YUYUWA
Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่14 ข่าวร้าย

ชื่อตอน : บทที่14 ข่าวร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 39

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ค. 2563 04:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่14 ข่าวร้าย
แบบอักษร

ตลอดวันนี้ข้าเอาแต่จดจ้องไปที่ประตูปราสาทเฝ้ามองการกลับมาของใครหลายๆ คน หนึ่งในนั้นมีคนสำคัญที่อยากจะพบเจอให้แน่ใจว่าปลอดภัย ที่จริงมันก็เป็นแค่สิ่งที่ข้าต้องทำ

ตอนนี้ข้าอยู่ภายในห้องสำหรับตัดชุดของท่านมาริน่าภายในห้องมีชุดที่สวยงามมากมายแต่มีเพียงชุดเดียวเท่านั้นที่สะดุดตาข้ามากที่สุด ชุดสีขาวที่เต็มไปด้วยลูกไม้ราวกับว่ามันถูกเย็บขึ้นมาด้วยความรักความใส่ใจ ยิ่งได้สัมผัสมันกลับเหมือนยิ่งถูกดึงดูดราวกับว่ามันกำลังเรียกหาข้า

“นี่เป็นชุดที่แม่สวมในวันแต่งงาน ในตอนที่แม่เห็นครั้งแรกก็เป็นเช่นเจ้าราวกับว่ามันกำลังเรียกหา” ท่านมาริน่าเดินมาจับไหล่ข้าทั้งสองจากด้านหลังให้ข้าเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้น ท่านจับมือข้าให้สัมผัสกับชุด พร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“ตอนนี้มันเป็นของเจ้านะ อลิซ ในอนาคตเจ้าจะได้เป็นคนสวมใส่แม่ทนรอไม่ไหวเจ้าคงจะงดงามจนมิร่ามองไม่วางตาแค่คิดแม่ก็มีความสุขแล้ว” ข้ายิ้มจางๆ มองไปที่ชุดตรงหน้า ข้าคู่ควรที่จะสวมใส่ชุดนี้งั้นเหรอ

“แม่เข้าใจลูกนะ เรื่องการแต่งงานมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิงที่จะฝากชีวิตไว้กับใครสักคน แม่อยากให้ลูกลองเปิดใจให้มิร่าได้ลองเข้าไปภายในใจของลูกดูสักครั้ง แม่เชื่อว่านางจะไม่ปล่อยให้ลูกต้องเดียวดาย” แววตาของท่านมาริน่าเป็นแววตาที่อบอุ่นราวกับว่าท่านจะอยู่เคียงข้างข้าทำให้รู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัย สิ่งที่ท่านเอ่ยท่านคงอยากให้ข้าลองเปิดใจให้กับนางอย่างไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่น เปิดใจให้นางที่เป็นนางและตัวตนจริงๆ ของข้า

“แม่จะเล่าอะไรดีๆ ให้ฟังเอาไหม..” ท่านยิ้มข้าให้เช่นทุกครั้ง พร้อมพาข้าไปนั่งยังโซฟาตัวใหญ่

“ก่อนเล่าแม่ถามอะไรเจ้าหน่อยได้หรือไหม” ข้านิ่งไปชั่วครู่จึงเอ่ยตอบตกลง ในใจตอนนี้มันกังวลไปหมดถึงคำถามที่ท่านมาริน่าจะเอ่ยถาม

“เจ้าว่ามิร่านางเป็นคนยังไง” ข้ามองท่านมาริน่าอย่างงุนงง ถึงแม้ข้าจะโล่งใจที่เป็นคำถามนี้แทนที่จะเป็นคำถามเกี่ยวกับตัวข้าก็ตามแต่ว่านางเป็นคนอย่างไรงั้นเหรอ…

“ลูกว่านางเป็นคนที่อบอุ่น ใจเย็นทั้งยังเอาใจใส่คนรอบข้างเสมอ” คำตอบเหล่านี้ข้าตอบไปตามสิ่งที่ตนได้สัมผัสข้ายังเชื่ออีกว่านางจะคอยปกป้องข้าเสมอ แต่พอข้ากล่าวจบท่านมาริน่ากลับยิ้มกว้างทั้งยังหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ทำข้าเกิดความสงสัย

