Sawanya

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทนำ คำทำนายหรือคำสาป?

ชื่อตอน : บทนำ คำทำนายหรือคำสาป?

คำค้น : เล่ห์เผด็จรัก , จอมรวินท์ , ปุริมปรัชญ์ , โรมานซ์ , 18

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 719

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ค. 2563 12:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ คำทำนายหรือคำสาป?
แบบอักษร

 

❤ บทนำ ❤ 

 

 

I’ll never fall in love again คำทำนายที่ไม่มีวันเป็นจริง! 

 

เสียเวลาเปล่าจริงๆ!

 

เธอไม่น่าใจอ่อนยอมมาตามคำชวนของอณิมากับพริมาเลย! ยาย ‘มาทั้งคู่’ นั่นหลอกเธอมาลงหม้อชาบูโดน ‘ต้ม’ หมู่แท้ๆ! ไหนบอกว่าเพื่อนๆ ทุกคนคอนเฟิร์มว่าแม่หมอคนนี้แม่นอย่างกับเข้ามาสิงในร่าง สแกนกรรมชัดเป๊ะ การันตีว่าหมอดูฟันธงยังต้องพ่าย หมอดูคอนเฟิร์มยังต้องร่ำไห้ไม่กล้าต่อกร แล้วนี่อะไร? ปาหี่ลวงโลกชัดๆ!

 

 

เรื่องหน้าที่การงาน ครอบครัว รวมถึงเรื่องอื่นๆ ทั่วไป แม่หมอนั่นก็ทำนายได้แม่นยำราวกับตาเห็นอยู่หรอก เธออาจจะเข้าร่วมขบวนการ ‘มูด้วยกันมูได้ไกล’ กับเพื่อนสาวสุดซี้ไปแล้วก็ได้ ถ้าแม่หมอแม่นเว่อร์นั่นจะไม่ทำนายเรื่องที่เธอรู้แน่แก่ใจว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่มีทางเกิดขึ้นเด็ดขาดในชาตินี้! แต่ที่น่าหงุดหงิดที่สุดก็คือทั้งๆ ที่คำทำนายนั้นเป็นหลักฐานชั้นดีว่าแม่หมอญาณทิพย์อะไรนั่นเป็นเพียงแค่ชะนีขี้มโนที่หลอกหากินกับความเชื่อของคนเท่านั้น อณิมากับพริมาก็ยังยืนยันจะไป‘มูตามแม่(หมอ)’ จนเธอต้องมานั่งแกร่วรอสองสาวอยู่อย่างนี้! ยิ่งเห็นเพื่อนสาวทั้งสองศรัทธาในตัวแม่หมอจนต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของอีกฝ่ายอย่างเคร่งครัด นวินดาก็ยิ่งโมโห เพราะคำทำนายของ ‘แม่หมอ แม่นเว่อร์’ ยังก้องอยู่ในสมองของเธอราวกับไวรัสที่ฝังอยู่ในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์อย่างไรอย่างนั้น! 

 

“เพื่อนหนูเขาถามเรื่องความรักกันทั้งนั้น หนูไม่คิดจะถามบ้างเหรอ?”

คำถามที่แม่หมอซึ่งกำลังพยากรณ์ดวงชะตาให้เธออยู่ถามขึ้น หลังจากทำนายเรื่องหน้าที่การงาน การเงิน และเรื่องครอบครัวของเธอ ไปแล้วทำให้คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นโดยไม่รู้ตัว นวินดาไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี เพราะสำหรับเธอ ‘ความรัก’ มันตายไปนานแล้ว ตายสนิทและ ฝังลึกจนเธอไม่อยากขุดคุ้ยมันขึ้นมาอีก เพราะเมื่อไรที่คิดถึงมันขึ้นมา แผลในใจที่เหมือนจะหายดีก็คล้ายจะเจ็บแปลบขึ้นมาทุกครั้ง

“หนูอายุแค่นี้ เจ็บครั้งเดียวก็เข็ดจนไม่กล้าคิดอยากมีความรักแล้วเหรอ?”

