนเเล้วนี่ ป้าเรย์นะบอกฉันว่ามีดาบเก่าๆอยู่เล่มนึงที่อยากจะมอบให้ฉัน เเต่ก็นะ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นดาบมุรามาสะของจริงซะได้" 

 

เราก็ลืมไปเลยว่าเคยมีของแบบนี้อยู่ในบ้านด้วย ดาบราคาเเพงนะเนี่ยจะบอกให้...เอ๊ะ นี่ถือว่าขโมยสมบัติชาติญี่ปุ่นรึเปล่าเนี่ย... 

 

"เอามาใช้ได้ก็ดีเเล้วนี่คาเรียจัง ไม่เห็นต้องใส่ใจเลย" 

 

"นั่นสิ ขอเเค่ฟันเข้าก็พอเเล้ว จะดาบเล่มไหนฉันก็ใช้ได้หมด" 

 

เเต่ถ้าเหล็กตีมาไม่ดีล่ะก็ ฟันทีเดียวคงหักตามระเบียบ 

 

นับตั้งเเต่กลับมาถึง HOP City ก็ผ่านไปเเล้วหลายวัน เรื่องการโจมตีที่ฝรั่งเศสถูกป้ายความผิดไปให้ Hell Angel อย่างที่คิดกันเอาไว้ ภูวนัตถ์จำเป็นต้องซ่อนตัวอยู่กับจูเลียไปอีกพักใหญ่ ส่วนคาเรียก็กลับไปเป็นอาจารย์ในโรงเรียนตามเดิม เเต่มีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปนับตั้งเเต่เธอเจ็บหนักจากการต่อสู้  

 

สาเหตุที่เธอสู้ศัตรูบนเรือรบนั่นไม่ได้.... 

 

นั่นคือเรื่องอาวุธศักดิ์สิทธิที่อยู่ในมือพวกนีโอนาซีเรียบร้อยเเล้ว ถ้าหากพวกนั้นสามารถสร้างผู้ใช้อาวุธศักดิ์สิทธิได้เอง เเวมไพร์เลือดเเท้อย่างวลาดจะมีปัญหาเเน่ๆ  

 

ศึกครั้งนี้ มีหนทางชนะอยู่เพียงทางเดียว  

 

กลุ่มวาเนย่าต้องออกศึกด้วยตัวเอง 

 

จูเลียจะจัดการเรื่องตามตัวกับสถานที่ประชุมให้ ตอนนี้เห็นบอกว่าใช้ชีวิตแบบปกติไปก่อนอย่ากังวนเกินไป 

 

เเค่พูดมันก็ง่ายน่ะสิ ไม่ให้ห่วงงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้ 

 

"ฉันเปิดดูข่าวหน่อยดีกว่า เผื่อจะมีเรื่องอะไรเพิ่มเติม" 

 

เเละมันก็เป็นเวลาของข่าวเที่ยงพอดิบพอดี ผู้ประกาศข่าวหน้าเดิมๆกับข่าวเเนวเดิมๆทุกวัน ฆ่ากันตายบ้างล่ะ ขับรถตกสะพานบ้างล่ะ โกงเงินบ้างล่ะ มีให้เห็นได้ทุกวันจริงๆนะเมืองนี้เนี่ย 

 

อ้าม~ 

 

คุ๊กกี้อบข้ามคืน ของฝากจากเรย์นะให้มาเเบ่งเรย์กะ ยังดีนะที่ยัยนั่นยอมมาอยู่ HOP City ชั่วคราวเพื่อดูเเลห้องบนตึกนั่นไปก่อนสักระยะ เเต่เล่นใช้เตาอบไม่ยั้งเลยนี่สิ  

 

'เรามีข่าวด่วนจากยูเครนนะครับ ตอนนี้กองทัพยูเครนได้เข้าปิดล้อมเมืองชื่อดังอย่าง Pripyat ไว้หมดเเล้ว เนื่องจากผู้คนจำนวนมากในเมืองเสียสติอีกทั้งยังเกิดสภาพกลายพันธ์ุกระทันหันอย่างน่าตกใจ จากคนปกตืกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถระบุได้ คาดว่าสาเหตุน่าจะเป็นไวรัสที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน สหประชาชาติได้เข้ามาให้การช่วยเหลือเเล้ว เเต่ยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้เนื่องจากมีความเสี่ยงมากเกินไป' 

 

พรวด!!!!!!!!!!! 

 

"เป็นอะไรน่ะคาเรียจัง! อยู่ๆก็พุ่งขึ้นมาอย่างงั้นน่ะ?" 

 

"เรย์กะ...คิดว่าโลกนี้จะเกิดเรื่องแบบในหนังซอมบี้ได้รึเปล่า?" 

 

"ก็ถ้าเป็นโลกทุกวันนี้น่ะเหรอ ก็คงได้ล่ะมั้ง...." 

