สิญจน์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โจนาธาน เกรย์

ชื่อตอน : โจนาธาน เกรย์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

คนเข้าชมทั้งหมด : 6

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 20:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โจนาธาน เกรย์
แบบอักษร

บทที่ 4

 

3 กันยายน 2018

 

สถาบันทางการทหารไนท์คาเซีย,เกาะคาเซีย

 

 

   หลายวันผ่านไป เข้าสู่การเปิดภาคเรียนประจำปี 2018 อย่างเป็นทางการ 

 

   นอกจากครูฝึกที่เปลี่ยนไปบางคนแล้วก็ไม่ไม่อะไรที่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ ก็เหมือนกับการเปิดเรียนธรรมดาที่บรรดาเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่งจะมีเรื่องอะไรให้คุยกันบ้าง

 

   ยกเว้นแต่แฝดไอวานอฟที่พูดกันนับคำได้ 

 

   ถ้าเป็นอนาสตาเซียที่ไม่ค่อยพูดจากับคนที่ไม่ใช่เพื่อนสนิทก็ไม่น่าแปลกใจ แต่กับอเล็กที่เป็นมิตรมากกว่าแล้ว นี่ทำให้หลายๆ คนเกิดสงสัยขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้น

 

   หลังจากเลิกเรียนในวันนี้ ก็เป็นอีกครั้งแล้วที่ทั้งสองคนปลีกตัวออกจากผมและนอร่า รวมถึงคนอื่นด้วย 

 

   เห็นว่ามีเรื่องต้องคุยกันแค่สองคน เจ้าแฝดนั่นว่าอย่างนั้นนะ

 

   ที่ฟังทั้งสองคนนั้นเล่ามา คงจะเป็นอะไรที่หนักหนาน่าดู

 

   ถูกพ่อพยายามฆ่าสองรอบ แถมคนๆ นั้นยังอยู่เบื้องหลังสงครามที่ตัวเองถูกเกณฑ์ไปรบอีก ที่สำคัญคือดันฆ่าพ่อตัวเองกับมือ 

 

   พอมารู้เข้าแบบนี้คงกระทบจิตใจพอสมควร ต่อให้เป็นนายพลก็เถอะ

 

   คิดแล้วก็เหนื่อยใจแทน

 

   ชีวิตพวกนั้นดูชอกช้ำได้ใจดีแท้ ชาติที่แล้วพวกนั้นไปทำอะไรมากัน 

 

   คนที่ดูจะได้รับผลกระทบนอกจากเจ้าแฝดแล้ว เห็นจะเป็นนอร่าที่ดูจะเป็นห่วงพวกเขาด้วย 

 

 

   "อีกแล้วเหรอ" 

 

   เธอเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อเห็นว่าสองคนนั้นปลีกตัวไปโดยไม่บอกไม่กล่าวอีกครั้ง แล้วก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน 

 

   แม่คนนี้เป็นห่วงทุกคนรอบตัวเธอจนเป็นปกติอยู่แล้ว พอมารับรู้เรื่องนี้ด้วยก็ยิ่งทำให้เธอดูเป็นห่วงเป็น​ใย​มากกว่าเดิม

 

   "ทั้งที่เมื่อกี้ยังเดินตามหลังมาอยู่เลยนะ" 

 

   "ไม่รู้สินะ อาศัยจังหวะคนเยอะแล้วหลบไปล่ะมั้ง ฉันว่าเราควรปล่อยเขาอยู่กันแค่สองพี่น้องสักพักเถอะ" ผมพูด "เผื่อเขาอาจจะได้ทบทวนอะไรสักอย่าง" 

 

   นอร่าทำหน้าหงอย "แต่ฉันห่วงเขาจริงๆ นะรินทร์" 

 

   ผมมองหน้าเธอ ยัยคนนี้นี่

 

   "เพราะอย่างนั้นถึงอยากให้ปล่อยไปสักพัก ถ้าได้อยู่กับตัวเองก็เป็นอะไรที่ทำให้หายเศร้าได้เร็วนะ"

 

   "อย่างนั้นเหรอ คงจะต้องปล่อยไปล่ะนะ" เธอว่าอย่างนั้น มือข้างหนึ่งถอดหมวกแล้วเอามาหมุนเล่นในมือ พร้อมกันนั้นมองรอบๆ ทางเดินอย่างใจลอยด้วย เหมือนว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

 

   อันที่จริงแล้ว ผมตั้งใจว่าจะเค้นเอาความจริงเกี่ยวกับนายธานีกับไอวานอฟทันทีที่ได้เจอหน้ากัน แต่พอเห็นแบบนี้แล้วผมก็สงสารจนไม่กล้าจะเค้นอะไรตอนนี้อีก

 

   เพราะว่าถ้าเกิดสองคนนั้นรู้จักพ่อผมขึ้นมาจริงๆ หรือว่ารู้เกี่ยวกับการตายของพ่อผม ไม่ใช่ว่าจะซึมหนักยิ่งกว่าเดิมหรือ

 

 

   "เฮ้ยพวกนาย" เสียงๆ หนึ่งดังขึ้นข้างหลังผม เล่นทำเอาเราสองคนสะดุ้งโหยง

 

   เป็นแดนนั่นเองที่เดินตามหลังเรามาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง เขายิ้มแหยๆ เป็นเชิงว่าขอโทษ 

 

   "แดนนี่ เล่นเอาซะตกใจหมด!" นอร่าหัวเราะ "มีอะไรเหรอ" 

 

   "เอ่อ เปล่าหรอก แค่จะถามว่าอนาส-- ไอวานอฟเป็นอะไรไปเหรอ ดูไม่สดชื่นกันเอาซะเลย" เขาถามอย่างเก้อเขิน

 

   "ไม่มีอะไรหรอก พวกเขาไม่สบายนิดหน่อยน่ะ" ผมโกหก

 

   แดนหรี่ตาลงเหมือนว่าไม่เชื่อผม 

 

   "จะไม่สบายพร้อมกับทั้งสองคนเลยรึ"

 

   "ไม่รู้สินะ แต่ว่าพวกแฝดก็งี้แหละ จะเป็นอะไรก็ชอบเป็นเหมือนกันอยู่เรื่อย" นอร่าพูดขึ้นมาก่อนจะย้อนถาม "เป็นห่วงหรือไง หืม" 

 

