หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ถึงเขาจะไม่เข้าใจการเมือง ไม่รู้เรื่องการศึก ไม่อาจพลิกฟ้าสั่งฝน ทำนายอนาคตไม่เป็น แต่เขาจะขอลิขิตเส้นทางชีวิตด้วยสองมือนี้เอง!

ตอนที่ 28 ความทุกข์ยาก

ชื่อตอน : ตอนที่ 28 ความทุกข์ยาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 28 ความทุกข์ยาก
แบบอักษร

 

แม่เฒ่าอวิ๋นพร้อมกับหลานสาวสองคน นั่งอยู่ในรถม้าตระกูลเฉิงเจียภายใต้การคุ้มครองของทหาร เพื่อเดินทางไปไถ่ตัวเด็กหญิงที่เหลืออีกหกคนที่ถูกขายให้กับครอบครัวอื่น เมื่อเห็นว่าทุกคนได้รับการไถ่ตัวออกมาอย่างปลอดภัยใบหน้านางจึงปรากฏรอยยิ้มมากขึ้น จนกระทั่งเด็กทั้งหกกลับถึงบ้านแม่เฒ่าอวิ๋นจึงหัวเราะดีใจเห็นวันสามสิบสองซี่ กอดคนนี้ หอมคนนั้น เด็กทั้งหมดนี้คือชีวิตของนาง จึงรีบตรวจดูว่าเด็กได้รับบาดเจ็บหรือถูกทรมานหรือไม่ เมื่อเห็นเด็กมีบาดแผลก็ด่าแช่งครอบครัวนั้นว่าไม่มีความเป็นคน เมื่อเห็นบางคนถูกทรมานก็ได้แต่ร้องไห้กอดไว้ ด้วยความดีใจจนใจเต้นตึกตักเมื่อได้เห็นหลานสาวสุดที่รักแปดคนอยู่พร้อมหน้า ก็รู้สึกว่าความทุกข์ทรมานก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรเลย นี่คือหลานสาวฝ่ายตระกูลภรรยาของท่านลุงใหญ่ นี่คือหลานของท่านอาเล็ก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นเพียงหลานสาวฝ่ายตระกูลภรรยาทั้งหมด แต่พวกเขาก็คือดาวอัปมงคลที่ไม่มีใครต้องการ คนที่อายุมากที่สุดก็เพียงสิบสองปี คนที่อายุน้อยที่สุดเพียงเจ็ดปี ล้วนแล้วแต่ผอมแห้งแรงน้อย ผมแห้งๆ แต่แม่เฒ่ากลับมองว่านี่คือนางฟ้าลงมาจุติ

"ท่านยายท่านจะไม่ส่งเสี่ยวหนานไปที่บ้านจางอีกแล้วใช่ไหม คุณชายน้อยของเขาทุบตีข้าบ่อยๆ ทั้งยังปล่อยให้สุนัขไล่กัดด้วย ข้ากลัว" แม่เฒ่าเปิดชายกระโปรงของเสี่ยวหนานขึ้น ขาที่เล็กขนาดท่อนฟืนเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น นางรู้สึกเจ็ดปวดราวกับโดนมีดกรีด เฉิงตงเดิมก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเรื่องนี้เข้า จึงวางกระบี่ลงแล้วเดินไปที่หน้าประตูที่ปิดสนิทของบ้านจาง ยกหินบดข้าวเปลือกที่อยู่บนแท่นหินขึ้นมา หินบดที่หนักถึงร้อยห้าสิบจินเมื่ออยู่ในมือเฉิงตงกลับแลดูไร้น้ำหนัก สองแขนยกหินบดออกแรงทุ่มไปที่ประตูใหญ่ ประตูทั้งสองบานแตกไม่เป็นชิ้นส่วน คนของครอบครัวจางที่หลบอยู่หลังประตูต่างก็พากันวิ่งหัวซุกหัวซุนไปยังลานหลังบ้าน เด็กอ้วนคนหนึ่งอายุราวสิบสองสิบสามปีจูงสุนัขสีดำที่หางตกเข้าหว่างขากำลังจะวิ่งเข้าไปในบ้าน เฉิงตงจึงก้าวไปดักข้างหน้าและคว้าคอของเด็กอ้วนตัวน้อยเหวี่ยงออกไป  เด็กอ้วนตัวน้อยจึงหัวหกก้นขวิดบั้นท้ายชี้ฟ้าอยู่บนพื้นคุกเข่าบนพื้นด้วยอึที่สวยงามเสียงคำราม ฟันที่เต็มปากหลุดร่วงออกมานับไม่ถ้วน หญิงร่างอ้วนกรีดร้องเสียงหลง กอดเด็กอ้วนตัวน้อยไว้ชี้ไปที่เฉิงตงพลางขึ้นเสียง "กล้าทำร้ายผู้คนกลางวันแสกๆ เช่นนี้ เจ้าไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายใช่ไหม?"