 

'ผู้กลายพันธ์ุจะมีลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ร่างกายจะสร้างกรงเล็บเเละเขี้ยวขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง เเละยังมีพละกำลังเหนือมนุษย์หลายเท่า ทำให้กองทัพจำเป็นต้องใช้ยารเกราะเเละทหารเวทย์มนตร์เข้ามาคุมพื้นที่ เเต่นั่นก็ยังทำได้อย่างยากลำบาก สถานการณ์โดยรอบตัวเมืองนับได้ว่าตรึงเครียดมากๆครับ อีกทั้งยังมีรายงานว่าทหารบางคนเห็นภาพหลอนจนต้องขอถอนกำลังออกมาชั่วคราว นักวิทยาศาสตร์เเละทัมเเพทย์จากมหาวิทยาลัยนานาชาติ Taras Schevchenko เเห่งเมืองหลวงเคียฟให้การต่อสหประชาชาติว่าอาจจะเป็นโรคระบาดร้ายเเรง เเนะนำให้ยูเครนปิดประเทศโดยเร็วที่สุด' 

 

"ชัดเจนเเล้วนะเรย์กะ" 

 

"ไม่ได้อยู่ใกล้เราสักหน่อย จะสนใจทำไม" 

 

"คิดแบบนี้นี่เเหละจะได้วุ่นวายกันไปใหญ่" 

 

ลักษณะกลายพันธ์ุแบบนี้ คาเรียเคยเห็นมันมาเเล้ว ไม่สิ ทุกคนยกเว้นเรย์กะเคยเห็นมาก่อนหน้านี้ มันคือมนุษย์ที่ได้รับเลือดเเวมไพร์เข้าไปมากเกินขนาดในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งคนที่เคยสร้างเจ้าพวกนี้ขึ้นมาคือเเคสซานดร้า เพื่อใช้สู้กับพวกวาเนย่าเมื่อ 20 ปีที่เเล้ว สุดท้ายพวกนั้นก็ถูกลบหายทั้งหมดจากการใช้ดาบ Dragon Lord เปลี่ยนเเปลงความจริง 

 

ไม่ สำคัญกว่านั้นคือต้องบอกจูเลียเรื่องนี้ ถ้าเกิดมีนักท่องเที่ยวจาก Pripyat เข้าประเทศมาล่ะจะเกิดอะไรขึ้น 

 

การต่อสายตรงเริ่มขึ้น 

 

'ไงคาเรีย~ จะนัดกินกาเเฟตอนนี้ไม่ได้หรอกนะ~' 

 

"สั่งลาเต้ให้ฉันด้วยล่ะ เห้ยๆ ไม่ใช่เเล้วจูเลีย เห็นข่าวเเล้วใช่ไหม ข่าวน่ะข่าว เปิดเน็ตดูตอนนี้เลยก็ได้" 

 

'ข่าวเหรอ? เปิดทีวีดูก็ได้มั้ง' 

 

"จะอะไรก็ช่าง รีบๆเลย" 

 

'อะไรของเธอเนี่ย รูปหน้าเธอไปอยู่บนถุงขนมรึไง?' 

 

"โฮ่ๆ เเย่กว่านั้นอีก" 

 

เเละเเล้วจูเลียก็เห็นข่าวเมือง Pripyat สิ่งเเรกที่เธอคิดคือ ต้องตรวจสอบเที่ยวบิน เรือสินค้าจากยูเครนทั้งหมดที่เข้ามาภายในประเทศ 72 ชั่วโมงก่อน รวมถึงการปิดสนามบินเเละตั้งเขตกักกันโรคใกล้ๆบริเวณนั้น เเน่นอนว่าเจอจำรูปร่างผู้กลายพันธุ์ได้ขึ้นใจ 

 

'คาเรีย...นี่มัน...' 

 

"ใช่ พวกมันกลับมาอีกเเล้ว เเต่ไม่ใช่ฝีมือเเคสซานดร้า" 

 

'ฉันว่าต้องเป็นฝีมือเเม่เธอ ไม่มีใครจะสามารถทำแบบนี้ได้อีกเเล้ว' 

 

"เรื่องนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าพลังเเม่ฉันมีมากขนาดไหน อาจจะไม่ได้หยุดอยู่เเค่เมืองเดียวก็ได้" 

 

'เรื่องประชุมคงต้องเลื่อนออกไปก่อน เธอคิดว่าไง?' 

 

"ไม่ เราจะประชุมกันตามเดิม เเต่ต้องเปลี่ยนหัวข้อกันนิดหน่อย จะให้ใครมาทำลายบ้านเราไม่ได้เด็ดขาด" 

 

'เข้าใจเเล้ว ฉันจะยึดวันเวลาตามเดิม' 

 

"ขอบใจนะจูเลีย เราจะช้ากว่านี้ไม่ได้เเล้ว สั่งออกไปเลย" 

 

หนึ่งในอาวุธของนีโอนาซีเหรอ? คิดจะใช้ทุกอย่างเข้าโจมตีประเทศทั่วโลกเลยรึไงกัน มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นหรอกนะ โดยเฉพาะเมืองนี้  

 

คำสั่งถูกส่งต่อไปให้ซีกิด ลงไปถึงหน่วยงานภาครัฐเเละเอกชนทุกส่วน เขตเมืองทั้งสี่ทิศจะถูกพักการคมนาคมข้ามเขตภายใน 12 ชั่วโมง หรือจนกว่าจะระบุจำนวนผู้ต้องสงสัยได้ 

 

"เรย์กะ เราต้องเเจ้งผู้อำนวยการคนใหม่ซะก่อน ออกคำสั่งห้ามทุกคนออกจากเขตโรงเรียนโดยเด็ดขาด ทั้งอาจารย์เเละนักเรียน" 

 

"ไม่เคยเจอหน้าด้วยซ้ำ เข้าไปหาโดยไม่นัดนี่มัน...จะดีเหรอ?" 

 

"ปล่อยเรื่องนั้นไปก่อนเถอะน่า! ชีวิตนักเรียนทั้งฝั่งชายเเละหญิงกำลังอยู่ในอันตรายนะ!" 

 

โชคดีที่วันนี้มีการเรียนตามปกติ กฎฉุกเฉินต้องถูกบังคับใช้ในทันที นักเรียนทุกคนไม่สามารถออกจากเขตโรงเรียนได้หากอาจารย์ไม่อนุญาติ  

 

คาเรียยังแอบเอานักเรียนออกไปฝึกได้เลยนี่นา... 