   ผมสาบานได้ว่าหน้าไอ้หมอนั่นแดงขึ้นมานิดๆ แถมแววตาเลิ่กลั่กอีกต่างหาก 

 

   "เปล่าหรอกน่า แค่ผิดสังเกตน่ะ" แดนตอบ "ฉันต้องไปแล้วล่ะ ป่านนี้พวกอัลรอแย่เลย บาย"

 

   "จ้า บาย" นอร่าโบกมือลา เมื่อเขาไปพ้นสายตาเธอจึงถอนหายใจออกมา " 'เปล่าหรอก แค่ผิดสังเกตน่ะ' เชื่อตายล่ะ" 

 

   ถึงจะถอนหายใจ เธอก็แอบยิ้มออกมาเหมือนกัน

 

   "หึ ตอนแรกจะพลั้งเรียกชื่อยัยนั่นคนเดียวด้วยไม่ใช่รึ" 

 

   ผมหัวเราะเบาๆ ทั้งที่รู้กันแล้วกลับไม่ยอมแสดงความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาสักที ไม่เข้าใจจริงๆ เลยนะ

 

   "โถ่เอ๊ย คนเขารู้กันหมดแล้ว คงจะมีแต่ยัยนั่นล่ะมั้งที่ไม่รู้" 

 

   นอร่าพูดปนขำ ผมเองก็หัวเราะหึๆ ตามเธอไปด้วย 

 

   "จริงสิ เย็นนี้กินอะไรดี" เธอถาม

 

   "เพิ่งบ่ายสามครึ่งเองนะ คิดไวไปหน่อยมั้ง" 

 

   ผมเลิกคิ้วและก้มมองนาฬิกาข้อมือ 

 

   "จริงด้วยสินะ แล้วเย็นนี้นายจะไม่แวะไปห้องชมรมหน่อยเหรอ" 

 

   "ห้องชมรม? อ๋อ วันนี้ไม่หรอก" ผมส่ายหน้า "จริงๆ วันนี้พวกเขานัดเลี้ยงรับน้องใหม่กันน่ะ แต่ว่ารุ่นพี่เอนเดอร์ดันบาดเจ็บเมื่อเช้าตอนคาบการต่อสู้ เลยต้องเลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้แทน" 

 

   น่าสงสารแกแฮะ สีหน้าของนอร่ากำลังบอกอย่างนั้น

 

   "แล้ววังหน้าคนนั้นล่ะ เข้าชมรมไหนรึ"

 

   "เจอการขายตรงของพี่พงศ์เข้าไปก็ไม่พ้นการข่าวล่ะนะ"

 

   ผมหัวเราะหึๆ เจ้แกเล่นโฆษณา(กล่อม)​ซะขนาดนั้น แถมยังมีรุ่นพี่ที่มาจากประเทศเดียวกันอยู่ในชมรมด้วย ถ้าไม่เข้าผมยอมกินอาหารฝีมือไอ้แดนเลย

 

   ปีนี้ชมรมเราก็มีสมาชิกใหม่อีกหนึ่งคนนอกจากวังหน้า คือเจ้าเด็กที่ชื่อเรอโนต์ เอสเตียน ปีหนึ่งห้องซี ซึ่งผมได้ยินมาจากพี่พงศ์ว่าเป็นนักเวทด้วย 

 

   ถึงจะมีสมาชิกใหม่แค่สองคนแต่ก็ถือว่าไม่ได้น้อยสำหรับชมรมการข่าวอยู่แล้ว ถ้านับสมาชิกทั้งหมดตอนนี้ก็มีทั้งหมดแปดคน ค่อนข้างจะเหลือเฟือเสียด้วยซ้ำ

 

   "จริงสิ เราเข้าหอพักไปก่อนแล้วค่อยออกมาหาอะไรกินดีมั้ย เผื่อลากเจ้าแฝดออกมากินข้าวด้วยกัน" 

 

   นอร่าเสนอขึ้นมา 

 

   "อืม แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน" ผมสนับสนุน 

 

  "ขาดไปสองคนแบบนี้ก็รู้สึกเหงาแปลกๆ เหมือนกันเนอะ" 

 

 

   ที่ห้องพักของพวกเรา ผมเห็นอเล็กกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสืออะไรสักอย่างที่โต๊ะทำงานของเขา ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะปล่อยเขาอ่านหนังสือเงียบๆ ไปก่อน จนกระทั่งเขาเป็นฝ่ายทักขึ้นมาเอง

 

   "อ้าว วันนี้พวกเธอไม่ไปเข้าชมรมกันเหรอ" 

 

   "พอดีวันนี้ว่างทั้งคู่น่ะ แล้วนายล่ะ" นอร่าถาม "แล้วอนาสตาเซียไปไหน" 

 

   "ไม่อยากไปน่ะ เลยแวะไปยืมหนังสือที่ห้องสมุด ส่วนพี่ก็ออกไปข้างนอก เห็นว่าไปซื้อยาแก้ปวดท้องประจำเดือน" 

 

   นอร่าขมวดคิ้วและเริ่มตั้งท่าจะดุอเล็ก

 

   "เห ปวดท้องประจำเดือนอย่างนั้นเหรอ แล้วปล่อยให้ไปซื้อยาเองแทนที่จะให้นอนพักเนี่ยนะ"

 

   "ถึงจะบอกให้นอนพักก็เถอะ คิดว่ายัยนั่นจะยอมทำตามดีๆ หรือยังไง" ผมพูดเมื่อนึกถึงนิสัยหัวรั้นของยัยเสาไฟฟ้า "เออ แล้วนายยืมหนังสืออะไรมาล่ะ" 

 

   อเล็กชูหนังสือเล่มหนาปึ้กที่เขากำลังอ่านขึ้นมาแทนคำตอบ มันดูเก่ามาก อายุพอๆ กับแม่ผมเลยล่ะมั้ง ตัวหนังสือบนปกก็เริ่มจะเลือนหาย​ไปบ้างแล้ว

 

   "อะไรน่ะ 'ประวัติศาสตร์​เวท'​ อย่างนั้นเหรอ" 

 

   ผมอ่านชื่อหนังสือนั่นแล้วมองเขาอย่างสงสัย ปกติหมอนี่ไม่ค่อยจะอ่านหนังสือเล่มหนาเป็นพจนานุกรมแบบนี้มาก่อน ไม่ เรียกว่าไม่คิดจะอ่านดีกว่า

