f.fufu
Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 ห้องสมุด

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 ห้องสมุด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 75

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ค. 2563 08:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 ห้องสมุด
แบบอักษร

** WIN PART ** 

        “ หึ! พร้อมที่จะรับผิดชอบฉันแล้วยังล่ะ ฟอร์จูน! ” ผมพูดพร้อมกับยกยิ้มมุมปากใส่เด็กน้อยตรงหน้า 

        เด็กผู้ชายร่างบางหน้าตาน่ารักแถมยังดูโดดเด่นเพราะเสื้อเชิ้ตสีชมพูที่เขาสวมใส่ เด็กคนที่ชนผมเมื่อเช้า ทำไว้แสบใช่เล่น ก่อนที่จะมาที่นี่ผมต้องพบปะพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงหลายท่าน แต่เพราะเบอร์โทรที่ไอ้เด็กนี่จดไว้ที่มือผมมันลบไม่ออก เวลาจับมือทักทายกับใครที กลายเป็นว่ามันเหมือนผมจดอะไรไว้ที่มือ แถมเสื้อผ้าก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบกาแฟ ซึ่งดูไม่เป็นมืออาชีพเลยแม้แต่น้อย 

        พอดีกับที่คุณคะนิ้งเลขาผมกำลังจะไปตามฝ่ายบุคคลมาพบกับเด็กฝึกงานพอดี ผมเลยได้ชิงตัวเด็กแสบนั่นมาฝึกงานกับผมซะเลย เก็บไว้ใกล้ตัวจะได้แกล้งได้ถนัดๆ ผมจึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้ามาพบเด็กนี่ 

        “ระ รับผิดชอบ ยังไงครับ?” เด็กน้อยถามผมด้วยหน้าตางุนงง 

        “ก็ไม่มีอะไรมาก นายมาเป็นผู้ช่วยฉัน แทนคุณคะนิ้งเลยเป็นไง ดีใช่มั้ย” ผมถามด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ 

        “มันจะดีเหรอครับ ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานเอกสารเลยนะ อีกอย่างเดี่ยวพี่สาวคนสวยเค้าจะโกรธผมเอานะครับ”  

ฟอร์จูนพูดด้วยสีหน้าที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากทำงานกับผม เด็กนี่โคตรจริงใจเลยว่ะ คิดไงก็แสดงออกมาอย่างนั้น ไม่เก็บอาการเล้ย 

        “พี่สาวคนสวย? คะนิ้งน่ะเหรอสวย” ยัยคุณเลขาน่ารำคานที่แม่ผมหามาให้น่ะนะ 

        “ ก็พี่เขาสวยจริงๆนี่ครับ ” 

        “ ช่างเหอะ ว่าแต่จะเริ่มมาฝึกวันไหนล่ะ ” ผมถาม 

        “ ก็ถ้าตามเอกสารของทางมหา’ลัยก็อาทิตย์หน้าน่ะครับ ”  

        “ อยากมาทำก่อนไหมล่ะ? เห็นบอกว่าชอบที่นี่มากนี่ ” ผมถามเป็นการลองเชิงว่าเด็กนี่จะชอบที่นี่จริงอย่างที่พูดหรือเปล่า 

        “ เอ่อผมชอบที่นี่ครับ แต่ถ้าต้องทำงานกับคุณผมขอเวลาทำใจ และเริ่มฝึกงานตามเวลาที่มหา’ลัยระบุดีกว่าครับ แฮะๆ ” พูดตรงมาก ออกมาจากใจหมดเลยนะไอ้เด็กนี่ 

        “ ตามใจ งั้นอาทิตย์หน้าเจอกัน อ้อ! เข้ามานั่งรอในห้องนี้ได้เลยนะ ” 

        “ ครับ ”  

        พูดจบร่างบางก็ลุกขึ้นขอตัวกลับบ้าน นายได้เรียนรู้งานอย่างสนุกสนานแน่ๆ ‘ฟอร์จูน’  

 

      ก๊อกๆๆ 

 

        พอฟอร์จูนกลับไปได้สักพักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น และคนที่เข้ามาไม่ใช่ใครที่ไหน คุณคะนิ้งนั่นเอง 

        “ คุณมาวินคะ ท่านประทานเรียกพบค่ะ ” เอาอีกแล้วตาแกนั่นมีอะไรอีกล่ะ 

        “ อืม เข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมไป ” ผมตอบกลับเลขาสาวไปด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย 

 

@ห้องท่านประธาน 

 

        “ ว่าไงตาแก่ มีอะไรอีก จะบ่นอะไรก็ว่ามา ” ผมเดินมานั่งลงที่โซฟาเอนหลังกับพนักพิงพร้อมไขว่ขาอย่างสบายๆ พูดกับคนสูงวัยในชุดสูทเรียบหรูที่ตอนนี้นั่งหน้าบึ้งอยู่ที่โต๊ะ 