คราวนี้นวินดาเงยหน้าขึ้นมองแม่หมอที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนหมอดูด้วยความประหลาดใจ เพราะ ‘ท่าน’ ของอณิมาและพริมาพูดราวกับมานั่งอยู่ในใจของเธออย่างน่าพิศวง ถ้าไม่ติดว่าหญิงวัยกลางคนตรงหน้าเธอไม่มีอะไรที่เหมือนหมอดูทั่วไปเลยสักอย่าง เธออาจจะเชื่อถือคำทำนายของผู้หญิงคนนี้บ้างก็ได้

 

‘ท่าน’ ของเพื่อนสาวทั้งสองยังดูสวยเป๊ะเหมือนสาววัยสามสิบต้นๆ ใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดถูกตกแต่งจนดูโดดเด่นราวกับนักแสดง ที่พร้อมจะโลดแล่นในวงการบันเทิง ชุดเดรสสีขาวแขนยาวแบบเรียบหรู ขับเน้นให้ผู้สวมใส่ดูสูงศักดิ์เกินกว่าจะเป็นเพียงแค่ผู้ทำนายดวงชะตาที่คิดค่าครูเพียงแค่สามสิบเก้าบาทซึ่งให้หย่อนลงในกล่องรับบริจาคเพื่อนำไปสมทบทุนให้กับมูลนิธิต่างๆ ที่ระบุอยู่บนหน้ากล่องเท่านั้น ไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมไหน ผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนคนที่เกิดมาเพื่อเป็นเจ้าคนนายคนมากกว่าจะเป็นนักพยากรณ์มืออาชีพ...

“ทำไม? ฉันไม่เหมือนหมอดู? หมอดูต้องเป็นแบบไหนล่ะ นุ่งขาวห่มขาวเคี้ยวหมากปากแดงรึ?”

คำถามนี้ทำเอาคนที่แอบประเมินผู้อื่นในใจถึงกับสะดุ้ง เพราะนึกว่าตนเองคงแสดงสีหน้าอาการที่ไม่เหมาะสมออกไป แม่หมอคนงามถึง คาดเดาความคิดของเธอได้ แต่แทนที่แม่หมอจะโกรธจนตะเพิดเธอออกจากบ้านไป ‘ท่าน’ ของเพื่อนเธอกลับหัวเราะออกมาเสียอีก

“ตกใจอะไร? ไม่ใช่สีหน้าของหนูหรอกที่บอกให้ฉันรู้ว่าหนูคิดยังไง ถ้าฉันต้องอาศัยการสังเกตสีหน้าคนมาใช้ในการทำนาย หนูคิดว่าฉันจะยังกล้าเปิดสำนักดูดวงในบ้านหลังนี้เหรอ?”

นั่นสิ...เธอก็สงสัยจริงๆ นั่นแหละว่าคนที่ดูว่าน่าจะมีฐานะมั่นคงและอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่หรูหราอลังการขนาดนี้คิดอะไรอยู่ ถึงยอมเปิดบ้านให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาดูดวงเพื่อเงินเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้...

“คนเราน่ะเกิดมาพร้อมหน้าที่ที่แตกต่างกันไปนะนวินดา หนูก็มีหน้าที่ของหนู ฉันก็มี ‘หน้าที่’ มี ‘งาน’ ที่ได้รับมอบหมายมาเหมือนกัน”

แน่นอนว่าแม่หมอย่อมเรียกชื่อของเธอได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องใช้ ‘ญาณ’ เพราะตอนจองคิวมาตรวจดวงชะตา เธอต้องส่งชื่อ นามสกุล และวัน เดือน ปีเกิดมาในเบื้องต้นก่อนแล้ว

“รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงต้องให้พวกหนูส่งรายละเอียดส่วนตัวให้ฉันก่อน?”

“เอามาใช้เป็นข้อมูลในการทำนายเหรอคะ?”

