ร้อยหนาม

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่...5 วาบหวามรัญจวน

ชื่อตอน : ตอนที่...5 วาบหวามรัญจวน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 3

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2563 12:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่...5 วาบหวามรัญจวน
แบบอักษร

ภายในห้องนอนของเตโช 

ร่างเปลือยเปล่าของชายหนุ่มและวิญญาณสาวนอนประคองกอดกันแนบแน่นอยู่บนเตียงนอน เพลิงเร่าร้อนภายในกายของทั้งสองถูกดับลงไปแล้ว พายุฝนที่คลุ้มคลั่งภายนอกก็สงบลงแล้วเช่นกัน

เตโชคล้ายกลับคืนสู่ความเป็นตัวของตัวเอง แต่ทว่านัยน์ตากลับเหม่อลอยมองฝ่าความมืดภายในห้องนอนอย่างครุ่นคิดคำนึง เนิ่นนานจึงเอ่ยปากออกมาน้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนล้ากับวิญญาณสาวที่นอนโอบกอดร่างของเขาเอาไว้อย่างรักใคร่

“ผมไม่เข้าใจจริงๆ...” ชายหนุ่มนักประพันธ์นวนิยายสยองขวัญถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วจึงกล่าวต่อไปอีก ในขณะที่วิญญาณสาวกำลังรับฟังอย่างสนใจ

“ผมไม่เข้าใจว่า ผมเป็นคนส่วนคุณเป็น...เอ่อ...เป็นเพียงดวงวิญญาณ แล้วทำไมทั้งคุณและผมจึงสามารถสมสู่กันได้ ไหนเขาว่ากันว่าวิญญาณมีสถานะเป็นเพียงแค่อากาศธาตุไม่สามารถสัมผัสได้ แต่ทำไมผมถึงสัมผัสกับคุณได้ร่างกายของคุณก็มีเลือดมีเนื้อเหมือนผม เหมือนคนอื่นๆทั่วไป” ชายหนุ่มพร่ำเพ้อออกมาอย่างวาบหวามในใจ รสพิศวาสที่ผ่านมาเมื่อครู่ยังตราตรึงอยู่ไม่คลาย วิญญาณสาวยิ้มในความมืดแล้วจึงกล่าวออกมาให้ชายหนุ่มหายจากข้อกังขาว่า

“ใช่...ดวงวิญญาณโดยทั่วๆไปอาจเป็นเช่นนั้น ที่ไร้สภาพมีรูปลักษณ์เป็นเพียงภาพมายาหลอน แต่สำหรับชั้นและวิญญาณอีกหลายดวงที่มีตบะบารมีแกร่งกล้า การนิมิตให้ตนมีร่างกายมีเลือดเนื้อเหมือนมนุษย์ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายมาก คุณอย่าลืมสิว่า ชั้นตายมาเกือบสามร้อยปีแล้ว ในระยะเวลาสามร้อยปีที่ชั้นบำเพ็ญบารมีคุณลองคิดดูว่าชั้นจะมีอิทธิฤทธิ์สักปานใด” เตโชนิ่งเงียบงันเล็กน้อยครุ่นคิดในสิ่งที่วิญญาณสาวสามร้อยปีกล่าวออกมา จากนั้นจึงกล่าวออกมาอีกว่า

“แล้วทำไมคุณจึงเลือกที่จะปรากฏกายให้ผมเห็น และเลือกผมเป็น...เอ่อ...เป็นสามีคุณ” เตโชอึกอักเล็กน้อยและค่อนข้างประหม่าอยู่บ้างเมื่อกล่าวคำพูดนั้นออกมา

“เพราะชั้นรักคุณ ชั้นรอคอยคุณมานานเกือบสามร้อยปีเพื่อรอที่จะเคียงคู่กันอีกครั้ง และในวันนี้ชั้นก็สมหวังแล้วเพราะชั้นได้พบคุณอีกครั้งและในครั้งนี้เราสองจะไม่พรากจากกันอีกตลอดกาล” วิญญาณสาวสามร้อยปีกล่าวออกมา เตโชขมวดคิ้วจนหัวคิ้วจรดแทบจะชนกันกล่าวออกไปว่า