        “ แกนี่นะ ว่าฉันแก่อีกแล้ว นี่เพิ่งจะห้าสิบห้าเอง แก่ตรงไหนวะ ”  

        “ ก็ใกล้เกษียณแล้วนี่ตาเฒ่า ” ผมหยอกล้อคนสูงวัยตรงหน้า 

        “ ยัง...ยังเล่นไม่เลิก นี่พ่อนะเว้ย ” ถึงจะทำเป็นโมโหแต่ท่านก็แอบยิ้มกับการกระทำของผม 

        “ ก็รักดอกจึงหยอกเล่นไงพ่อ ” ผมพูดแกมหยอกกับผู้เป็นพ่อ 

        “ ทำไมวันนี้แกไม่เข้าประชุม? ” 

        “ ก็ไม่ว่าง มีธุระสำคัญ ” ผมพูดพลางหยิบตุ๊กตาโมเดลเกมส์ของบริษัทขึ้นมาดูเล่นไปด้วย 

        “ เด็กฝึกงานนี่สำคัญมากกว่าการประชุมงั้นเหรอ? ”  

        พ่อพูดพร้อมกับยันมือไว้บนโต๊ะ และจ้องหน้าผมด้วยท่าทีที่จริงจัง ผมจึงหยุดสนใจโมเดลแล้วหันมาสบตากับคนที่คุยด้วย 

        “ นี่คุณเลขามาฟ้องอีกล่ะ? ”  

        “ เขาไม่ได้ฟ้อง ฉันแค่ถามว่าแกไปไหน ” 

        “ ก็นั่นแหละฟ้อง ” ผมพูดพร้อมกับเบ้ปากอย่างอารมณ์เสีย 

        “ แล้วแกจะทำตำแหน่งนั้นไปถึงเมื่อไหร่ ฉันให้เวลาแกเดือนนึง เคลียร์งานตรงนั้นให้เสร็จแล้วให้คนอื่นรับช่วงต่อ ส่วนแกก็มาบริหารบริษัทแทนฉันได้แล้ว ” 

        “ แล้วพ่อจะรีบลงจากตำแหน่งทำไมละ คนอื่นกว่าจะเกษียณก็หกสิบนู้น ” 

        “ ฉันก็อยากมีเวลาว่างได้ไปเที่ยวเล่นกับแม่แกบ้าง นี่ก็วางแผนจะไปเที่ยวรอบโลกกัน ” 

        “ หก ” 

        “ หืม? ” พ่อทำหน้างงกับสิ่งที่ผมพูด 

        “ ขอเวลาหกเดือน ” 

        “ ไม่ได้ ฉันให้แกสอง ” 

        “ งั้นสี่เดือน ” ผมต่อรอง 

        “ สองเดือนครึ่ง ”  

        “ งั้นสามเดือนขาดตัว! ” ผมยื่นคำขาด 

        “ เออสามก็สาม เฮ้ย! ” หึ! พ่อลืมตัวเผลอพูดตามผมจนได้ 

        “ โอเค ตกลงตามนั้น อีกสามเดือนค่อยว่ากันนะ พ่อ บายย ” ผมจับลูกบิดเพื่อเปิดประตูส่วนอีกมือก็โบกมือบ๊ายบายผู้เป็นพ่ออย่างทะเล้น 

        “ ฮึ่ม! ไอ้ลูกคนนี้นี่ ไม่เคยทันมันเลยเรา ” 

        ผมเดินออกมาจากห้องทำงานของพ่อ ใช่แล้วครับ ผมชื่อ วิน มาวิน ธนเกียรติโกศล ทายาทคนเดียวของบริษัทเกมส์แห่งนี้เองล่ะครับ วันนี้คุณคะนิ้งจอมเจ้ากี้เจ้าการไปซะทุกเรื่องก็เกือบหลุดปากบอกเด็กนั่นไปแล้วว่าผมเป็นใคร จริงๆเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกนะ นามสกุลผมมันก็โจ่งแจ้งเอาซะขนาดนั้น ผมแค่อยากจะรู้ว่าเด็กนั่นจะรู้เมื่อไหร่ต่างหาก มันน่าสนุกดีว่าไหมล่ะ 

............................................................ 

