Springsky's
email-icon facebook-icon Twitter-icon

FB page: Springsky Twitter : Springsky #plscallthepolice #สะดุดรักคุณตำรวจข้างห้อง

ตอนที่ 14: ตราบใดที่คุณอยู่หลังฉัน ฉันไม่ยิงถูกคุณแน่นอน

ชื่อตอน : ตอนที่ 14: ตราบใดที่คุณอยู่หลังฉัน ฉันไม่ยิงถูกคุณแน่นอน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 432

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2563 07:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14: ตราบใดที่คุณอยู่หลังฉัน ฉันไม่ยิงถูกคุณแน่นอน
แบบอักษร

    “ไม่พบตัว…เป็นไปได้ยังไง!” เจ้าหน้าที่เจสซี่ทวนคำซ้ำ หลังจากได้รับการแจ้งเหตุว่าข้าวของถูกทำลาย กลับพบรอยร่องรอยการต่อสู้และหยดเลือดตรงพื้นที่จอดรถ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าหน้าที่คนสำคัญของเอบีไอก็ได้หายตัวไปโดยไม่มีใครพบเห็น 

ผ่านไปหนึ่งคืนกว่าทุกคนจะรู้เรื่องราวว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครสามารถติดต่อทั้งเรย์มอนด์และเอลเลนได้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเข้าไปอีก 

             “จากการรายงาน ที่นี่เกิดไฟดับ แต่ว่าไฟสำรองติดภายในไม่กี่วินาที พวกนั้นอาศัยช่วงเวลาที่ไฟดับทำลายระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงกล้องวงจรปิด...” เจ้าหน้าที่ริคเอ่ยพลางพิมพ์อะไรบางอย่างในคอมพิวเตอร์ สีหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีนั่นคงเป็นคำตอบได้ว่าผลลัพธ์ของการพยายามหาหลักฐานนั้นเป็นอย่างไร 

“ตอนนี้พวกเรารับรองความปลอดภัยของทั้งคู่ไม่ได้ เราต้องเพิ่มกำลังค้นหาทั่วเมือง” เทรเวอร์พูดกับสายสื่อสารของเอบีไอ ในขณะที่สำรวจโดยรอบไปด้วย 

“หรือว่าทั้งคู่จะถูกพวกเรดสแควร์จับตัวไป?” สิ้นเสียงหนึ่งในเจ้าหน้าที่เอบีไอ ทุกคนต่างก็ตื่นตระหนก  

หากว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรดสแควร์นั่นหมายความว่าพวกนั้นเริ่มการตอบโต้กลับมาแล้ว 

เจย์ผู้กุมความลับเพียงหนึ่งเดียว ใบหน้าซีดขึ้นมาทันที พลันวางมือจากการตรวจหลักฐานเพื่อหาข้อแก้ต่างก่อนที่มันจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ “…แต่รถของเรย์มอนด์หายไปไม่ใช่เหรอ” 

“นั่นสิ รถของเจ้าหน้าที่พิเศษเรย์มอนด์...เช็คสัญญาณของรถที ริค” แดนนี่ที่อยู่ตรงลานจอดรถ ตรวจสอบรถทีละคัน พลันนึกขึ้นได้ว่าบนรถทุกคันของเอบีไอจะมีสัญญาณบอกว่ารถคันนั้นอยู่ที่ไหน 

“ฉันตรวจสอบสัญญาณของรถไม่ได้ เหมือนกับเครื่องส่งสัญญาณหายไป” 

“ถ้าอย่างนั้น มีความเป็นไปได้อยู่สองทาง หนึ่งคือหนีออกไปได้ สองคือถูกจับ ทุกคนลองค้นหาในรัศมีโดยรอบอย่างเร่งด่วน!” 

เจย์ลอบถอนหายใจ นับตั้งแต่ที่เรย์มอนด์มาให้เขาเย็บแผลเมื่อคืนและกำชับให้ปกปิดเรื่องที่ยังมีชีวิตอยู่ไว้เป็นความลับ ทำให้เขาแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้มาจนถึงตอนนี้ 

‘นายจะปกปิดเรื่องนี้ไปอีกนานแค่ไหน เรย์มอนด์’ เจย์ขยี้หัวตัวเองเบาๆ เรย์มอนด์กับเอลเลนหายตัวไปไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงทุกอย่างก็วุ่นวายถึงขนาดนี้  

  

“หายไปไหนของนายนะ เรย์” หลังจากที่ได้ยินข้อสรุป เจสซี่ปิดอุปกรณ์สื่อสารเอ่ยกับตัวเองเบาๆ  

ตลอดเวลาที่ทำงานด้วยกันมา ไม่เคยมีสักครั้งที่เรย์มอนด์ที่เธอรู้จักจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้ 

