facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

12.รุกขเทวดาตัวร้าย

ชื่อตอน : 12.รุกขเทวดาตัวร้าย

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 33.7k

ความคิดเห็น : 154

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ค. 2563 03:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 800
× 0
× 0
แชร์ :
12.รุกขเทวดาตัวร้าย
แบบอักษร

12.รุกขเทวดาตัวร้าย 

  

               แก้วเจ้าจอมตื่นขึ้นมาอีกทีในช่วงเช้าตรู่ของอีกวัน อาการเมาค้างมันทรมานจนเธอเข็ดแล้วก็คงไม่กล้าดื่มเหล้าอีก ตอนดื่มก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แต่พอถึงช่วงเวลาสำคัญเธอกลับหลับไปอย่างน่าเจ็บใจ เธอจำได้ลางๆ ว่าเมื่อคืนนั้นเธอกับผู้กองพนากำลังจะ... เขากำลังจะกลืนกินเธออย่างที่ใจเธอหวังแต่เธอก็ดับหลับไปไม่เป็นว่า ใส่ตายสิ ไม่รู้ว่าพอเธอหลับไปแล้วเขาจัดการกับเธอยังไงต่อ เขาลักหลับเธอรึเปล่า...ไม่น่าจะใช่เพราะเธอไม่รู้สึกผิดปกติอะไรที่ร่างกายเลย เรื่องแบบนี้คนเป็นหมอเขารู้ดี 

               “ตื่นแล้วหรอขี้เมา” พอเธอขยับตัวตื่น คนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตรงโต๊ะทำงานก็ถามขึ้น สีหน้าและแววตาชวนเอาเรื่องมากๆ จนแก้วเจ้าจอมต้องนึกให้ดีๆ ว่าเผลอทำอะไรให้เขาโกรธรึเปล่า ที่ผ่านมาเธอออกจะเป็นเด็กดีเชื่อฟังเขาทุกอย่างนะ 

               “ปวดหัวล่ะสิ” ผู้กองพนาเดินเข้ามาหาเธอ ใบหน้าเรียบเฉยแต่ที่ริมฝีปากกลับกระตุกยิ้มอย่างเคืองๆ พอเห็นแบบนี้แก้วเจ้าจอมก็ยิ่งสงสัย เขาไปกินรังแตนที่ไหนมา 

               “พี่พนา...แก้วมาอยู่ที่บ้านได้ยังไง” 

               “ก็อุ้มกลับมาน่ะสิ” เขานั่งลงข้างเตียงแล้วประคองตัวเธอขึ้นมานั่ง แต่คนเมาค้างก็ยังต้องกุมศีรษะเอาไว้ ปวดหัวแทบระเบิดแล้วเนี่ย สองมือเล็กๆ กุมศีรษะตัวเองเอาไว้ก่อนจะเอียงคอมองสามีอย่างน่ารักเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน 

               “...โกรธแก้วเรื่องเมื่อคืนหรอคะ” 

               “แล้วมันน่าให้โกรธมั้ยล่ะ” ผู้กองพนาเค้นเสียงดุใส่พลางยื่นมือไปบีบแก้มของเธอเบาๆ เด็กขี้เมา มันน่าฟาดก้นแรงๆ นัก “มาทำให้อยากแล้วก็จากไป สนุกนักหรอเล่นมาหลับกลางทางทิ้งพี่คว้างกลางอากาศแบบนี้” พอเขาว่าแก้วเจ้าจอมก็หัวเราะออกมาทันทีแล้วนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่เธอจะหลับไป ตอนนั้นเป้ากางเกงของเขาตุงมาก อาวุธประจำกายพร้อมใช้งานแต่ว่า... 

               “งั้น...เรามาต่อกันใหม่มั้ยคะ” นิ้วเล็กๆ ทำท่าจะแกะกระดุมเสื้อของเขาออก ผู้กองพนาก็เลยตีที่มือของเธอเข้าให้  

“ทำกับพี่ขนาดนี้แล้วคิดหรอว่าจะได้เห็นขาอ่อนพี่ง่ายๆ” 

               “แก้วไม่ดูขาอ่อนก็ได้ค่ะ ขอดูอย่างอื่นที่มันอยู่ระหว่างขาอ่อนของพี่พนาแทนแล้วกัน” 

               “นี่!” ผู้กองพนาทำตาขวางใส่ แต่พอเห็นรอยยิ้มหวานๆ ซื่อๆ ของเธอเขาก็นึกหมั่นเขี้ยวขึ้นมาแล้วรวบตัวเธอขึ้นมาอุ้มพาดไหล่ในทันทีก่อนจะตีก้นแรงๆ ให้หายเจ็บใจ 

               “นางไม้ขี้เมา นี่แนะ! นี่แน่ะ!” แก้วเจ้าจอมกรีดเสียงหัวเราะลั่นที่ถูกเขาแกล้ง สองแขนเล็กๆ กอดรอบคอเขาเอาไว้เมื่อผู้กองพนาตีก้นเธอไม่หยุดแล้วยังหมุนตัวไปมารอบๆ บ้าน เหมือนตั้งใจจะหยอกเธอมากกว่าตีจริงๆ เสียอีก 

               แต่ยิ่งเขาตีก้นเธอแก้วเจ้าจอมก็ยิ่งกอดเขาแน่น หยุดกรีดร้องและหัวเราะแล้วซุกหน้าเขากับไหล่กว้างของเขาเมื่อจำได้ว่าเมื่อคืนนี้...เขาสัมผัสเธอยังไงบ้าง แก้วนวลแดงก่ำเมื่อถูกปล่อยให้ยืนแล้ว ตอนนี้เนื้อตัวของเธอไร้ซึ่งชุดชั้นใน มีเพียงแค่เสื้อเชิ้ตของเขาที่ใส่คลุมร่างจนดูโล่งไปหมด เธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาเขาแล้วกอดเขาแน่น มีความสุขกับการได้อยู่กับเขาแบบนี้ 

               “ถ้าแก้วทำให้พี่พนาค้าง...ทำไมไม่ลักหลับแก้วล่ะคะ” 

               “เรื่องแบบนี้มันต้องมีความสุขร่วมกันไม่ใช่หรอ” ผู้กองพนากอดและลูบไล้กายของเธอไปมาก่อนจะก้มลงมาจูบที่หน้าผากของขี้เมาตัวน้อยเบาๆ “พี่ไม่ชอบลักหลับใคร” 

               “แล้ว...พี่พนาเดินกลับบ้านยังไงคะ หืม” นิ้วเล็กๆ จิ้มมาที่หน้าท้องของเขาก่อนจะจิ้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนเกือบจะถึงจุดอันตรายผู้กองพนาจึงรีบคว้ามือเธอมาตีเบาๆ อีก 

               “เป็นหมอไม่ใช่หรอ คิดเอาสิว่าทำยังไง” เขาหลบสายตา หน้าตาแดงก่ำ แก้วเจ้าจอมที่รู้ดีว่าเขาจัดการกับตัวเองยังไงจึงได้เอื้อมตัวขึ้นไปจุ๊บที่ปลายคางของเขา 

               “งั้น...เรามาเอาใหม่มั้ยคะ รับรองเลยว่าแก้วไม่หลับแล้วแน่ๆ” แก้วเจ้าจอมซบแก้วลงกับอกแกร่งของเขาแล้วอ้อนเสียงหวาน มีความสุขเหลือเกินเช้านี้...ถ้าไม่มีอาการเมาค้างจนปวดหัวนะ 

               “รับปากกับพี่ได้มั้ยว่าต่อไปจะไม่ดื่มอีก ต่อให้จะคอแข็งมากแค่ไหนพี่ก็ไม่อยากให้แก้วดื่ม” 

               “แก้วเมาแล้วไม่น่ารักหรอคะ” 

               “เปล่า พี่กลัวแก้วจะเมาแล้วไปอ่อยคนอื่นเหมือนกับที่อ่อยพี่เมื่อคืนนี้” ผู้กองพนาบอก เธอหอมหวานไปทั้งตัวจนเขาหวง เขาไม่อยากให้ใครมาแตะต้องเธอ เธอเป็นของเขาคนเดียว 

               “แก้วมีสติค่ะ แก้วจะอ่อยผัวของแก้วคนเดียว ถ้าเมื่อคืนนี้แก้วไม่มีสติแก้วจะจำทุกเรื่องทุกๆ อย่างได้ยังไง แก้วจำได้ด้วยนะว่า...เมื่อคืนพี่พนาทำอะไรกับแก้ว” เธอดึงมือของเขามากุมแล้วจูบเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา 

