Peachykungg

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปัจฉิมบท 12: วังวน

ชื่อตอน : ปัจฉิมบท 12: วังวน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 24

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ค. 2563 13:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปัจฉิมบท 12: วังวน
แบบอักษร

แสงแรกแห่งรุ่งอรุณลอดผ่านผ้าม่านซาตินมากระทบบนเตียงหรูขนาดใหญ่ ท่อนแขนแกร่งของชายหนุ่มสอดเข้ามาโอบกอดเอวคอดเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่ม ปลายจมูกโด่งซุกไซ้หลังต้นคอ สูดกลิ่นหอมผมสลวย สองร่างที่ปราศจากเครื่องนุ่งห่มแนบชิดกันอยู่บนเตียง ผิวกายแนบกัน มัทนารู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเหลือเกินที่อยู่ในอ้อมแขนของเตโช

ทันทีที่แสงแดดอ่อนกระทบเปลือกตา หล่อนก็ตื่นขึ้นจากความอ่อนเพลีย ชายข้างกายของหล่อนจัดการมอบความรักให้หล่อนผ่านบทเพลงเร่าร้อนของเขาไปเกือบครึ่งค่อนคืนหลังจากที่หล่อนหย่าขาดจากสามีโดยพฤตินัยและนิตินัยเเล้ว เมื่อพลิกกายหันไปเห็นใบหน้าแจ่มใสของเขา หล่อนก็เห็นว่าเขาตื่นอยู่แล้ว

“มอร์นิ่งครับ ที่รัก” เตโชจุมพิตที่ปลายจมูกยอดรักของเขาอย่างรักใคร่

“คุณได้หลับบ้างหรือเปล่าคะเนี่ย” หญิงสาวถามด้วยรอยยิ้ม

“ผมไม่อยากหลับ ผมไม่อยากพลาดช่วงขณะดี ๆ ที่มีคุณอยู่ในอ้อมแขน เพราะทุกครั้งที่เข็มวินาทีเดิน ก็เท่ากับเวลาที่ผมมีเหลือเพื่ออยู่กับคุณหายไปแล้วอีกหนึ่งวินาที ผมอยากจดจำทุกขณะ แม้ขณะที่คุณหลับ” พูดจบก็หอมแก้มขาวของหญิงที่รัก จนแก้มนั้นแดงเรื่อขึ้นด้วยความเขินอาย หัวใจเต้นแรง

“คุณเตโชก็…”

“ไม่เอาสิครับ” ชายหนุ่มเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากหล่อนอย่างหยอกเย้า “ต่อไปนี้ให้เรียกที่รัก โอเคไหม”

“ค่ะ ที่รัก” แม้จะเขินปาก แต่สาวเจ้าก็อุบอิบพูดออกมา

คำหวานนั้นทำให้เลือดในกายชายหนุ่มร้อนขึ้น ริมฝีปากหยักเลื่อนเข้าทาบเรียวปากบาง จากนั้นก็สอดลิ้นอุ่นชื้นเข้าสัมผัสรสชาติในโพรงปากหวาน ยิ่งหล่อนครางในลำคอ เลือดของเขายิ่งสูบฉีดพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง โดยเฉพาะที่ส่วนล่างใต้ผ้าห่มซึ่งกำลังชูชันขึ้นสัมผัสระต้นขาขาวของหญิงสาว

ร่างแกร่งจัดการพลิกร่างบางนอนหงาย แล้วทาบทับกายของเขาลงบนร่างของหล่อน โดยที่ริมฝีปากของทั้งคู่ยังประกบติดกัน เนินเนื้อสาวเต่งตึงบดเบียดอยู่ภายใต้แผงอกหนาของชายหนุ่ม ยั่วเย้าให้ชายหนุ่มถอนริมฝีปากจากเรียวปากบาง แล้วไล่ปลายลิ้นลงมาที่ซอกคอ ก่อนจะมาครอบริมฝีปากลงบนยอดปทุมถันข้างหนึ่ง ระรัวปลายลิ้นชิมรสยอดปทุมถันนั้น ส่วนอีกข้างก็ใช้มือหนาบีบเค้น ปลายดัชนีเขี่ยวนบนจุดที่ไวต่อสัมผัส จนหญิงสาวครางกระเส่าอย่างพึงพอใจ

