facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

11.นางไม้ขี้เมา (NC18+)

ชื่อตอน : 11.นางไม้ขี้เมา (NC18+)

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 43.3k

ความคิดเห็น : 131

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ค. 2563 18:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 700
× 0
× 0
แชร์ :
11.นางไม้ขี้เมา (NC18+)
แบบอักษร

 

 

11.นางไม้ขี้เมา 

  

               หลังจากเหตุการณ์รถผู้หมวดมาริษาถูกลอบโจมตีก็ไม่มีใครสามารถจับคนร้ายได้แต่อย่างใด สร้างความเจ็บใจให้กับผู้กองพนาเป็นอย่างมาก ครั้นจะพยายามสืบหาที่มาของคนร้ายก็ปรากฎว่าหลักฐานทุกอย่างถูกจัดการจนไม่เหลือร่องรอยอะไรเหมือนกับเมื่อตอนที่แก้วเจ้าจอมถูกตามล่าจนตกหน้าผาหรือแม้แต่คดีของโก้ เมื่อจับคนร้ายไม่ได้ผู้กองพนาก็ยิ่งไม่อาจนิ่งนอนใจ ตราบใดที่คนร้ายยังไม่บรรลุเป้าหมายของพวกมันแก้วเจ้าจอมก็จะยังเป็นอันตรายอยู่ 

               เพราะเหตุการณ์คราวนั้นเกิดขึ้นใกล้กับฐานปฏิบัติการ ผู้กองพนาจึงวางกำลังเจ้าหน้าที่ให้แน่นหนายิ่งขึ้น นอกจากจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในการคุ้มกันฐานที่ตั้งแล้วก็ยังมีการเพิ่มรอบการลาดตระเวนทั้งจากในป่าและหมู่บ้านร่วมกับอาสาสมัครจากผู้คนในชุมชนด้วย และด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้พนามีงานค่อนข้างมากจนไม่มีเวลาอยู่กับแก้วเจ้าจอมบ่อยๆ ในแต่ละวันเวลาที่เจอกันเลยมีน้อยนิด แต่แก้วเจ้าจอมก็เข้าใจเพราะเวลาที่เขากลับมาที่ฐาน เขาจะดูเหนื่อยล้ามากและเนื้อตัวกับเสื้อผ้าก็เลอะมอมแมม เธอรู้ดีว่าที่เขาต้องเหนื่อยขนาดนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อดูแลชาวบ้านและ...เพื่อความปลอดภัยของเธอ แล้วในระหว่างที่ผู้กองพนาไม่อยู่ที่ฐาน แก้วเจ้าจอมก็จะทำหน้าที่เป็นหมอประจำห้องพยาบาลเพื่อดูแลสุขภาพของทุกคนภายในฐาน แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเจ็บป่วยอะไรมาก พอว่างจากงานที่ห้องพยาบาลเธอไปช่วยเตรียมอาหารที่โรงครัว บ้างก็รดน้ำผัก ให้อาหารไก่ อาหารปลา เนื่องจากการใช้ชีวิตอยู่ที่ฐานนั้นไม่ได้สะดวกสบายไปหมดทุกอย่าง ถึงแม้ที่นี่จะมีน้ำไฟพร้อมใช้ แต่เรื่องอาหารการกิน สามสี่วันทีถึงจะออกไปซื้อเสบียงมาตุนเอาไว้ หากช่วงไหนที่มีสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจเหล่าเจ้าหน้าที่ก็จะประทังชีวิตด้วยอาหารแห้งกันไป ดังนั้น ตั้งแต่ที่ผู้กองพนามาประจำการอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เขาจึงสั่งให้มีการปลูกผัก สร้างโรงเลี้ยงไก่ขนาดเล็กและขุดบ่อเลี้ยงปลาเอาไว้เป็นเสบียงเพิ่มด้วย 

               “โอ้โห น่ากินจังเลยครับคุณแก้ว” ดาบดำรงที่เมื่อก่อนเป็นทั้งคนดูแลห้องพยาบาลและเป็นพ่อครัวประจำฐานว่าขึ้นเมื่อเห็นเมนูมื้อเย็นของวันนี้ที่แก้วเจ้าจอมทำ นับตั้งแต่ที่ผู้กองอนุญาตให้เธอมาช่วยงานที่ฐานได้ดาบดำรงก็เริ่มจะรู้สึกว่าตัวเองว่างงานมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแก้วเจ้าจอมเป็นหมอเธอจึงเหมาะกับการดูแลห้องพยาบาลมากกว่าเขา แม้แต่เรื่องทำครัวเธอก็ทำอาหารได้อร่อย เปลี่ยนเมนูธรรมดาเดิมๆ ให้มีรสชาติมากขึ้น 

               “น้ำพริกผักลวก ผัดผักบุ้งแล้วก็แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ก็เมนูธรรมดาๆ นะคะ” 

               “ไม่ธรรมดาก็ตรงที่มันอร่อยกว่าผมทำนี่แหละครับ” ดาบดำรงมองมาที่จานผักลวกและผักสด นี่เธอคงจะว่างมากสินะถึงได้เอาผักพวกนี้มานั่งแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ ใบไม้ไปเรื่อย ขนาดต้นหอมธรรมดาๆ ก็ยังกลายมาเป็นดอกไม้ได้ “คุณแก้วทำอาหารเก่งขนาดนี้...ไปฝึกมาจากที่ไหนหรอครับ” 

               “ฝึก...” ฝึกมาจากไหนงั้นหรอ นั่นสิ เธอไปฝึกการทำอาหารมาจากที่ไหนกัน... 

               “แก้ว...แก้ว...” เธอมองหน้าดาบดำรงอย่างจนใจเพราะนึกอะไรไม่ออกเลย เห็นสีหน้าของเธอแล้วดาบดำรงก็เข้าใจเพราะเรื่องที่เธอความจำเสื่อมใครๆ ต่างก็รู้ดีและเห็นใจที่เธอจำอะไรไม่ค่อยได้  

               “ไม่เป็นไรครับ นึกไม่ออกก็ไม่เป็นไร เรื่องงานบ้านงานเรือนมันเป็นงานถนัดของผู้หญิงอยู่แล้วครับ” ดาบดำรงไม่อยากจะรู้แล้ว อีกใจก็สงสารหญิงสาวอยู่ไม่น้อยที่จำอะไรไม่ได้เลย ชีวิตของเธอตอนนี้เธอมีเพียงผู้กองพนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวและชี้นำ อายุของเธอก็น่าจะเยอะกว่าลูกสาวของเขาอยู่สองสามปี เห็นเธอแล้วเขาก็อดคิดถึงลูกไม่ได้ 

               “เอ๊ะ! พี่พนากลับมาแล้วค่ะ” แก้วเจ้าจอมมองไปยังด้านหน้าอาคารอำนวยการก็เห็นผู้กองพนานำทีมลูกน้องที่ออกไปลาดตระเวนในพื้นที่ป่ารอบๆ หมู่บ้านกลับเข้ามาที่ฐานหลังจากที่ไปกันได้สามวันตามที่มีรับแจ้งว่ามีผู้ก่อการร้ายป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ดวงตาของเธอเป็นประกายสดใสขึ้นมาในทันใด รอยยิ้มหวานๆ แย้มออกมาด้วยความดีใจก่อนจะรีบวิ่งไปที่ด้านหน้าอาคารอำนวยการที่ทุกคนอยู่กัน ดาบดำรงได้แต่มองตามอย่างกึ่งเอ็นดูปนสงสาร ในยามที่ผู้กองไม่อยู่แก้วเจ้าจอมมักจะดูหงอยๆ ซึมๆ ไม่ค่อยพูด แต่พอผู้กองกลับมา...เธอกลับดูสดใสขึ้นมาทันตา ผู้กองพนาคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอจริงๆ 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมยังไม่กล้าเดินเข้าไปหาผู้กองพนาในทันทีเพราะถึงเขาจะกลับมาแล้วแต่เขาก็ยังมีเรื่องที่ต้องจัดการต่อ เธอเห็นเขายืนสั่งการอยู่กับผู้หมวดศิวะและลูกน้องคนอื่นๆ อยู่เสียยืดยาวก่อนที่ทุกคนจะแยกย้าย จนเมื่อผู้กองพนาจะเดินกลับบ้านพัก แก้วเจ้าจอมที่รออยู่แล้วจึงได้เดินเข้ามาขวางทางเขาเอาไว้ ผู้กองพนาถึงกับหยุดชะงักเมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มแสนหวาน ความรักและคิดถึงทำให้หัวใจของเขาเต้นเร่าขณะมองหน้าสบตาเธอ จนเมื่อแก้วเจ้าจอมโผเข้ามากอดเขาเขาก็รีบกอดรัดเธอเอาไว้แน่น อีกใจก็รู้สึกผิดต่อเธอที่เขาชอบทิ้งให้เธออยู่ที่ฐานคนเดียว ดาบดำรงเคยบอกกับเขาว่าเวลาที่เขาไม่อยู่ที่ฐานแก้วเจ้าจอมจะไม่ค่อยร่าเริง เธอจะมีแต่หงอยเพราะความคิดถึงเขา แม้ว่าช่วงนี้งานของเขามันจะยุ่งมากก็จริง แต่เขาก็ต้องยอมรับล่ะว่าที่เขาทำตัวให้ดูยุ่งมากกว่าปกติก็เป็นเพราะเธอด้วยส่วนหนึ่ง เรื่องที่เธอบอกว่าจะอ้อนเขา จะอ่อยเขาคราวนั้นเขานึกว่าเธอจะแกล้งพูดเล่นๆ แต่ที่ไหนได้...เธอกลับทำจริงๆ จนเขาเกือบเผลอตัวอยู่หลายครั้ง ถึงเขาจะรักเธอให้ตายยังไงแต่เขาก็ไม่กล้าแตะต้องเธออยู่ดี 

               “คิดถึง...คิดถึงที่สุดเลย” แก้วเจ้าจอมบอกเขา พยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ พยายามจะไม่ให้เขารู้ว่าเธอรู้สึกว้าเหว่มากแค่ไหนเวลาที่เขาไม่อยู่ ถึงที่ฐานจะปลอดภัยแต่มันก็ไม่อุ่นใจเท่ากับมีเขาอยู่ด้วย แต่จะให้เธอไปเรียกร้องเอาอะไรจากเขานั้นเธอคงไม่กล้า ลำพังแค่เขาต้องเหนื่อยกับงานมันก็มากพอแล้ว เธอไม่อยากทำให้เขาต้องมาคิดมากเรื่องของเธออีก 

               “พี่พนาจ๋า...แก้วคิดถึงพี่” สองแขนแกร่งยิ่งกอดเธอแน่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงที่สั่นเครือของเธอบอก เขาเองก็คิดถึงเธอมากเช่นกัน เขาพยายามแทบตายที่จะเอาตัวเองออกมาให้ห่างๆ จากเธอ แต่มันกลับห่างได้แค่กาย แต่หัวใจของเขานี่สิมันกลับไปอยู่ที่เธอหมดทั้งดวงแล้ว 

               “พี่ก็คิดถึงแก้วนะ” เขาหอมที่แก้มนวลฟอดใหญ่ สูดกลิ่นหอมให้ชื่นใจให้สมกับที่คิดถึงเธอจริงๆ เขาล่ะกลัวใจตัวเองนัก กลัวใจตัวเองจริงๆ ที่จะไม่แข็งแกร่งพอจนเผลอล่วงเกินเธอเข้า “กลับบ้านกันเถอะ” เขากระซิบบอกแล้วจูงมือเธอกลับบ้านพัก แก้วเจ้าจอมจึงกอดแขนของเขาแน่นไม่ยอมอยู่ห่างจากเขาแม้แต่น้อย 

               จนเมื่อมาถึงบ้านพักผู้กองพนาก็นำอาวุธปืนประจำกายไปเก็บให้เรียบร้อย ส่วนเป้ที่เขาใช้ในการออกลาดตระเวนนั้นแก้วเจ้าจอมช่วยเอาไปจัดการให้ โดยจะแยกเสื้อผ้าที่ใส่แล้วเอาไว้ซักให้เขา เคลียร์เป้จนเรียบร้อย ทำหน้าที่ของเมียให้ดีที่สุดโดยมีเขานั่งมองอยู่ข้างๆ จากทุกทีที่เขาจะต้องทำเองกลับกลายมาเป็นว่าตอนนี้แก้วเจ้าจอมกลับมาทำแทนเขาไปเสียหมดทุกอย่าง อะไรที่คนเป็นเมียควรทำ เธอทำได้อย่างไม่มีบกพร่องเลย 

