Pink_Pen

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 11 ความสามารถพิเศษ Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : EP 11 ความสามารถพิเศษ Part ll Loading…100%

คำค้น : รักฝังเขี้ยว,แวมไพร์,PinkPen

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 17:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 11 ความสามารถพิเศษ Part ll Loading…100%
แบบอักษร

 

EP 11 

ความสามารถพิเศษ Part ll Loading…100% 

 

ฟู่~

 

ค่อยหายใจคล่องขึ้นสักที

 

               “อุ้ย!”

 

คิดว่าบรรยากาศจะดีขึ้นแล้วเสียอีก แต่พอหันมาเจอสายตาของรุ่นพี่จุนแจที่นั่งมองฉันอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฉันก็เริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมาอีกรอบ

 

“ขยับมาสิ ฉันขอดูแผลหน่อย” รุ่นพี่จุนแจบอกเสียงเรียบพลางตบฝ่ามือลงบนโซฟาข้างๆ ตัวเขา

 

“รุ่นพี่ปิดพลาสเตอร์ยาไปแล้วนี่คะ จะให้ฉันแกะออกเหรอ ฉันเสียดายน่ะค่ะ สีมันสวย”

 

“เดี๋ยวยกให้เอากลับไปทั้งกล่องเลยก็ได้ แต่ที่ฉันจะดู ไม่ได้หมายถึงตรงนั้น” รุ่นพี่จุนแจกลอกตาเซ็งๆ ในขณะที่ฉันรู้สึกอายจนอยากจะมุดหน้าลงกับโซฟา ถ้าเขาไม่ได้หมายถึงแผลที่ฉันถูกแทงมา ก็น่าจะหมายถึงแผลที่เกิดจากรอยเขี้ยวของเขาแน่ๆ

 

ฉันจำใจขยับไปนั่งใกล้ๆ เขา ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เราอยู่ด้วยกันสองต่อสองและนั่งใกล้กันขนาดนี้แต่ฉันก็ยังอดที่จะเกร็งไม่ได้เลยสักที

 

“หันมาสิ” รุ่นพี่จุนแจเรียกสติของฉันด้วยเสียงแผ่วเบา

 

ฉันหันกลับไปหาเขาด้วยท่าทีเคอะเขิน ก่อนจะต้องสะดุ้งเฮือกพร้อมกับคว้าข้อมือของเขาที่กำลังจะปลดกระดุมเสื้อของฉันเอาไว้แน่นเหมือนกับเมื่อวาน

 

“ระ รุ่นพี่หิวอีกแล้วเหรอคะ”

 

“ฉันบอกว่าจะดู ไม่ได้จะดูด”

 

ฮือออ หน้าร้อนวูบขึ้นมาเหมือนมีไข้อีกแล้ว

 

แต่เอาเป็นว่าฉันยอมแพ้ก็แล้วกัน เถียงกันไปก็ไม่มีทางจบเพราะยังไงซะเขาก็ไม่มีทางยอมปล่อยมือออกจนกว่าจะได้ดูแผลให้หายข้องใจ หน้าที่ของฉันก็แค่ค่อยๆ ปล่อยมืออกแล้วเปิดโอกาสให้เขาปลดกระดุมเสื้อสองเม็ด ดึงปกเสื้อไปทางด้านซ้ายนิดหน่อยเพื่อให้เขาเห็นรอยเขี้ยวที่เขาทิ้งเอาไว้เท่านั้นเอง

 

รุ่นพี่จุนแจจ้องมองรอยเขี้ยวของเขาอยู่สักพัก ตลอดเวลาที่เขาจ้อง ฉันรู้สึกเหมือนสายตาของเขามีพลังความร้อนที่พุ่งเข้าใส่แผลบริเวณนั้นไม่มีผิด ราวกับว่าถ้าจ้องมองมันนานๆ แล้วจะทำให้รอยแผลนั่นหายได้เร็วขึ้นอย่างไรอย่างนั้น ตอนที่เขาแตะปลายนิ้วลงไปแล้วลูบเบาๆ ฉันก็ดันเผลอตกใจจนสะดุ้ง ตั้งสติอยู่นานกว่าจะนั่งนิ่งๆ แบบเดิมได้

 

