I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[นัดที่ 3] แตกต่างเหมือนกัน 100%

ชื่อตอน : [นัดที่ 3] แตกต่างเหมือนกัน 100%

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.7k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 07 เม.ย. 2563 00:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 3] แตกต่างเหมือนกัน 100%
แบบอักษร

นัดที่ 3  

แตกต่างเหมือนกัน 

ซื่อหนานยืนนิ่งปล่อยให้ตะวันกล้ากอดตนโดยไม่ผลักไส สัมผัสแปลกใหม่ผุดวาบอบอุ่นไปทั้งใจจนชวนหงุดหงิด หากว่ากันตามประสาแฝด พวกเขาสองคนเจอกันบ่อยๆ ในความรู้สึก มันไม่ควรมีอะไรแปลกใหม่ หรือรู้สึกอะไรมากกว่านี้ แต่อ้อมกอดของตะวันกล้ากลับทำให้ซื่อหนานราวกับถูกหมัดฮุก เพราะสัมผัสนี้...คล้ายกับว่าลึกๆ ในใจเขาเองก็ต้องการมันมาตลอด 

ซื่อหนานปล่อยให้ตะวันกล้ากอดตนอยู่นาน จนรู้สึกทนไม่ไหวกับสายตาของผู้คนรอบกาย จึงผลักตะวันกล้าให้ออกห่าง...เรื่องราวแปลกพิกลแบบนี้ เป็นใครใครก็ให้ความสนใจ แต่สำหรับซื่อหนานเขาไม่ชอบเป็นจุดความสนใจของผู้คนแบบนี้สักเท่าไหร่ 

ตะวันกล้าผงะเซถอยหลังเล็กน้อยแต่ก็กลับมายืนได้อย่างมั่นคง ร่างโปร่งไม่เพียงไม่โกรธ ยังยกยิ้มร่ามองหน้าคนหน้าเหมือนตนอย่างดีใจอยู่เช่นเดิม เขาดีใจที่วันนี้เขาค้นพบแล้วว่าอาการที่เกิดกับเขามันเป็นเพราะอะไร อาการปริศนาที่ชวนให้เขาสงสัยมาตลอดหลายปี และเฝ้าถามอิ่มซ้ำๆ เกี่ยวกับอีกคน ตะวันกล้าไม่คิดเลยว่าจะมีวันนี้ วันที่เขาได้พบว่าเรื่องที่เขาสันนิษฐานมาตลอดมันคือเรื่องจริง 

“ผมว่า...เรามีเรื่องต้องคุยกัน” นายหัวภูธรที่ได้สติก่อนใครจึงเปิดปากพูดคนแรก ตามด้วยทะนงอาจที่ผละตัวออกไปเคลียร์กับแขกในงาน นายหญิงน้ำทิพย์แทบจะล้มทั้งยืน ดีที่ธวัตน์พยุงผู้เป็นแม่เอาไว้ ธนามองตะวันกล้าสลับกับซื่อหนานอย่างอึ้งๆ ส่วนต้าเฉียงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่การเปิดเผยความจริงมันไม่ได้เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ หากจะคุยกันละก็คงต้องคุยกันยาวจริงๆ 

ห้องรับแขก 

พอเข้ามานั่งในห้องทุกคนยังคงเงียบไม่มีใครพูดอะไร ซื่อหนานนั่งนิ่ง และเมินเฉยสายตาของพี่น้องมาตาวีที่มองตนอย่างตัวประหลาด แม้จะไม่สบอารมรณ์กับสายตาที่คอยมองประเมินตนอยู่ตลอดแต่ก็คงไม่หงุดหงิดเท่า...ตะวันกล้าที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ 

จิ้มๆ จิ้มๆ 

ตะวันกล้าใช้นิ้วชี้จิ้มที่แขนของซื่อหนาน เรียกร้องความสนใจให้ซื่อหนานหันมาคุยกับตัวเอง แต่อีกฝ่ายยังคงเมินเฉยเสียจนน่าหงุดหงิด ถึงอย่างนั้นคุณหมอหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงจิ้มที่แขนของอีกฝ่ายอย่างกวนๆ เช่นเดิม จิ้มไปพลางสังเกตใบหน้าของซื่อหนานอย่างสนใจ ไม่ว่าจะมองมุมไหน พวกเขาก็เหมือนกันมากจริงๆ ขนาดใบหน้าตอนโกรธนะ ยังเหมือนกันเลย ตะวันกล้ายกยิ้มกริ่มดีใจที่มีพี่น้อง คุณหมอหนุ่มจึงไม่หยุดซน ใช้นิ้วจิ้มไปตามตัวของซื่อหนาน หวังให้ฝาแฝดสนใจตัวเองบ้าง จิ้มมาเรื่อยๆ จนมาถึงแก้ม ซื่อหนานจึงยกมือปัดนิ้วของตะวันออกด้วยความรำคาญ แล้วถลึงตาใส่ตะวันกล้า พร้อมกับพูดขู่เสียงต่ำ ตะวันกล้ายกยิ้มกว้าง ไม่สนใจเนื้อหาของคำขู่มากนัก ที่ตนสนใจคือการเรียกร้องความสนใจได้สำเร็จมากกว่า 

“แฮ่ม...อย่างที่เห็น...สองคนนี้เป็นฝาแฝดกัน” ต้าเฉียงเกริ่นนำทำลายความเงียบ 

“เราไม่ได้ตาบอด...” ธนาตอกกลับ คนเป็นแม่จึงเอ่ยปรามเสียงดุที่ลูกชายเสียมารยาท ธนาจิ๊ปากขัดใจแต่ก็ยอมเงียบไม่พูดอะไรต่อ 

ส่วนธวัตน์ที่นั่งสำรวจสองพ่อลูกมาเฟีย และตะวันกล้าอยู่นั้นก็อดนึกย้อนไปตอนที่คุยกับชาติสวัสดิ์เพื่อนตำรวจของเขาไม่ได้ ตัวเขาไม่ค่อยรู้เรื่องมาเฟียฮ่องกงนัก และไม่สนใจด้วย มาวันนี้เขารู้แล้วว่าทำไมชาติสวัสดิ์เพื่อนของเขาถึงได้ทักว่าตะวันกล้าหน้าเหมือนใครคนหนึ่ง ในตอนนั้นเขาได้แต่บอกว่าเพื่อนของเขาบ้า และตาฝาด ซึ่งชาติสวัสดิ์ก็ยอมจำนนไม่พูดอะไรต่อเรื่องความเหมือนของชาติตะวันกับมาเฟีย ตอนนั้นธนาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับคนทักคิดว่าข้อมูลอาจจะผิดพลาด พวกเขาจึงลืมเรื่องนี้ไป ไม่คิดเลยว่า....ไอ้เรื่องที่พูดกันลอยๆ ตอนนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องจริงที่เหนือความคาดหมาย 

อิ่มเห็นว่าทุกคนในห้องไม่มีใครพูดอะไรออกมาเสียที เจ้าตัวทนไม่ไหว จึงสารภาพความจริงออกมาก่อนเป็นคนแรก... 