 

* 

 

ณ ห้องผู้อำนวยการ 

 

"วันนี้ผู้อำนวญการไม่อยู่ ฉันก็เลยรับหน้าที่เเทนน่ะ" 

 

โอ้ว...พระเจ้า...จูเลีย ล้อเล่นใช่ไหม เธอเลือกรองผู้อำนวยการคนใหม่ได้เเย่มาก ให้ฉันยื่นซองลาออกเลยดีกว่ามั้ง ลาออกไปเลย! เดี๋ยวสิ นี่อาจจะเป็นการเเกล้งกันก็ได้ อาโมวอาจจะอยากเอาคืนเรื่องบนเครื่องก็ได้นี่นา 

 

"อาโมว...เธอนั่งทำอะไรบนเก้าอี้อันทรงเกียตินั่นน่ะห๊ะ?" 

 

"................." 

 

อาโมวเลือกจะไม่ตอบอะไร เเค่เพียงชี้ไปตรงป้ายชื่อตรงอกด้านซ้าย 

 

"รองผู้อำนวญการ คิรุคิรุ อาโมว..." 

 

"ถูกต้องเเล้ว เอาล่ะ ทำความเคารพฉันซะเดี๋ยวนี้" 

 

"คนรู้จักเหรอคาเรียจัง?" 

 

จริงสิ เรย์กะกับอาโมวไม่เคยเจอกันมาก่อน นี่คงจะเป็นครั้งเเรก เเต่ไอ้คำพูดนั่นน่ะมัน... 

 

"มานี่เลยนะอาโมว! มาให้ฉันฟันร่างที่น่าภาคภูมิใจนั่นให้ขาดเดี๋ยวนี้เลย!!!" 

 

"คาเรียจ๊างง!!!! หยุดเลย!!!! ไม่ได้ๆๆ" 

 

"ปล่อยฉัน! ปล่อยฉันเซ่เรย์กะ!!!!!" 

 

เกือบจะดึงดาบออกมาได้อยู่เเล้ว ติดที่เรย์กะเข้ามาล็อคเเขนขาไว้ได้ซะก่อน ไม่งั้นห้องผู้อำนวญการอะไรก็ไม่เหลือซากเเน่ๆ 

 

"ฉันได้ยินเรื่องโรคกลายพันธ์ุนั่นเเล้วนะอาจารย์คาเรีย รับรองได้ว่าดำเนินการตามข้อบังคับเเน่นอน อย่าห่วงไปเลยน่ะ" 

 

"งั้นเหรอ มีอีกเรื่องหนึ่ง ฉันกับเรย์กะต้องการออกไปจากบริเวณโรงเรียนเดี๋ยวนี้เลย" 

 

"เหตุผลล่ะ?" 

 

"ไปรับป้าเรย์นะ" 

 

"หื้ม ฟังดูดีเเต่ฉันอนุญาติ เเต่ไปได้เเค่อาจารย์เรย์กะ" 

 

"ทำไมถึงเป็นแบบนั้น!" 

 

"อาจารย์คาเรีย เธอโดดงานเข้าสอนไปตั้งไม่รู้กี่วัน เเล้วยังมีหน้ามาขอออกไปข้างนอกเวลาฉุกเฉินอีกงั้นเหรอ มันไม่มากเกินไปรึไง?" 

 

เห้ยๆ ได้ยินว่าหล่อนก็อยู่ด้วยนะยะ... 

 

"งั้นเรย์กะ เอารถฉันไปรับเเม่เธอมาที่นี่ รีบหน่อยก็ดี เราไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก" 

 

"อย่าห่วงไปเลยน่า เเม่เก่งอยู่เเล้ว ติดโซเชียลซะขนาดนั้นคงจะรู้ข่าวก่อนเราอีกด้วยซ้ำไป" 

 

"รู้เเล้วจะทำอะไรได้ล่ะ อย่างป้าเรย์นะคงหาเรื่องออกไปเที่ยวอีกเเน่ๆ เธอนั่นเเหละต้องไปห้ามเเม่ไว้ บอกว่าคาเรียจังสั่งมาเเค่นั้นพอ" 

 

"โทรไปบอกเเม่ก่อนก็ดีเหมือนกันน้าฉันว่า~" 

 

"จัดการกันเองเลย ทางฉันมีนักเรียนต้องไปดูเเลอยู่อีกหลายคน กลับมาเเล้วโทรบอกฉันด้วยล่ะเข้าใจไหม?" 

 

"เล่นสั่งซะเป็นเรื่องเป็นราวเชียว อาจจะไม่เลวร้ายเท่าที่คิดก็ได้นะ" 

 

"ขอความกรุณาไปเดี๋ยวนี้ค่ะ!!!!!!!!" 

 

"จ้าๆ ไปเเล้วๆ ไว้เจอกันนะ" 

 

ให้ตายเถอะ ลูกสาวเราทำไมยังใจเย็นได้อีกนะ นี่มันไม่ใช่กองทัพติดอาวุธ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไมีมีรูปประธรรมชัดเจน นี่เเหละคือความน่ากลัวเเท้จริงของโรคระบาด 

 

เดี๋ยวสิ...ผู้คนสรุปเร็วเกินไป มันอาจจะไม่ใช่โรคระบาดก็ได้ ยังหาสาเหตุไม่ได้ด้วยซ้ำ เเต่กลับสรุปไปว่าเป็นโรคติดต่อ หลักฐานอะไรเเน่ชัดก็ยังไม่มี ก็เเค่สมมุติฐานของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง  

 

*** 

 

คาเรียจังโมโหอะไรรึเปล่านะ? ทำหน้าซะน่ากลัวเลย  

 