เฉิงตงค่อยๆ จับสุนัขสีดำอย่างช้าๆ ด้วยมือเดียว จากนั้นออกแรงบีบสุนัขสีดำตายชักกระตุกเพียงครู่เดียวจึงนิ่งไป เมื่อเห็นสุนัขดำตายแล้ว จึงค่อยหันกลับมาหาแม่ลูกคู่นี้ เมื่อเห็นเฉิงตงหันกลับมา เด็กอ้วนตัวน้อยหยุดร้องไห้ในทันใด รีบซุกหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดในอ้อมอกแม่ไม่กล้าที่จะส่งเสียงใดๆ บางทีอาจเป็นเพราะสัญชาตญาณการเป็นแม่ทำให้หญิงคนนี้มีความกล้า กอดลูกชายของนางไว้แน่นและตะโกนขอความช่วยเหลือ ชายวัยกลางคนวัยสี่สิบปีได้รีบวิ่งออกมาและหมอบลงบนพื้นโขกศีรษะไม่หยุด หวังว่าเฉิงตงจะยอมละเว้นครอบครัวของเขา

"ข้ายังไม่มีคุณสมบัติพอว่าจะปล่อยครอบครัวเจ้าหรือไม่ รอให้เจวี๋ยเหยียกลับถึงเมื่องหลวงก่อน เจ้าจะได้รู้ว่ากฎหมายเป็นอย่างไร" เฉิงตงพูดจบก็ก้าวเท้าเดินข้ามร่างชายวัยกลางคนออกจากสวนหลังบ้านไป แม่เฒ่ากอดเสี่ยวหนานยืนดูอยู่ที่ประตูเห็นเฉิงตงลงโทษเด็กอ้วนตัวน้อยคนนั้น เสี่ยวหนานใบหน้ายิ้มแย้มสองมือเล็กๆ กำหมัดแน่น

“คุณหนูน้อย ท่านดูสิ เจ้าเด็กอ้วนที่รังแกท่านถูกข้าต่อยจนฟันร่วงแล้ว สุนัขสีดำที่กัดท่านก็ถูกข้าบีบคอตายแล้ว หลังจากกลับไปข้าจะถลกหนังมันออกมาให้ท่านทำผ้าห่ม ส่วนเนื้อก็นำมาตุ๋นให้ท่านกิน ดีหรือไม่?” เฉิงตงเดินไปหยุดอยู่หน้าเสี่ยวหนานสีหน้าเต็มไปด้วยความประจบเอาใจ แม้ว่าเสี่ยวนานและแม่เฒ่ายังสวมเสื้อผ้าขาดๆ โทรมๆ แต่เฉิงตงไม่กล้าที่จะดูหมิ่นแม้แต่น้อย คนอื่นไม่รู้จะเข้าใจว่าตระกูลเฉิงช่วยตระกูลอวิ๋นเพราะต้องการให้ตระกูลอวิ๋นเป็นหนี้บุญคุณ เฉิงตงได้ติดตามเหล่าเฉิงไปรบทัพจับศึกตั้งแต่เด็ก เข้าใจถึงนิสัยใจคอของเจ้านายเป็นอย่างดี ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับอวิ๋นเจวี๋ยเหยียท่านก็ให้ความสำคัญมากขึ้น ตอนนี้ความสัมพันธ์พัฒนาจนถึงขั้นเห็นเป็นหลานก็ไม่ปาน ความเป็นอัจฉริยะในหลายๆ ด้านของอวิ๋นเจวี๋ยเหยียเห็นทีต่อลงไปภายหน้าการได้ขึ้นที่สูงคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ตอนนี้ไม่ประจบเอาใจแม่เฒ่าผู้นี้จะให้รอไปถึงเมื่อไหร่กัน