“ลูกกล่าวอะไรผิดไปหรือท่านแม่” ท่านมาริน่าตอบกลับมาทันทีด้วยแววตาของคนเป็นแม่แววตาที่อบอุ่น คำตอบของท่านทำข้าคลายสงสัยแต่กลับกันต้องตกใจกลับสิ่งที่ได้รู้มันราวกับว่าข้าไม่ได้รู้จักมิร่ามากพอ

“เจ้าไม่ได้กล่าวอะไรผิดหรอก แม่จะเล่าให้ฟังนะตั้งแต่มิร่ายังเล็กนางชอบการต่อสู้เป็นที่สุดแต่เจ้ารู้มั้ยสิ่งที่นางชอบมากกว่าคือการเอาชนะ ทุกครั้งที่นางฝึกดาบกับพ่อของนางแววตานางจะมุ่งมั่นแต่มันก็เป็นแววตาที่ผสมไปได้ความสนุกทำเอาแม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะห้ามนางไปจนหมด ท้ายที่สุดการประลองครั้งนั้นมิร่าแพ้หมดท่านางไม่คุยกับท่านพ่อไปหลายวันจนแม่ต้องไปคุยกับนางถึงมิร่าจะยอมหายโกรธ มันอาจจะดูเอาแต่ใจไปหน่อยแต่เจ้ารู้ไหมตลอดระยะเวลาที่นางโกรธนางมักจะไปฝึกเสมอเพื่อให้ตนแกร่งขึ้น” พอได้ฟังเรื่องของนางข้าก็เหมือนได้รู้จักอีกด้านของนางจนเผลอยิ้มออกมาจนท่านมาริน่าเอ่ยทัก

“แม่อยากให้นางมาเห็นเจ้าในเวลานี้ที่สุดเลย นางคงจะดีใจ” คำพูดของท่านทำให้ข้าถึงกลับกลมหน้าเล็กน้อยเพราะกลัวว่าท่านจะเห็นว่าตอนนี้ข้ายิ้มกว้างกว่าเก่าแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะท่านยังคงเห็นและส่งยิ้มให้ข้าอย่างเอ็นดู

“มีอีกเรื่องที่แม่อยากจะขอเจ้า..” ท่านแม่นิ่งหยุดพูดไปทิ้งให้ข้ารอฟังอย่างตั้งใจ

“มิร่านางเป็นคนที่ไม่ค่อยยอมใครเท่าไหร่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่นางจะฟังตอนนี้หนึ่งในนั้นคือเจ้า เจ้าเป็นคนที่พิเศษสำหรับนาง ที่แม่บอกให้เจ้ารู้นั่นเพราะอยากให้เจ้าคอยอยู่เคียงข้างนางเป็นคนเตือนสตินางในยามที่นางหลงไปกับเรื่องที่ผิด นี่แหละคือสิ่งที่แม่อยากจะขอเจ้า” ท่านยิ้มพร้อมจับมือข้าบีบเบาๆ ท่านช่างเป็นแม่ที่ดีเหลือเกิน ข้าวางมือลงด้านบนมือท่านพร้อมพูดอย่างหนักแน่น

“ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ลูกจะคอยอยู่เคียงข้างนาง” หากท่านคิดว่าข้าเป็นคนโกหกข้าก็ขอน้อมรับ นั่นจริงที่ทั้งหมดที่ทำอยู่เป็นเพียงสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อจะไปสู่เป้าหมายแต่ท่านรู้หรือไม่สิ่งที่ข้าเอ่ยไปทั้งหมด…..ข้าหวังให้มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

 

“พระราชากลับมาแล้ว”

ทุกคนโปรดหลีกทางให้ขบวนม้าและเหล่าทหาร

 

เสียงประกาศดังกึกก้องข้าและท่านมาริน่าต่างรีบลงมาเพื่อต้อนรับและหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดีและคืนนี้ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะบอกนางเกี่ยวกับความจริงเรื่องจดหมายนั่นว่าเป็นเพียงเรื่องที่ข้าสร้างขึ้นมาตอนนี้ข้าพร้อมที่จะรับความผิดที่ตัวเองก่อ นางงจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดกับเรื่องนี้อีก