** FORTUNE PART ** 

        “ เฮ้อออออ ” หลังกลับมาจากบริษัทผมก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่บนที่นอนราวกับโดนสูบพลังชีวิตไปหมด 

ก๊อกๆๆ 

        “ ฟอร์จูนลูก เป็นยังไงบ้างวันนี้ แม่เห็นลูกรีบขึ้นมาบนห้องเลยตามมาดู ” 

        “ ผมไม่เป็นไรครับม๊า แค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะครับ ”  

        “ ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว งั้นก็พักผ่อนซะนะลูก ” 

        ผมตะโกนบอกแม่ไปอย่างนั้น ทั้งที่จริงแล้วรู้สึกไม่สบายใจเลยสักนิด วันนี้มีแต่เรื่องไม่ได้ดั่งใจ อุตส่าห์ได้ฝึกงานบริษัทที่ชอบ แต่กลับไม่ได้อยู่ฝ่ายที่อยากทำ แงงงงง! ผมดิ้นพล่านบนที่นอนอย่างเด็กงอแงเอาแต่ใจ แล้วฟุบหน้าลงบนหมอน 

Rrrrrrrrrrr 

        ขณะที่ผมกำลังเซ็งในชีวิต เสียงโทรศัพท์คู่กายผมก็ดังขึ้น ซึ่งคนที่โทรมาได้จังหวะแบบนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นไอ้ฟุยุเพื่อนผมเอง ผมกดรับสายมัน 

        [ ไงมึง ปิดเทอมแล้วหายหัวไปเลยนะ! ] เสียงเพื่อนตัวดีบ่นเข้ามาตามสาย 

        “ ก็กูอยากพักผ่อนให้เต็มที่ไงจะได้พร้อมฝึกงาน ” 

        [ มึงจะไปฝึกงานหรือไปรบห๊ะ พวกกูไม่เห็นจะคิดมากเท่ามึงเลยเนี่ย ] 

        “ ก็กูเป็นคนรู้จักวางแผนชีวิตไง ไม่เหมือนพวกมึง ”  

        [ เออๆ ไอ้คนวางแผนชีวิต แต่วางแผนแบบมึงอะกูไม่เอาด้วยหรอกนะ เพราะกูคงต้องเสียเวลาดูฮวงจุ้ยบริษัทก่อน กว่าจะได้ที่ฝึกมึงคงเรียนจบก่อนพอดี ] 

        “ เว่อร์ละมึงอะ ว่าแต่โทรมามีอะไร จะโทรมาเหน็บแนมกูอย่างเดียวหรือไง ” 

        [ เออลืมไปเลย วันนี้ไอ้จานสีกับไอ้อั่งเปามันชวนออกน่ะ ไปห้องสมุดกัน! ] 

        “ เออ ได้ ๆ กี่โมงอะ ” 

        [ สองทุ่มมึง เดี๋ยวกูไปรับมึงเอง ] 

        “ โอเคมึง เจอกันๆ ” ผมกดวางสายจากไอ้ฟุยุ 

        ทำไมไปกันดึกจัง ห้องสมุดที่ไหนวะ เออช่างเหอะ ไปอาบน้ำดีกว่า 

19.12 น. 

        “ ฟอร์จูน! ฟุยุมาแล้วนะลูก เสร็จหรือยัง ” เสียงม๊าตะโกนตามผมให้ลงไป 

        “ ครับม๊า! กำลังไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ ” 

        ผมเดินลงมาก็เจอไอ้ฟุยุกับไอ้อั่งเปานั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก  

        “ อ้าว นี่มึงรับไอ้อั่งเปามาด้วยเหรอ แล้วไอ้จานสีล่ะ? ” 

        “ จานสีมันไปกับพี่ดินสอตั้งแต่เมื่อเย็นแล้ว ” อั่งเปาเพื่อนชายหน้าสวยของผมพูด 

        “ แล้วพวกมึงจะไปทำอะไรที่ห้องสมุด? ”  

        “ ก็วันนี้วงพี่ดินสอขึ้นเล่นที่นั่นไง” ฟุยุพูด 

        “ ที่ห้องสมุดเค้าจัดงานอะไรเหรอ ถึงขนาดจ้างวงดังอย่าง The Trap ไปเล่น ” 

        “ ไม่มีงานอะไรทั้งนั้นแหละฟอร์จูน ก็เค้าจ้างไปเล่น พวกพี่เขาก็ไป ปกตินี่ ” ไอ้อั่งเปายิ่งพูดผมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ 

        “ เดี๋ยวนี้ที่ห้องสมุดมีจ้างวงดนตรีด้วย แบบนี้อ่านหนังสือกันรู้เรื่องเหรอวะ ” ผมหันไปถามไอ้ฟุยุด้วยความสงสัย 

        “ เออ เดี๋ยวไปถึงมึงก็รู้เองแหละ ไปกันได้แล้ว ” ไอ้ฟุยุตัดจบการสนทนาแล้วกอดคอผมลากไปทางประตูบ้าน 

        “ เดี๋ยวๆ! รออีกแปปใกล้เวลาแล้วอีกหนึ่งนาที ค่อยก้าวออกจากบ้านนะ ” 

        “ โอ้ย กูละเบื่อ งั้นกูไปรอที่รถนะ ไอ้อั่งเปามึงก็รอฤกษ์ไปพร้อมมันละกัน ” ไอ้ฟุยุหันมาพูดกับไอ้อั่งเปา 

