siamlorlong

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 เริ่มต้นภารกิจในแคว้นต้าหยาง

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 เริ่มต้นภารกิจในแคว้นต้าหยาง

คำค้น : ย้อนเวลา เจาะเวลา ทะลุมิติ

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 36

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 เริ่มต้นภารกิจในแคว้นต้าหยาง
แบบอักษร

           ยุคสมัยที่เขาย้อนมาเรียกว่าแคว้นต้าหยาง เป็นแคว้นที่เพิ่งสถาปนาขึ้นมาได้ไม่นาน  ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของหลายอาณาจักรไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรน่านเจ้าหรือว่าต้าหลี่  แต่เดิมคือมณทลยูนนาน อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเคยอยู่ในการปกครองของต้าหมิงมาก่อน แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ ณ ปราการถู่มู่ ที่ฮ่องเต้หมิงอิงจงถูกพวกมองโกลจับเป็นเชลย ราชสำนักเกิดความระส่ำระสาย และเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งได้ตั้งตนเป็นฮ่องเต้แทน 

       ทางด้านแม่ทัพใหญ่ประจำมณทลยูนนานซึ่งสืบเชื้อสายราชวงศ์ต้าหลี่เดิมนามว่า

 ต้วนซื่อหมิน ก็ชูธงกบฏไม่ยอมรับอำนาจราชสำนักต้าหมิงอีกต่อไป โดยตั้งตนเป็นฮ่องเต้ สถาปนาแคว้นต้าหยางที่แปลว่าดวงตะวันที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ทรงพระนามว่าหยางเกาจู่  ทรงตั้งเมืองเทียนหยางเป็นเมืองหลวง  

       หยางเกาจู่ทรงเป็นฮ่องเต้ที่ทรงพระปรีชา ทรงวางรากฐานและปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุขร่มเย็น โดยช่วงหลังถึงแม้ว่าทางต้าหมิงจะยกทัพใหญ่มาปราบหลายครั้ง  แต่เพราะทางต้าหมิงเองมีปัญหาภายในมากมายเลยทำให้ต้องเลิกทัพกลับไปทุกครั้ง

      พระองค์ทรงครองราชย์เป็นเวลา 15 ปีก่อนจะเสด็จสวรรคต องค์ไทจือ(รัชทายาท)ซึ่งเป็นองค์ชายเพียงพระองค์เดียวนามว่า ต้วนซื่อหยาง ชันษา 28 ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดา ทรงพระนามว่าหยางไท่จง แต่เพราะความสามารถของพระองค์ยังห่างไกลจากองค์ปฐมกษัตริย์ผู้เป็นพระราชบิดา อีกทั้งพระองค์ทรงหมกมุ่นในสุรานารี ละเลยราชกิจ เชื่อฟังคำเพ็ดทูลของขุนนางกังฉิน ทำให้ขุนนางตงฉินต่างท้อแท้และเริ่มสิ้นหวังในชะตากรรมของบ้านเมือง

     เพียงแค่ 10 ปีที่หยางไท่จงทรงครองราชย์ บ้านเมืองที่หยางเกาจู่ทรงวางรากฐานไว้เป็นอย่างดีก็เริ่มสั่นคลอน ไม่มั่นคงเหมือนแต่ก่อน ขุนนางตงฉินเริ่มเข้าเกียร์ว่าง  ราษฎรเริ่มไม่พอใจในราชสำนัก เพราะพวกเขาต้องประสบความทุกข์ยาก ทั้งภาวะข้าวยากหมากแพง และภัยพิบัติ รวมทั้งราชสำนักก็เรียกเก็บภาษีเพิ่ม เป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของราษฏรยิ่งขึ้นไปอีก

