เอริณ
email-icon facebook-icon Line-icon

คุณวินมาล้าววววววววว

บทที่ 5 รักแรก (50%)

ชื่อตอน : บทที่ 5 รักแรก (50%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ค. 2563 01:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 รักแรก (50%)
แบบอักษร

บทที่ 5 รักแรก 

 

“หนูอัยย์” เสียงเรียกจากร่างระหงจากด้านหลังส่งผลให้ร่างเล็กที่กำลังก้มๆ เงยๆ กับการถอนวัชพืชให้แปลงผักของตนเงยขึ้นมอง ดวงตากลมโศกคู่เดิมมีแสงระยิบระยับแห่งความสุขมากขึ้น ร่างน้อยค่อยๆ ลุกขึ้น เอื้อมหยิบบัวรดน้ำขึ้นมาพรมตรงพื้นส่วนที่เพิ่งดูแล ก่อนเดินกลับมาพร้อมอุปกรณ์ดูแลสวนผัก 

เมื่อเดินใกล้ถึงเจ้าของเสียงก็ไม่ลืมแวะเก็บของ แล้วล้างไม้ล้างมือจึงเดินเข้ามาพนมมือไหว้ผู้มีพระคุณอย่างน่าเอ็นดู 

“สวัสดีตอนเช้าค่ะคุณท่าน เรียกหาหนูเหรอคะ” 

คุณหญิงวารียิ้มอาทรกวักมือเรียกคนตัวน้อยให้เข้ามาใกล้ เกลี่ยไรผมที่ปกระแก้มนุ่มออกเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างอารี 

“ไปอาบน้ำแต่งตัวนะลูก วันนี้พี่ชายเราจะกลับมา” 

ดวงหน้าจิ้มลิ้ม ขมวดคิ้วสวยจนยุ่ง ครุ่นคิดอย่างมึนงงพลางถามในใจ 

ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาวาคินไม่อยู่ในสายตาของท่านหรอกหรือ 

ทว่า… ยังไม่ทันซักถาม อีกฝ่ายก็ดีดสิ่งที่อยู่ในหัวของเธอทิ้งไป 

“ไฟล์ของพี่วินจะถึงตอนบ่ายๆ เราแวะไปซื้อขนมร้านโปรดของพี่เขา แล้วไปรอรับพร้อมแม่นะลูก” 

อัยรินกระจ่างชัด ‘พี่ชาย’ ในความหมายของคุณหญิงคือใคร 

เด็กหญิงครุ่นคิด เม้มปาก ขมวดคิ้วเมื่อคิดถึงคนที่ไม่ได้พบหน้ามาหลายปีจนกระทั่งหลงลืมการมีอยู่ของเขาไปเสียสนิท คนคนนั้นไปเรียนต่อเมื่อนอกตั้งแต่เธออายุได้ 3 ขวบเห็นจะได้ ครั้งสุดท้ายที่พบกันไม่อยู่ในเศษเสี้ยวของสมองเลยด้วยซ้ำ จึงยุ่งยากใจในการไปรับคนแปลกหน้าตามประสาเด็กอยู่บ้าง ทว่าพอเห็นแววตาอารีของผู้มีพระคุณพราวแสงแห่งความดีใจก็ลอบถอนหายใจแล้วตอบรับทันที 

“ได้ค่ะ งั้นหนูไปเตรียมตัวเลยนะคะ” 

ท่านยิ้มกว้างขึ้น ก้มลงมาหอมแก้มนุ่มสองข้างเบาๆ แล้วประคองดวงหน้าจิ้มลิ้มอย่างชื่นชม แววตาอบอุ่นทอดมองอย่างภาคภูมิใจ 

“แต่งตัวให้สวยๆ เลยนะลูก” 

