ร้อยหนาม

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่...8 เพราะแค้น (ต่อ)

ชื่อตอน : ตอนที่...8 เพราะแค้น (ต่อ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 14

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2563 13:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่...8 เพราะแค้น (ต่อ)
แบบอักษร

กาลเวลายังคงล่วงผ่านหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา  กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง  สิ่งที่มั่นคงแน่วแน่ที่สุดคือกาลเวลา  เนื่องเพราะมันไม่เคยหยุดยั้งการหมุนวน  ร้อยพันปีก่อนเคยหมุนวนอย่างไร  ปัจจุบันยังคงเป็นเฉกเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปรผัน 

เครือยังยืนอยู่ที่เดิมแม้กาลเวลาจะเคลื่อนผ่าน  แต่เธอยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติงด้วยความรู้สึกที่สับสน

เธอย่อมหวาดหวั่นขวัญผวาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  เนื่องเพราะเธอเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์สยองขวัญนาทีวิกฤตมาอย่างหวุดหวิดเฉียดฉิว  ผ่านมาได้อย่างใจหายใจคว่ำ

เมื่อความหวาดหวั่นเริ่มจางหายความปลาบปลื้มปิติสุขสันต์คืบคลานเข้ามาแทนที่  เนื่องเพราะเธอได้รับรู้ความจริงที่สุดแสนปลาบปลื้ม  นั่นคือพรานคมพี่ชายของเธอยังไม่ตาย  ความคลั่งแค้นพลันถูกความอิ่มเอมใจเข้าแทนที่จนความรู้สึกเหล่านั้นมลายคลายสิ้น

จากนั้นความวิตกกังวลเริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง  นั่นสืบเนื่องจากพรานคมติดตามสัตว์นรกที่ร้ายกาจตัวนั้นเข้าป่าดำย่อมเป็นการเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวด  แม้กระทั่งเธอเองยังไม่กล้าคาดการณ์เหตุการณ์ในภายภาคหน้าว่าผลจะออกมาในรูปแบบใด

หยาดเหงื่อจากความอ่อนล้าและความหวาดกลัวเริ่มเหือดแห้ง  เธอจึงเริ่มขยับตัวเหลียวมองหาปืนที่เธอทำร่วงหลุดมือเมื่อครู่  พลางนึกขบขันตนเองมี่เมื่อก่อนจะเผชิญหน้ากับสัตว์นรก  ความฮึกเหิมห้าวหาญเปี่ยมพลังระอุคุกรุ่นแม้กระทั่งพญาช้างสารยังไม่ครั่นคร้าม  แต่เมื่อเผชิญหน้ากับมันเข้าจริงๆทั่วสรรพางค์พลันอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงทรงกาย  กระทั่งปืนในมือยังหลุดร่วงอย่างไม่รู้สึกตัว

เมื่อเธอเห็นปืนที่ทำตกไปเมื่อครู่จึงเดินเข้าไปย่อกายลงคว้าปืนขึ้นมากระชับในมือที่เรียวงามอีกครั้ง  จากนั้นจึงพร้อมออกเดินทางกลับบ้านตามคำสั่งของพี่ชาย

อีกประการ  เธอเข้าใจแล้วว่าไม่ว่าเธอจะหยุดรอคอยอยู่ในที่แห่งนี้หรือติดตามพรานคมต่อไป  ล้วนไม่ก่อเกิดประโยชน์อันใดและยังอาจเป็นการชักนำเภทภัยมาสู่ตนเอง

ช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งวันหนึ่งคืนเธอคล้ายเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกมากมาย  เนื่องเพราะเธอทั้งเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราวหลากหลายประการ  และยังใคร่ครวญถึงผลกระทบที่อาจติดตามมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

การเรียนรู้เป็นการเพาะบ่มประสบการณ์ให้กล้าแกร่ง  เป็นการเสริมสร้างพลังชีวิตให้ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

เธอตัดสินใจเดินทางกลับในทันที

แต่แล้วพลันนั้น...เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้คนกลุ่มหนึ่งเหยียบย่ำดังใกล้เข้ามาบริเวณที่เธอยืนอยู่  ปืนในมือของหญิงสาวกระชับมั่นเล็งไปตรงทิศทางที่บังเกิดเสียงฝีเท้าเหล่านั้น