เจสซี่พิงตัวกับรถเอบีไอ พลางคิดอะไรไปด้วย อยู่ๆใบหน้าของคนคนหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาในห้วงความคิดสถานการณ์มันคล้ายกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว 

“…เจสซี่?” แดนนี่ที่เดินกลับมาที่รถ ทันเห็นสีหน้าที่ซับซ้อนของเจสซี่พอดี รีบกลับไปหลบที่มุมตึกแทน เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงสุดโหดอย่างเจสซี่มีสีหน้าแบบนี้มาก่อน 

จำได้ว่าเจสซี่จบการฝึกของเอบีไอในช่วงเดียวกันกับเรย์มอนด์ นั่นหมายความว่าทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนกัน แต่ใบหน้าและความกังวลของเธอกลับดูมากกว่านั้น 

เขายืนนิ่งอยู่กับที่อย่างลำบากใจ เขาควรจะเดินออกไปเลยหรือต้องแกล้งส่งเสียงออกไปก่อนรึเปล่า 

“นายจะแอบตรงนั้นอีกนานมั้ย แดนนี่” สายตาของเจสซี่มองตรงมาราวกับจะเชือดคนได้ เขาที่ยืนนิ่งคิดไม่ตกอยู่หลังกำแพงพลันเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที 

เขาค่อยๆเดินเลียบกำแพงออกมาและไม่มองใบหน้าของหญิงสาว พร้อมกับเงียบเสียงกลัวเอ่ยอะไรที่ไม่เข้าท่าออกไป 

และเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหว เมื่อรู้ว่าน้ำตาของเธอยังคลออยู่ เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้พลางมองไปทางอื่น 

เจสซี่มองผ้าเช็ดหน้าอย่างสงสัย ยกมือขึ้นมาจับหน้าตัวเองเพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติ เธอพบว่าน้ำตาของตัวเองไหลออกมาไม่รู้ตัว “มะ...ไม่ใช่นะ...” 

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว” แดนนี่ยัดเยียดผ้าเช็ดหน้าให้ ตัวเขาก็รู้ดีว่าในเวลาแบบนี้ไม่ควรจะพูดอะไรจะดีที่สุด 

เจสซี่รับผ้าเช็ดหน้าไปซับน้ำตาอย่างเก้ๆกังๆ พลางโล่งใจได้เปราะหนึ่ง เพราะอย่างน้อยคนช่างสอดรู้สอดเห็นอย่างแดนนี่ก็ไม่ได้ถามอะไรกับเธอมากนัก 

“เธอไม่ต้องเป็นห่วง เรย์มอนด์น่ะไม่มีทางตายง่ายๆหรอก” 

“มั่นใจแค่ไหนกัน” 

“เขาเก่งขนาดไหน เธอที่รู้จักเขามานานก็น่าจะรู้” 

“นั่นสินะ” เจสซี่หัวเราะออกมาเล็กน้อย พลางนึกถึงตอนที่ต้องทำภารกิจบุกจับคนร้าย เธอยังคงจำวินาทีที่เขายิงสวนคนร้ายเพื่อช่วยเธอไว้ได้ 

“แต่มันน่าแปลกอย่างหนึ่ง…” อยู่ๆเขาก็นึกอะไรบางอย่างได้ บางอย่างที่ยังคงน่าสงสัยเกี่ยวกับคดีนี้ 

“อะไร” 

“พวกมัน…ต้องการอะไรจากการตามล่าครั้งนี้กันแน่?” 

“ฉันเห็นด้วยกับนาย เรดสแควร์คงไม่ทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้เพื่อแค่ขู่เฉยๆหรอก” 

“ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แสดงว่าทั้งคู่ยังปลอดภัย พนันได้เลย” 

“นายนี่มันจริงๆเลย” 

เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเธอดีขึ้นแล้วแดนนี่จึงยิ้มรับ “ที่เราทำได้ตอนนี้ก็คือรอให้เขากลับมา ก่อนที่เรดสแควร์จะทำอะไรขึ้นมาอีก” 

“ฉันหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น…แต่ถ้าพวกเราจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ หน่วยอื่นๆจะต้องเข้ามาร่วมด้วยแน่ๆ...” เจสซี่คิดคำนวณภายในหัว ถ้าหากต้องทำแบบนั้นจริงๆ มันก็ใกล้จะถึงคราวตัดสินระหว่างเอบีไอและเรดสแควร์แล้ว 

“ก่อนที่จะถึงขั้นนั้น พวกเราต้องหา…” ยังไม่ทันที่แดนนี่จะพูดจบประโยคเสียงโทรศัพท์ในถุงหลักฐานก็ดังขึ้น 