“อิ่มเป็นคนทำคลอดให้เด็กแฝดสองคนนี้เองค่ะนายหญิง อิ่มขอโทษนะที่ต้องโกหกนายหญิงเรื่องที่เก็บคุณตะวันมาเลี้ยง ความจริงแล้วเขาเป็นคนมอบคุณตะวันกล้าให้อิ่มมาเลี้ยงเอง ไม่ใช่ว่าอิ่มเก็บมาหรอกค่ะ” อิ่มสารภาพผิดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นายหญิงของบ้านจึงยื่นมือไปบีบไหล่ของคนสนิทเอาไว้ 

“เขามอบให้ ก็เหมือนทิ้งแล้วอิ่มเก็บมาเลี้ยงนั่นแหละจ้ะ” นายหญิงน้ำทิพย์พูดอย่างแค้นใจ พลางตวัดตามองต้าเฉียงอย่างไม่พอใจ 

ต้าเฉียงมาที่นี่ คงไม่ใช่ว่ามาทวงตะวันกล้าหรอกนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอไม่ยอมแน่ เธอไม่มีวันปล่อยลูกชายสุดที่รักไปกับเขาแน่ ผู้ชายที่ทิ้งลูกตัวเองไปน่ะ ไม่สมควรได้รับความไว้วางใจจากใคร! 

“ใช่...ผมเป็นคนมอบตะวันกล้าให้อิ่ม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมเต็มใจ...” ต้าเฉียงบอกเสียงเรียบก่อนจะหันไปหาอิ่ม 

“คุณก็เห็นว่าก่อนที่หลิงหลินภรรยาของผมจะตาย เธอได้สั่งเสียผมเอาไว้ แม้ว่าผมไม่อยากทำ แต่นั่นเป็นคำขอครั้งสุดท้ายของภรรยา มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะให้เธอได้" อิ่มหลบสายตาของต้าเฉียง เพราะสิ่งที่ต้าเฉียงเป็นพูดเป็นเรื่องจริง เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคุยอะไรกับสามีก่อนตาย ไม่รู้ทำไมต้าเฉียงจึงเลือกที่จะทิ้งตะวันกล้า เพราะตอนนั้นเธอไม่กล้าถาม 

“อย่าพูดอะไรตลกเลยหน่อยคุณ มีแม่ที่ไหนบ้างที่จะบอกให้คุณทิ้งลูกตัวเอง...” ธนาแย้ง เพราะคววามไม่สมเหตุสมผลของต้าเฉียงอธิบาย 

“หลิงหลินภรรยาของผม เธอไม่ต้องการให้ลูกเป็นมาเฟียเหมือนผม ความจริงแล้วเธออยากให้เอาเด็กทั้งสองคนไปฝากไว้กับเพื่อนของเธอด้วยซ้ำ แต่เธอกลัวว่าพ่อของผมจะตามหาพวกเขาจนเจอ เลยเลือกที่จะให้ผมสละเด็กคนหนึ่งเอาไว้ให้กับคนทำคลอด เพื่อที่พ่อของผมจะไม่ได้สงสัย แต่ถึงผมจะทิ้งลูกไว้กับอิ่ม ก็ไม่ได้แปลว่าผมจะไม่คอยช่วยเหลือเขา...ผมยังคงเฝ้ามองเขาอยู่เสมอ...และดีใจมากที่เขาโตขึ้นมาภายใต้การดูแลของพวกคุณ” ต้าเฉียงพูดจบก็หันไปมองตะวันกล้า 

ตะวันกล้าสบตากับผู้เป็นพ่อแล้วนึกถึงสมัยมัธยมที่เพื่อนของเขายกพวกตีกัน และเขาเกือบจะถูกลูกหลง แต่มีลุงใจดีคนหนึ่งเข้ามาช่วยเอาไว้....แล้วก็เรื่องที่เขาตกรถเมล์เกือบไปสอบปลายภาคไม่ทันก็ได้พี่ชายใจดีคนหนึ่งขับรถไปส่งเขาจนถึงที่หมาย รวมถึงเรื่องที่เขาเคยถูกธนาล่อลวงหลายครั้งแต่รอดมาได้ทุกครั้งเพราะพนักงานโรงแรม....เรื่องราวทั้งหมด....ที่เขารอดมาได้หรือจะเป็นเพราะ.... 

...ผู้ชายคนนี้.... 

“แล้วที่คุณกลับมาหาตะวันกล้า คงไม่ใช่ว่าจะเอาตัวเขาไปหรอกใช่ไหมคะ” นายหญิงน้ำทิพย์ถามอย่างใจเสีย ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อลูกกัน ต้าเฉียงมีสิทธิ์ในตัวตะวันกล้ามากกว่าพวกเธอ ถ้าเขาพาตัวตะวันกล้าไปจริงแล้วเธอจะทำอย่างไร....หัวใจเธอต้องแหลกสลายไม่มีชิ้นดีแน่ถ้าต้องสูญเสียตะวันกล้าไป 

“ตะวันเป็นลูกของเรา ลูกชายของฉัน ลูกที่คุณไม่สนใจใยดีในตอนแรก ต่างจากฉันที่เลี้ยงแกมาด้วยความรักความเอาใจใส่ และฉันก็รักเขามาก ฉันไม่ยอมให้คุณเอาตัวเขาไปเด็ดขาด ฉันไม่ยอมหรอก ไม่ยอมนะคะคุณ” นายหญิงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้ามองหน้าสามีอย่างเว้าวอนให้ช่วย ตะวันกล้ามองหน้าแม่บุญธรรมด้วยความซาบซึ้งใจ... 

“นายหญิง...” 

“ผมมาที่นี่ไม่ได้จะมาพรากเขาไปจากพวกคุณ อีกอย่าง...ตะวันกล้าเองก็โตแล้ว เขามีสิทธิ์เลือกว่าเขาอยากจะอยู่กับใคร แล้วผมก็จะเคารพการตัดสินใจของเขาด้วย” ตะวันกล้าเหลือบมองเสี้ยวหน้าของต้าเฉียงแล้วระบายยิ้มบางออกมา...ดีใจที่อีกฝ่ายไม่ได้จะมาบีบบังคับเขา... 

“ถ้าคุณไม่ได้มาพาตัวเขากลับไป แล้วคุณมาที่นี่ทำไม” ทะนงอาจถามขึ้นอย่างสงสัย ลางสังหรณ์ของเขาบอกว่าการมาของสองพ่อลูกมาเฟียมันต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ และเรื่องที่ว่าอาจจะเกี่ยวพันกับตะวันกล้า 

“ผมมาที่นี่เพราะต้องการควรช่วยเหลือจากตะวันกล้า...” 

