เด็กหญิงเย็นชา

หลงเข้ามารึเปล่าไม่รู้ แต่ก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าาาา

ชื่อตอน : Re : 22 ดิ้นรน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.4k

ความคิดเห็น : 132

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2560 04:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
Re : 22 ดิ้นรน
แบบอักษร

22

ดิ้นรน

                “ผิงได้ดูที่เรียนไว้ให้เจ้าสองแสบรึยังล่ะ”ผู้เป็นบิดาถามขณะอ่านหนังสือพิมพ์

                “มีดูๆไว้แล้วครับ แต่ผิงยังไม่ได้สนใจที่ไหนเป็นพิเศษ”ขนมผิงตอบพลางจิบกาแฟ วันนี้เขาค่อนข้างอารมณ์ดีเป็นพิเศษกับแผนการที่คิดว่ากำลังจะทำในวันนี้

                แก้วกาแฟกลิ่นกรุ่นถูกยกขึ้นมาจิบ พลางจ้องมองสองลูกหมูวิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันแต่เช้า

                “ลองดูที่เดียวกับหลานของเพื่อนพ่อไหมล่ะ อยู่ไม่ไกลมาก จะได้รู้จักกันตั้งแต่เด็กด้วย”

                “ถ้าพ่อบอกว่าดีผิงก็ว่าดีครับ”ขนมผิงยิ้ม

                “ถ้างั้นเดี๋ยวพ่อจะให้คนหาข้อมูลมาให้ดูแล้วกัน อีกไม่กี่เดือนก็ถึงเวลาสมัครเรียนแล้วนี่”ผู้เป็นพ่อลดหนังสือพิมพ์ลงมามองหน้าลูกชาย

                “ครับ มีเพื่อนแล้วคงจะซนน่าดู”

                “แล้วเรื่องงาน”

                “ไม่มีปัญหาครับ กำลังไปได้สวย”

                “ได้ข่าวว่าตอนนี้กำลังขยายฐานลูกค้าอีกแล้วเรอะ”

                “ครับ ผิงอยากให้องค์กรเติบโตขึ้นกว่าเดิม”

                “แต่พ่อว่ามันก็โตพอแล้วนะ”

                “ไม่ครับ ยังไม่พอ”

                “อย่าทำงานเกินตัวเลยผิง พ่อกลัวจะไม่มีเวลาให้กับครอบครัว เดี๋ยวจะมาเสียใจกันทีหลัง”

                “ไม่หรอกครับพ่อ ผิงแน่ใจว่าผิงจะไม่ละเลยลูกของผิง”

                เพราะเขาจะไม่มีวันทิ้งลูกเหมือนใครอีกคนแน่

                “ตามใจ ว่าไงก็ว่ากัน ตอนนี้พ่อเองก็เกษียณนั่งกินนอนกินแล้วนี่ จะพูดมากก็คงไม่ได้”

                “อย่าทำงอนสิครับ เดี๋ยวจะแก่ไว”ขนมผิงยิ้ม อดไม่ได้ที่จะหันไปหยอกผู้เป็นบิดาทีเล่นทีจริง

 

 

 

                “นี่รายชื่อบริษัทที่คุณให้ผมติดต่อขอนัดพบครับ”

                มาลิศยื่นแผ่นกระดาษรายชื่อบริษัทผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้กับปิญญ์ชานนท์

                “มีแค่นี้?”

                ปิญญ์ชานนท์ก้มมองรายชื่อที่มีถึงสิบชื่อด้วยซ้ำ ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทเล็กๆที่มีฐานการผลิตสินค้าไม่มากเท่าไร

                “บริษัทใหญ่ๆต่างก็พากันปฏิเสธครับ”มาลิศตอบคนเป็นเจ้านาย

                บริษัทรายใหญ่ที่พอจะเอามาเป็นฐานลูกค้าได้ในยามวิกฤตต่างก็พากันปฏิเสธ เพราะส่วนมากก็เคยโดนทางฝ่ายนี้ปฏิเสธที่จะร่วมค้าขายมาก่อนหน้า

                “หึ ฉันไม่คิดว่าเป็นเพราะที่เราเคยปฏิเสธเขาหรอกนะมาลิศ”ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองใบหน้านิ่งเฉยของเลขาคนสนิท

                “ข้อนี้ผมเองก็ยังไม่มั่นใจครับ”เลขาหนุ่มตอบ

                ปิญญ์ชานนท์ก้มมองเวลาบนข้อมือบ่งบอกถึงเวลาเที่ยงกว่าๆ อาจจะเป็นเพราะงานที่กองสุมอยู่ท่วมโต๊ะ ส่งผลให้เขาไม่ทันได้คิดถึงเรื่องอื่น แม้แต่อาหารมื้อกลางวัน

