เฉินหลีเหว่ย/陈李伟

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ปะทะนักศึกษาขั้น5

ชื่อตอน : ปะทะนักศึกษาขั้น5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 13

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2563 18:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ปะทะนักศึกษาขั้น5
แบบอักษร

เสียงระฆังใหญ่กลางเมืองตงง้วนดังกระหึ่ม 'ปังปัง' เป็นสัญญาณเรียกเหล่าผู้เข้าร่วมการประลอง ให้เดินมุ่งสู่ลานกว้างหน้าเขตพระราชวัง ศิษย์ของสำนักใหญ่หลายคนค่อยทยอยเข้าไปที่ละกลุ่ม ส่วนสำนักหยิงหยางผู้ร่วมการประลองทั้งสองเข้าลานประลองโดยการนั่งเกี้ยวสีทองเป็นที่น่าตื่นตาแก่ผู้พบเห็น

 

แม้สำนักหยิงหยางจะได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของเมืองหลวง แต่ผู้คนก็รู้ดีกว่าทั่วหล้าย่อมมีแหล่งซ่อนเสือซ่อนมังกร ซึ่งบางที่อาจจะมียอดฝีมือปรากฏให้เห็น ทำให้มีผู้เข้าร่วมรอชมการประลองครั้งนี้หลายพันคน

 

การต่อสู้แบ่งออกเป็นสองรุ่น คือนักศึกษาและนักสู้ ซึ่งการประลองของเหล่านักสู้คือสิ่งที่ฮ่องเต้พึงปรารถนาจะชมเป็นที่สุด โดยตัวเต็งของการประลองรุ่นนักสู้คือ เหมาสือยวน ผู้ทัพเขตทางใต้ ผู้สยบกองทัพมองโกลนับพันด้วยตัวคนเดียว ทำให้ชาวเมืองหลายคนอยากชมยอดฝีมือเช่นเขา

 

เหยียนหลงต้าและฟงหยิ่นนั่งรออยู่ในห้องพักที่จัดเตรียมขึ้นอย่างดี อาหารเลิศรสถูกยกมาจัดวางบนโต๊ะอย่างไม่ขาดสาย แต่ทั้งสองหาได้หยิบเข้าปากแต่อย่างใด เพียงจิบน้ำดับกระหายเล็กน้อย การต่อสู้ดำเนินผ่านมากว่าเจ็ดคู่ โดยพวกมันเป็นคู่ที่แปด ซึ่งต้องปะมือกับสำนักเจ็ดสลายของดินแดนทางใต้

โดยสำนักเจ็ดสลายมีชื่อเสียงในเรื่องของเพลงหมัด เลืองชื่อที่สุดคือ หมัดปดกระดูก ที่ปรมาจารย์ของสำนักคิดค้นขึ้น ว่ากันว่าหมัดปดกระดูกสามารถซัดหมีควายให้ตายได้ในฝ่ามือเดียว อีกทั้งแดนใต้ยังเป็นดินแดนชุมโจร ที่ต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตอย่างยิ่ง ทำให้พวกนักศึกษาที่นั้นคล้ายได้รับการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา

 

ส่วนเรื่องการประลองมีสำนักที่ดูอันตรายอยู่สองสำนักคือ สำนักหินดำและสำนักดาวตก ที่จัดการคู่ต่อสู้จนเจียนตาย ถึงขนาดที่กรรมการต้องกระโดดขึ้นลานประลองไปห้ามเอาไว้

 

"พวกเจ้าทั้งสองเตรียมตัวให้พร้อม ใกล้ถึงคิวของพวกเจ้าแล้ว" ชายวัยกลางคนสวมชุดนักศึกษาสีเขียวกล่าว พร้อมชูผ้าสีขาวผืนใหญ่ที่ถือไว้ในมือ

 

"หากข้ามองดูแล้วคิดว่าพวกเจ้าสู้ไม่ได้ ข้าจะโยนผ้าขาวนี้ยอมแพ้แล้วกัน อย่างไงก็ระวังตัวด้วย"

 