“โทรศัพท์มือถือของเอลเลน…ของผู้สูญหาย” เจสซี่ยกเบอร์ขึ้นมาดูพร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้ง  

นี่คือการแจ้งข่าวกับญาติของผู้สูญหาย เธอจึงต้องเตรียมปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบมากที่สุด 

แดนนี่รั้งมือของเจสซี่เอาไว้ได้ทัน “เดี๋ยวก่อน” 

“มีอะไร” 

เสี้ยววินาทีหนึ่งเขาคิดถึงคำพูดของเคท ที่เคยขอร้องให้เอลเลนเป็นคนจัดการเรื่องนี้กับครอบครัวเอง และเขาก็สัญญากับเธอไปแล้วด้วย 

“ฉันดูแลตรงนี้เอง เธอไปช่วยคนอื่นเถอะ” เขาเหลือบมองไปทางสายที่โทรเข้ามา ในนั้นแสดงชื่อว่า ’นาโอมิ’ ถ้าจำไม่ผิดคนคนนี้คือพี่สาวต่างแม่ของเอลเลน 

เขาขยี้หัวเองเล็กน้อย ปล่อยเสียงเรียกเข้านั่นดังต่อไป ก่อนที่จะกดโทรออกไปที่เบอร์หนึ่ง 

“ฮัลโหล” 

“เคท ผมแดนนี่ คุณต้องมาที่นี่เดี๋ยวนี้” 

  

หลังจากที่วางสายจากแดนนี่ เคทคว้าเสื้อคลุมมาใส่ทับชุดนอนอย่างลวกๆ เรียกรถตรงไปยังอพาร์ทเม้นของเพื่อนตัวเองทันที 

“แอล เธออย่าเป็นอะไรนะ!” ในเวลานี้สถานการณ์มันฉุกเฉินอย่างแท้จริง เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรจะต้องทำอย่างไรแล้ว 

แดนนี่เห็นรถที่เบรกจากความเร็วสูงด้านหน้า เพียงแค่นี้ก็รู้ได้ว่าเป็นใคร 

เคทลงจากรถ พยายามวิ่งด้วยรองเท้าสลิปเปอร์ สีหน้าของเธอแตกตื่น มองไปรอบตัวจนพบตัวเขา “แดเนียล!” 

“เคท” แดนนี่ยื่นโทรศัพท์ที่โชว์สายที่ไม่ได้รับกว่าสิบสายพร้อมกับถุงมือสำหรับสัมผัสหลักฐาน แค่นี้ก็ทำให้เธอผวาได้เช่นกัน 

              มือของเคทสั่นระริกขณะเอื้อมมือจับหลักฐาน เธอยั้งมือเอาไว้ เอ่ยถามด้วยเสียงเครียด “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” 

             “ผมขอสรุปสั้นๆนะ เกิดเหตุเมื่อคืน เพื่อนของคุณกับเจ้าหน้าที่พิเศษเรย์มอนด์หายตัวไป ตอนนี้ยังระบุไม่ได้ เอบีไอกำลังตามตัวอย่างเต็มที่” 

             “ฉันควรจะทำยังไงดี…” 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นราวกับกดดันทั้งเขาและเธอไปด้วย “ผมเดาว่าพวกเขายังไม่รู้...ใช่มั้ย” 

“ใช่ แอลกลัวว่าพวกเขาจะกลับมาและเป็นอันตราย” 

“ก็เป็นไปได้ที่จะเกิดอันตราย” 

“ใช่มั้ยล่ะ” 

“แต่ว่าถ้าไม่บอกพวกเขา...” 

“ก็อาจจะซวยเข้าสักวัน” เธอต่อคำได้เลยโดยไม่ต้องคิด พลางร้องคร่ำครวญไปด้วย 

“เคท ตอนนี้คุณสามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้ มีสองทางเลือกคือปิดบังเรื่องนี้ต่อไป ถ้าไม่อยากปิดบัง...ไม่ต้องห่วง ผมจะเป็นคนรับสายนี้และบอกพวกเขาเอง” 

              เคทสบตากับแดนนี่ ในตอนนี้ไม่ว่าใครต่างก็รู้สึกลำบากใจ ไม่ว่าเธอจะเลือกอย่างไรผลลัพธ์ก็ออกมาเลวร้ายทุกทาง 

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ สวมถุงมือและหยิบมือถือไป “ฉันเชื่อใจพวกคุณ”  

เธอกดรับสายและเปิดลำโพงเพื่อให้ได้ยินกันทั้งคู่ หลับตาปรับสภาพอารมณ์ตัวเองให้ได้มากที่สุด 

“ฮัลโหล นาโอมิ” 

“ทำไมเธอมารับสาย?” น้ำเสียงหวานเจือด้วยความน่ากลัวของปลายสายทำให้คนที่ได้ยินต่างก็ขนลุกซู่ 

เคทข่มความรู้สึกกลัวลงไป เอ่ยตอบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “แอลลืมมือถือเอาไว้น่ะ…ว่าแต่โทรมามีอะไรรึเปล่า?” 

