หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ในสายตาเขา นางคือ ‘แมวป่าน้อย’ น่าเอ็นดูที่เขาปักใจแต่แรกพบ แต่หารู้ไม่ว่าเนื้อแท้ของนางคือ ‘แม่เสือสาว’ ตัวฉกาจที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บต่างหาก!

ตอนที่ 42 เสือสองตัวไม่สามารถอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันได้

ชื่อตอน : ตอนที่ 42 เสือสองตัวไม่สามารถอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันได้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 15:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 42 เสือสองตัวไม่สามารถอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันได้
แบบอักษร

 

ยาของอวี้เฟยเยียนเมื่อเข้าไปในปากก็ละลายทันที ละลายผสมกับน้ำลายของฉินไทเฮากลืนไหลลงคอไปนานแล้ว

อาเจียนอยู่นาน จนกระทั่งรังนกที่เพิ่งกินเข้าไปก็อาเจียนออกมาจนหมดแล้ว แต่ทว่าความเจ็บปวดภายในร่างของฉินไทเฮาก็ไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด แต่กลับยิ่งทรมานมากยิ่งขึ้น

“รีบไปตามท่านหมอเทวดาฮั่วมาเร็วเข้า...”

นับเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์โกลาหลขนาดนี้ขึ้นในวังแห่งนี้ นางไม่ได้อยากตายจริงๆ ! อดทนใช้ชีวิตในวังมาจนถึงบัดนี้ จนได้ดำรงตำแหน่งเป็นไทเฮา ยังลิ้มรสความสุขได้เพียงไม่กี่ปี จะยอมตายไปง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร!

“สายไปเสียแล้ว...”

อวี้เฟยเยียนไม่เป็นเดือดเป็นร้อน หากไม่จัดการให้เด็ดขาดในวันนี้ ฉินไทเฮาก็ไม่มีทางยอมถอย อีกฝ่ายเข้ามาหาเรื่องถึงที่ ก็จะต้องกำมัดให้แน่น แล้วสวนกลับไปอย่างแรง

“พิษนี้ท่านหมอเทวดาฮั่วก็ถอนพิษให้ไม่ได้!”

“เจ้า...” ฉินไทเฮาใช้นิ้วชี้ไปที่อวี้เฟยเยียน แววตาคล้ายกับคนโดนวางยา นางอยากจะด่าอวี้เฟยเยียนว่าช่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน แต่ทว่าคอกลับเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมากจนไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้

“อ้าๆ ๆ ๆ ...” ฉินไทเฮาใช้มือทั้งสองของตนกำไปที่คอจนแน่น พยายามที่จะอาเจียนออกมา ยิ่งทำให้นางหายใจได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น จนนางล้มลงกับพื้นเหมือนคนบ้าที่กำลังชักกระตุกอยู่

“อวี้เฟยเยียน เจ้าช่างกล้าดียิ่งนัก! เจ้าเอาอะไรให้ไทเฮากินกันแน่”

เมื่อลี่ผินได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถึงกับอึ้งไป นางอึ้งจนกระทั่งลืมเรียกคนเข้ามา

“ก็ยาพิษไงหล่ะ!”

อวี้เฟยเยียนยกไหล่ขึ้นไปมาและหัวเราะขึ้น

“หากไม่ป้อนยาพิษให้แก่นาง ก็เท่ากว่าไม่ได้ทำตามข้อหาสกปรกๆ ที่พวกท่านตั้งใจกล่าวหา!” อวี้เฟยเยียนแบมือออก บนฝ่ามือมีเม็ดยาลวดลายห้าสีอยู่ “ลี่ผินเหนียงเหนียง ท่านก็ควรกินสักหน่อย! หลังจากที่กินไป ท่านกับไทเฮาแม่ผัวลูกสะใภ้ทั้งสองจะได้เดินทางเป็นเพื่อนกันในปรโลก!”

“ไม่! ข้าไม่อยากกิน! ข้าไม่กิน!”

เมื่อลี่ผินเห็นอวี้เฟยเยียนยิ้มจนตาหยีถือยาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ  นางจึงตกใจและรีบถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว

ก่อนที่อวี้เฟยเยียนจะมา ฉินไทเฮาและลี่ผินได้คุยกันไว้แล้ว อาศัยโทษที่ทำการวางยา บังคับนางอีกครั้ง จะต้องขู่นางจนต้องจนมุมได้เป็นแน่

ตระกูลอวี้ล้มสลาย อวี้เฟยเยียนก็ไม่มีที่พึ่งพิง สตรีตัวเล็กๆ อย่างไรก็ทนรับการถูกขู่เข็ญไม่ได้ เมื่อมอบโทษวางยาปลงพระชนม์ให้กับนาง ก็จะสามารถควบคุมนางได้อย่างง่ายดาย ขี้คร้านอวี้เฟยเยียนจะยอมเชื่อฟังแต่โดยดี

แต่ทว่าพวกนางคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้!