อัยรินยิ้มรับ ไม่ปฏิเสธ หากก็ไม่ตอบรับทันที  

ทำไมเธอต้องแต่งตัวสวยไปรับคนที่แทบไม่เคยเจอหน้า แถมยังเป็นคนที่สร้างเรื่องราวมากมายให้หัวใจของผู้มีพระคุณของเธอต้องปวดร้าวอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าเธอเด็กแล้วจะไม่รับรู้เรื่องราวของเขา ทุกครั้งที่ลุงวรันย์นำข่าวของ ‘ลูกชายคนโต’ ของคุณหญิงมาบอก สีหน้าที่เคยสดใสจะซูบซีดลง แววตาอ่อนแสงจนเธอยังสังเกตได้ 

ตั้งแต่เขาจากไปก็ไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านอีกเลย ไม่โทรมา ไม่ส่งข่าว มีเพียงลุงวรันย์และคุณหญิงที่ไปๆ มาๆ เมืองไทยกับเมืองนอกมาตลอด 7 ปี เด็กหญิงยังนึกขุ่นใจ คนใจร้ายคนนั้นเหตุใดจึงเห็นแก่ตัวนัก 

ยิ่งเรื่องงาน เรื่องบริษัทของตระกูลก็ทิ้งภาระให้ ‘พี่ชาย’ ของเธอรับผิดชอบ ทันทีที่เข้ามหาวิทยาลัยวาคินก็ต้องเข้าไปเรียนรู้งานที่นั่น ทำให้เวลาที่จะได้ใช้ร่วมกับน้องสาวเช่นเธอลดลง จากเดิมที่แทบไม่มียิ่งไม่มีเลยหลังจากอีกฝ่ายเรียนจบ ปัจจุบันคนใจร้ายคนนั้นอายุน่าจะสัก 29 ปีเห็นจะได้ ถ้านับคำนวณจากอายุของวาคินน่ะนะ 

ตอนนี้พี่ชายของเธอเรียนจบปริญญาตรีแล้ว และกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คุณเตชินอดีตสามีของคุณหญิงวารีผู้เป็นที่ปรึกษาลับๆ ของบริษัทเคยมาที่นี่ ขอร้องคุณหญิงให้ส่งบุตรชายคนเล็กไปร่ำเรียนปริญญาโทต่อที่ต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นอัยรินจำได้ว่าคุณหญิงมีทีท่าไม่ค่อยเต็มใจนัก ทว่าสุดท้ายก็ตอบรับไป เพราะคุณเตชินออกปากจะให้มาวินกลับมาแทน 

ถ้าต้องแลก แน่นอนว่าคุณหญิงวารีย่อมไม่ต้องขบคิดให้เหนื่อยใจ 

อัยรินถอนหายใจเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านของตน ตั้งแต่เข้าประถม คุณหญิงวารีก็สร้างบ้านหลังเล็กภายในรั้วบ้านเดียวกันให้เธอ ท่านบอกว่าอยากให้เธอมีบ้านเป็นของตัวเอง จะได้ไม่ต้องคิดว่าอาศัยคนอื่นอยู่ บ้านหลังนี้มีนมแม้นมาอยู่เป็นเพื่อน เนื่องจากวรันย์เป็นชาย แม้มีสถานะเป็นลุงตามกฎหมาย ทว่าก็ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน คุณหญิงห่วงใยกลัวข้อครหาจึงแวะมานอนค้างด้วยแทบทุกคืน ตั้งแต่มาอยู่ในบ้านเลิศวรานนท์จนอายุได้แปดขวบ ไม่มีคืนไหนที่ไม่ได้นอนเคียงข้างผู้มีพระคุณ แต่หลังจากเติบโตมากขึ้น งานของคุณหญิงที่รัดตัวก็ส่งผลให้บางคืนท่านต้องค้างที่ห้องทำงาน หรืออยู่ทำงานที่บริษัทดึกดื่นไม่อาจกลับมานอนบ้านได้ อ้อมกอดของคนข้างกายจึงเปลี่ยนเป็นนมแม้นแทน 

อัยรินใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ได้ทะนงตนหรือผงาดเหนือใคร เพียงเพราะคุณหญิงหนุนหลัง เด็กหญิงมีสัมมาคารวะ รู้จักเจียมตัว จึงยิ่งเป็นที่รักของคนในบ้าน รวมถึงวาคิน 

แม้อีกฝ่ายจะเว้นระยะห่าง เพราะคำสั่งของคุณหญิง ซึ่งอัยรินพอจะเข้าใจได้ว่าท่านห่วงใย นับวันเธอยิ่งเติบใหญ่จะให้ใกล้ชิดชกับายหนุ่มวัยฉกรรจ์บ่อยครั้งอาจก่อให้เกิดความไม่งามได้ เด็กหญิงน้อมรับ ปรับตัว และเชื่อฟังทุกสิ่ง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ไม่มีเรื่องใดที่ส่งผลให้เด็กหญิง ‘ไม่เต็มใจ’ ทำเท่าเรื่องนี้เลยสักครั้ง 

“ทำไมเราต้องไปรับเขาด้วยนะ”  

เพียงคิดถึงเรื่องราวที่เขาก่อ แววตา สีหน้าของคุณเตชิน คุณหญิงวารี หรือแม้กระทั่งวาคินยามเอ่ยถึงคนคนนั้น เด็กหญิงก็เบ้ปาก ไม่นึกยินดีที่ต้องแบกหน้าไปต้อนรับคนที่ตนไม่ชอบสักนิด ทว่าก็ไม่อยากขัดผู้มีพระคุณของตน จึงก้มหน้าเลือกสรรเสื้อผ้าให้เรียบร้อยพอสมควรแล้วเดินเงียบๆ ออกไปขึ้นรถ 

ตอนมาถึงสนามบิน เสียงรอบข้างอึกทึกจนเด็กหญิงที่ชอบความสงบต้องถอนหายใจเบาๆ เดินตามแผ่นหลังสง่างามของคุณหญิงวารีมาจนถึงด้านใน ด้านหลังมีวรันย์เดินตามมาเงียบๆ เช่นเคย วันนี้คนที่มารับ ‘เจ้าชาย’ ของบ้านมีเพียงสามคน เนื่องจากวาคิน และคนของเขาบินไปต่างประเทศตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว วันนั้นตอนเขาจากไป ไม่มีใครสักคนมาส่งถึงที่นี้ มีเพียงเธอที่วิ่งตามท้ายรถต้อยๆ จนกระทั่งรุกแท็กซี่สีเขียวเหลืองแล่นจากไปจึงหยุดยืนมองความว่างเปล่าอยู่นาน  

มันไม่ยุติธรรมเลย อัยรินเม้มปากพลางน้อยเนื้อต่ำใจแทนพี่ชายของตน 

รอจนเกือบสองชั่วโมงคนที่ควรลงจากเครื่องนานแล้วกลับยังไม่โผล่หัวมา เด็กหญิงเอือมระอาจนต้องเม้มปากหลายต่อหลายครั้ง คุณหญิงวารีเองก็มีสีหน้าซีดเซียวลงเรื่อยๆ แววตาอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งวรันย์ต้องวิ่งไปวิ่งมาตามหาตัวคนคนนั้นอยู่นาน กว่าจะรับรู้ว่าคนที่มารับโผล่หัวกลับตรงไปยังบ้าน ‘วรโชติพงศ์’ ทันที

อัยรินรู้สึกโกรธเป็นครั้งแรก โมโหจนเผลอบ่นเบาๆ อยู่ข้างกายคุณหญิงหลายต่อหลายครั้ง การกระทำที่แสนเลวร้ายของบุตรชายส่งผลให้ท่านถึงกับหลั่งน้ำตา จากที่หงุดหงิดอยู่แล้วคราวนี้คนตัวน้อยถึงกับเดือดดาลเลยทีเดียว กอดกระชับร่างระหงที่สั่นสะท้านเอาไว้แน่น พลางสาปส่งคนใจร้ายคนนั้นจนแทบจะเผาพริกเผาเกลือตามไป!