ด้วยอารมณ์คุกรุ่นที่ชายหนุ่มส่งมา หยาดน้ำทิพย์จึงชโลมขึ้น ณ ปากถ้ำเนินสวาทที่เตโชกำลังใช้นิ้วมืออีกข้างลูบไล้อยู่ หญิงสาวบิดเร่า แอ่นหลังสู้กับความรู้สึกทรมานอันแสนหวานเมื่อนิ้วสองนิ้วรุกล้ำเข้าไปในปากถ้ำนั้น

“ผมรักคุณมากนะครับ และผมอยากจะแสดงความรักทั้งหมดให้คุณรู้ คุณจะรับไว้ได้ไหมครับ” ชายหนุ่มถามเสียงทุ้มพร่า

“เข้ามาเลยค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงหอบ “โรสพร้อมรับมันไว้แล้ว”

เมื่อได้รับคำอนุญาต ชายหนุ่มก็เอามือออกจากช่องสวาทมาจับแก่นกายของตนเอง จ่อส่วนใหญ่โตนั้นที่ปากถ้ำ ค่อย ๆ เปิดปากถ้ำนั้นออกแล้วเสียดแทรกเข้าไปด้านในจนมิด หญิงสาวจิกแผ่นหลังของเขาเป็นการระบายความปวดร้าวระคนสุขกระสัน

จากนั้นชายหนุ่มก็สอดแขนเข้าไปใต้ปลีน่องของหล่อน ยกขึ้นพาดบ่าของเขา แล้วก็เคลื่อนสะโพกดันเข้าใส่กายของหล่อนอีกครั้งจนหล่อนส่ายหน้าอยู่บนหมอนอย่างควบคุมไม่ได้ เขารู้สึกถึงคงการรีดเค้นของกล้ามเนื้อภายในของหญิงสาวขณะที่กายของเขาอยู่ในกายของหล่อน จนเขาเองก็ทรมานไม่ต่างกัน

“โรสรักคุณเหลือเกินค่ะ ที่รัก”

มัทนาครางออกมาเมื่อชายหนุ่มบดเบียดสะโพกใส่เข้ามาไม่ยั้ง จากนั้นก็ครางออกมาไม่เป็นภาษาเมื่อเขาเร่งจังหวะของบทเพลงขึ้น หล่อนกัดฟันรองรับอารมณ์ของเขาอย่างเผ็ดร้อน

แล้วพายุโหมที่ซัดฝั่งของชายหนุ่มก็บ้าคลั่งขึ้น รุนแรงขึ้น ทว่าเต็มไปด้วยความรัก แม้ว่าทะเลจะโถมซัดผืนทรายหนักหนาเพียงไร แต่ก็ไม่เคยทำให้ผืนทรายแห้งแล้ง มัทนาจิกขยุ้มผ้าปูเตียงอย่างอดรนทนไม่ได้ กรีดร้องเสียงแหลม ความรู้สึกเหมือนกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกจากอก แล้วกายหล่อนก็กระตุก บ่งบอกสัญญาณว่าตนถึงอารมณ์หมายแล้ว ทุกอย่างเบาหวิวราวขนนกลายในอากาศ

เตโชรับรู้ได้ว่าหญิงสาวที่บิดเกร็งอยู่ใต้ร่างของเขาไปถึงประตูวิมานแล้ว โดยหยาดน้ำทิพย์ที่กลีบดอกไม้ทั้งสองไม่ใช่แค่หยาดน้ำอีกต่อไป แต่กลายเป็นสายน้ำพุที่พวยพุ่งออกมาอาบแก่นกายเขาขณะที่มันกำลังขยับเข้าออกอยู่ในกายหล่อน กระเซ็นพร่างพรมไปทั่วผ้าปูที่นอน กล้ามเนื้อภายในของหญิงสาวบีบรัดแก่นกายชายหนุ่มเป็นจังหวะ เขาจึงไม่ปล่อยให้หล่อนรอเขาเก้อที่ประตูวิมาน โดยการออกลูกหมดเร่งจังหวะถี่ยิบ

“อา…” เสียงทุ้มของเตโชครางผ่านลำคออย่างทนไม่ไหว

และแล้ว สายน้ำแห่งความรักจากกายของชายหนุ่มก็หลั่งพรั่งพรูออกมา ชโลมกายภายในของหญิงสาวให้ชุ่มชื้นไปด้วยรักหอมหวน หัวใจของทั้งคู่เต้นผ่อนลง เหงื่ออาบกายของทั้งคู่ราวกับเพิ่งจะออกกำลังกายหนักมา ศีรษะของชายหนุ่มก้มลงซบกับอกนุ่มทั้งสองข้างอย่างเหนื่อยอ่อน

“โรสครับ”

“คะ สุดที่รัก?”