ฟงหยิ่นในชุดสีเขียวแบบเดียวกับมัน หัวเราะเสียงดังกล่าวว่า "ไม่จำเป็นต้องใช่มันหรอก พี่หู มีทั้งข้าและน้องต้าหลง ใครก็ยากจะต่อกร ฮ่าฮ่า ขอเพียงสามลมหายใจก็จัดการพวกสำนักเจ็ดสลายนั่นได้แน่ ท่านอาจารย์พี่หู โปรดวางใจ"

 

"ให้มันจริงเถอะ" หูอี้ถามต่อ "ต้าหลง เจ้าพร้อมหรือยัง!? ทางนู้นขึ้นเวทีประลองกันแล้ว"

 

"ข้าพร้อมแล้วขอรับ อาจารย์หู " สิ้นเสียงของเหยียนหลงต้า หูอี้จึงเดินนำศิษย์ทั้งสองผ่านออกจากประตูห้องพัก เดินตามโถงทางเดินที่ลาดยาวออกไป ครู่หน่ึงจึงค่อยทะลุถึงมาบริเวณพื้นที่ของลานประลอง หลังเดินผ่านประตูลานประลองออกมา ทั้งสามต่างตกตะลึงกับภาพที่ได้เห็น มันคือภาพของชาวเมืองหลายพันคนที่นั่งจ้องมองพวกมันจากทุกทิศทาง และเมื่อกวาดตามองขึ้นบนเวที ก็พบกับร่างของชายหนุ่มหน้าตาดุร้ายอายุยี่สิบราวกลางๆสองคน ยืนมองจ้องมองอยู่พวกมันอยู่

 

สังเกตเห็นว่า คนหนึ่งร่างกายกำยำทั้งยังสูงกว่าอีกคนเป็นหนึ่งช่วงตัว อีกคนเป็นชายรูปร่างแคระแกลน มีใบหน้าที่บิดเบียวดูอัปลักษณ์ โดยทั้งสองสวมชุดหนังสัตว์สีน้ำตาล ดูเหมือนนักรบมากกว่านักศึกษา

 

"เราก็ขึ้นไปกันเถอะ น้องต้าหลง" ฟงหมิ่นกระทืบเท้าทีเดียวก็ลอยสูงเกือบสิบเซียะขึ้นสู้เวที ครู่เดียวเหยียนต้าหลงก็เดินตามขึ้นไป

 

เมื่อมองดูคาดว่าทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมแล้ว เสียงประกาศแหบแห้งของปิงกงกงจึงดังกังวาน ได้ยินอย่างทั่วถึงว่า

 

เริ่มการประลองคู่สุดท้ายได้ บัดเดี๋ยวนี้ 

 

 

ทันทีที่ได้ฟังสัญญาณ ฟงหมิ่นที่มีนิสัยมุทะลุไม่รอบคอบ รีบพุ่งกายโจมตีอีกฝ่ายโดยไม่รอสังเกตท่าที โดยการออกด้วยท่าหงส์สยายปีก หวังจัดการชายหนุ่มแดนใต้ทั้งสองในคราเดียว แสงสีม่วงอันเป็นสัญลักษณ์ของพลังขั้นหยั่งราก พุ่งเป็นเส้นสายขนาดเท่ากำปั้นแยกเป็นสองเส้น จู่โจมคนทั้งคู่อย่างแม่นยำ

 

คนจากแดนใต้คนตัวโตนามอิงเสีย ตัวเล็กนามกัวเอ็ง ทั้งสองต่างยืนนิ่งไม่ยอมขยับหลบแม้แต่น้อย จนลำแสงสีม่วงพุ่งกระทบใบหน้าเกิดเสียงดังเปาะแป๊ะ แต่พวกมันหาได้แสดงอาการเจ็บปวดอย่างใด เพียงแค่แสยะยิ้มออกมาเล็กๆ

 

"มีฝีมือแค่นี้เองหรอ คนภาคกลางนี่ห่วยจริง" กัวเอ็งพูด พลางยกมือลูบใบหน้าเบาๆ "เหมือนมดกัดเลย"

 