“หมายความว่าอย่างไร ที่คุณบอกว่ารอคอยผมมาเกือบสามร้อยปี” เธอนิ่งเงียบไปชั่วครู่แล้วจึงค่อยกล่าวออกมาอย่างจริงจังว่า

“ในอดีตชาติก่อนที่เราสองคนจะเสียชีวิต เราสองคนครองรักเป็นผัวเมียที่สุขสมที่สุดในหมู่บ้าน แต่แล้วคุณซึ่งในอดีตชาติก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นไพร่พลออกศึก ก่อนที่คุณจะไปคุณได้ให้คำมั่นต่อชั้นว่าจะกลับมาครองคู่เป็นผัวเมียกันอีก แต่ชั้นก็ได้แต่รอผ่านไปหลายปีคุณก็ยังไม่กลับมา ซึ่งชั้นก็เชื่อมั่นว่าคุณคงต้องเสียชีวิตในสนามรบเสียแล้ว แต่ชั้นก็ปฏิญาณเอาไว้ด้วยคำสัตย์ว่าจะขอรักมั่นต่อคุณเพียงผู้เดียว ไม่ว่าจะต้องรอเนิ่นนานเพียงใดกี่ภพกี่ชาติกี่หมื่นพันอสงไขยชั้นก็จะขอรอคุณเพียงเท่านั้น” หญิงสาวหยุดกล่าวแต่น้ำตากลับเอ่อคลอสองตา จากนั้นจึงไหลรินเป็นเส้นสายคล้ายสายธารจากเทือกเขาแดนหิมพานต์ จากนั้นเธอจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี หมู่บ้านของเราก็ถูกข้าศึกโจมตี ผู้คนในหมู่บ้านไม่ว่าชายหรือหญิง เด็กหรือชราต่างถูกฆ่าตายจนหมดสิ้นรวมทั้งชั้นด้วย ดวงวิญญาณของทุกคนต่างไปสู่ภพภูมิที่แตกต่าง ส่วนชั้นด้วยคำสัตย์ปฏิญาณที่ตั้งมั่นจึงเป็นบ่วงพันธนาการผูกมัดให้ชั้นต้องอยู่ ณ.ที่แห่งนี้เพื่อรอคอย” 

“รอคอย...” เตโชทวนคำพูดของวิญญาณสาวสามร้อยปี

“ใช่...รอคอยคุณ เพราะในอดีตชาติคุณคือผัวของชั้น” เธอเน้นถ้อยคำหนักแน่น จนเตโชที่รับฟังยังใจสั่นสะท้านด้วยความคิดที่สับสน

รอคอย...รอคอยเพื่ออะไร? 

"เพื่อพบเจอเราอีกครั้งหรือว่าต้องการที่จะนำเราไปอยู่ด้วย” 

เตโชครุ่นคิดว้าวุ่นอยู่ในใจด้วยความหวาดหวั่น เรื่องแบบนี้เขาเคยได้ยินได้ฟังมามากมายแม้กระทั่งในงานเขียนนวนิยายของเขาก็เคยประพันธ์เรื่องราวทำนองนี้มาหลายเรื่อง ที่ประมาณว่าวิญญาณที่ยังไม่ไปผุดไปเกิดหรือไปตามวาระแห่งกรรมเพราะรอคอยคนรักที่พลัดพรากเพราะการตายจาก ด้วยบ่วงรักที่ยึดมั่นแม้จะกี่ภพกี่ชาติก็ยังเฝ้ารอคอยด้วยความยึดมั่น จนกระทั่งพบเจอคนรักที่อยู่ต่างภพต่างวาระ ก็พยายามกระทำทุกวิถีทางที่จะนำพาคนรักของตนในชาติภพเดิมไปด้วยเพื่อครองคู่ดังเดิม

แล้วสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขาอยู่ในขณะนี้ ใช่เป็นการซ้ำรอยจากงานเขียนของเขาหรือไม่ ? 