“โรสช่วยไปผสมน้ำให้เราอาบด้วยกันได้ไหมครับ” ไม่พูดเปล่า ซุกหน้าไปมากับสองปทุมถันไปด้วยเป็นเชิงอ้อนด้วย “เดี๋ยวผมจะโทรลงไปสั่งทางครัวให้เตรียมเบรกฟาสต์มาเสิร์ฟออนเบดให้กับเรา แล้ววันนี้ โรสอยากทำอะไร ไปที่ไหน ผมจะตามใจทุกอย่างเลย ดีไหมครับ”

“ได้สิคะ”

มัทนาหน้าแดงซ่าน ใบหน้าหล่อเหลาเลื่อนไปบดจูบที่เรียวปากบางเป็นการให้รางวัล เวลาเพียงหนึ่งวันในสวรรค์แบบนี้ ก็คุ้มค่าแล้วที่จะแลกมาด้วยการตกนรกชั่วนิรันดร์…อย่างว่า ความรักเป็นสิ่งที่นายท่านไม่มีวันเข้าใจ!

♤♡◇♧

ทั้งสองคนเริ่มต้นวันด้วยน้ำอุ่นสบายโรยเกลือหอมจากอ่างจากุซซี่ จากนั้นหอยนางรมสดแสนอร่อยก็มาเสิร์ฟถึงบนเตียงพร้อมแชมเปญ ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่บนเตียงนุ่มนั้นจนถึงเวลาสาย ดื่มด่ำไปกับฟองซ่าของแชมเปญที่เริงระบำอยู่ในช่องปากส่งผ่านลำคอ สองร่างสวมกอดให้กายได้รับไออุ่นซึ่งกันและกัน พูดคุยแต่เรื่องความทรงจำที่มีความสุข

ช่วงบ่าย ทั้งสองไปปิกนิกที่สวนของคฤหาสน์ท่ามกลางลมเย็นและแดดอ่อน ๆ มัทนาหัวเราะอย่างร่าเริงไปกับมุกตลกของเตโช และเตโชเองก็หลงทางอยู่ในดวงตาคู่งามยามหล่อนมองมา ทั้งคู่สาบานได้ว่าตนเองมีความสุขเหลือล้นเสียจนมองใบไม้ไหวยามลมพัดแล้วก็ยังยิ้มได้ มองผีเสื้อพรมน้ำหอมบนปีกด้วยละอองกลิ่นดอกสายน้ำผึ้งแล้วเกิดอารมณ์สุนทรีย์

ยามสนธยา เตโชพามัทนาแวบมายังชายหาดส่วนตัวของเขา โอบกอดกันอยู่ริมทะเล ฟังเสียงเกลียวคลื่นเซาะผืนทราย มองดูอาทิตย์อัสดงจมหายไปในผืนน้ำ พอแสงดาวระยับเริ่มประดับอยู่บนผืนผ้าสีดำสนิทบนท้องฟ้า เขาก็พาหล่อนขึ้นไปบนเรือยอชต์ของเขา ดินเนอร์บนดาดฟ้าเรือกันแบบส่วนตัว

“คุณรู้ไหมครับ ตลอดเวลาสามร้อยกว่าปี ถ้าคำนวณเป็นวันก็เท่ากับแสนกว่าวัน ไม่มีวันไหนเลยที่หัวใจผมเบิกบานเท่าวันนี้” เตโชรินไวน์ขาวเพิ่มให้อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าแก้วตรงหน้าพร่องไป