                “บริษัทปราณีสิ่งทอสะดวกให้เราวันนี้บ่ายโมงไม่เกินบ่ายสองครับ”

                “อืม ฉันจะออกไปตอนนี้ล่ะ นายอยู่ตรวจทานเอกสารที่ฉันอนุมัติเสร็จแล้วกับพลอยฟ้าที่นี่แหละ ไม่ต้องไปด้วยหรอก”ชายหนุ่มออกคำสั่ง

                “ครับ”

 

                ปิญญ์ชานนท์นั่งรออยู่ในห้องรับรองแขกของบริษัทผลิตเสื้อผ้ารายเล็ก รายนี้เป็นรายที่แปดแล้วในเก้ารายชื่อ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เคยถูกเขาปฏิเสธทั้งนั้น เหมือนกับกรรมตามทันยังไงไม่รู้ ที่ทำให้เขาต้องย้อนมาก้าวเดินใหม่ราวกับเด็กหัดเดิน ไม่เคยมีสักครั้งที่จะต้องเป็นฝ่ายขอนัดพบใครก่อน และไม่เคยที่จะต้องมาถึงที่แบบนี้

                ตอนนี้ความรู้สึกที่แข็งกร้าวของเขามันกำลังแตกร้าว ศักดิ์ศรีที่มีกำลังถูกกดให้ต่ำลงโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด

                ปิญญ์ชานนท์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อกหน้าจอ เขาไม่รู้ว่าทำไมต้องหยิบมันขึ้นมาทุกครั้งที่กำลังรอเพื่อเสนอข้อตกลงทางธุรกิจ

                ไม่มีสายเรียกเข้า ไม่มีข้อความเตือน แต่ก็หยิบมันขึ้นมาเพื่อจะมองดูรูปที่ถูกตั้งเป็นภาพหน้าจอ รูปวาดของเด็กวันสามขวบทั้งสองคน โดยมีเขาและใครอีกคนขนาบข้างเด็กๆ ทั้งที่ตอนนี้เขาน่าจะแค้นเคืองใจ แต่เขายิ้มให้กับรูปถ่ายและตัวหนังสือบิดเบี้ยวที่เขียนกำกับไว้

                ‘ D’Pin ’

                ถึงแม้ว่าการเจอกันครั้งสุดท้ายระหว่างเขากับขนมผิงจะลงรอยที่รูปแบบเดิม มีเพียงความโกรธแค้นเข้ามาคั่นไว้ตรงกลาง แต่พอนึกถึงปลากริมและ สลิ่มแล้ว ความแค้นที่มีมันเหมือนกับถูกลืมไปชั่วขณะ

                “คุณปิญญ์ชานนท์คะ คุณรินลดาว่างแล้วค่ะ”

                เสียงเรียกของเลขาหน้าห้องเรียกให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาจากหน้าจอมือถือ

                “เชิญนั่งค่ะคุณปิญญ์”รินลดาผายมือไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามส่งยิ้มการค้าให้

                “ขอบคุณ”ปิญญ์ชานนท์ตอบรับสั้นๆ“นี่ข้อเสนอจากทางเรา”แฟ้มเอกสารอีกชุดถูกยื่นให้ฝ่ายตรงข้าม

                ตาคู่คมกริบลอบมองใบหน้าไม่สู้ดีของอีกฝ่ายที่เอาแต่ฝืนยิ้มให้เขา

                “ข้อเสนอของเราไม่น่าสนใจขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”ในที่สุดปิญญ์ชานนท์ก็ทนไม่ไหวกับสีหน้าปั้นยิ้มนั่นจึงได้ถามออกไป

                “อ้อ ไม่หรอกค่ะ มันดีมาก ดีจนไม่คิดมาก่อนเลยว่าบริษัทใหญ่ๆอย่างคุณจะเสนออะไรให้กับทางเราขนาดนี้”รินลดาตอบ

                “แล้ว?”