“ฉันขอถามอะไรเกี่ยวกับรอยเขี้ยวของรุ่นพี่หน่อยได้มั้ยคะ” ฉันตัดสินใจถาม ระหว่างนั้นรุ่นพี่จุนแจก็กำลังจัดปกเสื้อของฉันให้เข้าที่เข้าทาง ฉันพยายามจะทำด้วยตัวเองแล้วแต่ว่าเขาไม่ยอม แม้แต่กระดุมเสื้อเขาก็เป็นคนติดมันให้เอง

 

“ว่ามาสิ”

 

“ถ้ารุ่นพี่บอกว่าแผลที่ฉันถูกแทงมันน่าจะหายไปในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้ แล้วทำไมรอยเขี้ยวของรุ่นพี่มันถึงไม่หายไปง่ายๆ เหมือนแผลที่ฉันถูกแทงล่ะคะ”

 

สารภาพว่าฉันเพิ่งนึกคำถามนี้ขึ้นมาได้เมื่อตอนที่เห็นสายตาของรุ่นพี่จุนแจจ้องมองรอยเขี้ยวของตัวเองบนบ่า ด้วยความที่ก่อนหน้านี้มัวแต่ตกใจ โกรธ แถมยังงงๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นจนไม่ทันคิดอะไรให้ดีสักอย่าง

 

“รอยเขี้ยวถือเป็นข้อยกเว้นน่ะ เป็นรอยแผลอย่างเดียวที่ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ”

 

“แล้วต้องใช้เวลาเท่าไหร่งั้นเหรอคะ”

 

“จนกว่าฉันจะหิวอีกรอบ”

 

“หืม จนกว่ารุ่นพี่จะหิวงั้นเหรอคะ” ฉันถึงกับต้องทวนคำถาม ซึ่งรุ่นพี่จุนแจก็พยักหน้ายืนยัน

 

“อืม ถ้ารอยเขี้ยวของฉันตรงนี้จางหายไป ก็แปลว่าฉันกำลังต้องการจะสร้างรอยใหม่ หรือก็คือฉันกำลังหิว เพราะฉะนั้นเธอต้องหมั่นสังเกตให้ดีด้วยล่ะ” รุ่นพี่จุนแจพูดเหมือนต้องการจะย้ำเตือน

 

เขายกแขนขึ้นเท้าข้อศอกเอาไว้บนพนักพิงของโซฟา เอียงคอซบใบหน้าลงกับกำปั้นของตัวเองดูสบายๆ ทำเหมือนว่ากำลังเล่านิทานหลอกเด็กพลางทอดสายตาจ้องมองมาที่ฉัน ขณะที่ฉันกำลังคิดตามคำอธิบายของเขาไปเรื่อยๆ

 

“จริงเหรอคะ” ฉันถามเพราะเริ่มไม่แน่ใจ

 

ทุกอย่างดูเหลือเชื่อไปหมด ยิ่งไปกว่านั้นแม้ทุกอย่างที่เขาพูดมันฟังเหมือนจะเข้าใจได้ง่าย แต่กลับยอมรับได้ยาก แถมยังทำให้ฉันรู้สึกเหมือนจะเสียอาการ ไหนจะยังมีคำถามที่ตามมาอีกมากมายอย่างเช่นเขากินเก่งแค่ไหน คิดไปคิดมาก็เริ่มไม่แน่ใจว่าฉันอยากให้รอยนี้หายไปเร็วๆ รึเปล่า แล้วถ้าขืนยังเป็นแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ รุ่นพี่ยองมินคงได้หาเรื่องฉันไม่หยุดหย่อนแน่

 

อ้อ เพราะแบบนี้นี่เองรุ่นพี่แฮซูกับรุ่นพี่ปาร์คมินถึงได้บอกให้รุ่นพี่จุนแจรีบจัดการ ฉันเพิ่งจะเข้าใจ

 

“รุ่นพี่ยองมินรู้เรื่องนี้รึเปล่าคะ” ฉันถามต่อ เพราะลึกๆ แล้วฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่ารุ่นพี่จุนแจจะทำยังไงกับเธอ

 

“ยองมินรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับฉัน”

 

ฉันควรจะดีใจกับคำตอบนี้รึเปล่านะ เธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา ในขณะที่ฉันแทบไม่รู้อะไรเลย นี่ถ้าไม่บังเอิญว่าฉันต้องรู้เพราะว่าตัวเองก็เป็นแวมไพร์เลือดร้อยเหมือนกันกับเขา ฉันคงไม่ได้มีโอกาสมารับรู้เรื่องพวกนี้

 

