facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 13.นักโทษ

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 25.1k

ความคิดเห็น : 112

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 12:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
13.นักโทษ
แบบอักษร

13.นักโทษ 

  

               เสียงสายน้ำจากลำธารที่ไหลรินผสานกับความเย็นจากผืนป่าทำให้แก้วเจ้าจอมที่ยังมีอาการเมาค้างอยู่สดชื่นขึ้นมาไม่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจะได้ไปที่ป่าหิ่งห้อยในเวลากลางวัน พอใกล้จะถึงก็เริ่มได้กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าอบอวลไปทั่ว จากตอนกลางคืนที่เคยได้เห็นแต่หิ่งห้อย แต่เช้าตรู่แบบนี้เธอกลับได้เห็นฝูงผีเสื้อตัวเล็กๆ อยู่หลายกลุ่มรวมถึงแมลงภู่ผึ้ง สายลมที่พัดเอื่อยๆ พาเอาหยาดน้ำค้างร่วงพรูลงมาจากยอดไม้ เสียงนกป่าและค่างชะนีร้องมาแต่ไกลจากส่วนลึกของผืนป่าเบื้องหน้า ได้มาเห็น ได้ยินและได้สัมผัสแล้วแก้วเจ้าจอมก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยนัก เธอคุ้นเคยกับผืนป่าราวกับผืนป่าเป็นเสมือนบ้านเกิดของเธอ 

               “ว่าไง กินดินโป่งอยู่ล่ะสิ” ระหว่างที่เดินเข้าสู่ป่าหิ่งห้อยเธอก็กล่าวทักทายฝูงผีเสื้อตัวเล็กๆ สีฟ้าสดใสที่กำลังเกาะกลุ่มกันอยู่ตามพื้นดินใกล้ๆ กับลำธาร ซึ่งการที่มีฝูงผีเสื้อมาเกาะอยู่ตามพื้นดินแบบนี้ก็เป็นเพราะพวกมันกำลังกินดินโป่ง โดยดินโป่งนั้นนับว่าเป็นแหล่งอาหารรวมแร่ธาตุต่างๆ เอาไว้อย่างมากมาย 

               “อุ๊ย มีรอยเท้ากวางด้วย อันนี้รอยเท้าแม่กวาง อันนั้นเป็นรอยเท้าลูกกวาง เท้าเล็กจิ๋วจุ๋มจิ๋มดีจัง” เธอพูดอยู่คนเดียวขณะสำรวจดูรอยเท้ากวางอย่างสนใจโดยมีผู้หมวดเผ่าเทพได้แต่ขมวดคิ้วมองตามอย่างแปลกใจ นี่เธอรู้จักดินโป่งด้วยหรอ ดูรอยเท้าสัตว์ก็เป็นอีก แยกออกด้วยว่ารอยเท้าไหนเป็นของแม่กวาง รอยไหนเป็นของลูกกวาง จะว่าผู้กองพนาสอนให้ก็ไม่น่าใช่ 

               “นั่นมัน...นกชนหินนี่” คราวนี้เธอดูตื่นเต้นยิ่งกว่าได้เห็นฝูงผีเสื้อกับรอยเท้ากวางเสียอีกเมื่อมีนกตัวหนึ่งบินข้ามศีรษะไปเกาะอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ด้านหน้า ลำตัวของมันเป็นสีน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีขาว หางยาวสีขาวมีแถบสีดำพาดขวางเอาไว้ ปากสั้นสีแดงคล้ำและจะงอยปากเป็นสีเหลือง “ของแบบนี้ไม่ได้หาดูได้ง่ายๆ เลยนะเนี่ย” 

               “คุณแก้วรู้จักเจ้านกนี่ด้วยหรอครับ” ถึงจะเป็นตำรวจหน่วยรบพิเศษ ชำนาญการสู้รบทั้งในป่าและในเมือง ฝึกการใช้ชีวิตอยู่ในป่ามาก็มากแต่ก็ใช่ว่าเขาจะรู้จักสัตว์ป่าหมดทุกชนิด ผู้หมวดเผ่าเทพไม่แน่ใจว่าที่แก้วเจ้าจอมรู้จักสัตว์ป่าพวกนี้นั้นเธอรู้จักจริงๆ หรือพูดมั่วขึ้นมาตามประสาคนเมาค้าง 

               “รู้จักสิคะ” แก้วเจ้าจอมพยักหน้ารับ “นกชนหินเป็นนกเงือกชนิดหนึ่ง ส่วนมากจะอาศัยอยู่ที่มาเลเซีย เกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียวแล้วก็ทางตอนใต้ของไทยตั้งแต่เทือกเขาตะนาวศรีลงมา เป็นสายพันธุ์ที่เก่าแก่ถึงสี่สิบห้าล้านปีเลยนะคะ” 

               “แปลก” 

               “เป็นนกหาเจอยากค่ะเลยแปลก” แก้วเจ้าจอมตอบเขาแล้วเดินเข้าไปดูนกใกล้ๆ แต่ที่ผู้หมวดเผ่าเทพบอกว่าแปลกก็คือ...คนความจำเสื่อมอย่างเธอจำเรื่องอะไรพวกนี้ได้ด้วยหรอ รู้จักนก รู้จักสัตว์ป่าซ้ำยังเป็นหมออีก เธอเป็นใครกันแน่นะ 

               ผู้หมวดหนุ่มได้แต่เก็บความสงสัยนี้เอาไว้เพียงคนเดียวแล้วมองดูแก้วเจ้าจอมอยู่ห่างๆ เพื่อความเหมาะสม จะว่าไปตั้งแต่มาประจำการอยู่ที่นี่เขาก็เพิ่งเคยมาป่าแถบนี้ เห็นผู้กองพนาชอบมาบ่อยๆ เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะคิดว่าผู้กองคงอยากมาพักผ่อนส่วนตัว ก็เพิ่งจะได้รู้นี่แหละว่าที่นี่มีลำธารเล็กๆ ที่น้ำใสมากๆ ไหนจะดอกไม้ป่าอีกมากมาย เขาเดินตามแก้วเจ้าจอมมาอย่างเงียบๆ จนพ้นชายป่าออกมาก็เจอเข้ากับลำธารสายใหญ่กว่าลำธารที่เขาเดินผ่านมาเมื่อก่อนหน้านี้ ริมตลิ่งรอบๆ ลำธารเป็นโขดหินน้อยใหญ่สลับกับกอดอกไม้ป่า และพื้นดินรอบๆ ลำธารเป็นดินเรียบๆ ชื้นๆ คล้ายดินเหนียวผสมดินทราย ที่อีกด้านของลำธารเป็นผืนป่าที่ปกคลุมไปด้วยกอหญ้าเตี้ยๆ เป็นพื้นที่กว้างและตอนนี้ก็มีแสงแดดสาดส่องลงมาทำให้หญ้าสีเขียวขจีต้องแสงแดดจนเป็นประกาย ที่นี่น่ะหรอป่าหิ่งห้อย 

               “ป่าหิ่งห้อยหรอครับ” เขาถามแก้วเจ้าจอม ซึ่งดูเหมือนว่าเธอเองก็ดูจะตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าเขาที่ได้มาเห็น 

               “ฉันเพิ่งเคยมาที่นี่ตอนกลางวัน” เธอตอบก่อนจะชี้ไปยังฝั่งตรงข้ามลำธาร “ป่าหิ่งห้อยอยู่ฝั่งนู้นค่ะ ฉันกับพี่พนา...เราแต่งงานกันท่ามกลางหมู่หิ่งห้อย” ดวงตาของเธอเป็นประกายเมื่อยามนึกถึงเรื่องราวดีๆ ที่มีกับสามี ดูมีความสุขทุกครั้งที่ได้เอ่ยถึงเขา ผู้หมวดเผ่าเทพเลยได้แต่รับฟังนิ่งๆ และนึกภาพตาม งานแต่งท่ามกลางหิ่งห้อยในป่า มันคงเป็นภาพที่สวยและบรรยากาศก็คงจะดีมากๆ ถึงผู้กองพนาจะเพียงแค่บังเอิญช่วยเหลือเธอเอาไว้จากเหล่าคนร้าย แต่เวลานี้ผู้กองกับเธอกลับรักกันจริงๆ แต่งงานกันจริงๆ แล้วก็คง...เป็นสามีภรรยากันจริงๆ แล้ว เธอทั้งสวยแล้วก็น่ารัก เอาใจผู้กองของเขาก็เก่งแบบนี้จะไม่ให้ผู้กองรักเธอได้อย่างไร ขนาดเขาที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วย เขายังรู้สึกดีกับเธอเลย แต่ต่อให้รู้สึกดีให้ตายยังไงเขาก็จะให้เธอหรือใครๆ รู้ความรู้สึกภายในใจของเขาไม่ได้ ผู้กองพนาเป็นคนที่เขาเคารพรักและนับถือเป็นพี่ชาย ผู้กองเคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ตั้งหลายครั้ง เขาเป็นหนี้ชีวิตผู้กองเขาจะไม่มีวันทรยศหรือทำให้ผู้กองผิดหวังเด็ดขาด 

               แก้วเจ้าจอมมองผืนป่ารอบๆ กายแล้วพอหันกลับมาทางผู้หมวดเผ่าเทพ เธอก็เห็นว่าเขากำลังแอบมองเธออยู่ พอเขารู้ว่าเธอกำลังมองเขากลับเขาก็หลบสายตาเธอในทันที 

               “เออ...คือว่า...” 

               “ฉันจะข้ามไปอยู่ที่ฝั่งป่าหิ่งห้อย หมวดไม่ต้องตามฉันมานะ” แก้วเจ้าจอมกอดเป้แล้วขึ้นไปเดินบนโขดหินเพื่อข้ามลำธารไปยังป่าหิ่งห้อยโดยที่ผู้หมวดเผ่าเทพห้ามอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงแค่มองเธอเดินข้ามลำธารไปอย่างคล่องแคล่ว ยิ่งเห็นเธอทำแบบนี้มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่ดี เธอยังไม่เชื่อใจเขาอยู่จากเรื่องคราวก่อนที่เขาเคยพลั้งปากถามผู้กองไปว่าคนอื่นจะขอจีบเธอได้รึเปล่า แม้เธอจะไม่ได้แสดงออกมาว่ารังเกียจเขา แต่เธอก็วางตัวห่างเหินกับเขามากถ้าเทียบกับผู้หมวดศิวะที่ดูจะสนิทกับเธอมากกว่าเขา 

               “เฮ้อ” ผู้หมวดหนุ่มได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเดินไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่แล้วสำรวจมองความปลอดภัยโดยรอบ ถึงแก้วเจ้าจอมจะข้ามไปอยู่ที่อีกฝั่งของลำธารแต่ลำธารมันก็ไม่ได้กว้างมาก เขายังมองเห็นเธอและช่วยระวังภัยให้กับเธอได้ดีอยู่ เขาเห็นเธอเดินไปหลบเขาอยู่ที่ด้านหลังโขดหินริมน้ำ จากนั้นก็ล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย ตอนแรกผู้หมวดหนุ่มก็ตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งกับความเป็นส่วนตัวของเธอให้มาก แต่ว่า...พอแก้วเจ้าจอมล้างหน้าล้างตาเสร็จเขาก็เห็นมีกระต่ายป่าสามสี่ตัวกระโดดออกมานั่งเล่นกับเธอราวกับเป็นกระต่ายเชื่องๆ ที่เธอเลี้ยงมานานนับปี อย่าว่าแต่กระต่ายเลย ขนาดผีเสื้อก็ยังมาบินวนๆ รอบตัวเธอ เกาะอยู่ตามพื้น ตามโขดหินใกล้ๆ เธอ เธอเองก็ดูคุ้นเคยกับสัตว์ป่าเหล่านี้ด้วย ผู้หญิงคนนี้...ดูมีอะไรแปลกๆ ชอบกล 

               ผู้หมวดเผ่าเทพอยู่ดูแลแก้วเจ้าจอมอย่างห่างๆ ได้ครู่ใหญ่ๆ พอสมควรผู้กองพนาก็เดินเข้ามายังป่าหิ่งห้อยแห่งนี้ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยคาดเดาอารมณ์ไม่ออก คาดว่าน่าจะเป็นเพราะแขกที่มาเยี่ยมเยือนถึงฐานในเช้านี้ซึ่งเขากับผู้หมวดศิวะต่างก็สงสัยว่าอาจจะเป็นคนร้ายในคราบเจ้าหน้าที่มาตามหาแก้วเจ้าจอมแน่ๆ แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นนายตำรวจยศใหญ่ผู้กองพนาของพวกเขาน่าจะรับมือได้ดีที่สุด 

               “ผู้กอง เป็นยังไงบ้างครับ ผู้กำกับกลับไปแล้วรึยัง” เขารีบถามเมื่ออีกฝ่ายเดินมาถึงตัว 

