หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

คิดส่งนางมายังที่ทุรกันดารเพื่อหวังจะกำจัดหรือ? หึ คิดผิดเสียแล้ว เพราะนางจะทำให้เห็นเองว่า นางจะทวงคืนทุกอย่างกลับมาอย่างไร!

ตอนที่ 42 ข่าวคราวของโอวหยางไน่

ชื่อตอน : ตอนที่ 42 ข่าวคราวของโอวหยางไน่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 15:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 42 ข่าวคราวของโอวหยางไน่
แบบอักษร

 

เสิ่นเวยเม้มปากแน่น สาวเท้าเข้าไปในห้อง "คุณหนู" บนเตียงยังมีอีกคนนอนอยู่ พยายามจะลุกขึ้นมา 

เสิ่นเวยรีบเดินมากดเขาไว้ "เอาล่ะ เจ้านอนไปเถอะ" พลางลากเก้าอี้เพียงตัวเดียวในห้องมานั่ง สายตามองไปเห็นถ้วยยาบนโต๊ะพอดี ประกายบางอย่างฉายแวบขึ้นในดวงตา 

"คุณหนู ท่านพักก่อนเถอะขอรับ ครั้งนี้พวกบ่าวทำงานพลาด ทำให้คุณหนูผิดหวัง รอเมื่อช่วยพี่โอวหยางไน่ออกมาได้แล้ว พวกข้าน้อยจะยอมรับโทษกับคุณหนู จะทุบตีจะลงโทษ ข้าน้อยจะไม่ปริปากบ่น" ด้วยความช่วยเหลือของพวกพ้อง กัวซวี่ลุกขึ้นนั่งบนเตียง แต่ลุกลงจากเตียงไม่ไหวจริงๆ จำต้องเอนพิงกับหัวเตียง 

"โอวหยางไน่อยู่ที่ใด ถูกใครจับตัวไปที่ไหน" เมื่อครู่เสิ่นเวยพอจะคาดเดาได้แล้วว่าเกิดเรื่องกับโอวหยางไน่ ในตอนนี้จึงไม่ได้ตกใจอะไร 

เมื่อเห็นกัวซวี่ส่ายหน้า คนอื่นๆ ก็ส่ายหน้าเช่นกัน "ไม่ทราบขอรับ"  

เมื่อกล่าวจบก็ยิ่งรู้สึกละอายใจ เป็นเพราะพวกเขาประมาทเกินไป นับตั้งแต่ปราบกลุ่มโจรบนสันเขาเฟยหลวนได้พวกเขาก็หยิ่งผยองขึ้นมาก เหิมเกริมจนไม่เจียมตัวเองว่ามีกำลังน้อยกว่า บุ่มบ่ามคุ้มกันสินค้าไปหาศัตรูถึงที่ เมื่อเป็นเช่นนี้งานจึงพังไม่เป็นท่า หากไม่ใช่เพราะพี่โอวหยางยอมสู้ตาย พวกเขาทั้งหมดคงตกอยู่ในกำมืออีกฝ่ายไปนานแล้ว 

"อะไรที่เรียกว่าไม่รู้" เสิ่นเวยโกรธจนคลี่ยิ้มออกมา 

"คุณหนู พวกบ่าวก็ไม่ทราบว่าพี่โอวหยางถูกจับตัวไปที่ใด แม้แต่เขาเป็นตายอย่างไรก็ไม่ทราบขอรับ" เสี่ยวปาสอดปากขึ้น  

"โอวหยางไน่ถูกจับตัวไปเมื่อใด" เสิ่นเวยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บอกตัวเองว่าไม่โกรธ 

"หนึ่งเดือนแล้วขอรับ" 

"ก็หมายความว่าครึ่งเดือนหลังจากที่พวกเจ้ามาถึงจวนเซวียนหมิง เพราะสินค้าเหล่านั้นหรือ" เด็กสาวเอ่ยถาม 

กัวซวี่พยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้าในเวลาต่อมา “ระหว่างทางภูเขาถล่มลงมาปิดทาง ทำให้ต้องเสียเวลาเดินอ้อมอยู่หลายวัน พวกบ่าวมาถึงจวนเซวียนหมิงเมื่อหนึ่งเดือนก่อน...” 