        “ เออๆ ” อั่งเปาเพื่อนรักของผมใจดีเสมอ ไม่เคยบ่นเรื่องที่ผมเป็นแบบนี้เลย 

        “ อั่งเปาลูก! ” เสียงม๊าผมตะโกนเรียกอั่งเปา 

        “ ครับม๊า ” 

        “หมู่นี้จะไปไหนมาไหน หรือจะทำอะไรมีสติไว้นะลูก ระวังตัวไว้บ้างก็ดี วันนั้นที่ม๊าเปิดไพ่ให้ ถึงมันจะไม่ใช่ไพ่ที่ดีนัก แต่มันก็ไม่ถึงกับเลวร้ายอะไรหรอกนะลูก” 

        “ ครับม๊า ” 

        ม๊าผมจับมือของอั่งเปามากุมไว้ ม๊าสนิทกับพวกเพื่อน ๆ ผมมากครับ รักเหมือนลูกเลยก็ว่าได้ แถมกับไอ้อั่งเปาเนี่ยรักยิ่งกว่าใคร เพราะมันตัวเล็กน่ารัก แถมหน้ามันสวยอย่างกับผู้หญิง ถ้าดูจากข้างหลังมันคือผู้หญิงผมสั่นชัด ๆ ผิดกับไอ้ฟุยุไอ้นั่นมันตัวโตบ้าเล่นกีฬา หน้าตาก็หล่อคมคายใช้ได้ ส่วนผมคือหนุ่มน้อยน่ารักครับ ไม่ได้ชมตัวเองเล้ยย จริงจริ๊งงงงง 

        “ เพราะงั้นม๊าถึงได้บอกไงว่าจะทำอะไรให้คิดดีๆมีสติอยู่ตลอดเวลานะลูก ” 

        “ ขอบคุณม๊ามาก ๆ เลยนะครับ ” ไอ้อั่งเปาพูดพร้อมกับเข้าไปกอดม๊า 

        “ ไปกันได้แล้วมึง ก้าวออกมาได้แล้ว ตอนนี้สิบเก้านาฬิกาสิบเก้านาทีแล้ว ” 

        “ ม๊าครับ ผมเบื่อลูกของม๊ามากเลย เรื่องอื่นนี่ไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้เรื่องฤกษ์เวลานี่ผมเริ่มรำคาญมันแล้วล่ะครับ ” ไอ้อั่งเปาพูดกับม๊าของผมด้วยหน้าตาที่เบื่อหน่ายการกระทำของผมเสียเต็มประดา 

        “ ฮ่า ๆ โอเค ไว้ม๊าค่อยจัดการให้นะ ” ม๊าหัวเราะที่ไอ้อั่งเปาพูด 

        “ อ้าว ทีเมื่อก่อนไม่เห็นบ่น ” ผมว่า 

        “ ก็เมื่อก่อนมึงไม่เป็นหนักขนาดนี้นี่หว่า ” เพื่อนหน้าสวยผมตอกกลับมา 

        “ พวกมึงจะไปกันได้แล้วยัง! ” ไอ้ฟุยุที่รออยู่หน้าบ้านมันลงมาจากรถตะโกนถามพวกเรา แล้วลงมายืนกอดอกพิงรถอย่างเบื่อหน่าย 

        “ เออๆไปแล้ว ” ผมตะโกนบอก 

 

@ร้านเหล้าห้องสมุด 

20.10 น. 

        “ โถ่ ที่แท้ห้องสมุดคือชื่อร้าน กูก็งงอยู่ตั้งนานว่าทำไมพวกพี่ดินสอถึงมาเล่นดนตรีในห้องสมุด ” 

        “ มีแต่คนเอ๋ออย่างมึงเท่านั้นแหละที่สงสัยเรื่องแบบนี้ ใครที่ไหนเค้าจะไปเล่นดนตรีกันในห้องสมุด ” ไอ้จานสีตอกย้ำซ้ำเติมถึงความบื้อของผม 

        “ นี่พวกมึงบอกม๊ากูหรือเปล่าเนี่ยว่าพากูมาที่นี่ เดี๋ยวม๊ากูเข้าใจว่าห้องสมุดจริง ๆ ม๊าแกก็เป็นห่วงอีกว่ากลับดึก ” ผมหันไปถามไอ้ฟุยุกับไอ้อั่งเปา 

        “ ม๊ามึงไม่ได้โง่เหมือนมึงนะ กูบอกม๊าแล้วว่าเรามาที่ไหนกัน ม๊าบอกถ้าเมามากก็ให้มึงนอนห้องกู” อื้อหือคำว่าโง่ลอยมากระแทกแสกกลางหน้าผมเลย 