               “แก้วชอบทุกๆ สัมผัสของพี่พนานะคะ แก้วชอบจูบของพี่พนา ชอบให้พี่พนาลูบไล้ไปตามตัวแก้ว ชอบ...” เธอปลดกระดุมเสื้อออกแล้ววางมือของเขาเอาไว้บนหน้าอกที่เต็มไปด้วยรอยจูบและรอยฟันจากเขา “แก้วชอบให้พี่สัมผัสแก้วแบบนี้ ทั้งสัมผัสด้วยมือแล้วก็ด้วยปาก...พี่พนาสัมผัสแก้วแบบเมื่อคืนอีกนะคะ” แก้วเจ้าจอมปลดเสื้อเชิ้ตออกจากกายจนตอนนี้เนื้อตัวของเธอเปลือยเปล่า เนื้อกายด้านบนเต็มไปรอยจูบของเขา ยิ่งเธอขาวผุดผ่องมากแค่ไหนก็ยิ่งเห็นรอยรักชัดเจน มือของผู้กองพนาลูบไล้กายที่เปลือยเปล่าของเธอไปตามมือของเธอที่นำพา ความเนียนนุ่มของกายเธอทำให้ผู้กองพนาหัวใจเต้นแรง เธอสวยมากเหลือเกิน ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่มีส่วนไหนในร่างกายของเธอเลยที่มีจุดบกพร่อมหรือจุดตำหนิ หากเปรียบกับงานศิลปะ เธอคือรูปปั้นที่งดงาม สมบูรณ์และล้ำค่ามากที่สุดในโลก  

               “...แก้วอยากอาบน้ำ...พี่พนาไปอาบน้ำให้แก้วนะคะ” เธอกอดเขาแล้วเริ่มลูบไล้เขาบ้าง ก็อายอยู่เหมือนกันที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ แต่การที่เช้านี้เธอมาอยู่ในสภาพนี้ได้เขาก็คงจะเห็นอะไรๆ ของเธอหมดแล้ว เขากับเธอเคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน เธอเชื่อว่าเขาต้องเคยทำมากกว่านี้ 

               “มีค่าอาบน้ำให้พี่รึเปล่าล่ะ” 

               “ถ้าเป็นเงินแก้วไม่มี แก้วมีแค่ตัวกับหัวใจ พี่พนาอยากได้มั้ยคะ” 

               “หึ! ไม่น่าถาม” เขาแสยะยิ้มออกมาแล้วช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มเพื่อจะพาไปอาบน้ำ ไอ้ที่ค้างๆ คาๆ เมื่อคืนนี้เขาจะขอจัดการต่อให้เรียบร้อยมันเช้านี้ซะเลย ตบะแตกขนาดนี้แล้วจะให้เข้าฌานใหม่ก็คงต้องใช้เวลาและต้องตั้งหลักกันเสียก่อน ซึ่งตอนนี้เขาไม่มีเวลากลับไปเข้าฌานต่อแล้ว 

               แก้วเจ้าจอมยกสองแขนกอดรอบคอของเขา หยิบแก้มของเขาเบาๆ อย่างแสนรัก แต่ยังไม่ทันที่เธอกับเขาจะได้เดินเข้าห้องน้ำไปเลยเสียงเคาะประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง 

               ก๊อกๆๆๆ 

               “ผู้กองครับ ผู้กอง” เสียงผู้หมวดเผ่าเทพดังขึ้นที่หน้าบ้านทำให้ผู้กองพนาต้องรีบยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู...นี่ยังไม่ถึงเวลาเข้าเวรนี่ ทำไมผู้หมวดเผ่าเทพถึงมาหาเขาแต่เช้าแบบนี้ 

               “งื้ออออ” แก้วเจ้าจอมครางเสียงในลำคอออกมาอย่างขัดใจเมื่อผู้กองพนาวางเธอลงแล้วดึงเอาผ้าห่มมาห่อตัวให้อย่างมิดชิดราวกับเธอเป็นดักแด้ จากนั้นเขาก็ผลักดักแด้อย่างเธอให้ลงไปนั่งบนเตียงอย่างเรียบร้อยก่อนจะเดินออกไปเปิดประตูบ้านให้ผู้หมวดเผ่าเทพ 

               “มีอะไรรึเปล่า” ผู้กองพนาถามแล้วปิดประตูบ้านเอาไว้เพื่อไม่ให้ผู้หมวดเผ่าเทพเห็นดักแด้ของเขาที่นั่งทำหน้างออยู่ด้านใน ในขณะที่ผู้หมวดเผ่าเทพกลับแอบจ้องจับผิดเพราะได้กลิ่นหอมๆ ติดตัวผู้กองพนามามากกว่าทุกๆ วัน เมื่อคืนนี้เมียนางไม้คงจะเมามาก ภายในบ้านพักคงมีสงครามบนเตียงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน 

               “หมวด จะจ้องหน้าผมอีกนานมั้ย มีอะไรก็ว่ามาสิ” พอถูกถามย้ำผู้หมวดเผ่าเทพก็รีบปรับสีหน้าใหม่จนดูเคร่งเครียดมากขึ้นก่อนจะรายงาน 

               “มีแขกมาขอพบผู้กองครับ” 

               “ใคร” 

               “ผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 ครับ” 

               “อะไรนะ” ผู้กองพนาทั้งตกใจและแปลกใจในเวลาเดียวกัน ก็กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ไม่ใช่หรอ แล้วผู้กำกับจากเชียงใหม่ทำไมถึงมาขอพบกับเขาที่อยู่ยะลาได้ล่ะ 

               “ผู้กำกับท่านขอพบผู้กองเป็นการส่วนตัวครับ” 

               “ท่านบอกรึเปล่าว่ามีธุระอะไรกับผม ทำไมต้องขอพบเป็นการส่วนตัว กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนภาคเหนือมาเกี่ยวกับอะไรกับงานทางภาคใต้” 

               “ผมก็ไม่ทราบครับ แต่ท่านยืนยันว่าจะเจอกับผู้กองให้ได้ แล้ว...” 

               “แล้วอะไร” 

               “ผมคิดว่าผู้กำกับท่านนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์น่ะครับ ก็อย่างที่เรารู้ๆ กันว่าวันที่เกิดเหตุกับคุณแก้ว ก็ได้มีคดีคล้ายๆ กับเกิดขึ้นที่แม่ฮ่องสอนกับที่นครพนมด้วย...ผู้กำกับคนนี้แหละครับผู้กองที่เป็นคนจัดการเรื่องคดีที่แม่ฮ่องสอน ผมรู้สึกไม่ไว้ใจท่านยังไงก็ไม่รู้ก็เลยให้หมวดศิวะรับหน้าเอาไว้ก่อน” พอผู้หมวดเผ่าเทพป้องปากบอกถึงเรื่องนี้ผู้กองพนาก็ถึงกับฉุนจัดขึ้นมาทัน อ้อ! ถึงว่าสิถ่อมาไกลตั้งขนาดนี้ ที่แท้ก็ไอ้พวกแมงดาเอาเครื่องแบบของตำรวจมาบังหน้านี่เอง เครือข่ายคงจะมีอยู่ทั่วประเทศล่ะสิท่า แล้ววันนี้นึกยังไงถึงได้คิดจะมาหาเขาถึงที่นี่ จะมาขอตรวจค้นฐานของเขาอีกล่ะสิ 

               “ไอ้พวกแมงดาหากินบนความทุกข์ของผู้หญิง พวกมันกัดแก้วไม่ปล่อยเลยจริงๆ ท่าทางวันนี้เราจะได้เล่นซ่อนแอบกันแล้วล่ะหมวด” ผู้กองพนาว่าก่อนจะบอกให้ผู้หมวดเผ่าเทพรออยู่ด้านนอกแล้วเขาจึงได้กลับเข้าไปหาแก้วเจ้าจอมที่ยังเป็นดักแด้อยู่บนเตียง พอเห็นเขาเดินกลับมาหาเธอก็รีบยิ้มหวานให้เขาทันทีเพราะคิดว่าเขาคงคุยธุระเสร็จแล้วและจะได้พาเธอไปอาบน้ำเสียที 

               “แก้ว พี่มีธุระด่วน เดี๋ยวพี่จะให้หมวดเทพพาแก้วไปซ่อนตัวก่อนนะ” 

               “ซ่อนตัว” ทำไมต้องซ่อนตัว แก้วเจ้าจอมไม่เข้าใจ ถ้าเขามีธุระก็ไปทำเสียสิเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร เธอก็ไม่เคยไปยุ่งเรื่องงานของเขาอยู่แล้ว 

               “ไอ้พวกคนร้ายที่มันตามล่าแก้วมันมาที่นี่ พี่จะต้องออกไปรับมือกับมันเพราะฉะนั้นพี่จะให้แก้วไปซ่อนตัวก่อน ไว้ทุกอย่างเคลียร์แล้วพี่จะไปรับแก้วกลับมา” พอได้ยินว่าคนร้ายมาตามหาเธอแก้วเจ้าจอมก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้ นี่พวกมันยังต้องการจะฆ่าเธอให้ตายจริงๆ ใช่มั้ย เธอจำไม่เห็นได้เลยว่าเคยไปมีเรื่องกับพวกมันตอนไหน 

               “พี่พนา...” 