“นี่ก็หมายความว่าพวกเจ้าเพิ่งมาถึงจวนเซวียนหมิงก็ไปตามหาผู้รับสินค้าเดี๋ยวนั้นเลย ไม่ได้สืบข่าวคราวก่อน? คิดไม่ถึงว่าโอวหยางไน่จะเห็นด้วยที่พวกเจ้าทำเช่นนี้? เขาก็โง่ปานนั้น?” เสิ่นเวยแทบจะร้องไห้เพราะความโง่เขลาของคนกลุ่มนี้ หรือว่านางมองโอวหยางไน่ผิดไป เขาเป็นแค่ชายผู้กล้าหาญเกรียงไกรที่รู้จักใช้แค่กำลังแต่ไร้สมอง? 

“พี่โอวหยางไม่ได้เห็นด้วยขอรับ แต่พวกบ่าว...” ท่ามกลางสายตาเดือดดาลของเสิ่นเวย เสียงของกัวซวี่ยิ่งเบาลงทุกที ศีรษะก็ก้มต่ำลงตามไปด้วย 

“เพราะพวกเขาคิดว่าวรยุทธ์ของตัวเองแข็งแกร่งมาก มีความสามารถไร้ขีดจำกัด แม้แต่พวกโจรป่าก็สามารถโค่นล้มได้อย่างราบคาบ ไปที่ใดก็ไร้ศัตรู จึงได้ทำงานกันอย่างนี้?” เสิ่นเวยพูดแทนเขาทั้งหมด นางคลี่ยิ้มเย็น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “พวกเจ้าเชิดหน้าหยิ่งผยองได้หรือ? โจรป่าเหล่านั้น พวกเจ้าเป็นคนจัดการหรือ เหตุใดจึงไม่ลองคิดดูบ้างว่าหากข้าไม่พาเถาฮวาไปกำจัดพวกมันเสียครึ่งหนึ่งก่อน และทำให้อีกครึ่งหนึ่งบาดเจ็บ อาศัยแค่พวกเจ้าไม่กี่สิบคนจะรับมือกับศัตรูหลายร้อยคนได้หรือ? แม้แต่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญก็ไม่ใช่!” 

น้ำเสียงของเสิ่นเวยเกลื่อนไปด้วยความดุดัน มันกระแทกใส่หัวใจของทุกคน 

ใช่แล้ว เป็นอย่างที่คุณหนูกล่าว เพราะความหยิ่งผยองของพวกเขาที่ทำลายตัวเอง ยิ่งกว่านั้นคือทำลายพี่โอวหยาง 

เสิ่นเวยเดือดดาลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็เข้าใจดีว่าโกรธไปตอนนี้ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยว่า “เรื่องเหล่านี้ไว้ค่อยพูดกัน กัวซวี่เจ้าเล่าเรื่องทั้งหมดมาให้ละเอียด” 

ในใจนึกขอบคุณตัวเองที่ฉุกคิดขึ้นมา หากนางไม่เดินทางมาที่นี่ สิบคนนี้ที่มีคนที่ท่านปู่มอบให้นางรวมอยู่ด้วยเจ็ดคนคงจะไม่ได้กลับไป อยู่ๆ นางก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นที่พึ่งในยามยากไปเสียแล้ว ช่วยคนนี้เสร็จก็ต้องไปช่วยคนนั้นต่อ! 