 

   "ฉันยืมมาอ่านเพราะอยากจะรู้เรื่องของไอวาซาริคมากขึ้นน่ะ" 

 

   อเล็กพูดพลางพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงหน้าที่เขาอ่านอยู่เมื่อครู่ เป็นรูปต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีรากแผ่ขยายจนสุดขอบกระดาษ บนรากนั้นมีคนยืนกระจายตามแต่ละที่ คนเหล่านั้นแต่งกายต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นชุดทหารคอสแซค ชุดขุนนาง จนกระทั่งเสื้อคลุมยาวปิดหน้าปิดตาแบบพวกลัทธิปริศนา

 

   Ehiwazaric ชื่อบทของมันเขียนไว้อย่างนั้น 

 

   "ไอวาซาริค ตระกูลที่แยกตัวออกมาจากตระกูลเรยาวิคในแถบสแกนดิเนเวียเมื่อประมาณศตวรรษที่ 15 ​ มาตั้งรกรากในบริเวณที่เป็นประเทศรัสเซียในปัจจุบัน…"

 

   นอร่าอ่านออกเสียงให้ผมได้ฟังด้วย "เก่าแก่น่าดูเลยนะ" เธอว่า

 

   อเล็กแค่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะสรุปให้พวกเราฟังคร่าวๆ 

 

   "เพราะเป็นตระกูลที่เหมือนเป็นพี่น้องกัน ระบบเวทเฉพาะตัวของตระกูลจะคล้ายกันไปด้วย ซึ่งก็จะเป็นเวทรูน สัญลักษณ์​แปลกๆ ที่เคยโผล่ขึ้นมาบนแขนฉันกับพี่ตอนที่กลับมาจากมอสโกน่ะ จำได้มั้ย"

 

   ผมร้องอ๋อขึ้นมา

 

   "เออใช่ ตอนนั้นหมอเจ้าของไข้พวกนายก็เคยบอกว่าตรวจตามระเบียนเวทสากลไม่เจอ ก็แสดงว่าเป็นเวทเฉพาะตระกูลอย่างนั้นสิ"

 

   "ถูกต้อง หัวไวดีนี่ตัวเล็ก"

 

   อเล็กพูดแหย่ผม แน่นอนว่าโดนเอาคืนโดยการโบกหัวหนึ่งที

 

   "เล็กบ้านป้าแกดิ อีกนิดก็จะสูงตามนายทันแล้วนะเว้ย"

 

   ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ส่วนสูงผมพุ่งพรวดจาก 169 ซม. ไปถึง 177 ซม. ทำให้ตอนนี้ผมก็พอสูงไล่ๆ กับแฝดไอวานอฟที่สูงประมาณ 185 ซม. 

 

   ได้แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ถือว่าตัวเล็กแล้วนี่ จริงมั้ย

 

   หมอนั่นหัวเราะออกมาแบบไม่เกรงใจผมเลยสักนิด ส่วนนอร่าก็แค่หัวเราะคิกคักแล้วคะยั้นคะยอ​ให้เขาพูดให้ฟังต่อ

 

   "ซึ่งอักษรรูนเนี่ย รู้กันอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะว่าเป็นตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์​ของชาวเหนือ เลยมีอยู่ในทุกอย่างของตระกูลเลย" 

 

   เขาพลิกหน้ากระดาษไปที่หน้าที่มีตัวอักษรรูนพร้อมกับความหมาย

 

   "อย่างชื่อตระกูล ก็มาจากตัวอักษรไอวาซ(Eihwaz)​ ความหมายก็คือพวกความตาย ซึ่งตามประวัติศาสตร์​ก็บันทึกไว้ว่าตระกูลนี้มักจะเกี่ยวข้องกับศาสตร์มืด ซึ่งก็สมเหตุสมผลดี ซึ่งตัวอักษรนี้ก็แปลความหมายเป็นต้นยิวได้เหมือนกัน แต่ว่าต้นยิวน่ะถือเป็นต้นไม้แห่งความตายอยู่ดี"

 

   อเล็กชี้ไปที่ตัวอีกษรหนึ่งที่เป็นเส้นตรงในแนวตั้งที่มีขีดเป็นจงอยเล็กๆ หักออกจากปลายทั้งสองข้าง 

 

   เขาพลิกไปที่อีกหน้าหนึ่ง เป็นรูปภาพของตราอะไรสักอย่าง เป็นสามเหลี่ยมสองรูปที่วางทับซ้อนกันและมีตัวไอวาซอยู่ตรงกลาง 

 

   ผมหรี่ตามอง ผมมั่นใจว่าเคยเห็นมันจากที่ไหนสักที่

 

   แต่ว่าดันจำไม่ได้นี่สิว่ามันเป็นที่ไหน

 

   "อะไรน่ะ ตราประจำตระกูลเหรอ" นอร่าถามอย่างสนใจ "ดูเป็นตราโบราณที่ดูมินิมอลกว่าที่คิดเยอะเลยนะ" 

 

   "ถูกต้องแล้วล่ะนอร่า" อเล็กพูด "แล้วเท่าที่อ่านเจอ ไอ้ตระกูลนี้มันมีประเพณี​แปลกๆ" 

 

   เขาใช้นิ้วเกี่ยวปกเสื้อด้านท้ายทอยลง

 

   ใช่ ที่ผมจำได้ลางๆ ว่าเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน มันอยู่ตรงท้ายทอยเขานี่เอง ที่ผมดันไปเห็นเข้าตอนที่เช็ดตัวให้

 

   "คนที่เกิดในตระกูลจะถูกเอาเหล็กนาบให้เกิดรอยแผลเป็นรูปตราตระกูลตั้งแต่ยังเป็นทารก แน่นอนว่ามีเด็กน้อยตายไปหลายคนจากการทำอย่างนี้" 

 

   เขาพูด นอร่ายกมือขึ้นปิดปากพร้อมทำสีหน้าตกใจระคนเศร้า

 

   "โหดร้าย" เธอพูดสั้นๆ "โถ่ น่าสงสารจัง" 

 

   "เป็นการคัดเลือกเด็กรุ่นต่อไปเลยสินะ คนไหนอ่อนแอก็ตายไป"

 

   ผมถาม อเล็กพยักหน้าตอบ

 