“โรสเองก็เช่นกันค่ะ วันนี้เป็นวันที่โรสตามหาหัวใจตัวเองจนพบ และหลุดพ้นจากโซ่ตรวนพันธนาการแห่งความแค้น แค่นี้ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้วแหละค่ะ”

“คุณไม่เสียใจใช่ไหมครับ ที่ผมรื้อฟื้นความทรงจำทุกอย่างเพื่อให้คุณมาเจอกับความพลัดพรากที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงชั่วโมงนี้” เขารู้ว่าอาจทำให้บรรยากาศกร่อย แต่ก็อดหยิบยกขึ้นมาพูดไม่ได้ในเมื่อนี่คือเรื่องจริง

พอเข็มนาฬิกาทั้งสองบรรจบที่เลขสิบสองของคืนนี้ บนโลกใบนี้ก็จะไม่มีเตโชคนนี้อีกต่อไป

มือบางเอื้อมมาเกาะกุมมือหนาบนโต๊ะอาหาร ตอบออกไปอย่างมั่นใจ “ไม่ค่ะ อย่างที่บอก แม้จะเหลือเวลาเพียงเสี้ยววินาที โรสก็จะเลือกใช้มันกับคุณ ดีกว่าปล่อยให้มันผ่านไปเปล่า ๆ โรสยอมรับนะคะ เวลาแบบนี้ของเรามีไม่มาก สมัยที่เป็นกระดังงา เราใช้ชีวิตฉันผัวเมียกันจริง ๆ แค่ไม่กี่วัน สมัยที่เป็นซ่อนกลิ่น หนีตามคุณไป เราก็ได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกันเป็นเวลาสั้น ๆ เช่นกัน แต่มันไม่สำคัญว่าเรามีเวลาให้กันมากแค่ไหน สำคัญแค่ว่าเวลาที่มีเราทำให้มันมีค่าหรือเปล่า”

สองสายตาประสานกันผ่านแสงเทียนบนโต๊ะอาหารดาดฟ้าเรือ

“และเวลาที่เรากำลังมีอยู่ตอนนี้ ประเมินค่าไม่ได้สำหรับโรสค่ะ”

เตโชลุกขึ้นจากเก้าอี้ของเขา เดินเข้าไปหาหญิงสาว แล้วโค้งให้หล่อนอย่างสง่างาม และเพียงดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ดนตรีวอลตซ์หวานชื่นก็ลอยมาในอากาศบาง ๆ ขับล้อกับเสียงคลื่นทะเล กล่อมให้ดาวบนท้องฟ้ากะพริบเป็นสามจังหวะตามห้องดนตรีของเพลง เขายื่นมือข้างหนึ่งมาให้หล่อน

มัทนาไม่เคยสัมผัสอัศจรรย์แห่งไอรักเช่นนี้มาก่อน หญิงสาวเคลิบเคลิ้ม ยอมลุกขึ้นเต้นรำตามการเชื้อเชิญของชายหนุ่ม เขานำหล่อนเต้นรำอย่างคล่องแคล่วบนพื้นดาดฟ้าเรือยอชต์ ชุดประโปรงของหล่อนพลิ้วไปขณะที่มือของเขาประคองเอวพาหล่อนก้าวเท้าตามจังหวะเป็นรูปสี่เหลี่ยม สองกายรวมเป็นหนึ่ง เคลื่อนหมุนไปรอบ ๆ เป็นรูปวงกลม เข้ากับดนตรีไม่ผิดเพี้ยน เสียงเพลงเสนาะหูที่มาจากฟากฟ้านี้ทำให้มัทนารู้สึกราวกับลอยละลองอยู่บนปุยเมฆก็ไม่ปาน

หากเตโชมีพลังหยุดเวลาได้ เขาคงอยากหยุดห้วงเวลานี้เอาไว้มากที่สุด ตามองตา มือแต่ละฝ่ายสัมผัสกายอีกฝ่ายอย่างละมุนละไม มัทนาอยู่ในชุดเดรสที่สวยที่สุด สีขาวกลีบกุหลาบขับผิวอ่อนละเอียดให้ดูผุดผ่องเย้ยแสงนวลจากดวงจันทร์ ขณะเดียวกันเตโชก็สวมชุดทักซิโด้ที่เข้ากับรูปร่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เขาแลดูสง่างามราวกับเจ้าชาย ทั้งคู่กำลังเต้นรำราวกับอยู่ในเทพนิยาย