               “พี่พนาเหนื่อยมั้ยคะ หน้าตาอิดโรยเชียว” พอเคลียร์เป้ของเขาเสร็จ แก้วเจ้าจอมก็ขยับกายขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของเขาเอาไว้ทันทีแล้วยื่นสองมือไปจับประคองใบหน้าเขาอย่างสำรวจ 

               “หนวดเคราเริ่มขึ้นแล้ว ไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวนะคะ เดี๋ยวแก้วโกนหนวดให้” 

               “ทำเป็นหรอ” ผู้กองพนาถามพลางกอดรอบเอวบางเอาไว้ ช่วงแรกๆ เขาก็ไม่ค่อยอยากให้เธอขึ้นมานั่งคร่อมบนตักเขาแบบนี้หรอก แต่ทุกวันนี้เขาว่าเขาเริ่มชินแล้ว ออกจะชอบเสียด้วยซ้ำ 

               “ทำเป็นสิคะ แก้วเคยทำ” 

               “ทำให้ใคร” 

               “ก็ทำให้พี่พนาไง” เธอเอียงคอบอกราวกับมันเป็นเรื่องทั่วไปที่ธรรมดามากๆ แต่ผู้กองพนาที่รู้แก่ใจดีว่าเธอไม่เคยทำให้เขาจึงค่อยๆ ลดมือลงจากเอวของเธอ พอคิดว่าเธอคงจะเคยทำให้คนอื่นเขาก็แทบจะไม่กล้ากอดเธอแล้ว ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเธอด้วย ถ้าถึงขั้นโกนหนวดเคราให้กันได้นี่ต้องสนิทกันระดับไหน หากว่าเธอกับใครคนนั้นแต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว แบบนี้เขาไม่ต้องเป็นชู้แย่งเมียชาวบ้านหรอ 

               “พี่พนาไปอาบน้ำนะ แก้วก็จะอาบเหมือนกัน อาบน้ำพร้อมกันก็ดีนะคะแก้วจะได้ดูแผลผ่าตัดให้พี่พนาด้วย ดูสิ ยังไม่ค่อยหายดีก็ยังจะรีบไปทำงานอีก ไหน ให้คุณหมอตรวจแผลหน่อยสิคะ” แก้วเจ้าจอมจะดึงเสื้อของเขาออกเพื่อดูรอยแผลผ่าตัดแต่ผู้กองพนากลับปัดมือของเธอหนีจนแก้วเจ้าจอมตกใจ เขาปัดมือเธอหนีราวกับชิงชังเธอเลย... 

               “แผลไม่ได้เป็นอะไรหรอก พี่ดูแลตัวเองดีตามที่แก้วบอกเลยนะ พี่...พี่ขอตัวไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน” เขาผละเธอออกจากตัวแล้วรีบลุกหนีเข้าห้องน้ำไปทิ้งให้แก้วเจ้าจอมได้แต่มองตามอย่างใจเสีย เธอแต่งงานเป็นเมียเขาแล้วเธอก็เฝ้ารอคำว่ารักจากเขา แต่พอได้แล้วเธอก็หวังอยากจะใกล้ชิดกับเขามากกว่านี้แต่เหมือนเขาจะไม่อยากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเธอ ไหนเขาบอกว่ารักเธอ รักเธอแล้วทำไมถึงไม่...หรือว่าเธอมีอะไรน่ารังเกียจ เขารังเกียจร่ายกายของเธอหรอ 

               ผู้กองพนากำกำปั้นแน่นแล้วทุบเข้ากับผนังห้องน้ำด้วยความเจ็บใจ มันว้าวุ่นใจไปหมดเมื่อเขาอยากจะแสดงความรักกับเธอให้ได้มากกว่านี้แต่เขาก็ทำไม่ได้ ยุคสมัยนี้เขาไม่ได้สนใจแล้วล่ะว่าผู้หญิงที่เขารักจะยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่มั้ย แต่ที่เขากลัวก็คือเขากลัวว่าเขาจะเผลอไปมีอะไรกับเมียของคนอื่น หัวอกลูกผู้ชายด้วยกันมันไม่ควรทำกันแบบนี้ ทั้งผู้หมวดลูกชายรองแม่ทัพภาคที่ 3 หรือหนุ่มทหารเรือเจ้าของแหวนญาติที่นิ้วเธอ ถ้าเขาเผลอไปรังแกเธอเข้าแล้วซักวันเธอจำเรื่องราวทุกอย่างได้ขึ้นมาล่ะ มันจะไม่เป็นตราบาปติดตัวเธอหรอ หลงรักคนมีเจ้าของทำไมมันถึงได้เจ็บแบบนี้ ได้อยู่ด้วย ได้กอด ได้จูบ แต่ไม่มีสิทธิ์แนบชิด แค่เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เขาก็ทำผิดต่อเธอมากมายแล้ว 

               “พี่รักแก้วนะ รักเหลือเกินคนดีของพี่ พี่รักแก้ว...” เขาพึมพำออกมาแล้วก็ตักน้ำขึ้นมาราดศีรษะเพื่อเรียกสติตัวเองให้กลับมา ทำไมมันถึงเป็นการทำใจที่ลำบากแบบนี้ 

  

 

 

               บรรยากาศมื้อเย็นวันนี้ดูอึมครึมแปลกๆ จนทุกคนรู้สึกได้เมื่อผู้กองพนาพาแก้วเจ้าจอมมาร่วมมื้ออาหารเย็นที่โรงครัว เพราะถ้าขืนเขายังอยู่กับเธอสองต่อสอง ความรักความคิดถึงที่พล่านอยู่ในตัวของเขาตอนนี้มันได้ทำให้เขาเผลอตัวไปกับเธอง่ายๆ แน่ อยู่รวมกันหลายๆ คนแบบนี้แหละดีแล้ว 

               “ไม่เจอเมียตั้งสามวัน ดูผู้กองจะไม่คิดถึงเมียเลยนะ” ผู้หมวดเผ่าเทพหันมาพูดกับผู้หมวดศิวะ เพราะเขายังเดินได้ไม่คล่องจึงไม่ได้ออกไปลาดตระเวนกับทุกคน 

               “ไม่คิดถึงอะไร ตอนออกลาดตระเวนเห็นเอาแต่จูบผ้าเช็ดหน้าที่คุณแก้วปักให้แทบตลอดเวลา ดูจะรักจะคิดถึงเมียซะเหลือเกิน น่าแปลก...พอกลับมาแล้วแทนที่จะสวีทกับเมียกันสองต่อสอง แต่นี่กลับพาเมียมานั่งกินข้าวกับทุกคน ทำท่าอย่างกับกลัวเมียจะปล้ำ” ผู้หมวดทั้งสองแอบกระซิบพูดคุยกันแล้วมองผู้กองพนาตักกับข้าวให้แก้วเจ้าจอมอย่างเอาใจ มันดูขัดหูขัดตาแปลกๆ คนอะไรดูรักเมียซะเหลือเกินแต่กลับเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจที่กั้นกลางผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอมเอาไว้ 

               แก้วเจ้าจอมกินข้าวอย่างเงียบๆ ยิ้มบางๆ ยามที่สามีตักกับข้าวให้แล้วก็ก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร ความรู้สึกภายในใจลึกๆ ยังคลางแคลงสงสัยไม่หายว่าเธอมีอะไรน่ารักเกียจนักสามีถึงไม่ชอบให้เธอเข้าใกล้ เขาดูแลเธอดี ดีทุกอย่างแต่มีเพียงแค่เรื่องนี้เท่านั้น เธอก็ไม่ได้ก๋ากั่นพอที่จะอยากนอนกับผู้ชายมาก แต่เธอแค่สงสัย มีที่ไหนผู้ชายที่แต่งงานแล้วไม่ยอมแตะต้องเมียเลย 

               “กับข้าวอร่อยจังเลยนะครับ ฝีมือดาบพัฒนาขึ้นแล้วนะเนี่ย” ผู้หมวดศิวะแซวดาบดำรงเพราะรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศอึมครึมแบบนี้ เขาเป็นคนชอบความสนุกสนานร่าเริง เล่นมานั่งกินข้าวแล้วเงียบกริบแบบนี้เขาไม่ชินเอาซะเลย 

               “ผิดแล้วล่ะครับหมวด อาหารมื้อนี้น่ะฝีมือคุณแก้วทุกอย่างเลย ผมหุงข้าวแค่อย่างเดียว” แก้วเจ้าจอมยิ่งก้มหน้างุดเมื่อทุกคนหันมาจ้องมอง ทำตัวไม่ถูก ถึงแม้ทุกคนจะเป็นตำรวจ แต่การเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในวงอาหารเย็นแบบนี้มันก็อดประหม่าไม่ได้เหมือนกัน ตอนที่ผู้กองพนาไม่อยู่เธอไม่เคยมาร่วมกินข้าวกับทุกคนเลย เธอจะอยู่ดูแลที่ห้องพยาบาล พอถึงห้าโมงเย็นก็จะกลับเข้าบ้านแล้วไม่ออกมาอีก พยายามทำตัวให้เงียบและไม่เป็นปัญหากับทุกคนให้มากที่สุด 

               “ผู้กองนี่โชคดีจังเลยนะครับ ได้เมียสวย น่ารัก ทำกับข้าวเก่ง เป็นถึงคุณหมอด้วย หามาจากไหนหรอครับผมจะไปหาบ้าง” 

               “ต้นไม้ใหญ่ในป่า หมวดลองไปหาดูเอานะ นางไม้น่ะ” ผู้กองพนาว่าขำๆ แล้วหันมามองทางแก้วเจ้าจอม เห็นเธอทำท่าอึดอัดแบบนี้แล้วเขาก็ต้องเงียบ ดูเหมือนอารมณ์ของเธอจะไม่พร้อมกับการล้อเล่นแบบนี้ เธอคงจะคิดมากเรื่องเมื่อก่อนหน้านี้ การที่เขาไม่แตะต้องเธอเลยมันคงจะทำให้เธอคิดมาก 

               “พี่ล้อเล่น” เขายิ้มบอกเธออีก ซึ่งเธอก็ยังคงยิ้มบางๆ ตอบเขาตามเดิม แล้วบรรยากาศก็กลับมาอึมครึมจนตำรวจนายอื่นๆ รีบกินข้าวแล้วขอตัวออกไปจนเหลือเพียงแค่ผู้กองพนา แก้วเจ้าจอม ผู้หมวดทั้งสอง ดาบดำรงและตำรวจอีกสองนายเท่านั้นที่เป็นเวรเคลียร์โรงครัววันนี้ แต่พอใกล้จะกินมื้อเย็นกันเสร็จผู้หมวดริษาก็ปรากฎตัวขึ้นเมื่อเธอเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มแสนสดใส จนทุกคนสงสัยกันว่าเธอมาที่นี่ทำไมในเวลาค่ำๆ มืดๆ จะว่าทางผ่านกลับบ้านก็ไม่น่าใช่ 

               “สวัสดีค่ะทุกคน”  

               “หมวดมาทำอะไรที่นี่ครับ นี่มันมืดแล้วนะ ขากลับจะทำยังไง” ผู้หมวดเผ่าเทพถาม ที่นี่เวลาปกติพอตะวันตกดินแล้วก็ไม่ค่อยมีใครออกมานอกบ้านกันหรอก หรือผู้หมวดมาริษาจะเห็นว่าตัวเองเป็นลูกสาวผู้ใหญ่บ้านและสนิทกับคนที่นี่กันเลยคิดจะไปไหนมาไหนก็ได้ 

               “ฉันยังไม่อยากกลับบ้านน่ะค่ะ” ผู้หมวดมาริษาตอบ รู้แหละว่าไม่ควรออกมานอกบ้านในเวลาค่ำมืดแบบนี้ แต่เพราะตั้งแต่เสียน้องชายไปผู้หมวดมาริษาก็โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองจนไม่กล้าสู้หน้าพ่อกับแม่ ทุกวันนี้ผู้หมวดสาวเลยมักจะนอนค้างที่โรงเรียนของตัวเองบ้าง บ้านเพื่อนบ้างแล้วก็...มาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อยๆ เพื่อคลายความเศร้าและความเหงา 