   "อนาสตาเซียก็มีเหมือนกันสินะ"

 

   "ถูกต้อง พูดถึงอนาส----" 

 

   ไม่ทันที่อเล็กจะพูดจบ เสียงลูกบิดประตูก็ดังขัดจังหวะขึ้นมา เขารีบเก็บหนังสือนั่นเข้าที่ใต้โต๊ะทันทีราวกับว่าไม่ต้องการจะให้เธอเห็น

 

   อนาสตาเซียเปิดประตูเข้ามา ในมือถือถุงยามาด้วย หน้าตาเธอดูอารมณ์​ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ 

 

   "อนาสตาเซีย เธอเป็นไงบ้าง" ผมถาม แม่นั่นทำหน้าบอกบุญไม่รับ​

 

   "ก็ดี" เธอว่า "แต่จะดีกว่านี้ถ้าใครสักคนช่วยตัดมดลูกฉันทิ้ง" 

 

   "นอนพักสักหน่อยมั้ยครับพี่ เดี๋ยวผมออกไปซื้ออะไรมาให้" 

 

   "ไม่ต้องหรอก แค่นั่งพักสักแป๊บเดียวก็พอ แล้วเราค่อยออกไปหาอะไรกินพร้อมกัน" อนาสตาเซียโยนซองยาลงบนโต๊ะของเธอแบบไม่คิดจะถนอมมันเลยสักนิด

 

   "ไหนๆ ก็ขึ้นปีสองแล้ว แวะไปตรวจการณ์​ที่ร้านเหล้าสักหน่อยมั้ย" 

 

   นอร่าส่ายหน้า ดูท่าว่าเธอจะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างแรง 

 

   "ไม่ได้นะ! เป็นประจำเดือนอยู่ก็อย่ากินเหล้าสิยัยนี่!"

 

   "ชิ กะว่าจะก๊งสักหน่อย" ยัยนั่นบ่นอย่างเสียดาย

 

 

   ช่วงประมาณหกโมงครึ่ง พวกผมเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเขตพลเรือนหลังจากที่หาอะไรกินกันเรียบร้อยแล้ว ท้องฟ้าเริ่มจะมืด ไฟตามท้องถนนก็เริ่มสว่างขึ้นมาทีละดวงๆ นักศึกษาที่ว่างจากกิจกรรมต่างๆ ก็เดินเที่ยวกันตามปกติเหมือนที่เคย 

 

   "นี่ ก่อนเข้าหอแวะร้านลูกกวาดก่อนได้มั้ย" อเล็กถามขึ้นมาระหว่างที่เรากำลังเดินเอื่อยในถนนที่เต็มไปด้วยร้านของกินและร้านเหล้า

 

   "เคยห้ามแกได้ซะที่ไหนเล่า" ผมว่า 

 

   หมอนั่นยิ้มแห้งใส่ผม ซึ่งตัวผมเองก็ไม่รู้ว่ามันยิ้มด้วยอารมณ์​ไหนกันแน่ระหว่างขำเพราะโดนรู้ไต๋ กับดีใจที่ผมไม่บ่นยาวกว่านี้

 

   "ถ้าจะแวะก็ฝากซื้อช็อกโกแลตบรั่นดีด้วย" อนาสตาเซียพูดก่อนจะกลับไปดูดชานมของตัวเองต่อ ดูท่าเธอยังเซ็งนิดหน่อยที่นอร่าไม่ยอมปล่อยเธอไปร้านเหล้า

 

   คนที่ห้ามเธอไปร้านเหล้าหยุดกินขนมในมือสักพักหนึ่ง มองหน้าอนาสตาเซียอย่างไม่เข้าใจ และยัดขนมที่เหลือเข้าปากทั้งหมดก่อนจะพูดออกมา แต่ว่าดันออกมาเป็นอะไรไม่รู้ 

 

   "โตะลงจะกิงหะด้ะเลอชะป้ะ" 

 

   "ใจเย็น กลืนก่อนค่อยด่า" ผมหัวเราะ นอร่ากลืนขนมทั้งหมดดังอึก

 

   "ตกลงจะกินให้ได้เลยใช่ปะเนี่ย" 

 

   เธอถามพลางกลั้นหัวเราะในความพยายามของยัยเสาไฟฟ้า ยัยนั่นพนักหน้าอย่างจริงจัง "แค่กลิ่นก็ยังดี" 

 

   "เธอไม่รู้อะไรซะแล้วล่ะนอร่า" อเล็กพูดขึ้น "เลือดของทหารเวททัพเราก็คือเหล้ายังไงล่ะ แน่นอนว่าต้องเป็นวอดก้า" 

 

   "เฮอะ เดี๋ยวนี้ให้เหล้าอะไรก็เอาไม่ใช่หรือไง" แฝดคนพี่ยิ้ม

 

   "เป็นอย่างนี้กันทั้งกองทัพหรือไงนะเจ้าพวกนี้นี่" 

 

   "ไม่เอาน่าตัวเล็ก ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเครื่องดื่มที่บรรจุมาในขวดอย่างเหล้าเนี่ยคือน้ำที่สะอาดที่สุดในสนามรบน่ะ"

 

   ผมกลอกตา "แล้วตอนนี้ใช่เวลารบมั้ยล่ะ" 

 

   ถ้ามองไม่ผิด แววตาของอนาสตาเซียแวววาบแปลกๆ เมื่อได้ยินคำพูดของผม

 

 

   ไม่ทันจะพูดอะไร เสียงๆ หนึ่งก็พูดดังขึ้นมา 

 

   "อ้าวๆ นึกว่าใครที่ไหน ไอวานอฟและผองเพื่อนเองเหรอ"

 

   ให้ตายเถอะ ผมไม่อยากได้ยินเสียงนี้เลยจริงๆ แน่นอนว่าไม่ทันเห็นหน้าเจ้าของเสียง พวกผมก็พร้อมใจกันหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

 

   "ขอบคุณที่เสนอหน้ามาทักทาย ฟอลคอน" 

 

   ผมหันหลังไปประจันหน้ากับเจ้าของเสียง อัลเลน ฟอลคอน ยืนอยู่ตรงนั้นกับโครนน่า เพื่อนนักเวทของเขา และคนที่ผมพอคุ้นหน้าคุ้นตาว่าอยู่ห้องบีอีกหนึ่งคน แต่ว่าอีกคนที่เป็นลูกไล่ประจำของเขาหายไปไหนก็ไม่รู้