ฉินไทเฮาต้องตกอยู่ในสภาพเป็นตายเท่ากัน ลี่ผินต้องมาเสียที่พึ่งสำคัญไปอย่างกะทันหัน ถูกอวี้เฟยเยียนบังคับจนต้องจนมุม

“อวี้เฟยเยียน เจ้าอย่าเข้ามา!”

ขณะที่สับสนอยู่นั้น เมื่อลี่ผินเห็นภาชนะใส่เหล้าที่ทำจากแก้ววางอยู่บนโต๊ะ เมื่อนึกถึงคำที่ฉินไทเฮาพูดไว้ “แผนสำรอง” นางเบิกตาขึ้น แล้วรีบวิ่งไปที่โต๊ะ หยิบภาชนะใส่เหล้าที่ทำจากแก้วนั้นเขวี่ยงให้แตกลงบนพื้น

“เพล้ง...”

ภาชนะใส่เหล้าที่ทำจากแก้วหลากสีตกแตกจนเหลือเพียงเศษเสี้ยว เกิดเสียงตกกระทบกับพื้นอย่างดัง เสียงก้องกังวานไปไกล ภาชนะใส่เหล้าที่ทำจากแก้วหลากสีเป็นความคิดของโจวเลี่ย มันคือสัญญาณนัดหมายที่ทำขึ้นระหว่างฉินไทเฮากับตัวของเขาเอง

“อวี้เฟยเยียน ครานี้เจ้าจบเห่แน่! ตระกูลอวี้จบเห่แน่! ฮ่าฮ่าฮ่า!”

เมื่ิอตั้งสติได้ ลี่ผินก็เอามือไปจับที่โต๊ะเพื่อพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น หลังจากนั้นก็หัวเราะไม่หยุด

ผู้ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งก็ต้องตาย!

นี่เป็นคำพูดของฉินไทเฮา

เมื่อนึกได้ว่าอวี้เฟยเยียนบังคับตนจนต้องตกอยู่ในสถานะที่ลำบากขนาดไหน ลี่ผินแทบจะทนไม่ไหวที่จะรอให้โจวเลี่ยรีบมาที่นี่โดยเร็ว เพื่อมาฆ่าเจ้าคนชั้นต่ำคนนี้ทิ้งเสีย

นี่เป็นการ...ขอความช่วยเหลือหรือ ที่แท้ก็มีแผนสำรองนี่เอง

อวี้เฟยเยียนหรี่ตาลงยังไม่ทันได้กระทำสิ่งใด ที่ประตูใหญ่ก็มีคนบุกเข้ามา โจวเลี่ยที่ใส่ชุดเกราะถือดาบต่อสู้ยืนอยู่หน้าประตู

“เวยหย่วนกง ท่านมาก็ดี!” เมื่อเห็นโจวเลี่ยมาถึงรวดเร็วเพียงนี้ ลี่ผินก็ดีอกดีใจยกใหญ่ “อวี้เฟยเยียนวางยาหมายจะคร่าชีวิตไทเฮา ท่านรีบสังหารนางเร็วเข้า!”

อวี้เฟยเยียนไม่เคยรู้จักโจวเลี่ยมาก่อน แต่นางเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขามาบ้าง

โจวเลี่ยแห่งเวยหย่วนกง ผู้มีพลังยุทธ์ระดับจอมเทวาคนเดียวของแคว้นต้าโจว เป็นผู้ที่มีศาสตร์การต่อสู้ชั้นสูงที่สุดในแคว้นต้าโจว เทียบชั้นพลังยุทธ์ได้กับหูซาแห่งแคว้นฉินจื้อ

ในสมัยที่ให้ความยกย่องพลังยุทธ์ระดับจอมเทวาเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้ ผู้ที่มีพลังยุทธ์ระดับจอมเทวาชั้นสูงถือว่าเป็นตัวแทนแสดงถึงกำลังความสามารถของแคว้น