               “มีใครสนใจดื่มกับฉันมั้ยคะ”” 

               ตึง!!! เหล้าสองขวดถูกตั้งลงบนโต๊ะอาหารเย็นที่ทุกคนกำลังจะอิ่มกันแล้ว ผู้กองพนาเห็นแล้วก็ต้องถอนหายใจ ปกติการดื่มในฐานแบบนี้เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเข้าใจดีว่าการมาทำงานที่นี่มันเครียดมาก ไหนจะต้องจากครอบครัวมาไกลอีก ความเป็นอยู่ก็ไม่สะดวกสบายเลยแม้แต่น้อย เหล้าจึงเป็นสิ่งเดียวที่จะปลุกปลอบจิตใจของทุกคนได้บ้าง แต่การดื่มก็ต้องมีขอบเขต ใครดื่มแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้จะต้องถูกลงโทษสถานหนักในทันที ส่วนผู้หมวดมาริษานั้นเขาดูออกว่าเป็นขาดื่มตัวยงเลยล่ะ แต่...คออ่อนไปหน่อย เวลามีเรื่องไม่สบายใจอะไรเป็นต้องชวนคนอื่นตั้งวงทุกที 

               “จะดื่มก็ได้ แต่ต้องดื่มแบบมีสติเท่านั้นนะครับหมวด หมวดโทรไปบอกผู้ใหญ่ก่อนด้วยว่าหมวดอยู่ที่นี่ ผู้ใหญ่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” ผู้กองพนาอนุญาตแล้วเอื้อมแขนมากอดรอบเอวบางของแก้วเจ้าจอมเอาไว้เพราะกลัวเธอเข้าใจเขาผิดที่เขายอมให้ผู้หมวดมาริษามาดื่มที่นี่ 

               “แต่ถ้าเมาก็เอาไปส่งบ้านหน่อยนะ” ผู้กองหนุ่มหันมากระซิบบอกกับผู้หมวดทั้งสองเมื่อผู้หมวดมาริษาเดินเข้ามานั่งประจำที่และทำตามที่ผู้กองพนาบอกคือการโทรไปบอกกับทางบ้านว่าตนอยู่ที่นี่ 

               “แหมดีจัง นานๆ ทีจะได้ดื่ม มีดื่มแบบนี้มันก็ต้องมีเพลงด้วยสิครับ” ดาบดำรงนึกสนุกตามแล้วหันไปหยิบกีตาร์ตัวเก่าที่แขวนอยู่ข้างครัวออกมา ผู้หมวดศิวะเลยรีบชูมือขอ ตั้งวงหน่อยก็ดีเผื่อบรรยากาศอึมครึมๆ จะดีขึ้น  

               “มาๆๆ เดี๋ยวคืนนี้ผมจะเป็นนักร้องให้เอง” 

               เพราะนานๆ ทีจะได้ดื่มกันผู้กองพนาเลยพาแก้วเจ้าจอมอยู่ร่วมวงกับทุกคนด้วย เขาเองก็อยากจะดื่มเหมือนกัน ดื่มเพื่อให้คลายเรื่องกลุ้มๆ ที่เผลอไปรักคนมีเจ้าของจนหมดใจแต่ก็เลวไม่พอที่จะทำอะไรเธอ หวังอยากจะดื่มให้เมาแต่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้อีกเหมือนกัน ถ้าเขาเมาแล้วขาดสติเมื่อไหร่ เรื่องที่เขายับยั้งชั่งใจเอาไว้ทั้งหมดได้พังแน่ๆ 

               แก้วเจ้าจอมไม่ได้ดื่มกับทุกคน เธอเพียงแค่นั่งเงียบๆ ฟังทุกคนพูดคุยกันเท่านั้น ความน้อยใจสามียังคงมีอยู่ แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังนั่งเบียดเขาและกอดแขนเขาเอาไว้ ไม่กอดแขนเธอก็จับหน้าขาของเขาทำเอาผู้กองพนาเสียวท้องน้อยวูบวาบขึ้นมา นี่ขนาดอยู่ในวงเหล้าเธอก็ยังจะลวนลามเขาอีกหรอเนี่ย 

               ผู้หมวดมาริษามองดูความสนิทสนมของคนทั้งคู่แล้วก็ต้องแอบเบะปากให้เมื่อเห็นแก้วเจ้าจอมเอาแต่นั่งกอดผู้กองพนาและไม่พูดไม่ดื่มกับทุกคน มันน่าหมั่นไส้เสียจริงๆ ผู้กองพนาเองก็ดูจะโอ๋เมียมาก กอดเมียไม่ยอมปล่อยแบบนี้กลัวเขาไม่รู้หรอว่าเป็นอะไรกัน 

               “คุณแก้วครับ ร้องซักเพลงมั้ยครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพเห็นเธอดูเงียบๆ มาตั้งแต่ตอนกินข้าวแล้วเลยยื่นกีตาร์มาให้ แต่ยังไม่ทันที่แก้วเจ้าจอมจะเอื้อมมือไปรับกีตาร์มาเลยผู้หมวดมาริษาก็ว่าขึ้น 

               “คุณแก้วจะร้องเพลงเล่นกีตาร์ได้ยังไงคะ ความจำเสื่อมอยู่ไม่ใช่หรอ น่าแปลกนะคะ จำได้ว่าตัวเองเป็นหมอ แต่จำเรื่องราวส่วนตัวของตัวเองไม่ได้เลย” 

               เกิดความเงียบขึ้นมาในวงเหล้าทันทีเมื่อแก้วเจ้าจอมก้มหน้างุดไม่โต้ตอบอะไร พอเห็นกีตาร์เธอก็รู้ทันทีว่าตัวเองเล่นกีตาร์ได้ เหมือนกับมีใครเคยสอนเธอแต่เธอนึกไม่ออก เธอรู้แค่ว่าเธอเล่นกีตาร์ได้เท่านั้น แต่พอผู้หมวดมาริษาพูดแบบนี้แล้วเจ้าจอมก็ไม่กล้ารับเอากีตาร์มาเล่นเพราะเดี๋ยวจะกลายมาเป็นเรื่องราวให้ผู้หมวดคนนี้หาเรื่องเธออีก 

               “เออ ผมเล่นแทนคุณแก้วเองครับ เห็นแบบนี้แต่สมัยหนุ่มๆ นี่ผมก็มีวงดนตรีเล่นเหมือนกันกับเขานะ” ดาบดำรงรับกีตาร์มาแทนแก้วเจ้า ในฐานะที่เขาอายุมากที่สุดในนี้เขาก็ไม่อยากจะให้มีเรื่องกัน โดยเฉพาะเรื่องความหึงหวงของผู้หญิง แก้วเจ้าจอมดูไม่สู้คนแบบนี้เดี๋ยวคงได้ถูกผู้หมวดมาริษารังแกเอา 

               ผู้กองพนาผายมือเชิญให้ดาบดำรงร้องเพลงแทนแก้วเจ้าจอมก่อนจะโอบตัวเธอไว้แนบกับตัวของเขา มืออุ่นๆ ลูบศีรษะของเธอเบาๆ แล้วก้มลงมายิ้มให้ แก้วเจ้าจอมก็ยิ้มรับแล้วเอียงศีรษะอิงเขา เห็นเขาใส่ใจเธอมากกว่าผู้หมวดมาริษาแบบนี้แล้วเธอก็ดีใจ แต่ผู้หมวดมาริษากลับยิ่งขัดใจที่ดูเหมือนกับว่าทุกคนกำลังช่วยกันปกป้องแก้วเจ้าจอม ผู้กองพนา ทั้งดาบดำรง นี่จะหลงเสน่ห์ความสวยอะไรนักนักหนา 

               “เพลงนี้ผมขอมอบให้กับ...ลูกสาวกับเมียของผมที่รอผมอยู่ที่อุบลฯ นะครับ” ดาบดำรงยิ้มบอกทุกคนก่อนจะเริ่มดีดกีตาร์ทำเอาทุกคนในวงเหล้าพากันตบมือให้นายดาบผู้ห่างบ้านมาไกลเพื่อมาเป็นแนวหน้าปกป้องชายแดนใต้ หนึ่งเดือนถึงจะได้กลับไปเยี่ยมบ้านที และบางเดือนก็ไม่ได้ไปไหนเลยตามแต่ละสถานการณ์ของช่วงนั้นๆ 

               (“♪♫เก็บกระเป๋าเสื้อผ้าคว้าปืนคู่กาย ก้าวเท้าลงบันไดด้วยใจอาวรณ์ กอดเมียรักเอาไว้แนบใจพี่จะลา อย่าร้องไห้เลยหนาจงฝืนทำใจ จากภาคเหนืออีสานเดินทางลงใต้ เกียรติตำรวจของไทยป้องผืนแผ่นดิน เสี่ยงความกลัวความเหงาสู้ความคิดถึง ทุกๆ วันคำนึง ถึงบ้านของเรา ทำอะไรอยู่หนอลูกพ่อเมียขวัญ คิดถึงเจ้าทุกวันฝันทุกค่ำคืน...ถึงเธอ♫♪”) น้ำเสียงของดาบดำรงบ่งบอกให้รู้ว่าตอนนี้เขาคงรู้สึกคิดถึงครอบครัวมาก การจากบ้านมาไกลหลายปีแบบนี้มันทั้งคิดถึงบ้านและเปลี่ยวเหงากันอย่างสุดๆ ทำให้ทุกวันนี้มีเจ้าหน้าที่บางนายที่อาสามาปกป้องชายแดนไม่อาจข่มใจทนต่อความคิดถึงบ้านและความเปลี่ยวเหงาได้จึงลาออกกันไป และพอมีคนลาออก ก็มีคนใหม่สมัครเข้ามาปกป้องชายแดนต่อวนอยู่เช่นนี้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนนอกจากจะต้องใช้แรงกายในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว พวกเขาก็ยังต้องใช้แรงใจที่เข้มแข็งอดทนเป็นอย่างมากในการช่วยพยุงจิตใจให้แกร่ง เพื่อสู้กับภาระหน้าที่ในยามที่ต้องห่างบ้านมาไกล 

(“♪♫ปืนดังปังเสียงดังปวดแสบ เจ็บแปลบที่ท้องเจียนตาย กัดฟันสู้แต่มันลอบทำร้าย ใครก็ได้มันฆ่าเหี้ยนแล้วลงรู ท่องคาถาเอาไว้ว่าไม่อาจตาย ทุกๆ ลมหายใจมีไว้รอเธอ หลั่งเลือดทาแผ่นดินภาคภูมิเสมอ ฉันจะเคียงข้างเธอ บนแผ่นดินของเรา ปืนดังปังเสียงดังปวดแสบ เจ็บแปลบที่ท้องเจียนตาย กัดฟันสู้แต่มันรอบทำร้าย ใครก็ได้มันฆ่าเหี้ยนแล้วลงรู ปืนยังดังเสียงบอมดังแผด ไฟแลปเลียทั่วด้ามขวาน รวมกันสู้ดับไฟร้ายให้ด้ามขวาน กลับมางามร่มเย็นตลอดไป 

ปืนยังดังเสียงบอมดังแผด ไฟแลปเลียทั่วด้ามขวาน รวมกันสู้ดับไฟร้ายให้ด้ามขวาน กลับมางามร่มเย็นตลอดไป ท่องคาถาเอาไว้ว่าไม่อาจตาย ทุกๆ ลมหายใจมีไว้รอเธอ หลั่งเลือดทาแผ่นดินภาคภูมิเสมอ ฉันจะเคียงข้างเธอ บนแผ่นดินของเรา♫♪”) (*เพลงทุกลมหายใจ - พงษ์สิทธิ์ คำภีร์) นับว่าเป็นบทเพลงที่กินใจเหล่าตำรวจไม่น้อย ซึ่งความหมายของเนื้อเพลงมันสะท้อนถึงภาระหน้าที่ที่เสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ต่างคนต่างก็จากบ้านมาเพื่อมารักษาความสงบให้กับพื้นที่แห่งนี้ พอเพลงจบลงทุกคนก็ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มกันคนละอึกสองอึกแล้วก็ไม่พูดอะไรออกมา เพราะความรู้สึกเหล่านี้มันซึบซับอยู่ในหัวใจของพวกเขาอยู่แล้ว แม้จะไม่ต้องไปตีฆ้องร้องป่าวบอกใครๆ ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ แต่พวกเขาจะรู้ด้วยหัวใจของพวกเขาเองว่าที่ต้องยอมห่างไกลบ้านมาอยู่ที่นี่ พวกเขายอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อมารักษาความสุขของส่วนรวมเอาไว้  