การจราจรเป็นไปได้อย่างยากลำบาก คำสั่งฉุกเฉินทำให้กองทัพต้องออกมาควบคุมการเดินทางทั้งหมดบนถนน ยังดีที่เรย์กะเป็นตำรวจลับ ตรากับบัตรยืนยันตัวตนเจ้าหน้าที่ของเธอช่วยให้ผ่านด่านตรวจไปได้สบายๆ ขับตัดขึ้นทางด่วนตรงไปยังอีกเขต เลี่ยงไฟเเดงให้มากที่สุด 

 

โทรหาคุณเเม่ก่อนดีกว่า~ 

 

'ไม่สามารถติดต่อหมายเลขปลายทางได้ในขณะนี้ กรุณาฝากข้อความเอาไว้หลังเสียงสัญญาน' 

 

"โลกเเตกรึเปล่า เเม่ทำเเบตมือถือหมดเหรอ? ไม่มีทางน่ะ เเค่ปิดยังไม่ยอมเลยเเท้ๆ" 

 

ถ้าหากจะขึ้นไปยังห้องพัก เรย์กะยังคงต้องใช้ประตูพิเศษ ซึ่งหมายถึงการเดินผ่านเขตห้างตั้งเเต่ชั้นเเรกไปจนถึงชั้น 30  

 

ตั้งเเต่ก้าวเท้าลงจากรถ สิ่งที่เรย์กะสังเกตุเห็นคือกลุ่มนักท่องเที่ยวพากันยืนประจำตามมุมต่างๆในตัวตึก ตลอดเส้นทางที่เธอใช้เพื่อไปยังประตูลับ ทุกทิศทางจะมีคนพวกนี้ประจำจุดอยู่ บ้างก็ยืนนิ่งๆ บ้างก็เดินวนไปมาเป็นกลุ่มสามถึงห้าคน น่าเเปลกที่คนพวกนี้ไม่ได้ชำเลืองตาตามเธอสักคนเดียว  

 

ไม่น่ามีเรื่องเลวร้ายอะไรหรอกมั้ง...อาจจะเเค่คิดมากไปเองก็ได้ 

 

ก้าวเท้าออกไปข้างหน้า เลี้ยวผ่านหัวมุมถัดไปก็จะเป็นทางยาวไปยังประตูลับ 

 

"ความคิดแบบนั้นเเหละจะทำให้ลูกโชคร้ายเอานะ~" 

 

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 

 

เสียงนั่น! เสียงคนที่ทอดทิ้งเเม่ไป!  

 

"วาเนย่า!!!!!!!!!" 

 

พอรู้ตัวอีกที เรย์กะก็โดนปืนจ่อเข้ากลางหน้าผาก เเละตัวเธอเองก็จ่อปืนกลับไปเหมือนกัน วินาทีวัดใจคือตอนนี้ เหลือเเค่ใครจะเป็นคนลั่นไกก่อนเท่านั้น 

 

จะยิงลูกสาวตัวเองลงรึเปล่า... 

 

จะยิงพ่อเเท้ๆได้จริงๆรึ... 

 

"ดักเล่นงานฉันตรงหัวมุมเหรอ ไม่เลวนี่พ่อ" 

 

"มาจัดการวันนี้ไม่ใช่ลูกหรอกเรย์กะ เเต่เป็นพวกที่กระจายตัวซะทั่วนั่นมากกว่า เเม่น่ะกำลังมีอันตราย" 

 

"คุณเเม่เหรอ? นี่เเกไปรู้อะไรมาน่ะห๊ะ!" 

 

"ใจเย็นสิ ลูกนี่ก็...เสียงดังไปได้" 

 

เจอกันทีไรก็มีเเต่จ่อปืนใส่สิน้า ครอบครัวเรานี่สุดยอดไปเลยเเฮะ ท่าทางไม่ค่อยโมโหหนักเท่าช่วงเเรกๆเเล้วนี่นา 

 

"เรย์กะ เราเลิกทะเลาะกันชั่วคราวรีบขึ้นไปหาเเม่กันดีกว่าไหม?" 

 

"ยังมีหน้ามาหาเเม่อีกงั้นเหรอ? เเกนี่มันเหลือคำบรรยายจริงๆ" 

 

"ตอนนี้เราต้องรีบลงมือก่อน พวกนั้นรู้ว่าลูกมาเเต่ไม่รู้ว่าพ่อก็อยู่ด้วย" 

 

"พวกไหน? นักท่องเที่ยวน่ะเหรอ?" 

 

"พวกมันไม่ใช่คน...." 

 

"อะไรนะ?" 

 

"พวกนั้นคือผู้กลายพันธุ์จากยูเครน เราช้าเกินไป การสกัดกั้นเป็นไปไม่ได้ตั้งเเต่เเรกเเล้ว เพราะทุกคนคาดเดาเวลาผิดหมดเเต่เเรก ตั้งเเต่เริ่มมีการกลายพันธ์ุในยูเครน มันเริ่มมาเป็นปี เพียงเเค่เจ้าตัวการเลือกที่จะรอเวลาเท่านั้นเอง" 

 

"ตัวการ? นี่อย่าบอกนะว่ามีคนอยู่เบื้องหลังอีกเเล้วน่ะ?" 

 

"มีคนเป็นร้อยจ่อหาเรื่องพ่อนะเรย์กะ ไม่เเปลกหรอก" 

 

"ทุกๆเรื่องที่ผ่านมา เเกก็มีเกี่ยวทุกครั้งไม่ใช่รึไง! เคยรับรู้บ้างรึเปล่าว่าตัวเองเป็นตัวอันตรายกับคนอื่นน่ะห๊ะ!!!!!" 