 

   ฟอลคอนยิ้มเยาะใส่ผม 

 

   "ก็ไม่ได้อยากจะทักทายนายกับเพื่อนนายเท่าไหร่หรอก จิตมั่น แค่เห็นหลังนายแล้วความทรงจำตอนฉันอัดนายเละมันวาบเข้ามาในหัวเท่านั้นเอง" 

 

   เขากับแก๊งลูกไล่หัวเราะเสียงดังเหมือนไม่เกรงใจคนที่อยู่แถวๆ นี้สักนิด "จริงสิ ที่ประชุมผบ.ประจำหน่วยวันนี้ หน่วยพวกแกมีการสลับตัวนิดหน่อยไม่ใช่หรือยังไง ไอวานอฟ"

 

   อนาสตาเซียที่สนใจชานมจนกระทั่งได้ยินคำพูดเมื่อครู่เงยหน้าขึ้นมา

 

   "ก็ใช่ แล้วเป็นธุระอะไรของห้องบี" เธอถามอย่างสงสัย "อีกอย่าง ตอนนี้เราก็ไม่ได้อยู่ในสถาบัน ใช้คำศัพท์พื้นๆ คุยกันก็ได้ ใช้คำเป็นทางการอย่าง 'หน่วย'​แทนคำว่า 'ห้อง'​ ทุกครั้งมันเหนื่อยนะ" 

 

   ปกติแล้วในสถาบัน ถ้าเป็นการฝึกหรือการประชุม จะไม่ใช่คำว่าห้อง จะเปลี่ยนเป็น หน่วย แทน อย่างเช่น หน่วย 1-A แต่แน่นอน นอกจากจะอยู่ในสถานการณ์​ที่ว่ามา จะไม่ค่อยใช้คำนั้นกันสักเท่าไหร่

 

   หมอนั่นเลิกคิ้ว 

 

   "มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของฉันก็จริง แค่เกิดสงสัยขึ้นมาว่า"

 

   เขาก้าวเท้าเข้ามาใกล้อนาสตาเซีย จ้องหน้าเธอด้วยสายตาดูถูก

 

   "พลเอกเวทอนาสตาเซียเกิดกลัวอะไรขึ้นมาหรือเปล่า ถึงได้ให้น้องชายขึ้นตำแหน่งผบ.แทน หรือว่าเกิดไม่มั่นใจขึ้นมาที่จะต้องทำงานให้ดีเท่าผบ.คนอื่นน่ะ พออยู่ในจุดที่พอจะสลับตำแหน่งได้ก็เลย..."

 

   อากาศรอบตัวเย็นลงฉับพลันอย่างเป็นลางไม่ดี นอร่าส่งสายตาเตือนผมว่าอย่าเพิ่งทำอะไร อเล็กขมวดคิ้ว 

 

   "ฉันเข้าใจดี พวกผู้หญิงก็งี้แหละ เสียความมั่นใจง่ายซะเหลือเกิน"

 

   เขาพูดจนจบ อเล็กพุ่งมาหวังจะชกเขาให้ได้ แต่ผมกับนอร่าใช้ความพยายามและแรงทั้งหมดเพื่อจะกันเขาไว้ 

 

   "ไม่เอาน่าอเล็ก!" นอร่าร้อง

 

   "อย่ามาทำปากหมาใส่พี่สาวฉันนะเว้ยไอ้เปรตนี่" 

 

   อเล็กกัดฟันกรอด ฟอลคอนดูจะพอใจเมื่อได้เห็นปฏิกิริยาแบบนี้

 

   "จะว่ายังไงก็เรื่องของนายนะฟอลคอน ไม่ใช่ธุระของฉันที่จะต้องไปใส่ใจกับความคิดโง่ๆ ของนาย" อนาสตาเซียกล่าวอย่างใจเย็น โยนแก้วชานมที่กินหมดแล้วใส่ถังขยะใกล้ตัว "สมองนายมันเรียบลื่นไร้รอยหยัก ใครเขาก็รู้กัน ฉันจะไม่ถือสา" 

 

   ผมเผลอหัวเราะออกมาเบาๆ เอาเลย ด่ามันอีก 

 

   "หัวเราะอะไรจิตมั่น" ฟอลคอนหันมาแหวใส่ผม 

 

   "ฉันแค่ถูกใจที่ได้ยินแม่นี่เอาความจริงของนายมาพูดน่ะ" 

 

   ผมพูดต่อ "แต่นายดูดีใจที่อนาสตาเซียลงจากตำแหน่งผบ.นะ หรือว่านายเองก็กลัวว่าถ้าเกิดเธอทำได้ดีกว่าที่คิดขึ้นมา นายก็จะแพ้ผู้หญิงที่นายดูถูกมาตลอดปีที่แล้วใช่มั้ยล่ะ"

 

   "ทำเป็นพูดดีไปเถอะจิตมั่น ถ้าฉันคิดจะกระแนะกระแหน​ยัยนี่มาตลอด ทำไมฉันต้องกลัวจะแพ้ยัยนี่กัน" 

 

   "เพราะว่าอีโก้นายมันสูงจนบังตา ทำให้มองไม่เห็นว่าอนาสตาเซียเหนือกว่านายหลายขุมไงล่ะ"

 

   นอร่ามองเขาด้วยสายตาดูถูก

 

   "ถามหน่อยเถอะ ที่กล้าเข้ามาดูถูกซึ่งหน้า​แบบนี้เพราะว่าวันนี้มีแบ็คเป็นนักเวทสองคนหรือยังไงกัน-- ใช่ ฉันรู้ว่าการ์ดเนอร์เป็นนักเวท"

 

   เธอจ้องเขม็งไปที่ลูกไล่ทั้งสองคนของฟอลคอน ในขณะเดียวกันก็ก้าวเท้าเข้าไปหาฟอลคอนอย่างไม่เกรงกลัวสายตาเขาเลยแม้แต่น้อย 

 

   จากที่ต้องคอยห้ามอเล็กแค่คนเดียว ดูท่าว่าผมจะมีงานเพิ่ม

 

   "ไม่เอาน่านอร่า เราไปกันเถอะ" ผมว่า 

 