ตามคำบอกเล่าของกัวซวี่ เสิ่นเวยจึงได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อหนึ่งเดือนก่อน กลุ่มของโอวหยางไน่เดินทางมาถึงจวนเซวียนหมิง หลังจากที่หาโรงเตี๊ยมพักผ่อนแล้ว วันต่อมาก็นำเกลือเถื่อนสามคันรถไปยังสถานที่นัดหมาย เดิมทีชายหนุ่มไม่เห็นด้วยที่จะไปที่นั่นในทันที เขามีนิสัยรอบคอบ คิดว่าควรสืบข่าวคราวดูก่อนแล้วค่อยวางแผนว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป 

แต่น่าเสียดายที่ทุกคนไม่ยอมรอ ระหว่างทางพวกเขาใช้เวลาเดินทางหนึ่งเดือนกว่าแล้ว ทุกคนอยากทำงานนี้ให้สำเร็จโดยเร็วจะได้กลับบ้านเสียที และก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ก็ได้ปราบโจรป่ากลุ่มหนึ่งได้ แล้วจะเห็นคนขายเกลือเถื่อนเล็กๆ อยู่ในสายตาได้อย่างไร 

โอวหยางไน่ค้านทุกคนไม่ได้ จึงตัดสินใจทำเช่นนี้ 

เมื่อพวกเขามาดูสถานที่ส่งมอบสินค้าก็พบว่าเป็นร้านขายโลงศพคนงานหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยุ่ง เห็นมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำหลายคนมาที่ร้านก็รู้สึกแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง 

โอวหยางไน่บอกจุดประสงค์ที่มาเยือน ในคราวแรกคนงานหนุ่มบอกว่าเข้าใจผิด เถ้าแก่ของพวกเขาไม่เคยบอกเรื่องนี้มาก่อน แต่ในสัญญาบอกว่าเป็นที่นี่ สุดท้ายคนงานหนุ่มจึงเรียกคนดูแลร้านออกมา 

คนดูแลร้านอายุประมาณสี่สิบปี ดูแล้วจิตใจดี เมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากคนงานหนุ่ม จึงเชิญพวกเขาเข้าไปดื่มชาอย่างมีมารยาท บอกว่านี่เป็นสินค้าที่เถ้าแก่ของพวกเขาจ้างวานให้ช่วยคุ้มกันให้จริงๆ จึงจ่ายเงินให้พวกเขาอย่างใจกว้าง ทั้งยังเพิ่มให้อีกสิบตำลึงถือว่าเป็นค่าลำบาก 

โอวหยางไน่จะมอบสินค้าให้อีกฝ่ายง่ายๆ ได้อย่างไร เขาบอกอีกฝ่ายไปว่าจะส่งมอบสินค้าต่อหน้าเจ้าของร้าน คนดูแลร้านจึงบอกว่าเถ้าแก่ออกไปแล้ว จะกลับมาพรุ่งนี้ 

พวกโอวหยางไน่หารือกัน คิดว่าแค่รอเพิ่มอีกหนึ่งวันเท่านั้น จึงบอกไปว่าจะมามอบสินค้าให้พรุ่งนี้ 

คนดูแลร้านก็ไม่คัดค้าน ทั้งยังชื่นชมด้วยว่าสำนักคุ้มกันของพวกเขาให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบ คนผู้นั้นส่งพวกเขากลับไป 

พวกเขาคิดจะล่อเจ้าของร้านที่บงการอยู่เบื้องหลังออกมา ไม่ได้เฉลียวใจสักนิดว่าอีกฝ่ายกำลังมุ่งร้ายต่อพวกเขา  

ในคืนนั้นเรือนรับรองหลังเล็กที่พวกโอวหยางไน่พักมีคนชุดดำปิดบังใบหน้ายี่สิบกว่าคน โชคดีที่โอวหยางไน่ไม่วางใจจึงออกมาตรวจดูสินค้า ทำให้เห็นอีกฝ่ายเข้าโดยบังเอิญ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงถูกฆ่าปิดปากทั้งๆ ที่นอนหลับอยู่ 

โอวหยางไน่มีกำลังคนแค่สิบคนเท่านั้น ในขณะที่อีกฝ่ายมีมากกว่า ทั้งหมดด้วยเป็นมือดีที่มีวรยุทธ์สูงส่ง เพียงไม่นานพวกโอวหยางไน่ก็ตกเป็นรอง เขาบาดเจ็บไปทั้งตัว โอวหยางไน่เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีจึงให้ทุกคนรีบหนีไป แต่สายไปเสียแล้ว เดิมทีคนชุดดำได้รับคำสั่งให้มาปิดปาก แล้วจะปล่อยให้พวกเขาหนีไปได้อย่างไร 