คุณหญิงวารีกลับมารอบุตรชายคนโตที่บ้านด้วยสภาพดวงตาแดงก่ำ ขอบตาบวมช้ำจากการร้องไห้มาตลอดทาง แม้จะอารมณ์ไม่ดี แต่อัยรินก็ยังคงนั่งกอดปลอบคุณหญิงของเธอไม่ห่างไปไหน คอยจับมือ ซบต้นแขนเสลาด้วยความห่วงใย

หลังนั้นอีกหลายชั่วโมง รถแท็กซี่สีชมพูก็แล่นเข้ามาจอด ร่างสูงเดินลงมาจากรถด้วยทีท่าไม่รีบร้อน พอเท้าแตะพื้นเขาก็เพียงเดินเข้ามาในบ้าน ปล่อยให้รับใช้ขนข้าวขนของลงจากรถ และวรันย์ไปจัดการเรื่องค่าโดยสาร อัยรินเห็นตั้งแต่เขาลงจาก ทำท่าทางมาดเท่ชอบกล ถอดแว่นกันแดดสีชาออกแล้วยืนมองบ้านตัวเองเนิ่นนานจึงขยับก้าวเข้ามาในบ้าน เพียงก้าวเท้าเข้ามาข้างในตัวบ้าน ร่างระหงที่ยังซูบเซียวก็ดูกระชับกระเชงขึ้น คุณหญิงวารีผละลุกขึ้นเดินเร็วๆ ตรงไปหาบุตรชาย

ทว่าอีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าที่ราบเรียบค่อยยิ้มบางๆ ออกมา หากมองผิวเผินคงคิดว่าเขายินดีที่ได้กลับบ้าน หากอัยรินซึ่งเดินตามมาทันเห็นแววตาบางอย่างในดวงตาของเขาวาบผ่านไป มันเป็นแววตาที่มองอย่างไรก็ไม่มีความยินดีอยู่ในนั้นเลย

“วินลูกกลับมาแล้วเหรอ ชื่นใจของแม่” คุณหญิงวารีโถมกายกอดร่างสูงเอาไว้แน่น ทั้งกอดทั้งหอมจนพอใจแล้วจึงผละออก มองสำรวจร่างของคนที่แสนคิดอย่างโหยหา ทว่าอีกคนกลับมีทีท่าเย็นชาอย่างชัดเจน

แม้จะเพียงแว๊บเดียว หากอัยรินก็สัมผัสมันได้

พอเขาเริ่มเห็นคนในบ้านทยอยขนของเขามา ตามมาด้วยนมแม้น เธอ และวรันย์ที่รั้งท้ายเสมอ สีหน้าที่อึดอัดใจจึงเปลี่ยนแปลง รอยยิ้มอบอุ่นทอประกายเต็มใบหน้า แววตาก็อ่อนโยนลงหลายเท่า

“ผมกลับมาแล้วครับ”

รอยยิ้มแสนดีนั้นเผื่อแผ่มาถึงทุกคน รวมถึงเธอ

หากอัยรินก็ไม่ได้ยิ้มตอบเช่นคนอื่นๆ เพียงขมวดคิ้วมองการกระทำของคนตรงหน้านิ่ง จนวรันย์ที่สังเกตเห็นต้องสะกิด แล้วกระซิบบอกเบาๆ “ไปสวัสดีคุณวิน”

เด็กหญิงรัก และเคารพผู้มีพระคุณเสมอ ร่างเล็กจึงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้คุณหญิง มือเรียวจึงหันมารั้งร่างคนตัวน้อยเข้าไปในอ้อมกอด ลูบศีรษะทุยเบาๆ พลางเอ่ยแนะนำ

“นี่หนูอัยย์ วินจำน้องได้ไหมลูก”

มาวินเหลือบมอง ‘น้อง’ เพียงแว๊บเดียวก็เบือนหน้าหนี หากรอยยิ้มยังเต็มดวงหน้า พลางเอ่ย

“จำได้ครับ”

เห็นชัดๆ ว่าจำไม่ได้!