ฟงหมิ่นได้ยิน ยิ่งเกิดความโกรธขึ้นหลายส่วน รีบชกฝ่ามือต่อเนื่องใส่ชายร่างเล็กไปหลายสิบฝ่ามือ แต่ก็คล้ายกับต่อยตีกับอากาศธาตุ เพราะกัวเอ็งจากสำนักเจ็ดสลายเบือนหน้าหลบได้อย่างง่ายดาย ซ้ำร้ายยังพลิกฝ่ามือซัดใส่ท้องน้อย จนฟงหมิ่นกระเด็นไกลจนเกือบตกเวที ดีที่เหยียนต้าหลงรับร่างไว้ได้ทัน

 

"เป็นอะไรหรือเปล่า พี่หมิ่น" เหยียนต้าหลงถาม พลางถ่ายทอดลมปราณรักษาอาการเบื้องต้น มันกวาดตามองชายสองคน ที่ยืนแสยะยิ้มไม่ขยับเขยื้อน

 

"พวกมันไม่ใช่นักสู้ขั้นหยั่งรากเหมือนพวกเราแน่ๆ อย่างต่ำๆต้องเป็นขั้นแตกกิ่ง วิชาหงส์สยายปีกเป็นวิชาขั้นสูงของนักศึกษาขั้นสาม แต่พวกมันกลับไม่เป็นอะไร" ฟงหมิ่นพูดน้ำเสียงแผ่วเบา พลางรีบบอกให้เหยียนต้าหลงรีบเปิดปกเสื้อขึ้น และก็เป็นดังที่พวกมันทั้งคู่คิด ที่ท้องน้อยของมันมีรอยฝ่ามือไอควันสีเงินประทับอยู่

 

ซึ่งแปลว่าเป็นจริงอย่างที่ฟงหมิ่นพูด เพราะวิชาฝ่ามือไอเย็น มีไอสีเงินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักศึกษาขั้นร่มเงา

 

"เช่นนั้นเจ้าถ่วงเวลาให้ข้าก่อนเดินลมปราณก่อน ค่อยใช้วิชาฝ่ามือหงส์คู่ที่ปรมาจารย์สอน ลองต่อกรกับพวกมัน แล้วก็ระวังตัวด้วย ข้าว่าเรื่องนี้วันต้องมีลับลมคมใน" ฟงหมิ่นกล่าวอย่างแช่มช้า รีบนั่งขัดสมาธิเคลื่อนเดินลมปราณ

 

ชายตัวใหญ่แดนใต้เห็นคู่ต่อสู้ เอาแต่นั่งพูดคุยกัน จึงเปิดความรำคาญ พลางร้องถามว่า "จะเข้ามาสักทีไหมน้องชาย เลิกจีบกันได้แล้ว ถ้าไม่งั้นพวกข้าจะเข้าไปแล้วนะ" ผู้ชมบางส่วนที่ได้ยิน ต่างพากันหัวเราะออกมา

 

"รีบนักท่านก็เข้ามาได้เลยหลวงจีนน้อย!! สั่งสอนด้วย" สิ้นเสียงเหยียนต้าหลง เสียงหัวเราะชอบใจของผู้ชมยิ่งดังกระหื่มกว่าเก่า จนทำให้ใบหน้าของอิงเสียมีเส้นเลือดปูดพองดูน่ากลัว

 

ทันใด ร่างใหญ่เคลื่อนตรงพุ่งราวกับพญาอินทรีย์โฉบพุ่งเข้าหาเหยียนต้าหลง ศีรษะล้านวับวาวแสบตาเด่นชัดเจน หนุ่มน้อยเห็นแบบนี้จึงรีบผลักร่างที่กำลังเดินลมปราณของฟงหมิ่นไหลไปที่ข้างเวที ก่อนพลิกตัวเตะกวาดใส่อิงเสียที่เข้ามาประชิดตัวพอดี

 

'ปั้ก' จังหวะที่อิงเสียกำลังเสียหลักจากลูกเตะกวาดลาน เหยียนต้าหลงจึงรีบประสานฝ่ามือ ออกวิชาหมัดประสานใจกระแทกที่อกของชายร่างใหญ่จากแดนใต้ จนมันลอยกระเด็น ล้มกลิ้งไปหลายตลบ ดูคล้ายกับว่ามันกำลังเสียท่าหนุ่มน้อย

