ตะกอน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 10 ความหมายของรสชาติแฝง

ชื่อตอน : บทที่ 10 ความหมายของรสชาติแฝง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 11

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2563 20:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 ความหมายของรสชาติแฝง
แบบอักษร

เนื่องจากซากุระมีแผลที่เท้า ผมจึงให้เธอยืมรองเท้าแตะของที่บ้านผมไปก่อน

จากนั้นผมก็ให้เธอออกไปรอหน้าห้องก่อนผมจะเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดสีน้ำเงินหลวมๆ กางเกงสแล็กสีกากี แล้วจึงให้เธอพาผมไปยังบ้านของเธอ

เมื่อเดินไปถึงหน้าบ้านผมก็สังเกตเห็นว่าบ้านหลังโตของเธอถูกห้อมล้อมด้วยรั้วอิฐสูงและมีประตูเลื่อนทำจากเหล็กขนาดใหญ่เด่นอยู่ตรงกลางด้านหน้าถนน คิดว่าไว้สำหรับขับรถเข้าออกบ้าน

ทีแรกก็สงสัยว่าประตูใหญ่ขนาดนั้นเวลาจะเดินเข้าคงจะยุ่งยาก แต่ดูเหมือนจะมีประตูเล็กสำหรับคนเดินเข้าออกโดยเฉพาะอยู่ข้างๆ กัน และเพราะเป็นประตูเหล็กที่มีลวดลายแบบเดียวกับประตูใหญ่จึงทำให้ก่อนหน้านี้ผมไม่ทันสังเกตเห็น

ภายในนั้นมีบ้านหลังทรงประหลาดหลังใหญ่อยู่ใจกลางพื้นที่ที่ค่อนข้างกว้าง ด้านซ้ายมือมีโรงจอดรถเล็กๆ ตั้งอยู่ ภายในมีรถเก๋งจอดอย่างมักง่ายอยู่หนึ่งคัน ด้านขวามือมีสวนดอกไม้ตั้งอยู่ซึ่งถูกจัดไว้อย่างสวยงามและด้านในยังมีบ่อน้ำพุขนาดเล็กอีกด้วย

ผมสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดคล้ายๆ ชุดแม่บ้านสีกรมท่าลายขาว กำลังรดน้ำดอกไม้อยู่ในสวน เพราะเธอหันหลังอยู่ผมจึงเห็นหน้าเธอไม่ค่อยชัด แต่ดูจากลักษณะน่าจะเป็นแม่บ้านหรือคนสวนอะไรทำนองนั้น

หลังตะลึงกับความอลังการไปสักพัก เธอพาผมเดินเข้าไปในบ้านที่อยู่ตรงใจกลางพื้นที่กว้างขวาง

ซากุระที่เห็นผมมองนู่นมองนี่ไปเรื่องก็ไม่คิดจะพูดอะไรกับผม เธอคงคิดจะปล่อยให้ผมได้ชื่นชมบรรยากาศไปก่อน

“ถึงแล้วค่ะ”

หลังเดินเข้ามาเรื่อยๆ ภายในบ้าน เราก็มาหยุดอยู่ที่ห้องมืดๆ ห้องหนึ่ง

หลังเปิดภายในห้องถูกเปิด เธอผายมืออย่างสุภาพราวกับพนักงานต้อนรับ

ผมไม่มั่นใจว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ผมผ่านห้องมากี่ห้อง แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าที่พอนึกออกในความทรงจำผมเรียกมันว่า ‘คาเฟ่’

มีคาเฟ่อยู่ในบ้าน!!

แต่ถึงจะบอกว่าคาเฟ่ก็เถอะ มันก็ไม่ได้ใหญ่เหมือนคาเฟ่ทั่วไป ที่นี่เป็นเพียงส่วนของบ้านที่ยื่นออกไปจากตัวบ้านเล็กน้อย เหมือนเป็นห้องเล็กๆ และเพราะถูกล้อมรอบด้วยสวนดอกไม้ที่ผมเห็นเมื่อครู่จึงทำให้วิวที่มองผ่านกระจกรอบๆ นั้นดูผ่อนคลาย

ผนังห้องเป็นสีขาวเนียนตัดกับเคาน์เตอร์หินอ่อนสีดำที่แบ่งห้องเล็กๆ นี้เป็นสองฝั่งเท่าๆ กัน

ฝั่งด้านนอกที่ผมยืนอยู่ดูเหมือนจะเป็นฝั่งลูกค้าที่มีโต๊ะไม้สีเหลืองนวลหนึ่งตัวและ โซฟาใหญ่ๆ กับหมอนสองสามใบประดับไว้