     ช่วงนี้มีข่าวออกมาว่าองค์ไท่จงทรงมีพระสุขภาพพลานามัยไม่สู้ดีนัก อีกทั้งพระองค์ก็ยังไม่มีราชบุตรไว้สืบราชบัลลังก์ พระองค์มีเพียงพระราชธิดาทั้งหมด 6 พระองค์ รวมทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงมีพระเชษฐาหรือพระอนุชา มีเพียงพระภคินีและพระขนิษฐาเท่านั้น ทำให้สถานการณ์ในราชสำนักเกิดความไม่แน่นอนเรื่องผู้ที่จะมาสืบราชบัลลังก์ 

     ตอนนี้ทางราชสำนักเตรียมที่จะประกาศคัดเลือกราชบุตรเขยให้กับองค์หญิงทั้ง 6 พระองค์

ในต้นปีหน้า โดยไม่จำกัดหน้าตา ชาติตระกูล การศึกษา หรือฐานะ ขอเพียงเป็นชายหนุ่มที่ยังไม่แต่งงาน อายุระหว่าง 18 – 25 ปี ที่สามารถผ่านการทดสอบขั้นต้นและขั้นกลางจากราชสำนัก แล้วสามารถผ่านเข้าถึงรอบสิบคนสุดท้าย ก็มีสิทธิ์ที่จะได้แสดงความสามารถต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ไท่จงรวมทั้งเหล่าองค์หญิงทั้งหลายเพื่อให้พวกนางเป็นผู้คัดเลือกผู้จะมาเป็นราชบุตรเขยด้วยตัวเอง

       เหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งหลายในแว่นแคว้น ไม่ว่าจะเป็นบุตรชายเหล่าขุนนางน้อยใหญ่เหล่าบัณฑิตหนุ่ม บุตรพ่อค้าคหบดี รวมทั้งชาวบ้านทั่วไปต่างพากันเตรียมพร้อมสำหรับการคัดเลือกราชบุตรเขยที่จะมาถึง

         โอกาสนี้ถือว่าสำคัญยิ่งนัก เพราะผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นราชบุตรเขยคือผู้ที่มีโอกาสได้รับคัดเลือกให้สืบทอดราชบัลลังก์เป็นฮ่องเต้องค์ต่อไปนั่นเอง

         

           “ เรื่องราวคร่าว ๆ ก็มีเท่านี้แหละอาหลง ส่วนเรื่องอื่น ๆ เจ้าต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง แต่ว่านี่เป็นโอกาสที่สำคัญมากสำหรับเจ้า ที่เจ้าต้องคว้ามันไว้ให้ได้  เพราะตำแหน่งราชบุตรเขยมันจะช่วยให้เจ้าบรรลุการใหญ่ในการพลิกฟ้าคว่ำดินของเจ้าได้ง่ายขึ้น “

         อาจารย์ใหญ่เอ่ยขึ้นหลังจากที่เล่าเรื่องราวสำคัญ ๆ ที่ศิษย์รักควรรู้ก่อนที่จะเดินทางออกจากหุบเขา

        “ ใช่แล้ว ๆ เห็นมั้ยอาหลง ยังไงเจ้าต้องคว้าองค์หญิงสักองค์มาเป็นเมีย และก้าวขึ้นไปเป็นราชบุตรเขยให้ได้นะ อย่าให้แพ้เจ้าอุ้ยเสี่ยวป้อล่ะ อาจารย์จะคอยเอาใจช่วย “

    อาจารย์สามกล่าวสนับสนุนและให้กำลังใจอาหลงด้วยแววตาที่เชื่อมั่นในตัวศิษย์รัก ก่อนที่อาหลงจะกล่าวขอบคุณอาจารย์สามด้วยด้วยความซาบซึ้งใจ

   “ เอ่อ...ว่าแต่ท่านอาจารย์ใหญ่รู้ได้อย่างไรขอรับว่าทางราชสำนักจะมีการคัดเลือกราชบุตรเขย ในเมื่อตัวท่านเองก็อยู่แต่ในหุบเขาไม่ได้ออกไปยังโลกภายนอกเลย “

      อาหลงเอ่ยถามด้วยความฉงนสนเท่ห์ ก่อนที่อาจารย์ใหญ่จะเปิดปากเล่าความจริงที่ปกปิดทุกคนเอาไว้