                “ถ้าคุณตอบรับข้อเสนอของทางเราตั้งแต่ต้นปี ดิชั้นคิดว่าคุณคงไม่ต้องมารอเข้าพบดิชั้น”

                “นั้นเป็นการตัดสินใจผิดพลาด ผมยอมรับ”ปิญญ์ชานนท์เอ่ยออกไป ไม่เคยที่ต้องมาแสร้งยอมรับความผิดของตัวเองแบบนี้มาก่อน

                “ดิชั้นดีใจมากที่คุณมีข้อเสนอดีดีมาให้ แต่เมื่อชั่วโมงที่แล้วก่อนที่คุณจะมา เราได้รับข้อเสนอที่ดีกว่าทางคุณ ดิชั้นอยากจะปฏิเสธคุณอย่างละมุนละม่อมที่สุด”

                รินลดายื่นแฟ้มกลับคืนมาให้ชายหนุ่ม ปิญญ์ชานนท์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ไม่มีใครตอบรับข้อเสนอที่เรียกว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาแบบนี้มาก่อน

                “แล้วพอจะบอกได้ไหมครับ ว่าข้อเสนอที่คุณว่ามาจากที่ไหน”เขาหยิบแฟ้มเอกสารเก็บกลับคืน แล้วถามออกไป

                ตอนนี้ปิญญ์ชานนท์พยายามที่จะระงับอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ระเบิดออกมา ใครกันที่ยื่นข้อเสนอให้กับทุกที่ตัดหน้าเขาแบบนี้?

                “อันที่จริงมันก็เป็นความลับทางธุรกิจดิชั้นก็ไม่อยากจะบอกเท่าไร คิดว่ามันไม่ค่อนจะเหมาะสมสักเท่าไร แต่ดูท่าคุณคงจะไปมาแล้วหลายที่ ดิชั้นจะบอกคุณให้ก็ได้ค่ะ ดิชั้นได้รับข้อเสนอมาจากมณีรัตน์กรุ๊ปค่ะ”

                เป็นอย่างที่คิด มณีรัตน์กรุ๊ปอีกแล้วที่เป็นต้นเหตุในการแก่งแย่งฐานลูกค้าของอนันตไพลินกรุ๊ปไป

                ปิญญ์ชานนท์เดินออกมาด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างไม่ทรงตัวเท่าไร อารมณ์ที่พยายามระงับเอาไว้ตอนนี้มันได้ระเบิดออกมาอีกครั้ง

                “โถ่โว้ยยย!!”เขาทุบมือลงกับพวงมาลัยรถคันหรู

                เหลืออีกเพียงแค่รายชื่อเดียวที่มีอยู่ในลิส ไม่อยากจะคิดเลยว่าขนมผิงนั้นจงใจตัดหน้าเขาแค่ไหน

               

               

 

                3 เดือนต่อมา

                “ฉันคิดว่าแกจะหาทางกลับบ้านเข้ามาในบ้านไม่เจอซะอีก”เสียงกึ่งประชดของผู้เป็นพ่อต่อว่าทันทีที่ชายหนุ่มเดินก้าวเข้ามาในบ้าน

                ปิญญ์ชานนท์ปิดประตูบ้านลงอย่างเบามือพลางจ้องมอผ่านแสงไฟสลัวเจอเข้ากับชายสูงวัยบนวิลแชร์ราคาแพง สามวันแล้วที่เขาไม่ได้กลับบ้าน เอาแต่ค้างคืนที่ทำงานเอาเพื่อลดเวลาในการเดินทางลง

                ใบหน้าคมคายมีเคราขึ้นครึ้มบนกรอบหน้าขับให้ใบหน้านั้นยิ่งดุดัน ดวงตาตมดุจ้องมองบิดาด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายแล้วถอนหายใจออกมา ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะได้กำลังใจจากใคร หากเป็นลูกๆของเขา เขาคงจะได้คำต้อนรับพร้อมกับร้อยยิ้มไร้เดียงสาให้ได้ชื่นใจ

                นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่กันนะ!!

                กว่าสามเดือนแล้วที่ไม่ได้เจอหน้าเด็กๆนับตั้งแต่ออกจากเกาะ เขาอยากจะไปหาเด็กๆใจจะขาด แต่ก็ไม่มีเวลา แต่ถึงมีเวลาขนมผิงก็คงไม่ยอมให้เขาได้เข้าใกล้เด็กๆอยู่ดี

                “ผมเหนื่อย”ปิญญ์ชานนท์บอกปัดพลางเดินเลี่ยงขึ้นไปยังชั้นบน

                “แกคิดว่าแกเล่นขายของรึไง ถึงปล่อยให้เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมาหยามได้ถึงขนาดนี้”ผู้เป็นพ่อเปิดประเด็น