ซื่อหนานมองพ่อตาขวาง “ถ้าพ่อพูดออกมา...” 

“การบอกความจริง จะทำให้พวกเขาเข้าใจเรา...” 

“เรา? เรางั้นหรอ ผมว่าแค่พ่อคนเดียวมากกว่า!” ซื่อหนานลุกขึ้นยืน “อยากพูดอะไรก็พูดไป แต่อย่ามายุ่งกับผม!” ชายหนุ่มพูดอย่างเจ็บใจและอับอายเกินกว่าจะฟังเรื่องจริงจากปากของพ่อที่จะพูดให้คนพวกนี้ฟัง ไม่รู้ว่าพ่อคิดบ้าอะไรอยู่ ตรรกะพ่อต้องเพี๊ยนไปแล้วแน่ๆ ที่ไว้ใจคนพวกนี้ ซื่อหนานคิดอย่างหงุดหงิด พูดจบก็เดินฮึดฮัดออกจากห้องรับแขกไป 

ตะวันกล้าเห็นอย่างนั้นจะลุกขึ้นตามไป แต่ก็ถูกต้าเฉียงพูดขัดขึ้นเสียก่อน 

“ไม่ต้องตามไปหรอก มานั่งฟังสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้ดีกว่า” 

ตะวันกล้าตัดใจจากการตามซื่อหนานแล้วทรุดตัวนั่งลงตามเดิมเพื่อรอฟังสิ่งที่ต้าเฉียงจะเล่า... 

“ซื่อหนานท้อง...” ต้าเฉียงพูดออกมาตามตรง 

ทุกคนได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งอึ้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าไม่เชื่อ 

“ไร้สาระ!” ธนาเป็นคนแรกที่พูดออกมา เขาเป็นหมอ เขารู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ ผู้ชายท้องได้มันมีแต่ในนิยายเถอะ 

“ผมก็คิดว่าแบบนั้น และตอนแรกก็ไม่เชื่อด้วย แต่บังเอิญว่าตอนที่ซื่อหนานยังเด็ก แล้วประสบอุบัติเหตุรถคว่ำจากการไล่ล่าของศัตรู เราได้พบสิ่งผิดปกติในตัวของเขา แต่ตอนนั้นหมอไม่กล้ายืนยันกับสิ่งที่ตรวจพบเพราะกลัวอำนาจของหวงตี้พ่อของผม จนเมื่อมันเกิดขึ้น...ว่าเขาท้องได้นี่แหละ” ต้าเฉียงยืนยันเสียงเข้ม “หรือคุณจะดูหลักฐาน...” ต้าเฉียงเงยหน้าขึ้นมองซือซื่อให้อีกฝ่ายยื่นเอกสารผลการตรวจมาให้ตะวันกล้าและคนอื่นๆ ดู 

ตะวันกล้าพูดไม่ออกเมื่ออ่านผลการตรวจแล้วยืนยันว่าซื่อหนานท้องจริงๆ ... 

“ไปเอาเด็กออกก็สิ้นเรื่อง” ธนาบอกเสียงห้วน ลูกชายท้องแล้วมาบอกคนอื่น มาขอความช่วยเหลือ มันใช่เรื่องหรือไง แถมยัง...ท้องไม่มีพ่อด้วยสินะ.... 

“ธนา! ลูกพูดออกมาอย่างนี้ได้ยังไง ลูกเป็นหมอควรมีจิตใจเห็นอกเห็นใจคนอื่น ไม่ใช่มาพูดจาร้ายกาจแบบนี้ มันเป็นสิ่งที่คนเป็นหมอควรจะพูดหรือเปล่า” นายหญิงของบ้านมองหน้าลูกชายด้วยความผิดหวัง เธอเองก็ไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้นัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้น มันคงเป็นเรื่องยากกับซื่อหนาน ดูจากท่าทางของเขาแล้วคงรับเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกัน ตัวเป็นผู้ชาย แต่ดันท้องได้เหมือนผู้หญิง คงไม่มีใครยอมรับได้หรอก! 

“คุณแม่...คุณแม่อย่าใจอ่อนสิครับ มันอาจเป็นแผนของพวกเขาก็ได้ใครจะไปรู้ เขาอาจสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อเอาตัวตะวันไป!” ธนาตอบกลับ หวังว่าผู้เป็นแม่จะแปรพรรคมาเข้าข้างตน แต่นายหญิงน้ำทิพย์แค่ส่ายหน้าเอือมระอาลูกชาย ที่เห็นแก่ตัวจนน่ารังเกียจ 

“ผมพูดความจริง...” ต้าเฉียงยืนยันเสียงเข้ม 

“แล้วพ่อของเด็กละครับ” ตะวันกล้าถาม ถ้าซื่อหนานท้องเขาก็ควรจะตามดูแลซื่อหนานไม่ใช่หรอ แล้วนี่ทำไม... 

“....เขาไม่ยอมบอก” ต้าเฉียงบอกเสียงเรียบ และเงยหน้าขึ้นมองสบตาซือซื่อแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมามองหน้าทุกคนต่อ 

“แสดงว่าเขาถูกขืนใจ” ธวัตน์มีประสบการณ์ทางด้านนี้ เขาเป็นตำรวจ คดีผู้หญิงถูกข่มขืนจนท้องมีเยอะแยะไป และพวกเธอก็ไม่กล้าบอกพ่อแม่ว่าใครเป็นพ่อของเด็ก เพราะอับอาย แต่สำหรับกรณีของซื่อหนานเขาไม่แน่ใจนักว่าอีกคนจะอับอาย เพราะดูจากท่าทางของเจ้าตัวแล้ว น่าจะเป็นคนไม่ยอมใคร แล้วทำไมถึงไม่บอกเรื่องนี้กับพ่อตัวเองว่าใครเป็นพ่อเด็ก หรือมันจะมีอะไรมากกว่านั้น? 

“ผมบอกพวกคุณไม่ได้ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของซื่อหนาน” 

ตะวันกล้าสะเทือนใจเมื่อได้ยินอย่างนั้น เขาอยากจะลุกขึ้นเดินไปหาซื่อหนานเสียเดี๋ยวนี้เลย...เรื่องที่เกิดขึ้นมันเลวร้ายเกินไปแล้ว! 