     “ คืออย่างนี้นะศิษย์น้องและอาหลง เมื่อสัปดาห์ก่อนหลังจากครบกำหนด 30 ปีที่ข้าอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ ข้าก็แอบออกจากหุบเขาโดยไม่ให้พวกเจ้ารู้ เพื่อออกไปดูว่าโลกภายนอกเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง รวมทั้งเพื่อเป็นการสืบข่าวหาข้อมูลเตรียมให้กับอาหลงก่อนจะออกเดินทางอีกด้วย ข้าสอบถามเรื่องราวจากชาวบ้านทำให้ข้าทราบข่าวนี้“

    “ อย่างที่พวกเจ้ารู้ ตอนที่ข้าพลัดตกลงมายังหุบเขาแห่งนี้ เป็นเวลาก่อนที่แคว้นต้าหยางจะสถาปนาถึงห้าปี สภาพบ้านเมืองที่ข้าเห็นเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร และข้าเองก็เป็นห่วงว่าถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น แคว้นต้าหยาง อาจจะถึงคราวอวสานในอีกไม่ช้าเป็นแน่ คงไม่พ้นจะซ้ำรอยราชวงศ์ฉินและสุยที่มีฮ่องเต้เพียงแค่สองรัชกาลเท่านั้น “

      อาจารย์ใหญ่กล่าวพร้อมทอดถอนใจในชะตากรรมของบ้านเมือง ก่อนจะมองดวงตะวันที่ส่องแสงเจิดจ้าอยู่บนฟ้า แล้วกล่าวต่อไปด้วยท่าทีที่เศร้าสร้อย

    “ เอาล่ะ นี่ก็เลยเวลาไปมากแล้ว เจ้ารีบออกเดินทางเถอะอาหลง เจ้ามายืนตรงนี้กับข้าแล้วหลับตาลงเถอะ “

      อาหลงพยักหน้ารับ พร้อมพนมมือไหว้เหล่าอาจารย์ทั้งห้าอย่างนอบน้อมอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวอำลาด้วยน้ำเสียงและแววตาที่แสนเศร้า

     “ ศิษย์ต้องขอลาท่านอาจารย์แล้ว โปรดถนอมตัวด้วยนะขอรับ “  อาหลงกล่าวพร้อมน้ำตาที่เกือบจะรินไหลออกจากสองตา ก่อนจะเดินไปหาอาจารย์ใหญ่แล้วหลับตาลง

       เหล่าอาจารย์ทั้งหลายต่างรู้สึกใจหายและอาลัยอาวรณ์ในตัวศิษย์รัก ถึงแม้ไม่อยากให้เขาจากไป แต่ก็รู้ดีว่าชายหนุ่มต้องออกไปสร้างความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนจำนวนมากได้รับประโยชน์และบ้านเมืองจะร่มเย็นสงบสุขหากอาหลงบรรลุปณิธานที่เขาได้ตั้งไว้ 

          “ ลาก่อนอาหลง รักษาตัวด้วย “    อาจารย์รองกล่าวพร้อมโบกมือลาศิษย์รัก

           “ โชคดีนะอาหลง เจ้าอย่าลืมแต่งองค์เป็นเมียให้ได้นะ “ อาจารย์สามโบกมือลาอาหลงพร้อมกล่าวกระเซ้าชายหนุ่มเป็นครั้งสุดท้าย

            ทางด้านอาจารย์สี่ก็กล่าวอวยพรศิษย์รักให้โชคดี  สำหรับอาจารย์หญิงนางมีอารมณ์ที่อ่อนไหว เฉพาะนั้นเป็นเรื่องยากที่นางจะห้ามน้ำตาไว้ได้ นางเดินเข้าไปกอดชายหนุ่มที่ยืนหลับตาอยู่เป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกล่าวอวยพร รวมทั้งยัดของสิ่งหนึ่งใส่มือศิษย์รักพร้อมกระซิบกับเขาอย่างแผ่วเบาว่า ถ้าเขาพบกับลิซ่าลูกสาวของนาง ให้เขาเอาหยกชิ้นนี้ให้ลูกสาวนางดู นางจะรู้เองว่าเป็นของประจำตัวแม่ของนาง