เมื่อทุกคนมาถึงนี่อาจถือเป็นข่าวดีเนื่องจากสามารถจับกลุ่มกองโจรได้บางส่วนแต่สิ่งที่แปลกกลับไม่มีวี่แววของมิร่าทำเอาหัวใจข้าตกวูบส่วนสมองข้าตอนนี้คิดไปต่างๆ นานา จนกระทั่งจัสมินเดินเข้ามาหาข้าพร้อมบอกข่าวร้ายที่ทำให้ท่านมารินน่าเป็นลมหมดสติไป ข้าให้เบลพาท่านไปยังห้องพัก ก่อนที่ข้าจะไปถามกับจัสมินถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ไยท่านไม่พานางกลับมา” น้ำเสียงข้าตอนนี้คงสั่นจนจัสมินสังเกตได้นางจึงคอยๆ เล่าให้ข้าฟังช้าๆ

“ข้ายอมรับว่าเรื่องนี้ข้าเป็นคนผิดเพราะนางตั้งใจที่จะช่วยข้าไว้นั่นทำให้นางต้องบาดเจ็บและถูกจับตัวไป ในตอนที่นางหมดสติข้าพยายามเข้าไปช่วยแต่สุดท้ายมันก็ได้ตัวมิร่าทั้งยังหายไปแบบไร้ร่องรอย พวกเราจึงกลับมารวบรวมกำลังกลับไปค้นหาในวันรุ่งขึ้น” ข้าจะโทษจัสมินก็คงจะไม่ได้เพราะข้ารู้ว่านางคงเจ็บใจไม่น้อยที่ช่วยมิร่าไว้ไม่ได้ พวกเราทำได้เพียงแค่รอเวลาเพราะหากไปตอนนี้ทั้งกำลังที่น้อยกว่าและยังเป็นเวลากลางคืนทุกอย่างอาจจะออกมาเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ ข้าได้แต่ภาวนาให้มิร่าปลอดภัยพวกเจ้ารู้ไหมว่ามันทรมานอย่างบอกไม่ถูกที่ทำอะไรไม่ได้เลย

 

 

เวลาผ่านไปทุกคนมารวมตัวกันเพื่อเตรียมแผนการค้นหารวมถึงข้าด้วยในวันพรุ่งนี้ข้าจะร่วมเดินทางไปด้วย แต่สิ่งที่ข้ามั่นใจได้อีกอย่างหนึ่งคือนี่ไม่ใช่ฝีมือของท่านพ่อเพราะข้าไปถามท่านอย่างตรงไปตรงมาว่าเหตุใดถึงทำเช่นนี้ แต่ท่านกลับปฏิเสธทั้งหมดว่านี่ไม่ใช่ฝีมือท่านทั้งยังบอกอีกว่าท่านไม่โง่พอที่จะฆ่านางก่อนที่จะได้ทุกอย่างมาหรอก งั้นทั้งหมดนี่ใครกันที่เป็นคนทำ

 

หลังเตรียมแผนเสร็จวีนัสขอตัวกลับก่อนเพราะนางต้องกลับไปทำธุระที่เมืองและจะรีบกลับมาให้ทันเวลาเช้า ก่อนที่นางจะมีปากเสียงกับจัสมินจนข้าสงสัย ทั้งสองรู้จักกันได้อย่างไร ที่จริงข้าอยากจะบอกนางว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องไปช่วยค้นหาก็ได้แต่ก็ไม่มีโอกาส

 

เสียงที่เงียบลงไปทำให้ภายในห้องนี้มันดูกว้างไปสำหรับข้าแต่พอมีมิร่ามันกลับดูเล็กลงราวกับว่าทุกที่ในนี้มีเพียงเรา ทุกครั้งที่นอนลงบนที่นอนข้าจะนึกถึงนางที่สวมกอดถ้าเป็นไปได้หากเวลานี้ได้นางกลับมาข้าคง…..

 

“สวมกอดนางไม่ให้หายไปไหนอีกเลย”

 

.

.

.