“ทำไมคุณถึงไม่ให้เขาเอาเด็กออกละครับ” ทะนงอาจถามอย่างสงสัย พวกต้าเฉียงเป็นมาเฟีย ถ้าจะจัดการเรื่องนี้มันคงไม่ยากสำหรับพวกเขา 

ต้าเฉียงยกยิ้ม “ผมอยากใช้เรื่องนี้สั่งสอนเขา...ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้เลี้ยงดูเขาด้วยตัวเอง เขาเลยเติบโตมาพร้อมกับคำสั่งสอนของหวงตี้พ่อของผม คำสอนพวกนั้นทำให้ลูกชายของผมกลายเป็นเครื่องจักรสังหารคน เป็นพวกไร้ความรู้สึก...ผมเลยคาดหวังว่าเขาจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจขึ้นถ้าเขามีลูก” 

“คุณแน่ใจว่าเขาจะเปลี่ยน? คุณไม่กลัวว่าเขาจะฆ่าลูกของตัวเองหลังคลอดหรอ” นายหัวภูธรพูดไปตามความรู้สึกเพราะซื่อหนานมีกลิ่นอายอำมหิตรอบกาย ถ้าเด็กในท้องโตขึ้นแล้วซื่อหนานจัดการกับลูกตัวเองขึ้นมา คงไม่พ้นกลายเป็นโศกนาฏกรรมสลดใจ 

ต้าเฉียงส่ายหัว “ผิดแล้ว...ความจริงซื่อหนานเป็นคนอ่อนไหวง่าย แข็งนอกอ่อนในครับ เขาไม่มีทางทำร้ายลูกของตัวเองแน่นอน จริงไหมตะวัน...” 

ตะวันกล้ามองหน้าต้าเฉียงแล้วยิ้มบางพยักหน้าตอบ....เขาเองก็สัมผัสได้แบบนั้น 

“แล้วการที่ซื่อหนานท้องมันเกี่ยวอะไรกับตะวันกล้า” นายหัวภูธรถามสิ่งที่สงสัยมาตลอดบทสนทนา 

ต้าเฉียงจึงหุบยิ้มแล้วกระแอมไอแล้วตอบว่า “ผมอยากให้ซื่อหนานเก็บเด็กเอาไว้ แน่นอนว่าท้องต้องโตขึ้นทุกวัน ถ้ายังให้ซื่อหนานทำงานในสภา พบปะผู้คน ผมคิดว่ามันอาจจะไม่ปลอดภัยกับตัวเขาและลูก...ฉะนั้นภายในเวลาหกเดือน จนกว่าซื่อหนานจะคลอด ผมอยากจะขอตะวันกล้าไปช่วยงานแทนซื่อหนาน และขอความกรุณาจากพวกคุณดูแลซื่อหนานจนคลอด...”  

คำขอของหลงต้าเฉียงจะทำให้สมาชิกทุกคนในบ้านมาตาวีพูดไม่ออกกันเป็นแถบ นายหัวภูธรและภรรยามองหน้ากันอย่างอึ้งๆ กับสิ่งที่ได้ยิน สมองประมวลผลกับสิ่งที่ได้ยินอย่างช้าๆ และค่อนไปทางไม่พอใจอยู่มาก 

“คุณหมายถึงให้ตะวันกล้ากับซื่อหนานสลับตัวกัน!?” ทะนงอาจถามซ้ำอย่างไม่เชื่อหู จริงอยู่ที่ตะวันและซื่อหนานหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ แต่ตะวันเคยจับปืน และฆ่าคนเสียที่ไหน จะให้ไปทำหน้าที่แทนซื่อหนานได้ยังไง? 

“เรื่องมันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว!” ธนาโวยเสียงดัง 

“มัน...มันจะเป็นไปได้ยังไง ทั้งคู่แตกต่างกันมาก...” นายหญิงน้ำทิพย์แย้ง จะให้ตะวันกล้าสลับตัวกับซื่อหนาน ไปเจออันตรายแทน ให้ตายยังไงเธอก็ไม่ยอม! 

“ผมรู้...ว่าพวกคุณกังวลใจ แต่มันมีทางนี้แค่ทางเดียวที่จะรักษาเด็กเอาไว้ได้ และไม่ทำให้สภาสงสัย” 

“แล้วถ้าเกิดพวกเขารู้ละ” ธวัตน์ถามกลับอย่างโกรธๆ หลงต้าเฉียงเป็นพ่อแบบไหนกันที่อยากได้ลูกที่ตัวทิ้งไปรับหน้าแทนลูกอีกคนของตัวเอง ตะวันกล้าจะไม่แย่เลยหรอถ้าพวกนั้นรู้เข้า! 

“ไม่ต้องห่วง ผมจะดูแลตะวันเป็นอย่างดี พวกเขาจะไม่มีทางรู้แน่นอนว่าตะวันกล้าไม่ใช่ซื่อหนาน” ต้าเฉียงยืนยันเสียงหนักแน่นที่เขากล้าพูดอย่างมั่นใจแบบนี้เพราะเขาเตรียมการเอาไว้หมดแล้ว 

“และผมอยากจะใช้โอกาสนี้ในการล้มพรรคมังกรทองของผมด้วย ผมจะถอนตัวจากวงการมาเฟีย” 

นายหัวภูธรและภรรยามองหน้ากันอย่างคิดหนัก ส่วนตะวันกล้าก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรเพราะกำลังใช้ความคิดคิดตามสิ่งที่หลงต้าเฉียงบอก.... 

ธวัตน์กับทะนงอาจสบตากันด้วยความลำบากใจ ชักจะเห็นเค้าลางของความวุ่นวายรำไร เขาเป็นตำรวจ เขารู้ดีว่าการออกจากวงการดำมืดมาสู่พื้นที่อีกสีมันไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องสังเวยชีวิตเป็นจำนวนมาก ถึงออกมาได้ ก็ใช่ว่าจะออกมาได้อย่างสมบูรณ์ บางทีศัตรูอาจจะคอยตามเช็ดตามล้างไม่หยุดตลอดชีวิต...แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะตัดสินใจได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตะวันกล้าเพียงคนเดียว... 

 

………………………………………. 

 

ภายหลังพูดคุยกันเสร็จแบบไม่ลงรอยกันเท่าไหร่ ตะวันกล้าก็ขอนายหญิงใช้เวลาอยู่ต้าเฉียง เขาอยากจะลองใช้เวลากับชายแก่คนนี้เพื่อทำความรู้จักกับอีกฝ่ายให้มากขึ้น และโชคดีที่นายหญิงเข้าใจ ยอมให้เขาอยู่คุยกับหลงต้าเฉียงต่อ และเขาก็ชวนอีกฝ่ายมานั่งคุยกันที่ทะเลา นอนดูดาว ฟังเสียงคลื่นลมทะเล พวกเขาสองคนนอนข้างกันโดยไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งหลงต้าเฉียงเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบ 

“ลูกอาจมองว่าพ่อเห็นแก่ตัว” 

“............” 