               “ไม่ต้องกลัวนะครับ” ผู้กองพนารีบเข้ามากอดเธออย่างปลอบขวัญ ถ้าใครจะมาทำร้ายเธอล่ะก็มันต้องข้ามศพของเขาไปก่อน “พี่บอกแล้วไงว่าพี่จะปกป้องดูแลแก้วให้ดีที่สุด แก้วไม่ต้องห่วงนะ พี่จะรีบออกไปเคลียร์กับพวกมันให้รู้เรื่องแล้วพี่รับรองว่าหลังจากวันนี้เป็นต้นไปพวกมันจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับแก้วที่นี่อีก แก้วไปซ่อนตัวก่อนนะ ที่ป่าหิ่งห้อยเป็นที่ลับส่วนตัวของพี่ ไม่มีใครไปที่นั่นหรอก แล้วพี่ก็ไม่ให้แก้วไปคนเดียวด้วย พี่จะให้หมวดเทพเขาตามไปคุ้มครองแก้ว” 

               “ไม่เอา” ถ้าเธอจะไปซ่อนตัวเธอก็อยากจะไปคนเดียว เรื่องอะไรจะให้ผู้หมวดเผ่าเทพไปด้วย เธอรู้สึกไม่เชื่อใจเขา ถึงเขาจะเคยบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับเธอแต่เธอก็เห็นว่าเขาชอบแอบมองเธอบ่อยๆ ถ้าเป็นผู้หมวดศิวะก็ว่าไปอย่าง รายนั้นน่ะเป็นคนตรงๆ เปิดเผยไม่มีอะไรแอบแฝง แล้วเขาก็ไม่ได้แอบคิดอะไรกับเธอเหมือนผู้หมวดเผ่าเทพด้วย 

               “แก้วไม่อยากไปกับหมวดเทพ” 

               “ทำไมล่ะ เขาเป็นลูกน้องคนสนิทของพี่ เขาเป็นคนดีแล้วก็เชื่อใจได้นะแก้วไม่ต้องกลัวเขาหรอก” 

               “แต่ว่า...” 

               “ตอนนี้เราไม่มีเวลาแล้วนะ แก้วต้องรีบไปซ่อนตัวได้แล้ว เดี๋ยวพี่จะจัดการเก็บของใช้ส่วนตัวของแก้วไปซ่อนให้ มานี่เร็ว” แล้วผู้กองพนาก็จับเธอแต่งตัวให้เรียบร้อยพร้อมกับเก็บของใช้ส่วนตัวของเธอใส่เป้มาส่งให้ แม้แก้วเจ้าจอมจะอิดออดไม่อยากไปแต่ตอนนี้ผู้กองพนาก็ไม่ได้มีเวลามาเอาใจคนงอแงแล้ว ดังนั้นพอแต่งตัวเก็บกระเป๋าให้เธอเสร็จเขาก็พาเธอออกมาหาผู้หมวดเผ่าเทพที่ยืนรออยู่ด้านนอกทันที 

               “ไปหมวด รีบพาแก้วไปซ่อนตัว แก้วเขารู้ว่าต้องไปซ่อนที่ไหน” ผู้กองพนาสั่ง ผู้หมวดเผ่าเทพเลยหันมามองทางเธอ ไม่ยักรู้ว่าเธอกับผู้กองจะมีสถานที่ลับเป็นส่วนตัวกันด้วย 

               “ดูแลตัวเองดีๆ นะ แล้วพี่จะรีบไปรับ” ผู้กองพนาหันมาบอกกับแก้วเจ้าจอมอีกก่อนจะก้มลงมาจุ๊บที่ปากของเธอเบาๆ ทำเอาเธอเขินจนหน้าแดง จนเมื่อผู้กองพนาเดินกลับไปที่ฐานแล้วแก้วเจ้าจอมก็ยังมองตามเขาอยู่ จากที่ตอนแรกเธอมองเขาอย่างแสนรัก แต่พอเขาเดินลับไปไกลแล้วเธอก็มองตามเขาไปด้วยความเป็นห่วง 

               “คุณแก้วครับ เชิญครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพเรียกเธอพร้อมกับผายมือเชิญ ส่วนอีกมือก็ยื่นมาเพื่อจะถือเป้ให้แต่แก้วเจ้าจอมกลับกอดกระเป๋าเป้เอาไว้แน่นแล้วออกเดินนำเขาไปที่ป่าหิ่งห้อยแต่โดยดี ผู้หมวดเผ่าเทพที่เดินตามเธอไปจึงต้องจัดการลบร่องรอยของเธอกับเขาออกจากทางด่านเพื่อไม่ให้มีใครแกะรอยตามไปได้ 

  

 

 

               ผู้กำกับไกรจักรหรือผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 นั่งอยู่ในส่วนรับรองแขกภายในอาคารอำนวยการและข้างกายมีฟ้ามุ่ย ภรรยาสุดที่รักนั่งอยู่ด้วย และนอกจากผู้กำกับไกรจักรกับภรรยาแล้ว ก็ยังมีชายหนุ่มอีกคนติดตามคนทั้งคู่มา เขาก็ยืนอยู่ที่ระเบียงหน้าอาคารอำนวยการ แม้จะแต่งกายด้วยกางเกงยีนและเสื้อเชิ้ตธรรมดาๆ แต่บุคลิกและรูปร่างสูงบึกบึนก็ทำให้ใครๆ ในฐานแห่งนี้พอจะเดาออกว่าเขาเองก็คงเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยเหมือนกัน ผู้หมวดศิวะที่อยู่รับรองแขกได้แต่มองชายหนุ่มรายนี้อย่างไม่ชอบใจ ไอ้หนุ่มนี่เหมือนจะอายุน้อยกว่าเขาอยู่หลายปีแต่ท่าทีจองหองนี่สิเห็นแล้วไม่ถูกชะตาด้วยเลย เขาอายุเยอะกว่าแทนที่จะเคารพกันบ้าง นี่อะไร มันมองเขาอย่างกับมองโจรผู้ร้าย เล่นมันซักทีดีมั้ยเนี่ย โธ่เอ้ย! ไอ้พวกแมงดาจับผู้หญิงไปขาย คิดว่ามากับผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนแล้วเขาจะกลัวหรอ 

               “ซีล อาว่ามานั่งก่อนเถอะนะ นี่เราก็มากันแต่เช้าก่อนเวลาราชการด้วยซ้ำ มาก็ไม่ได้บอกกล่าวเขาล่วงหน้า เจ้าหน้าที่ที่นี่เขาก็มีงานยุ่งกัน อาจจะมาช้าหน่อยเป็นธรรมดานะ” ฟ้ามุ่ยบอกหลานชาย แม้จะรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ก็ตามเพราะหลานชายคนนี้ยากที่จะเชื่อฟังใครง่ายๆ แม้ภายนอกจะดูสุขุมเยือกเย็นเหมือนกับผู้เป็นพ่อบุญธรรม แต่ความรั้นและไม่เคยฟังใครนั้นกลับเหมือนพ่อผู้ให้กำเนิดเสียมากกว่า 

               “แค่ผมคิดว่าไนเปอร์อาจจะอยู่ที่นี่ผมก็ทำใจเย็นไม่ได้แล้วล่ะครับคุณอา...ผมคิดถึงไนเปอร์” น้ำเสียงแสนเศร้าสร้อยของเขาทำให้ฟ้ามุ่ยต้องลุกขึ้นเดินเข้าไปหาแล้วลูบหลังเบาๆ อย่างให้กำลังใจ แต่พอหันมาเห็นว่าผู้หมวดศิวะยังคงยืนคอยดูแลอยู่ผู้กองกรินทร์กับฟ้ามุ่ยก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เพราะในเวลานี้พวกเขาไม่อยากจะพูดอะไรออกมาให้มากเพราะผู้หมวดนายนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหนเนื่องจากอีกฝ่ายก็ดูจะไม่ไว้ใจพวกเขาด้วยเช่นกัน 

               เพราะการตามหาแก้วเจ้าจอมภายในฐานและหน่วยงานทางทหารทั้งหมดของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไม่พบร่องรอยของเธอเลยแม้แต่น้อย ผบ.กรันณ์ก็เลยคิดว่าพวกเขาควรจะตามหาที่ฐานและหน่วยงานของทางตำรวจบ้าง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้กำกับไกรจักรต้องเดินทางลงมาที่ยะลา ในฐานะของนายตำรวจที่มียศตำแหน่งที่สูงอยู่พอควร เขาน่าจะมีอำนาจอยู่บ้างในการตามหาหลานสาว โดยเฉพาะตำรวจตระเวนชายแดน ดังนั้นในระหว่างที่ทุกคนแยกกันออกตามหาแก้วเจ้าจอม ผู้กำกับไกรจักรจึงรับหน้าที่ตามหาเธอที่ฐานและหน่วยงานของตำรวจตระเวนชายแดนทั้งหมดในพื้นที่สามจังหวัดชายแดน อย่างน้อยเขาก็มีเพื่อนพี่น้องที่ประจำการอยู่ที่นี่มากมาย เขาน่าจะช่วยทุกคนได้มากและ...เพื่อลูกชายคนโตของตัวเองที่ขอร้องให้เขาตามหาแก้วเจ้าจอมให้เจอ สำหรับอรินแล้วแก้วเจ้าจอมเป็นมากกว่าพี่สาวของเขา ด้วยโตมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกันและลงประจำการทำงานที่เดียวกัน อรินกับแก้วเจ้าจอมจึงเป็นเงาของกันและกันที่จะติดตามกันไปในทุกๆ ที่ และที่สำคัญ...แก้วเจ้าจอมคือหัวใจทั้งดวงของอริน เพื่อหัวใจของลูกชายแล้วผู้กำกับไกรจักรจึงต้องพยายามที่จะตามหาแก้วเจ้าจอมให้พบแม้ว่าจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม 