               “กลับไปแล้ว เห็นว่าจะรีบไปตามหาที่อื่นต่อน่ะ แต่กว่าจะกลับไปก็เกือบแย่เหมือนกัน ผู้กำกับคนนี้กับหลานชายของเขาน่าจะเป็นคนเก่งมีฝีมือ พวกเขากือบดูออกว่าเราซ่อนแก้วเอาไว้ที่นี่” ผู้กองพนาตอบแล้วมองไปยังแก้วเจ้าจอมที่อยู่อีกฝั่งของลำธาร เธอยังไม่รู้ว่าเขามาเพราะกำลังนั่งคุยอยู่กับกระต่ายป่าอยู่ มองแล้วก็ต้องหันกลับมามองทางผู้หมวดเผ่าเทพอีกครั้งเป็นเชิงถามว่าทำไมอยู่กันคนละฝั่งของลำธารแบบนี้ 

               “สงสัยคุณแก้วเธอจะไม่ค่อยไว้ในผมน่ะครับก็เลยไม่อยากให้ผมอยู่ใกล้ๆ” 

               “ไม่ไว้ใจ ทั้งๆ ที่หมวดไว้ใจได้มากที่สุดเนี่ยนะ” ผู้กองพนาว่าขำๆ แล้วจึงเดินข้ามลำธารไปหาเธอ ผู้หมวดเผ่าเทพจึงมองตาม คำพูดของผู้กองเมื่อครู่นี้ก้องอยู่ในหัวของเขาไม่จางหาย...หมวดไว้ใจได้มากที่สุด...ในเมื่อผู้กองมองเขาแบบนี้เขายิ่งทำให้ผู้กองผิดหวังในตัวของเขาไม่ได้ ถ้าผู้กองมีความสุข แก้วเจ้าจอมมีความสุข เขาเองก็มีความสุขในความรักของคนทั้งคู่ ผู้หมวดหนุ่มยิ้มให้กับความคิดนี้ของตนก่อนจะค่อยๆ เดินออกมาจากป่าหิ่งห้อยเพื่อปล่อยให้คนรักเขาได้อยู่ด้วยกัน 

               แก้วเจ้าจอมตกใจจนสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ก็เห็นผู้กองพนาเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ จากที่กำลังกำหนังหลังคอของกระต่ายขึ้นมามองเธอเกือบจะเผลอโยนกระต่ายทิ้งจนผู้กองพนาต้องรีบรับกระต่ายเอาไว้ 

               “อย่ารุนแรงกันมันนักสิ” 

               “ก็แก้วตกใจนี่คะ อยู่ๆ ก็มาไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียง” แก้วเจ้าจอมตอบแล้วชะเง้อมองไปยังอีกฝั่งของลำธาร ตอนนี้ไร้ซึ่งเงาของผู้หมวดเผ่าเทพแล้ว คาดว่าเขาคงจะกลับฐานไปได้สักพักแล้วมั้ง  

               “พวกคนร้ายกลับไปแล้วหรอคะ มีเรื่องอะไรรึเปล่า” เธอหันกลับมาถามสามีแล้วขยับเข้าไปนั่งกอดเขาอย่างออดอ้อน เขาจึงลูบศีรษะของเธอเบาๆ 

               “กลับไปแล้วล่ะ ต่อไปพวกเขาคงไม่มาที่นี่อีก รู้มั้ยว่าคนร้ายเป็นใคร” 

               “ใครคะ” 

               “เป็นผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนจากเชียงใหม่แล้วก็ผู้กองทหารพราน” 

               “ทหารพราน...” ทำไมพอได้ยินคำว่าทหารพรานหัวใจของเธอถึงได้เต้นตุบๆ ขึ้นมากันนะ หรือว่าคนร้ายที่ตามทำร้ายเธอจะเป็นทหารพรานกัน “ดีจังที่พวกเขาไปแล้ว พี่พนา พี่พนาอย่าให้ใครมาจับตัวแก้วไปนะ พวกเขาคงจะแค้นแก้วมากถึงได้ตามมาจับแก้วไม่หยุดแบบนี้”                 

               “วางใจเถอะ ตอนนี้พวกเขาไปกันแล้ว แล้วก็จะไม่มีใครมาทำร้ายแก้วได้อีก” 

               “ดีค่ะ แก้วก็ไม่อยากไปจากที่นี่เหมือนกัน” เธอยิ้มหวานๆ ให้เขา แม้ผู้กองพนาจะไม่คิดแบบเธอก็ตามที เรื่องการเอาผู้หญิงมาอยู่ที่ฐานด้วยแบบนี้ไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน เจ้าหน้าที่ทุกนายต่างก็จากลูกห่างเมียมาด้วยกันทั้งนั้นแล้วเขาจะเอาเมียของตัวเองมาอยู่ที่นี่ไปตลอดก็คงไม่ได้ สักวันเขาจะต้องพาเธอออกไปจากที่นี่ อาจหาบ้านพักให้เธออยู่ในที่ที่ปลอดภัยหรือบางที...เขาอาจจะต้องคืนเธอให้กับครอบครัวของเธอไป ถ้าหากเป็นเช่นนั้น...  

               “ไม่ ไม่มีทาง”  

               “ไม่มีทางอะไรหรอคะ” แก้วเจ้าจอมเงยหน้าขึ้นมองเขาอีก อยู่ๆ เขาก็พูดออกมาคนเดียว นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่รึเปล่า 

               “แก้วอยากกลับบ้านมั้ย...บ้านที่มีพ่อแม่แล้วก็ครอบครัวของแก้วอยู่” 

               “บ้าน...” เธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับบ้านหรือครอบครัวหลงเหลืออยู่เลย คนๆ เดียวที่เธอต้องการตอนนี้มีเพียงแค่เขา เธอไว้ใจเขา เชื่อใจเขาที่สุด อยู่กับใครเธอก็ไม่อุ่นใจเท่ากับอยู่กับเขา 

               “...พี่พนาไม่อยากให้แก้วอยู่ด้วยแล้วหรอคะ” 

               “เปล่า ที่นี่เป็นฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ การจะให้แก้วอยู่ที่นี่ต่อไปมันจะไม่เหมาะน่ะ ไม่มีใครเขาเอาเมียมาทำงานด้วยหรอกนะ ไว้ข่าวของพวกคนร้ายที่ตามหาแก้วซาลงก่อนพี่จะหาบ้านให้แก้วอยู่หรือบางทีเผื่อแก้วอาจจะอยากกลับไปอยู่กับครอบครัว” 

               “ถ้าแก้วกลับไปอยู่กับครอบครัว...แก้วคงไม่มีวันได้เจอกับพี่พนาอีก” หรือว่าเขาจะเบื่อเธอ จะรำคาญเธอแล้ว เขาคงไม่อยากจะมีภาระแบบนี้ ลำพังแค่ทำงานในพื้นที่ก็เหนื่อยและหนักอยู่แล้ว นี่เขายังจะต้องมาคอยดูแลเธออีก เขาเคยทิ้งเธอมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำไมเขาถึงจะทิ้งเธออีกไม่ได้ 

               “แก้วไม่อยากกลับบ้าน แก้วจำครอบครัวของตัวเองไม่ได้...ไม่ว่าแก้วจะเป็นใครก็ตามแต่...พี่พนาอย่าส่งแก้วกลับบ้านเลยได้มั้ย อย่าส่งแก้วไป อย่าตามหา” 

               “แต่คนที่บ้านของแก้วอาจจะกำลังเป็นห่วงแก้วอยู่ก็ได้” 

               “แก้วไม่รู้ แก้วไม่รู้อะไรทั้งนั้น แก้วจำอะไรไม่ได้ แก้วรู้แค่ว่าแก้วรักพี่พนา แก้วอยากอยู่กับพี่พนา พี่พนาจะเอาแก้วไปซ่อน จะเอาแก้วไปไว้ที่ไหนก็ได้ขอแค่แก้วได้อยู่กับพี่พนาแก้วก็พอใจแล้ว พี่พนาเคยทิ้งแก้วมาก่อน...แก้วมีลางสังหรณ์ว่าหากวันไหนที่แก้วได้กลับไปอยู่กับครอบครัวจริงๆ ของตัวเอง...แก้วจะไม่มีวันได้กลับมาเจอกับพี่พนาอีก เราจะไม่ได้เจอกัน จะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันอีกต่อไป หัวใจของพี่พนาอาจจะแข็งแกร่งและตัดใจจากแก้วได้ แต่หัวใจของแก้วมันไม่ได้แข็งแกร่งแบบนั้น แก้วตัดใจทิ้งพี่พนาไปไม่ได้ แก้วไม่อยากจะจากพี่พนาไป แก้วกลัวว่าถ้าแก้วไปแล้วแก้วจะไม่ได้เจอกับพี่พนาอีก เราจะเหมือนคนที่ตายจากกันไปเลยนะคะ” 

               ใช่...ถ้าเธอได้กลับไปอยู่กับครอบครัวของเธอ เขากับเธอจะไม่มีวันได้เจอกันอีก เธอก็จะกลับไปอยู่กับคนรักจริงๆ ของเธอ แม้เขาจะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ควรแย่งเอาเธอมาเป็นของเขา แต่ตอนนี้เขารักเธอไปหมดหัวใจแล้ว เธอเข้ามาอยู่ในชีวิตของเขา เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาแล้วเขาเองก็ไม่อยากปล่อยมือไปจากเธอ เหตุการณ์เมื่อเช้านี้มันทำให้เขาคิดขึ้นมาได้...หากผู้กำกับคนนั้นเป็นญาติของเธอจริงๆ ล่ะ หากว่าท่านกำลังตามหาหลานสาวอยู่งั้นก็แปลว่าเขากำลังทำผิดกับคนในครอบครัวของเธอ เขาตกอยู่ในสภาวะสองจิตสองใจที่ไม่กล้าเลือกอะไรทั้งนั้น จะเก็บเธอเอาไว้ก็รู้สึกผิดต่อครอบครัวของเธอ หากจะปล่อยเธอไปก็เหมือนกับเขาปักมีดลงมากลางหัวใจของตัวเอง ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร ทุกการตัดสินใจของเขาล้วนแต่ต้องมีคนที่ต้องเจ็บปวดทั้งนั้น 

               “พี่เองก็ไม่อยากเสียแก้วไปหรอกนะ หัวใจของพี่มันไม่ได้แกร่งอย่างที่แก้วเข้าใจ” เขากอดแก้วเจ้าจอมไว้แนบอก “ไม่มีใครอยากเสียคนที่ตัวเองรักไปหรอก” เขาไม่อยากเสีย ครอบครัวของเธอก็คงไม่อยากเสียด้วยเช่นกัน  

               “พี่พนา...ตราบใดที่แก้วยังจำอะไรไม่ได้ พี่พนาอย่าพาแก้วไปจากพี่พนาเลยได้มั้ยคะ แก้วรักพี่ แก้วอยากอยู่กับพี่ พี่พนาอย่าใจร้ายกับแก้วเลยนะ”  

               ผู้กองพนาไม่ได้ตอบอะไรเธอนอกจากกอดเธอเอาไว้ให้แน่นๆ เท่านั้น ยิ่งได้ยินเธอบอกรักและอ้อนวอนขออยู่กับเขาต่อไปเขาก็ยิ่งสงสารเธอ ถ้าเขาปล่อยเธอไปก็เท่ากับเขาทำร้ายเธอ ทิ้งเธอไปทั้งๆ ที่เธอรักเขา เขาจะทนเห็นเธอเจ็บปวดได้ยังไง จะทนเห็นน้ำตาของเธอได้ยังไงกัน 

  

 

 

               “ผู้กองดูเครียดๆ นะครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพทักขึ้นขณะที่พวกเขาสองคนกำลังนำเสบียงที่ซื้อหาจากตลาดสดแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองจังหวัดยะลาขึ้นรถเพื่อเอากลับไปที่ฐาน หลังจากที่ติดต่อธุระราชการเสร็จแล้ว เนื่องจากวันนี้ผู้กองพนาถูกเรียกตัวให้มารับภารกิจสำคัญที่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 44 ซึ่งภารกิจที่ได้รับมอบหมายนั้นเรียกว่าเป็นภารกิจที่เสี่ยงอยู่ไม่น้อย แม้แต่ผู้หมวดเผ่าเทพที่ตามมายังรับรู้ได้ว่าภารกิจคราวนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่ผ่านมา เพราะตำรวจพลร่มคือหน่วยรบพิเศษอีกหน่วยของทางกรมตำรวจ แน่นอนว่าในแต่ละภารกิจที่พวกเขาได้รับนั้นล้วนแต่เป็นภารกิจที่เสี่ยงตายและอันตรายอยู่เสมอ 