 

"พ่อไม่ได้อยากมีปัญหานะ เเต่มันเข้ามาเอง" 

 

"คราวนี้ยังดึงเเม่เข้าไปเกี่ยวอีก ทำไมล่ะ! ทำไมต้องเป็นเเม่ด้วย! ทุกวันนี้เเม่ก็เจ็บปวดมากพอเเล้ว!" 

 

"ฟังนะเรย์กะ ใช่ พ่อไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธเรื่องที่ทอดทิ้งลูกกับเเม่ไป เเต่พ่อมีสิทธิเต็มที่เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของตัวเอง" 

 

"อย่ามาพูดดีหน่อยเลย เเกมันก็มีดีเเค่ความเก่งกาจ เเต่เเกไม่มีหัวใจ ไม่มีคุณสมบัติของคนเป็นพ่อ เเกไม่ทำอะไรเลยนอกจากตระเวรฆ่าคนไปทั่วโลก เอาอิสระภาพมาอ้างเพื่อจะทำลายประเทศสักเเห่ง ในหัวเเกมีเเค่คำว่าอิสระภาพรึไง?" 

 

"เเต่พ่อก็ไม่เคยปล่อยให้ลูกกับเเม่ลำบากนะ" 

 

"สำคัญด้วยเหรอ? เงินหลายล้านเหรียญที่มีอยู่ในบัญชีคงมีความหมายมากมั้งกับสิ่งที่เเม่ต้องพบเจอ คิดว่าโยนเงินให้เเล้วฉันจะก้มหน้าก้มตาอยู่เงียบๆเป็นลูกเเสนดีเหรอ? ฝันไปเถอะ สักวันฉันจะสั่งสอนเเกให้รู้สำนึกว่าคนเป็นพ่อควรทำหน้าที่อะไร" 

 

"ถ้าบ่นจนพอใจเรียบร้อย ก็เอาปืนออกจากหน้าพ่อด้วยเเล้วกัน" 

 

ตอนนี้ยิงกันไปก็ไม่ตายอยู่ดี ถ้าจะให้ซัดกันด้วยกระสุนล่ะขอเป็นระยะไกลดีกว่า  

 

เรย์กะยอมลดปืนลงไป วาเนย่าก็เช่นกัน พ่อเเละลูกสาวจำเป็นต้องเริ่มมือกันเพื่อช่วยเรย์นะ  

 

เราตามเกมส์พวกมันอยู่หนึ่งก้าวเสมอ วิธีจะชนะก็คือต้องเดินให้ได้สองก้าวภายในครั้งเดียวนั่นเอง เรื่องขี้โกงล่ะฉันถนัดอยู่เเล้ว 

 

"อ้าว? สองคนนี้ ดีกันได้เเล้วเหรอ?" 

 

"เรย์นะ!" 

 

"คุณเเม่!!!!!!" 

 

อยู่ๆเรย์นะก็โผล่มา ทั้งสองคนถึงกับตกใจเอาปืนซ่อนกันเเทบไม่ทันเลยทีเดียว  

 

ข้ามเวลาเหรอ? อย่าบอกนะว่าเเม่แอบฟังอยู่นานเเล้ว ไม่น่าเป็นแบบนั้น พ่อรู้ตัวก่อนเเน่ถ้าหากเเม่เข้ามาใกล้ขนาดนี้ เเต่เมื่อครู่ไม่มีท่าทางรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ  

 

"เรย์กะ~ ลูกให้อภัยพ่อเเล้วสินะจ๊ะ?" 

 

"ไม่ใช่นะคะคุณเเม่!" 

 

"วาเนย่า~ นายเองก็น่าจะพยายามปรับความเข้าใจกับลูกได้เเล้วนี่นา" 

 

"คือว่า...เรย์นะ ฟังฉันก่อนได้ไหม" 

 

"ไม่ได้ๆ ครอบครัวได้กลับมาเจอกันทั้งที นายก็ควรจะอยู่กับครอบครัวสิ~ พักเรื่องงานกู้โลกไว้เลยนะยะ!" 

 

"เออ...." 

 

"เเม่คะ! คาเรียจังบอกว่า..." 

 

"คาเรียจังไม่อยู่ด้วยหรอกเหรอ น่าเสียดายเเฮะ เเม่กำลังจะมาซื้อของไปทำอาหารพอดี เเต่เจอเซอร์ไพรส์ดีกว่าหัวหอมลดราคานะเนี่ย" 

 

"ห...หัวหอมเหรอคะ..." 

 

"วันนี้จะทำของโปรดพ่อเค้ากินให้หายคิดถึงน่ะ" 

 

"ฉันมีของโปรดที่เป็นหัวหอมด้วยเหรอ?" 

 

"มีสิ นายเเค่จำไม่ได้" 

 

ถึงฉันจะโง่ขนาดไหน เเต่ก็ไม่เคยลืมของโปรดตัวเองนะเห้ย เธอมั่วอะไรของเธอเนี่ย เเล้วคนที่ชอบกินหัวหอมน่ะไม่ใช่ฉันเเต่เป็นภูวนัตถ์ต่างหาก  

 

วาเนย่ายังไม่เข้าใจความหมายที่เรย์นะพยายามจะสื่อ หรือเเม้เเต่เรย์กะเองก็มึนไปด้วยอีกคน  

 

น่านักจังเลยพ่อลูกคู่นี้ 

 

'นึกว่านายจะเข้าใจความหมายซะอีก' 

 

เวทย์สื่อสารถูกต่อตรงเข้ากับความคิดวาเนย่าทันที 

 

'ฉันไม่ได้ชอบกินหัวหอมนะ' 

 

'จำรหัสลับ หัวหอมลดราคาไม่ได้รึไง นายกับภูวนัตถ์นั่นเเหละที่เป็นคนต้นคิด' 

 

'รหัสลับหัวหอมลดราคา? นี่ฉันเคยตั้งรหัสสิ้นคิดแบบนั้นไว้ด้วยเหรอ?' 