               ผู้หมวดศิวะดีใจไม่น้อยที่ผู้กองพนาเดินทางมาถึงอาคารอำนวยการแห่งนี้แล้ว เมื่อผู้เป็นนายมา ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ก็ต้องไปยืนประกบเป็นแบ็คหลังที่ดีให้กับผู้เป็นนายด้วย ผู้กำกับไกรจักรเคยได้ยินมานานแล้วในชื่อเสียงของผู้กองพนา นายตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวรผู้มากด้วยฝีมือและผ่านหลักสูตรการรบมาอย่างมากมาย ซึ่งเครื่องหมายความสามารถต่างๆ ก็ประจักษ์ชัดอยู่ที่อกเสื้อของเขาแล้ว ไม่นึกฝันว่าวันนี้จะได้มาเจอตัวเขาเพราะได้ยินมาว่าผู้กองหนุ่มเป็นคนเงียบๆ รับแขกไม่ค่อยเก่ง แต่ถ้าเป็นเรื่องการรบนั้นถึงไหนถึงกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนเก่งมีฝีมือแล้วหน้าตาก็ยังหล่อเหลาคมเข้ม ร่างกายบึกบึนสมชายชาตรี เห็นแล้วก็ทำให้อดนึกถึงผู้เป็นเพื่อนรุ่นพี่อย่าง ผบ.กรันณ์ ไม่ได้ ผู้กองหนุ่มคนนี้ช่างเหมือนกับ ผบ.กรันณ์ เมื่อยี่สิบกว่าปีจริงๆ ราวเป็นพ่อลูกกันก็ไม่ปาน 

               “สวัสดีครับท่าน” ผู้กองพนาเข้ามายืนตรงตรงหน้าผู้กำกับไกรจักรก่อนจะยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์อย่างสง่างาม แม้ภายนอกจะเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ที่มียศตำแหน่งที่สูงกว่าและเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบัน หากแต่ภายในใจผู้กองพนากลับรู้สึกชิงชังอีกฝ่ายนักด้วยเข้าใจผิดคิดว่าผู้กำกับหน้าตี๋สไตล์โอปป้าผู้นี้คงเป็นพ่อเล้าแมงดาที่สวมเครื่องแบบอันทรงเกียรติของตำรวจบังหน้า หึ! ถ้าคิดจะมาจับเมียของเขาไปล่ะก็เดี๋ยวได้เห็นดีกันแน่ 

               “ผม ร้อยตำรวจเอกพนาธร วรธีดล เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการรบพิเศษและผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจรบพิเศษ ประจำฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่ม กองร้อยเฉพาะกิจรบพิเศษ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาครับ!” ผู้กำกับยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์ฟังการรายงานตัวของตำรวจหนุ่มรุ่นลูกนายนี้ ไม่ว่าจะยังไงดูกี่ทีๆ ก็องอาจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเหมือนกับ ผบ.กรันณ์ นัก ไม่รู้ว่าเป็นพ่อลูกที่พลัดพรากจากกันมาก่อนรึเปล่า 

               “สวัสดีครับผู้กอง เชิญตามสบายดีกว่านะ ผมมาที่นี่ด้วยเรื่องส่วนตัวไม่ใช่ธุระราชการอะไรไม่ต้องมากพิธีไปหรอก” ผู้กำกับไกรจักรบอกก่อนจะหันมาทางฟ้ามุ่ยและผู้กองกรินทร์ 

               “นี่ภรรยาของผม ส่วนอีกคนคือ ผู้กองกรินทร์ เป็นผู้บังคับกองร้อยทหารพราน หลานชายของผมเอง” พอได้ยินผู้กำกับไกรจักรแนะนำว่าอีกฝ่ายเป็นผู้กองบังคับกองร้อยทหารพรานผู้หมวดศิวะก็แอบแค่นยิ้มใส่ โอ้โห ได้เป็นผู้บังคับกองร้อยทหารพรานตั้งแต่ยังเด็ก ท่าทางจะแน่ไม่เบา ถึงว่าสิพอเห็นเขาแล้วทำหยิ่งจองหองใส่ ที่แท้ก็คงจะคิดสินะว่าตัวเองยศใหญ่กว่าเขาเลยไม่คิดที่จะเคารพเขาเลย ไอ้ผู้กองวัยกระเตาะเอ้ย! 

               “ท่านมาที่นี่แล้วก็อยากพบผมเป็นการส่วนตัว ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับผมรึเปล่าครับ” ผู้กองพนาถามแล้วแอบเหลือบสายตามามองทางผู้กองกรินทร์อีกครั้งเมื่อเขารู้สึกว่า...ได้กลิ่นหอมที่คุ้นจมูกลอยฟุ้งออกมาจากตัวผู้กองวัยรุ่นนายนี้ กลิ่นหอมจากกายของเขามันช่างเหมือนกับกลิ่นกายของแก้วเจ้าจอม จะต่างกันก็ตรงที่กลิ่นกายของเขามีกลิ่นกายของบุรุษเพศเจือปนอยู่ด้วย นี่เขาไปหาซื้อน้ำหอมจากที่ไหนมาใช้ ทำไมถึงได้กลิ่นหอมเหมือนกับกลิ่นตัวของเมียเขา 

               “เรามาตามหาคนน่ะครับ เป็นหลานสาวของผมเอง เธอหายตัวเดือนไปกว่าๆ แล้ว และทางเราพบร่องรอยของเธอครั้งล่าสุดอยู่ในพื้นที่การดูแลของฐานผู้กอง ผมก็เลยจะมาสอบถามผู้กองว่าเคยเห็นผู้หญิงคนนี้มั้ย” ผู้กำกับไกรจักรพยักหน้าให้ผู้กองกรินทร์ เขาจึงยื่นภาพถ่ายของแก้วเจ้าจอมให้กับผู้กองพนาดู 

               “เคยเห็นผู้หญิงในภาพนี้รึเปล่า” ผู้กองกรินทร์ถามเสียงนิ่งๆ อย่างไม่เกรงใจว่าอีกฝ่ายจะอายุมากกว่าตนเกือบสิบปี เพราะสำหรับเขาถ้ายศตำแห่งเดียวกันเขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจอะไรมากมาย 

               ผู้กองพนามองภาพของแก้วเจ้าจอมสลับกับใบหน้านิ่งๆ ของผู้กองกรินทร์แล้วก็ส่ายหน้าตอบ ไอ้หนุ่มนี่ไม่รู้ว่ามันจองหองเหมือนใคร คิดว่ามียศตำแหน่งเท่าเขาแล้วมาทำเบ่งใส่งั้นหรอ กลิ่นตัวหอมฟุ้งขนาดนี้คงเป็นพวกแม่เล้าแอ๊บแมนมาตามหากแก้วเจ้าจอมล่ะสิท่า 

               “ไม่เคยเห็น” ผู้กองพนาตอบแล้วหันมาทางผู้หมวดศิวะ “หมวดล่ะ เคยเห็นคนในภาพมั้ย” 

               “ไม่เคยเห็นเหมือนกันครับผู้กอง สวยๆ แบบนี้ถ้าได้เห็นคงไม่มีทางลืมได้ง่ายๆ แน่” ผู้หมวดศิวะตอบแล้วมองหน้ากับนายตนอย่างรู้กัน ยิ่งได้เห็นสีหน้านิ่งๆ เหมือนไม่พอใจของผู้กองกรินทร์ทั้งสองก็ยิ่งสะใจที่ได้แกล้งปั่นไอ้ผู้กองวัยกระเตาะนี่ได้ ก่อนที่ผู้กองพนาจะหันกลับมาทางผู้กองกรินทร์อีกครั้ง 

               “แล้ว...ผู้หญิงในภาพนี้ชื่ออะไรหรอครับ” 

               “ถ้าไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยเห็นหน้า คุณก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักชื่อของผู้หญิงคนนี้” ผู้กองกรินทร์เก็บภาพของน้องสาวคืนเมื่อผู้กองพนายื่นมือจะหยิบภาพของแก้วเจ้าจอมไปดู 

               “ผู้กองแน่ใจหรอครับว่าไม่เคยเห็น ร่องรอยสุดท้ายที่เราพบมันอยู่ใกล้ๆ กับฐานของผู้กองเลยนะ แล้ววันนั้นก็เกิดเหตุรถของวัยรุ่นถูกยิงด้วย M79 ด้วย ผู้กองไม่ทราบเรื่องคดีนี้เลยหรอ” ผู้กำกับไกรจักรถามอีก เรื่องมันเกิดขึ้นใต้จมูกขนาดนี้ถ้าจะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นมันก็คงยากที่จะเชื่อแล้วล่ะ 