"ท่านอาร้ายกาจจริงๆ ท่านเป็นคนที่พี่ชายข้าส่งมาใช่ไหม? พี่ชายข้าเก่งกว่าท่านหรือเปล่า?" เฉิงตงจะไม่พูดแน่นอนว่าพี่ชายเจ้าเป็นที่อับอายของกองทัพอู่เว่ยฝ่ายซ้าย แม้แต่ธนูก็ไม่สามารถง้างได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการต่อสู้ เพียงแต่เมื่อเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของเด็กหญิงตัวน้อยจึงจำต้องตอบโดยขัดกับความรู้สึกว่า "แน่นอนสิ ไม่เช่นนั้นมีหรือที่ฝ่าบาทจะแต่งตั้งให้เขาเป็นเจวี๋ยเหยีย"

เด็กหญิงตัวน้อยเมื่อได้ยินคำตอบนี้แล้ว จึงมุดออกจากอ้อมกอดของแม่เฒ่าวิ่งโล่ไปหาเหล่าพี่น้องคนอื่นเพื่อเล่าให้พวกเขาฟังว่าพี่ชายของตนนั้นแข็งแกร่งเพียงไหน ต่อลงไปไม่ต้องกลัวว่าจะถูกคนอื่นรังแกอีกแล้ว เมื่อได้ยินเสียงร้องดีใจของเด็กๆ แม่เฒ่าจึงได้คารวะและกล่าวขอบคุณเฉิงตง เฉิงตงรีบตอบว่ามิกล้าๆ และกล่าวกับแม่เฒ่าว่า 'ท่านยังไม่เคยเห็นเจวี๋ยเหยียของพวกเรา เยาวชนผู้ปราดเปรื่องอายุเพียงสิบห้าปีข้าน้อยพอจะเคยเห็นหลายคนอยู่ อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับเจวี๋ยเหยียแล้วนั้นมิอาจเทียบได้ ขอให้ท่านวางใจ ตระกูลอวิ๋นมีเจวี๋ยเหยียอยู่ความเจิรญรุ่งเรืองและความรุ่งโรจน์นั้นคืออนาคตอันใกล้ อีกไม่กี่วันข้าน้อยจะเดินทางกลับหล่งโย่ว ไม่ทราบว่าท่านอยากจะฝากคำพูดอะไรไปถึงเจวี๋ยเหยียหรือไม่" แม่เฒ่าขอบคุณเฉิงตงและขอให้ก่อนที่เขาจะออกเดินทางหนึ่งวันมารับจดหมายจากนาง"

แม่เฒ่าได้ปฏิเสธคำเชิญของเฉิงฮูหยินที่จะให้ไปพักที่จวนตระกูลเฉิง แต่กลับพาหญิงหม้ายและลูกเด็กเล็กแดงสี่สิบสามชีวิตไปยังที่ดินพระราชทานบริเวณตีนเขาหนานซัน ตามที่หน่วยข่าวกรองสืบพบมีเพียงสี่สิบสามชีวิต สำหรับที่เหลือยังคงไร้วี่แววไม่มีข่าวสารใดๆ จึงจำเป็นต้องถวายฎีกาไปตามนี้ ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการให้ปลอบขวัญตระกูลอวิ๋น ฮองเฮาจั่งซุนได้มอบเงินช่วยเหลือ เฉิงฮูหยินส่งเงินสองพันก้วนมาช่วยเหลือ ทั้งยังมอบคนรับใช้ทั้งชายและหญิงห้าสิบคนไว้ให้ใช้สอย เนื่องจากแต่ละคนนั้นสุขภาพไม่สู้ดีโดยมากมีทั้งบาดเจ็บและเจ็บป่วย จึงได้เชิญหมอที่มีชื่อเสียงมาดูแลรักษาเหล่าหญิงหม้ายและเด็กๆ เหล่านี้โดยเฉพาะ