“แหม ร้องเพลงซะซึ้งเลยนะดาบ” ผู้หมวดเผ่าเทพแซว แล้วดาบดำรงก็หยิบภาพลูกเมียของตนออกมาอวดอีกครั้ง ซึ่งมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ยามที่มีการตั้งวงดื่มคลายเครียดดาบดำรงก็มักจะร้องเพลงนี้ แล้วปิดท้ายเพลงด้วยการเอาภาพถ่ายของผู้เป็นหัวใจของเขาออกมาโชว์ให้ทุกคนดู 

               เพลงที่แก้วเจ้าจอมได้ฟังนี้มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับเคยฟังจากที่ไหนมาก่อน และหากเธอจะดีดกีตาร์ร้องเพลงเธอก็จะเลือกร้องเพลงนี้เหมือนกับดาบดำรง เธอรู้สึกอินกับคำว่า ตำรวจ เป็นอย่างมาก เธออินในทุกๆ เรื่องราวของตำรวจ เข้าใจในการทำงานของตำรวจเสมือน...เธอเองก็เป็นตำรวจเหมือนกัน แต่...เธอจะเป็นตำรวจได้ยังไง เธอเป็นหมอไม่ใช่หรอ 

               “อ๊ะ!” อาการปวดศีรษะของเธอกำเริบขึ้นมาจนแก้วเจ้าจอมต้องรีบยกมืขึ้นมากุม พอคิดถึงแต่เรื่องของตำรวจ การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเธอก็รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมา เหมือนกับเธอจะจำอะไรได้แต่เธอก็นึกมันไม่ออก 

               “แก้ว ปวดหัวอีกแล้ว” ผู้กองพนารีบหันมาถามแล้วกอดประคองเธอเอาไว้อย่างห่วงใย ทุกๆ ครั้งที่เธอปวดศีรษะเขารู้ดีว่ามันเป็นสัญญาณของอะไร การที่เธอปวดศีรษะนั่นหมายถึงเธอกำลังจะจดจำเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เธอจะหายจากอาการความจำเสื่อม แต่ผู้กองพนากลับไม่อยากจะให้เธอจำอะไรได้เลยสักนิด ไม่...เขายังไม่อยากเสียเธอไป 

               “แก้วไม่เป็นไรค่ะ” แก้วเจ้าจอมบอก พยายามจะไม่คิดอะไรอีกแล้วเพราะเธอเองก็เริ่มที่จะกลัวการกลับมาจำเรื่องราวทุกอย่างได้ เธอกลัวว่าพอเธอจำทุกอย่างได้เธอจะลืมเขา เธอรักผู้กองพนา เธอยังอยากจะรักเขาแบบนี้ไปตลอดชีวิต เธอไม่อยากจะลืมเขา เพราะฉะนั้นเธอจะไม่พยายามจดจำเรื่องราวในอดีตอีก เธอจะต้องไม่ลืมคนรักของเธอ 

               “เรียกร้องความสนใจ” ผู้หมวดมาริษาแอบเบะปากว่าเมื่อเห็นทุกคนดูจะห่วงใยแก้วเจ้าจอมอย่างออกนอกหน้า ช่างเข้าใจสร้างสถานการณ์เสียจริง คงจะชอบล่ะสินะที่มีผู้ชายมารุมเอาใจ รุมเป็นห่วงแบบนี้  

ยิ่งเห็นผู้กองพนาเอาแต่ห่วงใยแก้วเจ้าจอมผู้หมวดมาริษาก็ยิ่งหงุดหงิดแล้วรินเหล้าใส่แก้วดื่ม สายตาก็จ้องมองแก้วเจ้าจอมอย่างรู้สึกขัดหูขัดตา หึ! ทำตัวบอบบางเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร เงียบๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา แต่สายตาที่มองผู้กองพนานี่สิ กลัวเขาไม่รู้หรอว่าเป็นผัวเมียกัน ผู้หญิงมันดูกันออก ที่ทำเป็นเรียบร้อยอ่อนหวานแบบนี้น่ะ ใครจะไปรู้ พอลับหลังได้อยู่กับผู้กองสองต่อสองอาจจะชอบอ่อยแล้วก็ยั่วผู้กองก็เป็นได้ 

               “คุณแก้วลองดื่มบ้างมั้ยคะ เผื่ออาการจะดีขึ้น” ผู้หมวดมาริษาว่าเมื่อทนความหมั่นไส้ไม่ไหว “ที่ปวดหัวคงเป็นเพราะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้มากจนเกินไปนะคะ ลองดื่มซักหน่อย บางทีคนเมาก็ไม่ค่อยคิดอะไรมากหรอกค่ะ อาจจะทำให้หลับสบายด้วยซ้ำ” ว่าแล้วผู้หมวดมาริษาก็รินเหล้าใส่แก้วให้กับแก้วเจ้าจอมในปริมาณที่มากกว่าของคนอื่นๆ แล้วยื่นให้ ดูซิ เวลาเมาแล้วจะยังแอ๊บใสซื่อต่อไปได้อีกมั้ย 

               “ไม่เอาหมวด แก้วเขาเป็นหมอนะ เขาดื่มไม่เป็นหรอก” ผู้กองพนาผลักแก้วเหล้าคืน 

               “ทำไมล่ะคะผู้กอง หมอก็คนเหมือนกันทำไมจะดื่มเหล้าไม่ได้” ผู้หมวดมาริษายังคงส่งแก้วเหล้าให้กับแก้วเจ้าจอมอีก  

               “ให้ผมดื่มแทนก็ได้นะครับ” ผู้หมวดศิวะจะยื่นมือมาหยิบแก้วเหล้าไป แต่ผู้หมวดมาริษาก็หันมามองเขาอย่างเอาเรื่องจนผู้หมวดหนุ่มหน้าจ๋อยไปในทันที 

               “ถ้าคุณแก้วไม่อยากดื่มก็ไม่ต้องไปบังคับเขาหรอกหมวด บางทีคุณแก้วอาจจะดื่มเหล้าไม่เป็นก็ได้” ผู้หมวดเผ่าเทพช่วยห้ามอีกคนเพราะคิดว่าผู้หมวดมาริษาน่าจะกำลังหาเรื่องแก้วเจ้าจอมอยู่ ส่วนคนที่ถูกหาเรื่องก็ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่เช่นเคย 

               “ดื่มเป็นหรือไม่เป็นเราก็จะได้รู้กันค่ะ เนี่ย! ที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็ดื่มกันหมดมีแค่คุณแก้วคนเดียวที่ไม่ดื่ม แบบนี้มันไม่ทำตัวแปลกแยกไปหรอคะ” แก้วเหล้าแก้วนั้นยังคงถูกยัดเยียดมาให้แก้วเจ้าจอม แก้วเจ้าจอมจึงเงยหน้าขึ้นมองผู้หมวดมาริษา เหมือนอีกฝ่ายจงใจจะท้าทายเธอมากกว่าการชวนดื่มเพื่อความสนุกเฮฮา 

               “ไม่เอาแก้ว ไม่ต้องดื่ม” ผู้กองพนาส่ายหน้าให้เพราะความเป็นห่วงเธอ แต่พอเขาจะเอื้อมมือมาหยิบเหล้าแก้วนั้นไปดื่มแทนแก้วเจ้าจอมกลับคว้าแก้วเหล้าเอาไว้แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าเพิ่งจะดื่มน้ำเปล่าไปก็ไม่ปานทำเอาทุกคนพากันอึ้งเป็นแถบๆ เหล้าเพียวๆ เต็มแก้วไม่ผสมอะไรเลย ขนาดผู้ชายที่ดื่มบ่อยๆ ก็ยังต้องจิบทีละน้อย นี่อะไร ทำไมเธอถึงกระดกหมดแก้วอย่างไม่รู้สึกรู้สาแบบนี้ 

               “เออ...ดะ...ดื่มได้” ผู้หมวดศิวะไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองขณะหันมามองหน้ากันกับผู้หมวดเผ่าเทพและผู้กองพนา 

               “หมวดริษาจะให้ฉันดื่มเพิ่มอีกมั้ยคะ” แก้วเจ้าจอมถามอีกฝ่ายที่ยังคงมองเธออย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาอยู่ และไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายต้องตอบ คราวนี้แก้วเจ้าจอมเอื้อมมือไปหยิบเหล้าอีกขวดที่ยังไม่ได้เปิดมาเปิดฝาออกแล้วยกขึ้นดื่มอีกทันที สีหน้าของเธอไม่ได้บ่งบอกถึงรสชาติของเหล้าที่ดื่ม เธอกระดกเหล้าทั้งกลมดื่มเหมือนกับดื่มน้ำเปล่าจากขวด จากเหล้าเต็มๆ ขวด ใช้เวลาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำแก้วเจ้าจอมก็วางขวดเหล้าเปล่าลงบนโต๊ะ อาการแสบร้อนที่คอพอมีบ้างเธอจึงรับน้ำเปล่าจากผู้กองพนามาดื่มต่อแล้วปรายตามองมาทางผู้หมวดมาริษา อยากให้เธอดื่มเหล้านักเธอก็ดื่มให้แล้ว ทีนี้ยังจะมาหาเรื่องอะไรเธออีก 

               “ผู้กอง...” อย่าว่าแต่ทุกคนในวงเหล้าจะอึ้งเลย แม้แต่ผู้กองพนาเองก็อึ้งไม่ต่างกัน เขาว่าเขาคอแข็งที่สุดแล้ว แต่ใครจะไปรู้ว่าเธอจะคอแข็งมากกว่าเขาเสียอีก ผู้หญิงอะไรตัวเล็กนิดเดียวแต่กลับกระดกเหล้าทั้งกลมได้อย่างหน้าตาเฉย แล้วก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเมาด้วย 

               เพราะเกิดเป็นลูกสาวท่ามกลางพี่ชายและน้องชายมากมายแก้วเจ้าจอมจึงถูกผู้เป็นพ่อสอนดื่มเหล้ามาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ผู้เป็นพ่อไม่ได้ต้องการเพียงแค่จะให้เธอดื่มเหล้าเป็น แต่ผู้เป็นพ่อต้องการจะฝึกให้เธอคอแข็งเวลาที่ถูกมอมเหล้าเธอจะได้มีสติและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผบ.กรันณ์ไม่ต้องการจะให้ลูกสาวเพียงคนเดียวของตนนั้นอ่อนแอ ยิ่งเป็นลูกสาวที่สวยมากขนาดนี้คนเป็นพ่อจึงต้องทำทุกวิธีเพื่อสอนให้ลูกเอาตัวรอดได้ ทั้งการใช้อาวุธ ศิลปะการป้องกันตัวทุกรูปแบบ ผบ.กรันณ์ก็สอนให้กับแก้วเจ้าจอมจนหมด แม้แต่เรื่องอาหารการกิน การดื่มเขาก็ต้องสอนลูก เพื่อให้ลูกรู้ทันคนจนแก้วเจ้าจอมสามารถดวลเหล้ากับเหล่าพี่ชายและน้องชายได้หลายยกอย่างไม่มีทีท่าว่าจะคออ่อนล้มพับได้ง่ายๆ เพราะร่างกายของเธอมันคุ้นชินกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แล้ว 

               “ผู้หมวดจะให้ฉันดื่มเหล้าขวดนี้ด้วยมั้ยคะ” แก้วเจ้าจอมชี้มาที่ขวดเหล้าที่เหลือจนผู้กองพนาต้องรีบคว้าเหล้าขวดนั้นเอาไว้แล้วส่งให้ผู้หมวดเผ่าเทพเอาไปเก็บให้ห่างจากมือเธอ แค่กระดกไปขวดหนึ่งนี่ก็อึ้งกันทั้งวงแล้ว ดูเธอสิ นอกจากหน้าที่เรื่อสีแล้วเธอก็ไม่มีอาการของคนเมาให้เห็นเลย ทั้งสีหน้าและแววตายังดูปกติดีทุกอย่าง การทรงตัวก็เรียกได้ว่าเยี่ยม เหล้าขวดนั้นไม่สามารถทำอะไรเธอได้เลย 