 

             หลังจากอาจารย์หญิงถอยออกไป  อาจารย์ใหญ่ก็จับมือพาอาหลงที่กำลังหลับตาอยู่เดินตรงไปยังถ้ำที่อยู่ใกล้ๆ  เมื่อทั้งคู่เข้าไปข้างใน และหยุดอยู่ตรงหน้าประตูลับที่เป็นหินสีทองสลักคำว่าหุบเขายอดเซียน อาจารย์ใหญ่ก็กล่าวย้ำกับอาหลงว่าห้ามลืมตาเป็นอันขาด

             จากนั้นอาจารย์ใหญ่ก็กล่าวอวยพรศิษย์รักเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมบอกกับเขาว่าเมื่อออกจากหุบเขาแล้ว ให้เดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือและเดินทางต่อไปอีกแค่ 2 ชั่วยามเขาก็จะถึงเขตพื้นเมืองเทียนหยาง พร้อมทั้งยัดกระดาษใบหนึ่งใส่มืออีกข้างของเขา จากนั้นก็ท่องบริกรรมคาถาเป็นภาษาที่อาหลงไม่คุ้นเคยอยู่ชั่วครู่ จู่ ๆ อาหลงที่ยืนหลับตาอยู่นั้นก็เกิดรู้สึกเวียนหัวก่อนจะเป็นลมและหมดสติไปในที่สุด

            

                                  ณ ชายป่านอกเขตเมืองเทียนหยาง 

      อาหลงรู้สึกตัวอีกที เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังยืนหลับตาอยู่บริเวณชายป่า พร้อมกระเป๋าสะพายคู่ใจและกีตาร์ตัวโปรด  รวมทั้งในมือทั้งสองข้างของเขาก็ยังกำหยกที่อาจารย์หญิงให้มา และกระดาษใบหนึ่งที่อาจารย์ใหญ่ยัดใส่มือ  ซึ่งเมื่ออาหลงเปิดดูถึงได้รู้ว่าเป็นเอกสารใบผ่านทางที่อาจารย์ใหญ่แอบเตรียมไว้ให้เขาเพื่อใช้เป็นใบผ่านทางในการเข้าเมืองเทียนหยาง  

      หลังจากนั้นเขาก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางเหนือตามคำสั่งของอาจารย์  ระหว่างทางมีบ้านเรือนของผู้คนอาศัยอยู่ค่อนข้างหนาตา และทุกที่ที่เขาเดินทางผ่านก็จะมีสายตาแปลก ๆจ้องมองมาที่เขา เขาคิดในใจว่าอาจจะเป็นเพราะกระเป๋าและเจ้ากีตาร์ที่เขาสะพายมาด้วย จึงทำให้ผู้คนมองดูด้วยความสงสัยใคร่รู้  ในขณะเดียวกันถ้าผู้ที่พบเจอเขาเป็นหญิงสาว พวกนางก็จะจ้องมองเขาด้วยความเขินอายแล้วรีบหลบสายตา ในขณะที่หญิงสาวบางคนก็จ้องมองเขาราวกับจะกลืนกินเขาลงไปเลยก็ไม่ปาน  

       อาหลงคิดทบทวนถึงได้รู้ความจริงที่ว่า ร่างของชายหนุ่มที่เขาเข้ามาอาศัยอยู่นั้นเป็นร่างของชายหนุ่มที่มีหน้าตาหมดจด คมคาย รูปร่างสูงโปร่ง เป็นที่ดึงดูดใจของหญิงสาว แต่เป็นเพราะที่หุบเขายอดเซียนไม่มีกระจกหรือคันฉ่อง จึงทำให้เขาไม่เคยสังเกตหน้าตาตัวเองว่าเป็นอย่างไร 