อวิ๋นเยี่ยอ้าปากกว้างพยายามหายใจอย่างสุดชีวิต ด้านข้างคือเฉิงฉู่มั่ว ด้านหลังคือคุณชายสามตระกูลหลิว คุณชายรองตระกูลเก๋อ คุณชายเล็กตระกูลเผยก็อยู่ในสภาพเดียวกัน การกลั้นหายใจในน้ำโดยนับหนึ่งถึงร้อยนี่มันคือบทลงโทษบ้าบออะไรที่เขาใช้กัน หากโผล่พ้นน้ำก่อนครบกำหนดเวลาก็จะโดนตีศีรษะ ทั้งคนที่ถือไม้นั้นเป็นยอดฝีมือที่รู้ดีว่าจะตีอย่างไรให้เจ็บแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ หากนับให้ครบโดยเร็วเหล่าพี่น้องย่อมต้องทนไหว แต่เจ้าพวกกวนประสาทพวกนี้นับไปนับมากลับแกล้งนับผิด กว่าจะทนได้ถึงแปดสิบ แต่กลับกลายเป็นสี่สิบเอ็ด ไม่มีใครกล้วพูดอะไรเพราะหากใครพูดคนนั้นก็จะโดนตี อวิ๋นเยี่ยรู้สึกเหมือนตัวเองคือหนูแฮมสเตอร์ในเกมแฮมสเตอร์ ศีรษะถูกตีจนปูดบวมไปหมดแล้ว อยากจะสลบใจแทบขาดแต่กลับไม่มีอาการแม้แต่น้อย เป็นเวลาสองเดือนเต็มๆ การฝึกแบบนรกนี้ทำให้ผู้เคราะห์ร้ายสองร้อยคนตายทั้งเป็น พวกเขาคือเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่ ลูกหลานของขุนนางที่สร้างผลงานต่อแผ่นดิน แต่เดิมมีเพียงหนึ่งร้อยคนเมื่อเพิ่มอวิ๋นเยี่ยผู้โชคร้ายจึงกลายเป็นหนึ่งร้อยหนึ่งคน ใครจะรู้เมื่อจั่งซุนอู๋จี้ได้ยินข่าวก็ดึงดันอย่างหนักว่าจะให้อีกหนึ่งร้อยคนมาฝึกด้วย เดิมนั้นเหล่าเฉิงโมโหมาก ไม่อยากให้จั่งซุนอู๋จี้ได้ประโยชน์จากการฝึกนี้ ไม่คิดว่าเมื่อถูกลากเข้าไปในกระโจมพูดคุยอะไรหรือทำอะไรกัน เมื่อพวกเขาออกมาต่างก็ใบหน้ายิ้มแย้ม เหล่าเฉิงตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าเหล่าเฉิงได้ผลประโยชน์อะไรที่ไม่ได้แบ่งให้อวิ๋นเยี่ยเลยสักนิด จึงทำให้อวิ๋นเยี่ยดูถูกตาเฒ่าสองคนนี้จากก้นบึ้งของจิตใจ

ทั้งตัวเปียกโชกปีนขึ้นมาฝั่ง เพิ่งจะได้หายใจ ห่อผ้าสำหรับเดินทัพที่เย็บด้วยหนังวัวเลียนแบบกระเป๋าเป้ของอวิ๋นเยี่ยก็โดนโยนลงมาตรงหน้า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ด้านใจเต็มไปด้วยทรายหรือไม่ก็เป็นทรายเปียกที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ภารกิจลัดเลาะป่าห้าลี้ได้เริ่มขึ้นแล้ว เพื่ออาหารมื้อเย็น ทุกคนปรับร่างกายอย่างสุดชีวิตแบกถุงทรายไว้บนหลัง วิ่งตรงกลับค่าย

อวิ๋นเยี่ยโดนเฉิงฉู่มั่วดึกแขนไว้ทั้งสองวิ่งแบบทุลักทุเลมาจนถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อเข้ามาแล้วก็โยนถุงทรายทิ้ง ล้มลุกคลุกคลานมุ่งไปที่โต๊ะอาหาร ไม่สนใจแล้วว่ามือจะสะอาดหรือไม่ คว้าขนมเปี๊ยะได้ก็ส่งเข้าปาก ต้องทำให้ท้องอิ่มไว้ก่อน กับข้าวเอาไว้ทีหลังได้ ไม่เพียงแต่พวกเขาสองคน แต่ละคนที่มาถึงจุดหมาย ต่างก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่มีลักษณะมารยาทของชนชั้นสูงที่ปฏิบัติกันทุกวันหลงเหลืออีกเลย

ความคิดเห็น