ไม่นานักคนกลุ่มนั้นก็โผล่เข้ามา  ท่าทางของคนเหล่านั้นต่างระมัดระวังตัวอย่างพรักพร้อม  แต่ท่าทีของหญิงสาวเริ่มผ่อนคลายเมื่อได้เห็นผู้นำของกลุ่ม

“ผู้ใหญ่แสง”  ผู้นำแห่งหมู่บ้านดงไพรดำจ้องมองร่างของหญิงสาวแววตาที่แตกตื่นระคนแปลกใจที่เห็นหญิงสาวปรากฏอยู่ตรงหน้า  นับเป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง

“เครือ”  ผู้ใหญ่แสงร้องเรียก  จากนั้นจึงเอ่ยถามออกมาเมื่อมองเห็นสภาพโดยรอบพร้อมทั้งศพของชายเคราะห์ร้ายที่มีสภาพแหลกเละ

“เอ็งมาทำอะไรที่นี่”  ผู้ใหญ่แสงยังระแวงในตัวของหญิงสาว  เป็นไปได้อย่างยิ่งที่บุคคลที่อยู่ตรงหน้านี้จะไม่ใช่เครือน้องสาวของพรานคม

อาถรรพณ์เร้นลับในป่าดำตามคำร่ำลือลี้ลับเกินไป  สิ่งที่เหนือความคาดหมายอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา  ปืนสั้นในมือของผู้ใหญ่แสงจึงยกเล็งไปที่ร่างงามอรชรของหญิงสาว  เพื่อเป็นการป้องกันระวังภัยที่อาจเกิดขึ้น

เครือมองเห็นการกระทำของผู้ใหญ่แสงจึงเข้าใจในบัดดลว่าผู้ใหญ่แสงเกิดความระแวงในตัวเธอ  เธอจึงกล่าวออกมาช้าๆด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้เป็นปกติ

“ผู้ใหญ่...ฟังชั้นก่อน  ชั้นเครือน้องสาวของพรานคม...”

“เอ็งวางปืนลงก่อน  แล้วค่อยพูดต่อไป”  ผู้ใหญ่แสงตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวดุดัน  และยังเป็นการแสดงออกถึงความรอบคอบรัดกุมอย่างจัดเจนประสบการณ์

อีกประการที่ผู้ใหญ่แสงเชื่อว่าร่างๆนี้ไม่ใช่เครือนั่นคือ  เมื่อตอนกลางวันของวันนี้ผู้ใหญ่แสงยังเห็นเครือโศกเศร้าเสียใจร้องห่มร้องไห้อาดูรจวนเจียนจะขาดใจต่อการตายของพรานคม  แต่พอตกกลางคืนกลับปรากฏบุคคลอีกคนซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกันอยู่กลางป่าดำที่น่าหวาดหวั่นครั่นคร้าม  นั่นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

เรื่องที่ไม่คาดหมายอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ  เมื่อครู่ผู้ใหญ่แสงยังคำนึงถึงเหตุผลในข้อนี้  แต่ในเวลานี้กลับลืมเลือนไป

เรื่องราวบางประการไม่อาจคาดการณ์ได้ด้วยเหตุผล  เช่นเรื่องราวของเครือในขณะนี้

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเครือไม่ใช่เหตุผลแต่มันคืออารมณ์ที่ผันแปร  เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใหญ่แสงใช้เหตุผลมาวิเคราะห์จึงไม่อาจใคร่ครวญได้

เครือเปลี่ยนไปแล้ว  ความแค้นทำให้เธอแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...

แต่ความแค้นเหล่านั้นก็พังทลายลงแล้วเช่นกัน  เมื่อเธอได้พบกับพี่ชายของเธอและรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของพรานคม

เรื่องราวหลากหลายที่เกิดขึ้นกับเธอในระยะเวลาที่กระชั้นสั้น  อารมณ์ของเธอจึงแปรผันอย่างรวดเร็ว  และสะท้อนให้เห็นออกมาเป็นการกระทำที่คาดไม่ถึง

เครือเห็นว่าไม่มีวิธีใดที่จะดีไปกว่าการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ใหญ่แสง  เธอจึงวางปืนลงช้าๆจากนั้นจึงยืนอย่างสงบ  เมื่อผู้ใหญ่แสงเห็นเธอปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่ขัดขืนและมีปฏิกิริยาตอบโตแต่อย่างใด  จึงคลายใจลงได้บ้าง  จากนั้นจึงกล่าวออกมา