ส่วนฝั่งด้านในดูเป็นฝั่งของพนักงานที่มีอุปกรณ์แปลกประหลาดเต็มไปหมด ราวกับห้องทดลองวิทยาศาสตร์ บอกตามตรงว่านอกจากเครื่องแก้วกับตู้เย็นผมก็ไม่รู้จักอะไรเลยสักอย่าง

ซากุระเดินตามหลังผมเข้ามาอย่างนอบน้อมราวกับเป็นพนักงานจริงๆ

ถึงผมจะตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ผมก็พยายามเก็บอารมณ์ไว้เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ

เธอเลื่อนประตูเคาท์เตอร์ขึ้นก่อนจะเดินเข้าไป

กลิ่นกาแฟผสมกับกลิ่นวานิลลาหอมๆ แตะจมูกเบาๆ พร้อมไปด้วยเสียงดอกไม้ที่พัดไปมาตามลมจากด้านนอกของหน้าต่าง บรรยากาศภายในห้องที่เงียบสงบนี้ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจ

ทันทีที่สายตาของผมถูกดึงดูดกลับมา ผมก็เห็นแผ่นหลังของเธอกำลังสวมผ้ากันเปื้อนสีดำก่อนจะหันกลับมาอย่างเนิบๆ

ด้านหน้าของผ้ากันเปื้อนที่สะบัดไปมาตามแรงเหวี่ยงมีตัวอักษรเขียนเอาไว้ว่า ‘I love coffee’ มือสองข้างของเธอประสานไว้ข้างหน้า ก่อนจะก้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย

“ยินดีต้อนรับค่ะ”

สาวน้อยตรงหน้าผมเผยฟันเขี้ยวในรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ราวกับสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเธอเพียงผู้เดียว

“คุณลูกค้าจะรับอะไรดีคะ”

คุณบาริสต้าสาวถามต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมา

“ฉันอยากจะลองพูดแบบนี้มาตั้งนานแล้วล่ะค่ะ เรื่องกาแฟเนี่ย ฉันมั่นใจในฝีมือของตัวเองพอควรเลยนะคะ”

อย่างนี้นี่เอง เพราะผมบอกว่าง่วงเลยคิดจะทำกาแฟให้หรอกเหรอ ถึงผมจะไม่เคยดื่มกาแฟก็เถอะนะ แต่ก็ไม่อยากทำลายบรรยากาศดีๆ นี้เลย คนเรามันก็ต้องลองอะไรใหม่ๆ บ้างใช่ไหมล่ะ

“ขอโทษนะครับ มีเมนูรึเปล่า”

ผมเดินไปนั่งบนเก้าอี้บาร์หัวกลมตัวเตี้ยๆ ข้างๆ เคาน์เตอร์ ข้อศอกที่สัมผัสกับไม้หินอ่อนทำให้รู้สึกเย็นเจี๊ยบขึ้นมา

“เมนูดูทางด้านนี้ได้เลยค่ะ”

เธอผายมือไปยังกระดาษเมนูขนาด A3 ทั้งหมดสามแผ่นที่แปะอยู่ด้านซ้ายมือของผม มีรายการกาแฟแบบต่างๆ ร้อน เย็น และปั่น และยังมีตัวเลือกคล้ายๆ ท็อปปิ้งที่ผมไม่คุ้นชื่ออีกมากมาย ทั้งหมดนี้ถูกตกแต่งรอบๆ ด้วยเหล่าตัวการ์ตูนรูปแก้วกาแฟตัวน้อยที่กำลังวิ่งไปมาอย่างน่าเอ็นดู

ผมรู้สึกคิดผิดอย่างบอกไม่ถูก ศัพท์บางคำผมมั่นใจว่าเคยได้ยินมาก่อนแน่ๆ แต่ผมไม่เข้าใจความหมาย อะไรคือมอกค่า? ลาเต้นี่ก็คุ้น สงสัยคงต้องพยายามเลือกชื่อที่คุ้นที่สุดเพื่อความปลอดภัย

“อะ...เอสเปรสโซ่”

แน่นอนว่าผมแสดงการลนลานไปเต็มที่ ก็ผมไม่เคยสั่งกาแฟนี่ครับ

ซากุระเหมือนจับบางอย่างที่ผิดสังเกตได้ เธอท้าวศอกลงบนเคาน์เตอร์ ทิ้งความสุภาพไปอย่างฉับพลัน แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มเช่นเดิม ตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อยราวกับมีเลศนัย