“ใช่...” ตะวันกล้าตอบเห็นด้วยอย่างไม่ลังเล แม้สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาจะดูสวยหรูเหมือนทำเพื่อซื่อหนาน แต่ไปๆ มาๆ กลับทำเพื่อจุดประสงค์ในการล้มพรรคตามความตั้งใจของตัวเองโดยไม่เอกวิธีการมากกว่า 

ต้าเฉียงหัวเราะในลำคออย่างถูกใจ สองพี่น้องแม้จะแตกต่างกันมากแต่ก็บางอย่างคล้ายกันอยู่เหมือนกัน และนั่นเลยทำให้เขามั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าตะวันกล้าจะสามารถทำงานแทนที่ซื่อหนาน และทำงานให้เขาได้ 

“รู้ไหมตะวัน พ่อไม่เคยไม่สนใจลูก พ่อติดตามข่าวของลูกตลอด ไม่ว่าลูกจะชอบอะไร คบกับใคร สอบได้อะไร และใช้ชีวิตแบบไหน พ่อรู้หมด...และพ่ออยากจะบอกว่าพ่อภูมิใจในตัวลูกมาก” 

ตะวันกล้าหันไปมองเสี้ยวหน้าของผู้เป็นพ่อ เขารู้ว่าสิ่งที่ต้าเฉียงพูดมันเป็นการพูดออกจากใจทั้งหมด แต่ในสถานการณ์แบบนี้มันไม่ค่อยทำให้ตะวันกล้ารู้สึกดีใจสักเท่าไหร่ ในเมื่ออีกคนกลับมาหาเขาเพราะต้องการที่ใช้งานเขา เหตุผลนี้มันลดความรู้สึกดีใจของเขาลงมาก 

“ขอบคุณ...” ตะวันกล้าตอบรับเสียงแผ่ว 

ต้าเฉียงรู้ว่าลูกชายกำลังรู้สึกไม่ดี จึงเล่าเรื่องของวงการมาเฟียที่เขาอยู่ให้ตะวันกล้าฟัง “กฎของสภาหลงยิหวา มีอยู่สามข้อ และมีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้พ่อต้องเลือกอย่างลำบากใจ นั่นก็คือ ให้ฆ่าภรรยาตัวเองทันทีที่ภรรยาคลอดลูกชาย...” 

“อะไรนะ?” 

“หึ...ไม่น่าเชื่อใช่ไหมละ แต่มันมีกฎแบบนี้อยู่จริง และเพราะกฎข้อนี้ถึงทำให้แม่ของลูกหนีพ่อมาไกลจนถึงที่นี่ แล้วในระหว่างหนีเธอดันเจ็บท้องคลอด เลยได้อิ่มช่วยเอาไว้ แม่คลอดลูกสองคนบนทะเลแห่งนี้แหละ....” 

“.........นี่มันกฎบ้าอะไร ทำไมต้องฆ่าด้วย?” 

“เพื่อกำจัดจุดอ่อนทิ้ง” 

“จุดอ่อน?” 

“สภามีความเชื่อว่าความรักเป็นจุดอ่อนของพวกเราอีกรูปแบบหนึ่ง ดังนั้นจึงตั้งกฎขึ้นมาว่าให้ฆ่าภรรยาตัวเอง และคนอื่นๆ ก็เห็นด้วย เพราะผู้นำสภาในช่วงแรกๆ ของสมัยนั้นไม่ได้มีความรักต่อใครอย่างแท้จริง พวกเขามีเพียงผลประโยชน์เท่านั้นที่ต้องการ” 

“โหดร้ายเกินไปแล้ว...” 

“ใช่...โหดร้ายเกินไป...แต่ในยุคปัจจุบันมีผู้นำหลายคนเปลี่ยนความคิดในเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ว่า...พวกเขาก็ไม่กล้าพอที่จะเปลี่ยนมัน รวมถึงพ่อด้วย” 

“.........” 

“และเพราะความโหดร้ายนี้เอง หลิงหลินเลยขอร้องให้ทิ้งลูกคนใดคนหนึ่งไว้ที่เมืองไทย...เพื่อให้เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข...อย่างคนปกติ” 

“........” 

“ที่พ่อพูดมาทั้งหมดไม่ใช่ว่าอยากจะแก้ตัว แต่อยากอธิบายให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่พ่อทำลงไปในอดีต และจะทำต่อไปในอนาคต ก็เพื่อลูกกับซื่อหนานจริงๆ” 

ตะวันกล้าสบตาต้าเฉียงนิ่ง “แต่ซื่อหนานเขาไม่ได้อยากจะออกจากวงการนี้ไม่ใช่หรอ คุณบังคับโดยไม่สนใจความรู้สึกเขาแบบนี้ คุณรู้ไหมว่าเขาเสียใจมากแค่ไหน” 

“แต่นี่เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิตของพ่อที่จะให้เขาได้....” 

“......” 

“พ่ออยากให้เขารับมันไว้...ความสุขแบบที่ลูกเป็น...เขาควรได้สัมผัสมันสักครั้งในชีวิต ไม่ใช่เอาแต่สัมผัสกลิ่นคาวเลือดไปจนตาย” 

ตะวันกล้ามองต้าเฉียงอย่างเห็นใจ แต่อีกใจหนึ่งก็เห็นใจซื่อหนานที่ต้องมาทนรับทางเลือกที่ตัวเองไม่ชอบเพราะความรักความหวังดีของต้าเฉียงที่มากเกินไป มันอาจจะเป็นทางที่ต้าเฉียงชอบ แต่ถ้าทางที่ต้าเฉียงเลือกให้ซื่อหนาน ซื่อหนานอยู่ไปแล้วไม่มีความสุขมันจะไปมีความหมายอะไร? 

“ความสุขที่แท้จริง...ไม่ใช่ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น พ่ออยากให้ซื่อหนานเข้าใจ โดยมีลูกคอยช่วย...” 

ตะวันกล้าไม่พูดอะไรเพียงยกยิ้มบางแล้วพูดกับต้าเฉียงว่าวันนี้เขาจะขอนอนกับซื่อหนาน...ซึ่งคนเป็นพ่อก็เต็มใจ รีบโทรบอกให้ซือซื่อจัดการเตรียมข้าวของที่จำเป็นให้ ท่าทางดีใจของต้าเฉียงทำให้ตะวันกล้าแอบลอบถอนหายใจด้วยความลำบากใจเบาๆ 

 

ห้อง 260  

ซื่อหนานเดินมาเปิดประตู เพราะคิดว่าเป็นพ่อ แต่พอเปิดออกแล้วเจอเข้ากับตะวันกล้าเขาก็ดึงประตูกลับเพื่อปิดมัน แต่ตะวันกล้ารู้ทันกระโดดแทรกตัวเข้ามาข้างในก่อนที่ซื่อหนานจะปิดประตู 

“ออกไป!” 