นิยามของคำว่า ‘ความสุขชั่วนิรันดร์’ ที่ปรากฏในเทพนิยายเป็นเช่นนี้นี่เอง คงจะดีไม่น้อยถ้าเขาและหล่อนได้เต้นรำอยู่ในสถานที่นี้ตลอดไป ในวังวนแห่งความเกษมสันต์

วังวน…จริงสิ! เตโชไม่สามารถใช้เวทมนตร์หยุดเวลาได้ แต่เขาสามารถสร้างวังวนเวลาได้ และส่วนผสมของการร่ายคำสาปวังวนเวลานี้ก็ไม่ได้ยากเลย เขามีมันอยู่ในมือแล้วตอนนี้ นั่นคือพลังแห่งความรัก!

“โรสครับ ผมขอถามอะไรคุณอย่างหนึ่งได้ไหมครับ”

“ได้สิคะ” หญิงสาวตอบพลางหมุนตัวเข้าสู่อ้อมแขนของชายหนุ่ม

“ถ้าต่อไปนี้จะมีแค่คุณกับผม ในสถานที่นี้ เต้นรำอย่างมีความสุขไปชั่วนิรันดร์ คุณจะรับได้ไหมครับ คุณจะเบื่อหน่ายกับมันไหม” ชายหนุ่มกอดหญิงที่รักจากด้านหลังกระชับ พาร่างของหล่อนเอนไหวเบา ๆ ไปตามทำนองเพลง

“ถามอะไรโง่ ๆ” มัทนากระซิบตอบ “นั่นคือโลกยูโทเปียของโรสเลยต่างหาก ที่ที่มีคุณ แม้จะเป็นนรก ก็สามารถเป็นที่ที่มีความสุขได้ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นผมขอสร้างวังวนเวลาของเราได้ไหมครับ”

มัทนาพลิกตัวหันมาเกาะไหล่เตโช เพื่อที่จะได้หันมามองหน้าเขาตรง ๆ “คุณหมายความว่ายังไงคะ?”

“ผมหยุดเวลาไม่ให้ถึงเที่ยงคืนไม่ได้ แต่ผมสร้างวังวนให้เราย้อนกลับไปสัก…ห้านาทีก่อนหน้าได้ แล้วพอถึงเวลานี้อีกรอบ ผมก็ตั้งค่าให้มันย้อนกลับไปเป็นเวลาเมื่อห้านาทีก่อนอีกครั้ง วนเวียนอยู่เช่นนี้ตลอดไป ไม่ให้เวลาเที่ยงคืนที่นายท่านจะมาสำเร็จโทษผมมาถึง”

หญิงสาวเงียบไปหลายวินาที ขยับเท้าไปตามจังหวะพลิ้วไหวของเพลง ก่อนตอบ “มัน…มันเป็นไปได้จริง ๆ หรือคะ” หล่อนชำเลืองดูที่นาฬิกาข้อมือของชายหนุ่มบนมือที่ประคองเอวหล่อน…ห้าทุ่มครึ่งแล้ว

“เป็นไปได้ครับ แต่พลังของผม รวมกับพลังความรักของเรา สามารถบันดาลให้เกิดวังวนเวลาได้แค่ไม่เกินห้านาที…ผมจึงอยากถามว่าคุณจะยินยอมอยู่ในวังวนนี้กับผมหรือเปล่า”

เท้าของทั้งคู่หยุดเต้นรำ แต่ทำนองเพลงยังคงบรรเลงอยู่ในอากาศต่อไป เตโชคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้น สองมือหนากุมสองมือบางเอาไว้ เงยหน้าขึ้นสบตาอย่างเต็มไปด้วยความหมาย

มัทนารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังถูกขอแต่งงาน หากนี่เป็นการขอแต่งงาน คงเป็นการขอแต่งงานที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะฝ่ายชายไม่ได้กำลังจะขอให้หล่อนร่วมชีวิตกับเขาจนกว่าความตายจะพรากทั้งสองจากกัน แต่เขากำลังจะขอให้หล่อนร่วมชีวิตกับเขาไปชั่วกาลอวสาน!