“เกือบถูก” ริมฝีปากสีแดงเจิดจ้าแย้มออกเป็นรอยยิ้มกว้างซึ่งทำให้ใบหน้าขาวนวลดูงดงามยิ่งขึ้นกว่าเก่า เห็นได้ชัดเลยว่าสมัยที่ยังอ่อนวัย ผู้หญิงคนนี้จะต้องสวยกว่านี้หลายเท่าแน่ๆ

“ขอบใจที่ชมนะ” นวินดาถึงกับสะดุ้งเมื่อแม่หมอพูดราวกับรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ “ที่ฉันต้องการชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด และเวลาตกฟากของพวกหนู ก็เพื่อจะพิจารณาดูว่าเราควรจะเจอกันไหม...”

แม่หมอมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งยิ้มมาให้อีกครั้ง น่าแปลกที่นวินดาไม่เชื่อถือผู้หญิงคนนี้เลยสักนิดและยังมองว่าอีกฝ่ายก็เป็นเพียงแค่คนที่หากินกับความทุกข์และความเชื่อของมนุษย์ แต่รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรานีนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนได้รับการปลอบประโลม จนอดยิ้มตอบกลับไปไม่ได้

“บนโลกนี้มีคนตั้งมากมาย หนูคิดว่าเพราะอะไรเราถึงได้มาพบกันล่ะ?”

“เพราะเพื่อนหนูจองคิวให้ไงคะ” เธอตอบไปตามตรงไม่ได้ตั้งใจ จะประชดประชันแต่อย่างใด

“เพื่อนหนูส่งข้อมูลของหนูมาเพื่อขอจองคิวก็จริง แต่ถ้าหนูไม่ใช่คนที่ฉันสามารถช่วยได้ ฉันก็จะไม่ตอบรับคำจองเช่นเดียวกัน...ถึงฉันจะรับนัดแล้ว แต่ถ้าเมื่อเช้าลูกชายของหนูไม่ยอมให้หนูมา เราก็คงไม่ได้เจอกัน จริงไหม?”

คำถามพร้อมรอยยิ้มลึกลับนั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ทำให้นวินดารู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ตกใจอยู่ไม่น้อยที่ผู้หญิงคนนี้รู้ว่าเธอมีบุตรชายทั้งๆ ที่เธอไม่เคยบอก ปกติขนาดเธอบอกกับใครว่ามีบุตรชายที่อีกไม่นานก็จะขึ้นชั้นประถมปีที่หนึ่งแล้วยังไม่มีใครเชื่อเลยด้วยซ้ำ ที่สำคัญแม่หมอยังพูดเหมือนรู้ด้วยว่าจู่ๆ เมื่อเช้าเคย์เดนก็งอแง ไม่ยอมให้เธอออกจากบ้าน จนนวิยา พี่สาวของเธอต้องหลอกล่อด้วยการขอให้หนูน้อยไปอยู่เป็นเพื่อนกับนิธิศ หลานชายของเธอ และรับปากว่าจะให้เคย์เดนช่วยทำ ไอศกรีมโฮมเมดด้วย ลูกชายสุดที่รักจึงยอมอนุญาตให้เธอออกมากับอณิมาซึ่งอุตส่าห์ขับรถไปรอรับเธอถึงบ้าน

“โลกนี้ไม่ได้มีแต่สิ่งที่เรามองเห็นด้วยตาทั้งสองข้างเท่านั้นหรอก นวินดา อะไรที่เราไม่เคยเห็น ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีจริง การที่คนทุกคนบนโลกนี้ได้มาพบเจอกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เราต้องมีความผูกพันกันในแง่ใดแง่หนึ่ง ถึงต้องมาพบกัน ที่เขาเรียกว่าพรหมลิขิตไง หนูเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหมล่ะ?”

พรหมลิขิตน่ะเหรอ?

เธอก็เคยเชื่ออยู่หรอก...เมื่อนานมาแล้ว...ตอนที่เธอยังเป็นเพียงแค่เด็กสาวใสซื่อและยังไม่รู้จักชีวิตดีเท่านี้น่ะนะ!