“ถ้าอย่างนั้นทำไมรุ่นพี่ยองมินถึงต้องโกรธฉันเพราะเรื่องนี้ด้วยคะ” ฉันยังคงสับสนกับคำตอบ เพราะถ้าเธอรู้ ก็แปลว่าเธอต้องเข้าใจสิว่าที่รุ่นพี่กัดคอฉันมันเป็นเพราะเขาต้องการเลือด

 

“ฉันพอจะรู้ตัวนะคะว่ารุ่นพี่ยองมินเธอไม่ชอบขี้หน้าฉันเท่าไหร่ และพอจะดูออกว่าเธอคิดยังไงกับรุ่นพี่ แต่ในเมื่อเธอเองก็รู้ว่ารุ่นพี่เป็นแวมไพร์ที่ต้องการเลือดเป็นอาหาร เธอก็น่าจะเข้าใจสิคะว่าเหตุผลที่รุ่นพี่ทำลงไปก็เพราะว่ารุ่นพี่ต้องการดื่มเลือดของฉันเท่านั้นเอง”

 

“ปัญหามันอยู่ตรงที่ยองมินอยากเป็นผู้หญิงที่ให้เลือดฉันเองยังไงล่ะ” รุ่นพี่จุนแจอธิบายเพียงสั้นๆ ก่อนจะยกมืออีกข้างมาจับแก้มฉัน พอฉันพยายามจะเบี่ยงหน้าไปอีกทาง เขาก็ยื่นแขนตามออกมาจับเอาไว้ ระยะห่างระหว่างเรากับความยาวของช่วงแขนมันไม่สัมพันธ์กันนี่ ฉันถอยยังไงก็แพ้

 

ฉันนั่งนิ่ง แต่เหมือนจะเป็นการสมยอมให้รุ่นพี่จุนแจเกลี่ยแก้มของฉันไปมา เขาทำราวกับเห็นมันเป็นของเล่นจนฉันรู้สึกจักจี้ ท่าทีที่ดูสบายๆ ของเขาในตอนนี้สวนทางกับเรื่องที่เรากำลังพูดกันชะมัด ทั้งที่ฉันเริ่มรู้สึกหนักใจแต่เขากลับทำเหมือนไม่มีอะไรให้กังวล

 

“เธอยังจำเหตุการณ์ที่ซอยบ๊งกุงได้รึเปล่าซารัง จำได้มั้ยว่าวันนั้นเธอเห็นยองมินทำอะไร”

 

“จำได้ค่ะ วันนั้นฉันเห็นว่ารุ่นพี่ยองมินกรีดมือของตัวเอง” ฉันตอบอย่างไม่ลังเล และมั่นใจมากว่าฉันคงไม่มีวันลืมมันไปตลอดชีวิต ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยคิดจะถามเรื่องนี้กับเขาแต่ไม่กล้าพอ ดีเหมือนกันที่เขาพูดมันออกมาเอง

 

“เหตุผลที่ยองมินยอมกรีดเลือดตัวเองแบบนั้นก็เพราะเธอรู้ว่ากลิ่นเลือดสดๆ จะทำให้ฉันที่เป็นแวมไพร์เลือดร้อยคุมตัวเองไม่ได้ ต่างจากแวมไพร์เลือดผสมอย่างแฮซูกับปาร์คมิน ที่แม้ว่าพวกเขาจะได้กลิ่นก็จะสามารถแยกแยะหรือว่าควบคุมประสาทสัมผัสของตัวเองได้ดีกว่า เพราะมีพวกเขามีครึ่งหนึ่งที่เป็นมนุษย์ เหมือนกันกับต่อให้เป็นมนุษย์ อาการที่ตอบสนองกับกลิ่นเลือดก็จะต่างกัน บางคนได้กลิ่นก็จะรู้สึกเหม็นคาว บ้างเวียนหัว หรือบางคนอาจรุนแรงถึงขั้นอาเจียน” รุ่นพี่จุนแจอธิบาย ซึ่งฉันก็กำลังทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ

 

“เหมือนที่ฉันได้กลิ่นเลือดของรุ่นพี่ซงอึนที่ร้านคาราโอเกะเมื่อคืนก่อนใช่มั้ยคะ” ฉันรีบถามเมื่อนึกขึ้นมาได้

 

รุ่นพี่จุนแจพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่เขาจะขยับตัวเองนิดหน่อยด้วยการยืดลำตัวขึ้นตรงแล้วยกขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนโซฟา หันหน้าตรงมาทางฉัน