      หลังจากเดินทางมาได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม ท้องของอาหลงก็เริ่มส่งเสียงโครกคราก แสดงว่าพยาธิเริ่มปิดลำไส้ประท้วงแล้ว เขาจึงมองหาร้านอาหารเพื่อที่จะหยุดพักทานข้าว แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่มีเงินติดตัวมาซักแดงเดียว  เขาจึงเริ่มคิดถึงการออกหางานทำเพื่อที่จะได้มีเงินมาซื้ออาหารรวมทั้งจ่ายค่าที่พักเย็นนี้ด้วย 

       แต่เมื่อเขาเดินผ่านร้านจำนำ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าของเขายังมีปากกาเหลืออีกตั้ง  

8 ด้าม ว่าแล้วเขาก็เดินเข้าไปในร้าน ก่อนจะออกมาพร้อมเงินก้อนโตที่ช่วยให้เขาสามารถอยู่ได้สบาย ๆ พักใหญ่โดยไม่ต้องดิ้นรนหางานทำ 

         ภายในร้าน เถ้าแก่ซูกำลังลูบ ๆ คลำ ๆ เจ้าพู่กันวิเศษที่เพิ่งได้มาด้วยความตื่นเต้น ราวกับเจอโชคใหญ่ตกจากท้องฟ้า เพราะเจ้าสิ่งนี้เป็นพู่กันวิเศษที่ไม่ต้องจุ่มหมึก เขียนได้เลยทันที สามารถเปิดปิดได้ แถมยังมีขนาดกะทัดรัด เรียกว่าเป็นของที่จะทำกำไรมหาศาลให้กับเขา 

เมื่อเทียบกับเงินเพียงแค่หนึ่งพันตำลึงที่จ่ายให้กับชายหนุ่มชุดฟ้าที่มาพร้อมกระเป๋าและเครื่องดนตรีประหลาดที่เพิ่งออกจากร้านไป เพราะเขาเชื่อว่าเขาจะสามารถขายเจ้าพู่กันวิเศษนี้ในราคามากกว่าหมื่นตำลึงอย่างแน่นอน 

         หลังจากออกจากร้านจำนำ อาหลงก็เดินเข้าร้านอาหารสุดหรูที่อยู่เยื้อง ๆ ร้านจำนำเพื่อสั่งอาหารมาทานคลายหิว 

          “ เชิญด้านในขอรับนายท่าน “  เสี่ยวเอ้อกล่าวต้อนรับชายหนุ่ม พร้อมพาเขาไปนั่งยังโต๊ะที่ว่าง ระหว่างที่เดินพาอาหลงไปที่โต๊ะเสี่ยวเอ้อก็ลอบมองกระเป๋าและกีตาร์ที่เขาสะพายด้วยความประหลาดใจ 

          “ นายท่านจะรับอะไรดีขอรับ “  เสี่ยวเอ้อคนเดิมเอ่ยถาม 

          “ เจ้าช่วยจัดอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ให้กับข้าสักสามสี่อย่างก็แล้วกัน “ 

           อาหลงเอ่ยสั่งอาหารกับเสี่ยวเอ้อ หลังจากนั่งลงที่โต๊ะพร้อมวางกระเป๋าและกีตาร์ไว้ในที่ปลอดภัย 

            หลังจากนั้นไม่นานเสี่ยวเอ้อก็นำอาหารที่สั่งทยอยมาเสิร์ฟที่โต๊ะ และอาหลงก็เริ่มลงมือทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเพราะความหิว 

            “ เจ้าออกไปจากร้านของข้าเดี๋ยวนี้ เจ้าขอทานน้อยสกปรก “ 

       อาหลงหันไปทางต้นเสียงที่ร้องตะโกนไล่ขอทานน้อยให้ออกจากร้าน เพราะกลัวจะทำให้ลูกค้ารังเกียจ และรบกวนลูกค้า  เมื่อมองไปเขาก็เห็นขอทานน้อยหน้าตามอมแมม แต่แววตาของเด็กหนุ่มกลับดูสดใสและแฝงไปด้วยความซุกซน 

 

  

ความคิดเห็น