   ยัยนั่นหยุดกึกแล้วหันกลับมามองผมเหมือนไม่พอใจนิดหน่อย

 

   "นอร่า" ผมพูดอีกรอบ "มีเรื่องกับหมอนี่มันไม่คุ้มนะ ไปเถอะ" 

 

   "เออ อย่าลดตัวไปต่อยกับคนแบบนั้นเลย" 

 

   อเล็กเสริมขึ้นอีกแรง ทั้งที่สีหน้าเขาบอกชัดเจนว่าอยากจะช่วยเธอเหลือเกิน ส่วนอนาสตาเซียก็แค่ยืนนิ่งๆ ไม่สนใจจะเอ่ยปากห้าม

 

   ส่วนอีกฝ่าย เขาส่งสายตาปรามาสเต็มเปี่ยมให้นอร่าที่หันหลังให้ 

 

   เกิดสิ่งที่เราคาดไม่ถึง นอร่าไม่ฟังและหันกลับไปหาฟอลคอน

 

   "ไหนๆ ก็จะหาเรื่องชกกันให้ได้อยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ" 

 

   เธอพูด น้ำเสียงเป็นโทนเดียวกับอนาสตาเซียไม่มีผิด 

 

   "นายเคยบอกไม่ใช่​หรือว่าถ้าฉันเป็นผู้ชายก็จะซัดให้คว่ำ หรือว่าที่ไม่ซัดเพราะกลัวจะแพ้ แล้วจะใช้ข้ออ้างว่าเป็นสุภาพบุรุษอย่างนั้นเหรอ" 

 

   แววตาดูถูกของฟอลคอนหายวับไป แทนด้วยสีหน้าโกรธจัดที่ยัยนั่นกล้าพูดจี้ใจดำเขาขนาดนี้

 

   "ฉันจะไปห้ามยัยนั่น" อเล็กพูด แต่อนาสตาเซียยกมือกันเอาไว้

 

   "ไม่ต้อง ปล่อยให้เธอทำตามที่เธออยากทำซะ"

 

   "แต่ว่า…" ผมกำลังจะขัด เธอส่งสายตาห้ามผมเสียก่อน

 

   "เครื่องกำลังร้อนเลยใช่มั้ยล่ะ" 

 

   ไม่ใช่ว่าผมคิดว่านอร่าสู้ฟอลคอนไม่ได้ แต่ดูจากแค่ขนาดตัวที่จับเธอเหวี่ยงลงกับพื้นได้สบายๆ แล้ว มันเสี่ยงเกินไป 

 

   "อะไรกัน คันนิงกัม เป็นบ้าไปแล้วงั้นเหรอ" 

 

   โครนน่ากับการ์ดเนอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังหัวเราะเยาะเย้ยเธอ นอร่าตวัดสายตาไปทางพวกเขาแล้วมองอย่างหน่ายๆ เธอยกนิ้วขึ้นชี้หน้าสองคนนั้น

 

  "มีปัญญาเป็นได้แค่ลูกไล่ก็หุบปากไปซะ" 

 

   ถ้าคำพูดนั้นเป็นของแข็งก็คงจะฟาดเข้าหน้าทั้งสองคนอย่างจัง พวกนั้นหุบปากและทำเสียงคำรามโง่ๆ ในลำคอ ในขณะที่ตัวหัวหน้ายังคงถากถางนอร่าต่อไป

 

  "ท้าอะไรโง่ๆ เต้าเธอไปกดทับเส้นประสาทอะไรหรือไง ถึงได้กล้าทำอะไรแบบนี้ หือ" 

 

   เขาก้มมองดูนอร่าเหมือนกับผู้ที่อยู่เหนือกว่า ถึงเธอจะต้องเงยหน้ามองเขา สีหน้าเธอบอกว่ากำลังท้าทายเขาอย่างชัดเจน

 

   "ถ้าหน้าอกฉันไปทับเส้นประสาททำให้กล้าทำอะไรโง่ๆ แบบนี้แล้วล่ะก็…" เธอลากเสียงยาวแล้วมองไปที่กล้ามเขา "กล้ามนายเองไม่ไปทับประสาทเหมือนกันเหรอ ดูอาการหนักกว่าฉันอีกนะเนี่ย" 

 

   "ยัย---" 

 

   ไม่ทันที่ฟอลคอนจะได้พูดจนจบ หมัดของนอร่าก็พุ่งเข้ากระแทกเข้าที่ท้องของเขาเต็มแรง ตามด้วยเข่า ทำให้เขาเซไปเล็กน้อย ดูตกใจมากที่เธอกล้าทำจริงๆ 

 

   "พอแค่นี้ ถ้าขืนทำอะไรมากกว่านี้ผิวนุ่มๆ ของฉันก็คงจะช้ำหมดแน่" 

 

   เธอเดินกลับมาหาเรา สีหน้าเธอดูไม่สบอารมณ์​เอามากๆ แต่ก็มีอยู่แวบนึงที่เธอยิ้มอย่างพอใจให้เห็น

 

   "ไปเถอะ" อนาสตาเซียตบหลังเธอและกระซิบ "ดีมาก" 

 

   อเล็กหัวเราะและพูดอะไรทำนองเดียวกัน​กับเธอ เขาดูสะใจกับสิ่งที่นอร่าทำลงไปมาก แน่นอนว่าตัวคนทำเองก็คิดแบบเดียวกัน

 

   "อย่ามาทำเมินกันนะเว้ย!!" 