แต่เตโชก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดออกไป เพราะนั่นอาจจะทำให้วิญญาณสาวคาดเดาได้ว่าเขารู้เท่าทันความคิดของเธอ และยิ่งไปกว่านั้นอาจเป็นการกระตุ้นเร่งเร้าให้เธอกระทำการณ์ฉุดคร่าชีวิตของเขาเร็วยิ่งขึ้นก็เป็นได้

ในเวลานี้สมควรเป็นเวลาที่เขาควรฉวยโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์จากเธอให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรือนร่างที่อวบอัดอรชรหรือแม้กระทั่งข้อมูลต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่องานเขียนของตน

ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาแห่งการชิงไหวชิงพริบระหว่างผีกับคนอย่างแท้จริง.../ 

เมื่อปรับสภาพจิตใจให้เป็นปกติได้แล้ว เตโชกล่าวถามออกไปอีกว่า

“อ้อ...แล้วงูยักษ์ตัวนั้นมันคืออะไรกันแน่ สิ่งที่มันต้องการคืออะไร ทำไมมันจึงจ้องเล่นงานผม” ชายหนุ่มนักประพันธ์นวนิยายสยองขวัญยังจำนาทีวิกฤติในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี ช่วงเวลาแห่งความเป็นและความตายที่แทบจะแยกจากกันไม่ออกว่าในเวลานั้นตนยังมีชีวิตอยู่หรือดับสูญไปแล้ว

วิญญาณสาวสามร้อยปีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวออกมาอย่างใคร่ครวญว่า

“ในอาณาบริเวณนี้นอกจากชั้นที่พอจะมีฤทธาอยู่บ้าง ยังมีวิญญาณอีกดวงซึ่งเป็นดวงวิญญาณที่เปี่ยมอิทธิฤทธิ์และร้ายกาจเอามากๆ มันคอยจ้องที่จะเล่นงานทำร้ายคนที่บุกรุกเข้ามาภายในอาณาเขตของมัน แต่ส่วนมากที่ถูกมันเล่นงานจนเสียชีวิตจะเป็นคนที่ชะตาถึงฆาตหรือไม่ก็เคราะห์หามยามร้ายจริงๆ” 

“ทำไมมันถึงทำร้ายคน เล่นงานจนถึงตายทีเดียวเชียวรึ” เตโชถามออกมาอย่างประหลาดใจแต่ก็อดไม่ได้ที่จะหวนคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ นี่ถ้าวิญญาณสาวสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาไม่ปรากฏกายออกมาช่วยเหลือ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเวลานี้เขาจะเป็นอย่างไร อาจจะตายไปแล้วก็เป็นได้และชีวิตหลังความตายของเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานสักปานใด

“ใช่...มันทำร้ายจนถึงตายเพื่อที่จะฉุดคร่าวิญญาณเอาไปเป็นบริวารของมัน ตอนนี้บริวารของมันมีมากมายเพียงแต่ไม่ปรากฏออกมาให้เห็นเท่านั้น” วิญญาณสาวยิ้มที่มุมปากอย่างมีเลศนัยแต่ก็เป็นท่าทีที่น่ารักเอาการกล่าวออกมาอีกว่า

“จะบอกให้คุณรู้ก็ได้ว่า ตอนนี้รอบบ้านของคุณมีแต่บริวารของมันรุมล้อมอยู่เต็มไปหมด ชั้นไม่ได้ประโคมโอ่อวดอ้างแต่จะบอกให้คุณรู้ว่าในคืนนี้หากชั้นไม่ได้อยู่กับคุณ รับรองว่าไม่ทันถึงฟ้าสางวิญญาณร้ายตนนั้นต้องได้บริวารเพิ่มขึ้นอีกตนแน่ๆ” เมื่อได้ฟังวิญญาณสาวสามร้อยปีกล่าวออกมาเท่านั้นขนแขนของเตโชพลันลุกเกรียวด้วยความหวาดกลัว

โถ...จะไม่ให้หวาดกลัวจนขวัญบินสมองฝ่อปอดแหกกระเจิงได้ยังไง เป็นใครก็เถอะเมื่อได้รู้ว่ารอบบ้านของตนเองมีแต่ผีกระจายอยู่เต็มไปหมดไม่ช็อกคาที่ก็แปลกไปล่ะ

“จริงหรือนี่?” เตโชหลุดปากถามออกมาทั้งๆที่จริงๆแล้วตนเชื่อถือคำพูดของภูตสาวสามร้อยปีอย่างสนิทใจ