 

แต่ว่าชั่วครู่ อิงเสียกลับตีลังกาดันกายลุกขึ้น พร้อมดีดตัวเข้าใส่อีกครา โดยไม่ทันให้เหยียนต้าหลงได้ตั้งตัว ก่อนฝ่ามือหนาใหญ่ซัดเข้าเต็มกลางใบหน้าของเหยียนต้าหลง จนมันรู้สึกเจ็บปวดราวกับกระโหลกศีรษะแตกออกเป็นเสี่ยง

 

"เป็นยังไงละ ไอ้หนูโอหัง ฝ่ามือไอเย็นของสำนักเจ็ดสลายของข้า รู้สึกดีไหม" พูดจบก็รัวหมัดใส่หนุ่มน้อยไม่ยั้ง จนจากเสียงโห่ร้องของผู้ชมด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงห้ามปรามด้วยความสงสารเวทนา เหล่ายอดฝีมือหลายคนที่มองชมอยู่บนที่นั่ง ต่างทราบว่านักศึกษาจากแดนใต้ทั้งสองทำผิดกฏ แต่เมื่อเห็นว่าขันทีเฒ่าว่ากล่าวอะไร จึงไม่มีใครกล้าทักท้วง

 

ลมหายใจของเหยียนต้าหลงเริ่มขาดตอนและแผ่วเบา สติค่อยๆหลุดล่องลอยหายไป ซึ่งร่างที่อิงเสียกำลังชกหมัดรัวตอนนี้ เป็นเพียงร่างไร้สติของหนุ่มน้อยเท่านั้น

.

.

.

.

ในเวลานี้ รอบกายของเหยียนต้าหลงมีเพียงแต่ความมืดมิดสุดลูกหูลูกตา หันไปทางใดก็พบแต่ความมืดคล้ายอยู่ในกล่องใบใหญ่ เมื่อมันเดินตรงตามทิศด้านหน้าไปเรื่อยๆ ประสาทหูคล้ายได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา 'อยากแข็งแกร่งไหม ข้าให้ยืมพลังเอาหรือเปล่าละ สุดยอดพลังนะ เจ้าต้องการหรือเปล่า' เสียงนั้นแหบยานเหมือนเสียงของคนแก่ ฟังดูชวนเหน็บหนาวปนขนหัวลุก แต่แม้จะมองหายังไงก็ไม่พบเจ้าของเสียง

 

หลังเดินตรงไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงไปนับสิบชั่วยาม เบื้องหน้าของมันตอนนี้แม้กวาดสายตามองอย่างไร ก็ยังคงเห็นเพียงแต่ความมืดมิดเช่นเดิม ส่วนเสียงชวนสยองเกล้าก็ยังดังขึ้น ไม่ยอมหยุดราวกับว่าดังมาจากหัวของตัวเขาเอง ท้ายสุดเหยียนต้าหลงจึงยอมตั้งใจฟัง จับใจความได้ว่า

 

ในที่แรกเสียงนั่นพูดถึงเรื่องพลังแห่งเซียนบางอย่างที่ไม่คุ้นหูนัก ไม่นานก็เปลี่ยนไปกล่าวถึงเรื่องเทพเซียนองค์หนึ่งนามหลงเทียนกับชายผู้ฝืนชะตาสวรรค์นามฟงซาน เสียงนั่นเล่าสองเรื่องนี้สลับไปมาหลายสิบรอบ จนเหยียนต้าหลงสามารถจดจำได้ทุกคำทุกประโยค

 

'หลงเทียนนะเก่งสุดๆไปเลยนะ เจ้าอยากได้พลังแบบเดียวกับเขาไหม ข้าทำให้เจ้าได้นะหนุ่มน้อย หากเจ้ามีพลังนั่น เจ้าบ้านนอกสองตัวข้างนอก เทียบเจ้าไม่ติดแน่ ของรับไปดูไหม พลังของข้า' เสียงยังคงดังออกมาเรื่อยๆ

 