“คืนนี้ผมจะนอนกับพี่ ให้ผมนอนด้วยสักคืนนะ” พูดขอร้องเสียงอ่อนปนทำตาปริบๆ น่าสงสาร ซื่อหนานพ่นลมออกทางจมูกแล้วตวาดลั่นไม่สนใจท่าทางน่าสงสารของตะวันกล้า 

“ออกไปซะ! ก่อนที่ฉันจะหยิบปืนขึ้นมายิงกบาลแก” 

ตะวันกล้าไม่สนใจ คุณหมอหนุ่มยิ้มให้พี่ชายฝาแฝด แล้วเดินไปที่เตียงนอน พร้อมกับวางผ้าห่มกับหมอนลงบนเตียง “พี่ไม่ควรอารมณ์เสียนะ เพราะมันไม่ดีกับเด็กในท้อง” ตะวันกล้าบอกน้ำเสียงที่อ่อนโยน พลางใช้สายตาสำรวจซื่อหนานในชุดนอนสีดำไปด้วย 

“ฉันจะเป็นอะไรก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับแก และฉันไม่ใช่พี่แก!” ไอ้บ้านี่! ไม่ได้ยินที่เขาบอกหรือไงว่าให้ออกไป ซื่อหนานกัดฟันกรอดมองตะวันกล้าสายตาวาววับ แต่ตะวันกล้าไม่ได้กลัวตนเลยสักนิด ยังมีหน้ายิ้มแย้มตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว 

“จะไม่ใช่ได้ยังไง เราหน้าเหมือนกันอย่างกับแกะขนาดนี้ เดินออกไปข้างนอกพร้อมกันใครๆ ก็รู้ว่าพี่กับน้อง” ตะวันกล้าพูดจบก็กระโดดขึ้นไปนอนบนเตียงก่อนจะกลิ้งไปกลิ้งมาเหมือนเด็ก 

“อื้ม...กลิ่นพี่ห้อมหอม” ตะวันกล้าลุกขึ้นนั่งแล้วขย่มเตียงเบาๆ มองหน้าซื่อหนานแล้วยิ้มแป้น พลางตกลงบนพื้นที่ว่างดังปุๆ เรียกให้อีกฝ่ายขึ้นมานอนข้างตน 

จนซื่อหนานคิ้วกระตุกมองท่าทางกวนประสาทของตะวันกล้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขาจะฆ่ามัน! ซื่อหนานหมายมาดในใจ เดินไปที่โต๊ะข้างเตียงเปิดลิ้นชักเพื่อหยิบปืน แต่ตะวันกล้ารู้ทันพี่ชาย ยื่นมือไปตวัดเอวซื่อหนานให้ล้มตัวลงมานอนด้วยกันบนเตียง ซื่อหนานไม่ยอมแพ้ ยกเท้าถีบตะวันกล้าอย่างโมโห จนกลิ้งตกเตียงไป เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ตะวันกล้าเห็นกุญแจลิ้นชักเสียบคาอยู่จึงล็อกมันแล้วโยนกุญแจออกไปนอกหน้าต่าง สายตาของซื่อหนานที่ใช้มองตะวันกล้าในตอนนี้จึงไม่ต่างกับเสือร้ายจ้องจะฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆ 

“น่า...คืนเดียวเอง จะเป็นไรไป ผมไม่ทำอะไรพี่หรอก เราเป็นพี่น้องกันนะ ผมคิดถึงพี่” ตะวันกล้าพูดขออย่างอ้อนๆ ซื่อหนานนับหนึ่งถึงสิบในใจ พยายามข่มอารมณ์ให้เย็นลง ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากเตียงไปที่ประตู 

“พี่จะไปไหนน่ะ!?” ตะวันกล้าถามเสียงตื่น 

“เปลี่ยนห้อง” ซื่อหนานตอบเสียงห้วน ตะวันกล้าจึงรีบวิ่งไปคว้ามือของซื่อหนานที่จับลูกบิดประตูเอาไว้ ซื่อหนานมองตะวันกล้าตาขวาง ตะวันเลยรีบปล่อยมือมือจากซื่อหนาน 

“อย่าเลย ให้ผมนอนด้วยไม่ได้หรอ ผมนอนที่พื้นก็ได้ นะ! อีกอย่างถึงพี่จะเปลี่ยนห้อง ผมก็จะตามไปนอนด้วยอยู่ดี อย่าลืมนะว่าผมเป็นน้องชายเจ้าของรีสอร์ทแค่ไปขอรหัสกับกุญแจจากพี่ทะนงอาจผมก็เข้าห้องพี่แล้ว” 

ซื่อหนานขบกรามแน่นมองหน้าตะวันกล้าด้วยความไม่ชอบใจ ก่อนจะหลับตาลง ข่มอารมณ์พลุกพล่านเอาไว้ แล้วบอกกับตัวเองว่าแค่คืนนี้เท่านั้น เสร็จก็เดินไปล้มตัวนอนลงบนเตียง ตะวันกล้าเห็นอย่างนั้นจึงยกยิ้มร่าที่ซื่อหนานยอมใจอ่อน 

“งั้นผมปิดไฟเลยนะ” ไม่ต้องรอให้ซื่อหนานอนุญาตตะวันกล้าก็เดินไปปิดไฟ แม้จะปิดไฟในห้องแล้วแต่ก็ยังเหลือแสงไฟจากโคมไฟข้างเตียง ตะวันกล้าเดินไปที่เตียง หวังจะขึ้นไปนอนกับซื่อหนาน แต่เขาก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อพี่ชายฝาแฝดโยนหมอนและผ้าห่มของเขาลงพื้น 

“แกบอกเองว่านอนบนพื้นก็ได้” 

ตะวันอยากย้อนเวลาไปแก้ไขคำพูดของตัวเอง เขานอนบนพื้นได้ แต่เขาไม่อยากนอน เขาอยากนอนกับพี่ แต่ดูเหมือนซื่อหนานจะไม่ยอม ดึงดันทุรังไปมีหวังอีกฝ่ายได้ฆ่าเขาหมกห้องแน่ 

เอาวะ...นอนพื้นก็นอนพื้น... 

ตะวันกล้าจัดที่นอนให้ตัวเองนอนที่พื้นข้างเตียงทางฝั่งที่มีโคมไฟ และลิ้นชักที่เก็บปืนเอาไว้ ส่วนซื่อหนานล้มตัวนอนหันหลังให้กับตะวันกล้า ตะวันหน้ามุ่ยเล็กน้อยที่ซื่อหนานเมินเฉยตน เขาอุตสาห์คิดใช้โอกาสนี้นอนคุยกระชับมิตรสักหน่อย แต่ดูท่ามันจะไม่ใช่เรื่อง่ายๆ อย่างที่คิดแล้ว เอาเถอะถึงมันจะยากแต่ก็ใช่ว่าเขาจะยอมแพ้ เขาจะเอาชนะใจซื่อหนานให้ได้ เขาจะทำให้ซื่อหนานเปิดใจ! 