“คุณคิดว่าชั้นจะโกหกคุณไปเพื่ออะไร? เพื่อให้คุณหวาดกลัวแล้วร้องขอให้ชั้นอยู่เคียงข้างคุณอย่างนั้นหรือ?” วิญญาณสาวกล่าวออกมาเป็นเชิงตัดพ้อ เตโชส่ายหน้าทันควันรีบปฏิเสธทันที

“เปล่า...ไม่ใช่อย่างนั้น ผมเชื่อคำพูดของคุณอย่างสนิทใจ แต่ที่ผมหลุดปากถามออกไปนั้นเป็นเพราะว่าผมคาดไม่ถึงต่างหาก ไม่ได้มีเจตนาที่จะดูแคลนคุณแม้แต่น้อย” 

“หากเป็นอย่างนั้นก็แล้วไปเถอะ” ภูตสาวกล่าวออกมาในที่สุด จากนั้นจึงกล่าวออกไปอีกว่า

“ชั้นบอกคุณแล้วไงว่าในคืนนี้หากชั้นยังอยู่กับคุณที่นี่ รับรองว่าบริวารของมันที่รายล้อมบ้านของคุณอยู่นี้ยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำอันตรายคุณได้ นอกเสียจาก...” วิญญาณสาวเว้นระยะไปเสียดื้อๆจนเตโชต้องกระตุ้นเตือนเพราะความใคร่รู้ นั่นแหละเธอจึงได้กล่าวออกมาแต่สำเนียงพอที่จะฟังออกว่าเธอไม่มั่นใจสักเท่าไรนัก

“นอกเสียจากว่าวิญญาณร้ายตนนั้นจะมาด้วยตนเอง” เมื่อได้ยินวิญญาณสาวสามร้อยปีที่เพิ่งร่วมหลับนอนกับเขากล่าวออกมาเช่นนั้น เตโชถึงกับแตกตื่นจะเหงื่อหลั่งรินหลุดปากถามออกมาอีกว่า

“หมายความว่า แม้แต่คุณก็ยังสู้กับวิญญาณร้ายตนนั้นได้อย่างนั้นหรือ” วิญญาณสาวไทยโบราณยุคปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาแย้งกลับมาอย่างแง่งอนและอวดดีว่า

“ไม่ใช่สู้ไม่ได้ เพียงแต่ไม่เคยเผชิญหน้ากันเท่านั้น เพราะต่างฝ่ายต่างอยู่ในที่ของตน” วิญญาณสาวกล่าวต่อไปอย่างเหม่อลอยคล้ายกำลังรำลึกถึงความแต่หนหลังที่ปวดร้าว

“วิญญาณของชั้นถูกพันธนาการอยู่ด้วยบ่วงบาศแห่งการรอคอย เพราะฉะนั้นดวงจิตและวิญญาณจึงมุ่งมั่นเพื่อรอคอยคุณเพียงเท่านั้น แต่ช่วงระยะเวลาการรอคอยอันยาวนานชั้นก็ได้บำเพ็ญเพียรฝึกฝนดวงจิตจนมีอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาบ้าง ไม่กลายเป็นสัมภเวสีร่อนเร่ทั่วไป ส่วนวิญญาณร้ายตนนั้นมันตายเพราะแรงอาฆาตเพราะฉะนั้นดวงจิตของมันจึงเข้มแข็งเพราะแรงพยาบาท และเมื่อเวลายิ่งล่วงผ่านไปนานเท่าใดพลังและอำนาจของมันก็ยิ่งเพิ่มพูนเป็นทับทวี” 

“ทำไมมันจึงจ้องที่จะเล่นงานผมล่ะ ทั้งที่ผมก็แน่ใจว่าไม่ได้ไปล่วงเกินมันแม้แต่น้อย” เตโชถามออกมาในคำถามเดิมที่เคยถามไปแล้วเมื่อครู่ วิญญาณสาวถอนหายใจอย่างหนักหน่วง เตโชเมื่อมองเห็นทรวงอกที่สั่นไหวขึ้นลงพลันบังเกิดความพลุ่งพล่านใจขึ้นมาอีก มือข้างขวาที่โอบกอดร่างกายของวิญญาณสาวพลันขยับมาลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างและมาหยุดยั้งตรงเนินถันที่งดงามสล้าง