                “  ”แต่ปิญญ์ชานนท์ก็ด้ตอบโต้ใดใด ใบหน้าคมคายกลับนิ่งเฉยกับคำต่อว่าของบิดา

                เป็นเขาเองที่ผิด เป็นเขาที่ทำให้บริษัทเข้าสู่สภาวะวิกฤตแบบนี้

                “แกคิดจะทำยังไงในเมื่อสิ่งที่ปู่ย่าแกสร้างมามันกำลังหายไปในพริบตาด้วยน้ำมือแกแบบนี้”

                “ผมจะแก้ไขมันเอง”

                “แกจะแก้ไขยังไง ญาติๆของแกที่มีหุ้นอยู่ในมือต่างก็พากันกลัวว่าหุ้นที่มีอยู่มันจะสูญ”

                “แล้วพ่อจะให้ผมทำยังไง ผมเองก็พยายามอยู่”

                “นี่แกพยายามแล้วงั้นเหรอ ปิญญ์ชานนท์ มันถึงได้ออกมาเป็นรูปนี้”

                “ถ้าพ่อเก่งนักก็สั่งมาเลย!! สั่งมาเลยสิ เก่งออกคำสั่งไม่ใช่รึไง”

                “แกอย่ามาประชดฉันนะไอ้ปิญญ์”

                “ผมไม่ได้ประชด”ปิญญ์ชนนท์เสียงอ่อนลงเมื่อเห็นว่าคนเป็นพ่อกำมือกับวิลแชร์แน่น

                “แกกำลังทำทุกอย่างพังหมด”

                “ผมบอกแล้วว่าผมจะแก้ไขมันเอง”

                “ถ้าแกแก้ไขไม่ได้ล่ะ”

                “ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นแน่”

                เขาจะไม่ยอมแพ้ให้กับเกมที่ขนมผิงสร้างเด็ดขาด ต่อให้ถูกกดลงต่ำแค่ไหนก็ตาม

                “ใครมันจะมาเชื่อแก แล้วแกดูนี่ ว่าที่คู่หมั่นของแก เป็นไงล่ะ ถูกคนอื่นฉกไปจนได้”

                นิตยสารฉบับล่าสุดถูกโยนลงบนพื้นตรงหน้า ปิญญ์ชนนท์ก้มลงไปเก็บขึ้นมาแล้วเปิดหน้าที่ยับยู่ยี่ออก

                ดาราดาวร้ายสาวไฮโซหลุดปาก แพลนหมั้นสายฟ้าแลบ

                ปิญญ์ชานนท์ชะงักให้กับหัวข้อนั้น ตาคู่คมกริบแข็งกร้าวขึ้นมาทันทีที่ได้เห็นหัวข้อในนิตยสาร

                “ฉันไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้วกับการกระทำเลินเล่อของแก”ผู้เป็นพ่อสบถอย่างฉุนเฉียวแล้วจ้องมองหน้าลูกชายที่อารมณ์ไม่ต่างกันสักเท่าไร

                                ปิญญ์ชานนท์โยนนิตยสารลงถังขยะก่อนจะเดินขึ้นไปยังชั้นบนของตัวบ้าน กระเป๋าเอกสารถูกโยนลงบนเตียงอย่างไม่ใยดี ชายหนุ่มทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหงุดหงิดใจ

                อีกแล้วที่ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้น เหมือนกับเด็กหวงของเล่น หมาหวงก้าง หรืออะไรสักอย่างที่ไม่อยากจะให้ขนมผิงต้องตกเป็นของคนอื่น

                ความรู้สึกนี้มันอะไรกันแน่?

                โทรศัพท์มือถือถูกยกขึ้นมาดูหน้าจออีกครั้ง เป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ของวัน มีเพียงรูปนี้เท่านั้นที่ทำให้ความรู้สึกดีดีในส่วนลึกมันถูกขุดขึ้นมา

 

               

 

                “เข้าไม่ได้นะคะ คุณคะคุณไม่ได้นัดเอาไว้”

                “คุณคะ เข้าไม่ได้ เดี๋ยวค่ะ”

                เสียงโวยวายจากหน้าห้องเรียกให้ชายหนุ่มร่างสูงเงยหน้าขึ้นจากเอกสารกองโต

                ตาคมดุฉาบแววอ่อนล้าหรี่ตาจ้องมองทางประตูห้องทำงานของตนด้วยความแปลกใจ ไม่นานประตูห้องก็เปิดออก ปรากฏร่างของใครบางคนที่เขาไม่ได้เห็นหน้ามาร่วมสี่เดือน ใบหน้าที่ตอนนี้ดูเย่อหยิ่งต่างจากทุกที ริมฝีปากเรียวบางเหยียดยิ้มแสยะ จ้องมองมาทางเขาด้วยแววตาเย้ยหยัน