               “สงสัยเหล้าขวดนั้นจะเป็นของปลอม” ผู้หมวดศิวะว่า ในขณะที่ผู้หมวดมาริษาหน้าเสียไปไม่น้อย ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะท้าให้อีกฝ่ายดื่มจนสติหลุดแล้วเผยนิสัยจริงๆ ออกมาแต่กลับกลายเป็นว่าตนกลับเป็นคนที่ช่วยทำให้แก้วเจ้าจอมเผยความสามารถอีกอย่างออกมาแทน ผู้หญิงอะไรกินเหล้าได้ดุขนาดนี้ 

               “ผมว่าวันนี้เราดื่มกันแค่นี้พอนะ แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะพรุ่งนี้ต้องลุยงานกันต่อ” ผู้กองพนาตัดบทขึ้น ขืนให้ดื่มต่อแก้วเจ้าจอมได้กระดกเหล้าไปเยอะกว่านี้แน่ๆ แค่นี้ก็อึ้งกันจะแย่แล้ว 

               “แก้ว กลับบ้านกัน แก้วเดินไหวมั้ย ให้พี่ประคองมา” ผู้กองพนาจะช่วยประคองเธอเพราะกลัวเธอจะเมาจนทรงตัวไม่อยู่ แต่แก้วเจ้าจอมกลับพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วลุกขึ้นเดินได้อย่างปกติ ไม่มีการเดินเซ ไม่มีอาการมึนให้เห็นแต่อย่างใดจนทุกคนทึ่งในตัวเธอนัก สำหรับแก้วเจ้าจอม เธอมีเรื่องมาให้พวกเขาเซอไพรส์ได้ตลอดเลย 

               “บ้าจริง” ผู้หมวดมาริษาเจ็บใจ ผู้หมวดศิวะกับผู้หมวดเผ่าเทพที่แอบมองตามแก้วเจ้าจอมเดินกลับบ้านพักไปกับผู้กองพนาถึงกับอ้าปากค้างหวอที่เห็นเธอเดินตามผู้กองพนาไปได้อย่างปกติ เหมือนกับไม่เคยดื่มเหล้ามาก่อน จนเมื่อแก้วเจ้าจอมกับผู้กองพนาลับสายตาไปแล้วพวกเขาทั้งสองคนก็หัวเราะออกมาลั่นจนคนอื่นๆ พากันหัวเราะตาม 

               “ไปครับหมวด เดี๋ยวผมไปส่งกลับบ้าน” ผู้หมวดศิวะบอกผู้หมวดมาริษาพลางหัวเราะไม่หยุดกับการหาเรื่องแก้วเจ้าจอมจนผู้หมวดสาวหน้าเสียไปเลยทีเดียว เห็นเงียบๆ ซื่อๆ แบบนี้แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนแก้วเจ้าจอมจะมีหนามแหลมๆ ซ่อนอยู่รอบตัวยังไงก็ไม่รู้ เหมือนกับว่าผู้หญิงคนนี้ยังมีเรื่องที่ทำให้พวกเขาต้องเซอไพรส์อีกมากมาย 

  

 

 

               ผู้กองพนาแอบสังเกตอาการของแก้วเจ้าจอมอยู่เงียบๆ กระดกเหล้าไปทั้งขวดเพียวๆ ภายในเวลาไม่ถึงนาทีขนาดนั้นแล้วยังเดินตัวปลิวได้แบบนี้ ขอบอกเลยว่าเขายอมแพ้ เธอดื่มเหล้าเก่งกว่าเขามาก เป็นหมออะไรดื่มเก่งแบบนี้ เมื่อก่อนคงจะไปก๊งเหล้ากับหนุ่มๆ บ่อยล่ะสิท่า 

               ทันทีที่กลับมาถึงบ้านแก้วเจ้าจอมก็รีบวิ่งไปหาน้ำหาท่ามาดื่มทันทีเพราะอาการร้อนรุ่มภายในกาย เลือดลมของเธอสูดฉีดจนเธอทนแทบจะไม่ไหวแล้ว แก้มนวลที่แดงก่ำตอนนี้แดงมากยิ่งขึ้น แดงลามไปทั้งตัวด้วยพิษเหล้าจนผู้กองพนาต้องรีบส่งขวดน้ำให้เธอดื่มเรื่อยๆ 

               “ร้อนล่ะสิ” เขาว่า แก้วเจ้าจอมก็รีบพยักหน้ารับแล้วดื่มน้ำต่อ วันนี้เป็นวันที่อากาศเย็นมาก ยิ่งอยู่ในป่าอากาศก็ยิ่งเย็นแต่เธอกลับร้อนจนเหงื่อซึม เห็นแล้วผู้กองพนาก็ต้องหัวเราะออกมาเบาๆ ขำให้กับคนที่โดนพิษสุราเล่นงาน เธอก็เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาๆ กระดกไปทั้งกลมขนาดนั้นจะไม่ให้มีผลอะไรเลยก็คงจะเวอร์ไปหน่อยแล้ว 

               “อย่ามาหัวเราะแก้วนะ” เธอยื่นมือไปตีเขาจนผู้กกองพนาต้องรีบกระโดดหลบแล้วหัวเราะเธอต่อ ท่าทีฉุนเฉียวแบบนี้ไม่ได้เห็นมานานตั้งแต่หนึ่งปีก่อนแล้วนะเนี่ย 

               “ทีหลังพี่ไม่อนุญาตให้แก้วดื่มอีกแล้วนะ” 

               “ก็หมวดริษาเขาอยากให้แก้วดื่ม แก้วก็จะดื่มตามใจเขาไงคะ” 

               “ตามใจเขาแต่ลำบากเรามันก็ไม่ไหวนะ ไปๆ ไปอาบน้ำอาบท่าจะได้ดีขึ้น” เขาดันหลังเธอเข้าห้องน้ำหวังจะให้เธออาบน้ำให้ร่างกายคลายความร้อนแต่แก้วเจ้าจอมกลับเอื้อมมือมาดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้ 

               “ไม่ได้ ถ้าดื่มเหล้ามาแล้วอาบน้ำทันทีมันจะยิ่งทำให้เมาหนักค่ะ พี่พนาช่วยพาแก้วไปในที่ที่สดชื่นๆ แทนได้มั้ยคะ” 

               นั่นสิ เขาก็ลืมไปว่าเธอเป็นหมอ เธอคงรู้วิธีรักษาอาการของตัวเองได้ แต่...กระดกเหล้าไปขนาดนี้แล้วยังมีสติรู้วิธีรักษาตัวเองอีกหรอเนี่ย เขาล่ะนับถือเธอเลยจริงๆ 

               “งั้น...ไปเล่นที่ลำธารป่าหิ่งห้อยดีมั้ย” เพราะที่นั่งเงียบ สงบและปลอดผู้คน มันเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวมาก 

               “มีลำธารด้วยใช่มั้ยคะ” แก้วเจ้าจอมถาม จำได้ว่าตอนไปแต่งงานกับเขาที่นั่น ลำธารตรงนั้นน้ำเย็นน่าเล่นมากๆ พอนึกถึงลำธารเธอก็หันมามองสามีอีกแล้วทำตาหวานเชื่อมเมื่อนึกอะไรได้... 

               “ขอแก้วเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ” เธอกระซิบบอกเขาเบาๆ แล้วหยิบเสื้อผ้าเดินเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำ ผู้กองพนาที่คิดตามเธอไม่ทันเลยหันไปหยิบขวดน้ำดื่มใส่เป้พร้อมกับผ้าที่จะเอาไปช่วยเช็ดตัวให้คนเมาด้วย เมื่อกี้นี้เธอทำตาหวานมาก ตาหวานๆ แต่เลื่อนลอยคล้ายคนเมา เขาว่าเธอคงต้องเริ่มเมาแล้วแน่ๆ ขากลับอาจจะได้มีการแบกคนเมากลับบ้านอย่างแน่นอน 

  

 

 

               เห็นแก้วเจ้าจอมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาแล้วผู้กองพนาก็แปลกใจนักว่าเธอจะใส่เสื้อของเขามาทำไม ก็เสื้อของเขามันตัวใหญ่สำหรับเธอมากจนดูเหมือนกับเธอใส่ชุดเดรสสีขาวเลยตอนนี้ แล้วเธอก็ดูจะตื่นเต้นกับการเดินไปที่ลำธารกับเขามาก เท้าเล็กๆ ของคนเริ่มเมาเดินป่าได้อย่างคล่องแคล่ว ปีนป่ายโขดหินได้อย่างสบายๆ จนกระทั่งมาถึงลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลลงมาจากบนเขาแล้วไหลทอดลงสู่เขื่อนบางลาง คืนนี้ไม่มีดวงดาวให้ได้ดูแต่ทั่วทั้งผืนป่าก็สว่างไสวไปด้วยแสงจากดวงจันทร์ ในเวลาว่างผู้กองพนาชอบมานั่งเล่นอยู่ที่นี่คนเดียวบ่อยๆ มาแล้วก็คิดถึงแต่น้องชาย น้องชายของเขาใฝ่ฝันอยากจะมาเป็นตำรวจอยู่ที่นี่มากดังนั้นเขาเลยต้องมาสานฝันให้กับน้องชาย หวังว่าหากดวงวิญญาณของผู้หมวดธนากรยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ผู้หมวดธนากรก็คงจะได้มาอยู่ที่ยะลากับเขาแล้ว ผู้กองหนุ่มมองไปยังป่าหิ่งห้อยที่อยู่อีกฝั่งของลำธาร ตอนนี้เหล่าหิ่งห้อยกำลังโผบินไปมาอย่างอิสระคล้ายกับแสงดาวประจำผืนป่า บางคนมีความเชื่อกันว่าหิ่งห้อยก็คือวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หากเป็นเช่นนั้นจริงน้องชายของเขาอาจจะเป็นหนึ่งในฝูงหิ่งห้อยที่กำลังโผบินอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้ แล้วอีกคนที่เขามักจะคิดถึงเวลามาอยู่ที่นี่คนเดียวก็คือ...นางไม้แสนสวยตัวน้อยๆ ที่เขาได้เจอเมื่อหนึ่งปีก่อน ตั้งแต่จากกันวันนั้นเขาก็เก็บซ่อนเธอเอาไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ และแอบคิดถึงเธอเพียงลำพังเรื่อยมาจนกระทั่ง... 

               “หิ่งห้อยสวยจังเลยค่ะ” จนกระทั่งวันนี้นางไม้แสนสวยที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดหนึ่งปีได้มายืนดูหิ่งห้อยอยู่ข้างๆ กายของเขาแล้ว 

               “มานี่มา เดี๋ยวพี่เช็ดตัวให้จะได้สดชื่น” เขาจูงมือพาแก้วเจ้าจอมไปนั่งที่โขดหินริมลำธาร ทั่วทั้งผืนป่าได้ยินเพียงแค่เสียงของสายน้ำที่กำลังไหลลดหลั่นลงมาตามซอกโขดหิน แก้วเจ้าจอมนั่งหย่อยขาลงไปในน้ำเย็นๆ อย่างผ่อนคลาย หอมกลิ่นดินกลิ่นหญ้าแล้วรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นเป็นอย่างมาก เธอไม่เคยมาที่นี่ในเวลากลางวัน ได้แต่นึกภาพตามยามที่ผู้กองพนาเล่าว่าที่นี่มีดอกไม้ป่าสวยๆ มากแค่ไหน เขาบอกว่าในเวลากลางวันจะเห็นน้ำในลำธารเขียวใสจนมองเห็นก้อนหินที่อยู่ด้านล่างได้ สายน้ำเย็นๆ ในลำธารทำให้ดอกไม้ป่าโดยรอบผลิดอกสวยงดงามจนมีฝูงผีเสื้อและแมลงภู่ผึ้งมาดูดกินน้ำหวาน อากาศในผืนป่าแห่งนี้ไม่ร้อน หากวันไหนฝนไม่ตกที่นี่ก็จะอากาศเย็นสบาย พอตกกลางคืนก็จะมีหิ่งห้อยออกมาปรากฎตัวให้เห็น 

               “ปวดหัวมั้ย อยากอ้วกรึเปล่า” ผู้กองพนาส่งขวดน้ำให้เธอดื่มอีกแล้วใช้ผ้าชุบน้ำในลำธารเย็นๆ มาเช็ดที่แขนให้กับเธอ แก้วเจ้าจอมจึงขยับกายมานั่งเบียดเขา รู้สึกมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้อยู่กับเขาสองต่อสองแบบนี้กับธรรมชาติที่แสนงดงามภายใต้แสงจันทร์และหมู่หิ่งห้อย 