“ไม่จำเป็นว่าจะต้องล่วงเกินมันหรือไม่ ชั้นบอกแล้วว่ามันต้องการบริวาร เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครที่พลัดหลงเข้ามาในอาณาเขตของมันก็จะต้องถูกมันเล่นงานจนถึงชีวิต น้อยนักที่จะรอดไปได้…แต่ที่ชั้นไม่เข้าใจนั่นก็คือทำไมกับคุณมันจึงแห่กันยกขบวนกันมาเสียมากมาย คล้ายว่าคุณเป็นคนสำคัญสำหรับมันซึ่งมันจะต้องหมายมั่นที่จะจัดการกับคุณให้จงได้” เตโชคล้ายถูกน้ำเย็นราดรดศีรษะเพลิงปราถนาที่ลุกโชนเมื่อครู่พลันปลาสนาการไปจนสิ้น เมื่อถูกคำกล่าวของวิญญาณสาวกระตุ้นเตือนให้ได้คิด

ถ้าเป็นดังเช่นที่ภูตสาวกล่าวออกมานั่นย่อมหมายความว่า บ้านทรงไทยโบราณหลังนี้ต้องมีคนเสียชีวิตมาแล้วหลายราย แล้วทำไมเมื่อตอนกลางวันที่เขาสนทนากับสัปเหร่อเปรื่องเหตุใดสัปเหร่อเฒ่าถึงไม่เอ่ยให้เขาฟังบ้าง

เมื่อได้หวนคิดตามคำพูดของวิญญาณสาวอย่างลึกซึ้ง รู้สึกเห็นด้วยตามข้อวิเคราะห์ของเธอ แค่งูยักษ์ตัวก็สามารถจัดการกับเขาได้อย่างเหลือเฟือ ทำไมยังต้องส่งบริวารมาอีกตั้งมากมายคล้ายกลัวว่าเขาจะหลุดรอดหลบหนีไปได้

แสดงว่าเขาต้องเป็นคนสำคัญที่วิญญาณร้ายตนนั้นต้องการตัวอย่างนั้นหรือ ? 

“ผมควรทำอย่างไรต่อไปดี” เตโชกล่าวออกมาอย่างเลื่อนลอย เพราะในสถานการณ์เช่นนี้เขามืดแปดด้านจริงๆ คล้ายพลัดตกลงสู่ห้วงเหวลึกที่มองไม่เห็นรอบทิศ ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างอ่อนล้า

มาตรแม้นว่าหากเป็นศัตรูกับคนเขายังไม่มั่นใจว่าจะต่อกรด้วยได้ แต่นี่ดันเป็นศัตรูกับผีจะให้พัวพันอยู่ได้ยังไง ยังดีที่ในเวลานี้มีวิญญาณสาวสามร้อยปีคอยช่วยเหลือเป็นเกราะคุ้มกันเภทภัย แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเธอจะช่วยเหลือเขาไปจนตลอดรอดฝั่ง อีกประการยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอจะมีฤทธานุภาพสูงส่งพอที่จะโรมรันกับวิญญาณร้ายตนนั้นได้หรือไม่

“หรือผมจะหนีไปจากที่แห่งนี้ หนีไปให้ไกล ให้พ้นจากบ้านอุบาทว์หลังนี้” เตโชเสนอแนะความคิดที่แสดงความขลาดเขลาออกมา วิญญาณสาวเหม่อมองชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่งด้วยนัยน์ตาที่ตัดพ้อผิดหวัง เนิ่นนานจึงถอนหายใจยาวออกมาแล้วกล่าวว่า

“ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาที่ล่วงผ่าน การหมุนเวียนเปลี่ยนชาติภพ จะทำให้อุปนิสัยใจคนของคนผันแปรไปด้วย” เตโชหันหน้ามาจ้องมองใบหน้าที่คล้ายตัดพ้อของวิญญาณสาว บนหน้าผากของตนยังปรากฏเม็ดเหงื่อผุดพราวด้วยความหวาดกลัวแต่ก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทียังแหบพร่าว่า

