ลูกคนเดียว

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่สิบหก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 132

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ค. 2563 09:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่สิบหก
แบบอักษร

กฤษดาเดินแข็งทื่อมาอีกสองสามก้าว เขายังคงร้องไห้โหยหวนอยู่ตลอดเวลา ลมดึกพัดจนหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ คณะติดตามคนหายสูดหายใจลึก ภายในจิตใจของเหล่าชายฉกรรจ์ที่ผ่านอะไรมามากมายคล้ายกับมีน้ำแข็งเย็นจัดเคลือบอยู่ ร่างนั้นก้มหลบแสงไฟฉายแล้วเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากกฤษดา เป็นเสียงของผู้หญิง

               “กลับไป พวกคุณกำลังจะตาย”

               มันช่างเยือกเย็นและแผ่วต่ำจนแทบไม่มีใครได้ยิน อัคนีขมวดคิ้วขยับจะเดินเข้าหา แต่ศิริซึ่งขึ้นมายืนข้างกายเขาเมื่อไหร่ไม่รู้ดึงมือผู้ช่วยหนุ่มเอาไว้

               “อย่าครับ”

               เสียงของวิญญาณไพรที่กำลังสำแดงอานุภาพของความอาถรรพ์ให้ทุกคนรับรู้ดังขึ้นมาอีก

               “ออกไปก่อนที่จะตาย ออกไป เขากำลังมา ออกไป ออกไป”

               กฤษดาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจนว่าใบหน้านั้นเป็นผู้หญิงสาวคนหนึ่ง เสียงเจ้าหน้าที่ข้างหลังครางลั่น ส่วนศิริเองก็นิ่งงันอย่างตกใจ มีเพียงอัคนีเท่านั้นที่ยังงุนงง

               “พ่อจ๋า ช่วยหนูด้วย เขาไม่ให้หนูไป เขาไม่ให้ไป พ่อ พ่อจ๋า เขามาแล้ว พ่อ พ่อ”

               จบประโยคสุดท้าย กฤษดาก็กรีดร้องโหยหวนจนผู้ช่วยหนุ่มต้องอุดหู มันเป็นเสียงที่บาดลึกเข้าไปในร่างกายจนเหมือนจะกระชากวิญญาณของเขาให้แหว่งวิ่น เสียงนั้นดังราวหนึ่งนาทีก่อนที่เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งจะดังแทรกจนกลบเสียงผู้หญิงจนหมดสิ้น ถัดจากเสียงทั้งสอง อัคนี้ก็ได้ยินเสียงคำรามของเสือโคร่งดังกัมปนาทสยบทุกสรรพสำเนียงในคืนวิปริต เสียงนั้นดังสะท้อนสะท้านก้องไปมาจนเขาหัวหมุน ตาพร่า โลกทั้งใบมืดดับ

               

               อัคนียันกายขึ้นอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่เขาเห็นคือใบหน้าซีดเผือดของศุภฤกษ์ที่กำลังเขย่าปลุกเขาอยู่ ทันทีที่เห็นว่าผู้ช่วยหนุ่มของเขาลืมตา หัวหน้าชุดลาดตระเวนก็ถอนใจอย่างโล่งอก อัคนีดึงตัวนั่งแล้วมองรอบ ๆ ป่ายังคงมืดมิดอยู่เช่นเดิม เขายกนาฬิกาขึ้นดูแล้วพบว่าเพิ่งจะผ่านจากเหตุการณ์สยองมาไม่กี่นาทีเท่านั้น

               “เป็นยังไงบ้างครับผู้ช่วย”

               “ไม่เป็นไรครับพี่ คนอื่นละครับ”

               เขาถาม ศุภฤกษ์ชี้มือไปยังต้นพระเจ้าห้าพระองค์ ทุกคนนั่งยองอยู่ใต้ร่มเงามืดครึ้ม อัคนีพยักหน้าแล้วพยายามจะลุก แต่เหมือนร่างกายทุกส่วนมันหนักไปหมดอย่างบอกไม่ถูก

               “เดี๋ยวก่อนครับผู้ช่วย พักก่อนครับ”

               พิทักษ์ป่าร่างใหญ่ยันมือบริเวณหน้าอกของเขา ผู้ช่วยหนุ่มจึงจำใจต้องนั่งพักเพื่อให้ร่างกายเป็นปกติ

               “เมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่ครับพี่”

               “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ รู้แต่ว่ามันน่ากลัวมาก”