“ไม่เชื่อแล้ว?” หญิงสูงวัยซึ่งยังคงงดงามเหมือนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอถอนหายใจออกมาด้วยใบหน้าที่สลดลงจนนวินดาต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “แสดงว่าหนูไม่คิดจะมีความรักอีกสินะ”

“ไม่ค่ะ” คราวนี้หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง เพราะมันเป็นคำถามที่ถูกถามอยู่เป็นประจำและเธอได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ มานานแล้ว

“ชีวิตไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการเสมอหรอกนวินดา มันถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าหนูจะพยายามหนียังไง ก็ไม่พ้นหรอก” ใบหน้าสวยหวานที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวระคนดื้อรั้นของหญิงสาวตรงหน้าทำให้ผู้พยากรณ์หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยคำทำนายซึ่งคล้ายกับ ‘คำสาป’ ที่ทำให้นวินดาขนลุกซู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ต่อให้หนูยืนยันว่า ‘ไม่’ อย่างหนักแน่นแค่ไหน หัวใจที่เคยปิดตายจะถูกเปิดออกอีกครั้ง...ความรักที่ฝังไว้ลึกที่สุด ในหัวใจจะเติบโตขึ้นมา ภายในเดือนนี้หรืออย่างช้าที่สุด...สามเดือน...หนูจะต้องแต่งงานใหม่!”

“แต่งงานใหม่!?” นวินดาโพล่งออกมาด้วยความตกใจ เพราะแม่หมอใช้คำว่า ‘แต่งงานใหม่’ ทั้งๆ ที่เรื่องการแต่งงานของเธอนั้นมีเพียงแค่ไม่กี่คนที่รู้ เพราะมันเกิดขึ้นและจบลงภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน เรียกว่าสั้นเสียยิ่งกว่าคอร์สเรียนภาษาบางคอร์สด้วยซ้ำ! แต่ความจริงก็ไม่น่าแปลกใจ ถ้า ‘ท่าน’ ของอณิมาและพริมารู้ว่าเธอมีบุตรชาย ก็คงพอที่จะคาดเดาได้อยู่หรอกว่าเธอน่าจะผ่านการสมรสมาแล้ว

“ใช่...แต่งงานอีกครั้ง!” ผู้พยากรณ์ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ คล้ายกับเพิ่งบอกให้เธอไปแลกซื้อชุดเก้าอี้ผ้าใบที่ร้านสะดวกซื้อ ไม่ใช่ทำนายเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของลูกผู้หญิง

“หนูไม่มีความคิดที่จะแต่งงาน...ค่ะ” เธอกลืนคำว่า ‘อีก’ ลงไปเพราะไม่อยากตอกย้ำแม้แต่กับตนเองว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

“ก็เหมือนที่หนูไม่คิดว่าจะมีความรักอีกนั่นแหละ ฉันบอกแล้วไงว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิดเสมอไป”

นวินดาเกือบจะโพล่งออกไปแล้วว่าไม่มีวัน! เธอจะไม่กลับไปทำผิดแบบเดิมซ้ำอีกเด็ดขาด! แต่เมื่อคิดได้ว่าอย่างไรเสียผู้หญิงคนนี้ก็เป็นเพียงแค่คนที่คงได้เจอกันเพียงแค่ครั้งเดียวอยู่แล้ว พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เงียบไว้ดีกว่า เธอจะได้ไม่ต้องเอ่ยถึง ‘อดีต’ ที่ตั้งใจจะปล่อยให้มันตายไปกับกาลเวลาที่ผันผ่านไปด้วย

“ใช่! เราจะได้พบกันครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ เพราะหลังจากนี้...หนูจะไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยแล้ว...”