                ปิญญ์ชานนท์ชะงัก ปล่อยปากกาตกลงบนโต๊ะ เพราะไม่คิดว่าใครบางคนจะปรากฏตัวที่นี่

                “พลอยห้ามแล้วค่ะ แต่เขาไม่ฟังพลอยเลย”พลอยฟ้าหลุบตาเมื่อเจ้านายมองมา

                “ไม่เป็นไร ให้เขาเข้ามา”

                ชายหนุ่มวางท่าทีนิ่งเฉยถึงแม้จะดูแปลกใจไม่น้อยกับการปรากฏตัวของขนมผิงกับใครอีกคนที่เขาเคยเจอมาก่อน

                “ไงครับ ดูท่าจะเครียดกับงานน่าดู”ขนมผิงทักทายด้วยน้ำเสียงคล้ายจะเยาะเย้ย ใบหน้าขาวเชิดขึ้นเล็กน้อย วางท่าทีเย่อหยิ่งอย่างที่เคยทำ

                ปิญญ์ชานนท์ตีสีหน้าเรียบเฉยเมื่อประตูห้องทำงานยังคงเปิดอยู่ พนักงานต่างก็มองเข้ามาอย่างอยากรู้อยากเห็นว่าทายาทของบริษัทคู่แข่งมาที่นี่ทำไม

                “นายมีธุระอะไร”

                “คนอย่างผมต้องมีธุระด้วยเหรอ ถึงจะมาที่นี่ได้”

                “แล้วนายมาทำไม นายก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่รึไงว่าฉันงานยุ่งแค่ไหน ฉันไม่มีเวลามาต้อนรับนายหรอกนะ”

                ปิญญ์ชานนท์ไม่วายประชดประชันเล็กๆเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการกระทำของขนมผิงทั้งสิ้น

                “นั่นสินะครับ คุณคงจะเหนื่อย”

                “พูดธุระของนายมาดีกว่าขนมผิง ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมาต่อความกับนาย”ปิญญ์ชานนท์ว่าพลางพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้โกรธไปกับรอยยิ้มยั่วยุนั่น

                เขาพยายามที่จะนิ่งเฉยทั้งที่ใจอยากกระชากร่างตรงหน้าเข้ามาแล้วย่ำยีให้สาสมกับสิ่งที่ได้กระทำเอาไว้ แต่ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เมื่อวิธีพวกนั้นนำพาความทุกข์ใจมาให้เขามากขึ้นไม่มีวันจบสิ้น

                “เบื่อที่จะคุยกับผมแล้วเหรอครับ งั้นก็ลุกออกมาจากเก้าอี้นั่นสักที”

                ขนมผิงชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ของผู้บริหาร พนักงานที่ต่างอยากรู้อยากเห็นก็เริ่มกระซิบกระซาบกันต่างๆนานา

                “ทำไมฉันจะต้องลุกออกจากเก้าอี้นี้ด้วยล่ะ ในเมื่อมันเป็นของฉัน”

                “นั่นมันก็แค่แต่ก่อน ตอนนี้เก้าอี้นั่นมันเป็นของผมแล้วล่ะ”ขนมผิงเหยียดยิ้มร้ายก่อนจะโยนเอกสารที่รับมาจากแทนทัพลงบนโต๊ะด้วยท่าทีเหยียดหยาม

                ร่างสูงโปร่งกอดอกมองดูใบหน้าคมคายที่ดูโทรมกว่าครั้งสุดท้ายที่เจอมากโข กรอบหน้าได้รูปมีเคราขึ้นครึ้มบ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่ค่อยมีเวลาพอที่จะดูแลตัวเองสักเท่าไร ยิ่งทำให้ขนมผิงพึงพอใจ

                ปิญญ์ชานนท์หยิบเอกสารที่ถูกโยนมาตรงหน้าขึ้นมา กวาดตามองคร่าวๆ เอกสารแสดงการถือหุ้นที่ถูกซื้อต่อมากจากผู้ถือหุ้นรายต่างๆปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่เอกสารชุดสำคัญที่อยู่แผ่นสุดท้ายนั่นคือสัญญาการซื้อขายหุ้นของเชตุพลต่างหากที่ทำให้ชายหนุ่มราวกับถูกตบจนหน้าชา

                “นี่มันอะไรกัน!!