               “แปลกมาก แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน พี่มองเห็นเหมือนผมใช่ไหม”

               เขาพยักหน้ารับ

               “ครับ ผู้หญิงคนนั้นคือลูกสาวของศิริ”

               “ลูกสาวพี่ศิริ”

               เขาแทบจะตะโกนออกมาเมื่อได้ยินประโยคนั้น ศุภฤกษ์เพียงพยักหน้ารับ ใบหน้านั้นเคร่งขรึมและคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ อีกห้านาทีต่อมาอัคนีก็พร้อมแล้วสำหรับจะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่อไป เขาลุกขึ้นยืน เดินตรงไปยังบริเวณที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมดชุมนุมกันอยู่

 

               ร่างของกฤษดานอนสงบนิ่งอย่างไม่ได้สติ ดวงหน้านั้นดูอ่อนล้า ทว่าคิ้วทั้งสองกลับขมวดคล้ายกำลังตกอยู่ในห้วงฝันร้าย บางครั้งชายหนุ่มก็สะบัดตัวเล็กน้อย ปากส่งเสียงพึมพำไม่ได้ศัพท์ อัคนีทรุดตัวลงนั่งด้านข้างแล้วสัมผัสบริเวณหน้าผากของเขา ตัวของกฤษดาร้อนราวกับไฟ ศุภฤกษ์นั่งลงข้าง ๆ

               “เอาตัวกลับก่อนดีกว่าครับพี่ เดี๋ยวค่อยไปจัดการที่แคมป์ดีกว่า”

               พูดจบ เขาก็หันมองหาศิริ เจ้าหน้าที่ร่างเล็กนั่งกอดเข่ามองออกไปยังราวป่ามืดมิดนั้น

               “แล้วพี่ศิริเป็นอย่างไรบ้างพี่”

               เขากระซิบถามวิเวก ฝ่ายนั้นส่ายหน้า

               “หลังจากรู้สึกตัวก็ไม่ได้พูดอะไรเลยครับผู้ช่วย สงสัยคงจะช็อกครับ”

               อัคนีพยักหน้ารับแล้วลอบถอนหายใจ เพียงแค่วันแรกและคืนแรกเท่านั้น คณะสำรวจแรดยังต้องเผชิญหน้ากับอาถรรพ์ร้ายแรงของป่าดิบดงทึบถึงขนาดนี้ แล้วคืนต่อ ๆ ไปล่ะ ผู้ช่วยหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับตนเองแล้วสั่งการให้ทุกคนรีบกลับยังแคมป์พักแรมโดยเร็ว

 

               แสงจากกองไฟยังคงสว่างลุกโพลง แล้วก็ดูเหมือนว่าจะมีกองไฟเพิ่มมาอีกถึงสองกองใหญ่ ๆ ด้วยกัน อัคนีให้ทุกคนหยุดห่างจากแคมป์พักแรมในระยะที่ปลอดภัย ศุภฤกษ์ส่งเสียงสัญญาณจนกระทั่งมีเสียงตอบรับ พวกเขาจึงเดินเข้าสู่เขตที่พักอย่างอ่อนระโหยปนหวาดกลัว ทันทีที่วางร่างของกฤษดาลงในเปลส่วนตัว ดร.ดิลกและเจลกา รวมทั้งวิโรจน์กับชาญชัยก็ปรี่เข้ามาโดยเร็ว

               “เป็นยังไงบ้างครับผู้ช่วย”

               หัวหน้าคณะถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง อัคนีเพียงยิ้มซีดเซียวให้ เขาบุ้ยปากไปยังร่างของคนหาย

               “น่าจะเป็นไข้ครับ คงต้องหายาให้กิน”

               ดร.ดิลกผงกหัวแล้วพิจารณาผู้ช่วยร่างใหญ่พร้อมทั้งผู้ร่วมเดินทางทุกคน

               “พวกคุณไปพักก่อนเถอะ เดี๋ยวทางนี้พวกเราจัดการเอง”

               อัคนียิ้มรับ เขาเองก็รู้สึกปวดหัวหนึบจนแทบจะทนไม่ไหวเหมือนกัน ชายหนุ่มเดินไปทิ้งตัวลงบนเปลสนามของตัวเองแล้วก็หลับไปแทบจะในทันที จนกระทั่งมารู้สึกตัวเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของน้ำหอมบางชนิดที่ไม่คุ้นเคย เขาลืมตา มองเห็นเงาร่างบอบบางของเจลกายืนจ้องมาอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