               เพราะเมื่อไม่นานมานี้มีนักโทษจำนวนสามรายหลบหนีขณะนำตัวขึ้นรถส่งไปยังเรือนจำ ระหว่างที่หลบหนีนักโทษทั้งสามได้ฆ่าผู้คุม เจ้าหน้าที่ตลอดจนยึดอาวุธของเจ้าหน้าที่แล้วหลบหนีไป ทางการจึงพยายามส่งเจ้าหน้าที่ออกติดตามนักโทษ แต่เพราะนักโทษเป็นคนร้ายที่มีความเหี้ยมโหดและก่อคดีมาแล้วอย่างโชกโชน รวมทั้งเคยอยู่ในกลุ่มของผู้ก่อการณ์ร้ายมาก่อนจึงนับได้ว่ามีฝีมืออยู่มาก การจะนำกำลังเข้าไปจับกุมคงไม่ใช่เรื่องง่ายผู้กองพนาจึงถูกเรียกตัวให้มารับภารกิจการตามล่านักโทษที่หลบหนีทั้งสาม เพราะฝีมือในการจัดการกับคนร้ายของเขาเป็นที่เลื่องลือและสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าใครๆ ทางผู้ใหญ่จึงไว้ใจให้เขาออกปฏิบัติการในภารกิจครั้งนี้ 

               “เรื่องงานผมไม่เครียดหรอกหมวด แค่ออกตามนักโทษแหกคุกมันไม่ใช่เรื่องยาก มันเป็นเรื่องที่ผมสามารถตัดสินใจในการทำงานได้ แต่เรื่องที่ผมเครียดก็คงจะเป็นเรื่องที่ผมไม่สามารถตัดสินใจได้มากกว่า” 

               “อะไรหรอครับ เรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้” ผู้หมวดเผ่าเทพถามเมื่อเพิ่งจะแบกกระสอบข้าวสารกระสอบสุดท้ายขึ้นท้ายรถกระบะของตนเสร็จ 

               “เรื่องแก้วน่ะ” ผู้กองพนาตอบแล้วปิดฝาท้ายกระบะรถตาม แต่ทั้งสองคนก็ยังคงยืนอยู่ที่ข้างตัวรถ ผู้หมวดเผ่าเทพเองก็สังเกตเห็นเหมือนกันว่าช่วงนี้ผู้กองของเขาดูเครียดๆ ไป เช่นเดียวกับที่แก้วเจ้าจอมดูหงอยๆ 

               “หมวดก็รู้ว่าผมเจอแก้วได้ยังไง ความจริงแล้วเขาไม่ใช่เมียของผม ผมแค่ช่วยเหลือเขาจากพวกแก๊งค้ามนุษย์ แต่ว่า...เพราะความจำเสื่อมทำให้แก้วจำใครไม่ได้เลยเขาก็เลยมีผมเป็นที่พึ่งเดียวของเขา ทุกอย่างมันเริ่มถลำลึกลงไปเรื่อยๆ จนผมกับเขาแต่งงานกันจริงๆ แล้ว...เราก็รักกันจริงๆ” 

               “ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องเครียดอะไรนี่ครับผู้กอง คนรักกันอยู่ด้วยกันก็ถูกแล้วนี่” 

               “แต่สิ่งที่ผมกำลังทำมันคือเรื่องที่ผิดนะหมวด ผมไม่ได้ตามหาญาติให้แก้วเหมือนอย่างที่เคยบอก...หมวดรู้มั้ยว่าความจริงแล้วผมไม่อยากจะตามหาญาติให้เขา ผมกลัวเสียเมียของผมไป มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ผมควรตามหาครอบครัวของแก้วให้เจอแล้วพาแก้วไปส่งบ้าน แต่ผม...กลับเห็นแก่ตัว” ผู้หมวดเผ่าเทพรับฟังด้วยใจที่เป็นกลางและเอียงมาทางนายของตนหน่อยๆ หากเป็นเขา เขาเองก็ไม่อยากจะเสียแก้วเจ้าจอมไปเหมือนกัน เพราะความใกล้ชิดก่อเกิดเป็นความรัก ใครบ้างจะไม่อยากครอบครองความรัก ใครบ้างจะไม่หวงความรัก เขาเข้าใจผู้กองพนาดี 

               “วันก่อนผมถามแก้วว่าเขาอยากจะกลับบ้านไปหาครอบครัวมั้ยแก้วกลับเอาแต่ร้องไห้เพราะไม่อยากจะกลับไป เขาขอร้องอ้อนวอนผม เขาขออยู่กับผมแล้วก็เอาแต่บอกว่าจะไม่กลับบ้านไปเด็ดขาด เรื่องนี้มันทำให้ผมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” 

               “ผู้กองไม่อยากจะคืนคุณแก้วให้กับทางบ้านใช่มั้ยครับ” 

               “ใช่ ผมถึงบอกไงว่าผมเห็นแก่ตัว แต่หากผมจะไม่คืนเขาให้กับทางครอบครัว...ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวของเขาจะเป็นยังไงจนบางทีผมก็อดคิดไม่ได้ หรือว่าผู้คนที่กำลังตามหาเขาอยู่ตอนนี้อาจจะไม่ใช่พวกคนร้ายแต่เป็นครอบครัวของเขาจริงๆ” 

               “เป็นไปไม่ได้หรอกครับผู้กอง ผู้กองก็ได้ยินมากับหูดูมากับตาไม่ใช่หรอครับว่าพวกคนที่ไล่ล่าคุณแก้วเป็นพวกเจ้าหน้าที่ ตอนนี้เราไม่สามารถแยกได้หรอกนะครับว่าใครเป็นญาติของคุณแก้ว ใครเป็นคนร้าย ถ้าผู้กองส่งคุณแก้วให้กับพวกคนที่ออกตามหาคุณแก้วอยู่ ผู้กองจะมั่นใจได้ยังไงครับว่าเราส่งคุณแก้วให้ถูกคน ถ้าเกิดคนที่เราส่งคุณแก้วให้เป็นคนร้าย ถ้ามันฆ่าคุณแก้วหรือเอาคุณแก้วไปขาย หรือทำร้ายคุณแก้ว...ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้กองฆ่าเมียตัวเองเลยนะครับ” 

               “แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนที่ตามหาแก้วเป็นครอบครัวของแก้วจริงๆ ผมก็คงทำผิดกับพวกเขา พ่อกับแม่เขาคงอยากจะฆ่าผมให้ตาย” 

               “ตอนนี้คนดีคนเลวมันมีปะปนกันไปหมดในทุกสังคม ทุกอาชีพ แม้แต่เราที่เป็นตำรวจแท้ๆ เราก็ยังไม่รู้เลยนะครับว่าใครดีใครชั่ว ผู้กองอย่าเพิ่งส่งคุณแก้วคืนให้ใครเลย หากผู้กองไม่รู้ว่าจะตัดสินใจในเรื่องนี้ยังไงผมขออนุญาตเสนอความคิดเห็นนะครับ” 

               “ว่ามา” 

               “ผู้กองควรจะทำตามหัวใจของผู้กองครับ ผู้กองรักคุณแก้วมากผู้กองคงไม่อยากทำให้คุณแก้วเธอร้องไห้แล้วก็เสียใจใช่มั้ยครับ ถ้าอย่างนั้นอะไรก็ตามที่ทำแล้วคุณแก้วเสียใจ ผู้กองก็อย่าทำเลยครับ มันอาจจะเห็นแก่ตัวไปบ้างแต่เพื่อหัวใจของคุณแก้วแล้วผมถือว่าคุ้มนะครับ เอาไว้หากคุณแก้วเธอจำอะไรขึ้นมาได้ เธอจะเป็นคนตัดสินใจเองครับว่าเธอจะอยู่กับเราหรือกลับไปในที่ที่เธอจากมา ครอบครัวของเธอเองก็ต้องเข้าใจด้วยครับว่าที่ผู้กองต้องซ่อนคุณแก้วเอาไว้เพราะผู้กองไว้ใจใครไม่ได้ บางทีคนร้ายอาจจะเป็นคนใกล้ตัวคุณแก้วก็ได้นะครับเพราะดูท่าพวกมันจะรู้จักคุณแก้วดี” 

               “หมวดคิดว่าแก้วจะกลับมาจำทุกอย่างได้หรอ” 

               “ได้สิครับ ก็อย่างที่เราเห็นๆ กัน” ผู้หมวดเผ่าเทพยิ้มให้อย่างทึ่งเมื่อนึกถึงเธอ คนความจำเสื่อมที่จำได้ว่าตัวเองเป็นหมอ ความรู้เรื่องทางการแพทย์มีเต็มเปี่ยม แล้วไหนจะรู้จักป่า รู้จักสัตว์ป่า ดูรอยเท้าสัตว์ได้เก่งกว่าเขาอีก เธอกำลังเริ่มจำเรื่องราวทุกอย่างได้ และอีกไม่นานหรือหากมีอะไรมากระตุ้นความทรงจำของเธอ เธอจะต้องกลับมาจำเรื่องราวทุกอย่างได้เหมือนเดิม 

               “ผมก็คิดว่าเขาจะกลับมาจำได้เหมือนกัน” ผู้กองพนาเองก็เห็นถึงความเปลี่ยนไปในตัวเธอ “ถ้าเขาจำทุกอย่างได้แล้ว...เขาจะลืมผมรึเปล่านะ” 

               “ก็ถ้าคุณแก้วเธอรักผู้กองมากพอ ก็น่าจะจำได้นะครับ” 

               “ขนาดพ่อแม่ ญาติพี่น้องของเขาเขายังจำไม่ได้เลยแล้วจะมาจำผมได้ได้ยังไง” 

               “อันนี้ก็ตอบยากครับผู้กอง แต่ผู้กองเคยได้ยินประโยคที่ว่านี้มั้ยครับ...ถ้าคู่กันแล้ว มันไม่แคล้วกันหรอก” ผู้กองพนาหัวเราะออกมาให้กับประโยคนี้ของผู้หมวดเผ่าเทพ เวลาที่เขามีเรื่องไม่สบายใจผู้หมวดเผ่าเทพมักจะเป็นที่ปรึกษาให้เขาได้ดีเสมอ และผู้หมวดเผ่าเทพก็ไม่เคยทำให้เขาผิดหวังจริงๆ 

               “อ้อ! ลืมสนิทเลย หมวดศิวะฝากผมซื้อขนมไปให้ เห็นว่าจะเอาไปฝากเด็กๆ ที่โรงเรียนอีกแล้ว งั้นผมขอตัวไปซื้อขนมก่อนนะครับผู้กอง” ผู้หมวดเผ่าเทพเพิ่งนึกเรื่องสำคัญได้ ผู้กองพนาจึงพยักหน้าอนุญาตพร้อมกับสมทบทุนซื้อขนมไปฝากเด็กๆ ที่โรงเรียนด้วยอีกคนก่อนที่ผู้หมวดเผ่าเทพจะวิ่งกลับเข้าไปในตลาด 

               ผู้หมวดเผ่าเทพวิ่งกลับเข้าไปในตลาดโดยสวนทางกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินออกมา เธอเป็นหญิงสาวร่างบอบบางในชุดเดรสสีขาวยาวและมีผ้าสีฟ้าอ่อนผืนบางๆ คลุมใบหน้าเอาไว้ ด้วยความร้อนในช่วงเวลาเที่ยงอีกทั้งสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงทำให้พอเจอแสงแดดเข้าไปเธอก็เริ่มซวนเซและตามมาด้วยอาการหน้ามืด ผู้กองพนาที่ยืนเฝ้าของอยู่ที่รถเห็นดังนั้นเข้าก็รีบเดินเข้าไปหาในทันที 

               “คุณครับ ไม่สบายรึเปล่า” ทันทีที่เอ่ยถามเธอก็ทรุดลงไปกับพื้นจนเขาต้องรีบเข้าไปประคองเอาไว้ ซึ่งตอนที่เขาเข้าไปประคองเธอทำให้ผืนผ้าที่เธอใช้คลุมใบหน้าเอาไว้เลื่อนหลุด ผู้กองพนาถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง นึกว่าตัวเองตาฝาดจนต้องส่ายหน้าไปมาเพื่อเรียกสติเพราะหญิงสาวในอ้อมแขนเขานี้เหมือนแก้วเจ้าจอมทุกอย่าง ทั้งความสวยและผิวกายที่ขาวผุดผ่องเพียงแต่...หญิงสาวคนนี้กลับดูมีอายุมากกว่าแก้วเจ้าจอม เธอยังไม่ได้หมดสติแต่จากอาการคาดว่าน่าจะอ่อนแรงไปเท่านั้น 

               “ไปนั่งพักในที่ร่มก่อนนะครับ” เขารีบประคองเธอไปนั่งที่ม้านั่งด้านหน้าตลาด แม่ค้าร้านผลไม้ที่เห็นเหตุการณ์เข้าพอดีจึงรีบหายาดมมาช่วยปฐมพยาบาลให้คนเป็นลมแดดด้วย 

               “พาส่งโรงพยาบาลดีมั้ยคุณทหาร” แม่ค้าที่เอายาดมมาให้เอ่ยถามผู้กองพนา ตอนนี้เขาเริ่มจะชินแล้วล่ะเวลาที่มีใครเรียกเขาว่าทหารน่ะ เอาวะ! ทหารก็ทหาร เฮ้อ! 