               “แก้วแค่รู้สึกร้อนภายในตัวค่ะ แก้วไม่คิดว่าตัวเองจะดื่มได้” 

               “ดื่มได้เก่งจนพี่อายเลยล่ะ” เขายิ้มบอกแล้วเช็ดหน้าตาให้กับเธออย่างแผ่วเบาและนุ่มนวล ความใกล้ชิดทำให้แก้วเจ้าจอมขยับกายเข้าไปหาเขามากขึ้นแล้วยกขาขึ้นมาวางพาดบนตักของเขาจนชายเสื้อเชิ้ตของเขาร่มขึ้นมาเผยให้เห็นเรียวขาเนียนขาวผุดผ่อง 

               “พี่พนา...แก้วอยากรู้อะไรบางอย่าง พี่พนาช่วยตอบแก้วหน่อยได้มั้ยคะ” 

               “แก้วอยากรู้อะไร” 

               “ทำไม...จนป่านนี้พี่พนาก็ยังไม่แตะต้องแก้ว แบบนี้มันผิดวิสัยของคนเป็นผัวเมียกันนะคะ” 

               “พี่ก็เคยบอกแล้วไงว่าพี่อยากรอให้แก้วจำพี่ได้ก่อน” เขาบอกปัดๆ แล้วชุบผ้ากับน้ำในลำธารอีกเพื่อหลบสายตาเธอ 

               “ถ้าแก้วจำอะไรไม่ได้ไปตลอดชีวิต...พี่พนาก็จะไม่แตะต้องแก้วเลยใช่มั้ยคะ” 

               “ใช่” เขาก้มหน้าตอบ ทั้งๆ ที่ภายในใจเขาก็ไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าจะทำตามที่พูดได้มั้ย เขากลัวว่าสักวันเขาจะคืนคำแล้วครอบครองตัวเธอเอาไว้ เขาก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งแล้วเขาก็รักเธอมาก เขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าตัวเองจะข่มใจไปได้อีกนานแค่ไหน 

               “พี่พนารังเกียจอะไรในตัวแก้วรึเปล่า” แก้วเจ้าจอมถามเขาอีก แต่คราวนี้เธอไม่ได้ถามเฉยๆ หากแต่เธอยังค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกทีละเม็ดจนเห็นบราสีขาวที่กำลังโอบอุ้มทรวงอวบขาวผ่องเอาไว้เรื่อยมาจนหน้าท้องที่แบนราบ กางเกงชั้นในตัวน้อยๆ สีขาวเข้าชุดกับบรา ผู้กองพนาเห็นแล้วก็ต้องรีบเบือนหน้าที ซึ่งการที่เขาเบือนหน้าหนีไม่กล้ามองนั้นมันทำให้แก้วเจ้าจอมถึงกับน้ำตาร่วง 

               “...ลำพังแค่จะมองเมียตัวเองพี่พนาก็ยังไม่กล้ามอง แล้วแบบนี้จะไม่ให้แก้วคิดได้ยังไงว่าพี่พนารังเกียจแก้ว” 

               “แก้วแต่งตัวให้เรียบร้อยเถอะนะ” เขาหันกลับมาแล้วจะติดกระดุมเสื้อคืนให้เธอ แต่แก้วเจ้าจอมกลับคว้ามือของเขาเอาไว้แล้วดึงมาที่หน้าอกของตัวเอง จับมือของเขาเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้เขาชักมือหนีไปได้ 

               “แก้ว ไม่ทำแบบนี้นะ” เขาดึงมือตัวเองคืนแล้วจะติดกระดุนเสื้อให้เธออีกยิ่งทำให้แก้วเจ้าจอมร้องไห้แล้วปัดมือของเขาออกจากตัวด้วยความน้อยใจ จนป่านนี้เขาก็ยังไม่ยอมที่จะแตะต้องเธอ เธอมันคงน่ารังเกียจมากสำหรับเขา 

               “แก้วเข้าใจแล้วค่ะ” เธอบอกแล้วปาดน้ำตาออก “แก้วเข้าใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้พี่พนาถึงทิ้งแก้ว พี่พนาแค่เอาเรื่องงานมาอ้าง ความจริงแล้วพี่พนารังเกียจแก้ว เกลียดการแตะต้องตัวของแก้วมากกว่า พี่พนารู้มั้ยว่าตอนนี้แก้วอายมากแค่ไหน ร่ำร้องแต่จะให้ผัวมามีอะไรกับตัวเองเหมือนผู้หญิงที่ขาดผู้ชายไม่ได้...ความจริงแก้วไม่ได้ต้องการผู้ชายมารำเบอความใคร่ให้ตัวเองมากขนาดนั้น แต่ที่แก้วทำเพราะแก้วสงสัย สงสัยในฐานะของเมียคนหนึ่งที่ผัวไม่เคยแตะต้องทั้งๆ ที่เขาบอกว่าเขารักแก้วมากมาย แก้วพยายามมองหาข้อบกพร่องของตัวเองแต่แก้วก็หาไม่เจอ แก้วหวังว่าพี่พนาจะช่วยบอกแก้วได้ว่าแก้วบกพร่องตรงไหนพี่พนาถึงรังเกียจแก้ว แก้วอายที่ตอนนี้แม้แก้วจะทำถึงขนาดนี้แล้วแต่พี่พนาก็ยังเมินแก้ว เมียแก้ผ้าให้ขนาดนี้แต่ผัวก็ยังไม่แม้แต่จะมองพี่พนาจะให้แก้วคิดยังไง ให้แก้วยังฝันกลางวันต่อไปหรอคะว่าพี่พนารักแก้ว...แก้วเข้าใจแล้วว่าทำไมพนาถึงขอเลิกกับแก้วจนแก้วต้องมาตามหาถึงที่นี่ จนแก้วต้องเป็นแบบนี้...แก้วเข้าใจทุกอย่างแล้ว...” แก้วเจ้าจอมผละห่างจากเขาก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงไปในลำธาร อับอายจนไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเขา เธอได้แต่หวังว่าสายน้ำเย็นๆ จะช่วยกลบความอับอายให้กับตัวเธอได้ 

               ผู้กองพนาไม่รู้จะพูดอย่างไรเพื่อให้เธอเข้าใจเขา ที่เขาต้องทำแบบนี้ก็เพราะเขาหวังดีกับเธอด้วยใจจริง เขาไม่เคยรังเกียจเธอ ไม่ว่าเธอจะเป็นยังไงเขาก็ยังรักเธอ เขาไม่คิดว่าความรักและความปรารถนาดีของเขามันจะทำให้เธอเจ็บปวด แต่มันก็จริงอย่างที่เธอว่า เป็นผัวเมียกันแต่เขากลับไม่เคยแตะต้องเธอเลยเป็นใคร ใครก็ต้องสงสัยด้วยกันทั้งนั้น 

               แก้วเจ้าจอมยืนนิ่งอยู่กลางลำธาร ระดับของน้ำสูงเพียงแค่สะโพกของเธอเท่านั้นเมื่อเธอมายืนอยู่ในจุดที่ลึกที่สุด เธอกวักน้ำในลำธารขึ้นมาลูบหน้าตัวเองเมื่อฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เริ่มจะเล่นงานจนเวียนศีรษะไปหมด ร่างบางซวนเซจนเปียกไปทั้งตัว เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปียกน้ำลู่แนบเข้ากับตัวเธอจนมองทะลุเห็นเนื้อกายและชุดชั้นในสีขาว แต่แก้วเจ้าจอมก็ยังไม่ยอมที่จะขึ้นจากน้ำ เธอไม่อยากหันหลังกลับไปมองคนที่ทำให้เธอรู้สึกอับอาย เธออยากหนีเขาไป อยากเดินข้ามไปที่ป่าหิ่งห้อยแล้วอยู่ที่นั่นไม่กลับมาหาเขาอีกแล้ว เธอรักเขาหมดทั้งใจแต่สิ่งที่เธอได้กลับมากลับเป็นความเฉยชาจากเขา 

               “อ๊ะ!” 

               ตูม!!! เพราะอาการเวียนศีรษะอีกทั้งกระแสน้ำที่พัดผ่านทำให้แก้วเจ้าจอมทรงตัวไม่อยู่ซวนเซจนล้มลงไปกับลำธาร เธอพยายามตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นมาแต่ก็ยากเย็นเพราะความเมาจนกระทั่งมีมือของใครบางคนยื่นเข้ามาช่วยประคองเอาไว้ 

               “แก้ว...” ผู้กองพนาเรียกเธอด้วยความเป็นห่วงและใจหายที่เห็นเธอทรงตัวไม่อยู่จนล้มลงไปในน้ำ นี่สินะเขาถึงบอกว่าห้ามคนเมาเล่นน้ำ แบบนี้มันเสี่ยงต่อการจมน้ำมากๆ แม้ว่าน้ำจะไม่ได้ลึกมากก็ตาม 

               “แก้วเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนรึเปล่า” เขาไม่รู้ว่าเธอจะล้มลงไปโดนโขดหินใต้น้ำรึเปล่าจึงรีบสำรวจตามเนื้อตัวเธอเพื่อหาบาดแผล แต่แก้วเจ้าจอมกลับชี้นิ้วมาที่อกข้างซ้ายของตัวเองขณะเงยหน้าขึ้นมองเขา 

               “...แก้วเจ็บตรงนี้ พี่พนาช่วยรักษาให้แก้วได้รึเปล่า” เธอถามกลับแล้วก็ต้องเบือนหน้าหนีหลบสายตาก่อนเมื่อคิดว่าเขาคงจะทำเมินเธอเหมือนเดิม แต่แล้วพอเธอจะหันมาผลักเขาออกจากตัวผู้กองพนากลับยึดข้อมือของเธอเอาไว้แล้วไม่ยอมให้เธอผลักเขาไปไหน ไม่ใช่เพียงเท่านี้แต่เขายังถอดเสื้อยืดของตัวเองออกแล้วโยนทิ้งขึ้นไปบนฝั่งอีกด้วย 

               “...ทำไมพี่จะรักษาไม่ได้กัน” เขาว่าแล้วรั้งเอาแก้วเจ้าจอมเข้ามาหา สองแขนแกร่งกอดรัดเธอเอาไว้แล้วเริ่มลูบไล้ไปตามร่างบอบบาง นี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาปรารถนาจะทำ ถ้าหากต้องทำตามในสิ่งที่หัวใจของเขาต้องการ เขายอมรับว่าเขาต้องการจะครอบครองเธอ 

               “พี่ขอโทษ ไม่ร้องไห้นะคนดี” เขาค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้แก้วเจ้าจอม เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเธอจะคิดมากขนาดนี้ ไม่คิดว่าความเป็นสุภาพบุรุษของเขามันจะไม่สามารถเอาชนะด้านมืดของจิตใจตัวเองได้เลย นี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ การได้รักเธอและแนบชิดกับเธอเช่นคู่รักทั่วไป 

               เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกกระชากออกไปจากตัวของแก้วเจ้าจอม เขาทอดมองร่างแสนงดงามด้วยความหลงใหล มือแกร่งที่หยาบกระด้างลูบไล้ที่แขนเล็กๆ ขึ้นมาจนถึงไหล่บาง แล้วไล้ต่อมาที่แก้มนวลของเธอ 

               “พี่ไม่เคยรังเกียจแก้ว เมียของพี่สวยขนาดนี้แล้วพี่จะรังเกียจได้ยังไง” เขาก้มลงมาจูบเบาๆ ที่ข้างแก้มนุ่มๆ แล้วสูดกลิ่นหอมจากกายสาว แก้วเจ้าจอมหน้าเรื่อสีมากยิ่งขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพิษสุราหรือเพราะการแนบชิดกับเขากันแน่ เธอหายใจหอบสะท้านเมื่อเขายังจุมพิตเบาๆ ที่ข้างแก้มของเธอไม่หยุด เดาไม่ออกว่าเขาจะทำอะไรต่อ เธอยอมรับว่าเธอกลัวแต่มันก็คือสิ่งยืนยันว่าเขาไม่ได้รังเกียจเธอ เธอแค่อยากเป็นเมียของเขาให้สมบูรณ์ก็เท่านั้น 