 

   เสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดของฟอลคอนดังขึ้นมาจากข้างหลัง เขากำลังพุ่งมาเหมือนหมาบ้า ดูโกรธจนไม่มีสติแล้ว

 

   ผมกระแทกนอร่าให้หลบไปด้านหลัง มือก็หยิบมีดพับออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม เปิดใบมีดออกมาในขณะที่เขาพุ่งเข้ามาในระยะโจมตีของผมแล้ว---

 

   ปั้ก! ผมเสือกส้นมีดแข็งๆ นั่นกระแทกเข้ากลางอกเขาอย่างเต็มแรง หมอนั่นสบถคำหยายคายออกมา เหมือนจะโกรธกว่าเดิมซะอีก

 

   ให้มันได้อย่างนี้สิ ผมถอยออกมา

 

   ว่าจะอยู่โดยที่ไม่มีเรื่องวิวาทให้ได้แล้วเชียว

 

   ถึงจะเปิดใบมีดเอาไว้ แต่ผมต้องใช้แค่ตัวส้นของด้ามมันหรือสันมันเท่านั้น ผมไม่ได้จะเซฟตัวฟอลคอน แต่ผมกำลังจะเซฟตัวเองจากข้อหาลงมือฆ่าโดยไม่ได้ตั้งใจ 

 

   อาจจะตั้งใจก็ได้ ต้องสารภาพว่าตอนนี้ผมกำลังโกธจริงๆ

 

   "น่ารำคาญ" ผมพูดออกมา ปลายมีดชี้ไปที่เขา

 

   "แกอย่ามาทำจองหองเชียว---" 

 

 

   "อะอ้าว วิวาทกันเหรอเนี่ย หยุดก่อนนะ" 

 

   เสียงที่ดูร่าเริงของใครสักคนดังขึ้นมา ก่อนที่จะมีคนคนหนึ่งผลักพวกเราออกจากกัน เป็นชายผอมบางที่อายุไม่ต่างกับครูฝึกบอนเดวิกสักเท่าไหร่ ยังดูหนุ่ม สวมแว่นหนาเตอะ 

 

   เขากำลังยิ้มอย่างใจดี เหมือนครูที่กำลังห้ามเด็กประถมทะเลาะกัน

 

   "แล้วมายุ่งอะไรด้วยมิทราบ"

 

   ฟอลคอนปัดแขนเขาออกอย่างไม่มีมารยาท เขาทำสายตาแข็งกร้าวใส่​ ชายคนนั้นจุปากเสียงเบา 

 

   "ผมคิดว่าด้วยตำแหน่งของตัวเอง ผมคิดว่าผมมีสิทธิ์​ที่จะระงับการวิวาทกันของนักศึกษา ก่อนที่มันจะวุ่นวายไปมากกว่านี้" เขากระแอม "ครูฝึกโจนาธาน​ เกรย์ ประจำวิชาจิตวิทยา ขอฝากตัวด้วย" 

 

   ถึงอย่างนั้น ฟอลคอนก็ไม่ได้จะมีท่าทีเกรงกลัวขึ้นมาเลย

 

   "ย้ายมาให้รึ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยนี่"

 

   "ประเด็นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรพูดตอนนี้ นักศึกษา ที่ควรพูดถึงคือการวิวาทของพวกคุณต่างหาก" เขาพูด "ผมไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้าที่เกิดอะไรขึ้น แต่ภาพที่ผมเห็นคือคุณกำลังพุ่งเข้าหาแม่สาวผมบลอนด์ แล้วพ่อหนุ่มคนนี้ก็ออกมากันเขาเอาไว้"

 

   ครูฝึกเกรย์มองหน้าผม "ผมคงต้องขอร้องให้ระงับอารมณ์​กันไว้ก่อน หรือว่าต้องให้ผมรายงานครูฝึกลี"

 

   เท่านั้นแหละ เราสองคนมองหน้ากัน

 

   "ครับ ครูฝึก" 

 

   ผมรับคำ ถ้าให้เรื่องไปถึงครูฝึกจอมเฮี้ยบคนนั้นล่ะก็ซวยกันทั้งสองฝ่ายแน่ 

 

   ดูท่าว่าอีกฝั่งก็คิดเหมือนกัน เขาแค่พยักหน้าทั้งที่ยังดูโมโหอยู่ แล้วก็เดินปึงปังออกไป 

 

   "ดูเป็นพ่อหนุ่มที่อารมณ์​ร้อนจังเลยนะ" ครูฝึกเกรย์หัวเราะเสียงเบา 

 

   "ขอบคุณครับครูฝึก ที่ช่วยห้ามหมอนั่นเอาไว้" ผมพูด 

 

   "ไม่มีปัญหาหรอก… เธอชื่ออะไรหรือพ่อหนุ่มน้อย" 

 

   "สุรินทร์ จิตมั่น หน่วย 2-A ครับ"

 

   เขายื่นมือมาแตะบ่าผม "ใช้ส้นมีดกระแทกเข้ากลางออกเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวก็เป็นแผนที่ดูใช้ได้นะ ทำได้ดีมาก จิตมั่น"

 

   ครูฝึกยิ้มแป้นระหว่างที่ส่งสายตาชื่นชมมาให้  

 

   "ผมคงไม่รบกวนแล้วล่ะ หวังว่าจะเจอพวกคุณในชั้นเรียนนะ" 

 

   เขาว่าแล้วเดินจากไปพลางฮัมเพลงไปด้วย พวกเราที่เหลือมองหน้ากัน

 

   "ครูฝึกวิชาจิตวิทยาคนใหม่งั้นเหรอ" 

 

   ผมพูดกับตัวเองเสียงเบา ปีที่แล้วไม่ใช่ครูฝึกคนนี้นี่นะ… 

 

   "เจ้าบ้านั่น" อเล็กขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ "พุ่งเข้ามาตอนที่หันหลังให้แบบนั้น กะจะซัดนอร่าจริงๆ สินะ" 

 

   "คงจะอย่างนั้น แต่ก็ขอบคุณนะรินทร์" 

 

   นอร่าหันมาพูดกับผม เธอยิ้มแหยๆ ให้

 

   ผมแค่ยักไหล่ "เอาเถอะ คราวหน้าก็อย่าหาเรื่องตีกันอีกล่ะ" 

 

   อนาสตาเซียที่นิ่งเงียบมานานพูดขึ้นมา

 

   "ทั้งๆ ที่ตอนแรกฉันคิดว่านายจะฉุดนอร่ากลับมาแล้วบวกเองตั้งแต่แรกแล้ว ทำไมไม่ทำซะงั้นล่ะ"

 

   "นั่นสิ ทำไม" อเล็กถามย้ำแล้วมองหน้าผม

 

   ให้ตายเถอะ ผมถอนหายใจ คำตอบนั้นก็น่าจะรู้อยู่แล้ว

 

   "ไหนๆ นอร่าก็อยากซัดหมอนั่นอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ?"