               “ถ้าเป็นเรื่องคดีนั้นผมทราบครับ แต่ว่าผมไม่ใช่เจ้าของคดีแล้วคดีที่ว่ามันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับที่ฐานของผม ผมก็เลยไม่ได้ติดตามอะไรมาก แต่ผมให้ลูกน้องไปตรวจสอบดูแล้วนะครับ เห็นทางเจ้าหน้าที่ที่เขาทำคดีนี้บอกว่าเป็นเหตุทะเลาะและทำร้ายกันของวัยรุ่น ไม่ใช่พวกผู้ก่อการณ์ร้ายแล้วผมก็คิดว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับผู้หญิงคนในภาพเลยนะครับ วัยรุ่นที่เสียชีวิตตอนนั้นก็เป็นผู้ชายด้วยไม่ใช่หรอ” 

               “แล้วเหตุปะทะกันที่หน้าฐานเมื่อไม่นานมานี้ล่ะ มันเกิดอะไรขึ้น” แม้จะอยู่ที่เชียงใหม่แต่ผู้กองไกรจักรก็ตามสืบเรื่องของแก้วเจ้าจอมมาโดยตลอด ตลอดเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยนิ่งนอนใจเลย แก้วเจ้าจอมเป็นเด็กน่ารักแล้วเขาก็เห็นมาตั้งแต่ยังเป็นทารกน้อยจนโตเป็นสาว ถึงจะเป็นหลานแต่ก็รักเหมือนกับลูก การที่เธอมาหายตัวไปแบบนี้เขาเองก็ทำใจได้ยากไม่ต่างจากพ่อกับแม่แท้ๆ ของเธอเลย 

               “เป็นการขัดแย้งของคนในท้องที่น่ะครับ ผู้เสียหายเป็นเพื่อนครู ตชด. ของผมเอง ทางบ้านของเขามีปัญหากับพวกนายทุนก็เลยเกิดเรื่องขึ้น” ผู้กองพนาไม่เข้าใจว่าผู้กำกับไกรจักรจะซักถามเรื่องพวกนี้ทำไม ที่โก้ถูกลอบฆ่าตอนนั้นก็เป็นฝีมือของพวกผู้กำกับเองไม่ใช่หรอ ไหนจะเรื่องที่เล่นงานผิดตัวจนน้องชายของผู้หมวดมาริษาเสียชีวิตอีก มันเป็นพวกเขาเองไม่ใช่หรอที่เป็นคนก่อเหตุแล้วเอาเครื่องแบบมาบังหน้าทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ น่าเสียดายที่เป็นตำรวจยศใหญ่โต ท่าทางก็น่าเกรงขาม เมียก็มีแต่ทำไมถึงคิดทำเลวหากินบนความทุกข์ของประชาชนแบบนี้ 

               ผู้กำกับไกรจักรได้แต่มองหน้ากันกับผู้กองกรินทร์ ที่ผู้กองพนาตอบมาก็มีเหตุผลและพูดตรงกับเรื่องที่พวกเขาสืบมา แต่จากที่รองคีรินทร์และ ผบ.กรันณ์เคยมาสืบหาหลักฐานจากที่เกิดเหตุ ทั้งสองคนยืนยันว่าพบร่องรอยการหลบหนีของแก้วเจ้าจอมจริงๆ คดีวัยรุ่นถูกยิงด้วย M79 ในตอนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก้วเจ้าจอมแต่เหมือนคนที่รับหน้าที่ทำคดีนี้พยายามจะทำให้รูปคดีมันคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง หลักฐานทุกอย่างถูกทำลายแล้วเอาเรื่องวัยรุ่นมีเรื่องกันขึ้นมาเป็นประเด็นแทนแล้วก็ปิดคดีไปแบบง่ายๆ หากเป็นคนนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับคดีนี้ก็คงจะไม่ได้แปลกใจอะไร ถึงคดีนี้จะเกิดขึ้นใกล้ๆ กับฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่ม แต่มูลเหตุของคดีนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ฐานแต่อย่างใดแล้วพวกเขาก็ไม่ได้เป็นคนติดตามคดีเหล่านี้ด้วย ผู้กำกับไกรจักรจึงคิดว่าผู้กองพนาคงจะไม่รู้ไม่เห็นอะไรจริงๆ เขาก็รู้เรื่องราวของคดีเท่าที่คนอื่นรู้เท่านั้น 

               “อาว่า...เราลองไปตามหาที่อื่นดูมั้ย” ผู้กำกับถามผู้กองกรินทร์ ฐานปฏิบัติการเล็กๆ แบบนี้คงไม่มีอะไรน่าสงสัยหรอก ผู้กองพนานั้นเขาก็เคยได้ยินมาว่าเป็นคนตรงและคนจริง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตนแล้วก็ไม่ใช่คนชอบพูดจาล้อเล่นกับใครด้วย สิ่งที่เขาพูดทุกเรื่องนั้นล้วนน่าเชื่อถือทั้งหมด 

               แม้ผู้กองกรินทร์จะคิดแบบเดียวกับผู้กำกับไกรจักร แต่การจะเดินออกไปจากที่นี่ง่ายๆ โดยไม่ได้ตรวจค้นก่อนเขาก็อดรู้สึกขัดข้องใจไม่ได้ ไหนๆ ก็มาแล้วเขาก็อยากจะตามหาร่องรอยของน้องสาวให้ละเอียด 

               “ผมขอตรวจค้นฐานได้มั้ย” เขาถามผู้กองพนา ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบกลับมาทันควัน  

               “แล้วมีหมายค้นมาด้วยมั้ยล่ะ” ไอ้หนุ่มทหารพรานนี่เขารู้สึกไม่ถูกชะตาเอาซะเลย ถึงเขาจะเป็นตำรวจไม่ได้เรียนที่ จปร. เหมือนมัน แต่อย่างน้อยมันก็ควรเคารพเขาในฐานะของรุ่นพี่จากโรงเรียนเตรียมทหารบ้าง เป็นแค่ไอ้พวกแมงดาเกาะผู้หญิงกินแล้วยังจะมีหน้ามามองหน้าเขาอย่างหาเรื่องอีก มาถิ่นเขาแล้วทำซ่าท่าจะอยากตายคาตีนตำรวจที่นี่ 

               “ก็ถ้าบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้ซ่อนอะไรเอาไว้ก็ให้ตรวจดีๆ สิ แค่เดินดูนั่นนี่นิดหน่อยมันจะเป็นไรไป” 

               “โทษทีนะครับผู้กอง” ผู้กองพนาว่า “ที่ฐานทหารพรานของผู้กอง ผู้กองเคยอนุญาตให้ใครต่อใครเข้ามาเดินเล่นหรือเที่ยวตรวจค้นฐานของผู้กองได้ง่ายๆ หรอ ที่นี่มันฐานปฏิบัติการตำรวจพลร่มรบพิเศษในพื้นที่สีแดงของจังหวัดยะลานะครับ ใครเขาจะโง่ให้ใครหน้าไหนก็ไม่รู้มาตรวจค้นฐานทั้งๆ ที่ไม่มีคำสั่งหรือหมายอะไรติดตัวมาเลย แล้วเป็นแค่ผู้บังคับกองร้อยทหารพราน เอาอำนาจอะไรมาขอค้นฐานของผม” 

               “มึง!!!” ผู้กองกรินทร์ทำท่าจะกระโจนเข้าใส่ผู้กองพนาแต่ผู้กำกับไกรจักรก็รีบเข้ามาดึงตัวเอาไว้ซะก่อน เช่นเดียวกับที่ผู้หมวดศิวะที่เตรียมจะเข้ายำอีกฝ่ายช่วยนายของตน ไอ้หนุ่มอวดดีนี่ กล้ามามีเรื่องกับผู้กองของเขาถึงที่ฐาน ท่ามันจะไม่อยากตายดี 

               “ซีลอย่า อย่ามีเรื่องกัน” ผู้กำกับไกรจักรสั่งแล้วจับตัวหลานชายเอาไว้แน่นเช่นเดียวกับที่มองผู้กองพนาเพื่อปรามไม่ให้เขายั่วโมโหผู้กองกรินทร์ ปกติผู้กองกรินทร์เป็นคนใจเย็น นิ่งๆ และสุขุมมาก การที่ผู้กองพนาทำให้เขาโกรธได้ขนาดนี้นับว่าผู้กองพนาเก่งมากและ...ทั้งสองน่าจะไม่ถูกชะตากันเป็นทุนเดิม 

               “ผมขอร้องล่ะนะ อย่ามีเรื่องกันเลย เราแค่มาตามหาคนไม่ได้มามีเรื่อง เป็นพี่น้องทหาร ตำรวจเหมือนกันอย่ามามีเรื่องกันเองเลย” สิ้นคำของผู้กำกับไกรจักร ผู้กองกรินทร์ก็เดินหนีไปหาคุณอาฟ้ามุ่ยเพื่อพยายามอดทนอดกลั้นและควบคุมอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ ลำพังแค่คิดถึงน้อง เป็นห่วงน้องที่ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงเขาก็ทุกข์ใจมากพอแล้ว แล้วไอ้ผู้กองนี่มันยังจะมากวนประสาทเขาอีก 

               “ไม่เป็นไรนะลูก” ฟ้ามุ่ยสงสารหลานชายนักขณะลูบแขนของเขาเบาๆ เพื่อบอกให้เขาใจเย็น ผู้กำกับไกรจักรเห็นว่าตอนนี้ผู้กองกรินทร์สงบสติอารมณ์ได้แล้วจึงหันกลับมาทางผู้กองพนาอีกครั้ง 