“ผมปิดไฟโคมไฟนะ” ตะวันบอก แล้วยื่นมือขึ้นไปปิดโคมไฟบนหัว หลังจากนั้นห้องทั้งห้องก็เข้าสู่ความมืด แม้จะปิดโคมไฟแล้วแต่ตะวันก็นอนไม่หลับอยู่ดี เขานอนฟังเสียงคลื่นน้ำทะเลซัดเข้าฝั่งไปเรื่อยๆ ทั้งยังเสียงนาฬิกาที่อยู่ตรงผนังดังติ๊กๆ ไม่หยุด พอนอนฟังไปสักพักเขาเลยลืมตาขึ้นมองเพดาน แล้วชะเง้อมองคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยแววตาเป็นประกาย... 

นอนนิ่งขนาดนั้น...คงหลับแล้ว 

ตะวันกล้าอมยิ้มผุดลุกถือผ้าห่ม และหมอนขึ้นไปวางบนเตียงเบาๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นไปนั่งลงบนเตียงช้าๆ และลอบมองคนหลับไปด้วยว่าจะตื่นขึ้นมาอาละวาดเขาไหม เมื่อเห็นว่าคนบนเตียงยังนิ่ง เขาจึงได้ใจ ค่อยๆ ล้มตัวนอนลงบนเตียงนุ่ม แล้วหยุดนิ่ง นอนรอดูอาการของคนบนเตียง แต่พอเห็นว่าซื่อหนานยังนิ่ง ไม่ขยับ ตะวันกล้าจึงค่อยๆ ยื่นมือไปที่เอวของซื่อหนาน แล้ววางมันอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นว่าพี่ชายฝาแฝดยังนิ่งไม่รู้สึกตัว ตะวันกล้าจึงขยับเข้าไปซุกที่แผ่นหลังของซื่อหนาน ซึมซับอุ่นไอของอีกฝ่ายครู่ใหญ่ก็น้ำตาซึมออกมาแล้วพูดเสียงสั่นเครือ... 

“ผมรู้ว่าพี่ไม่อยากตั้งท้อง...” 

“........” 

“พี่ไม่เต็มใจและกำลังเป็นทุกข์เพราะเขาบังคับพี่” 

“........” 

“ไหนจะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของพี่....ที่พบเจอแต่ความทุกข์เพราะการฝึกร่างกายบ้าๆ นั่นและเขาก็ไม่เคยเข้าไปช่วยพี่เลยสักครั้ง...” เขาเคยสัมผัสความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของซื่อหนานได้ รวมไปถึงความเจ็บปวดทางกายที่ได้รับอย่างแสนสาหัส เขาสัมผัสได้ว่าในเวลานั้นซื่อหนานต้องการให้ใครสักคนช่วย แต่ไม่มีใครช่วยซื่อหนานเลยสักคน ตะวันกล้าที่สัมผัสความรู้สึกเหล่านั้นได้ตลอดเลยรู้สึกผิดมากๆ ที่ไม่สามารถไปอยู่ตรงนั้นได้.... 

“........” 

“ผมรู้สึกมาตลอดเลยนะ ผมรู้สึกผิดด้วย...ที่ช่วยอะไรพี่ไม่ได้” 

“.......” 

“ขอโทษ...ขอโทษที่ปล่อยให้อยู่คนเดียวมานาน” เขาพยายามห้ามน้ำตาแล้ว แต่มันห้ามไม่อยู่ วันนี้เขาเจอเรื่องที่หนักหนาสาหัส และมันส่งผลต่อจิตใจของเขามากทีเดียว มันทำให้เขารู้สึกผิด เสียใจ และหวาดหวั่น ตะวันกล้ากระชับกอดพี่ชายมุดหน้าลงไปที่แผ่นหลังของพี่ชาย แล้วสะอื้นออกมา “...พี่เจ็บมาก...ผมรู้ และผมจะไม่ยอมให้พี่เจ็บอีกแล้ว...” 

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมจะอยู่ข้างพี่....” เพราะนั่นคือสิ่งที่ซื่อหนานต้องการมาตลอด แค่ใครสักคนที่อยู่ข้างเขา... 

ตะวันกล้าพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ ปนสะอื้นไห้ เขารับรู้ความเจ็บปวดของซื่อหนานมาตลอด เขาเศร้าอยู่ในใจโดยไม่รู้สาเหตุ เขาเจ็บปวดตามพี่ชายฝาแฝดอยู่ตลอดเวลาแม้เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัวมาตาวี แต่เขายังเห็นพี่ชายในใจของเขามาตลอด โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย อาจมีบ้างที่เขารู้สึกอัดอั้นตันใจ แล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขาไม่รู้ว่าซื่อหนานถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร แต่มันต้องเป็นวิธีการที่โหดร้าย และโหดเหี้ยมมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นพี่ชายเขาจะเศร้าทำไม ความจริงแล้วพี่ชายของเขาไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ถูกทำให้เป็นแบบนั้น เขาสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนลึกๆ ในใจของซื่อหนาน และเขาก็รู้ว่าซื่อหนานเองก็สัมผัสสิ่งที่อยู่ในใจของเขาได้เหมือนกัน เขาดีใจที่ยังสามารถส่องสว่างในใจของพี่ชายได้ ยามที่เขามีความสุข ยิ้ม หรือหัวเราะ ซื่อหนานจะต้องสัมผัสถึงมันได้แน่ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีท่าทีเคลิ้มไปกับการกอดเขาเมื่อยามพบหน้ากันหรอก และเขาเองก็อยากจะใช้ชีวิตกับอยู่กับพี่ชายฝาแฝดคนนี้ด้วย ตะวันกล้ายิ้มออกมาทั้งน้ำตากับความคิดของตน ก่อนจะหลับตาพริ้มแล้วผล็อยหลับไปในที่สุด 

ซื่อหนานลืมตาขึ้นในความมืดก้มลงมองมือที่กอดเอวเขาไว้ด้วยสายตานิ่งๆ เขาไม่ได้หลับ เขารู้ทุกการกระทำของตะวัน ได้ยินทุกอย่างที่ตะวันพูด แม้เขาจะไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่ก็ตั้งใจฟังสิ่งที่ตะวันพูดโดยไม่คิดขัดขวาง คำพูดของตะวันกล้ากระแทกเข้ามาในใจของเขาอย่างจัง ทำให้เขาหวนคิดถึงอดีตที่เคยตั้งคำถามกับพ่อว่าทำไมปู่ถึงฝึกเขาหนักมาก หนักจนตัวเขาลายพร้อยทุกวัน ตอนนั้นพ่อก็ได้แต่ตอบเขาว่าที่ปู่ทำก็เพื่อให้เขาแข็งแกร่ง จะได้ไม่มีใครรังแก เพราะยังเด็กตอนนั้นเลยอยากได้รับการปกป้องจากพ่อบ้าง แต่พ่อ....ก็ไม่สามารถทำลายกำแพงของปู่เข้ามาช่วยเขาได้เลยสักครั้ง จนในที่สุด...เขาก็สิ้นหวังในตัวพ่อ และเริ่มเห็นดีเห็นงามกับปู่ว่าพ่ออ่อนแอเกินไป มีแต่เป็นอย่างปู่เท่านั้นที่จะทำให้เขาอยู่รอด....แต่ไม่คิดเลยว่า....ความรู้สึกของเขาในเวลานั้น ตะวันกล้าจะสัมผัสถึงมันได้.... 