 

'เพื่อนนายมารอรับตัวฉันหนีตั้งนานเเล้วย่ะ หัวหอมน่ะหมายถึงภูวนัตถ์ ส่วนลดราคาก็คือต้องรีบไปซื้อให้ทัน หรืออีกความหมายหนึ่งคือให้รีบหนีให้เร็วที่สุด' 

 

'เธอคิดเองนี่' 

 

'นายนั่นเเหละคิด! ความจำเสื่อมรึไงตาบ้านี่ ภูวนัตถ์เป็นคนบอกเเผนที่นายนัดกันไว้ให้ฉันรู้ เเล้วยังให้ฉันปิดมือถือจนกว่าจะออกจากตึกนี้สำเร็จด้วย' 

 

'เเน่นอน นั่นเเผนฉัน เพื่อไม่ให้เธอทิ้งร่องรอยการสื่อสารเอาไว้' 

 

"ถ้าเจอคุณเเม่เเล้ว หนูขอโทรบอกคาเรียจังหน่อยนะคะ" 

 

เรย์กะพูดขึ้นมา 

 

"จะดีเหรอเรย์กะ ไม่ใช่ว่าคาเรียจังสอนอยู่เหรอจ๊ะ" 

 

"สอนอยู่ยังไงก็รับสายตลอดเเหละค่ะ" 

 

"เหรอจ๊ะ~" 

 

เรย์นะมั่นใจเลยว่ายังไงก็ไม่มีใครรับสายนั่นหรอก ก็คาเรียยืนอยู่ตรงหน้าเธอเเล้ว ถ้าวาเนย่าอยู่ตรงนี้ ใครจะเป็นคนรับสาย วาเนย่าเองก็ไม่มีท่าทีร้อนรนอะไรเลยด้วย คงวางเเผนมาเป็นอย่างดี 

 

"คาเรียจัง ฉันเจอเเม่เเล้ว เเต่มีตัวเเถมโผล่มาซะได้ เเม่ปลอดภัยดี เเต่ดูเหมือนตึกเราจะมีปัญหาเเทนนี่สิ" 

 

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 

 

รับเหรอ! มีคนรับสายเหรอ เป็นไปไม่ได้! 

 

"เรย์กะจ๊ะ...เเม่ขอคุยกับคาเรียจังได้ไหม?" 

 

"สักครู่นะคะเเม่ คาเรียจัง เเม่อยากคุยกับเธอน่ะ" 

 

ไม่จริง...ก็วาเนย่าน่ะ... 

 

"สวัสดีจ่ะคาเรียจัง" 

 

'ป้าเรย์นะ ปลอดภัยดีนะคะ?' 

 

"จ่ะ คุณลุงวาเนย่าก็อยู่นี่ด้วย น่าเสียดายนะคาเรียจัง ไม่งั้นคงได้เจออาจารย์เเล้วเเท้ๆเลย" 

 

เสียงเรย์นะฟังดูสั่นๆ  

 

ไม่เพียงเเค่สับสนเเล้ว ตอนนี้เธอกลัว กลัวอันตรายที่เธอเองก็คาดเดาไม่ออก ในสถานการณ์แบบนี้เธอควรจะทำอะไรต่อไปดี คนที่เธอรักตรงหน้า อาจจะไม่ได้มาดีอย่างที่มันเคยเป็น วาเนย่าคนนี้...เป็นใครกันเเน่.... 

 

'อะไรนะคะ?' 

 

"คุณลุงวาเนย่าอยู่ที่นี่จ่ะ" 

 

'..................' 

 

"คาเรียจัง?" 

 

'อาจารย์สบายดีรึเปล่า?' 

 

"เท่าที่เห็นก็...ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ ยังสบายดีครบ 32 อยู่เลย" 

 

'งั้นเหรอคะ ไว้มาถึงโรงเรียนเเล้วค่อยคุยกันอีกทีนะคะคุณป้า' 

 

"โอเคจ่ะ ทำหน้าที่ต่อเถอะนะ เเล้วเจอกันจ่ะ" 

 

เรย์นะกดวางสายไป.... 

 

เรื่องอะไรอีกล่ะทีนี้ วาเนย่ามีสองคนเหรอ มั่นใจเลยว่าไม่ใช่วลาดมาเล่นตลกเเน่ๆ ถ้าหากนี่คือวลาด ฉันจะรู้ได้ทันที เเม้ว่าสองคนนั้นจะเหมือนกันขนาดไหน เเต่คราวนี้มันไม่ใช่ เเรงเวทย์ที่จับได้คือของวาเนย่า ฉันเป็นคนรักย่อมรู้ดีที่สุด 

 

"เรย์กะจ๊ะ คาเรียจังอยากให้พาเเม่ไปที่ไหนเหรอ?" 

 

"ไปโรงเรียนน่ะค่ะ" 

 

"เเล้วนายล่ะวาเนย่า นายจะพาฉันไปไหน?" 

 

"ตึกบัญชาการใหญ่ ที่นั่นปลอดภัยกว่า พวกกลายพันธุ์ไม่มีทางทำอะไรเธอได้" 

 

ฉันควรจะเชื่อใครดี ลูกสาวหรือสามี...ถ้าเกิดนี่เป็นวาเนย่าตัวปลอมล่ะจะเกิดอะไรขึ้น ไม่สิ ของมันเห็นกันชัดๆอยู่เเล้วว่ายังไงซะวาเนย่าก็เป็นตัวปลอม หลักฐานคือน้ำเสียงตกใจของคาเรียจัง 

 

จะเอายังกันต่อ... 