 

ไม่รู้ว่าฉันคิดมากไปเองรึเปล่าที่กำลังคิดว่าหลังจากที่ตัวฉันเองยอมเปิดใจเรื่องแวมไพร์ ก็เหมือนว่ารุ่นพี่จุนแจเองก็จะยอมเปิดใจกับฉันมากขึ้น เขาพูดคุยกับฉันถึงเรื่องพวกนี้มากขึ้นซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกดีอย่างน่าประหลาดทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันพยายามวิ่งหนีมันมาตลอด มันทำให้ฉันรู้สึกว่าบางครั้งการเป็นแวมไพร์ก็อาจไม่แย่ไปเสียหมดแบบที่เคยคิด

 

“แล้ววันนั้นรุ่นพี่รู้สึกยังไงกับกลิ่นเลือดของรุ่นพี่ยองมินคะ” ฉันลองเสี่ยงที่จะถามออกไป รุ่นพี่จุนแจเลิกคิ้วสูง สายตาของเขาดูแปลกใจเหมือนกันที่ได้ยินคำถาม

 

“หอม”

 

อ่า... แหงสินะ ขนาดฉันเองก็ยังรู้สึกแบบนั้นเลย

 

“แต่ไม่ถึงขนาดต้องการจนขาดสติ อยู่ในช่วงพยายามตั้งสติ”

 

พยายามตั้งสติงั้นเหรอ?

 

“ใช่เหรอคะ” ฉันแสร้งถาม ภาพจำของฉันในวันนั้น มันคลับคล้ายคลับคลาว่าวันนั้นเขาเกือบจะกัดคอรุ่นพี่ยองมินอยู่แล้วไม่ใช่หรือยังไง

 

“อืม แต่ของแบบนั้นมันก็ต้องใช้เวลากันบ้าง” รุ่นพี่จุนแจอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แถมยังมองเหมือนกลัวว่าฉันจะไม่เชื่อคำพูดของเขา

 

“แปลว่าไม่ว่ายังไงรุ่นพี่ก็จะปฏิเสธเลือดของรุ่นพี่ยองมินงั้นเหรอคะ”

 

“อืม”

 

“ทำไมคะ”

 

เหมือนวันนี้ฉันจะพูดมากไปแล้วนะ แต่พอเห็นสายตาที่ดูเป็นกันเองของเขาในเวลานี้แล้วมันก็ห้ามปากตัวเองไม่ได้เลย กลัวว่าถ้าผ่านช่วงเวลานี้ไปแล้วจะไม่มีโอกาสได้มานั่งถามเขาแบบนี้อีก

 

“เพราะวันนั้นฉันเจอผู้หญิงอีกคนที่คิดว่าเข้ากับฉันได้ดีกว่า”

 

“ใครเหรอคะ” ฉันย้อนถามด้วยความลืมตัว แต่พอถามออกไปแล้วก็เหมือนจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

 

“เธอไง”

 

มันจะเป็นไปได้ยังไงนะ วันนั้นเราเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรกนี่นา แล้วก็มีโอกาสได้คุยกันแค่ไม่กี่คำเท่านั้นเอง

 

“หลังจากเจอเธอที่ห้องพยาบาล ได้เห็นอาการแปลกๆ ของเธอ ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าเรามีความต้องการเหมือนกัน”

 

ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่บีโฮพูดเอาไว้มันจะจริง รุ่นพี่จุนแจสนใจฉันตั้งแต่วันนั้นที่ห้องพยาบาล

 

“หลังจากวันนั้นฉันก็เลยตั้งใจว่าจะยังไงก็จะให้เป็นเธอ” น้ำเสียงอบอุ่นของเขาฟังแล้วรู้สึกว่าก้อนเนื้อในอกพองโตขึ้นดีจริงๆ

 

“แล้วรุ่นพี่ยองมินล่ะคะ”

 

“ถ้าฉันจะเลือกยองมิน ไม่ว่าเธอหรือใครก็ไม่สามารถทำให้ฉันรู้สึกลังเลได้หรอกซารัง” บทเขาจะหนักแน่น ก็หนักแน่นเสียจนฉันไม่รู้ว่าจะถามอะไรต่อเลยจริงๆ

 

“พูดมาขนาดนี้แล้ว เธอเข้าใจรึยังว่าฉันชอบเธอ”

 

แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดหมุนเมื่อรุ่นพี่จุนแจพูดคำนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม มิหนำซ้ำเขายังสบตาฉันเอาไว้ตลอดเวลา ไม่มีการหลบสายตาแม้แต่สักเสี้ยววินาที ทำราวกับว่าการที่เขานั่งหันหน้าตรงมาทางฉันแล้วพูดอะไรมากมายต่างๆ นานาเมื่อครู่ มันคือความตั้งใจที่จะสะกดความสนใจของฉันไว้ที่เขาตั้งแต่แรก

 

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเขาปล่อยหมัดใส่ราวกับต้องการจะน็อกฉันกลางอากาศอย่างไรอย่างนั้น แต่ยิ่งฉันไม่พูดไม่ตอบ เขาก็ยิ่งแกล้งด้วยการยื่นมือมาบีบจมูกฉันแล้วบิดไปมาเบาๆ

 

“เธอชอบฉันบ้างรึยังซารัง หรือว่ายังลังเลใจอยู่”

 

“ฉัน...” ฉันควรจะตอบว่าอะไรดีนะ จะว่าไปแล้วฉันก็รู้ตัวว่าหวั่นไหวกับเขามาตั้งแต่แรก แต่กลับไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าเราจะเข้ากันได้ดีอย่างที่เขามั่นใจ จริงอยู่ว่าเรามีความต้องการที่เหมือนกัน แต่สำหรับฉัน ฉันอยากให้เราต้องการกันและกันมากกว่าแค่ต้องการเลือดเหมือนกันนี่นา

 

“ฉันหิวจังเลยค่ะ ที่บ้านของรุ่นพี่มีอะไรกินได้มั้ยคะ”

 

“เหอะ!”

 

“แฮ่ พอหิวแล้วสมองมันไม่แล่นเลยค่ะ คิดอะไรไม่ค่อยออก” ฉันอ้างพลางยิ้มแหย สายตาขอบรุ่นพี่จุนแจตอนนี้ดูเซ็งระดับสิบ

 

“งั้นก็รอแป๊บนึงก็แล้วกัน”

 

“รุ่นพี่จะไปไหนคะ” ฉันร้องถาม นึกอยากตีมือตัวเองให้หักที่ดันเอื้อมไปรั้งข้อมือของเขาเอาไว้ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะรีบปล่อยออกแล้วหลับตาสำนึกผิดกับตัวเอง

 

“หาอะไรร้อนๆ มาให้เธอน่ะสิ หิวไม่ใช่เหรอ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรเลี้ยงเธอได้บ้าง แต่ที่แน่ๆ คือที่บ้านฉันไม่มีชาเอาไว้วันหลังจะซื้อมาติดเอาไว้ให้ เผื่อว่าหลังจากนี้เธอจะแวะมาที่นี่บ่อยๆ” พูดจบเขาก็ลุกออกไปทันที ฉันได้แต่มองตามแผ่นหลังของเขาไปเรื่อยๆ ด้วยความลืมตัว ก่อนจะต้องแสร้งมองไปทางอื่นเมื่อเขาแอบหันกลับมามอง

 

เอายังไงดีนะ จะพุ่งชนเลยดีรึเปล่า หรือควรจะกลับไปคุยกับตัวเองก่อน หรือว่าจะปรึกษายัยกงจูด้วยดีมั้ย มันจะว่างคุยกับฉันรึเปล่าเพราะช่วงนี้มันเองก็น่าจะกำลังแก้ปัญหาเรื่องของตัวเองอยู่เหมือนกัน

 

โอ๊ย ทำยังไงดี ไหนจะปัญหาเรื่องรุ่นพี่ยองมินอีกล่ะ ฉันต้องประสาทเสียแน่ๆ ถ้าหากว่าเธอยังทำตัววุ่นวายไม่เลิก

 

“ว่าแต่เธอไปเจอแฮซูกับปาร์คมินได้ยังไง” รุ่นพี่จุนแจถามขึ้นระหว่างที่เขากำลังเปิดไมโครเวฟเหมือนจะเอาอะไรสักอย่างเข้าไปอุ่น

 

               “ฉันออกไปกินข้าวกับพ่อที่ร้านอาหารแถวๆ หอพักน่ะค่ะ กำลังจะกลับ แต่เจอคนของรุ่นพี่ยองมินเข้าเสียก่อน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ารุ่นพี่แฮซูกับรุ่นพี่ปาร์คมินเขาแวะไปทำอะไรแถวนั้น”