 

(มิร่า)

สิ่งแลกที่รับรู้ได้หลังจากรู้สึกตัวคือความเจ็บปวดที่แขนซ้ายแต่เมื่อลืมตามองกลับพบว่ามันถูกทำแผลอย่างดีและอีกอย่างที่เป็นไปตามที่คาดไว้คือเชือกที่มัดตัวเราไว้ในท่านั่งหลังชนเสาต้นใหญ่มันแน่นจนไม่สามารถดิ้นหลุดได้ เราได้แต่มองหารอบๆ ตัวเผื่อจะมีอะไรที่สามารถตัดเชือกเหล่านี้ได้แต่ก็ต้องหมดหวัง จนเหลือบไปเห็นชายที่ยืนอยู่ตรงประตูกำลังมองมาหาเรามันคือเมอริค ทันทีที่มันเห็นจึงเอ่ยขึ้นทันทีพร้อมกับแสยะยิ้มน่ารังเกียจ

“สิ่งที่เจ้ามองหามันไม่มีหรอก ข้าคงไม่โง่พอที่จะทิ้งมันไว้ให้เจ้า” นั่นสิ หากเป็นมันคงไม่พลาดง่ายๆ แบบนั้น เราจึงถามกลับไปไม่อ้อมค้อม

“เจ้าต้องการอะไร” เราเชื่อว่ามันไม่ทำเพียงเพราะความสะใจอย่างเดียวแน่มันต้องมีเหตุผล

“ข้าต้องการอะไรงั้นเหรอ….ตัวเจ้าไงหรือจะเป็นตัวของชายคนนั้นเป็นไงเจ้าว่าดีไหม ชื่ออะไรนะ…บาร์รอน” สิ่งที่มันพูดทำเราโกรธจนถึงขั้นสุดจนพ้นคำด่าออกมาด้วยความแค้น

“สิ่งที่เจ้าเคยทำไว้เราไม่ลืมอย่างเด็ดขาด จนกว่าเจ้าจะได้ชดใช้อย่างสาสม” ตอนนี้ด้านมืดในใจเราที่ถูกปิดมันได้เปิดออกมาเพราะชายตรงหน้า สิ่งที่มันทำไว้ทำให้เราเป็นแผลใจที่ลึกจนไม่มีวันหาย

“ข้าทนรอให้วันนั้นมาถึงจนไม่ไหวแล้ว อยากให้ข้าลำลึกความหลังให้ไหม….” ตาที่จ้องไปยังคนตรงหน้าด้านความโกรธแค้น เจ็บใจนักที่เป็นแบบนี้

“คราวก่อนเจ้าก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ…เจ้ารู้ไหมทุกสิ่งมันเป็นความผิดของเจ้า เจ้ามันอ่อนแอไม่กล้าที่จะเผชิญหน้า จำได้ไหมวันที่เจ้าทำให้เขาหมดสิ้นทุกอย่าง ชายที่เสียสละชีวิตตนเพื่อปกป้องเจ้า เขาทำข้าประทับใจไม่น้อยแต่น่าเสียดายที่เขาจำอะไรเกี่ยวกับข้าไม่ได้ ทำเอาข้าหมดสนุกไปเลย”

ทุกสิ่งที่เมอริคได้บอกคือสิ่งที่มันทิ่มแทงเรามาตลอด เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้บาร์รอนพี่ชายที่คอยเคียงข้างต้องจบชีวิตลง เขาได้ตายจากไป…จากน้องสาวคนนี้ตลอดกาล

 

ทั้งหมดเป็นภารกิจที่เราทั้งสามคนต้องไปเพื่อล้วงข้อมูลเส้นทางที่ใช้สำหรับหลบหนีของเมอริค ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มตั้งแต่อายุยังน้อยเจ้านั่นมีชื่อเสียงมากเรื่องความฉลาดและความเลือดเย็นแต่เพราะความใจร้อนของเราทำให้ทุกอย่างต้องพังลง ภารกิจในครั้งนี้เป็นแค่การล้วงข้อมูลเท่านั้นแต่เรากลับอยากที่จะจับกุมเมอริคทั้งที่บาร์รอนและจัสมินเตือนเราหลายต่อหลายครั้งให้รอโอกาสอีกหน่อยและเราควรแจ้งท่านพ่อเรื่องนี้ก่อน แต่เรากลับไม่ฟังเดินหน้าที่จะทำตามที่ตนต้องการจนท้ายที่สุดแล้วเมอริคสงสัยในตัวของบาร์รอนทำให้เขาถูกจับขังและทรมานอย่างหนักจนร่างกายช้ำไปทั้งตัว บาร์รอนไม่แม้แต่จะเปิดปากพูดเขาทนรับทุกอย่างไว้คนเดียว ส่วนเราและจัสมินทำได้เพียงมองดูทั้งที่อยากจะบุกเข้าไปช่วยแต่เรากลับขี้ขลาด