        “เออๆ งั้นก็ดีกูจะได้เมาให้เต็มที่วันนี้กูยิ่งเซ็งๆอยู่ด้วย" ผมบอก 

        " มีอะไรหรือเปล่ามึง " ไอ้อั่งเปาถามอย่างเป็นห่วง 

        “ ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่มึงเถอะไอ้อั่งเปา ดีใจไหมที่ได้เจอไอดอลมึงอีกครั้งเนี่ย ” ผมถามเพื่อนชายของผมที่ตอนนี้กำลังยิ้มกว้างเพราะดีใจจนออกนอกหน้าขนาดนี้ 

        “ ครั้งก่อนอย่าเรียกว่าได้เจอเลย พี่แทนไทเห็นหน้ากูหรือเปล่าก็ไม่รู้ ”  

        เพื่อนผมตัดพ้อ เพราะครั้งก่อนที่ได้เจอไอ้จานสีมันพาพวกเราไปแนะนำกับพวกพี่ๆเค้าตอนที่ใกล้จะขึ้นแสดงแล้ว ตอนนี้พวกเค้าคงจำเราไม่ได้แล้วมั้ง 

        “ พวกมึงก็รู้นี่ ว่าวงพี่กูเป็นศิลปินดัง นี่กูพาพวกมึงมาที่นี่ได้กูต้องอ้อนพี่กู อ้างสิทธิ์ความเป็นน้องเลยนะเว้ย ดีที่ไอ้สีน้ำช่วยอ้อนอีกแรง พวกเราเลยได้ที่นั่งวีไอพีติดขอบเวทีแบบนี้ไง ”  

        ไอ้จานสีแก้ตัวร่ายยาวกลบเกลื่อนความอับอายที่มันเป็นน้องชายซุปตาร์แท้ๆ แต่พาเพื่อนไปรู้จักไม่ได้ ก็พี่ดินสอเขาถือความยุติธรรมเหนือสิ่งอื่นใด ถึงเป็นน้องชายแท้ๆ ก็ต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกับแฟนคลับเช่นกัน 

        “ สรุปคือพวกกูต้องขอบใจไอ้สีน้ำสินะ ” ไอ้ฟุยุถาม 

        “ใช่...เฮ้ย! ไม่ใช่สิ กูนี่คนสำคัญเลยพวกมึงต้องขอบใจกูต่างหาก ” ไอ้จานสียืดอกโอ้อวด 

สีน้ำที่พวกเราพูดถึงคือน้องชายของไอ้จานสีครับ บ้านมันมีแต่ลูกชายครับ มีกันสามพี่น้อง พี่ดินสอคนโต ส่วนไอ้จานสีคนกลาง แล้วก็สีน้ำเป็นน้องคนเล็ก สุดรักสุดหวงของพวกพี่มัน เรียกว่าประคบประหงมกันดุจไข่ในหิน ที่พูดถึงไม่ใช่ว่าน้องมันยังเป็นแค่เด็กประถมนะครับ แต่เปิดเทอมนี้ก็มอหกแล้ว แต่เพราะน้องมันตัวเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มราวกับเด็กผู้หญิงเหมือนไอ้อั่งเปานั่นล่ะครับ แถมพี่มันก็เลี้ยงน้องมาใสเกิ้น อีกอย่างยังหวงจนไม่ให้ผู้ชายด้วยกันเข้าใกล้เลยด้วย เว้นก็แต่พวกผมนี่แหละครับ 

        “ เฮ้ยพวกมึงเงียบก่อนพี่เขาขึ้นเวทีแล้ว ” เสียงแฟนคลับตัวยงอย่าไอ้อั่งเปาร้องทักพวกผมให้หุบปาก เพราะวงเมนมันจะขึ้นแสดง  

        ขณะที่วง The Trap กำลังขึ้นแสดง สายตาของไอ้เปามันก็มีแค่พี่แทนไทมือเบสเท่านั้น ไอ้อั่งเปามันชอบวงนี้มาตั้งแต่พี่เขายังเป็นแค่วงมหา’ลัย ที่มันได้มาดูตอนโอเพ้นเฮ้า แล้วพอเข้าปีหนึ่งเพื่อนคนแรกที่มันรู้จักในรั้วมหา’ลัยคือไอ้จานสี ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของมือกลองประจำวงอย่างพี่ดินสอ กว่าไอ้เปามันจะรู้เรื่องนี้ก็เกือบจะขึ้นปีสองกันแล้ว ส่วนผม ไอ้ฟุยุ แล้วก็ไอ้จานสี เราเรียนมอปลายที่เดียวกันครับกับครอบครัวนี้เราเลยรู้จักกันดี  