 

               “งั้นเหรอ แล้วอาหารร้านนั้นรสชาติเป็นยังไงบ้าง”

 

               เขาตั้งใจจะถามอะไรกันแน่นะ ทำไมฉันรู้สึกแปลกๆ ที่เขาดันถามถึงรสชาติของอาหารแทนที่จะเป็นเรื่องของรุ่นพี่ยองมิน และถึงแม้เขาจะรู้ว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของรุ่นพี่ยองมิน แต่ก็เหมือนจะไม่ใส่ใจกับมันเลยสักนิดด้วยซ้ำไป ครั้นฉันจะแอบสังเกตสีหน้าของเขาสักหน่อยก็ไม่ได้เพราะเขาหันหลังมาทางนี้

 

               “ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ” 

 

               “งั้นลองรามยอนรสเผ็ดฝีมือฉันหน่อยก็แล้วกัน”

 

รามยอนรสเผ็ดงั้นเหรอ สรุปว่าเขาทำรามยอนให้ฉันกินสินะ

 

ไม่นานรุ่นพี่จุนแจก็ยกชามรามยอนมาเสิร์ฟตรงหน้า ไอร้อนลอยขึ้นมาส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน ฉันยิ้มกว้าง และเมื่อหันไปมองหน้ารุ่นพี่จุนแจก็พบว่าเขาเองก็กำลังยิ้มอย่างภูมิใจในฝีมือการต้มรามยอนของตัวเองด้วยเหมือนกัน

 

“แล้วไหนของรุ่นพี่ล่ะคะ”

 

“ฉันยังไม่หิวน่ะ” เขาบอกยิ้มๆ พร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวฉันเบาๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงข้างๆ ทำเอาฉันใจสั่นไปหมด

 

“ถ้างั้นฉันกินเลยได้มั้ยคะ” ฉันถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ถึงเขาจะบอกว่าเขาทำมาให้ฉัน แต่ฉันก็ยังไม่กล้าพอจะยื่นมือออกไปหยิบตะเกียบอยู่ดี

 

“เอาสิ”

 

“ขอบคุณค่ะ” ไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กินรามยอนแบบนี้มาก่อน ฉันรีบขยับลงไปนั่งที่พื้นแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมา เลื่อนชามรามยอนมาไว้ตรงหน้าแล้วสูดดมกลิ่นหอมๆ ของมันจนเต็มปอด

 

“ต้องอร่อยมากแน่ๆ ค่ะ”

 

“ตกลงว่าเธอเป็นแวมไพร์หรือหมา คราวก่อนก็เดารสชาติชาจากกลิ่น คราวนี้ก็เดาว่ารามยอนอร่อยจากกลิ่นอีก”

 

“ก็แหม รุ่นพี่จุนแจลงมือต้มรามยอนให้กินทั้งที มันจะไม่อร่อยได้เหรอคะ”

 

“เหอะ!” รุ่นพี่จุนแจแค่นหัวเราะเบาๆ ส่วนฉันก็รีบก้มหน้ามองรามยอนแล้วคีบมันขึ้นมา ก่อนจะงับมันไปเต็มปากเต็มคำ

 

“อดอยากมากรึไง”

 

มันอร่อยมากจริงด้วย!

 

“อร่อยมากเลยค่ะ”

 

“แหงสิ ฉันตั้งใจทำ มันต้องอร่อยกว่าอาหารฝีมือเชฟจากร้านอาหารที่เธอเพิ่งไปกินมาอยู่แล้ว” เขาบอกยิ้มๆ

 

หัวใจของฉันค่อยๆ ฟูขึ้นอีกครั้งเมื่อพอจะเข้าใจแล้วว่าเขาน่าจะต้องการให้ฉันลืมเรื่องในร้านอาหาร เพราะเขาคงจะเดาได้ว่าฉันไปคุยอะไรกับพ่อมา และมันก็น่าจะทำให้ฉันรู้สึกแย่ เปรียบเสมือนรสชาติของอาหารในร้านนั้น

 

“ฉันจะกินให้หมดเลยค่ะ”

 

ฉันหันไปยิ้มให้รุ่นพี่จุนแจทั้งที่ยังเคี้ยวรามยอนตุ้ยๆ อยู่เต็มปาก ขณะที่เขาก็นั่งกอดอกมองฉันกินรามยอนต่อไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็นจนหมดถ้วย แม้แต่น้ำต้มรามยอนสักหยดก็ไม่เหลือ