                “ยังต้องให้ผมบอกอีกเหรอครับ เหนื่อยมากไม่ใช่รึไง ต่อไปนี้ไม่ต้องเหนื่อยแล้วนะครับ ทุกอย่างผมจะรับช่วงต่อให้คุณเอง”

                “นายซื้อหุ้นมาจากคุณเชตุพลได้ยังไง”

                เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาพยายามที่จะซื้อคืนมาตลอด แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมาทุกครั้ง

                “ก็เขาขายผมก็ซื้อ ก็แค่นั้น”ขนมผิงไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

                “จู่ๆคุณจะมาไล่คุณปิญญ์ลงจากตำแหน่งไม่ได้นะครับ”มาลิศเห็นท่าไม่ดีก็เข้ามาแทรกทันที

                น่าแปลกที่เจ้านายของตนไม่ค่อยตอบโต้อะไรผิดจากเมื่อก่อน หรืออาจจะเป็นเพราะคนคนนี้คือขนมผิง คือแม่ของลูกกัน ถึงทำให้ท่าทีของเจ้านายดูเปลี่ยนไป

                “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ในเมื่อตอนนี้ผมถือหุ้นของที่นี่มากที่สุด”

                “มันไม่ดูโหดร้ายไปหน่อยรึไงครับที่คุณทำแบบนี้ ผมคิดว่า….

                “พอเถอะ มาลิศ เก้าอี้นี้เป็นของเขาก็ถูกต้องแล้ว”ปิญญ์ชานนท์ขัดก่อนที่เรื่องจะยืดเยื้อมากกว่านี้

                “แต่

                “ฉันบอกว่าพอ”ปิญญ์ชานนท์ปิดแฟ้มเอกสารที่เปิดค้างเอาไว้ลง แล้วลุกออกจากเก้าอี้

                เสียงพึมพำฮือฮาไปทั่ว พนักงานต่างก็วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดกันต่างๆนานา

                ปิญญ์ชานนท์เดินออกมาจากบัลลังก์ที่เพิ่งจะถูกปลดราวกับบัลลังก์นั้นมันร้อนไม่ต่างอะไรกับเปลวเพลิง กายสูงใหญ่ยืดตัวตรงเทียบกับขนมผิง จ้องมองเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายด้วยแววตาสับสน

                “เก้าอี้นี้เป็นของนายแล้ว”เขาบอกเสียงเบาก่อนะเดินออกมา

                “นึกว่าคุณจะเป็นพวกหวงของกว่านี้ซะอีก”

                “ฉันรู้ว่าต่อให้ฉันหวงมันมากแค่ไหน ยังไงนายก็ต้องเอามันไปจากฉันให้ได้อยู่ดี”พูดเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน

                “รู้ดีนี่ครับ ดูเหมือนจะฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว”

                “ฉัน….

                “ว่าไงครับ มีอะไรจะสั่งเสีย”

                “ฉันขอเจอลูกบ้างได้ไหม”แตะมือลงบนข้อมือของขนมผิงแผ่วเบาราวกับร้องขอ

                ทว่าก็ถูกสะบัดออกพร้อมกับสายตาโกรธเคืองที่จ้องมองมา

                “อย่าฝันหวานไปหน่อยเลย ผมไม่มีวันให้คุณเจอกับลูกอีกแน่”ขนมผิงเค้นเสียงตอบ

                “ฉันรู้คำตอบดีอยู่แล้วล่ะ ก็แค่ลองถามดู”ตอบก่อนเดินออกมา ท่ามกลางพนักงานที่ต่างมองตามด้วยความตกใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

                “อ้อ แล้วก็….วันพรุ่งนี้อย่ามาทำงานสายล่ะ ไม่งั้นผมจะตัดเงินเดือนคุณนะครับ คุณปิญญ์ชานนท์”

                เสียงตะโกนไล่หลังทำให้ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อย ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าขนมผิงมีสีหน้าแบบไหน คงจะสมใจแล้วสินะ ที่ทำให้คนอย่างเขาต้องยอมรับผลกรรมในสิ่งที่ตัวเองได้ทำเอาไว้

                ในช่วงเวลาที่ตกอับ คนเราถึงจะมองเห็นเส้นเล็กๆบางๆที่คอยมองข้ามมาตลอด ทำให้มีเวลาย้อนกลับไปมองเห็นสิ่งที่เคยทำในอดีต เขาเริ่มที่จะตั้งคำถามใหม่กับตัวเองแล้วว่า ว่าเพราะอะไร ในอดีตเขาถึงได้ทำกับขนมผิงแบบนั้น เพราะหึงหวงหรือต้องการแสดงความเป็นเจ้าของ ทำไมเขาถึงได้เล่นบทผู้ร้ายและย่ำยีให้คนดีดีกลายเป็นคนก้าวร้าวโดยไม่รู้ตัว