ซื่อหนานเริ่มคิดถึงสิ่งที่พ่อต้องการทำ....ล้มพรรคแล้วออกมาใช้ชีวิตปกติธรรมดา? อย่างเขาน่ะหรอ อย่างเขาที่ฆ่าคนมานักต่อนัก ที่กลายเป็นเครื่องจักรสังหารไปแล้วจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้? เขามองไม่เห็นทางเลย ยิ่งมาท้องแบบนี้ด้วย แล้วเขาจะใช้ชีวิตปกติธรรมดาได้ยังไง 

เขาเป็นมาเฟีย เป็นผู้นำพรรค แล้วจู่ๆ ก็ต้องเปลี่ยนหน้าที่มาเป็นแม่ของลูกศัตรู! แค่คิดเขาก็เจ็บไปทั้งใจแล้ว! 

“อื้ม...” ตะวันครางในลำคออย่างมีความสุข มุดหน้าลงซบแผ่นหลังของซื่อหนาน ลมหายใจอุ่นร้อนของตะวันสัมผัสเข้าไปกับแผ่นหลังของเขา มันทำให้เขาชะงัก แล้วก้มมองที่มือของตะวันที่เอวตัวเองไว้ด้วยสายตาครุ่นคิดว่าจะเอามือของอีกฝ่ายออก แต่สุดท้ายไม่รู้ทำไมเขาก็ตัดสินใจลองวางมือทับลงบนมือของตะวัน แล้วหลับตาลงไปอย่างอ่อนเพลีย 

ที่บอกว่าจะอยู่ข้างเขา...นายจะอยู่ตลอดไปหรือเปล่า ตะวัน...ดวงตะวันที่ฉายแสงเพียงตอนกลางวัน ส่วนในความมืดนายก็หายไป...นายจะมาอยู่ข้างฉันได้ยังไง....ฉันมองไม่เห็นทางเลย..... 

 

................. 

 

หลับสบายจัง ตะวันคิดแล้วยิ้มบางออกมาทั้งที่ยังหลับตา ร่างโปร่งบิดขี้เกียจแล้วควานมือไปข้างๆ เพื่อกอดคนที่นอนข้างเขามาตลอดคืน แต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อคว้าได้เพียงอากาศ ปราศจากร่างโปร่งของซื่อหนาน ตะวันกล้าลืมตา แล้วลุกขึ้นนั่งบนเตียงหันซ้ายหันขวามองหาซื่อหนานอย่างตกใจว่าอีกฝ่ายหายไปไหน แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นซื่อนานเดินออกมาจากห้องน้ำโดยนุ่งผ้าขนหนูแค่ผืนเดียว ซื่อหนานปรายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วหมุนตัวเดินหันหลังให้ตะวันกล้าไปที่ตู้เสื้อผ้า ตอนนี้เองตะวันกล้าสะดุดเข้ากับปานแดงที่บั้นเอวของซื่อหนาน 

“พี่มีปานด้วยหรอ” 

“.........” 

“ผมก็มีนะ อยู่ไหล่ซ้าย เป็นวงกลม แล้วของพี่เป็นรูปอะไร” ตะวันถามเสียงร่าหวังว่าพี่ชายจะมีปานรูปเดียวกัน 

ซื่อหนานเหลือบมองตะวันอย่างเหยียดๆ ที่อีกฝ่ายมีปานเป็นรูปวงกลม ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า “มังกร” 

“เฮ้ย! จริงดิ! ฟ้าลำเอียงนี่หว่า” ให้ซื่อหนานเป็นรูปมังกร แต่ของเขาเป็นวงกลม มันดูโหลๆ ยังไงไม่รู้ 

“เพราะฉันเกิดมาเพื่อเป็นมังกร” ซื่อหนานบอกเสียงเรียบ ตะวันกล้าลุกขึ้นยืนข้างเตียงแล้วบิดไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยขบ 

“แต่มองๆ ไปก็เหมือนกิ้งกือนะ มังกรของพี่น่ะ” ตะวันกล้าพูดขำๆ 

ซื่อหนานที่กำลังจะสวมเสื้อคิ้วกระตุกนิดๆ เพราะไม่เคยมีใครเคยว่าเขามาก่อน ด้วยความฉุนจึงหันไปมองหน้าตะวันกล้านิ่ง 

“พ่องมึงหรอ มึงใช้ตาไหนมอง” 

“อ้าว? พ่อผมก็พ่อพี่ไหม อีกอย่างผมก็ใช้ตาซ้ายกับตาขวานั่นแหละดู” ปากอย่างนี้ไงอย่าหวังเลยว่าจะอยู่รอดในสายตาของเต๋อหัวได้น่ะ! “อย่างนายเปลี่ยนเป็นฉันได้แค่สามวันก็ถูกจับได้แล้ว คนอย่างนายทำไม่ได้หรอก” ซื่อหนานปรามาส 

“ลองดูไหมละ! ผมจะทำให้พี่ดู ถ้าผ่านไปสามวันแล้วยังรอด พี่ต้องสัญญากับผมว่าพี่จะคลอดหลานๆ ผมออกมาอย่างปลอดภัย แล้วเรากับพ่อก็ออกไปใช้ชีวิตด้วยกันโดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับพวกมาเฟียอีก!” 

“!!!” 

 

 

 

 

============================== 

แล้วๆๆๆๆ จะเป็นยังไงต่อไปน้าาา>O 

ขอบอกก่อนนะคะว่านิยายเรื่องนี้เป็นนิยายรีไรท์ซึ่งไปๆมาๆแล้วจะแตกต่างจากของเดิมอยู่มาก จะเป็นยังไงรอลุ้นกันน้า  

ปล.ขอโทษด้วยที่ไรท์ไม่สามารถรีไรท์ได้เร็ว เพราะมันมีอะไรที่จะต้องตัดแต่งเยอะมากๆ 

สุดท้ายนี้พูดคุยเล่นกันได้ที่  

V 

V 

V 

ไอเรนเยีย 

แฮชแท็กที่ใช้ 

#ดวงตะวันกับมังกร  

ความคิดเห็น