               “ฉันไม่ไปโรงพยาบาลหรอกค่ะ ฉันแค่ผลัดหลงกับลูก เดี๋ยวลูกจะตามหาฉันไม่เจอ” 

               “ลูก” แม่ค้าทวน จากหน้าตารูปร่างของหญิงสาวที่เป็นลมคนนี้คาดว่าลูกที่เธอพูดถึงน่าจะเป็นเด็กตัวเล็กๆ ลูกของเธอน่าจะพลัดหลงอยู่ในตลาดแล้วเธอคงจะกำลังเดินตามหาลูกอยู่เลยเป็นลมแน่ๆ 

               “แน่ใจนะครับว่าจะไม่ไปโรงพยาบาล” ผู้กองพนาถามย้ำเพราะหน้าตาเธอดูซีดเซียวเอามากๆ ดวงตาคู่สวยหวานดูเศร้าหมอง ร่างกายผอมกว่าที่ควรจะเป็น ที่ข้อมือของเธอมีรอยแผลเป็นจางๆ เหมือนคนที่เคยกรีดข้อมือฆ่าตัวตายมาก่อน แต่รอยแผลก็จางมากๆ เหมือนกับเป็นรอยแผลเมื่อนานหลายปีมาแล้ว ที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอสวมแหวนญาติของนายร้อย จปร. แหวนทองหัวทับทิมสีแดง เธอเป็นภรรยาของนายทหารอย่างนั้นหรอ 

               “ค่ะ เดี๋ยวนั่งพักซักหน่อยก็คงดีขึ้น ขอบคุณนะคะที่ช่วย” เธอเอ่ยขอบคุณ แม่ค้าร้านผลไม้จึงบอกว่าจะไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้เธอดื่มเผื่อเธอจะดีขึ้น ผู้กองพนาจึงส่งยาดมจากแม่ค้าให้เธอแล้วเอากล่องกระดาษลังที่วางอยู่ข้างๆ ม้านั่งมาช่วยพัดให้ พัดไปก็สงสัยไปว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงได้คล้ายแก้วเจ้าจอมมากขนาดนี้ 

               “คุณพลัดหลงกับลูกที่ตลาดใช่มั้ยครับ เอาอย่างนี้เดี๋ยวผมจะช่วยตามหาลูกคุณให้ ลูกคุณอายุกี่ขวบครับ ผู้หญิงหรือผู้ชาย” 

               “เออ...คือว่า...” 

               “ไม่ต้องเกรงใจนะครับ ผมเป็นตำรวจ ผมยินดีช่วย” หญิงสาวไม่รู้จะตอบเขายังไง เธอรู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มยศร้อยตำรวจเอก อายุของเขาน่าจะมากกว่าลูกของเธอ แต่ว่าลูกของเธอก็ไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆ 

               “เดี๋ยวฉันโทรหาลูกก็ได้ค่ะ” 

               “เด็กตัวเล็กๆ พกโทรศัพท์แล้วหรอครับ” 

               “ไม่ใช่ค่ะ คือว่า...” เธอยังไม่ทันจะได้อธิบายอะไร ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาเธอด้วยท่าทีตื่นตกใจ  

               “แม่ครับ!” ผู้กองพนาอึ้งไปอีกรอบเมื่อชายคนนี้เรียกเธอว่า แม่ แล้วที่เขาอึ้งไปกว่านั้นก็คือ...เจ้าหนุ่มนี่มีหน้าตาเหมือนไอ้ผู้กองทหารพรานวัยกระเตาะที่ไปค้นฐานของเขาเมื่อวันก่อนราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน ทั้งหู ตา คิ้ว จมูก ปากหรือแม้แต่ท่าทีกวนประสาทแบบนี้มันเหมือนกันหมดทุกอย่างเลย 

               “แม่เป็นอะไรรึเปล่าครับ รู้มั้ยว่าพอผมกลับมาไม่เห็นแม่ผมตกใจมากแค่ไหน” ชายคนนี้บอกแล้วกอดแม่ของตนแน่น แล้วก็เหมือนเขาเพิ่งจะสังเกตเห็นผู้กองพนาจึงได้คลายกอดจากผู้เป็นแม่แล้วจ้องหน้าอีกฝ่าย 

               “แม่เป็นลมน่ะลูกแล้วคุณตำรวจเขาเข้ามาช่วยแม่เอาไว้” หญิงสาวคนนี้บอกกับลูกชาย ตอนแรกผู้กองพนาคิดว่าเจ้าหนุ่มนี่มันจะจำเขาได้แล้วหาเรื่องกวนประสาทเขา แต่ที่ไหนได้ พอแม่มันบอกว่าเขาช่วยแม่มันเอาไว้มันกลับ...ยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณเขา ทำเอาเขารับไหว้แทบจะไม่ทัน 

               “ขอบคุณมากนะพี่ แม่ผมท่านสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เมื่อกี้นี้ผมออกไปซื้อน้ำมาให้แม่ดื่ม เผลอแป๊บเดียวแม่ก็หายไปเลย ผมตกใจแทบแย่ ถ้าผมทำแม่หายพ่อคงได้ฆ่าผมทิ้ง” 

               เฮ้ย!!! มันจำเขาไม่ได้หรอ! ผู้กองพนางงเป็นไก่ตาแตกที่นอกจากอีกฝ่ายจะทำเป็นจำเขาไม่ได้แล้วมันยังดูมีมารยาทกับเขามากกว่าวันที่ไปค้นฐานของเขาซะอีก เขาว่าเขาไม่มีทางจำคนผิดแน่ๆ ไอ้หมอนี่แหละคือผู้กองทหารพรานคนนั้นเขาจำมันได้ดี แล้วที่ทำให้เขายิ่งมั่นใจขึ้นก็คือกลิ่นตัวหอมๆ ของมันกับแม่มันนี่แหละ 

               “แม่ครับ ผมว่าเรากลับกันเถอะนะ ถ้าพ่อรู้ว่าผมพาแม่ออกมาไกลขนาดนี้เดี๋ยวพ่อจะหักคอผมเอา ช่วงนี้แดดยิ่งร้อนๆ อยู่ถ้าแม่เป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง” 

               “จ้ะ เอางั้นก็ได้ลูก” หญิงสาวพยักหน้าตอบลูกชายก่อนจะหันมาทางผู้กองพนาอีกครั้ง 

               “ขอบคุณมากๆ นะคะที่ช่วยเหลือ ตอนนี้ลูกชายฉันมารับแล้ว ขอตัวก่อนนะคะ” 

               “ไปแล้วพี่ ขอบคุณมากๆ ที่ช่วยแม่ผม” 

               “ยินดีครับ” ผู้กองพนาแทบพูดอะไรไม่ออกขณะมองเจ้าหนุ่มนั่นกอดประคองแม่ของตัวเองเดินจากไป ในหัวตีกันไปหมดว่านั่นใช่คนๆ เดียวกับไอ้ผู้กองทหารพรานมั้ย ทำไมวันนี้มันแลดูเป็นมิตรกับเขาจัง หรือว่าเพราะอยู่ต่อหน้าแม่เลยไม่กล้าเสียมารยาท แต่มันก็ทำท่าเหมือนกับไม่รู้จักเขาหรือเคยเห็นเขามาก่อนจริงๆ จากรูปร่างและทรงผมก็ดูได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ มีพ่อเป็นทหารบก ลูกชายเป็นทหารพรานก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร 

               “โห นั่นหรอลูก ยังสาวยังสวยขนาดนั้นทำไมลูกชายโตเป็นหนุ่มแบบนี้ล่ะ” แม่ค้าร้านผลไม้ที่ว่าจะไปหาน้ำเย็นมาให้หญิงสาวดื่มดูอึ้งไม่แพ้กับผู้กองพนา ซึ่งผู้กองพนาก็เห็นด้วย ผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะอายุเป็นพี่สาวเขาแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะมีลูกชายโตเป็นหนุ่มแล้ว ถ้าลูกตัวเล็กๆ ค่อยน่าเชื่อหน่อย 

               “เกิดอะไรขึ้นหรอครับผู้กอง” ผู้หมวดเผ่าเทพที่เดินแบกลังขนมกลับมาถามอย่างสงสัย ผู้กองพนาจึงมองไปยังทางที่สองแม่ลูกเพิ่งเดินลับหายไป 

               “สงสัยผมจะเมาแดดน่ะ” 

               “ฮะ!” 

  

 

 

               หลักจากที่กลับมาถึงฐานผู้กองพนาก็เรียกประชุมเหล่าลูกน้องในทันทีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจในการออกไล่ล่านักโทษหลบหนี หากนักโทษยังรวมกลุ่มกันสามคนอยู่ก็ไม่น่ากลัวอะไร เขาล่ะกลัวแต่ว่านักโทษทั้งสามจะกลับไปรวมกลุ่มกับพวกผู้ก่อการณ์ร้าย เพราะนั่นจะยิ่งทำให้การตามจับตัวเป็นไปได้ยากมากขึ้น  

               “ตอนนี้นักโทษทั้งสามยังกบกานอยู่เทือกเขาสันกาลาคีรี คาดว่าจะเป็นช่วงรอยต่อระหว่างอำเภอบันนังสตากับอำเภอธารโต นอกจากพวกเราแล้วก็ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มที่อำเภอธารโตเข้าร่วมในภารกิจด้วยแล้วก็มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานอีกจำนวนหนึ่ง ไว้เดินทางถึงที่หมายแล้วเราจะประชุมกองกำลังร่วมอีกครั้ง” ผู้กองพนากล่าวกับเหล่าลูกน้องภายในห้องประชุมของฐานปฏิบัติการและวางแผนคร่าวๆ ก่อนที่จะลงไปทำภารกิจจริง ซึ่งในปฏิบัติการครั้งนี้ผู้กองพนาคือหัวหน้าหลักในปฏิบัติการ เทือกเขาสันกาลาคีรีเป็นเทือกเขากั้นระหว่างเขตประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย เป็นเทือบเขายาวตั้งแต่อำเภอโคกโพธิ์จังหวัดปัตตานี เรื่อยลงมาที่อำเภอยะหา อำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต และอำเภอเบตงจังหวัดยะลา แล้วยังเป็นต้นน้ำสำคัญอย่างแม่น้ำสายบุรีอีกด้วย ด้วยเพราะเป็นเทือกเขายาวพาดผ่านหลายอำเภอ อีกทั้งผืนป่าทางใต้ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าดิบชื้นและป่าพรุทำให้การออกติดตามคนร้ายเป็นไปด้วยความยากลำบาก หากวางแผนไม่รัดกุมพออาจจะนำมาซึ่งความสูญเสียในกลุ่มของเจ้าหน้าที่ได้ และปฏิบัติการครั้งนี้ก็ต้องรีบทำก่อนที่นักโทษทั้งสามจะข้ามไปยังเขตของประเทศเพื่อนบ้านได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นโอกาสที่จะจับกุมคนร้ายได้คงเท่ากับศูนย์ 

               “ผมกับหมวดเทพจะนำกำลังออกไปทำภารกิจในครั้งนี้ ส่วนหมวดศิวะผมจะให้รักษาการอยู่ที่ฐานแทนผมแล้วก็นำกำลังไป รปภ. คุณครูตามเส้นทางเหมือนเดิม” ผู้หมวดศิวะแอบพ่นลมหายใจออกมาอย่างเสียดาย ใจจริงเขาอยากจะออกไปบู๊กับพวกผู้กองมากกว่า ทุกวันนี้อยู่แต่กับเด็กนักเรียนจนเขาจะใกล้จะเรียนจบ ป. 6 อีกรอบแล้ว แต่เขาก็ต้องเข้าใจแหละ ถ้าเขาออกไปทำภารกิจกับทุกคนแล้วใครจะอยู่ดูแลฐาน เกิดฐานถูกลอบโจมตีตอนที่ทุกคนไม่อยู่คนร้ายคงได้มาชอปปิ้งคลังอาวุธของพวกเขาราวกับตลาดนัดยามเย็นแน่ๆ 