“ไม่ได้อยู่เมืองไทย?” เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ไม่อยู่เมืองไทยแล้วจะให้เธอย้ายไปอยู่ที่ไหน? บ้านก็เพิ่งซื้อ ยังต้องผ่อนชำระอีกนาน เคย์เดนเองก็กำลังจะเข้าเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่งเร็วๆ นี้ แล้วพวกเธอจะย้ายไปไหนได้!

“หนูไม่จำเป็นต้องเชื่อฉันหรอก เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นตามที่มันควรจะเป็น หนูก็จะรู้เองนั่นแหละว่าฉันหมายถึงอะไร อ้อ...เนื่องจากเราคงจะได้พบกันครั้งนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ฉันเลยมีเรื่องที่ต้องเตือนหนู ไว้หน่อย หนูน่ะเป็นคนที่เพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งสวย ฉลาด น่ารัก มีน้ำใจ นิสัยใจคอก็ดี เลยเป็นที่รักของทุกคน แต่บางครั้งหนูก็ใจร้อนและวู่วาม เกินไป ด่วนตัดสินใจโดยไม่ได้ไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน ทั้งๆ ที่หนูดูเหมือนคนเชื่อมั่นในตัวเอง แต่ความจริงกลับไม่เคยเชื่อเลยว่าตัวเองมีดีพอที่จะเป็นที่รักของใครสักคน ทิฐิและอคติมันทำให้ทุกอย่างยุ่งยากและซับซ้อนอย่างที่ ไม่ควรจะเป็น...แต่ก็นั่นแหละนะ...มันเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตไว้แล้ว บางครั้งคนเราก็ต้องสูญเสียและพรากจากใครบางคนที่มีความหมายกับชีวิตของเรา เพื่อให้เราได้รู้ว่าคนคนนั้นสำคัญกับเรามากแค่ไหน...”

“ขอบคุณนะคะ หนูคิดว่าหนูได้รู้ทุกอย่างที่ตัวเองอยากรู้แล้ว ละค่ะ” เมื่อรู้สึกว่าแม่หมอชักจะมโนแจ่มไปกันใหญ่ นวินดาก็รีบตัดบท ก่อนที่ผู้ซึ่งอ้างตนว่าเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้าจะทำให้เธอฟุ้งซ่านจนกลายเป็นความเพ้อฝันถึงอดีตที่ควรจะลืมไปให้หมดสิ้นไปมากกว่านี้

“บอกแล้วว่าอย่าใจร้อน” รอยยิ้มเย็นและน้ำเสียงที่อ่อนโยนราวกับน้ำทิพย์ที่หลั่งรินลงมาในใจทำให้นวินดาซึ่งหย่อนเงินค่าครูลงในตู้รับบริจาคเรียบร้อยและลุกขึ้นแล้วตัดสินใจนั่งลงอีกครั้ง “หนูควรจะฝึกให้ตัวเองใจเย็นขึ้นอีกนิด ฟังมากกว่าพูด ฟังแล้วเอามาไตร่ตรองให้ดี อย่าเชื่อคนอื่นไปเสียหมด และอย่าจินตนาการอะไรไปก่อนล่วงหน้า สงสัยอะไรก็ควรถาม เพราะแม้แต่สิ่งที่เราเห็น ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราเข้าใจทุกอย่าง ถึงหนูจะไม่เชื่อใจใคร ก็ควรจะเชื่อมั่นในตัวเองและไว้ใจในตัวคนที่หนูรัก...”

“แต่หนู...” ความจริงเธอตั้งใจจะบอกออกไปตามตรงว่าเธอไม่มี คนที่เธอรักอะไรนั่นและไม่คิดที่จะมีด้วย แต่ก็เปลี่ยนใจเสียก่อน เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ในเมื่อจะพบกันแค่ครั้งเดียวอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้เหนื่อยเปล่า