        หลังจากนั้นพวกพี่เขาก็เข้าประกวดวงดนตรีชนะเลิศกลายเป็นศิลปินดัง มันก็ยังคงชอบพี่แทนไทเหมือนเดิม ทั้งที่ปกติคนส่วนใหญ่มักชอบนักร้องนำ อย่างพี่นักรบนี่ร้องเพลงก็เพราะ หน้าตาก็ดีแถมยังเท่ห์อีกต่างหาก แต่ไอ้อั่งเปามันบอกว่าเวลาที่มันเห็นพี่แทนไทเล่นเบส มันละสายตาไปไหนไม่ได้เลยล่ะ 

        “ เก็บอาการหน่อยไอ้เปา กูหวง ” ผมแซวเพื่อนตัวเล็กที่ตอนนี้เอาแต่มองพี่แทนไทตาค้าง 

        “ อะไรของมึงเล่า ” เอ้าเขิน! เพื่อนกูเขินวะ โดนแซวแค่นี้ไปไม่เป็นเลย 

        หลังจากแสดงเสร็จพวกพี่ๆ เขาก็ลงมานั่งที่โต๊ะเดียวกับพวกเรา ซึ่งตอนนี้พวกเราทั้งหมดย้ายไปอยู่ห้องวีไอพีแล้ว ไม่อย่างนั้นพวกพี่เขาต้องโดนสาว ๆ รุมเป็นแน่ 

        “ ไงพวกมึง วงกูแจ่มป่ะล่ะ ” พี่ดินสอพูด 

        “ หืม แจ่ม ภาษาโบราณเหมือนหน้ามึงเลยวะพี่ดินสอ ” ไอ้จานสีล้อพี่ชาย 

        “ ไอ้น้องเวร! มึงกับกูก็ห่างกันแค่ปีเดียวไหมล่ะ ” พี่ดินสอพูดพร้อมผลักหัวคนน้อง 

        “ น้องมันก็พูดถูกแล้วนี่ มึงมันเป็นตาลุงแก่ แถมยังขี้บ่นอีกด้วย ” พี่ไตตันมือกีตาร์ของวงพูดขึ้น 

" มึงเงียบเลยไอ้ไตตัน เดี๋ยวจะโดน! " พี่ดินสอหันไปพูดกับพี่ไตตัน 

        “ น้องอั่งเปาทำไมนั่งตัวแข็งทื่อแบบนั้นล่ะครับ ” พี่นักรบซึ่งเป็นนักร้องนำและหัวหน้าวง เอ่ยถามเพื่อนผมที่ตอนนี้ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก 

        “ มันตื่นเต้นน่ะพี่ มันนี่แฟนคลับตัวจริงของพวกพี่เลยละ ” ไอ้ฟุยุช่วยตอบแทนเพื่อนตัวเล็กที่ยังคงนั่งแกร็งอยู่อย่างนั้น 

        “ เอ่อ พี่นักรบจำชื่อผมได้ด้วยเหรอครับ ” ไอ้อั่งเปาที่เพิ่งได้สติถามพี่นักรบ 

        “ จำได้สิ! น่ารักขนาดนี้ทำไมจะจำไม่ได้ ” พี่นักรบพูดพร้อมลูบหัวไอ้เปา จนมันย่นคอลงด้วยความเขิน 

        “ น้อยๆ หน่อยพี่นักรบ คนนี้ผมหวงนะ ” ไอ้จานสีพูดพร้อมแกล้งโอบไหล่ของอั่งเปาไว้ 

        “ ว่าแต่พวกแกพาน้องปีหนึ่งมาแบบนี้ดูแลน้องเขาดีๆ ล่ะ ” พี่นักรบพูด 

        “ ไหนอะพี่น้องปีหนึ่ง? ” ผมถามพี่นักรบ 

        “ ก็อั่งเปานี่ไง ” 

        “ บ้าน่าพี่! ไอ้เปามันปีสามแล้ว เรียนวิศวะคอมฯ ปีเดียวกับพวกผมเนี่ย ” ผมบอกพี่นักรบ ซึ่งตอนนี้หน้าเหวอไปแล้ว ก็ไอ้เปามันหน้าเด็กนี่ 

        “ อ้าว พี่ไม่รู้ โทษที ” พี่นักรบพูดพร้อมเกาหัวแก้เขิน 

     “ เฮ้ย! พวกมึงกูไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ เมื่อกี้รับเหล้าจากแฟนคลับมาตอนอยู่บนเวที มึนชิบหาย ” พี่แทนไทที่นั่งเงียบมานานพูดขึ้นพร้อมกับจับขมับของตัวเอง และลุกออกไปเข้าห้องน้ำ พี่เขาดูจะมึนๆ อย่างที่เขาว่าจริงๆ 

        “ เฮ้ย! ” ผมร้องอุทานขึ้นเสียงดัง 

        “ อะไรวะไอ้ฟอร์จูน! ” ไอ้ฟุยุถามด้วยความตกใจไปกับผมด้วย 

        “ จานร้าวว่ะ เขาว่ากันว่าใช้ของที่มีรอยแตกรอยร้าวมันไม่ดีนะเว้ย มึงบอกให้เค้าเปลี่ยนจานให้กูหน่อยยย ” ผมง้องแง้งใส่ไอ้ฟุยุ 