               “ในภารกิจครั้งนี้ผมอยากให้ทุกคนระวังตัวให้ดี คนร้ายเคยอยู่ในกลุ่มของผู้ก่อการณ์ร้ายมาก่อน พวกนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวร่วมแต่ยังเป็นถึงขั้นนักรบของกลุ่มอีกด้วย ตอนที่หลบหนีพวกนี้ฆ่าผู้คุมแล้วก็เจ้าหน้าที่ได้อย่างเลือดเย็น พวกมันไม่ลังเลในการฆ่า เพราะฉะนั้นนอกจากเราจะต้องเร่งจับพวกมันให้ได้ก่อนที่พวกมันจะหนีออกนอกประเทศ เราก็ต้องระวังไม่ให้พวกมันได้กลับไปรวมกลุ่มกับพวกผู้ก่อการณ์ร้ายในพื้นที่ด้วย” 

               “ศึกใหญ่น่าดู” เสียงผู้หมวดศิวะเปรยขึ้น 

               “ใช่ ศึกใหญ่” ผู้หมวดเผ่าเทพตอบเพื่อน “งานนี้ถ้าจับเป็นไม่ได้ก็ต้องจับตายลูกเดียว แล้วก็ห้ามพวกมันเห็นหน้าตา ห้ามให้พวกมันรอดไปได้ ไอ้พวกนี้มันเจ้าคิดเจ้าแค้น มันหลุดรอดไปได้เมื่อไหร่พวกเราก็ไม่ต้องถามหาความสงบในชีวิตอีกเลย” 

               “เตรียมลาลูก ลาเมียกันเลยทีนี้” คนที่ยังไม่มีทั้งลูกแล้วก็เมียพูดขึ้นเบาๆ ครั้นพอหันไปมองทางเหล่าลูกน้องผู้หมวดศิวะก็ใจชื้นขึ้นมาเมื่อเห็นความมุ่งมั่นฉายอยู่ในแววตาของทุกคน ในที่นี้ไม่มีใครหวั่นหรือกลัวกับภารกิจที่ต้องทำเลยแม้แต่น้อย เมื่ออาสาที่จะมาทำหน้าที่แล้วทุกคนก็จะทำอย่างสุดความสามารถไม่ให้เสียเกียรติของตำรวจไทยแม้แต่น้อย งานนี้ตายเป็นตาย ขอแค่บ้านเมืองสงบสุขพวกเขาก็พร้อมที่จะสู้ 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมเห็นทุกคนดูวุ่นๆ แล้วก็เตรียมอาวุธกันยกใหญ่ก็อดรู้สึกกังวลใจไม่ได้ ตั้งแต่กลับมาจากตัวเมืองยะลาผู้กองพนาก็ไม่ได้มาหาเธออีก เขาวุ่นอยู่แต่กับงาน กับการวางแผนรบ เธอไม่กล้าไปกวนเขาจึงได้แต่แอบมองอยู่ห่างๆ ตั้งแต่วันที่เขาถามว่าเธออยากจะกลับบ้านมั้ยเธอก็ไม่กล้าทำอะไรให้เขาไม่พอใจอีก ทุกวันนี้เธออยู่กับเขาด้วยความกลัว กลัวว่าเขาจะทิ้งเธออีก กลัวว่าเขาจะพาเธอไปส่งให้กับใครที่ไหนก็ไม่รู้ หากเขายิ่งเบื่อเธอ รำคาญเธอแล้วไล่เธอไปทีนี้เธอจะไปอยู่ที่ไหน เขาจะรู้บ้างรึเปล่าว่าเธอกำลังกลัว โลกที่ไม่มีเขาอยู่ด้วยสำหรับเธอมันน่ากลัวเหลือเกิน 

               “อ้าวคุณแก้ว มาหาผู้กองหรอครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพที่เพิ่งเดินลงมาจากอาคารอำนวยการทักเธอขึ้นเมื่อเห็นเธอมาด้อมๆ มองๆ อยู่สักพักแล้ว 

               “พี่พนางานยุ่งหรอคะ” 

               “ครับ พอดีมีภารกิจสำคัญที่พวกผมต้องออกไปจัดการ คุณแก้วจะเข้าไปหาผู้กองก็ได้นะครับ ถ้าได้เห็นคุณแก้วผู้กองคงมีกำลังใจลุยงานมากขึ้น” 

               “...ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันกลัวจะทำให้พี่พนารำคาญ แค่มองอยู่ห่างๆ แค่นี้ก็พอแล้ว” เธอยิ้มบางๆ ตอบด้วยความหงอย ผู้หมวดเผ่าเทพเห็นแล้วก็สงสารเธอนัก เขาชอบมองตอนที่เธอยิ้มแย้มมากกว่าตอนที่เป็นอยู่ตอนนี้ เธอรักผู้กองพนามากเหลือเกิน รักมากและรอคอยแต่ความรักจากผู้กอง ถ้าเขาเป็นแบบเธอ อยู่ในสภาวะที่จดจำตัวเองและคนรอบข้างไม่ได้เขาเองก็คงจะหวาดกลัวและกังวลเหมือนกัน โลกทั้งใบของเธอมีแต่ผู้กองพนาเพียงคนเดียวแล้วมันจะแปลกอะไรถ้าเธอจะกลัวผู้กองทอดทิ้งหรือพาไปส่งให้กับคนที่เธอไม่รู้จัก แม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นคนในครอบครัวของเธอก็ตาม 

               “ภารกิจที่ว่านี่คือการออกไปจัดการกับคนร้ายใช่มั้ยคะ” เธอถามเขาขึ้นมาอีก 

               “ใช่ครับ” 

               “น่าเสียดายจัง ถ้าฉันเป็นเจ้าหน้าที่ก็ดีสิคะ เวลาที่ทุกคนออกไปทำภารกิจ หากใครบาดเจ็บขึ้นมาหมออย่างฉันก็จะได้รีบเข้าไปดูแลรักษา” 

               “งั้น...ถ้าผมเจ็บตัวกลับมา คุณแก้วรักษาผมด้วยนะครับ ผมจะรอมารักษากับคุณแก้ว ผมจะไม่โรงพยาบาลเด็ดขาด” 

               “ทางที่ดีกว่าบาดเจ็บเลยจะดีกว่าค่ะ ถ้าพี่พนาหรือหมวดเป็นอะไรไปลูกน้องจะเสียกำลังใจเอานะคะ” ได้ยินแบบนี้ผู้หมวดเผ่าเทพก็มีความสุขขึ้นมาในทันทีทันใด กำลังใจล้มเปี่ยมเมื่อคิดว่าแก้วเจ้าจอมคงจะห่วงใยเขา กำลังใจดีขนาดนี้แล้วเขาจะเป็นอะไรไปได้ยังไง แต่ถ้าพลาดเจ็บตัวขึ้นมาเธอก็คือหมอเพียงคนเดียวที่เขาอยากให้รักษา 

               “เดี๋ยวฉันจะไปเตรียมยาที่ห้องพยาบาลให้ก็แล้วกันนะคะ เผื่อใครเป็นอะไรขึ้นมาจะได้มียาไว้รักษาเบื้องต้น” แก้วเจ้าจอมมองไปยังห้องทำงานของผู้กองพนาอีกครั้งก่อนจะตัดใจเดินจากมา คนที่อยากเจอกลับไม่ได้เจอ ตอนนี้เธอมั่นใจแล้วล่ะว่าหากเขาจะทิ้งเธอเขาก็คงทำได้ง่ายๆ เขารักเธอแต่คงรักไม่มากพอที่จะเก็บเธอเอาไว้ข้างกาย เขาพร้อมที่จะปล่อยมือจากเธอได้ทุกเมื่อ ยิ่งตอนนี้มีงานยุ่งเขาก็คงจะใช้เป็นข้ออ้างตีตัวออกห่างจากเธอ รักเขาข้างเดียวมันก็เจ็บแบบนี้สินะ ไล่ตามเขาอยู่ฝ่ายเดียวแต่เขาก็ไม่เคยสนใจ คืนนั้น...คืนที่เธอเมามันก็คงเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบเพราะเขาเองก็ดื่มเหมือนกัน หากไม่ใช่เพราะความเมามีหรือที่เขาจะแตะต้องเธอ ผู้ชาย...ถ้าเขาไม่รักอ่อยให้ตายเขาก็ไม่รักหรอก หรือบางที...เธอควรจะกลับไปหาครอบครัวของตัวเองตามที่เขาบอก แต่ถ้าเธอไปก็จะเท่ากับว่าเธอจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้วไปตลอดชีวิต การเลือกกลับไปหาครอบครัวมันก็ไม่ต่างอะไรกับการเลือกที่จะตายจากเขาไป แล้วถ้าเธอไปแล้ว มันคงเป็นการยากที่เขาจะยอมให้เธอได้พบกับเขาอีก 

               หลังจากที่เตรียมกล่องยาให้ผู้หมวดเผ่าเทพแล้วแก้วเจ้าจอมก็ออกมานั่งเล่นคนเดียวอยู่ที่ป่าหิ่งห้อย ไม่กล้าที่จะอยู่ส่งผู้กองพนา ไม่กล้าเข้าไปหาเขาอีกแล้วแม้ว่าภายในใจอยากจะกอดเขาแทบตาย 

               “พี่พนา...แก้วรักพี่พนานะ” อยากจะบอกเขาเหลือเกินว่าเธอรักเขา อยากจะเข้าไปหาแต่เธอก็ไม่กล้า สิ่งที่ทำได้จึงเป็นเพียงแค่การพูดกับแหวนญาติที่นิ้วเท่านั้น “แก้วรักพี่พนาข้างเดียวได้ ขอแค่พี่พนาอย่าทอดทิ้งแก้ว แก้วยังไม่อยากไปจากที่นี่” ถ้าหากเขามองว่าการที่เธออยู่ที่ฐานด้วยมันจะดูไม่ดีงั้นเธอจะไปอยู่นอกฐานก็ได้ ที่ไหนก็ได้ที่เธอจะยังได้เจอกับเขาอยู่ 

               “แก้ว ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ รู้มั้ยว่าพี่ตามหาไปทั่วฐานเลย” เสียงผู้กองพนาดังขึ้นด้านหลังทำให้แก้วเจ้าจอมรีบปาดน้ำตาออกแล้วยิ้มออกมากลบเกลื่อนความเศร้า ดีใจจนเนื้อเต้นที่เห็นเขามาหาแบบนี้ 

               “แก้ว...แก้วอยากมารอดูหิ่งห้อยค่ะ” 

               “ดูหิ่งห้อยอะไร เอาไว้พี่กลับมาแล้วพี่จะพามาดู แต่ตอนนี้พี่จะไม่อยู่ที่ฐาน พี่ไม่อยากให้แก้วเดินไปไหนมาไหนแบบนี้มันอันตราย ถ้าเกิดอะไรขึ้นพี่จะมาช่วยแก้วไม่ทันนะ” ผู้กองพนาสังเกตว่าที่ดวงตาของเธอดูแดงๆ เหมือนเธอจะแอบมานั่งร้องไห้คนเดียวมากกว่ามาดูหิ่งห้อยตามที่บอกเขา นับตั้งแต่วันที่เขาพูดเรื่องจะพาเธอกลับบ้านเธอก็ดูหงอยไปมาก เธอไม่อ่อยเขา ไม่ร่าเริง แล้วเหมือนเธอจะพยายามหลบหน้าเขา ทำตัวให้ดูห่างเหินกับเขาด้วย 

               “แก้วขอโทษ งั้นแก้วจะกลับไปที่บ้านแล้วนะคะ แก้วจะไม่ออกมาเดินเพ่นพ่านอีกแล้ว” 

               “เดี๋ยวแก้ว” เขาดึงมือเธอเอาไว้เมื่อเธอจะเดินหนีกลับบ้าน “อยู่คุยกับพี่ก่อน” 

               แก้วเจ้าจอมก้มหน้างุด กลัวในสิ่งที่จะได้ยิน ถ้าเขาบอกว่าถึงเวลาที่จะส่งเธอกลับบ้านแล้วล่ะ 

               “ทำไมสามสี่วันมานี่ดูแก้วจะพยายามหลบหน้าพี่จังเลย เมื่อก่อนหน้านี้หมวดเทพบอกว่าแก้วไปแอบดูพี่อยู่ที่อาคารอำนวยการ ถ้าอยากเจอพี่ทำไมถึงไม่เข้าไปหา เอาแต่แอบมองพี่ทำไม” 

               “...แก้วกลัวจะทำให้พี่พนารำคาญค่ะ” 

               “รำคาญ...รำคาญอะไร” 

               “ก็ถ้าพี่พนารำคาญแก้ว เบื่อแก้วพี่พนาก็จะส่งแก้วกลับบ้านไงคะ แก้วไม่อยากไป แก้วอยากอยู่กับพี่พนา แก้วอยากอยู่กับผัวของแก้ว ถ้าแก้วอยู่ที่ฐานนี้ไม่ได้ แก้วจะออกไปอยู่ข้างนอกก็ได้นะคะ แก้วอยู่ที่ไหนก็ได้ขอแค่แก้วยังได้เจอพี่พนาบ้าง เห็นใจแก้วเถอะนะคะ แก้วรักพี่พนา อย่าใจร้ายกับหัวใจของแก้วนักเลย สงสารหัวใจของแก้วบ้างเถอะนะ” 