 คนชุดดำยี่สิบกว่าคนล้อมพวกเขาไว้ตรงกลาง นอกจากโอวหยางไน่ คนอื่นๆ ก็เริ่มต้านไว้ไม่ไหวโดยเฉพาะกัวซวี่เพื่อช่วยเสี่ยวปา หน้าอกของเขาถูกแทงทะลุ โอวหยางไน่ร้อนรนจนดวงตาแดงก่ำ ตะโกนบอกพวกพ้องให้หนี ทั้งยังพยายามใช้หอกยาวเปิดทางให้พวกเขา 

“พวกเราจึงหนีออกออกมาทั้งอย่างนั้น แต่พี่โอวหยางกลับถูกจับตัวไป สินค้าถูกทิ้งไว้ในโรงเตี๊ยม พวกเขาไม่กลับไปเอามา เงินที่ที่พวกเขาพกติดตัวก็มีอยู่จำกัดนำมารวมกันก็ยังพอเช่าบ้านหลังนี่ได้ นอกจากพี่อู๋เอ้อร์ คนอื่นๆ ต่างบาดเจ็บ ซื้อยารักษาบาดแผลล้วนต้องใช้เงิน และไม่กล้าออกไปหาหมอด้วย โชคดีที่ทุกคนร่างกายแข็งแรง ตอนที่อยู่ในกองทัพก็มักจะได้รับบาดเจ็บ พวกเขาจึงพอช่วยเหลือตัวเองได้ ในขณะที่กัวซวี่บาดเจ็บสาหัส ทำให้สลบไปหลายวันจึงจะฟื้นขึ้นมา ทั้งหมดต้องโทษข้า พี่กัวซวี่ต้องบาดเจ็บเพราะช่วยข้า ต้องโทษที่ข้าไม่ตั้งใจฝึกวรยุทธ์ เป็นตัวถ่วงของพวกพี่ใหญ่” เด็กหนุ่มเจ้าของนามว่าเสี่ยวปาพูดพลางก้มหน้าปาดน้ำตา ถ้าหากช่วยพี่โอวหยางกลับมาไม่ได้ เขาจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิต 

“ภายหลังพวกเราก็เคยไปสืบข่าว แต่ร้านโลงศพนั่นปิดร้าน พวกเราไม่กล้าบุกเข้าไป ยิ่งไม่กล้าสืบอะไรทั้งนั้น กลัวว่าจะถูกซุ่มโจมตี โรงเตี๊ยมแห่งนั้นยังคงเปิดอยู่ ทุกวันมีคนเข้าออก ราวกับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ถึงแม้มองไม่ออกว่าบนถนนเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่พวกเราพบว่าดูเหมือนคนลาดตระเวนมีมากขึ้น พวกเรายิ่งไม่กล้าเคลื่อนไหว หลายวันมานี้ทุกวันอู๋เอ้อร์จะออกไปดูลาดเลา คิดว่าอาจจะได้รับข่าวคราวของพี่โอวหยาง พวกเราก็อยากส่งข่าวกลับไป แต่หนึ่งคือไม่มีหนทาง สองคือไม่มีเงินในมือ เมื่อห้าวันก่อนเงินที่มีติดตัวพวกเราก็จ่ายไปเกือบหมดแล้ว แม้แต่เงินจะซื้อข้าวก็แทบไม่มี แล้วจะมีเงินไปซื้อยาได้อย่างไร วันนี้อู๋เอ้อร์ดูว่าจะปะปนกับผู้คนออกนอกเมือง ไปขุดสมุนไพรได้บ้างหรือไม่” กัวซวี่กล่าวเพิ่มเติม 