“แบบร้อน...หรือแบบเย็นดีคะ”

แบบไหนดีล่ะ

จำได้ว่าเคยอ่านบทความว่ากาแฟต้องกินร้อนๆ จะดีต่อสุขภาพมากกว่า แถมอากาศวันนี้ก็ไม่ได้ร้อนมากเสียด้วย เลือกแบบร้อนไปคงจะดีกว่า

คิดได้ดังนั้นผมจึงรีบตอบเธอกลับไป

“ร้อนครับ”

เสี้ยววินาทีที่ผมตอบกลับเธอก็ถามย้อน ราวกับสอบสวนนักโทษ

“กี่ช็อตดีคะ”

เธอยื่นหน้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว

ผมพยายามเบี่ยงสายตาไปดูที่เมนูว่าช็อตหมายถึงอะไร

ไม่มี!! ไม่มีคำว่าช็อตในเมนู!!

“เอ้าๆ อย่าหลบตาสิคะ กรุณามองหน้าบาริสต้าด้วยค่า”

ในขณะที่ถูกใบหน้าร่าเริงแปลกๆ นั่นครอบงำผมก็รีบเลือกคำตอบที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดไปทันที

“หนึ่งครับ” ถึงแม้หน้าผมจะนิ่ง แต่ผมรู้ตัวว่าเสียงกำลังสั่น มือข้างขวาผมยกนิ้วชี้ขึ้นชี้ฟ้า แต่เป้าหมายของมันจริงๆ ไม่ได้เพื่อแสดงสัญลักษณ์เลขหนึ่ง แต่เอาไว้ป้องกันตัวผมจากใบหน้าของบาริสต้าคนนี้ที่เข้ามาใกล้จนเกินเหตุ

หลังได้รับคำตอบ เธอก็ถอยหน้ากลับไปกอดอกพลางเคียงคอคิ้วยกสูงราวกับกำลังเป็นห่วง

“แน่ใจเหรอคะ”

“ไม่แน่ใจครับ”

ในบรรดาคำถามที่บาริสต้าคนนี้ถามมาผมมั่นใจคำตอบข้อนี้ที่สุดเลย

“โถ่! สั่งไม่เป็นก็บอกสิคะ ถ้าเป็นมือใหม่เดี๋ยวฉันแนะนำให้”

เธอเริ่มออกอาการแก้มบวมเหมือนกับตอนอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้า แต่คราวนี้ผมผิดจริงที่ไม่ยอมบอกความจริงเธอ

ผมก็ได้แต่ยิ้มหน้าแห้งๆ ตอบเธอ

“รบกวนด้วยครับ”

 

“ลาเต้สูตรเฉพาะของร้านได้แล้วค่ะ”

สิ่งที่เธอนำมาวางตรงหน้าผมคือกาแฟชนิดที่เธอเรียกว่าลาเต้ ถูกเสิร์ฟในแก้วกระเบื้องสีขาวใบเล็กมาคู่กับจานรอง ตัวกาแฟเป็นสีน้ำตาลอ่อนเกิดจากการผสมผสานระหว่างสีน้ำตาลเข้มของกาแฟและสีขาวของนมสดอบไอน้ำที่เธอพึ่งเติมลงไปเมื่อครู่ ด้านบนมีลายลาเต้อาร์ทเป็นรูปหัวใจซ้อนกันอย่างสวยงาม ตัดกับสีดำเข้มของผงโกโก้ที่เธอโรยตบท้าย ราวกับเป็นของราคาแพง

ทันทีที่ถูกเสิร์ฟ จมูกของผมก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมปนขมของกาแฟที่ตีกับกลิ่นหอมมันของนม ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

ซากุระยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน ระหว่างที่ใช้ผ้าเช็ดแก้วที่เธอพึ่งใช้สตรีมนมไป

ผมจ้องมองไปยังลวดลายลาเต้อาร์ทที่ดูสวยงามจนทำให้รู้สึกไม่กล้าดื่ม

“สูตรเฉพาะของร้านเหรอครับ”

“ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นชนิดของเมล็ดกาแฟที่ใช้ สูตรนม การสตริมนม หรือเทคนิคยิบย่อยต่างๆ ก็เป็นเทคนิคที่ฉันดัดแปลงขึ้นมาเองทั้งหมดเลยค่ะ”

สาวน้อยพนมมือหลวมๆ พลางพูดด้วยท่าทางเปี่ยมสุข

“สุดยอดเลยนะครับเนี่ย ทำผมอึ้งมากจริงๆ”