แต่ก่อนแคว้นต้าโจวไม่มีคนที่มีพลังยุทธ์ระดับจอมเทวา ต้องถูกแคว้นฉินจื้อรังแกข่มเหงมาโดยตลอด จำต้องส่งตัวองค์หญิงไปแต่งงานเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ส่งองค์ชายไปเป็นตัวประกัน เพื่อแลกกับความสงบสุข ต่อมาเมื่อโจวเลี่ยได้มีพลังยุทธ์ระดับจอมเทวา แคว้นต้าโจวจึงนับได้ว่าสามารถเป็นเอกภาพได้อย่างภาคภูมิ

ตำแหน่งของโจวเลี่ยในแคว้นต้าโจว เขาเสมือนกับเป็นสมบัติของชาติ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำอะไรเลย มีพลังยุทธ์ระดับจอมเทวาเช่นนี้อยู่ที่แคว้นต้าโจว แคว้นอื่นก็ไม่กล้าเข้ามารุกรานแล้ว

ฉินไทเฮาสามารถเชิญโจวเลี่ยมาได้ ทำให้อวี้เฟยเยียนตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง

ผู้มีพลังยุทธ์ระดับจอมเทวา ไม่ควรยุ่งกับเรื่องทางโลกมิใช่หรือ

โจวเลี่ยรู้ถึงแผนการของฉินไทเฮามานานแล้ว เมื่อเห็นฉินไทเฮาไม่รอช้าล้มลงไปนอนกองอยู่ที่พื้น เขาก็รู้ว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของนาง

“อวี้เฟยเยียน เจ้าวางยาหมายจะเอาชีวิตฉินไทเฮา สมควรต้องโทษขนานใด!” เสียงของโจวเลี่ยดังแผ่ไปถึงทุกมุมของเมือง สิ่งที่เขาทำนั้นทำให้อวี้เฟยเยียนมั่นใจว่าโจวเลี่ยต้องเป็นคนที่ฉินไทเฮาขอร้องให้มาช่วยเหลือนางอย่างแน่นอน

โดยปกติแล้วหากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับฉินไทเฮา โจวเลี่ยควรรีบเรียกหมอหลวงเข้ามาดูอาการของไทเฮา แต่นี่เขากลับไม่ถามเอะไรจากฉินไทเฮาเลยสักนิด เหล่านี้ก็อธิบายได้อย่างชัดเจนว่าเขารู้เหตุการณ์ทุกอย่างอยู่แล้ว

ดูเหมือนว่าในครานี้ฉินไทเฮาใจแข็ง หากตนไม่ยอมเข้าพิธีสมรสกับซย่าโหวหนาน จะต้องถูกนางถอนรากถอนโคนทิ้งแน่

ฉินไทเฮาต้องเชื่อว่าตนมีโชคชะตาดุจหงส์ จนเกิดเป็นความคิดว่าหากไม่ได้เป็นของตนก็สังหารทิ้งเสียดีกว่า

นางหงส์คืออะไรกันแน่ อวี้เฟยเยียนเองยังไม่เข้าใจ

เพียงเพราะต้องการจัดการกับสตรีตัวเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามอย่างตน ฉินไทเฮาถึงขนาดต้องเชิญผู้มีพลังยุทธ์ระดับจอมเทวาอย่างโจวเลี่ยมา ช่างลงทุนยิ่งนัก นางช่างให้ค่ากับตนมากเกินไปแล้ว! อวี้เฟยเยียนหัวเราะเยาะขึ้น

ในเมื่อเจ้าต้องการบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหาใส่ความข้านัก ก็มาดูว่าใครจะเก่งกาจกว่ากัน!

เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวี้เฟยเยียนจึงเลิกคิ้วขึ้น

“หวังจะใส่ร้ายกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ชัดๆ  !”

“เวยหย่วนกง ท่านก็อายุปูนนี้แล้ว เป็นคนที่มีบุตรมีหลานมากมาย แต่กลับมาซ่อนตัวอยู่ในห้องบรรทมของไทเฮา ไม่ใช่ว่าท่านได้ทำเรื่องที่มิบังควรไปเสียแล้วหรือ! บัดนี้เมื่อถูกข้าจับได้ ท่านก็รีบจะฆ่าปิดปากเสียแล้ว นี่ไม่เรียกว่าช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดหรือ!”

เสียงนุ่มๆ ของอวี้เฟยเยียน ไม่ได้ส่งเสียงก้องกังวานแต่อย่างใด แต่กลับมีพลังเฉกเช่นคำพูดของโจวเลี่ย สามารถครอบคลุมไปทั่วทุกตรอกทุกซอยของเมือง

โจวเลี่ยทำเตรียมการมาอย่างดี คาดไม่ถึงว่าอวี้เฟยเยียนจะเอาคืนตนได้เช่นนี้

คำพูดของนาง มีทั้งจริงทั้งหลอก ครุมเครือ ทำให้คนฟังคิดไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ลับที่ถูกปิดบังไว้ นี่เรียกว่าสาดน้ำโคลน! คือการทำให้ตั้งใจทำให้เสื่อมเสีย!