 

ฉันรีบเอื้อมดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดปาก พร้อมกับที่รุ่นพี่จุนแจเอื้อมมือหยิบแก้วน้ำส่งมาให้ และมันก็เหมือนจะถูกดึงเข้าฉากโรแมนติกเมื่อฉันยื่นมืออกไปรับแก้วน้ำแต่กลับกลายเป็นว่าจับมือของรุ่นพี่จุนแจเอาไว้เบาๆ

 

“ฉันควรระวังตัวเอาไว้รึเปล่าซารัง”

 

“ระวังอะไรคะ”

 

“เธอกินดุขนาดนี้ อีกหน่อยถ้าเธอมีเขี้ยวและพร้อมจะฝังเขี้ยวเพื่อดูดเลือดฉันขึ้นมา ก็มีความเป็นไปได้ว่าเธอจะดูดเลือดฉันจดหมดตัว” รุ่นพี่จุนแจบอกยิ้มๆ พร้อมกับค่อยๆ ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้

 

ฉันกัดริมฝีปากล่างของตัวเองเบาๆ อย่างลืมตัว และเริ่มรับรู้ได้ถึงควาวมเย็นที่มาจากลมหายใจของรุ่นพี่จุนแจ

 

“อิ่มแล้วใช่มั้ย”

 

“ค่ะ”

 

“ถ้างั้นจะตอบคำถาฉันได้รึยัง”

 

ฉันฆ่าตัวตายเองสินะ เมื่อกี้ฉันแค่แกล้งหิวเพราะยังไม่รู้จะตอบเขาว่ายังไงเท่านั้นเอง ใครจะไปคิดว่าเขาจะลงทุนลุกขึ้นไปต้มรามยอนให้กินจนอิ่มเพื่อแลกกับคำตอบล่ะ คราวนี้ถ้าไม่ตอบอะไรสักอย่างฉันคงโดนเขามองค้อนใส่ไม่เลิกแน่

 

“คือว่าฉัน...”

 

“ช่างเถอะ ถ้าวันนี้เธอลังเล เอาไว้ฉันค่อยถามเธอใหม่วันหลังก็แล้วกัน” แล้วจู่ๆ รุ่นพี่จุนแจก็ตัดบทจนฉันรู้สึกใจหาย

 

“ฉันไม่ได้ลังเลค่ะ เพียงแต่ไม่รู้จะพูดยังไง” ฉันพยายามอธิบาย แม้จะรู้ดีว่ามันอาจไม่ง่ายและน่าจะมีอีกหลายอย่างที่ต้องรอการพิสูจน์ แต่กับเรื่องของความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขา มันก็ชัดเจนมาตั้งแต่ต้นแล้วนี่นา

 

“แค่พูดว่าเธอชอบฉัน” รุ่นพี่จุนแจพูดนำ สายตาที่กำลังจดจ้องมาที่ฉันดูวาววับเป็นพิเศษ

 

“ฉัน... ชอบรุ่นพี่ค่ะ”

 

หัวใจเต้นแรงชะมัด แต่สุดท้ายก็พูดออกไปแล้วจริงๆ

 

“อื้อออ”

 

แล้วจู่ๆ ริมฝีปากของฉันถูกปิดสนิทด้วยริมฝีปากของรุ่นพี่จุนแจ เขาขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับยกสองมือขึ้นโอบประคองใบหน้าของฉันเอาไว้ ค่อยๆ ดูดเบาๆ ที่ริมฝีปาก สลับกับขบเม้มกลีบปากของฉันซ้ำๆ เร้าให้หัวใจของฉันเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

ฉันปิดเปลือกตาลงราวกับโดนสะกด สองมือที่ยกขึ้นมาดันหน้าอกเขาไว้เพราะความตกใจเมื่อครู่ ค่อยๆ อ่อนแรงลงจนถูกทิ้งลงบนตัก ทุกอย่างรอบกายนิ่งสงบ ความอบอุ่นในโพรงปากแผ่ซ่านไปถึงขั้วหัวใจ

 

Rrrr~

 

แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้นจนฉันสะดุ้งตกใจ เหมือนถูกกระชากจากโลกของความฝันกลับมาสู่โลกของความเป็นจริง เพียงแต่ว่าความจริงในตอนนี้ ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ยังคงเป็นใบหน้าของรุ่นพี่จุนแจเหมือนเดิม