กาลเวลาในสถานที่มืดมิดกินเวลาล่วงผ่านมามากกว่าเจ็ดวัน หลังจากเหยียนต้าหลงทนฟังเสียงประหลาดพูดวกไปวนมานับพันรอบ มันจึงค่อยเริ่มกุมศีรษะ กรีดร้องด้วยความทรมาน โดยไม่รู้ว่าเพราะโดนหมัดไอเย็น หรือเพราะไอ้เสียงน่ารำคาญนี่ที่ดังไม่ยอมหยุด ท้ายสุดคล้ายว่าทนไม่ไหว เหยียนต้าหลงร้องตะโกนเสียงดังว่า "ก็ได้ๆ เอามันมาให้ข้า แล้วปล่อยข้าไปจากนี้ซะ ข้าจะบ้าตายอยู่แล้ว"

 

เสียงหัวร้องในหัวดังฮิฮะ กล่าวเสียงดังว่า "เลือกได้ดี เลือกได้ดี จงรับไปพลังของข้า ฮ่าฮ่าฮ่า"

 

 

ตัดกลับมาที่ลานประลองยุทธ์ ตอนนี้บนเวทีปรากฏร่างของฟงหมิ่นอาบไปด้วยเลือดจนแดงซ่าน นัยน์ตาของเขาสั่นระริกคล้ายคนกำลังจะหมดเรี่ยวแรง ที่ด้านหลังมีเหยียนต้าหลงที่นอนกายอาบเลือดไม่ได้สติอยู่

 

กัวเอ็งจ้องมองฟงหมิ่น พูดน้ำเสียงดูแคลน "น้องชาย ข้าว่าเจ้ายอมแพ้เสียเถอะ พวกข้าเบื่อที่จะตึบเจ้าอยู่ฝ่ายเดียวแล้ว"

 

"ใช่แล้ว ตอนนี้ข้าก็เริ่มสงสารเจ้าแล้วนะเนี้ย กลับไปนอนให้แม่ปลอบเถอะ" ทั้งสองหัวเราะออกมาเสียงดัง จนฟงหมิ่นกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่เพราะอาการบาดเจ็บและความต่างชั้นของฝีมือ ทำให้มันไม่สามารถทำสิ่งใดได้

 

หูอี้มองอยู่ข้างเวทีเห็นสภาพศิษย์ทั้งสอง จึงเตรียมโยนผ้าขาวเพื่อยอมแพ้ ผ้าขาวพริ้วลอยล่องตามอากาศเคลื่อนขึ้นบนเวที ก่อนแข่งขันการย่อมแพ้นับว่าเสียศักดิ์สำนักอันดับหนึ่ง แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแกร่งกว่าถึงเพียงนี้ แม้แต่เด็กน้อยยังคิดได้ว่าการยอมแพ้เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ผ้าผืนสีขาวค่อยๆลอยต้านสายลม กำลังร่วงหล่นลงสู่พื้นเวทีอย่างแช่มช้า ต่อสายตาชาวเมืองหลายพันคน

 

แต่ว่าเพียงหนึ่งเซียะก่อนที่จะตกลงสู่พื้นดิน กลับมีมือเรียวยาวยื่นจับผ้าขาวเอาไว้ เจ้าของมือข้างนั้นค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ในสภาพที่ลำตัวเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ออร่าสีทองอร่ามลอยวนรอบกายทั่วบริเวณลำตัว ดวงตาของมันขาวโพล้นดูน่ากลัว พื้นเวทีที่มันยืนอยู่ยุบลงไปครึ่งฝ่าเท้า

 

องค์ฮ่องเต้ที่กำลังมองดูจากที่นั่งของเหล่าเชื้อพระวงศ์ เบนสายตาหันไปยังขันทีเฒ่า โบกพีดผ้าสีแดงไปมา พลางฉีกยิ้มกว้าง "เจ้าเห็นแบบที่ข้าเห็นหรือไม่ ปิงกงกง"

 

"พะยะฮ่ะ หม่อมชั้นก็เห็นเช่นนั้น นี่คือลมปราณเทวะขั้นต้นแน่นอน พ่ะยะฮ่ะ" 

ความคิดเห็น