เสิ่นเวยพยักหน้า นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงสั่งความไปว่า “จางสง อีกเดี๋ยวเจ้าออกไปข้างนอก ดูว่าจะเช่าบ้านสักหลังได้หรือไม่ ไม่ต้องหาหลังที่ใหญ่มาก แค่เพียงพอสำหรับพักอาศัย ที่สำคัญคือต้องสะอาดและเงียบสงบ ทางที่ดีหาหลังที่ไม่สะดุดตา” เสิ่นเวยบอกเงื่อนไข เรือนหลังนี้เล็กและผุพังเกินไป ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ไม่เพียงพอสำหรับพักอาศัย แต่ยังสะดุดตามาก “อู๋เอ้อร์ เจ้าก็ไปด้วย ซื้อหาอาหารกับเสื้อผ้าและซื้อยารักษาแผลมาด้วย จำไว้ว่าต้องแยกกันไปซื้อ” 

จางสงและอู๋เอ้อร์รับคำก่อนจะออกไป เสิ่นเวยเบนสายตามาตกที่คนอื่นๆ ในห้อง เห็นทุกคนมีสภาพจิตใจดีขึ้นบ้างแล้วจึงเอ่ยว่า “พวกเรามีคนมากเกินไป พักอยู่ด้วยกันจะสะดุดตาเกินไป พวกเจ้าก็พักอยู่ที่นี่ต่อไป กัวซวี่ ข้าต้องพาไปด้วย เขาบาดเจ็บสาหัสมากต้องหาหมอมาดูอากาศ เสี่ยวปาก็จะไปด้วย ให้เจ้าคอยดูแลกัวซวี่” 

เมื่อเห็นเสี่ยวปาพยักหน้าไม่หยุด เสิ่นเวยจึงกล่าวต่อไปว่า “สิ่งที่ต้องรีบทำในตอนนี้คือให้พวกเจ้ารักษาอาการบาดเจ็บ ข้าจะให้อู๋เอ้อร์อยู่ที่นี่ ไม่มีเรื่องอะไร พวกเจ้าก็ไม่ต้องออกไป หากมีเรื่องอะไรให้อู๋เอ้อร์มาหาจางสง ส่วนอาจารย์โอวหยาง พวกเจ้าวางใจเถอะ ข้าจะต้องคิดหาวิธีสืบหาตัวเขาได้แน่” 

“คุณหนู จริงหรือขอรับ? จะหาตัวพี่โอวหยางได้จริงหรือขอรับ” ทุกคนต่างตื่นเต้น หลังจากได้รับการยืนยันจากเสิ่นเวยก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แม้แต่กัวซวี่ก็เผยรอยยิ้มซีดเซียว 

“คุณหนู บ่าวต้มน้ำร้อนไว้แล้ว ท่านต้องการอาบน้ำหรือไม่เจ้าคะ” เยวี่ยจี้ก้าวเข้ามา ทักทายทุกคนอย่างเป็นมิตร 

เสิ่นเวยโบกมือ แม้แต่ห้องจะพักก็ไม่มีแล้วจะอาบน้ำได้อย่างไร นึกถึงว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้ว “ข้าจำได้ว่าบนรถม้ายังมีอาหารแห้งเหลืออยู่ไม่น้อย เจ้าไปนำมาต้มให้ทุกคนรองท้องก่อน ตอนนี้กำลังต้มน้ำร้อนพอดี ทุกคนฝืนกินไปก่อนก็แล้วกัน” 

ตอนบ่ายจางสงก็กลับมา บอกว่าเช่าบ้านแล้ว อยู่ทางตะวันออกของเมือง ผู้คนที่พักอาศัยอยู่ที่นั่นล้วนเป็นคนมีเงิน เขาเลือกที่พักบนถนนเส้นนั้นเพราะเป็นที่พำนักของพ่อค้าจากเมืองอื่น ปกติมักจะปิดบ้านเงียบ น้อยมากที่จะติดต่อสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เสิ่นเวยพอใจมาก ในคืนนี้ก็พาพรรคพวกสามสี่คนย้ายไปที่บ้านเช่าทางตะวันตกของเมือง 

 

 

ความคิดเห็น