“เอ็งคือเครือจริงๆหรือ”  เครือพยักหน้าพลางตอบกลับมา

“ใช่...ชั้นคือเครือน้องสาวของพรานคมจริงๆ  เมื่อกลางวันผู้ใหญ่ยังไปแจ้งข่าวการตายของพี่คมให้ชั้นรู้เลย”

“และเมื่อเอ็งรู้ข่าว  เอ็งก็ร้องห่มร้องไห้แทบเป็นแทบตาย  แล้วทำไมเวลานี้เอ็งจึงถือปืนมาปรากฏตัวอยู่ในป่าดำนี้ได้”  ผู้ใหญ่แสงเสียงแข็งกร้าวขึ้นมาอีก  เครือนิ่งไปอึดใจจนผู้ใหญ่แสงเริ่มอึดอัดจึงตวาดออกมาอีกครั้ง

“ทำไม”  เครือจ้องมองหน้าของผู้ใหญ่แสงเขม็งตาแข็งกร้าว  เค้นเสียงตอบกลับมาว่า

“ชั้นมาเพื่อฆ่าไอ้สัตว์นรกตัวนั้น  ฆ่ามันเพื่อแก้แค้นให้กับพี่คม”  ผู้ใหญ่แสงรู้สึกตกตะลึงอยู่บ้างเมื่อได้ฟังคำตอบจากหญิงสาว  นับเป็นเรื่องที่คาดฝันไม่ถึงประการหนึ่งสำหรับผู้ใหญ่แสงและพวก  ว่าหญิงสาวร่างแบบบางอรชรนางนี้จะมีความรักต่อพี่ชายใหญ่หลวงปานนี้  และมีความกล้าหาญออกมาต่อกรกับสัตว์นรกสยองตัวนี้เพียงลำพัง

นับเป็นความกล้าหาญที่ทั้งผู้ใหญ่แสงและพวกยังยอมรับว่าทำไม่ได้  หากให้ตนถือปืนออกมาตามล่าสัตว์นรกอุบาทว์ตัวนี้เพียงลำพัง  ตนต้องปฏิเสธเสียงแข็ง  เป็นตายต้องไม่ยินยอมเผชิญหน้ากับมันตามลำพัง

ที่ผู้ใหญ่แสงและพวกคิดเป็นอารมณ์ปกติธรรมดาของมนุษย์  แต่ถ้าหากได้รับความกดดันเช่นเดียวกับเครือ  นั่นย่อมต้องผิดแผกไปแล้ว

ความกดดันที่เกิดขึ้นจะเป็นแรงผลักดันให้คนทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง  กระทำการณ์ในสิ่งที่คาดไม่ถึง

                                                       *****          *****

คืนนี้อาจเป็นอีกคืนที่เลวร้ายสำหรับพรานธง  เพราะตั้งแต่หัวค่ำจวบจนใกล้ฟ้าสางเขายังไม่มีโอกาสได้ใช้ปืนคู่มือเลยสักครั้ง 

ไม่มีสัตว์เคราะห์ร้ายที่คู่ควรให้เขาได้ลั่นไกโผล่ออกมาสักตัว  บรรยากาศร้อนอบอ้าว  ป่าไม่คล้ายเป็นป่า  ไม่มีเสียงหริ่งหรีดเรไรกรีดร้องขับขาน  ไม่มีเสียงนกกลางคืนขยับปีกร่ำร้อง  แม้กระทั่งเสียงของสรรพสัตว์ที่ได้ยินเมื่อตอนหัวค่ำก็พลันเงียบหายคล้ายในป่าดำไม่มีเหล่าส่ำสัตว์ซุ่มซ่อนอยู่

ในคืนนี้บรรยากาศคล้ายกับคืนที่เขากับพรานคมเข้าป่าล่าสัตว์ด้วยกัน  เพียงแต่ว่าในคืนนั้นเมื่อใกล้ฟ้าสางยังสามารถได้ลั่นไกคนละนัด  เขายังได้หมูป่ารุ่นๆไปตัวหนึ่ง  ส่วนพรานคมได้เก้งไปตัวหนึ่งเช่นกัน

