saimai

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 บุพเพหรือกรรมนำพา (70%)

ชื่อตอน : บทที่ 1 บุพเพหรือกรรมนำพา (70%)

คำค้น : สายไหม, ความรัก, หวานซึ้ง, โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 160

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2563 10:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 บุพเพหรือกรรมนำพา (70%)
แบบอักษร

ณ คฤหาสน์หลังงามใหญ่โตโอ่อ่ามีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ ก่อนที่แม่บ้านและเด็กในบ้านหลายคนจะเห็นคุณหนูของพวกเธอหรือ อักษราภัคเดินดุ่มๆ ออกไปโดยที่ไม่เอ่ยทักทายใครที่ยืนอยู่แถวนั้นอย่างที่ทำเป็นประจำเหมือนเช่นทุกเมื่อเชื่อวัน

         “เกิดอะไรขึ้นป้า? ทำไมคุณภัคหน้างอเป็นจวักแบบนั้น ตั้งแต่มาอยู่ที่บ้านหลังนี้ฉันไม่เคยเห็นคุณภัคโมโหอย่างนี้มาก่อน จนคิดว่าคุณภัคโกรธใครไม่เป็น เป็นแม่พระนางฟ้านางสวรรค์ลงมาเกิดเสียอีก แล้วทำไมวันนี้เหมือนพระเพลิงเลย”

         “ไม่รู้เหมือนกัน ชักจะเป็นห่วงเสียแล้วไปดูคุณท่านข้างในดีกว่า ไม่รู้ว่าที่คุณภัคออกไปแบบนั้นเพราะทะเลาะกับคุณท่านหรือเปล่า?” แม่บ้านเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล รู้สึกเป็นห่วงคุณหนูที่เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กเหลือเกิน ความผูกพันมีไม่น้อยเพราะว่าอักษราภัคโชคร้ายตั้งแต่เด็ก เกิดมาลืมตาดูโลกได้ไม่นานมารดาบังเกิดเกล้าก็มีอันต้องจากไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับด้วยอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น

         ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเธอก็ทำหน้าที่เป็นแม่นมคอยเฝ้าประคบประหงมคุณหนูผู้น่าสงสารของบ้านด้วยความรัก ทำให้ตัวเธอนั้นเห็นพัฒนาการตั้งแต่สมัยที่อักษราภัคยังเดินไม่ได้จนกระทั่งหญิงสาวเรียนจบปริญญามาจากเมืองนอกเมืองนา

         ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความราบรื่นอักษราภัคเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย และเป็นคนที่มีสัมมาคารวะต่อผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคนที่เธอเข้าไปเกี่ยวข้อง หญิงสาวไม่เคยโมโหหรือให้ร้ายพูดถึงใครในทางที่ไม่ดีทั้งนั้น ยกเว้นกับบิดาที่เหมือนกับทั้งคู่จะไม่ค่อยถูกชะตากันเท่าไหร่ แต่อักษราภัคก็หลีกเลี่ยงอยู่เสมอด้วยการก้มหน้าก้มตาทำตัวสงบเสงี่ยมไม่พยายามขัดใจบิดา ไม่ก่อเรื่องให้ท่านไม่สบายใจ ด้วยเหตุนี้การกระทบกระทั่งกันตรงๆ จึงไม่เกิดขึ้น

         แต่ดูเหมือนวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นบางอย่างที่สำคัญมากและคงทำให้อักษราภัคถึงขีดสุดไม่อย่างนั้นคนอย่างอักษราภัคไม่มีวันทำแบบนี้แน่นอน ทำให้เธอรู้สึกเป็นห่วงคุณท่านของบ้านขึ้นมา เมื่อแม่บ้านกับเด็กในบ้านเดินเข้าไปข้างในตัวห้องนั่งเล่นที่หรูหราเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ราคาแพงหูฉี่ ถูกตกแต่งไว้ตามสไตล์แบบหลุยส์ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของภรรยาของเจ้าของบ้านที่ล่วงลับไปแล้ว ก็เห็นว่าคุณท่านของบ้านอย่างดนัยยืนมองดูรูปภรรยาที่จากไปด้วยสีหน้าเศร้าสลด  

        “ไปเตรียมน้ำเตรียมท่าเถอะ เดี๋ยวฉันจะจัดการตรงนี้เอง” แม่บ้านโบกไม้โบกมือให้เด็กในบ้าน สูดลมหายใจเข้าปอดเดินตรงเข้าไปหาเจ้านายที่เธอเคารพนับถือ

         “คุณท่านคะ มีอะไรให้ดิฉันไปทำให้ไหมคะ?”