               “อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะผู้กอง ผมเองก็อยากเดินดูรอบๆ ฐานหน่อยเหมือนกัน ผมไม่ได้หวังจะปรักปรำหาว่าฐานของผู้กองซ่อนคนเอาไว้หรอกนะ แต่เพื่อความสบายใจของผมเอง หลานผมหายตัวมาเดือนกว่าแล้ว ความหวังของเราริบหรี่เหลือเกิน ถึงผมจะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้กอง แต่ในฐานะของ ตชด. ด้วยกัน...อนุญาตให้เราเดินดูรอบๆ ฐานด้วยเถอะนะ” เมื่อผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนพูดซะขนาดนี้ผู้กองพนาเองก็ไม่อยากขัด เพราะใจเขาก็อยากจะให้อีกฝ่ายได้ตรวจฐานของเขาดูเหมือนกัน จะได้รู้กันไปเลยว่าแก้วเจ้าจอมไม่ได้อยู่ที่นี่ ทีนี้ไอ้พวกแมงดานี่จะได้เลิกมาวุ่นวายที่ฐานของเขาอีก 

               “ถ้าผู้กำกับพูดมาซะขนาดนี้...ก็ได้ครับ ผมจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ แต่ผมต้องเป็นคนเดินนำท่านไปนะครับ เพราะบางสถานที่ก็เป็นความลับทางราชการและหน่วยของผม” ผู้กองพนาหมายถึงคลังเก็บอาวุธที่ยากที่คนนอกจะเข้าไปไกลได้ ผู้กำกับไกรจักรจึงพยักหน้ารับ 

               “ครับ ผมเข้าใจ” ผู้กองพนาหันมามองทางผู้กองกรินทร์ด้วยสายตาเหยียดๆ ทำให้อีกฝ่ายจ้องกลับอย่างเอาเรื่อง ผู้กำกับไกรจักรจึงต้องคอยดึงหลานชายเอาไว้เพราะต่างคนต่างก็ฝึกหน่วยรบพิเศษมาเยอะแยะเหมือนกัน ถ้าจะเล่นงานกันคงถึงขั้นปางตายแน่ๆ 

                 

 

 

               ผู้กองพนากับผู้หมวดศิวะพาแขกที่ไม่ได้รับเชิญทั้งสามเดินดูรอบๆ ฐานอย่างไม่มีปกปิด ทั้งบ้านพักเจ้าหน้าที่ โรงครัว อาคารประชุมงาน แม้แต่เล้าไก่ก็ยังพาไปดูก่อนที่จะพามาที่ห้องพยาบาล ซึ่งทันทีที่มาถึงผู้กองกรินทร์ก็เดินพรวดพราดเข้าไปด้านในในทันทีด้วยหวังว่าจะเจอกับน้องสาวที่นี่ แต่ก็นับว่าน่าผิดหวังที่ไม่เจอใครเลยนอกจากดาบดำรงเท่านั้น 

               “ใครเป็นคนดูแลห้องพยาบาล” ผู้กองกรินทร์รีบถามเมื่อเห็นว่าห้องพยาบาลดูสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก 

               “ดาบดำรงเป็นคนดูแลห้องพยาบาลแล้วก็เป็นพ่อครัว เป็นคนดูแลเรื่องอาวุธช่วยผู้หมวดศิวะเขาด้วย” พอผู้กองพนาตอบผู้กองกรินทร์ก็เดินไปที่โต๊ะประจำของหมอแล้วหยิบสเตปโทสโคปที่แขวนอยู่ข้างๆ โต๊ะมายื่นให้ดาบดำรง 

               “ใช้เป็นมั้ยดาบ” 

               “เออ...” ดาบดำรงหันมามองหน้าผู้กองพนากับผู้หมวดศิวะ เรื่องของแก้วเจ้าจอมเขาพูดออกมาไม่ได้หรอก เพราะผู้กองเคยบอกกับทุกคนในฐานว่าห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าเธออยู่ที่นี่ 

               “ใช้ไม่เป็นครับ” ขืนแถไปว่าใช้เป็นเกิดเจ้าหนุ่มนี่ให้เขาลองใช้ดู เขาไม่โป๊ะแตกเอาหรอ ดาบดำรงคิดในใจ 

               “ถ้าใช้ไม่เป็นแล้วทำไมถึงมีแขวนไว้ที่ข้างโต๊ะ” ฝ่ายที่ถามก็ยังสงสัยไม่เลิก ดวงตาคู่คมจ้องนายดาบอายุคราวพ่ออย่างเอาเรื่อง 

               “ที่ฐานเราเพิ่งได้ยาแล้วก็เครื่องมือทางการแพทย์มาน่ะครับ ส่วนไอ้หูฟังนี้ผมใช้ไม่เป็นหรอก สงสัยพวกเด็กๆ ที่ฐานคงเอาออกมาเล่นกันแล้วก็เลยแขวนเอาไว้ตรงนี้” ผู้กองกรินทร์หรี่ตามองดาบดำรงอย่างจับพิรุธ ใจก็เหมือนจะเชื่อ หากน้องสาวของเขาอยู่ที่นี่จริงป่านนี้เธอก็คงวิ่งเข้ามาหาเขาแล้ว ยัยโหดของเขาติดเขาจะตายแล้วก็ชอบอ้อนเขาที่สุด ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะไม่มาหาเขา ดังนั้นผู้กองกรินทร์จึงเลิกสนใจห้องพยาบาลแล้วเดินออกมาด้านนอก ได้แต่ทอดถอนหายใจ ทั้งคิดถึงทั้งเป็นห่วงแก้วเจ้าจอม นับตั้งแต่ที่เธอหายตัวไปเขากินไม่ได้นอนไม่หลับ สภาพจิตใจของทุกคนในบ้านดูย่ำแย่ไปหมด อาขวัญตาต้องมาคอยดูแลคุณปู่กับคุณย่า ป้าหมอเอื้อยก็มาอยู่เป็นเพื่อนแม่ของเขา เช่นเดียวกับที่ผู้กองกวินทร์น้องชายฝาแฝดของเขาก็ลาราชการชั่วคราวเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนแม่แก้มซึ่งตอนนี้ทุกข์ใจและตรอมใจเป็นอย่างมาก ส่วนพ่อรันกับพ่อภูก็ยังคงออกตามหาแก้วเจ้าจอม บ่อยครั้งที่เขาเห็นผู้เป็นพ่อแอบร้องไห้และนั่งปรับทุกข์อยู่กับพ่อภู ที่พ่อของเขาทำเป็นแกร่งและเข้มแข็งนั้นก็เพียงเพื่อต้องการจะเป็นเสาหลักให้กับทุกๆ คน ทั้งๆ ที่ภายใจในพ่อของเขาเองก็เจ็บปวดกับเรื่องนี้มาก แก้วเจ้าจอมเป็นลูกรักของพ่อ เป็นคนที่มีความคิดและนิสัยเหมือนพ่อที่สุดแล้วพ่อก็หวงมาก การที่แก้วเจ้าจอมหายตัวไปนานแบบนี้มันก็ไม่ต่างกับหัวใจของพ่อเขาหลุดหายไป ในฐานะลูกชายคนโตของบ้านเขาจึงต้องเก็บซ่อนความอ่อนแอเอาไว้เพื่อคอยดูแลทุกคนเหมือนกับพ่อ แล้วออกตามหาน้องไปทั่ว ให้เพื่อนฝูงช่วยตามหาอีกแรง แต่จนป่านนี้แล้วเขาก็ยังไม่พบตัวของน้องเสียที 

               “ยัยหนูของพี่...” ผู้กองกรินทร์หลับตาลงอยู่ที่หน้าห้องพยาบาล พยายามทำหัวใจให้เข้มแข็งก่อนจะลืมตาขึ้นเมื่อพร้อมที่จะสู้ต่อแล้ว แล้วพอเขาลืมตาขึ้น พลันก็เงยขึ้นไปเห็นว่ามีบ้านพักของใครอยู่บนเขาด้วย ผู้กองพนานำพวกเขาเดินตรวจไปทั่วฐานก็จริง แต่บ้านหลังนั้น...มีแค่ที่นั่นที่เดียวที่ผู้กองพนาไม่ยอมพาพวกเขาไปซักที 

               “นั่นบ้านใคร” เขาชี้นิ้วไปยังบ้านหลังที่ว่าเมื่อผู้กองพนาเดินนำผู้กำกับไกรจักรกับฟ้ามุ่ยออกมาจากห้องพยาบาล ทุกคนจึงได้มองตามมือของเขาไป 

               “บ้านพักผมเอง จะค้นด้วยมั้ยล่ะ” 

               “แล้วได้มั้ยล่ะ” 

               “เชิญ” ผู้กองพนาผายมือเชิญอย่างประชดก่อนจะเดินนำไปที่บ้านพักของเขา  

ตอนนี้ข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้าบางส่วนอยู่ที่แก้วเจ้าจอม อีกส่วนอยู่ที่ช่องลับใต้เตียงของเขา หากบ้านของเขาถูกค้นจริงก็คงไม่น่าจะมีอะไรให้ต้องกังวลทั้งนั้น แล้วตอนนี้ผู้หมวดเผ่าเทพก็กลบร่องรอยที่เขาพาแก้วเจ้าจอมไปซ่อนตัวเอาไว้แล้วด้วย ผู้กองพนาคิดพลางแอบลอบมองผู้กองกรินทร์ สงสัยไม่หายว่าทำไมกลิ่นตัวของไอ้หนุ่มนี่ถึงได้เหมือนกลิ่นของแก้วเจ้าจอมนัก ดูจากหน่วยก้านก็ไม่เหมือนทหารพรานทั่วไป ลำแขนแกร่งที่โผล่พ้นเสื้อออกมามีรอยแผลเป็นราวกับผ่านการรบมาอย่างหนัก อายุเท่านี้แต่ก็ได้เป็นผู้กองแล้ว ท่าจะฝีมือไม่ใช่เล่นๆ 

“เชิญค้นดูได้ครับ” ผู้กองพนาเปิดประตูบ้านพักหลังน้อยของตนออก บ้านหลังน้อยที่ต่อให้ไม่เดินเข้าไปดูก็รู้ได้แน่ชัดว่าไม่มีใครซ่อนตัวอยู่ แต่ทว่า... 