ในคืนนั้นเก้งกับหมูป่าสองตัวนั้น  มันคงถึงฆาตจริงๆ  มันโผล่ออกมาจากแนวป่าตัวละฝั่งในเวลาใกล้เคียงกัน  เมื่อมันพบเห็นกันจึงยืนตะลึงงันเผชิญหน้ากันอยู่ชั่วอึดใจ  แต่นั่นก็มีเวลามากพอที่ทั้งพรานธงและพรานคมจะได้ลั่นไกสังหารแจกกระสุนให้มันตัวละนัดอย่างแม่นยำ 

แต่ในคืนนี้บรรยากาศอบอ้าวอึมครึมยิ่งกว่าคืนก่อน  ไม่รู้ว่าเมื่อใกล้ฟ้าสางเขาจะมีโอกาสได้ยิงปืนหรือไม่

ในคืนนั้นที่บรรยากาศผิดปกติคล้ายคืนนี้  พรานคมเคยกล่าวกับเขาว่าป่าผิดปกติคล้ายเกิดอาเพศอาถรรพณ์ครอบงำ  เขาแม้เกิดความคิดคล้อยตามคำพูดของพรานคมอยู่บ้างแต่ก็ไม่ใส่ใจสักเท่าใดนัก  จนกระทั่งคืนนี้เขารู้สึกหวั่นไหวใจจริงๆว่าจะเกิดอาถรรพณ์ร้ายครอบงำป่าดงพงไพรจริงๆ

ฟ้าใกล้จะสางแล้ว...

แต่พลันนั้นพงหญ้าทางเบื้องหน้าเกิดการสั่นไหวเป็นทางยาวมาเรื่อยๆ  คล้ายปรากฏสิ่งมีชีวิตบางอย่างเคลื่อนไหวมาตามพงหญ้า  พรานธงยิ้มที่มุมปากพลางคิดไปว่าวันนี้ยังไม่เลวร้ายเกินไปนัก  อย่างน้อยก่อนฟ้าสางเขายังได้มีโอกาสได้ยิงสัตว์ป่าทีพลัดหลงเข้ามาบ้าง

พรานธงประทับปืนยาวเล็งไปที่พุ่มหญ้าที่เกิดความสั่นไหวด้วยมือที่มั่นคง  แค่รอเพียงสัตว์ตัวนั้นหลุดพ้นออกมาจากพงหญ้าให้เขาเห็นได้ถนัดชัดเจนขึ้นเท่านั้น  เขาก็จะสามารถลั่นไกออกไปได้

พงหญ้ายังคงสั่นไหวเป็นทางยาวมุ่งหน้ามาทางห้างส่องสัตว์ที่พรานธงนั่งอยู่เรื่อยๆ  พรานหนุ่มเล็งปืนไปที่เป้าหมายโดยไม่ยอมให้คลาดคลา  หวังเพียงให้มันหลุดพ้นพงหญ้าออกมาเท่านั้น

เวลาคล้ายเนิ่นนานเป็นแรมปี  แต่การรอคอยย่อมมีที่สิ้นสุด  เมื่อสัตว์ตัวนั้นโผล่หัวออกมาจากพงหญ้า  จนกระทั่งหลุดพ้นพงหญ้าออกมาทั้งตัว

พรานธงยังถือปืนตะลึงค้าง  ตาเบิกโพลง  ตั้งใจว่าเมื่อมันโผล่หัวออกมาก็เพียงพอที่จะเป็นเป้าหมายให้เขาลั่นไกออกไปได้แล้ว  แต่เมื่อมันโผล่ออกมาจนหมดทั้งตัวเขายังไม่สามารถปลดปล่อยกระสุนปืนที่ทรงอานุภาพออกไปได้

นั่นเนื่องเพราะพรานธงกำลังตกตะลึง...                                                                                       

ตกตะลึงเพราะเห็นสัตว์ตัวนั้น  ตัวที่หลุดออกมาจากพงหญ้า  เขาเข้าป่าล่าสัตว์มาเกือบยี่สิบปียังไม่เคยเห็นสัตว์ตัวไหนน่าเกลียดน่ากลัวน่าขยะแขยงมากไปกว่านี้

ปืนในมือยังคงแข็งค้างเล็งไปที่ร่างของมันอย่างไม่คลาดคลา  เหงื่อเย็นเยียบหลั่งชโลมกายถึงกับสบภออกมาด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง

“บัดซบ...นี่มันเป็นสัตว์จากนรกขุมไหนกันวะ” 

                                                       *****          *****  

ความคิดเห็น