               “ทำไมตัวสั่นแล้วล่ะ” คนที่ร่ำร้องอยากจะให้เขาแนบชิดด้วยตอนนี้สั่นไปทั้งตัว เหมือนทำใจกล้าแต่สุดท้ายอดกลัวไม่ได้อยู่ดี 

               “แก้ว...แก้วจำไม่ได้ว่าเวลาที่ต้องทำแบบนี้...เขาทำกันยังไง” 

               “อ้าว เห็นอยากให้พี่ทำ พี่ก็นึกว่าจะทำเป็น” 

               “บ้า!” เธอตีอกเขาเบาๆ “แก้วไม่ได้หิวพี่พนาขนาดนั้นนะคะ แก้วแค่สงสัยเฉยๆ ว่าทำไมผัวของแก้วถึงไม่แตะต้องแก้วเลย คนเป็นผัวเมียกันเขาไม่เมินกันแบบนี้หรอก แก้วอ่อยเพราะแก้วอยากรู้ ไม่ใช่เพราะอยากกิน”  

               “พี่ขอโทษที่ทำให้แก้วต้องคิดมาก พี่...พี่แค่คิดว่าแก้วน่าจะยังไม่พร้อม พี่แค่อยากให้แก้วรู้ว่าพี่ไม่เคยรังเกียจแก้ว แก้วไม่ได้มีอะไรบกพร่อง แต่มันเป็นเพราะพี่เองที่ใจไม่กล้าพอ พี่ก็เป็นผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง พี่ยังมีความต้องการแต่พี่แค่ไม่กล้า” 

               “ไม่กล้า...กับเมียตัวเองน่ะหรอคะ” แก้วเจ้าจอมถามแล้วดึงมือของเขามาจับที่อกของตัวเองอีกครั้ง แล้วไม่เพียงแค่จับเฉยๆ แต่เธอยังนำพามือของเขาให้นวดคลึงอกของตัวเองผ่านบราสีขาวด้วย “พี่พนาเป็นคนเริ่มแล้ว...ทำไมไม่ต่อให้จบล่ะคะ ถึงแก้วจะกลัวแต่แก้วก็เป็นเมียพี่ พี่พนาไม่ต้องมาคิดแทนว่าแก้วจะไม่พร้อม แก้วพร้อมที่จะเป็นของพี่พนาตั้งแต่ก่อนที่เราจะแต่งงานกันแล้ว พี่พนากอดแก้วอีกนะ กอดแก้ว จูบแก้ว ครอบครองแก้ว ให้แก้วได้มั่นใจว่าเราเป็นผัวเมียกันอย่างแน่นอน ไม่ใช่แค่ผัวเมียในนามแบบนี้” 

               เพราะน้อยใจบวกกับความเมาด้วยส่วนหนึ่งที่ทำให้แก้วเจ้าจอมใจกล้ามากขึ้น เธอปลดตะขอบราออกแล้วโยนทิ้งไปบนฝั่ง แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากระทบร่างบางแสนงดงามทำให้เห็นถึงความผุดผ่องและความอวบอิ่มเต่งตึงของทรวงอวบทั้งสองข้าง ปลายยอดอกสีหวานน่าลิ้มลองทำให้ผู้กองพนาถึงกับหายใจติดขัด ไม่รู้ว่าควรเดินหน้าต่อหรือหยุดอย่างคนโง่ที่ผู้หญิงแก้ผ้าให้ขนาดนี้แล้วยังไม่สนใจ ครั้นพยายามตั้งสติแล้วมองแก้วเจ้าจอมใหม่อีกครั้งเขาก็รู้ชัดแล้วว่านี่เป็นอาการของคนเมาอย่างแน่นอน เมาแล้วใจกล้ามากขึ้น เมาแล้วขาดสติไม่คิดหน้าคิดหลัง คิดแต่จะทำตามความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว 

               “ต่อให้จบสิคะ” แก้วเจ้าจอมเดินเข้ามาหาเขาจนทรวงอวบขนาดคัพดีเบียดแนบชิดกับกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าของผู้กองพนา สัมผัสจากเธอมันนุ่มนวลแม้ความคิดจะสั่งห้ามไม่ให้เขาแตะต้องแต่กายส่วนล่างนี่สิที่มันไม่อาจทำตามที่สมองสั่งได้ เขาปวดหนึบจนรู้สึกว่ากางเกงที่สวมใส่มันคับแคบไปหมด ยิ่งเธอกอดเขาแล้วจูบลงมาบนอกแกร่งของเขาเขาก็ยิ่งควบคุมตัวเองไม่ได้ เขาเป็นคนตามเธอลงมาในน้ำ เขาเป็นคนถอดเสื้อของตัวเองแล้วก็เธอออก เขาเป็นคนเริ่มเขาก็ควรจะไปต่อให้จบ 

               “แน่ใจนะว่าจะไม่เสียใจทีหลัง” 

               “แก้วไม่มีอะไรต้องเสียแล้ว” เธอบอกเขาแล้วช้อนตาขึ้นมองอย่างเรียกร้องให้เขาครอบครองเธอ ความงดงามของเธอและสัมผัสที่เธอมอบให้มันทำให้ผู้กองพนาไม่อาจจะข่มใจเอาไว้ได้อีกต่อไป แม้ใจจะรู้จักความผิดชอบชั่วดีแต่ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งเขาจะฝืนธรรมชาติของร่างกายไปได้ยังไงกัน 

               เขาผละแก้วเจ้าจอมออกห่างแล้วมองเธออีกครั้ง มองความงดงามของเธอภายใต้แสงจันทร์ มองดวงหน้าหวานๆ ที่แดงก่ำเพราะความเมาและความเขินอาย มองผิวกายขาวนวลเนียนผุดผ่อง มองทรวงอวบอิ่มที่อวบอึ๋มแสนน่าหลงใหล สีหวานๆ ที่ปลายยอดความอวบอิ่มงดงามและน่าลิ้มรสจนเขาต้องยกมือขึ้นไปสัมผัสอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขาแตะไล้วนที่ปลายยอดจนมันชูชันท้าทายให้เขาสัมผัสมากกว่านี้ แก้วเจ้าจอมหลับตาพริ้มเมื่อเขาค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาแล้วอ้าปากดูดเม้มที่ปลายยอดอก ลิ้นอุ่นๆ ที่ตวัดเลียทำให้เธอถึงกับกลั้นหายใจและสะดุ้งสุดตัวเมื่อเขาดูดแรงๆ จนเธอเริ่มเจ็บ มืออีกข้างของเขายื่นมานวดคลึงอกอีกข้างของเธอเอาไว้ นวดคลึงอย่างหมั่นเขี้ยวแล้วเขาก็เปลี่ยนข้างมาดูดเม้มที่ปลายยอดอกอีกข้าง ที่ปลายยอดอกของเธอตอนนี้ฉ่ำไปด้วยน้ำลายของเขา มีรอยจูบและรอยฟันฝังเอาไว้ทั่วทั้งสองเต้า มันเสียวสะท้านจนแก้วเจ้าจอมเผลอครางออกมาอย่างไม่รู้ตัว 

               ความหอมหวานจากกายสาวยิ่งทำให้ผู้กองพนาจมดิ่งด้วยหลงใหลในตัวเธอราวกับต้องมนต์ เสียงหวานๆ ที่ครวญครางออกมาบ่งบอกให้เขารู้ว่าเธอกำลังมีความสุขจนเขาไม่สามารถหยุดตัวเองหรือหักห้ามความต้องการของร่างกายและหัวใจได้อีกต่อไปแล้ว ริมฝีปากอุ่นๆ ผละออกมาจากอกอวบแล้วซุกไซ้ขึ้นมาที่ซอกคอเล็กๆ เขาจูบและดูดเม้มราวกับจะกลืนกินเธอไปทั้งตัว เช่นเดียวกับลิ้นที่ปาดไปตามร่างเล็กๆ ราวกับเธอเป็นไอศกรีมแสนอร่อย 

               “พี่รักแก้ว...” สิ่งที่ผู้กองพนารับรู้มีเพียงความรู้สึกนี้ เมื่ออารมณ์รักถูกปลุกเร้าความปรารถนาก็ลุกโชน เธอจะเคยเป็นลูกใครหรือเมียใครมาก่อนเขาก็ไม่สนใจแล้ว เขาสนแค่ว่าเขารักเธอ รักมาก รักมาตั้งนานและเธอก็เป็นเมียของเขา 

               “แก้วก็รักพี่พนาค่ะ รักที่สุดในโลกเลย” แก้วเจ้าจอมกอดรอบคอของเขาเอาไว้แล้วเอื้อมตัวขึ้นไปจุ๊บที่ริมฝีปากของเขาเบาๆ ดวงตาของเธอตอนนี้เริ่มพล่าเลือน เพราะความคอแข็งสามารถดื่มเหล้าได้แต่ก็ใช่ว่าเหล้าที่ดื่มจะไม่ออกฤทธิ์ เพียงแต่มันออกฤทธิ์ช้าก็เท่านั้น 

               ผู้กองพนายิ้มรับในคำบอกรักของเธอก่อนจะช้อนตัวแก้วเจ้าจอมขึ้นอุ้มแล้วพาเดินกลับขึ้นฝั่งก่อนจะวางเธอลงบนลานหินริมลำธาร แก้วเจ้าจอมสะดุ้งเพราะความเย็นของแผ่นหินที่แข็งกระด้าง แต่ตอนนี้อารมณ์รักของเธอก็ยากที่จะต้านไหว สิ่งที่เธอต้องการคือการเป็นเมียของเขาอย่างสมบูรณ์ เธอจำไม่ได้ว่าเมื่อก่อนเธอกับเขาเคยมีวันวานที่หวานละมุนมากแค่ไหน ในเมื่อเธอจำอะไรไม่ได้เธอก็จะให้ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่เริ่มต้นความรักอันหวานฉ่ำของเธอกับเขา หากคืนนั้นเป็นคืนวันแต่งงานท่ามกลางฝูงหิ่งห้อย คืนนี้ก็จะเป็นคืนเข้าหอท่ามกลางฝูงหิ่งห้อยด้วยเช่นกัน 

               ร่างสูงเข้ามานั่งคร่อมทับแก้วเจ้าจอมเอาไว้ แผ่นอกแกร่งที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามถูกมือเล็กๆ ลูบไล้อย่างหลงใหล ดวงตาคู่หวานปรือหวานเชื่อมเมื่อมองร่างกายของเขา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้โน้นกายลงมาหาเธอแก้วเจ้าจอมก็ลุกขึ้นแล้วพลิกกายขึ้นมานั่งคร่อมเขาเอาไว้แทน สะโพกกลมกลึงนั่งคร่อมอยู่กับจุดกลางกายของเขา ภายใต้กางเกงขายาวเธอรู้สึกได้ถึงการตื่นตัวของอะไรบางอย่าง แล้วก็ต้องแอ่นหน้าอกขึ้นเมื่อมือของเขายื่นมานวดคลึงอกทั้งสองข้างของเธออีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ มากจนแก้วเจ้าจอมต้องการมากกว่านี้ ระหว่างที่แอ่นอกให้เขาลูบไล้สัมผัสเธอก็ค่อยๆ ปลดเข็มขัดกางเกงของเขาออกแล้วรูดออกจากขาจนเหลือเพียงแค่บ๊อกเซอร์สีเข้มที่ตุงและนูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด การนั่งทับลงไปบนกลางกายของเขาจึงไม่ต่างอะไรกับการนั่งทับท่อนเหล็กแข็งๆ ขนาดใหญ่ แต่เพราะความเมาทำให้แก้วเจ้าจอมกล้าที่จะทำทุกอย่างในตอนนี้ 

               สะโพกงอนงามบดเบียดเข้าหาจุดกลางกายของเขา เสียงหวานๆ ครางออกมาในลำคอยิ่งเป็นการปลุกเร้าคนที่นอนอยู่ใต้ร่างของเธอให้มีอารมณ์รักที่รุนแรงมากขึ้นจนต้องลุกขึ้นมานั่งกอดเธอเอาไว้แน่น ใบหน้าคมเข้มซุกเข้ากับทรวงอกที่อวบอึ๋มจนล้นมือ ตายคาอกเมียเป็นยังไงเพิ่งเข้าใจก็ตอนนี้ เขากัดลงมาที่อกของเธออีกด้วยความหมั่นเขี้ยว เม้มที่ปลายยอดแล้วดูดแรงๆ ให้แก้วเจ้าจอมครางไม่หยุด เธอเจ็บจนน้ำตาเล็ด แล้วพอก้มลงมามองเขาผู้กองพนาก็รั้งต้นคอของเธอมาประกบปากจูบอย่างดุเดือดเร่าร้อน ด้วยอารมณ์รักที่รุนแรงเพราะถูกเธอยั่วเย้าทำให้ตอนนี้เขายากที่จะสะกดกลั้นให้การแนบรักครั้งนี้อ่อนโยนได้ เลือดหนุ่มในกายของเขาพลุ่งพล่านรุนแรงจนแก้วเจ้าจอมหายใจตามแทบจะไม่ทันและจูบเขาตอบไม่ได้ สองแขนแกร่งยิ่งกอดรัดเธอแน่นเมื่อรสจูบทวีความรุนแรงจนเธอรู้สึกเจ็บและชาที่ริมฝีปาก เขาจูบได้ดุเดือดและรุนแรงจนเธอรู้สึกได้ถึงรสเค็มของเลือด... 