               “...ไนเปอร์!” ผู้กองกรินทร์ถือวิสาสะวิ่งเข้าไปในบ้านพักทันทีเมื่อรู้สึกว่าได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย กลิ่นหอมหวานๆ เย็นๆ ชื่นใจที่ไม่ใช่กลิ่นของน้ำหอม ที่ไหนกัน กลิ่นพวกนี้มาจากที่ไหนกันแน่ 

               “มีอะไรรึเปล่าซีล” ผู้กำกับไกรจักรตามเข้ามาถามเมื่อเห็นหลานชายดูจะตื่นเต้นกับอะไรบางอย่าง แต่ผู้กองกรินทร์ก็ยังไม่ตอบอะไรเสียทีเดียว เขายังคงเดินสำรวจไปรอบๆ บ้านจนผู้หมวดศิวะรู้สึกไม่พอใจ มันชักจะมากไปแล้วนะไอ้หนุ่มนี่ เล่นมาค้นบ้านผู้กองของเขาแบบนี้มันชักจะหยามกันเกินไปแล้วนะ 

               “เฮ้ย! ในนั้นไม่มีใครอยู่หรอกออกมาได้แล้ว เป็นทหารประสาอะไรไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีมารยาท” เขาว่าแล้วเดินเข้าไปหาผู้กองกรินทร์อย่างเอาเรื่อง แต่ผู้กองกรินทร์ก็ยังไม่ได้สนใจเขา สายตาคมยังคงกวาดมองไปรอบๆ บ้านจนได้หันไปเห็นช่อดอกแก้วเจ้าจอมในแก้วใบใสเล็กๆ ที่ริมหน้าต่าง เหมือน...ตอนอยู่ที่บ้านแก้วเจ้าจอมกับคุณย่าชอบเก็บดอกไม้มาจัดแจกัน ใส่แก้วน้ำบ้าง แล้วก็นำดอกไม้ไปลอยน้ำในขันด้วย นี่มันเหมือนกับที่แก้วเจ้าจอมชอบทำเลย 

               “ดอกแก้วเจ้าจอมที่ขึ้นอยู่ที่หน้าบ้านพักผมน่ะ ผมเอามาไหว้พระวันก่อนเลยเอามาตั้งไว้ตรงนี้” ผู้กองพนาบอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายดูจะสนใจดอกแก้วเจ้าจอมเป็นพิเศษ เหมือนผู้กองทหารพรานคนนี้จะได้กลิ่นอะไรบางอย่างเข้า 

               “แล้วกลิ่นหอมในบ้านนี่ล่ะคืออะไร” นั่นไง ไอ้หนุ่มนี่ได้กลิ่นอะไรบางอย่างจริงๆ ด้วย สงสัยตอนที่คนร้ายจับแก้วเจ้าจอมมาไอ้หนุ่มนี่ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยมันถึงได้คุ้นจมูกว่านี่อาจเป็นกลิ่นของเธอ 

               “ในป่ามันทั้งชื้นแล้วก็อับน่ะผมก็เลยฉีดน้ำหอมทิ้งเอาไว้” 

               “ไหนล่ะน้ำหอม” 

               “นี่! มาตามหาคนหายไม่ใช่หรอ คนหายก็ตามหาแค่คนสิจะถามถึงน้ำหอมที่เป็นรสนิยมส่วนตัวของคนอื่นเขาทำไม ผู้กองตรวจบ้านผมจนพอใจแล้วรึยัง ถ้าพอใจแล้วก็ออกมาด้วย ผมไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับความเป็นส่วนตัวของผม” ผู้กองพนาแสร้งทำเป็นฉุนเฉียวที่ถูกค้นบ้าน ผู้กำกับเห็นว่าหลานชายตัวเองดูจะเสียมารยาทไปจริงๆ จึงต้องเข้ามาดึงตัวผู้กองกรินทร์ออกมาที่หน้าบ้านพัก ซึ่งฟ้ามุ่ยยังคงยืนรอทุกคนอยู่อย่างเงียบๆ ที่นี่ 

               “ผมพาเดินดูทั่วฐานแล้ว ผู้กำกับยังมีเรื่องสงสัยหรือคลางแคลงใจตรงไหนอีกมั้ยครับ ยังมีส่วนไหนที่อยากตรวจค้นอีกรึเล่าครับผมจะพาไป” ผู้กองพนาไม่สนใจหนุ่มทหารรุ่นน้องที่ไม่มีความเกรงใจให้เขาเลย การพูดคุยกับผู้กำกับไกรจักรท่าจะน่ารู้เรื่องมากกว่า 

               “ผู้กองพาเดินดูซะทั่วฐานขนาดนี้ ผมไม่มีอะไรจะสงสัยแล้ว...” 

               “ทางด่านนี้เชื่อมไปไหน” จู่ๆ ผู้กองกรินทร์ก็ถามขึ้นมาอีกเมื่อหันไปเห็นทางด่านที่เชื่อมเข้าสู่ผืนป่า ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผู้หมวดเผ่าเทพพาแก้วเจ้าจอมไปซ่อนตัว ผู้กองพนาเห็นแล้วก็ถึงกับเสียวสันหลังวาบ ทางด่านแคบๆ แทบจะดูไม่ออกแบบนี้ทำไมไอ้หนุ่มนี่มันถึงได้ดูออกกัน นี่ดีนะที่ผู้หมวดเผ่าเทพกลบร่องรอยเอาไว้มิดชิด 

               “ทางด่านเข้าป่า เชื่อมกับอุทยานแห่งชาติเขื่อนบางลางกับป่าฮาลา-บาลา พื้นที่ก็กว้างโขอยู่ ทางด่านนี่จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหนผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมเพิ่งมารับตำแหน่งที่นี่ได้ปีเดียวยังเดินสำรวจได้ไม่ทั่ว แต่ถ้าผู้กองอยากจะสำรวจป่าด้วยล่ะก็...เดี๋ยวผมติดต่อกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เขาดูแลหน่วยพิทักษ์ป่าแถบนี้ให้เอามั้ยครับ” ข้อเสนอที่เป็นเสมือนกับคำท้าทายทำให้ผู้กองกรินทร์หน้าตึงขึ้นมาทันที แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ตอบอะไรนั้นก็มีสายโทรเข้ามาเสียก่อน ซึ่งคนที่โทรมาก็คือผู้หมวดศิขรินที่แยกออกไปตามหาแก้วเจ้าจอมที่ฐานตำรวจพลร่มในจังหวัดนราธิวาส แล้วพอรับสายได้สักพัก สิ่งที่ผู้หมวดศิขรินแจ้งมาก็ทำให้ผู้กองกรินทร์เริ่มจะยิ้มออกมาบ้าง 

               “ได้เรื่องแล้วครับคุณอา” เขารีบหันมาบอกผู้กำกับไกรจักร “ทางฝั่งคุณอานทีเหมือนจะได้เบาะแสเพิ่มครับ เหมือนตำรวจที่นู่นเขาจะช่วยเหลือผู้หญิงนิรนามคนหนึ่งเอาไว้ได้ ผมว่าเรารีบไปดูกันดีมั้ยครับ เผื่อว่าจะใช่จริงๆ” 

               “จริงหรอลูก ดีจังเลย” ฟ้ามุ่ยร้องว่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแล้วหันไปยิ้มกับสามีด้วยความดีใจ ขอเถอะนะ ขอให้ผู้หญิงคนนั้นเป็นแก้วเจ้าจอมด้วยทุกคนจะได้หมดห่วง ทุกคนเลยโดยเฉพาะ...อริน 

               ผู้กองพนาเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อได้ยินเหมือนกับว่าทางผู้กองกรินทร์จะเจอตัวคนที่กำลังตามหาแล้ว หึ! ก็คงจะผิดตัวอยู่แล้วแน่ๆ พวกเขามาตามหาแก้วเจ้าจอมแล้วแก้วเจ้าจอมก็อยู่ที่นี่ แต่ก็เอาเถอะ ดีแล้ว ไปๆ กันได้ซักทีเขาล่ะเหม็นหน้าไอ้ผู้กองหนุ่มทหารพรานนี่นัก 