         “แม่จันทร์เองเหรอ ไม่มีอะไรหรอก แต่ฉันเหนื่อยมีความรู้สึกว่าพูดกับลูกไม่รู้เรื่องเข้าไปทุกที ฉันเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องมากเลยใช่ไหม แม่ของภัคน่าจะยังอยู่จะได้พูดกับภัคแทนฉัน” ดนัยทอดถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย

         “คุณท่านเป็นคนดีและรักหนูภัคมาก หนูภัคเป็นเด็กดีนะคะ เรียบร้อยอ่อนหวาน แต่มีความคิดเป็นของตัวเองเช่นกัน ถ้าได้ปักใจเชื่อว่าจะทำสิ่งไหนแล้วหนูภัคจะไม่เปลี่ยนใจ” แม่บ้านเอ่ยขึ้นมาอ้อมๆ ลอบชำเลืองดนัย เธอพอจะเดาได้ว่าเรื่องอะไรที่ทำให้พ่อลูกคู่นี้ผิดใจกัน แต่ก็ไม่ทราบว่าจะช่วยทั้งคู่ให้พ้นจากสภาวะที่อึมครึมแบบนี้ได้อย่างไร

         “จะบอกว่าภัคดื้อเงียบใช่ไหม ฉันก็พอจะดูลูกออก ไม่ถึงกับดูไม่ออกหรอก แต่จันทร์เคยเป็นมั้ยความรู้สึกที่เหมือนกับว่าอยู่ใกล้กันแค่นี้ แค่เอื้อมจริงๆ แต่เหมือนอยู่ไกลกันสุดขอบฟ้า ไม่รู้จะพูดอะไรกัน ไม่รู้จะสื่อสารอย่างไรให้เข้าใจ ฉันขอพูดอย่างไม่อายเลยว่าฉันไม่เข้าใจภัคเหมือนกัน และคิดว่าลูกไม่เข้าใจหัวอกของฉันด้วย”

         “ดิฉันเป็นเพียงแค่แม่บ้านเท่านั้น ไม่บังอาจแนะนำอะไรแต่คุณท่านเคยคิดไหมคะว่าถ้าสื่อสารกันทางคำพูดไม่ได้คุยกันไม่เข้าใจ ทำไมไม่ลองใช้ใจสื่อถึงกันบ้าง คุณท่านเคยแสดงออกให้หนูภัคเห็นไหมคะว่ารักและเป็นห่วงหนูภัคแค่ไหน บางทีถ้าหนูภัครับทราบตรงนี้เธออาจจะอ่อนลงและรับฟังเหตุผลความจำเป็นของคุณท่านมากขึ้นก็ได้”

 

         อักษราภัคขับรถออกมาจากบ้านด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอย่างที่สุดอยากจะตะโกนถามบิดากลับไปว่าในใจของท่านนั้นเคยเห็นตัวของเธอเป็นบุตรสาวบ้างหรือไม่ หรือเห็นเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่งที่เอาไว้ต่อรองตกลงแลกเปลี่ยนกับเจ้าของธุรกิจคนอื่นเพื่อให้ธุรกิจที่กำลังดำเนินอยู่ประสบความสำเร็จเท่านั้น ถึงไม่ฟังที่เธอพูดเลยแม้แต่คำเดียว เธอไม่มีหัวใจหรืออย่างไรในสายตาของท่าน

         ตั้งแต่เล็กจนโตเธออยู่กับแม่บ้านและเด็กในบ้านอาทิตย์หนึ่งแทบไม่เห็นหน้าค่าตาของบิดาอย่างดนัย ถึงแม้ว่าเขากลับมาที่บ้านก็ไม่เข้ามาทักทายหรือสุงสิงกับเธอแต่อย่างใด จนอักษราภัคอดคิดไม่ได้ว่าที่บิดาเป็นเช่นนี้เพราะท่านไม่รัก ไม่อยากเห็นหน้าของเธอ หรือไม่ก็ไม่อยากเห็นบุตรสาวที่ทำให้ภรรยาสุดที่รักของท่านต้องเสียชีวิตไปก็เป็นได้ อักษราภัคเชื่อมาตลอดว่าบิดาของเธอโทษเธอถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

         โคร้ม!

         เสียงรถกระแทกจากด้านหลังตัวรถของอักษราภัคทำให้หญิงสาวเสียหลักต้องยึดพวงมาลัยไว้แน่นแล้วบังคับควบคุมรถไม่ให้กระแทกชนเข้ากับรถคันอื่น โชคดีที่เวลานั้นไม่มีรถคันไหนอยู่แถวนั้นไม่อย่างนั้นเมื่อกี้นี้คงจะต้องมีใครบาดเจ็บหนักแน่ ไม่เธอก็คนที่เธอชนเข้าให้

         อักษราภัคเดินลงมาจากรถเพื่อไปดูรถคันที่ชนท้ายรถของเธอ เมื่อไปถึงก็เห็นว่ารถมีสภาพยับเยินไม่น้อยจนถุงลมนิรภัยดันอยู่ที่ตัวของคนขับ หญิงสาวจึงไม่รอช้าตัดสินใจแจ้งตำรวจ และเรียกรถพยาบาลทันที

         “สวัสดีค่ะ ขอแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายหน่อยค่ะ เกิดอุบัติเหตุที่ทางหลวงสายที่...”

         หญิงสาวเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็ตั้งใจอยู่เป็นเพื่อนคนเจ็บ แต่พอได้ยินเสียงแตรบีบรถดังลั่น จึงหันขวับไปมองก็เห็นว่ารถของเธอนั้นขวางทางคนอื่นอยู่พวกเขาถึงได้ไม่พอใจ รีบวิ่งกลับไปที่รถตั้งใจขับไปจอดข้างทางหลวงเพื่อไม่ให้เกะกะกีดขวางทางจราจร แต่แล้วยังไม่ทันที่อักษราภัคจะได้ขยับรถ เสียงดังกระหน่ำราวกับฟ้าผ่าก็ดังขึ้นก่อนที่จะได้ยินเสียงกรีดร้องของผู้คนอลหม่านไปทั่วดังลั่นไปทั่วบริเวณ

         กริ๊ง

         “ไม่เป็นไรค่ะคุณท่าน เดี๋ยวดิฉันรับเอง” แม่บ้านประจำบ้านรีบลุกขึ้นเดินตรงไปที่โทรศัพท์ แต่เมื่อรับสายก็หน้าเสียเดินตรงกลับมาที่ดนัยทันทีด้วยสีหน้าที่กำลังช็อกอย่างสุดขีด

         “เกิดอะไรขึ้นจันทร์?” ดนัยใจหายวาบเมื่อเห็นหน้าของจันทร์ ด้วยความที่เป็นเจ้านายกับลูกจ้างที่อยู่รับใช้กันมานาน ทำให้แค่เพียงมองตาเขาก็ทราบแล้วว่ากำลังมีเรื่องเกิดขึ้นไม่เช่นนั้นจันทร์คงไม่มีอาการเป็นแบบนี้เป็นแน่

         “แย่แล้วค่ะคุณท่าน คุณหนู คุณหนูภัคถูกรถชนอยู่โรงพยาบาล อาการสาหัสเป็นตายเท่ากัน”

         “อะไรนะ! เอารถออก บอกให้เขาเอารถออก ฉันจะไปหาลูกของฉัน จะไปเดี๋ยวนี้”

         ดนัยและคนขับรถรีบตรงดิ่งมาถึงที่โรงพยาบาล พอมาถึงเขาก็รีบรุดตรงไปยังห้องผ่าตัดทันทีเพื่อสอบถามอาการของอักษราภัคกับเจ้าหน้าที่ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธและให้เขาทำใจให้สงบออกมานั่งรอข้างนอกปล่อยให้แพทย์และทีมงานได้ทำงานกันไปตามประสิทธิภาพ

         เวลาผ่านไปยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับดนัยกว่าที่ประตูห้องผ่าตัดจะเปิดออกมา เขารีบลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปทันทีสอบถามด้วยความกระวนกระวายร้อนใจ

         “ลูกสาวของผมเป็นอย่างไรบ้างครับ เธอเป็นอะไรมากหรือเปล่า คุณหมอครับ ตอบผมหน่อย” ดนัยคว้าแขนของแพทย์เจ้าของไข้เอาไว้เขย่าไปมา แต่เมื่อเห็นแววตาและสีหน้าของนายแพทย์ที่มองกลับมาก็ใจหายหัวใจแทบจะหลุดออกมาจากร่าง หน้าซีดเซียว ทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่โงนเงนไปมาก่อนที่ทุกอย่างจะดับวืดมองไม่เห็นอะไรอีกเลย เหมือนกับว่าเดินเข้าไปในห้องแล้วมีคนปิดไฟ  

         ดนัยฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลโดยมีนางพยาบาลยืนยิ้มให้ขณะที่กำลังฉีดอะไรบางอย่างเข้าไปในสายน้ำเกลือของเขา

         “เดี๋ยวดิฉันจะไปเรียนคุณหมอให้นะคะว่าคุณฟื้นแล้ว ไม่นานค่ะเดี๋ยวดิฉันกลับมา”

         ดนัยมองตามหลังของนางพยาบาลไป ใจอยากจะลุกแล้วเดินออกไปข้างนอกด้วยตัวเอง เพราะอยากจะทราบอาการของอักษราภัคเต็มที ป่านนี้แก้วตาดวงใจลูกสาวคนเดียวของเขาจะเป็นอย่างไรบ้างก็มิทราบได้