               “แก้ว...” ที่เธอทำหลบหน้าเขาก็เพราะกลัวว่าเขาจะพาเธอไปส่งให้ครอบครัวอย่างนั้นหรอ “เด็กโง่เอ้ย” เขาว่าแล้วดึงเอาเธอเข้ามากอดแล้วลูบหลังเบาๆ 

               “พี่ยังไม่ได้พูดซักหน่อยว่าพี่จะส่งแก้วกลับบ้าน เมียของพี่ พี่ก็รักของพี่เหมือนกันนะ ถ้าแก้วไม่อยู่พี่ก็คิดถึงแก้วแย่สิ ต่อไปจะไม่มีใครมาอ้อน มาอ่อยอีกแล้ว เหงาตายเลย” เขาบอกเธอ หากแต่ภายในใจเขากลับอดนึกถึงคนสองคนที่เขาเจอเมื่อตอนเที่ยงไม่ได้ สองแม่ลูกคู่นั้น ยังไงเขาก็ยังฟันธงอยู่ว่าเจ้าหนุ่มนั่นคือคนๆ เดียวกันกับไอ้ผู้กองทหารพรานที่แอ๊บมารยาทดีเพราะอยู่ต่อหน้าแม่ แต่ผู้หญิงคนนั้น เธอเหมือนแก้วเจ้าจอมมาก เหมือนอย่างกับคนสายเลือดเดียวกัน เหมือนจนเขาเองก็กลัว กลัวว่าผู้หญิงคนนั้นกับแก้วเจ้าจอมจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันจริงๆ ขึ้นมา เขาล่ะอยากจะรู้นักว่าเธอเป็นใคร มีความเกี่ยวข้องอะไรกับแก้วเจ้าจอมจริงๆ หรือเปล่า เขาอยากจะสืบเรื่องราวของเธอแต่เขาก็ยังไม่มีเวลาสืบและจัดการกับเรื่องพวกนี้ ตอนนี้งานใหญ่ของเขาก็คือการจับกุมนักโทษที่หลบหนีทั้งสามรายให้ได้ก่อน ไว้จบเรื่องนักโทษสามรายนี้เมื่อไหร่เขาจะต้องหาคำตอบกับเรื่องพวกนี้ให้ได้ ผู้หญิงคนนั้นกับแก้วเจ้าจอมจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกันรึเปล่า หรือจะเป็นเพียงแค่ความบังเอิญที่คนสองคนจะหน้าตาเหมือนกัน ตัวหอมเหมือนกันแบบนี้และหากเขาภาวนาขอได้ เขาขอให้เรื่องนี้เป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น ขออย่าให้ผู้หญิงคนนั้นกับแก้วเจ้าจอมมีอะไรที่เกี่ยวข้องกันเลย 

               “พี่ไม่อยากให้แก้วคิดมากเรื่องนี้อีก พี่จะไม่ยอมให้ใครมาเอาแก้วไปจากพี่หรอกนะ ไม่ว่ายังไงพี่ก็ต้องทำตามความต้องการของแก้วก่อนอยู่แล้ว ถ้าแก้วต้องไปโดยที่แก้วไม่มีความสุขพี่ก็จะไม่ให้แก้วไป ใกล้ๆ กันกับฐานมีบ้านเช่าออกเยอะแยะพี่จะพาแก้วไปอยู่ที่นั่นด้วยกันก็ได้ ยังไงเราก็ต้องได้เจอกันทุกวัน ได้อยู่ด้วยกันอยู่แล้ว แต่มันคงไม่ใช่ตอนนี้หรอก ตอนนี้พี่ยังไม่ไว้ใจใคร พวกคนร้ายมันก็ยังไม่ปล่อยแก้ว ตราบใดที่แก้วยังไม่ปลอดภัยพี่จะให้แก้วอยู่ที่นี่กับพี่ไปก่อน ไว้เรื่องทุกอย่างสงบลงเราจะไปอยู่ข้างนอกด้วยกันหรือไม่...ก็จนกว่าแก้วจะจำทุกอย่างได้ แล้วเมื่อนั้นพี่จะให้แก้วเป็นคนตัดสินใจเองว่าแก้วจะอยู่กับพี่ต่อหรือว่าจะไป” 

               “ไม่ว่ายังไงแก้วก็จะอยู่กับพี่พนาเหมือนเดิม แก้วเป็นเมียพี่แก้วก็ต้องอยู่กับพี่สิคะ” 

               “แน่นอน เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่ตอนนี้” ผู้กองพนาเช็ดน้ำตาให้เธอเบาๆ “พี่ต้องออกไปทำงานข้างนอก พี่ยังรับปากกับแก้วไม่ได้ว่าจะไปนานกี่วัน ระหว่างที่พี่ไม่อยู่นี้ พี่อยากให้แก้วอยู่แต่ที่บ้าน จะออกไปห้องพยาบาลก็ได้แต่อย่าไปบ่อย หมวดศิวะเขาจะยังอยู่ดูแลที่นี่แทนพี่ ถ้ามีเรื่องอะไรแก้วก็ไปบอกหมวดศิวะนะ เขาจะคอยดูแลแก้วให้พี่เอง ส่วนที่ป่าหิ่งห้อยนี้ก็อย่าเพิ่มมาจนกว่าพี่จะกลับ พี่เป็นห่วงแก้ว ถ้าวันที่พี่กลับฐานมาแล้วไม่เจอแก้วพี่คงทำอะไรไม่ถูก หัวใจของพี่ทั้งดวงไม่อยู่แล้วพี่จะทนอยู่ต่อไปได้ยังไง แก้วรอพี่กลับมานะ ไว้เสร็จภารกิจนี้พี่จะรีบกลับมาจูบรับขวัญ” 

               “ค่ะ แก้วจะรอพี่พนากลับมาหา พี่พนาดูแลตัวเองดีๆ นะคะ ระวังตัวด้วย” พอแก้วเจ้าจอมบอก ผู้กองพนาก็ส่งมีดพกเล่มหนึ่งมาให้เธอ มันเป็นมีดพกที่เขาเคยให้เธอไว้เมื่อปีก่อน 

               “แก้วเก็บเอาไว้ป้องกันตัวนะ อย่าให้มีดเล่มนี้ห่างกายเด็ดขาด ส่วนพี่” เขาชูมีดพกอีกเล่มที่เป็นของน้องชายขึ้นก่อนจะใส่ปลอกเอาไว้ที่เอวข้างๆ กับปืนพกสั้น “พี่ก็จะเก็บมีดเอาไว้เหมือนกัน” แก้วเจ้าจอมมองมีดในมือของเขาและตัวเองด้วยความกังวลใจ เป็นห่วงเขาเหลือเกินแต่คนความจำเสื่อมอย่างเธอจะช่วยอะไรใครได้ สิ่งที่ทำได้คงเป็นเพียงการให้กำลังใจเขาเท่านั้น สองแขนของเธอเอื้อมขึ้นไปกอดรอบคอของผู้กองพนาเอาไว้ก่อนจะค่อยๆ โน้นเขาลงมาประทับจูบเบาๆ แนบริมฝีปากนุ่มเอาไว้กับเขาแล้วบดขยี้จุมพิตแสนหวานอย่างแผ่วเบาและนุ่มนวล เกาะเกี่ยวตวัดลิ้นแลกความหอมหวานให้แก่กันและกัน 

               ภาพของคู่รักทั้งสองกำลังกอดจูบกันอย่างหวานซึ้งริมลำธารใสทำให้ผู้หมวดเผ่าเทพที่ออกตามหาแก้วเจ้าจอมช่วยผู้กองพนาเมื่อก่อนหน้านี้ต้องรีบเบือนหนีเมื่อบังเอิญมาเห็นภาพบาดตาบาดใจเข้า แม้จะหักห้ามใจไม่แสดงความในใจออกมาให้ใครรับรู้แต่มาเห็นภาพแสนหวานนี้เข้ามันก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาบ้างเหมือนกัน ได้แต่ท่องและจำเอาไว้ว่า...เธอไม่ใช่ของเขา...เธอไม่ใช่ของเขา อยู่เช่นนี้ก่อนที่จะฝืนใจเดินจากมาอย่างเงียบๆ  

  

 

 

               บรรยากาศของผืนป่ายามค่ำคืนเงียบสนิท ไร้ซึ่งเสียงของแมลงและนกป่าเช่นทุกครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มรบพิเศษและเจ้าหน้าที่ทหารพรานจำนวนหลายสิบนายในชุดเกราะพร้อมอาวุธครบมือแบ่งทีมเพื่อกระจายกำลังกันเข้าจับกุมตัวนักโทษที่หลบหนีอยู่บนเทือกเขาสันกาลาคีรี แผนที่ขนาดใหญ่ถูกกางออกด้านข้างรถหุ้มเกราะเมื่อผู้กองพนาเรียกหัวหน้าทีมของเจ้าหน้าที่แต่ละชุดเข้ามาฟังแผนการที่เขาวางเอาไว้ 

               “จากรายงานเบื้องต้นทุกคนคงทราบกันดีแล้วว่านักโทษที่หลบหนีเป็นใคร หัวหน้าในการหลบหนีครั้งนี้คือชารีฟ เขากับน้องชายที่ชื่ออาซานเดิมเป็นชาวสงขลา ทางครอบครัวถูกใส่ร้ายและต้องคดีทำเขาพวกเขาเกลียดชังเจ้าหน้าที่จึงเข้าร่วมกับกลุ่มของผู้ก่อการณ์ร้ายและอยู่ในกลุ่มนักรบ ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มแนวร่วม แม้ภายหลังเขากับน้องชายจะถอนตัวออกมาจากกลุ่มผู้ก่อการณ์ร้ายแล้ว แต่ด้วยความเกลียดชังเจ้าหน้าที่เป็นทุนเดิมทำให้พี่น้องคู่นี้ยังคงหาเรื่องลอบสังหารเจ้าหน้าที่ต่อไปโดยได้รับการสนับสนุนจากกาเซ็ม มือปืนที่มีความเกลียดชังเจ้าหน้าที่อยู่เหมือนกัน โดยคดีล่าสุดที่ทำให้ทั้งสามคนถูกจับและต้องโทษจำคุกก็คือคดีลอบสังหารทหารที่ออกลาดตระเวนจนทหารเสียชีวิตไปสี่นายที่อำเภอเบตง นักโทษทั้งสามมีความเกลียดชังเจ้าหน้าที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพราะฉะนั้นพวกเราต้องระวังตัวกันให้ดี ห้ามประมาทเด็ดขาดและขอให้จำเอาไว้ว่าคนร้ายมันไม่เคยปรานีเจ้าหน้าที่คนไหนเลย” ผู้กองพนาบอกถึงที่มาของนักโทษทั้งสามกับเจ้าหน้าที่ทุกนาย เพราะเขาได้ติดตามคดีนี้มาสักระยะแล้วเลยพอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษทั้งสามและรู้ว่านักโทษทั้งสามกบดานกันอยู่ที่ไหนทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลาสืบ จนทำให้สามารถลงมือปฏิบัติภารกิจได้ในทันที นับว่าเป็นเรื่องดีที่เขาได้รับมอบหมายให้เข้ามารับมือกับภารกิจในครั้งนี้  

               “แผนที่นี้แสดงถึงบริเวรที่ผมคาดว่านักโทษทั้งสามจะกบดานกันอยู่ เราจะแบ่งทีมเข้าปิดล้อมพวกมันเอาไว้ จับเป็นได้คือจับ แต่ถ้านักโทษขัดขืน...เราได้รับอนุญาตให้ทำการวิสามัญได้ ทั้งสามคนมีฝีมือในการสู้รบเป็นอย่างมาก ผมขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าประมาทเด็ดขาด” ผู้กองพนาชี้จุดที่คาดว่านักโทษทั้งสามน่าจะกบดานดันอยู่ เขาใช้เวลาในการประชุมแผนอย่างรวดเร็วก่อนที่จะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ในแต่ละทีมกระจายกำลังกันเข้าปิดล้อมและจับกุมนักโทษหลบหนี 

               ผู้กองพนาเป็นผู้นำกำลังลูกน้องของตนเดินเข้าสู้เส้นทางที่อันตรายที่สุดและคาดว่าน่าจะเป็นจุดที่ใกล้กับจุดที่นักโทษทั้งสามน่าจะหลบซ่อนตัวอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ได้มีฝนตกลงมาปรอยๆ ละอองน้ำฝนเลยชะล้างกลุ่มควันในอากาศทำให้อากาศในพื้นที่ป่าสะอาดมากขึ้น ซึ่งการที่อากาศในผืนป่าสะอาดมันทำให้เจ้าหน้าที่ที่ชำนาญในการเดินป่าสามารถรับกลิ่นต่างๆ ได้เป็นอย่างดี หากว่านักโทษมีการก่อกองไฟขึ้นในพื้นที่ป่าบนเทือกเขา เจ้าหน้าที่จะสามารถรับกลิ่นของควันไฟได้อย่างง่ายดาย แล้วนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารแล้วก็ยังมีทีมสุนัขตำรวจเข้าร่วมในการค้นหานักโทษในครั้งนี้ด้วย 

               ความมืดไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อเจ้าหน้าที่ที่ฝึกการปฏิบัติงานในเวลากลางคืนมาเป็นอย่างดี กล้อง Night vision ถือว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญในภารกิจครั้งนี้ซึ่งมันจะดีกว่าการใช้ไฟฉาย ซึ่งหากมีการใช้ไฟฉายจะไม่ต่างอะไรกับการทำให้ตนเองตกเป็นเป้ายิงเลย นักโทษทั้งสามได้ยึดเอาอาวุธของเจ้าหน้าที่และผู้คุมมาระหว่างการหลบหนีด้วย หากมีการปะทะกันขึ้นคนร้ายจะต้องตอบโต้ด้วยอาวุธเหล่านั้นอย่างแน่นอน ผู้กองพนามองผืนป่าผ่านกล้อง Night vision พยายามฟังเสียงรอบๆ ตัวให้ได้มากที่สุดและสังเกตร่องรอยต่างๆ ที่อยู่ตามพื้น ตอนนี้บรรยากาศรอบๆ ตัวยิ่งเงียบกริบ ความชื้นของฝืนป่าที่เพิ่งมีฝนตกยิ่งทำให้อากาศหนาวเหน็บ เสียงหอบของเจ้าหน้าที่บางนายได้ยินอย่างผะแผ่วเพราะการเดินป่าขึ้นเขามาเป็นเวลานานมันมีหมดทั้งความเหนื่อย ความกังวล ความเครียด ความหนาวหรือแม้แต่ความกลัว แม้การปฏิบัติงานตอนกลางคืนมันจะมีความเสี่ยงแต่มันก็เป็นเรื่องที่ทำให้ฝ่ายของเจ้าหน้าที่ได้เปรียบเพราะมีอุปกรณ์พร้อม ในขณะที่ฝ่ายนักโทษถึงแม้จะมีปืนก็ขาดซึ่งอุปกรณ์ให้แสงสว่าง การจะหลบหนีในป่าที่มีเจ้าหน้าที่ปิดล้อมยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ผู้กองพนาเลือกออกปฏิบัติการในตอนกลางคืน 

               “หยุดก่อน!” ผู้กองหนุ่มพูดเสียงรอดไรฟันแต่ก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้ลูกน้องที่เดินตามมาหยุดเมื่อสังเกตเห็นอะไรบางอย่างอยู่ที่พื้น 

               “มีรอยเท้าอยู่ที่พื้น เป็นรอยรองเท้าแตะ” ผู้กองพนากระซิบบอกกับผู้หมวดเผ่าเทพแล้วชี้ให้เขามองพื้นผ่านกล้อง Night vision บ้าง นักโทษทั้งสามอยู่ระหว่างการนั่งรถไปยังเรือนจำเพราะฉะนั้นก็ต้องแต่งชุดของนักโทษแล้วก็สวมรองเท้าแตะ นี่แหละเบาะแส “กิ่งไม้ ใบไม้ตามข้างทางก็มีรอยหัก มีรอยช้ำ แล้วก็เป็นรอยใหม่ๆ ด้วย หมวดบอกทุกคนให้ระวังตัวให้ดี ตอนนี้ผมคิดว่าเรากับพวกมันน่าจะอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น ถ้าผมสั่งให้ยิง ก็ยิงเข้าใส่ทันที” 

               “ครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพรับคำสั่งแล้วหันไปส่งสัญญาณมือบอกกับลูกน้องในทีม พร้อมกันนั้นยังวิทยุไปแจ้งข่าวแก่เจ้าหน้าที่ทีมอื่นๆ ด้วยเพื่อบอกให้ทุกคนเตรียมรับการปะทะ และเพื่อเป็นการเช็คว่าเป้าหมายที่แกะรอยได้นั้นไม่ใช่พวกเดียวกันเอง 

               บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเข้าไปทุกขณะ ผู้กองพนากับลูกน้องยังคงยืนนิ่งฟังเสียงและมองหาการเคลื่อนไหวเบื้องหน้า แต่แล้ว... 

               แกร่บ! เสียงฝีเท้าของใครซักคนในเงามืดเหยียบกิ่งไม้หักทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายกระชับปืนในมืออยู่ในท่าเตรียมพร้อม ผู้กองพนาจึงมองผ่านกล้อง Night vision ไปยังจุดที่ได้ยินเสียงก็รีบชูมือขึ้นเป็นสัญญาณอีกครั้ง จนกระทั่งเขาเห็นขาของใครคนหนึ่งโผล่พ้นออกมาจากโขดหินก็รีบเล็งปืนเข้าใส่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ยิงหรือทำอะไร ฝ่ายที่หลบซ่อนตัวอยู่เบื้องหน้าก็เป็นฝ่ายยิงเข้าใสพวกเขาก่อน 

               ปัง!!!  

               เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นจากกลุ่มของนักโทษหลบหนี ตามกฎในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารห้ามลงมือยิงเข้าใส่คนร้ายก่อนเป็นอันขาด แต่หากอีกฝ่ายเป็นฝ่ายยิงเข้าใส่ก่อน พวกเขาจะสามารถตอบโต้ได้ในทันที และโชคดีที่กระสุนนัดเมื่อกี้นี้พลาดเป้าจึงไม่มีเจ้าหน้าที่นายใดได้รับอันตราย แล้วก่อนที่เสียงปืนนัดที่สองจากกลุ่มนักโทษจะดังขึ้นมาอีกผู้กองพนาก็ส่งสัญญาณสั่งให้ทุกคนยิงตอบโต้ได้ในทันที 

               “ยิง!” ผู้หมวดเผ่าเทพถ่ายทอดคำสั่งของผู้กองพนาไปแล้วชี้ตำแหน่งที่นักโทษหลบอยู่ให้เหล่าลูกน้องรับรู้ตามที่ผู้กองพนาบอก แล้วจากนั้นเสียงปืนก็ดังสนั่นลั่นป่าขึ้นในทันที 

               ปังๆๆๆ ปังๆๆๆ 

               ฝ่ายนักโทษเองก็ยิงตอบแบบไม่มียั้งและแม่นยำจนเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายต้องพากันหมอบลงต่ำ ผู้กองพนาที่เห็นขาของนักโทษรายหนึ่งยังโผล่ออกมาจากโขดหินอยู่จึงไม่รอช้ายิงปืนเข้าใส่เป้าหมายในทันที 

               ปัง!!! 

               “โอ๊ย!!!” อาซานถึงกับทรุดล้มลงไปกับพื้นทันทีที่ถูกยิงเข้าที่ขาจนชารีฟผู้เป็นพี่ชายต้องรีบเข้ามาประคองเอาไว้ ส่วนกาเซ็มก็ยังคงยิงตอบโต้เหล่าเจ้าหน้าที่อยู่ 

               “พี่ ฉันถูกยิง” อาซานเอามือกุมขาของตัวเองเอาไว้อย่างเจ็บปวด พิษของกระสุนปืนของผู้กองพนาทำให้ขาบริเวณเหนือข้อเท้าของอาซานขึ้นมาเป็นแผลเหวอะเลือดไหลออกมาไม่หยุด “พี่ชารีฟ ขาฉันไม่มีความรู้สึกเลย” แม้อากาศจะหนาวเย็นแต่อาซานกลับเหงื่อไหลท่วมตัว ชารีฟผู้เป็นพี่ชายจึงมองไปรอบๆ ตัวผ่านความมืดเพื่อหาช่องทางหลบหนี แต่ก็ดูจะเป็นการยากเพราะเหมือนตอนนี้พวกเขาจะถูกเจ้าหน้าที่ล้อมเอาไว้หมดแล้ว ใครกัน ใครกันที่มันนำกำลังเจ้าหน้าที่มาเล่นงานพวกเขา พวกเขากบดานอยู่ที่นี่มาตั้งหลายวันแล้วแต่ก็ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่คนไหนจะเข้ามาใกล้พวกเขาได้มากถึงขนาดนี้ หากไม่ติดว่าอีกสองวันจะมีคนมารับพวกเขาหนีข้ามเขตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน พวกเขาก็คงไม่ต้องมากบดานเป็นเป้านิ่งอยู่อย่างนี้หรอก 

               “ไม่ไหวแล้วชารีฟ พวกตำรวจทหารมันแห่มากันตั้งเยอะ เราเอาไม่อยู่แน่” 

               “แล้วจะหนีไปทางไหน พวกมันปิดล้อมเราขนาดนี้ อาซานเองก็ถูกยิงด้วย” ชารีฟร้องถามกาเซ็มที่ยังยิงปืนตอบโต้กับเจ้าหน้าที่อยู่ แต่เพราะความมืดทำให้เขามองไม่เห็นเป้าหมาย ผิดกับเจ้าหน้าที่ที่มองเห็นพวกเขาอย่างชัดเจนผ่านกล้อง Night vision 

               “ก็ทิ้งมันไว้ที่นี่แหละ ขืนพามันไปด้วยพวกเราได้จบเห่กันหมดนี่แน่ ทางด้านหลังเขามีหน้าผา ข้างล่างเป็นบึงน้ำเราหนีไปทางนั้นได้” 

               “ไม่! กูจะไม่ยอมทิ้งน้องกูเอาไว้เด็ดขาด อีกอย่างบึงน้ำที่ว่านั่นก็มีจระเข้อยู่ ถ้าไม่ตายด้วยกระสุนปืนมึงได้เป็นอาหารจระเข้แน่!” 

               “งั้นมึงก็เลือกเอาว่ามึงกับน้องมึงจะยอมถูกจับ ถูกฆ่าตายอยู่บนเขานี้หรือมึงจะไปเสี่ยงเอาดาบหน้า แต่ขาอาซานเลือดไหลอยู่แบบนี้ นี่แหละจะยิ่งทำให้พวกจระเข้มันได้กลิ่นเร็วขึ้น!” แล้วกาเซ็มก็หันมาหลบอยู่อีกด้านของโขดหิน สายตามองผ่านความมืดไปยังตำแหน่งที่เขาจะหนีแล้วหยิบระเบิดที่มีเพียงลูกเดียวออกมาเพื่อใช้เป็นใบเบิกทางในการหลบหนี 

               “มา! ชารีฟ ถ้ามึงจะหนีไปกับกูมึงก็ตามมา ถ้าวันนี้มึงกับกูรอดไปได้ กูจะพามึงย้อนกลับมาเอาคืนพวกมัน!!!” 

               เสียงปืนที่เงียบไปของคนร้ายทำให้ผู้กองพนาวิ่งลัดเลาะไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่แล้วมองผ่านกล้อง Night vision อีกครั้งก็เห็นกาเซ็มถืออะไรบางอย่างเอาไว้ในมือและเตรียมจะปามันออกไป 

               “เวรแล้ว...ทุกคน ระเบิด!!!” สิ้นคำร้องเตือนของผู้กองพนา เจ้าหน้าที่ทุกนายก็รีบหลบออกจากวิถีระเบิดแล้วก้มลงไปหมอบกับพื้นพร้อมๆ กับที่ระเบิดในมือกาเซ็มถูกปาออกไป 

               บึ๊ม!!!!  