เด็กหญิงเถียงเข้าในใจ เม้มปาก หากก็ไม่ได้พูดสิ่งใดอีก

คุณหญิงวารีใช้เวลาพูดคุยกับบุตรชายอีกไม่นาน เขาก็ขอตัวขึ้นไปพัก เพราะเหนื่อยจากการเดินทางอันยาวนาน ทุกคนจึงแยกย้าย อัยรินเองก็ไม่คิดจะอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ต่อ เด็กหญิงจึงปลีกตัวออกไปที่แปลงผักหลังบ้านอย่างเคย ไปถึงก็ลงพันขากางเกง ถลกแขนเสื้อขึ้นลงมือพรวนดิน ถอนหญ้าบนแปลงผักสวนครัวเงียบๆ โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาเย็นชาคู่หนึ่งมองมาตลอด

เด็กนั่น!

มาวินแทบจะตะโกนเสียงดังเมื่อแผ่นหลังคุ้นตากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่บนแปลงผักหลังบ้าน ทั้งๆ ที่รอบกายเคยเป็นสวนสวยที่เขาลงมือตกแต่งเมื่อหลายปีก่อน

“นี่ปลูกผักในสวนสวนทรอปิคอลของฉันจริงๆ งั้นหรือ” เขาเลิกคิ้วมอง ก่อนแค่นลมหายใจออกมา แล้วเดินกระแทกเท้าเข้าไปในห้อง ทิ้งกายลงบนเตียงกว้างอย่างเบื่อหน่าย ทว่าพอลมหายลงปิดเปลือกตาเพื่อพักผ่อน ภาพใบหน้าเย็นชายิ่งกว่าเขาก็สะท้อนไปมาในหัว

“เฮ้อ!” เขากระเด้งกายลุกขึ้นยืน เดินออกมาพิงขอบประตูระเบียงมอง ‘เด็กคนนั้น’ อย่างสนอกสนใจ

ในขณะที่ทุกคนยิ้มแย้ม ทักทายเขาอย่างยินดี แต่เด็กคนนั้นกลับเขม่นมองราวกับจะจับผิดผู้ร้ายฆ่าคนตายอย่างไรอย่างนั้น

โอเค เขายอมรับว่าตัวเองไม่ค่อยอยากกลับบ้าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากกลับเสียหน่อย ตั้งแต่ลงจากเครื่องสถานที่แรกที่เขาไปก็คือ… บ้านหลังหนึ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านที่เขากำลังตัดสินใจจะซื้อเป็นสมบัติของตัวเองชิ้นแรก ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน

ทว่าหลังจากอยู่ที่นั่น เดินดูสวนสวยที่ไม่มีแปลงผักรกๆ สายลมเย็นช่ำที่พัดไปมารอบบ้าน อากาศดีจนเขานึกว่าตนเองอยู่ต่างจังหวัดเสียอีก ชายหนุ่มตัดสินใจซื้อบ้านหลังนั้นเงียบๆ นัดวันเวลาพูดคุยเรื่องสัญญากับเจ้าของคนเก่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากยังไม่ได้โอนเงินมัดจำไป

หลังจากอยู่ที่นั่นเกือบสามชั่วโมง เขาก็แวะไปที่บ้านของกลอยใจ หอบของฝาก และความคิดถึงมากมายไปให้หญิงสาวที่ตนรัก จึงค่อยกลับมาที่นี่

กลับมายังบ้าน… ที่เขาไม่อยากลับนัก

 

**** เนื้อหายังมีติดขัดต้องขออภัยนะคะ 

 

ฝากหนูอัยย์กับมาวินด้วยนะคะ  

เนื้อหาที่ลงยังไม่มีการปรับแก้ ตรวจคำผิด  

อาจมีบางส่วนผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด ทุกๆ เรื่องเลยนะคะ 

รัก... เอริณ 

ความคิดเห็น