“ภายในสามเดือนข้างหน้านี้และต่อไปอีกพักใหญ่ หนูจะต้องพบเจออะไรอีกมาก ซึ่งฉันคงบอกอะไรมากไม่ได้ นอกจากอยากให้หนูจำไว้อย่างหนึ่งว่าการแต่งงานไม่ใช่แค่เรื่องของความประทับใจภายนอกซึ่งอาจจะเกิดจากรูปลักษณ์ ทรัพย์สมบัติ หรือคุณสมบัติที่เหมาะสมกันเท่านั้น สิ่งที่จะเชื่อมโยงคนสองคนให้ผูกพันกันไปชั่วชีวิตก็คือความรักและความ ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เมื่อหนูรักใครสักคน จงเชื่อมั่นว่าคนที่หนูมอบหัวใจให้เป็นคนที่ดีพอที่หนูจะเชื่อใจเขา อย่ากลัวว่าตัวเองจะเป็นคนโง่ เพราะความกลัวนั้นจะทำให้เรากลายเป็นคนโง่ไปจริงๆ...”

“ยังไงก็ขอบคุณนะคะ ถึงหนูจะไม่คิดที่จะมีความรักอีกก็ตาม”

“ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะมีโอกาสครั้งที่สอง หนูไม่ควรปล่อย ให้ทิฐิมาทำลายความสุขชั่วชีวิตของหนูนะนวินดา...คราวนี้มันจะไม่ใช่แค่ความรักแล้ว...แต่จะมีคนที่หนูรักอย่างไร้เงื่อนไขเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างน้อย สามคนด้วย...”

“มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทิฐิเลยค่ะ หนูก็แค่ไม่อยากมีความรักอีก หนูมีลูกชายคนเดียวก็พอแล้ว ครอบครัวของเราไม่ต้องการใครเพิ่มอีกขอบคุณนะคะที่ช่วยดูดวงให้หนู สวัสดีค่ะ” หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้ผู้สูงวัยกว่าก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่ลังเลอะไรอีก

ไร้สาระสิ้นดี! เธอกับเคย์เดนมีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องยอมรับใครเข้ามาในชีวิตอีก!

“ไม่ว่าหนูจะต้องการหรือไม่ มันก็จะเกิดขึ้น หนูจะต้องแต่งงานใหม่อีกครั้งในเร็วๆ นี้แน่นอนนวินดา!”

เสียงของแม่หมอที่ดังตามหลังมาทำให้นวินดาต้องกัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิดเพื่อออกไปหาเพื่อนๆ ที่รออยู่ในห้องรับแขกจะได้รีบออกไปจากบ้านหลังนี้เสียที!

 

 

เชิงอรรถ  

‘มู’ ย่อมาจากคำว่า ‘มูเตลู’ หมายถึง พิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา ไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลังต่างๆ เช่น การบูชาหรือสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรให้ร่ำรวย มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม เสริมดวง ทำให้โชคดี แคล้วคลาด ปลอดภัย ที่มาของคำว่า ‘มูเตลู’ นั้น มาจากชื่อของภาพยนตร์จากประเทศอินโดนีเซียที่ใช้ชื่อภาษาไทยว่า ‘มูเตลูศึกไสยศาสตร์’ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับหญิงสาว สองคนที่ใช้มนตร์ดำหรือไสยศาสตร์มาแย่งผู้ชายกัน ปัจจุบันคำว่า ‘มู’ เป็นคำที่ใช้กันอย่าง แพร่หลายโดยมีความหมายไปในเชิงบวก แตกต่างจากที่มาที่ความหมายค่อนข้างไปในทางลบ

 

***ทูนหัวของจอมรวินท์ >///////< 'เล่ห์เผด็จรัก' เป็นนิยายที่เคยวางจำหน่ายกับไลต์ออฟเลิฟเมื่อปี 2557 ตอนนี้มดนำมารีไรต์เพื่อวางจำหน่ายในรูปแบบอีบุ๊ก(คนที่เคยซื้ออีบุ๊กไปแล้ว จะได้รับการอัปเดตฟรีโดยอัตโนมัติค่ะ) และจะเปิดจองแบบรูปเล่มในเร็วๆ นี้ ฝากติดตามด้วยนะค้า*** 

ความคิดเห็น