        “ เอ่อ...น้องมันเมาแล้วเหรอวะ? ” พี่ไตตันหันไปถามพี่ดินสอ 

        “ อ๋อ เปล่าหรอกน้องมันเป็นคนถือเรื่องโชคลางน่ะ ” พี่ดินสอบอกเพื่อนในวง 

        “ เดี๋ยวผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำหน่อยนะครับ ” อั่งเปาพูดขึ้นและลุกเดินออกจากห้องไปเข้าห้องน้ำ 

. 

. 

        พวกเรานั่งดื่มกันอยู่นาน ผมเองก็กะดื่มเต็มที่เพราะเซ็งเรื่องวันนี้ จนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง.... 

. 

. 

        “ เฮ้ยยย กูว่าไอ้เปามันเข้าห้องน้ามนานปายย นะเว้ย เดี๋ยวกูไปตามหน่อยดีกว่า ” ผมเองรู้ตัวดีว่าตัวเองเมามากแต่ก็ยังห่วงเพื่อน เลยลุกไปตาม 

" เออ เดินดีๆน้าาาเมิงงงง " เสียงไอ้ฟุยุตะโกนบอก 

        ผมมาหาไอ้เปาที่ห้องน้ำแต่กลับไม่เห็นใคร ผมเลยหยิบโทรศัพท์กดโทรหามัน  

        “ ไอ้เปามึงอยู่หนายยว้าาา กูมาตามหาเมิงงงง เนี่ยยยย ” 

        [โทษทีว่ะ พอดีกูออกมาแล้ว กูกลับก่อนนะเว้ยมึงไม่ต้องเป็นห่วง] 

        “ เอ้า แล้วมึงกลับไงว้าาาา ก็มึงมากับกูวววอ่าาา ” 

        [เอ่อ...กูกลับแท็กซี่น่ะ พอดีกูว่ากูมึนๆเลยขอกลับก่อน งั้นแค่นี้นะมึง] 

        “ เออๆ กลับดีๆล่ะ ” 

ปึก! 

        พอผมกดวางสาย และหมุนตัวกลับหลังหันเพื่อจะกลับไปหาเพื่อน ก็ชนเข้ากับแผ่นอกกว้างของใครบางคน 

        “ หืมม ครายยว้าาาา ” ผมเงยหน้าขึ้นไปมอง 

        สายตาคมจ้องมองมาที่ผมอย่างเอาเรื่อง สายตาที่รู้สึกคุ้นเหมือนเคยเห็นที่ไหนเมื่อไม่นานมานี้ แต่ภาพจำเหล่านั้นมันช่างเลือนรางเหลือเกิน ทำไมหัวมันหนักขนาดนี้วะ ผมพยายามสะบัดหน้าให้ตัวเองตื่นแต่กลับไม่เป็นผล ทั้งมึนทั้งง่วงแล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป.... 

...................................................................... 

** SPECIAL PART **  

        “ เฮ้ยไอ้จานสี เอาน้ำส้มกูคืนมา ” 

        “ อย่างกได้ไหมวะ ไอ้ฟอร์จูนกูก็อยากกินเหมือนกัน ” 

        “ ไอ้อั่งเปามึงมาเล่นเกมส์กับกูนี่ มาเป็นคู่ซ้อมให้หน่อย ” 

        “ โห่ ไอ้ฟุยุกูเล่นทีไรก็แพ้มึงทุกที ” 

        เด็กหนุ่มที่แสนซนราวกับลูกลิงส่งเสียงอึกทึกดังไปทั่วบ้าน ทั้งที่เจ้าของบ้านเองก็มีลูกคนเดียว แต่ตอนนี้กลับได้ลูกชายเพิ่มมาอีกสามคน บ้านที่เคยเงียบสงบตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน 

        “ เด็กๆ... ไหนๆ วันนี้ก็สอบเสร็จแล้ว ใครอยากลองดูไพ่กับม๊าบ้างไหม เผื่อใครอยากจะรู้ว่าการฝึกงานจะผ่านไปได้ด้วยดีหรือเปล่า” 

        “ เอ่อ ผมขอบายดีกว่าครับม๊า ” เด็กหนุ่มตัวโตกล่าวกับแม่ของเพื่อนรัก 

        “ ม๊าก็รู้นี่ครับว่าไอ้ฟุยุมันไม่ชอบดูดวง ” ใบหน้าเรียวยื่นเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มที่ตัวเล็กกว่าพูดขึ้น 