“แน่นอนค่ะ โรสยินยอม แต่จะติดก็ตรงที่ว่า…”

“ว่าอะไรครับ?”

“คุณจะเบื่อเสียก่อนหรือเปล่า”

“โธ่…คุณคิดว่าคนที่อยู่รอคอยอีกครึ่งของหัวใจทุก ๆร้อยสองร้อยปีให้มาเจอกันอีกครั้งเป็นคนเบื่อหน่ายอะไรง่าย ๆ หรือไงครับ”

มัทนาตื่นเต้น นี่มันมากกว่าที่คาดหวังไว้มาก เขาและหล่อนจะไม่พรากจากกันอีก เตโชสามารถทำให้เวลาที่นายท่านของเขาจะมาลงโทษไม่มีทางมาถึง!

“คุณพร้อมไหมครับ”

“พร้อมค่ะ”

“หลับตาสิครับ”

หญิงสาวหลับตาตามคำบอก แล้วพอลืมตาอีกครั้งก็ค้นพบว่าตัวเองกลับมานั่งที่โต๊ะอาหารเหมือนเมื่อห้านาทีก่อนหน้า นาฬิกาข้อมือบอกเวลาห้าทุ่มยี่สิบห้านาที ชายหนุ่มโค้งขอหล่อนเต้นรำ เขาดีดนิ้วและดนตรีไพเราะก็ลอยมาในอากาศ

รอยยิ้มแต่งแต้มใบหน้างาม หล่อนลุกขึ้นเต้นรำกับเขาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ๆ เพียงสองสายตามองกันก็รับรู้ถึงหัวใจ ทั้งสองคนรับรู้ตรงกันในขณะนี้แล้วว่าเวลาที่พรากจากกันนานแสนนาน ตอนนี้กำลังถูกชดเชย

ความรักสามารถชนะได้ทุกกฎ ไม่มีใครรู้ความหมายของสำนวนนี้ไปได้ดีกว่าเตโช เขาคิดว่าไม่ควรมีใครประเมินพลังของความรักต่ำไป ตัวเขาเองประสบมาหมดแล้ว ครั้งหนึ่งเขาตกอยู่ใต้อำนาจความรัก จากคุณชายผู้มีเลือดเจ้าตระกูลสูงส่งจึงกลายมาเป็นข้ารับใช้ของเจ้าแห่งความมืด ก่อกรรมทำเข็ญกับดวงวิญญาณมนุษย์มากมาย จมอยู่กับความทุกข์ในการรอคอยคนรักกลับมา…

แต่พอสำนึกกลับใจและใช้ความรักในทางที่ถูกต้อง ความรักก็กลับมาปกป้องคุ้มครองให้เขาได้รับสิทธิครอบครองมันอย่างมีความสุข ทำลายโองการชี้ตายของนายท่านได้ในที่สุด

ความรักเป็นพลังที่เบื้องบนฝากไว้ให้กับมนุษย์ทุกคน เตโชยอมรับว่าตั้งแต่เขาเห็นไพฑูรย์หลุดพ้นจากบาปได้จริง เขาก็แอบภาวนาขอโอกาสกลับใจจากเบื้องบน…อย่างไม่มีความหวังนัก ไม่นึกว่าเบื้องบนจะยังให้โอกาสคนที่หลงทางทำชั่วอย่างเขาโดยการดลใจให้เขาคิดถึงการสร้างวังวนเวลาจากความรักได้เช่นนี้

สองชายหญิงเต้นรำกันอย่างมีความสุขภายใต้แสงจันทร์ เมื่อเพลงรักที่กำลังบรรเลงจบครบห้านาที บทเพลงเดิมเดียวกันนี้ก็กลับมาเริ่มต้นบรรเลงใหม่อีกครั้ง…สองครั้ง…สามครั้ง…สิบครั้ง…ร้อยครั้ง…เรื่อยไป พร้อมกับเข็มนาฬิกาที่ถอยหลังไปเริ่มต้นเดินที่เวลาห้าทุ่มยี่สิบห้าอย่างสม่ำเสมอ ทั้งสองใจคิดตรงกันว่า ความสุขชั่วนิรันดร์มีอยู่จริง และพวกเขาได้ครอบครองมันแล้ว

 

ความคิดเห็น