               “ต้องขอโทษด้วยนะครับผู้กองที่เรามารบกวนที่ฐานแต่เช้าแบบนี้แล้วยังเสียมารยาทมาค้นฐานอีก ตอนนี้เรามั่นใจแล้วว่าคนที่เราตามหาไม่ได้อยู่ที่นี่แน่นอน ถ้าอย่างนั้นผมกับภรรยาแล้วก็หลานชายคงต้องขอตัวก่อน ขอบคุณนะครับที่พาเราเดินชมฐาน” 

               “ยินดีครับท่าน” ผู้กองพนาตอบผู้กำกับไกรจักร ผู้กำกับคนนี้ดูจากท่าทางการพูดจานับว่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือคนหนึ่งเลยล่ะ แต่...น่าเสียดาย ท่านไม่น่ามาร่วมมือเป็นหนึ่งในกลุ่มไอ้พวกค้ามนุษย์นี่เลย ภรรยาก็ดูเรียบร้อยดีในขณะที่หลานชาย...ถ้าจะบอกว่าไอ้ผู้กองนี่เป็นหัวหน้าขบวนการเขาก็พร้อมที่จะเชื่อทันที หน้ามันไม่ให้ แต่พฤติกรรมนี่...ชัวร์ 

               ผู้กองพนามองดูผู้กำกับกับภรรยาและผู้กองกรินทร์เดินทางออกไปจากฐานด้วยความรีบเร่ง คาดว่าคงรีบไปตามหาแก้วเจ้าจอมตามที่มีคนโทรมาบอกเมื่อกี้นี้ เขาคิดว่าการที่มีคนมาตามหาเธอเยอะแบบนี้นี่ย่อมแปลว่าเธอมีความสำคัญกับคดีค้ามนุษย์นี่มากกว่าที่เขาคาดเอาไว้ เธอคงไปรู้เห็นอะไรมากเกินไปจริงๆ พวกมันถึงตามล่าหาเธอจนแทบพลิกแผ่นดิน ถึงขั้นผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนจากภาคเหนือเดินทางมาตามหาด้วยตัวเองขนาดนี้ ไหนจะผู้กองทหารพรานนั่นอีก เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเธอถูกเจอตัวเข้าแล้วจะเป็นยังไง 

               “ผมจะจำหน้ามันเอาไว้ ไอ้ผู้กองนิสัยเสียนี่ หนอย เป็นเด็กเป็นเล็กแล้วทำเบ่งมาจองหองกับพวกเรา คิดว่าเป็นหลานผู้กำกับแล้วทำมาเบ่งหรอ ไม่ยิงทิ้งคาฐานก็บุญเท่าไหร่แล้ว” ผู้หมวดซิวะว่าไล่หลังอย่างเจ็บใจที่อยู่ๆ ก็มีเด็กเข้ามาลูบคมถึงในฐาน ซ้ำยังเป็นไอ้พวกค้ามนุษย์ด้วยอีก 

               “มันก็ทำเบ่งไปงั้นๆ แหละ ไว้เจอกันข้างนอกถ้ามันยังมาเบ่งอยู่แบบนี้อีกผมเองก็ไม่ยอมเหมือนกัน” 

               “แต่ว่า...มันก็น่าจะมีฝีมืออยู่พอตัวนะครับผู้กอง มองทางด่านออกด้วย” ผู้หมวดศิวะนึกถึงตอนที่ผู้กองกรินทร์ถามถึงทางด่านที่เป็นเส้นทางในการเดินเข้าไปในป่าด้านหลังฐาน ขนาดลูกน้องบางคนในฐานของพวกเขายังมองแทบจะไม่ออกเลย  

               “ทหารพรานก็แบบนี้แหละ พวกนี้มันเก่งรบในป่า ถ้าทางด่านแค่นี้ยังดูไม่ออกแล้วมันจะอยู่ในป่าได้ยังไงกัน” 

               “ถ้าจะเก่งแบบนี้แต่เป็นหนึ่งในขบวนการค้ามนุษย์ เก่งให้ตายก็ไม่มีความหมายนะครับผู้กอง” 

               “ใช่ ผมก็มองออกว่าฝีมือของเขาคงไม่ธรรมดา น่าเสียดายที่ความชั่วและความโลภ หากินบนความทุกข์ของผู้หญิงทำให้ความเป็นเจ้าหน้าที่ของเขาต้องแปดเปื้อน อ้อ! ว่าแต่เขาเป็นทหารพรานจากกรมไหนหรอหมวด ทหารพรานจากกองทัพบกหรือทหารพรานนาวิกโยธิน” 

               “จริงสิ ผมเองก็ลืมถามไปเลย มัวแต่นึกอยากจะซัดหน้ามันอยู่อย่างเดียว” ผู้หมวดศิวะรู้สึกเสียดายนักที่ไม่ได้ถาม “แต่คิดว่าน่าจะเป็นทหารพรานของกองทัพบกแล้วก็อยู่ทางเหนือ อาจเป็นกรมทหารพรานที่ 36 ที่อยู่แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนก็ได้นะครับ เพราะวันนั้นคดีค้ามนุษย์อีกคดีก็เกิดขึ้นที่แม่ฮ่องสอน สองอาหลานนี่คงร่วมมือกันก่อเหตุ” 

               “แม่ฮ่องสอนงั้นหรอ...ก็น่าจะมีความเป็นไปได้” ผู้กองพนาคิด คดีนี้ที่แม่ฮ่องสอนก็เงียบหายไปเลย จับได้แต่ตัวเล็กๆ แต่ผู้บงการใหญ่ยังอยู่ในเงามืด เขาล่ะอยากจะรู้นักว่ามันเป็นใคร มีอำนาจมาจากไหนมากมายถึงสามารถคุมผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนจากภาคเหนือจนผู้กำกับยอมมาเป็นลูกน้องได้ 

               “ผู้กองครับ แล้ว...คุณแก้วล่ะครับ ผู้กองเอาคุณแก้วไปซ่อนไว้ที่ไหน ตอนที่พาผู้กำกับเดินตรวจฐานผมล่ะกลัวจริงๆ ว่าท่านจะเจอกับคุณแก้วเข้า” 

               “อ๋อ ผมให้หมวดเทพพาไปซ่อนตัวในป่าน่ะ หมวดช่วยดูฐานให้ก่อนนะ ผมจะไปรับแก้วก่อน แล้วถ้ามีใครจะเข้ามาที่ฐานอีกอย่าเพิ่งให้เข้ามา ให้โทรมาแจ้งผมก่อนนะเข้าใจมั้ย” 

               “ครับ” ผู้หมวดศิวะตอบแล้วมองดูผู้กองพนาเดินตรงไปยังทางด่านที่เชื่อมเข้าป่าด้านหลังฐาน คิ้วเข้มๆ ขมวดเข้าหากันในทันที รู้สึกหนักใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้ยินว่าผู้หมวดเผ่าเทพเป็นคนพาแก้วเจ้าจอมไปซ่อนตัว...ก็อย่างที่เขารู้...ผู้หมวดเผ่าเทพแอบมีความรู้สึกดีๆ ให้กับแก้วเจ้าจอม แม้จะไม่เคยแสดงออกอย่างชัดเจนแต่เขาก็รู้ดีว่าหัวใจของเพื่อนเขามันเป็นยังไง เขาเชื่อใจผู้หมวดเผ่าเทพว่าคงไม่คิดทรยศผู้กองพนาหรอก แต่อีกใจเขาก็ไม่อยากให้ผู้หมวดเผ่าเทพอยู่ใกล้แก้วเจ้าจอมให้มันมาก ผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลและดึงดูดผู้คนให้เข้ามารักมาชอบได้อย่างมากมาย แค่เรื่องที่มีๆ อยู่ก็ชวนให้น่าปวดหัวแล้ว อย่าได้มีปัญหารักสามเส้าตามมาด้วยอีกเลย 

  

***************************************************************** 

นั่น! ผู้กองรีบๆ ไปตามหาเมียเลย ปล่อยเมียไว้กับลูกน้องนานๆ ไม่ดีเด้อ 

ส่วนหมวดเทพ...มารอเอ็นดูกับความเป็นสุภาพบุรุษของนางกันค่ะ 

************************************************ 

ตอนนี้มาช้ากว่าที่กำหนดหน่อยนะคะเนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในวันสองวันที่ผ่านมา ซึ่งมันมีผลกระทบต่อความรู้สึกของไรท์ไม่น้อย แพลนที่วางไว้รวนไปหมด มันทำให้ไรท์รู้สึกระแวงในการเขียนนิยายไปเลยค่ะ เขียนไป ทำใจไป กลัวว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก (ซึ่งอาจจะมีอีก ก็ต้องทำใจกันต่อไป) แต่ก็คิดว่าเวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่างได้ ขอบคุณในทุกๆ กำลังใจที่มีให้ไรท์นะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ 

************************************** 

ตอนหน้าจะลงน้องป่านนะคะ ไปไหว้พระขอพรกับพญานาคก่อนเผื่อจะดีขึ้นค่ะ 

ความคิดเห็น