               “พี่พนา...” เธอเรียกเมื่อเขาถอนจูบออก ผู้กองพนาจึงได้รู้ว่าเขาคงจะจูบเธอรุนแรงเกินไป 

               “พี่...ไม่ได้ปลดปล่อยมานานแล้วน่ะ” เขายอมรับแล้วซุกหน้ากับแก้มนุ่มๆ แล้วสูดกลิ่นหอม แม่นางไม้น้อยทั้งหอมและหวานไปทั้งตัวเลย หอมหวานจนเขาไม่อาจผละออกห่างจากร่างกายของเธอได้แม้แต่น้อย 

               “เดี๋ยวแก้วก็ช้ำคามือหรอกค่ะ” 

               “แล้วจะทนอารมณ์รักที่รุนแรงของพี่ได้มั้ย” 

               “ก็เลือกมาเป็นผัวแล้ว รุนแรงแค่ไหนก็ต้องทนให้ได้ค่ะ” แก้วเจ้าจอมขยับมาหอมแก้มเขาฟอดใหญ่ พูดในสิ่งที่ใจคิดออกไปแม้ว่าดวงตาจะพร่าเลือนไปหมดแล้ว พอสามีก้มลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอเธอก็เอียงคอให้เขาเชยชม อ่อนระทวยไปกับสัมผัสจากเขาและมีความสุขที่ในที่สุดเขาก็จะครอบครองตัวเธอแล้ว... 

               “แก้ว...แก้ว...” ผู้กองพนาเห็นว่าเธออ่อนปวกเปียกตอนแรกก็นึกว่าเธอถูกไฟรักของเขาแผดเผาจนอ่อนระทวย แต่พอเขาลองเขย่าตัวเธอเบาๆ แล้วลองเรียกดูแก้วเจ้าจอมก็ปรือตามองเขาอย่างเลื่อนลอย สองแขนเล็กๆ พยายามไขว่คว้าเขามากอดแต่ด้วยฤทธิ์ของเหล้าที่ดื่มไปในปริมาณที่มาก ในที่สุดแม่นางไม้น้อยจอมยั่วก็หลับไปในอ้อมอกของสามีทำเอาผู้กองพนานึกอยากจะร้องไห้ 

               “เฮ้ย! แม่นางไม้ขี้เมา จะมาหลับแล้วทิ้งพี่ให้ค้างแบบนี้ไม่ได้นะ” เขาว่าแล้วลองเขย่าตัวเธอไปมาเบาๆ ดู แต่แก้วเจ้าจอมก็ยังไม่ยอมตื่นง่ายๆ ซ้ำเธอยังกอดเขาเอาไว้แน่นแล้วครางอื้อๆ เรียกหาแต่เขา 

               “พี่พนา...ผัวจ๋า พี่พนาของแก้ว รักพี่พนาที่สุดในโลกเลย” เสียงยานคางของเธอบอกจนผู้กองพนาไม่รู้ว่าจะโกรธหรือจะขำดี มายั่วให้อยากแล้วก็หลับคาอกของเขาแบบนี้มันน่ามั้ยล่ะ เขาดันไม่ใช่พวกชอบลักหลับคนเมาซะด้วยสิ เธอบอกให้เขาต่อให้จบ แต่เล่นมาหลับซบอกกันแบบนี้แล้วมันจะจบลงได้ยังไง ขอตีก้มงอนๆ นี่ซักทีสองทีได้มั้ยเนี่ย 

               “ยัยเด็กขี้เมาเอ้ย!” เขาว่าให้อย่างเอ็นดูมากกว่าโกรธ นี่ขนาดเมาจนหลับแต่มือเล็กๆ ก็ยังลูบไล้ซิกแพ็กของเขาไม่เลิก 

               “...พี่พนา...พี่พนาจ๋า...” เอาเข้าไป เรียกเสียงอ่อนเสียงหวานเข้าไป แล้วบอกว่าอยากเป็นเมียเขา อยากให้เขาครอบครองตัวเองแล้วทำไมมาหลับปล่อยเขาค้างกลางอากาศแบบนี้ แล้วนี่เขาจะจัดการกับเป้าตุงๆ ของตัวเองยังไงดี เล่นปลุกซะพร้อมใช้งานเลย 

               “แก้ว...เมียจ๋าได้ยินพี่มั้ย” 

               “...รักพี่พนาที่สุดเลย” 

               “ถ้ารักก็ตื่นขึ้นมาต่อให้จบสิ” 

               “อื้มมมม” แก้วเจ้าจอมทำปากขมุบขมิบอย่างน่ารักแล้วคราวนี้เธอก็หลับสนิทไปท่ามกลางผืนป่าที่เงียบกริบ ได้ยินเพียงแค่เสียงของสายลมและสายน้ำในลำธารเท่านั้น ผู้กองพนามองไปที่ฝูงหิ่งห้อยที่ยังคงโผบินไปมา อุปทานไปเองว่าเหล่าหิ่งห้อยพวกนี้กำลังหัวเราะเยาะเขาอยู่ กรรมตามสนอง เมียอ่อยอยู่ตั้งนานกลับไม่ยอมกิน พอจะกินจริงๆ เมียกลับหลับทิ้งให้เขาต้องค้างเต่อ 

               ผู้กองพนาก้มลงมามองคนที่หลับซบอกของเขาอยู่อีกครั้ง ความรักความลุ่มหลงเขามอบให้เธอเพียงคนเดียว แม้ว่าจะถูกเธอทำให้ค้างยังไงแต่เขาก็ยังมีความสุขที่ได้อยู่กับเธอแบบนี้ เวลาที่เธอหลับนั้นดูน่ารักไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน ถ้าให้มองในแง่ดีให้เธอหลับไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน พอนางไม้หลับ มนตราที่เธอร่ายใส่เขาก็เสื่อมฤทธิ์ลงจนเขากลับมาได้สติอีกครั้ง 

               “ถ้าเป็นสาวโสดหรือหม้ายเด็กก็ดีสิ จะได้จับทำเมียอย่างไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร” เขาเอื้อมมือไปหยิบเชิ้ตเปียกๆ ที่ถูกปาทิ้งขึ้นมาบนฝั่งมาคลุมร่างบางแสนงดงามเอาไว้แต่ก็ยังคงกอดแก้วเจ้าจอมเอาไว้แนบอก 

               “ลูกใครเมียใครพี่ไม่รู้ พี่รู้แค่ว่าตอนนี้พี่รักแก้วหมดทั้งใจเลยนะ ถ้าเสียแก้วไปก็เหมือนหัวใจทั้งดวงของพี่แตกสลาย มาทำให้พี่รักมากมายขนาดนี้แล้วแก้วต้องห้ามทิ้งพี่ไหนนะ เพราะว่าพี่รักแก้วมากพี่อยากจะขอเห็นแก่ตัวไปซักเรื่อง...พี่ขอให้แก้วอย่าจดจำเรื่องราวในอดีตของแก้วได้เลย อยู่เป็นแก้วเจ้าจอมเมียรักของพี่ไปแบบนี้ตลอดเลยนะ พี่รักแก้วมากจนพี่ปล่อยมือไปจากแก้วไม่ได้แล้ว” ผู้กองพนานึกถึงเรื่องที่เขาตามสืบหาแพทย์หญิงที่หายตัวไปจากจังหวัดตาก เธอเคยบอกว่าทำงานอยู่ที่นั่นและเธอก็เป็นหมอ แต่จากที่เขาตามสืบมา ทั้งที่จังหวัดตากแล้วก็จังหวัดใกล้เคียงไม่ได้มีแพทย์คนไหนหายตัวไปเลย ทุกโรงพยาบาลและทุกคลินิก อย่าว่าแต่หมอเลย แม้แต่พยาบาลหรือบุคคลากรทางการแพทย์ก็ไม่ได้มีใครหายตัวไป ยิ่งเป็นแบบนี้การสืบหาตัวตนของเธอก็ยิ่งคลุมเครือ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังจำเบอร์โทรศัพท์ของรองแม่ทัพภาคที่ 3 ได้เป็นอย่างดี รองคีรินทร์คนนั้น...ผู้กองพนาเชื่อแน่ว่าหากเขาติดต่อไปหาท่านรองคีรินทร์ เขาจะสามารถรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของแก้วเจ้าจอมได้ง่ายขึ้น ท่านรองแม่ทัพภาคที่ 3 คนนั้นคงจะสามารถตอบเขาได้ว่าเมียของเขาเป็นใคร แต่...ผู้กองพนายอมรับว่าอำนาจมืดบางอย่างในจิตใจมันสั่งไม่ให้เขาติดต่อหาท่านรองแม่ทัพ เขาไม่กล้ายอมรับความจริง เขากลัวการเสียแก้วเจ้าจอมไปตลอดกาลเขาจึงไม่ติดต่อหาท่าน เขากลัวมีคนมาพาเมียของเขาหนีไป เขาเห็นแก่ตัว เขาอาจจะดูเป็นคนชั่วไปแต่เขาก็ไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิต ชีวิตของเขามีเพียงแค่เธอ เขาสูญเสียมามากแล้ว เขาทนต่อการสูญเสียเธอไปอีกคนไม่ได้ 

               “พี่อาจจะไม่ใช่คนดีอย่างที่แก้วเข้าใจ แต่พี่อยากให้แก้วรู้เอาไว้ว่าพี่รักแก้วมากที่สุด” เขาก้มลงมาจูบที่หน้าผากของเธอเบาๆ แล้วกระชับกอดเธอให้แน่นขึ้น กอดสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเขาเอาไว้ ยอมเป็นคนเลวก็เพื่อให้ได้เธอมาครอง...ขอให้เขาได้มีช่วงเวลาที่มีความสุขในชีวิตอีกสักครั้ง 

  

************************************************************ 

อ้าว อ่อยอยู่ดีๆ มาหลับทิ้งให้พี่พนาต้องค้างอยู่คนเดียวซะอย่างนั้น 

************************************** 

ตอนนี้คงรู้แล้วนะคะว่าทำไมพี่พนาถึงตามหาญาติให้น้องได้ช้าเหลือเกิน (เดือนกว่าละ) เก่งระดับนี้ควรจะตามหาได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ถึงจะเป็นคนดี เป็นสุภาพบุรุษมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครจะเป็นคนดีได้ 100% หรอกค่ะ ทุกคนย่อมมีจุดมืดๆ เทาๆ ซ่อนอยู่ภายในใจทั้งนั้น พี่พนาเองก็เช่นกันค่ะ 

พี่พนาเป็นกำพร้าเสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่เด็ก มีกำลังใจเพียงหนึ่งเดียวคือน้องชาย แต่พอมาเสียน้องชายไปพี่พนาเลยเหมือนกับสูญเสียทุกๆ อย่างในชีวิต อยู่ตัวคนเดียว ปิดกั้นหัวใจเอาไว้และไม่กล้ารักใครอีก จนได้มาเจอน้องและหลงรักน้อง น้องเลยกลายเป็นเสมือนสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตที่พี่พนาไม่อยากจะเสียไปเหมือนกับพ่อแม่และน้องชาย ด้วยเหตุนี้นี่จึงเป็นเหตุผลที่พี่พนาไม่อยากที่จะตามหาญาติให้น้องแบบจริงๆ จังๆ อาจเป็นคนที่เห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่พี่พนาก็เป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น มีรัก มีหวงบ้างเป็นธรรมดาค่ะ (เข้าใจนางหน่อยเด้อ) 

ความคิดเห็น