               “นายเองก็ควรจะกินยาเหมือนกับคนอื่น ๆ” หล่อนพูดมาลอย ๆ อัคนีทำเสียงอู้อี้แล้วตอบแบบไม่เต็มใจว่า

               “เดี๋ยวผมกินเอง คุณวางไว้แถวกระเป๋าของผมก็แล้วกัน”

               “ถ้านายเป็นอะไรไปอีกคน พวกเราทั้งหมดคงจะแย่กว่าที่เป็นอยู่”

               เขาถอนหายใจแล้วเปิดซิบเปลมุ้ง ลุกขึ้นมาคว้าเม็ดยาสีขาวไปจากมือนุ่มนิ่มของหล่อนแล้วเคี้ยวกร๊วบ ๆ กลืนโดยไม่ต้องใช้น้ำ

               “ทีนี้พอใจคุณแล้วใช่ไหม”

               หล่อนเพียงยิ้ม ไม่ตอบอะไร อัคนีมองใบหน้าขาวสวยนั้น

               “กฤษดาเป็นยังไงบ้าง”

               “ดีขึ้นแล้วล่ะ พรุ่งนี้คงหายเป็นปกติและออกเดินทางพร้อมกับเราได้แน่นอน” หญิงสาวหันมองรอบบริเวณ “ส่วนเรื่องเวรยามก็เรียบร้อย คุณไม่ต้องเป็นห่วง ดร.ดิลกกับพี่ศุภฤกษ์จัดการเรียบร้อยแล้ว คุณพักผ่อนให้มากเข้าไว้เถอะ จะได้ไม่เป็นอะไรไปอีกคน”

               หล่อนเงียบเสียง เขานิ่งเฉย ละสายตาจากใบหน้าหล่อนไปมองแสงจากกองไฟ

               “การเข้าป่าครั้งนี้เป็นครั้งที่แปลกแล้วก็น่ากลัวที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบเจอมาเลย ฉันรู้เรื่องราวทั้งหมดจากพี่ศุภฤกษ์แล้ว ถึงแม้ว่ามันจะน่าเหลือเชื่อมากเกินไปก็ตามที แต่ว่ามีบางอย่างบอกฉันว่ามันคือเรื่องจริง”

               “ใช่ เรื่องจริงที่น่าสยดสยองเสียด้วย” เขาหยุดเล็กน้อย “แล้วคุณกับด็อกเตอร์จะไม่เปลี่ยนใจเดินทางกลับใช่ไหม ถ้าอยากกลับ พรุ่งนี้เราจะได้ออกจากที่นี่”

               “ไม่มีวัน เราจะไม่มีทางกลับจนกว่าจะรู้ว่ายังมีแรดหลงเหลืออยู่จริงหรือไม่” น้ำเสียงของหล่อนเฉียบขาด “แม้ว่าการสำรวจครั้งนี้จะหมายถึงความตายของฉันก็ตาม ฉันจะไม่หยุดการสำรวจไว้แค่ชายขอบป่านี้แน่”

               “ผมละอยากรู้จริง ๆ ว่าทำไมคุณถึงอยากสำรวจต่อไปทั้งที่มันอันตรายมากขนาดนี้ เรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับบางสิ่งที่เราไม่รู้ว่าคืออะไรด้วยซ้ำ”

               “นั่นแหละ มันคือเสน่ห์ของการสำรวจไม่ใช่หรือไง ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ฉันมักจะอ่านหนังสือของการสำรวจในโลกยุคเก่าที่เต็มไปด้วยความอันตราย ความตาย และความโง่เขลาของมนุษย์ที่พยายามจะทำสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ แล้วพอมาเจอกับตัวเอง ฉันเลยเข้าใจความรู้สึกแบบนั้น ความรู้สึกอยากเอาชนะ ฉันจะเอาชนะการสำรวจครั้งนี้ให้ได้ เราจะต้องรู้ให้ได้ว่าในป่าของประเทศไทยยังคงมีแรดอาศัยอยู่หรือเปล่า”

               “เราคงจะได้รู้ ถ้าหากว่าเราไม่ตายไปเสียก่อน”

               อัคนีพูดเรียบ ๆ แล้วมองหน้าของหญิงสาว

               “ครับคุณกระต่าย ถ้าอนาคตยังมีสำหรับเรา เราคงจะไปถึงแหล่งที่อยู่ของแรดตัวนั้นอย่างแน่นอน”

ความคิดเห็น