 

รุ่นพี่จุนแจละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะใช้นิ้วโป้งของเขาแตะและเกลี่ยมุมปากทั้งสองข้างของฉันเบาๆ หน้าผากของเรายังคงแตะกันอยู่ ต่างคนต่างมองตากัน นั่งฟังเสียงลมหายใจครืดคราดของกันและกันอยู่อย่างนั้นสักพัก ปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังต่อไปเรื่อยๆ

 

“ฉันจะรีบจัดการเรื่องของยองมินก็แล้วกัน”

 

หัวใจเต้นโครมครามไปหมด ทั้งน้ำเสียงที่แหบพร่า แววตาที่เริ่มมีประกายความแดงนิดๆ กำลังสะกดให้ฉันจ้องมองให้ยิ่งลึกเข้าไป

 

ฉันควรสบายใจได้แล้วรึเปล่านะที่เขารับปากอย่างนั้น โดยที่ฉันเองก็ไม่ต้องร้องขอออกไป

 

เอาเถอะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด จะสบายใจได้มากน้อยแค่ไหนฉันเองก็ยังไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ ตอนนี้รอยยิ้มของรุ่นพี่จุนแจดีต่อใจฉันมากๆ เลย

 

Rrrr~

 

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นอีกรอบหลังจากเงียบไปสักพักทำให้ฉันต้องผละตัวออกจากรุ่นพี่จุนแจ ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับ

 

“ฮัลโหล”

 

[รับสายช้าจริง ทำอะไรอยู่วะ]

 

ได้ยินแล้วอยากเลิกคบกับมันสักระยะ มีปุ่มกดบล็อกความสัมพันธ์อยู่ตรงไหนนะ เดี๋ยวอารมณ์ดีแล้วฉันค่อยปลดบล็อก

 

“กินรามยอน แกมีอะไรก็ว่ามาสิ”

 

[แกกินรามยอนอยู่ที่ไหน ฉันยืนอยู่หน้าห้องแก เคาะตั้งนานไม่เห็นเปิดประตู]

 

ซวยแล้ว!!!

 

“ฉันเอาชามไปเก็บก่อนแล้วกัน คุยโทรศัพท์เสร็จแล้วก็ไปเปลี่ยนเสื้อด้วยล่ะ เดี๋ยวไปส่ง”

 

กรี๊ดดด ฉันอยากกรี๊ดใส่หน้ารุ่นพี่จุนแจชะมัด รู้นะว่าเขาตั้งใจจะพูดให้ปลายสายได้ยินน่ะ

 

[กรี๊ดดดด ยัยซารัง! นั่นเสียงรุ่นพี่จุนแจใช่มั้ย แกอยู่กับเขาเหรอ แล้วเมื่อกี้ที่ฉันได้ยินเขาบอกให้แกไปเปลี่ยนเสื้อหมายความว่ายังไง]

 

“ฮัลโหลๆ สัญญาณไม่ค่อยดีเลย ฮัลโหวววว” ฉันพยายามดึงโทรศัพท์ให้ห่างจากปากเพื่อให้ทุกอย่างดูแนบเนียนก่อนจะกดตัดสายแล้วปิดเครื่องลงในที่สุด

 

ฮือออ ยัยกงจูมันจะฉลาดมากไปแล้วนะ มันจำเสียงรุ่นพี่จุนแจได้ยังไง!

 

“หึ!” รุ่นพี่จุนแจก็อีกคน ฉันรู้นะว่าเมื่อกี้นี้เขาตั้งใจจะแสดงตัว แล้วดูตอนนี้สิ มาทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ใส่ฉันซะเฉยๆเหมือนฉันจะเห็นเค้าโครงความวุ่นวายอยู่กลายๆ เลยนะ นี่ถ้ายัยกงจูมันรู้ว่าฉันตกลงคบกับรุ่นพี่จุนแจแล้วมันจะเป็นยังไง ไหนยังจะบีโฮอีกคน บันเทิงแน่ๆ คราวนี้

 

“ไม่ต้องยิ้มเลยค่ะ”

 

“เวลาฉันดุ ฉันดุแรงนะ ชอบแบบนั้นเหรอ”

 

โอ๊ย! ไปกันใหญ่แล้ว ขอไปตั้งสติก่อนก็แล้วกัน

ความคิดเห็น