 

 

   ในวันรุ่งขึ้น ก่อนขึ้นเรียนภาคบ่ายประมาณยี่สิบห้านาที ผมเปิดประตูห้องเรียนวิชาจิตวิทยาเบาๆ ในห้องนั้นไม่มีใครอยู่สักคน เว้นแต่ครูฝึกเกรย์ที่กำลังจัดเตรียมสไลด์ที่ใช้การสอนอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา 

 

   "อา คุณจิตมั่นนี่เอง สวัสดีตอนบ่าย" เขาทักทายอย่างสดใส

 

   "สวัสดีตอนบ่ายเช่นกับครับ ครูฝึก" ผมตอบ

 

   เขามองลอดแว่นไปที่ประตูด้านหลังผม

 

   "แล้วเพื่อนของคุณล่ะ" เขาถาม

 

   "พวกเขายังทานข้าวไม่เสร็จครับ ผมเลยออกมาก่อน" 

 

   "อย่างนั้นเหรอ… เอ้อ มานั่งตรงนี้หน่อยสิ ผมมีเรื่องที่อยากจะคุยด้วยสักหน่อย" เขาผายมือไปทางเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ใกล้โต๊ะทำงานของเขา แน่นอนว่าผมทำตามทั้งๆ ที่ยังสงสัยว่าเขาจะมีอะไรให้คุยกับนักเรียนที่เพิ่งรู้จักกันอย่างผมกัน

 

   "จริงๆ แล้วเรื่องเมื่อคืนผมเห็นเหตุการณ์​ทั้งหมดนะ ไม่ถูกกับนายฟอลคอนคนนั้นหรือ" เขาถามผมอย่างสงสัย

 

   "จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ความจริงแล้วคนที่เขาไม่กินเส้นกันจะเป็นแฝดไอวานอฟมากกว่า" ผมตอบตามความจริง "แล้วก็มาพาลเกลียดผมกับคันนิงกัมอีกต่อหนึ่ง" 

 

   "อย่างนั้นเองหรือ น่าชื่นชมนะที่เธอพยายามห้ามแล้วก็ปกป้องเพื่อนแบบนั้น โดยเฉพาะกับนายฟอลคอน" 

 

   เขามองตาผม แววตาดูเหมือนพยายามจะมองทะลุเข้าไปในความคิดผมให้ได้

 

   "ใช้ส้นมีดแทนใบมีดแบบนั้น ทั้งที่ถ้าเป็นผมหรือนักศึกษาคนอื่นก็อาจจะใช้ใบมีดไปด้วยแล้ว"

 

   ตอนนั้นเองเหรอ ผมแอบพ่นลมหายใจนิดหน่อย

 

   "ผมไม่อยากเดือดร้อนเพราะทำคนอื่นบาดเจ็บหนัก ต่อให้เป็นสาเหตุจากการป้องกันตัวครับ" 

 

   นอกจากนั้นผมก็ไม่อยากให้หมอนั่นเหม็นหน้าผมไปมากกว่านี้ด้วย ต่อให้ไม่มีคนชมชอบก็อย่ามีคนเกลียด ผมถือคติแบบนั้น แต่ดูท่าว่าครั้งนี้มันจะไม่ได้ผลอย่างที่ผมตั้งใจไว้

 

   สีหน้าของครูฝึกเปลี่ยนจากสงสัยใคร่รู้​เป็นสีหน้าประหลาดแวบหนึ่ง แค่พริบตาเดียวเท่านั้นแหละที่ผมเห็นสีหน้านั่น กับมือของเขาที่กระตุกขึ้นมาจากแป้นพิมพ์​นิดหน่อยและร่างกายที่หยุดชะงักเพียงเสี้ยววิ

 

   "แปลกใจกับคำตอบของผมหรือครับ" ผมถามขึ้นโดยไม่ทันคิด

 

   "ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ จิตมั่น" เขาเลิกคิ้ว

 

   "สีหน้ากับท่าของครูดูแปลกไปแวบหนึ่ง ก็เลยคิดว่าคงกำลังแปลกใจหรือตกใจอะไรสักอย่างอยู่ใช่ไหมล่ะครับ" 

 

   ครูฝึกมองผมด้วยสายตาที่ดูสงสงสัยยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่พูดอะไร

 

เหมือนจะรอให้ผมพูดต่อ "ภาษากายกับแววตา แค่สังเกตก็พอจะเดาอารมณ์ได้แล้วล่ะครับ"

 

   ผมพูดจนจบ

 

   "เธอสังเกตอารมณ์กับท่าทางของคนรอบตัวแบบนี้ตลอดเลยหรือ"

 

   เขาถามขึ้นมา มือข้างหนึ่งยกขึ้นขยับแว่น

 

   "ครับ อย่างน้อยก็พอบอกได้ว่าผมควรจะพูดหรือควรจะปฏิบัติออย่างไรกับคนอื่นต่อไป" 

 

   "แบบนี้เองหรือ" เขาพยักหน้าแล้วถามต่อ "มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องอะไรแบบนี้เหรอ หรือว่าถูกสอนมาจากใคร"

 

   "คงจะได้แววด้านนี้มาจากแม่ล่ะมั้ง ท่านเป็นนักจิตวิทยา​ครับ" 

 

   เขาดูมีท่าทีสนใจมากกว่าเดิมอีกสักเท่าได้ 

 

   "แล้วท่านสอนคุณในเรื่องการอ่านสีหน้าท่าทางด้วยรึ"

 

   "ก็นิดหน่อยครับ พอให้ผมสังเกตอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้"

 

   ผมยักไหล่ แต่ก็ต้องตกใจเมื่ออยู่ๆ เขาคว้า​เอกสารที่อยู่ข้างตัวมากวาดตามองอย่างรวดเร็ว

 

   ครูฝึกเกรย์เงยหน้าขึ้นมา "อา ใช่แล้วล่ะ ลืมไปได้ยังไง" 

 

   "เพิ่งจะอ่านรายงานที่ได้มาจากครูฝึกคนก่อนของเธอแท้ๆ เขาระบุว่าเธอมีแววด้านนี้พอสมควรเลยนะ แถมได้คะแนนสูงมากในการสอบปลายภาคที่ใช้ข้อสอบวิเคราะห์​ด้วย" 

 

   เขามองหน้าผมพร้อมกับเสียงกระดิ่งบอกเวลาเรียนดังขึ้นมา คราวนี้เป็นสายตาที่บ่งบอกว่าเขากำลังสนใจผมเป็นพิเศษ 

 

   "เป็นคนที่น่าสนใจน่าดูเลยนะ จิตมั่น"

 

 

ความคิดเห็น