               แม้จะอยู่ห่างจากรัศมีของระเบิด แต่แรงระเบิดก็ทำเอาผู้กองพนาที่หลบอยู่ด้านหลังต้นไม้หูอื้อและมึนไปพักหนึ่ง กว่าจะกลับมาตั้งสติได้ก็เห็นนักโทษทั้งสามวิ่งหลบหนีออกไปยังทิศที่มีการปาระเบิดไปแล้ว และไม่รอช้าเขารีบถือปืนวิ่งตามนักโทษทั้งสามไปทันที 

               ชารีฟใช้แขนข้างหนึ่งประคองน้องชายวิ่งหนีไปยังหน้าผาที่กาเซ็มบอก ส่วนมืออีกข้างก็ยิงสวนกลับไปด้านหลังเพื่อไม่ให้มีเจ้าหน้าที่ติดตามมาได้ ผู้กองพนากับลูกน้องที่วิ่งตามจึงต้องคอยหลบกระสุนเป็นพักๆ อาซานเห็นความยากลำบากของผู้เป็นพี่ชายก็อดห่วงไม่ได้ ตอนนี้เขากำลังเป็นตัวถ่วง เขาอาจทำให้ชารีฟถูกจับหรือถูกฆ่าเอาได้ 

               “พี่ชารีฟ ทิ้งผมเอาไว้ที่นี่เถอะ ทิ้งผมแล้วรีบหนีไป ไอ้พวกตำรวจทหารพวกนี้...ไว้พี่ค่อยมาแก้แค้นให้ผมทีหลังก็ได้” 

               “ฉันจะไม่ทิ้งแกเด็ดขาด ถ้าแกแค้นพวกมัน แกต้องเป็นคนมาแก้แค้นพวกมันเอง มานี่!!!” ชารีฟยังคงลากน้องชายวิ่งหนีไปด้วยความยากลำบากจนกระทั่งมาถึงหน้าผาที่กาเซ็มพูดถึง บึงน้ำเบื้องล่างมีจระเข้อาศัยอยู่ชารีฟเคยเห็นมาแล้วกับตาจากการที่กบดานอยู่บนเขานี้มาหลายวัน แม้ที่เขาเคยเห็นจะมีจระเข้เพียงแค่ไม่กี่ตัวแต่มันก็เป็นเรื่องยากที่จะเสี่ยง 

               “เวรเอ้ย!!! กัดไม่ปล่อยเลยจริงๆ” กาเซ็มสถบออกมาอย่างหัวเสียเมื่อเห็นผู้กองพนานำลูกน้องติดตามมาจนเขาต้องรีบเข้าไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ริมหน้าผา เช่นเดียวกับที่ชารีฟลากเอาอาซานไปหลบด้วย 

               “ยอมมอบตัวซะ วางอาวุธลงแล้วมอบตัว ฉันรับปากว่าจะไม่มีการฆ่าใครทั้งนั้นในคืนนี้” ผู้กองพนาสั่งแล้วเล็งปืนเข้าใส่เป้าหมาย อาซานจึงมองปืนในมือตัวเองซึ่งตอนนี้กระสุนหมดไปแล้ว แต่ปืนในมือของชารีฟยังคงมีกระสุนอยู่บ้าง 

               “ฉันจะถ่วงเวลาพวกมันเอาไว้เอง พี่กับกาเซ็มรีบหนีลงไปที่บึงน้ำ ไปรวบรวมพรรคพวกให้ได้มากที่สุดแล้วเอาพรรคพวกไปถล่มพวกมันคืน” อาซานบอกพี่ชาย งานนี้ขอยอมตายดีกว่ายอมถูกจับ ไอ้พวกเจ้าหน้าที่พวกนี้มันรู้จักเขาน้อยไปซะแล้ว 

               “แกอย่าทำอะไรโง่ๆ เด็ดขาดอาซาน แกต้องหนีไปกับพวกพี่” ชารีฟไม่ยอม 

               “เอาน่า หน้าผาอยู่แค่นี้ฉันจะกระโดดลงไปตอนไหนก็ได้ แต่ก่อนจะลงไป...ขอฉันเก็บไอ้ตำรวจเวรนี่ให้ได้ก่อน ถ้าฉันให้สัญญาณแล้วพี่กระโดดลงไปเลยนะ” อาซานวางปืนของตัวเองลงแล้วแย่งปืนมาจากพี่ชายเมื่อมีแผนบางอย่างอยู่ในหัว 

               “ก็ได้ พวกกูจะยอมตัว” อาซานร้องตอบผู้กองพนาไปก่อนที่เขาจะเดินออกมาจากต้นไม้ใหญ่อย่างช้าๆ เพราะอาการบาดเจ็บที่ขาพร้อมกับปืนในมือ 

               ผู้กองพนาไม่ยอมเชื่อใจอีกฝ่ายง่ายๆ จึงยังคงเล็งปืนเข้าใส่อาซานอยู่ เพราะต้องก้มหลบระเบิดเมื่อก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังต้องวิ่งตามคนร้ายในป่าทึบอีกทำให้ผ้าคลุมหน้าของเขาเลื่อนหลุดออกมา แม้จะหลุมไม่หมดแต่ก็พอจะมองเห็นใบหน้าคมเข้มอยู่บ้าง  

               “งั้นก็วางอาวุธลงแล้วยกมือขึ้น อย่าตุกติกเชียวนะมึง” ผู้กองหนุ่มสั่ง ก่อนที่ชารีฟกับกาเซ็มจะเดินออกมาจากด้านหลังต้นไม้บ้าง ทางด้านอาซานเมื่อเห็นว่าพี่ชายกับกาเซ็มออกมาจากหลังต้นไม้แล้วก็แสยะยิ้มออกมา ตอนแรกเหมือนทำท่าจะโยนปืนในมือทิ้ง แต่ภายในเสี้ยววินาทีเขากลับยกปืนขึ้นเล็งใส่ผู้กองพนาในทันที 

               “กระโดด!!!” อาซานบอกให้ชารีฟกับกาเซ็มกระโดดลงไปยังบึงน้ำเบื้องล่างพร้อมๆ กับที่เขาลั่นไกปืนออกมา แต่ผู้กองพนาที่รู้ทันก็ไม่รอช้ารีบยิงสวนอาซานไปในทันที 

               ปัง!!! ปัง!!! ปัง!!! กระสุนทั้งสามนัดฝั่งเข้าไปที่ลำตัวของอาซานต่อหน้าต่อตาชารีฟ ไหนจะเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารนายอื่นๆ จะยิงเข้าใส่พวกเขาซ้ำอีกชารีฟก็ดึงตัวอาซานกระโดดลงไปที่หน้าผาด้วยกันเช่นเดียวกับกาเซ็ม 

               ตูม!!! เสียงร่างทั้งสามตกลงสู่บึงน้ำเบื้องล่าง ผู้หมวดเผ่าเทพจึงจะตามไปยิงซ้ำแต่ผู้กองพนาก็ดึงเขาเอาไว้ก่อน 

               “ระวังหมวด ข้างล่างเป็นบึงจระเข้” เสียงเตือนนี้ทำเอาผู้หมวดเผ่าเทพถึงกับขนลุกเกลียวขึ้นมาแล้วมองฝ่าความมืดลงไปยังบึงน้ำเบื้องล่าง ไม่อยากจะนึกภาพของคนที่ต้องตกลงไปเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายด้านล่างเลย 

               “ทุกทีมกระจายกำลังกันลงไปตรวจสอบที่ด้านล่างบึงน้ำ อย่าให้นักโทษหลบหนีไปได้เป็นอันขาด” ผู้กองพนาหันไปสั่งการกับทีมอื่นๆ ผู้หมวดเผ่าเทพได้แต่มองตามอย่างฉงลในคำสั่งนี้...ตกลงไปในบึงจระเข้ขนาดนี้คงเหนือชิ้นส่วนขึ้นมาให้หลบหนีได้หรอก 

               ทางด้านนักโทษทั้งสาม เมื่อกระโดดลงไปในบึงแล้วชารีฟก็รีบประคองร่างของน้องชายเพื่อว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่ง แม้ว่ากาเซ็มจะร้องบอกให้เขาปล่อยตัวอาซานไปก็ตามแต่ชารีฟก็ยังจะช่วยน้องชายต่อให้ได้โดยที่เขาลืมนึกไปว่าการที่อาซานถูกยิงจนเลือดไหลท่วมตัวแบบนี้มันจะทำให้สัตว์ร้ายที่เป็นนักล่าในบึงน้ำแห่งนี้ได้กลิ่นคาวของเลือด 

               “ชารีฟ ปล่อยอาซานไป ยังไงมันก็ไม่รอด” เพราะกาเซ็มมองเห็นร่างสีดำขนาดใหญ่กำลังว่ายน้ำตรงมายังพวกเขาจำนวนสองตัว ด้วยเหตุนี้กาเซ็มจึงต้องรีบว่ายน้ำออกไปให้ห่างจากอาซานให้มากที่สุดในขณะที่ชารีฟยังคงพยายามจะพาน้องชายว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่ง 

               “พี่...” อาซานเองก็มองเห็นจระเข้ที่กำลังว่ายน้ำเข้ามาหา เขารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากนี้ดังนั้นเมื่อจระเข้ตัวแรกพุ่งเข้ามาหาเขา เขาก็ใช้แรงทั้งหมดที่พอมีเหลือผลักชารีฟออกไป 

               “พี่...แก้แค้นให้ผมด้วย...” 

               “อาซาน...อาซาน!!! ไม่!!!!” ชารีฟร้องออกมาลั่นเมื่อเห็นจระเข้ตัวใหญ่เข้ามางับที่ช่วงลำตัวของอาซานอย่างจัง แล้วมีอีกตัวพุ่งเข้ามางับที่ขาของเขาอีก ภาพร่างของน้องชายถูกจระเข้ในน้ำรุมทึ้งทำให้ชารีฟไม่อาจเก็บกลั้นน้ำตาได้ กลิ่นคาวเลือดยิ่งคละคลุ้งเขาทำได้เพียงแค่กรีดเสียงร้องเรียกหาน้องชายแล้วพยายามจะว่ายน้ำกลับไปช่วย แต่กาเซ็มก็ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเมื่อเขาว่ายน้ำกลับมาหาชารีฟแล้วรีบลากตัวชารีฟขึ้นไปจากบึงก่อนที่เขาจะตกเป็นเหยื่อของจระเข้อีกราย 

               “ไม่!!! ปล่อยกู อาซาน!!! อาซาน!!!” ชารีฟดิ้นทุรนทุรายอย่างรับไม่ได้กับเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น ภาพร่างของน้องชายถูกจระเข้ร้ายฉุดดึงลงไปใต้บึงยิ่งเป็นการสร้างบาดแผลและความเจ็บปวดภายในใจให้กับเขามากขึ้น ความเจ็บปวดนี้มันอัดแน่นอยู่ในอก สงสารน้องชายที่เขาไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ ต้องมาเห็นน้องชายตายไปต่อหน้าต่อตาด้วยสภาพน่าเวทนาแบบนี้เขารับไม่ได้เลย 

               “มึง!!! มึงฆ่าน้องกู ไอ้พวกตำรวจชั่ว!!! มึงฆ่าน้องกู!!!” ชารีฟเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความแค้นขึ้นมาในทันที ไอ้ตำรวจคนนั้นมันเป็นใครกัน จากเครื่องแบบของมันเขารู้แค่เพียงว่ามันเป็นตำรวจพลร่ม แต่ไม่ว่ามันจะเป็นตำรวจประจำการอยู่ที่ไหนก็ตามแต่เขาจะต้องตามล้างแค้นมันให้ได้ มึงยิงน้องชายเขา มันทำให้อาซานต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาแบบนี้และเขาจะต้องทำตามคำขอสุดท้ายของน้องชายให้ได้ เขาจะต้องแก้แค้นมัน! 

               “กูจะตามแก้แค้นมึง...กูจะตามแก้แค้นมึง!!! ไอ้สารเลว!!!” ชารีฟตะโกนออกมาเสียงดังแล้วทรุดหน้าลงไปร้องไห้คร่ำครวญกับพื้นดินอย่างเจ็บปวดและเสียใจที่ต้องมาสูญเสียน้องชายไปแบบนี้โดยมีกาเซ็มได้แต่ยืนมองดูอยู่เงียบๆ ภาพของอาซานที่ถูกจระเข้จัดการมันยังติดตาของเขาอยู่ไม่จางหาย แต่อีกใจการที่เห็นชารีฟดูจะโกรธแค้นเจ้าหน้าที่พวกนี้มากขึ้นเขาก็ยิ่งพอใจนัก ยิ่งชารีฟแค้นมากเท่าไหร่เขาก็จะมีคนฝีมือดีอยู่ช่วยในการเล่นงานพวกเจ้าหน้าที่ และที่สำคัญ...เขารู้ดีว่าไอ้ตำรวจคนที่มันยิงอาซานนั้นเป็นใคร เขาเคยเห็นมันนำกำลังลูกน้องออกเดินลาดตระเวนในหมู่บ้านแถบอำเภอบันนังสตา การจะตามล่าหาตัวมันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรหรอก แล้วเราจะได้เจอกันอีก...ร้อยตำรวจเอกพนาธร 

  

******************************************************* 

นั่นไง สร้างศัตรูเอาไว้อย่างไม่รู้ตัวแล้วนะพี่พนา 

*********************************************** 

ตอนนี้มาช้ามากๆ เลยนะคะต้องขออภัยด้วย เนื่องจากเนื้อหาในตอนนี้ไรท์เขียนแล้วก็แก้อยู่หลายครั้ง โดยต้องไปขอคำแนะนำจากพี่ตำรวจที่ปฏิบัติงานจริงอยู่ในพื้นที่ว่าในฉากการต่อสู้กันระหว่างเจ้าหน้าที่กับคนร้ายจะมีขอบเขตในการเขียนได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อไม่ให้กระทบต่อหน่วยงานและผู้คน จนได้ตอนที่ 13 ขึ้นมา 

แล้วตอนที่ 14 จะรีบตามมาในเร็วๆ นี้นะคะ 

ความคิดเห็น