         “สวัสดีครับคุณผู้ชาย ผมชื่อหมอ...” นายแพทย์วัยกลางคนที่เดินเข้ามาในห้องเอ่ยแนะนำตัวเอง ก่อนที่จะมาหยุดยืนอยู่ข้างเตียงที่ดนัยนั่งพิงหัวเตียงอยู่

         ดนัยเอ่ยทักทายตามมารยาทแทบไม่ได้สนใจถึงอาการของเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะจิตใจจดจ่ออยู่แต่กับอาการของบุตรสาวอย่างอักษราภัค แต่พอได้ทราบความเป็นไปทั้งหมดก็นั่งอึ้งก้มหน้าน้ำตาตกหยดลงไปที่ตักพูดอะไรไม่ออก รู้สึกเสียใจอย่างที่สุด ผิดหวังไปหมดอยากตะโกนต่อว่าฟ้าและโชคชะตาที่ใจร้ายกับเขาและครอบครัวมาโดยตลอด

         “พาผมไปหาลูกหน่อยได้มั้ยครับ ผมอยากจะเจอลูกสาวของผม” ดนัยเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคุณหมอที่ยังยืนอยู่ เอ่ยออกมาในที่สุดหลังจากที่นั่งเงียบราวกับเป็นใบ้พูดอะไรไม่ออกอยู่สักพักใหญ่

         “ได้ครับ ผมจะให้คุณพยาบาลพาไป ถ้ามีอะไรสอบถามก็อย่าเกรงใจนะครับ ผมยินดีตอบเท่าที่จะตอบได้”

          นางพยาบาลพาดนัยไปที่ห้องผู้ป่วยพิเศษซึ่งอักษราภัคนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ในนั้น สายระโยงระยางและเครื่องมือทางการแพทย์หลายชนิดต่อเข้ากับตัวของเธอ จนเขาแทบจะแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร สภาพของบุตรสาวหน้าซีดเซียวน่าสงสาร บาดแผลเต็มตัวฟกช้ำดำเขียวไปหมด ทั้งที่คณะแพทย์คงพยายามทำแผล ผ่าตัดและล้างแผลเป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็คงลบรอยทุกอย่างได้ไม่หมด ทำให้ดนัยยิ่งเห็นก็ยิ่งทำใจไม่ได้ทรุดตัวลงไปกับพื้นร้องไห้อย่างไม่อายใครทั้งนั้น

         “เป็นความผิดของพ่อใช่มั้ยที่บังคับภัค ถ้าไม่บังคับภัค ก็คงไม่ทะเลาะกัน ป่านนี้ภัคก็ไม่ต้องมานอนเจ็บแบบนี้ เป็นความผิด ของพ่อเอง พ่อทำร้ายลูกของพ่อเองแท้ๆ” ดนัยคร่ำครวญด้วยความเสียใจ

         “คุณคะ ใจเย็นๆ ค่ะ ไปนั่งพักข้างนอกก่อนไหมคะ ให้คนไข้ได้พักผ่อนก่อนดีกว่า”

         “ลูกสาวของผมจะฟื้นเมื่อไหร่ครับคุณพยาบาล”

         “เอ่อ...คือว่า...” นางพยาบาลสบตากับดนัยแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี แต่แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยความจริงออกไป

         “เกรงว่าลูกสาวของคุณจะไม่ฟื้นเร็วๆ นี้เป็นแน่ค่ะ เธอได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองมาก ตอนนี้เป็นเจ้าหญิงนิทรา ทางเราไม่ทราบจริงๆ ว่าจะฟื้นเมื่อไหร่ คงต้องรักษาประคองกันไปตามอาการ ถ้าอย่างไรแล้วคุณหมอเจ้าของไข้จะมาพูดคุยกับคุณอย่างเป็นทางการอีกทีนะคะ”

         “เจ้าหญิงนิทรา? ไม่จริงใช่ไหมคุณพยาบาล ลูกของผมต้องฟื้น ต้องฟื้น!” ดนัยล้มลงไปกับพื้นสลบไปอีกรอบเพราะทำใจให้ยอมรับข่าวร้ายที่เกิดขึ้นไม่ได้ ทำให้นางพยาบาลต้องกดออดเรียกทีมงานเข้ามาช่วยเหลือช่วยกันปฐมพยาบาลให้ดนัยฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

ผลงานเรื่องนี้จะเป็นแนวข้ามภพข้ามชาติค่ะ มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับความรักของพวกเขาด้วยนะคะ  

 

Copyright © All rights reserved. ห้ามคัดลอกดัดแปลงเนื้อหาในนิยายเรื่องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงานและบ้านเลิฟ การ์เด้นนะคะ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 

ผลงานอีบุ๊กของไหมทุกเรื่องดาวน์โหลดที่ mebได้เลยนะคะ 

ความคิดเห็น