 

ในเสี้ยววินาทีเงียบสงัดนี้ นักท่องเที่ยวหญิงคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้นตรงสุดทางเดิน 

 

"พวกเรามาฆ่าเเกถึงที่เเล้วจักรพรรดิเเดง!" 

 

ไม่ช้า เธอกลายสภาพเป็นปีศาจเเวมไพร์สยดสยอง เขี้ยวยาวเหยียด ผิวซีดเซียว ดวงตาขาวถูกเเปลงสภาพไปเป็นสีเเดงเลือด นัยตากลายเป็นสีเหลืองของสัตว์  

 

"กรี๊ดดดดดดด!!!!!!!!!!!!!!" 

 

เสียงคำรามจากหนึ่งคนจะทำให้พวกที่เหลือรู้ตัวเเละเผยร่างจริง ถ้าช้าก็มีหวังโดนรุมกินโต๊ะเเน่นอน ชัดเจนเเล้วว่ามีคนบางกลุ่มสามารถควบคุมมันได้ 

 

"เรย์นะ! เรย์กะ! รีบใช้บรรไดฉุกเฉินลงไปให้ถึงชั้นเเรกเร็วเข้า!" 

 

"ตัวบ้านั่น เเค่ใช้ปืนเป่าหัวมันก็น่าจะตายเเล้วไม่ใช่รึไง! อย่างเเกน่ะถอยไปดีกว่า! ตรงนี้ฉัน เรย์กะ มิโมริ ขอลงมือเอง!" 

 

ปืนพก M1911 คู่ใจ มันไม่ได้ถูกใช้งานมาสักระยะเเล้วด้วยสิ คงเหงาเเย่ ตอนนี้เป็นโอกาสเหมาะเจาะสำหรับอุ่นเครื่อง ได้ยิงคนเป็นๆแบบไม่อั้นเนี่ย ขอให้บอกฉันเลย 

 

เรย์กะชักปืนอีกกระบอกออกมาจากซองปืนใต้กระโปรง เตรียมพร้อมลั่นไกแบบเต็มสปีด 

 

"ดูไว้ซะ นี่เเหละคือความสามารถข้ามเวลา!" 

 

ในหนึ่งวินาทีของโลก จะเท่ากับห้าวินาทีของเรย์กะ หมายความว่าห้าวินี้ เรย์กะจะยิงปืนออกไปเท่าไหร่ก็ได้หรือเเม้เเต่เติมกระสุน ทุกขั้นตอนจะจบลงในหนึ่งวินาทีโลกจริง ทุกอย่างที่เธอทำเละผลลัพธ์จะถูกบีบเข้าไว้ในเวลาหนึ่งวินาทีเท่านั้น 

 

ตอนนี้ ในหนึ่งวินาที...ฉันยิงได้ทั้งหมด 14 นัด... 

 

วินาทีก่อนหน้าศัตรูยังตั้งท่าจู่โจม วินาทีต่อมา ศัตรูกลายเป็นศพเเละสูญสลายเป็นผุยผง กระสุนที่เต็มไปด้วยพลังเวทย์สามารถล้มอมนุษย์ลงภายในพริบตา 

 

ถ้ามันมีอีกสิบคนฉันก็จะยิง ถ้ามีร้อยคนฉันก็จะยิง เพราะนี่คือสิ่งที่ฉันเกิดมาเพื่อทำ ทุกครั้งที่ไ้ด้ลั่นไก ทุกครั้งที่ได้เห็นศัตรูล้มลง มันสุดยอด มันสุดยอดตรงที่ฉันกำลังจะได้เข้าใกล้คาเรียจังเข้าไปทุกที ยิ่งฆ่าศัตรูเยอะก็ยิ่งรู้สึก...ใกล้...ใกล้คนที่ฉันรัก 

 

ด้านคาเรีย.... 

 

หัวใจร้อนรนเป็นไฟจะตายให้ได้อยู่เเล้ว หลังจากเรย์นะวางสายไป ตัวเลือกของคาเรียเหลืออยู่ไม่มากนัก หนึ่งคือตามไปถึงที่ สองคือต้องวัดดวงหัวก้อยว่าวาเนย่าอีกคนหนึ่งคิดจะทำอะไรกันเเน่ ถ้าหากตามไปเลย เรย์กะจะผิดสังเกตุเรื่องที่เธอเปลี่ยนใจกระทันหัน อีกอย่างนี่ก็อยู่กลางชั่วโมงเรียนด้วย 

 

"รินจัง อาจารย์คาเรียถอดวิญญาณออกไปเเล้ว" 

 

"มาบอกฉันทำไมล่ะเนอวิน อาจารย์คาเรียอาจจะมีร่างเเยกไว้ทำงานอีกทีก็ได้นี่นา~" 

 

ประโยคนั่นทำให้คนทั้งห้องหัวเราะออกมาอย่างง่ายดาย 

 

โห...ถ้าเป็นตอนเเรกๆที่เจอกันคงไม่กล้าพูดแบบนี้หรอกจริงไหม 

 

"เเหมๆ ทั้งคู่ดูท่าจะเข้าใจบทเรียนดีนะ ไหนลองอธิบายสาเหตุที่คนบางกลุ่มนั้นไร้พลังให้เพื่อนๆฟังหน่อยได้ไหม~" 

 

"อาจารย์ คนอื่นก็มีตั้งเยอะนะคะ" 

 

"เนอวินพูดถูก ทำไมต้องเป็นเราสองคนตลอด" 

 

"ลุกออกมาอธิบายซะ ไม่งั้นคะเเนนความประพฤติหายเกลี้ยงเเน่" 