                ความรู้สึกที่เชื่อมต่อระหว่างเขากับขนมผิงมันคืออะไร ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าตัดมันไม่ขาดสักที

 

 

               

                ตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมาปิญญ์ชานนท์ก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านไม่ยอมออกข้างนอก แม้แต่การประชุมบอร์ดผู้บริหารเพื่อแต่งตั้งขนมผิงเป็นประธานคนใหม่แล้วปลดเขาออกเขาเองก็ยังไม่ยอมไป ไม่แม้แต่ยอมรับตำแหน่งรองประธานที่ขนมผิงหยิบยื่น ไม่ว่าจะเพราะด้วยกลั่นแกล้งหรือต้องการจะเยาะเย้ยก็ตาม

                ปิญญ์ชานนท์ตัดสินใจที่จะเป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้น ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวใดใดภายในบริษัท เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่ายังไงขนมผิงก็ไม่ยอมให้เขาอยู่อย่างสบายแน่นอน

                หากถามว่าเขาอับอายหรือไม่ที่ก้าวพลาดสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างให้กับมณีรัตน์ คำตอบคือไม่เลยสักนิดในเมื่อตอนนี้เขายอมรับทุกข้อกล่าวหาทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

                รูปถ่ายที่ถูกส่งมาจากคนที่เขาให้แอบไปถ่ายรูปเด็กๆที่โรงเรียนหลังจากเพิ่งเข้าเรียนได้ไม่กี่วันถูกหยิบขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาพลาดที่ทิ้งลูกๆในวันนั้น พลาดที่ผลักไสไล่ส่งขนมผิงกับลูกในท้องให้ออกห่างจากชีวิต

                สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ขาดใครไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว

 

                เวลาที่มีมากจนเกินไปทำให้เขาตัดสินใจออกจากห้องสี่เหลี้ยมแคบๆในรอบหลายวัน มานั่งที่ร้านกาแฟเดิมที่มักจะทำให้คิดถึงใครคนหนึ่งที่ทำให้มุมมองชีวิตของเขาเปลี่ยน รอยยิ้มที่ดูจริงใจในเวลาที่ส่งกระเป๋าเงินคืนให้เขา รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจที่ด้านชาดวงนี้เต้นไม่เป็นจังหวะ

                ชายหนุ่มมองดูผู้คนเดินผ่านไปมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับพฤติกรรมที่หลากหลาย

                เหมือนจะเป็นโชคดีของเขาที่สะดุดตาเข้ากับเด็กผู้ชายร่างจ้ำม่ำในชุดนักเรียนอนุบาลกางเกงสีแดงสดสองคนเดินจูงมือกับคนสองคนที่เขารู้จักดีผ่านหน้าร้านไป

                ขนมผิงกับเดหลี

                เขาห้ามความคิดตัวเองไม่ให้ตามไปไม่ได้เลย ปิญญ์ชานนท์หยิบเงินขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเดินตามทั้งคู่ไปยังร้านไอศกรีมที่เขาเคยกินด้วยกันกับเด็กๆ

                ขนมผิงนั่งฝั่งเดียวกับเดหลีซึ่งหันหลังให้กับกระจกใสหน้าร้าน ส่วนเด็กๆก็นั่งฝั่งตรงข้ามหันหน้ามาทางเขา เด็กๆกำลังยิ้มให้เดหลี ทั้งที่รอยยิ้มนั้นควรเป็นของเขา เดหลีตักไอศกรีมป้อนเด็กๆทั้งที่หน้าที่นั้นควรเป็นของเขา เช็ดเศษไอศกรีมที่เลอะ คอยดูเด็กๆไม่ให้ซน หรือแม้แต่คอยลูบหัวด้วยความเอ็นดู ทั้งหมดนี้มันต้องเป็นหน้าที่เขาไม่ใช่เดหลี!!