        “ งั้นจานสีคงอยากดูใช่ไหมลูก ” ผู้เป็นแม่ยังพยายามอย่างไม่ลดละที่จะแสดงความสามารถพิเศษให้เพื่อนลูกชายดู 

        “ ไม่ละครับม๊า ผมเพิ่งดูไปเมื่อเทอมที่แล้วเอง ดูบ่อย ๆ มันไม่ดีไม่ใช่เหรอครับ ” จานสีพูด 

        “ มันก็จริงนะ ” หญิงวัยกลางคนบ่นพึมพำ 

        “ งั้นผมดูเองครับ! ผมเองก็อยากรู้ว่าการฝึกงานผมจะผ่านไปด้วยดีหรือเปล่า ” ร่างบางชูมือขึ้นพูด พร้อมกับรอยยิ้มกว้างรับกับใบหน้าที่สวยราวกับผู้หญิง 

        “ ได้สิจ้ะ อั่งเปา งั้นเราไปที่ห้องพิธีของม๊ากันเถอะจ้ะ ” หญิงสาวเอ่ยปากชวนเด็กๆ 

        “ แล้วมึงไม่ดูเหรอวะไอ้ฟอร์จูน ” ฟุยุถาม 

        “ ไม่อะ กูจะดูเมื่อไหร่ก็ได้ ให้ไอ้อั่งเปาก่อนเลย ” หนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักหันไปพูดกับเพื่อน 

        ขณะนี้ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ในห้องสำหรับดูไพ่ยิปซีโดยเฉพาะ บรรยากาศที่ดูแตกต่างกว่าทุกครั้ง เด็กๆสามารถรับรู้ถึงมันได้ ทำให้ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ 

        สำรับไพ่ถูกหยิบยื่นมาวางตรงหน้าเด็กหนุ่มหน้าสวย 

        “ สับไพ่สิจ้ะ อั่งเปา เสร็จแล้วก็ตัดไพ่ ” 

        “ กรรไกรล่ะครับ? ” 

        “ อั่งเปาจ้ะ อย่าเล่นมุกนี้จ้ะ หนูไม่ใช่ฟอร์จูนนะลูก ” 

        “ ฮ่าๆ ครับๆ ผมเห็นบรรยากาศมันดูเงียบเกินไปเลยคลายเครียดให้ทุกคนไงครับ ” 

        “ มุกนี้กูขอซื้อนะไอ้เปา ” เสียงฟุยุพูดแทรกขึ้นมาหยอกล้อเพื่อน 

ร่างบางสับไพ่ที่อยู่ในมือ แล้วตัดไพ่ เสร็จแล้วส่งคืนหน้าที่ให้แม่หมอ มือเรียวของแม่หมอค่อยๆ เกลี่ยไพ่ออก 

        “ เอาละ เลือกมาหนึ่งใบจ้ะ ” 

        เด็กหนุ่มหยิบไพ่จากกองมาหนึ่งใบส่งให้กับแม่หมอ 

        “ THE DEVIL !! มันหมายถึง ความหลงใหล ความมัวเมา ลูกกำลังหลงกล หลงใหล หรือติดกับของใครอยู่หรือเปล่า? ” 

        หนุ่มน้อยเริ่มหน้าซีด เพราะเห็นหน้าเจ้าแห่งปีศาจในไพ่ ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าตนต้องหยิบได้ไพ่ที่แย่มากแน่ๆ  

        “ โอ้ยม๊า ถ้ามันจะติดกับก็คงติดกับ วง The Trap แหละ ชื่อมันก็บอกอยู่ว่าเป็นกับดัก มันยังติ่งวงนี้ไม่เลิกเลย ” เสียงจานสีพูดหยอกเย้าเพื่อน 

        “ The Devil แปลว่า ปีศาจ การมาเยือนของไพ่ใบนี้ ไม่ได้มาในทิศทางที่ดีแน่ แต่บางครั้งก็ไม่ได้แปลว่าจะเลวร้ายเกินไป เพราะบางครั้งกับดักหรือหลุมพรางที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่หนูยินดีที่จะก้าวเข้าไปเองเสียด้วยซ้ำจริงไหมอั่งเปา ” หญิงวัยกลางคนกล่าวกับเพื่อนรักของลูกชาย 

        “ ครับม๊า ” 

        “ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับตัวหนูนะลูก จะทำอะไรให้คิดและตั้งสติให้ดี คิดให้รอบคอบเข้าใจไหม ” 

        “ ครับม๊า ผมจะจำไว้ครับ ” 

        บางครั้งปีศาจที่แสนน่ากลัวในรูปวาด กลับไม่น่ากลัวเท่าปีศาจที่มีตัวตนอยู่จริงในคราบของมนุษย์ แต่หนุ่มน้อยอั่งเปาผู้อ่อนโยนของเราจะต้องเจอกับปีศาจจริง ๆ หรือนี่ ! ! 

 

………………………………………………… 

ความคิดเห็น