 

ยังไม่ได้คิดบัญชีพวกหล่อนเรื่องเตะฉันตกเครื่องบินเลยด้วยซ้ำ เดี๋ยวเถอะๆ 

 

ถ้าจะให้พูดถึงประชากรผู้ไร้พลังบนโลก ตัวเลขรวมนั้นถือว่าไม่ได้มากเเต่ก็ไม่ได้น้อยจนถูกละเลย สาเหตุนั้นไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์หรือสายเลือดอะไรทั้งนั้น เเม่เเต่ทายาทจอมเวทย์ก็มีสิทธิ์เกิดมาโดยไร้พลังได้เช่นกัน ต้นเหตุเกิดจากโครงสร้างการไหลเวียนพลังเวทย์ไม่ติดตัวมาตั้งเเต่กำเนิด อย่างคาเรียก็มีวงจรเวทย์อยู่เพียงเเค่ครึ่งเดียว ทำให้ใช้เวทย์ธาตุไม่ได้เลย เเต่กลับกันคือบทวิชาเวทย์เล็กน้อยจะเข้ามามีบทบาทเเทน เช่น เวทย์เสริมกำลัง เวทย์บิน คลื่นเวทย์ความเข้มสูงก็นับรวมในนี้ คนทีสามารถขึ้นถึงระดับจอมเวทย์ได้คือผู้ใช้เวทย์ทุกศาสตร์ได้อย่างชำนาล ทั้งรูปแบบธาตุ การรักษา เสริมกำลัง ไม่ถูกจำกัดธาตุไว้เพีนงหนึ่งเหมือนผู้ใช้เวทย์ทั่วไป ผู้ไร้พลังมีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน ตราบใดที่พวกเขายังเคารพกฎหมาย กฎหมายก็จะคุ้มครอง เเต่เมื่อใดกระทำผิด เกณฑ์ตัดสินโทษต่างๆจะเป็นแบบผู้มีพลังทุกประการ 

 

ประเทศที่มีจำนวนผู้ไร้พลังมากที่สุดในโลกก็คือยูเครนนั่นเอง 

 

เรย์กะสาดกระสุนสังหารศัตรูไปจนเกือบหมดห้าง ไม่มีใครโดนลูกหลงเลยสักคนเดียว ก็เเน่ล่ะความเเม่นระดับเรย์กะนี่นะ 

 

จากฝ่ายถูกล่ากลับมาไล่ล่าเสียเอง ต่อให้พวกกลายพันธุ์จะมีพละกำลังมากมายขนาดไหน ก็ยังต้องเเพ้ให้กับกระสุนปืนผู้หญิงคนนี้ 

 

ถ้าอยากรู้ว่าหล่อนตามฆ่าพวกนี้ชิวขนาดไหน ก็ถึงขั้นควงปืนไปด้วยยิงไปด้วย ใครที่นอนนิ่งๆเเต่ศพยังไม่สลายไป นั่นคือการเเกล้งตายร้อบเปอร์เซ็น เเละเรย์กะก็เจออยู่หนึ่งราย 

 

"โอ้ว...เเกยังไม่ตายเหรอ? ฉันยิงพลาดรึไงกันนะ?" 

 

"มันไม่ใช่ความผิดของเรา...ที่เกิดมาไร้พลัง...ยังไงร่างกายนี้ก็คงเทียบกับของจริงไม่ได้..." 

 

"ฉันไม่อยากรู้ว่าเเกเกิดมาเป็นอะไร สิ่งที่อยากรู้คือ ทำไมเเกต้องพากันมาตามล่าตัวพ่อกับเเม่ฉันด้วย? จะตอบมาหรือไม่ตอบฉันก็เจาะกะโหลกเเกอยู่ดีนั่นเเหละ" 

 

"พวกเธอไม่เข้าใจหรอก ความทรมานนี้ อยากมีพลังพิเศษเหมือนคนอื่นๆ เเต่ก็ทำไม่ได้...พวกเราผิดเหรอที่ต้องมชีวิตแบบนี้?" 

 

".............." 

 

"พวกเราทำอะไรผิด! ไม่เลย! พวกเราไม่ได้ทำอะไร เเต่กลับโดนดูถูกจากสังคม! หลายปีมาเเล้วที่ ยูเครนมีเเต่ผู้ไร้พลังกำเนิดขึ้น จนตอนนี้เเทบไม่เหลืออำนาจต่อรองอะไรกับประเทศอื่นเลย! เราเหมือนถูกกดขี่จากรอบด้านเพียงเเค่ถูกมองว่าไร้พลัง!!!!!" 

 

"พวกเเกก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก...จำใส่หัวเเกไว้นะ การที่พวกเเกเอาเเต่โทษโน่นโทษนี่ คิดว่าตัวเองไร้พลังเพียงเพราะกำเนิดมาแบบนั้น เเล้วหมายปองร้ายคนอื่น มันผิด!!!!!!!" 

 

เรย์กะลั่นไกปลิดชีพศัตรูผู้รอดชีวิตลง ได้รู้คำตอบอีกหนึ่งอย่างนั่นคือผู้กลายพันธ์ุที่ปองร้ายครอบครัวเธอคือผู้ไร้พลังทั้งหมดทั้งสิ้น 

 

ในมุมมองของเรย์นะ การกระทำของลูกสาวตัวเองตอนนี้เหมือนได้เห็นวาเนย่าคนที่สอง ความโหดเหี้ยมอมหิตต่อศัตรูเเละนิสัยรักครอบครัวจนไม่สนว่าต้องฆ่าศัตรูสักกี่ชีวิต 

 

Chapter 12 End 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น