“อวี้เฟยเยียน เลิกพูดจาไร้สาระ!”

ถึงแม้ว่าโจวเลี่ยจะเก่งวิชาการต่อสุู้มากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เคยถูกใครกล่าวหามาก่อน บัดนี้พอถูกอวี้เฟยเยียนต้อนจนต้องจนมุม หน้าของเขาก็แดงขึ้นด้วยความโกรธ ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี

“ข้าพูดจริงหรือเท็จ ท่านผู้เฒ่าย่อมรู้อยู่แก่ใจ หากไม่มีอะไรเหตุใดท่านต้องหน้าแดงขนาดนี้ ท่านวางใจเถิด ความสัมพันธ์ยามราตรีนั้นสวยงาม! ถึงท่านจะมีอะไรกัน ข้าก็พร้อมที่จะสนับสนุน! ข้าจะไม่พูดออกไปหรอก!”

เรื่องน่าอายเช่นนี้ เมื่อถูกอวี้เฟยเยียนเปิดเผยออกมา โจวเลยทั้งอายทั้งโมโห

นางประกาศให้คนรู้จนทั่วขนาดนี้ ยังจะมาพูดว่าจะไม่บอกใครอีก

คำพูดเหล่านี้ คนทั้งเมืองได้ยินกันหมด ถึงแม้ว่าโจวเลี่ยกับฉินไทเฮาจะไม่มีอะไรกัน แต่ก็ห้ามคนไม่ให้สาระแนและคิดจินตนาการไปเองไม่ได้ ครานี้ เขาอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหนแล้ว

“ข้าประเมินเจ้าต่ำไปแล้ว!”

เมื่อเกรงว่าอวี้เฟยเยียนจะพูดอะไรที่ทำให้ตนต้องอับอายขึ้นมาอีก โจวเลี่ยก็เก็บอาวุธ ยืนมองไปที่หญิงสาวที่สวมใส่ชุดสีขาว

เมื่อยังอยู่ในช่วงเวลาของการไว้ทุกข์ อวี้เฟยเยียนแต่งกายเรียบๆ  บนศีรษะมีเพียงไข่มุกรูปดอกไม้ปักอยู่เท่านั้น ไม่มีการแต่งหน้าแต่งตาแต่อย่างใด เหมือนกับว่านางรู้สถานการณ์ของตนเองเป็นอย่างดี ไม่โวยวาย สงบนิ่ง คนอายุน้อยแต่กลับรู้จักวางตัวเช่นนี้ ช่างเป็นที่น่านับถือยิ่งนัก

“พลังยุทธ์ระดับราชันในวัยเพียงสิบห้าปี ช่างเป็นคนรุ่นใหม่ที่สามารถเอาชนะคนรุ่นก่อนได้เสียจริง!”

แววตามาดมั่นของโจวเลี่ย ในใจแอบคิดอิจฉาอวี้จิงเหลยที่มีหลานที่ดีเลิศเช่นนี้

“ท่านผู้เฒ่า ข้าอายุเพียงสิบสี่” รอยยิ้มของอวี้เฟยเยียนเหมือนกับดอกท้อในฤดูใบไม้ผลิ งดงามดึงดูดใจคน

“ไม่ว่าเจ้าจะอายุเท่าใด นับแต่บัดนี้เป็นต้นไปเจ้าจะกลายเป็นประวัติศาสตร์”

โจวเลี่ยชักดาบจันทราขึ้นกวัดแกว่งไปมา หากกล่าวว่าแต่เดิมเขาเลือกที่จะช่วยฉินไทเฮาตามคำสาบานที่เคยให้ไว้ มาบัดนี้การที่เขาลงมือส่วนหนึ่งมาจากความต้องการส่วนตัวของเขาเอง

บนแผ่นดินผืนนี้ไม่มีผู้มีพลังยุทธ์ระดับอู่หวังในวัยเพียงสิบสี่ปี การปรากฏตัวของอวี้เฟยเยียนทำให้โจวเลี่ยเกิดความกดดันและถูกคุกคามอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน

เสือสองตัวไม่สามารถอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันได้! ต้องสังหารนางเสียก่อนที่นางจะเติบใหญ่!

ความคิดเห็น