แต่สิ่งที่ทำให้ตอกย้ำความผิดของเราไปจนถึงส่วนลึกของหัวใจเป็นตอนที่ร่างของบาร์รอนนิ่งสนิท ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่เขาจะนิ่งไปสายตาที่มองมามันทำให้เรากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมามีเพียงแววตานั่น ในตอนนั้นเมอริคมองมาที่เราอย่างสะใจวินาทีนั้นเองทำให้เรารู้ว่าเมอริคมันรู้ทันพวกเราทั้งหมด มันแค่ต้องการให้เป็นแบบนี้ทำให้พวกเราพบเจอกับความสิ้นหวัง หลังจากนั้นทุกอย่างรอบตัววุ่นวายไปหมดท่านพ่อได้นำกำลังพลมาเสริมทัพทำให้ล้อมจับได้บางส่วนแต่เมอริคก็หลุดมือไป

เราเข้าไปหาร่างบาร์รอนที่นิ่งสนิทพร่ำขอโทษและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใครจนท่านพ่อต้องพาเราออกมาจากตรงนั้นแต่เหมือนว่าปาฏิหาริย์ยังมีจริงบาร์รอนได้สติหลังจากหยุดหายใจไปเราวิ่งเข้าไปหาแต่กลับถูกเมินเฉย ทุกคนต่างงุนงงกลับสิ่งที่เกิดขึ้นปกติแล้วบาร์รอนจะเอ็นดูและรักเราเหมือนน้องสาวแต่หลังจากที่ฟื้นขึ้นมากับจำทุกอย่างที่ผ่านมาไม่ได้จำได้เพียงเหตุการณ์วันนี้ที่เราปล่อยให้เขาตายและทุกคนไม่เอ่ยถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอีกเลย

หลังจากวันนั้นมาเราก็เหมือนตกนรกทั้งเป็นต้องแกล้งทำเป็นไม่ชอบหน้ากันทั้งที่บางครั้งเราก็ต้องการพี่ชายคนเดิมที่คอยปกป้องคอยปลอบด้วยกอดที่แสนอบอุ่น……แต่นี่ก็สมควรแล้วที่เราได้รับมันเปรียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่บาร์รอนเสียไป

 

“นั่นทำให้เจ้าเจ็บปวดสินะ ข้าชอบเสียเหลือเกินแต่วันนี้ข้าไม่ได้มาเพราะเรื่องนี้…..ข้าอยากให้เจ้าเจอคนบางคน นางต้องการให้เจ้าช่วย” เราหลุดออกจากความทรงจำเพราะเสียงที่ถูกแทรกเข้ามา

“ให้เราช่วยงั้นหรือ แต่แบบนี้คงไม่ใช่การขอร้องมันเป็นการบังคับมากกว่าเจ้าว่ามั้ย” เรายกยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อยพร้อมมองไปที่เมอริคอย่างไม่เกรงกลัว

เสียงปลดล็อกประตูทำให้เราทั้งคู่ต้องหันไปมองเมื่อประตูเปิดออกมันแสดงให้เห็นหญิงสาวในชุดที่คลุมมิดชิดไปทุกส่วนทำให้มองไม่เห็นใบหน้า ทุกฝีก้าวที่นางก้าวเดินมันมีบางอย่างบอกเราว่านางไม่ใช่คนทั่วไป นางหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเราพร้อมเอ่ยบางสิ่งที่ทำให้เราฉุกคิด

“จำน้องได้ไหม ท่านพี่” นั่นยิ่งทำให้เราเกิดความสงสัยไปอีกเรามั่นใจว่าไม่เคยเจอนางมาก่อน แต่เมื่อนางค่อยๆ ใช่มือเปิดผ้าคลุมออกทำให้เราถึงกับตกใจไม่คิดเลยว่าจะเป็นนาง….การพบกันครั้งนี้คงไม่ดีแน่

 

ความคิดเห็น