“คุณพูดอะไรของคุณ ผมไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด” วิญญาณสาวกล่าวออกมาว่า

“เมื่ออดีตชาติ คุณเป็นคนที่ห้าวหาญไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อเรื่องราวใดๆ มีฝีมือการต่อสู้โดยเฉพาะวิชาดาบเหนือกว่าใครในหมู่บ้าน ด้วยคุณลักษณะนี้จึงผูกมัดใจชั้นให้ยึดมั่นต่อรักที่มอบให้คุณ แม้ชีวิตจะสูญสิ้นเหลือเพียงดวงวิญญาณก็ยินดีรอคอยไม่ว่าระยะเวลาจะเนิ่นนานสักเพียงใดก็ยินดีที่จะเฝ้ารอขอเพียงเพื่อพบกันคุณอีกครั้ง แต่การพบกันในครั้งนี้กลับสร้างความผิดหวังต่อชั้นเป็นอย่างมาก คุณเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงไม่หลงเหลือเค้าความอาจหาญเช่นกาลก่อน ชั้นผิดหวังจริงๆที่ได้พบกับคุณในครั้งนี้” พูดจบน้ำตาของภูตสาวสามร้อยปีก็หลั่งรินเป็นเส้นสาย จากนั้นเรือนร่างอวบอัดอรชรของเธอก็ค่อยๆเลือนหายไปในอากาศธาตุ ต่อหน้าต่อตาของเตโช

ชายหนุ่มนักประพันธุ์นวนิยายสยองขวัญที่พบพานเรื่องลี้ลับพิสดารด้วยตนเองถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นวิญญาณสาวอันตรธานไปต่อหน้าต่อตา ปากอ้าตาค้างด้วยอาการตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก

เนิ่นนานผ่านไปเตโชจึงได้สติเหม่อมองไปรอบห้องด้วยอาการหวาดผวา คำพูดของวิญญาณสาวสามร้อยปียังก้องอยู่ริมโสตว่า "ชั้นจะบอกให้ก็ได้ว่าตอนนี้รอบบ้านของคุณมีแต่บริวารของมันรุมล้อมอยู่เต็มไปหมด" โถ...แล้วเขาจะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไรถ้าไม่มีวิญญาณสาวคอยปกป้องคุ้มครองอยู่เคียงข้าง

คืนนี้เป็นอันว่าเตโชไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน เพราะมัวแต่นั่งหวาดกลัวจนขนลุกขนพอง แค่เรื่องราวที่เกิดขึ้นมาก็ปอดแหกถึงกับนอนไม่หลับอยู่แล้ว แล้วนี่เมื่อวิญญาณสาวสามร้อยปีจากไปรอบบ้านทรงไทยมีแต่เสียงผิดปกติดังอยู่ตลอดทั้งคืน เสียงเดินเหยียบย่ำใบไม้แห้งบ้างล่ะ เสียงคล้ายมีใครมาปีนป่ายต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ข้างๆบ้านบ้างล่ะ เสียงคล้ายมีใครมาลูบคลำแคะเกาฝาเรือนบ้างล่ะ

เสียงเหล่านี้ดังขึ้นตลอดทั้งคืน สร้างความอกสั่นขวัญผวากับเตโชจนแทบจะเป็นบ้าเสียสติ ยังดีอยู่ที่ว่ารัตติกาลไม่ได้ยาวนานนัก เมื่ออรุโณทัยฉาดฉายแสงเรืองรองความหวาดกลัวที่รุมเร้าจนแทบบ้าคลั่งเมื่อคืนก็ค่อยๆลดทอนลง

แสงสว่างแห่งทิวาวารเป็นยาขจัดความหวาดกลัวได้ชะงัดนัก.../ 

เตโชชายหนุ่มนักประพันธ์นวนิยายสยองขวัญเผ่นพรวดลงจากเตียงทันควัน หลังจากสวมใส่เสื้อผ้าเป็นที่เรียบร้อยก็เผ่นโผนลงไปจากเรือนตรงไปคว้ารถมอเตอร์ไซค์คู่ชีพบิดออกจากบ้านทรงไทยในทันที 

********** ********** 

ความคิดเห็น