“ขอบคุณค่ะ ฉันก็ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ นั่นแหละค่ะ จนได้แก้วที่คิดว่าอร่อยที่สุด หวังว่าจะถูกปากนะคะ”

ผมยิ้มๆ ให้เธอก่อนจะหันมามองถ้วยกาแฟข้างหน้า

จับหูถ้วยยกขึ้นแตะปาก หลับตาสูดกลิ่นหอมที่คละคลุ้งออกมาเหนือถ้วย เป่าเบาๆ หนึ่งครั้งเพื่อให้กาแฟเย็นลง จากนั้นจึงเริ่มจิบจากขอบแก้วเบาๆ

นอกจากความร้อนที่สัมผัสลงที่โคนลิ้น นอกจากสัมผัสอ่อนนุ่มของโฟมนมที่แตะริมฝีปาก นอกจากรสชาติกลมกล่อมที่เกิดจากความเข้ากันของนมและกาแฟแล้ว ยังรู้สึกได้ถึงความหอมที่มากขึ้นเมื่อได้ลองจิบ เป็นสัมผัสใหม่ที่ไม่เคยลิ้มลอง

รู้สึกได้ถึงความขม แต่กลับให้ความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย เมื่อรวมกับความหอมมันของนมแล้วเกิดเป็นรสชาติที่น่าติดใจอย่างบอกไม่ถูก ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอื่นเขาถึงชอบดื่มกาแฟกัน

แต่มันมีมากกว่านั้น

ถึงผมจะไม่เคยดื่มกาแฟ แต่ในกาแฟถ้วยนี้ก็มีรสชาติของบางอย่างที่ผมคุ้นเคยปนอยู่

ผมยกถ้วยกาแฟลงเล็กน้อยจ้องหน้าหญิงสาวที่ยืนถือผ้าผืนเล็กๆ เธอเองก็กำลังมองผมอย่างใจเย็นราวกับกำลังรอให้ผมรู้สึกถึงมัน

“คาราเมลเหรอครับ”

บาริสต้าตรงหน้าผมยิงฟันเล็กน้อย

“สิบแต้มค่ะคุณคริสเตียน คาราเมลเป็นรสชาติแฝงที่ฉันแอบใส่เข้าไปเองล่ะค่ะ”

ถูกแล้ว มันคือกลิ่นของคาราเมล นอกจากจะช่วยส่งเสริมความหวานของนมแล้ว ยังเพิ่มกลิ่นเฉพาะตัวให้กับกาแฟถ้วยนี้อีกด้วย

ผมก้มลงมองถ้วยกาแฟในมืออีกครั้ง

“คุณซากุระนี่ เก่งจังนะครับ”

พอถูกชม เธอก็หัวเราะเล็กๆ ออกมา

“ฮึฮึ ขอบคุณค่ะ คุณคริสเตียนรู้รึเปล่าคะว่า กลิ่นคาราเมลในกาแฟเนี่ยมีความหมายด้วยนะคะ”

“มีด้วยหรอกเหรอครับ” ถึงจะถามย้อนไป แต่ผมเองก็คิดอยู่เหมือนกันว่าของแบบนี้ก็ควรมีความหมายในตัวเอง

ทันทีที่ได้ยินคำถาม เธอหลับตาก้มหน้าเล็กน้อย กุมมือไว้ด้านหน้าราวกับนักบวชหญิงที่กำลังอธิษฐาน

“ขอความหวานนี้จงมีแก่พวกเราตลอดไป”

“…”

ผมนิ่งไปพักหนึ่ง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าระหว่างที่จ้องตาเธอผมรู้สึกร้อนๆ ที่หน้า

“ล้อเล่นค่า ตายแล้วคุณคริสเตียนอย่าบอกนะคะว่าคิดเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา”

อันตรายจริงๆ

ระหว่างที่ดื่มกาแฟแก้เขินผมก็คงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเตือนตัวเองในใจว่าคราวหลังคงต้องคิดให้ดีกว่านี้ก่อนจะพาตัวเองหลงเข้าไปในบรรยากาศสีชมพูที่คนคนนี้สร้างขึ้น

ถ้วยกาแฟถูกยกต่ำลงจากปาก ผมหรี่ตาเล็กน้อยจ้องไปยังใบหน้าล้อหลอกของเธอ

“ตาสว่างขึ้นมาจริงๆ เลยล่ะครับ”

“ใช่ไหมล่ะคะ”

 

ป.ล.จากนักเขียน : บทหน้า เริ่มไขคดี

ความคิดเห็น