                เหมือนกับเด็กๆจะรู้ว่าเขาจ้องอยู่ ดวงตากลมโตเหลือบขึ้นมามองที่เขา รอยยิ้มที่กว้างอยู่แล้วยิ่งกว้างขึ้นไปอีก ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นมาเมื่อรอยยิ้มของเด็กๆยังมีให้เขาเช่นเดิม เขายกนิ้วชี้ขึ้นมาจรดริมฝีปากส่งสัญญาณให้เด็กๆเงียบเพราะกลัวว่าขนมผิงจะไม่พอใจเขาแล้วพาลกับเด็กๆ

                ใบหน้ากลมแป้นของลูกหมูพยักหน้ารับหึกๆก่อนจะพากันยิ้มแก้มปริ           

                ชายหนุ่มยกมือขึ้นโบกมือลาเล็กๆก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น เขาไม่อยากให้ขนมผิงรู้ตัวซะก่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือโชคชะตากันแน่ที่ยังพอจะเข้าข้างเขาอยู่บ้าง ถึงจะแค่นิดเดียวก็ตาม อย่างน้อยเขาก็ยังได้รับรอยยิ้มจากเด็กๆ

 

 

               

                “แกหายไปนาน ฉันคิดว่าแกจะเครียดจนฆ่าตัวตายซะอีก”

                ดูเหมือนคนเป็นพ่อจะดักรออยู่แล้วหรือบังเอิญเขาเองก็ไม่แน่ใจ เพราะทันทีที่ก้าวเข้าไปในบ้านผู้เป็นพ่อก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน

                “พ่อห่วงผมด้วยเหรอครับ”ปิญญ์ชานนท์เลิกคิ้วถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

                “ฉันก็แค่พูดประชด”อาทิตย์เบือนหน้าหนี ดวงตาแข็งกร้าวสั่นเล็กน้อย

                ปิญญ์ชานนท์มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกผิดทันที หลายวันหลังที่ข่าวแพร่กระจายไปตัวกับการเสียตำแหน่งอย่างกะทันหันของเขา ผู้เป็นพ่อเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากที่คอยต่อว่า กลับประชดประชัน ในประโยคมักจะแฝงด้วยความเป็นห่วงแทรกเข้ามา

                “ผมไม่คิดสั้นหรอก ถ้าผมตายพ่อคงจะไม่มีใครคอยให้สั่ง”

                “หึ พูดอย่างกับว่าแกจะเปลี่ยนใจเลือกผู้หญิงมาแต่งงานแล้วมีหลานให้กับฉันอย่างนั้น”

                “ผมมันคนไม่มีหัวใจ พ่อก็น่าจะรู้ดีนี่”เขาตอบคล้ายกับจะตอกย้ำตัวเอง เพราะถ้าเขามีหัวใจเขาคงจะรู้อะไรเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองมากกว่านี้

                “ไม่ใช่แกไม่มีหัวใจ หัวใจของแกมันก็แค่ตายด้าน”

                “ตามใจแล้วกัน พ่อจะว่ายังไงผมก็ไม่คิดจะขัดอยู่แล้ว”ปิญญ์ชานนท์ว่าประชด “เข้าไปข้างในเถอะครับ ข้างนอกลมแรง ฝนก็กำลังจะตก พยาบาลส่วนตัวของพ่อไปไหนซะล่ะ”ปิญญ์ชานนท์ถามพลางจับวิลแชร์ดันเข้าไปในตัวบ้าน

                “ฉันไล่กลับบ้านไปแล้วฉันดูแลตัวเองได้ ”

                “คิดว่าผมว่างใช่ไหมเลยจะให้ผมทำแทนพวกนั้น”

                “แกอย่ามาหลงตัวเอง ที่ผ่านมาเป็นเพราะแกหลงตัวเองไม่ใช่รึไง ถึงได้เสียทุกอย่างไป”คนเป็นพ่อหลุดปากออกมาอย่างเคยชินและปิญญ์ชานนท็นิ่งชะงัก ไม่ต่างอะไรกับผู้เป็นพ่อ ต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบ มีเพียงภาพเบื้องหน้าที่บ่งบอกถึงความรู้สึกของผู้เป็นพ่อได้อย่างชัดเจน

                ไหล่ที่มองจากทางด้านหลังกำลังสั่นเล็กๆ         

                “ผมขอโทษ”

                เพราะไม่รู้จะพูดคำไหนออกไปกับความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นในเวลานี้ คิดแค่ว่าต้องพูดออกไป เพราะสิ่งที่เขาและผู้เป็นพ่อรักและหวงแหนมากที่สุดบัดนี้มันได้หายไปแล้ว

                “ยังไงซะ ฉันก็เป็นคนผิดที่เลี้ยงแกมาเป็นแบบนี้”

                หัวใจด้านชาราวกับว่ากำลังร่ำไห้ ปิญญ์ชานนท์กำมือที่จับวิลแชร์แน่น ขบเม้มริมฝีปากไม่ให้สั่นไหวไปตามความรู้สึก

 

                

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น