“ฉันโทรเข้าไปที่ห้องก็ไม่มีคนรับสาย เธอช่วยเอามือถือไปให้แอลหน่อย” 

เคทหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากแดนนี่ แค่ประโยคแรกเธอก็เห็นแววพ่ายแพ้แล้ว  

‘บอกว่าเอลเลนยุ่งอยู่’ แดนนี่กระซิบกับเคท พร้อมกับทำเสียงกระดาษให้ดูเหมือนทางเธอกำลังจัดการกับเอกสารอยู่ 

“ตะ...ตอนนี้ยังไม่ได้ แอลกำลังปิดงานให้ทันเวลา ไม่อยากให้ไปรบกวน” 

“งานหนักขนาดนั้นเลยเหรอ?” 

“ชะ...ใช่ งานมัน...สำคัญมากๆ!” 

“เธอมีอะไรปิดบังรึเปล่า” เพียงประโยคเดียวของนาโอมิทำให้หัวใจของเธอหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม 

เหมือนว่าเซ้นส์ของนาโอมิจะแรงกว่าที่เธอคิด เธอหันไปสบตาแดนนี่ เขาส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงให้เธอตอบว่าไม่มี 

“ก็ไม่มีอะไรนี่” 

นาโอมิก็เงียบไปสักพัก เวลาที่กี่วินาทีนี้ทำให้ทั้งเธอและแดนนี่ต่างก็เหงื่อตก เธอขมวดคิ้วเข้าหากัน กลั้นหายใจกลัวว่าเสียงหายใจจะทำให้นาโอมิสงสัยขึ้นมาอีก 

“…แล้วงานที่เธอว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ล่ะ” นาโอมิเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้เธอต้องหันไปมองแดนนี่อีกรอบ 

‘คุณ! เอายังไงดี’ 

‘สิบวัน พวกเราจะรีบตามหาพวกเขาให้เจอ’ 

‘มันไม่นานเกินไปเหรอ!’  

ตั้งสิบวัน! เธอไม่มีทางที่จะหลอกนาโอมิได้นานขนาดนั้นแน่ 

แดนนี่คิดสักพัก คำนวณเวลาใหม่อีกครั้ง ‘ขอเวลาหนึ่งอาทิตย์ ’ 

“ละ...เหลือเวลาในการทำอีกอาทิตย์นึงน่ะ ทั้งฉันและแอลทำลังเร่งทำอยู่” เธอกลั้นใจพูดออกไปที่เดียวให้หมด เชื่อเลยว่าถ้านาโอมิถามต่อ เธอคงไม่สามารถตอบอะไรได้อีกแล้ว 

“…ถ้างั้นฝากบอกแอลด้วยว่าอย่างน้อยก็ตอบข้อความฉันด้วย” 

“ดะ...ได้” 

“แล้วก็...” นาโอมิพูดอะไรบางอย่างและหยุดไป 

“มีอะไรรึเปล่า นาโอมิ” 

“เปล่า ฉันแค่รู้สึกไม่ค่อยดี” 

“ไม่ค่อยดี?” แค่คำพูดนิดเดียวทำให้เธอกดดันขึ้นมาอีกครั้ง 

“ฉันคิดว่าตอนนี้แอลอาจจะปิดบังอะไรอยู่” 

จบคำพูดของนาโอมิ เธอและแดนนี่เงยหน้าขึ้นมาสบตากัน เธอไม่รู้ว่าจะต้องตอบนาโอมิว่าอย่างไร ไม่นานนักนาโอมิก็เอ่ยขึ้นมา 

“แล้วอยู่ๆฉันก็นึกถึงวันนั้น…” 

ทันทีที่เคทได้ยินคำนั้น สีหน้าของเธอก็แย่ลงทันที “นาโอมิ ฉัน...” 

“ก็ไม่ได้อยากจะรื้อฟื้นอะไรหรอกนะ แต่ตอนนี้ฉันไว้ใจเธอ...เคท” 

เคทได้แต่นิ่งเงียบ บรรยากาศพลันอึดอัดขึ้นมา นาโอมิหลุดหัวเราะออกมา 

“ฉันล้อเล่นน่ะ แค่เห็นข้อความที่แอลพิมพ์มาให้เมื่อคืนก็กังวลไปไกลแล้ว ฉันนี่คิดอะไรอยู่ไม่รู้”  

             เสียงหัวเราะเบาๆจากปลายสายทำให้เคทเหงื่อตกขึ้นมาอีกครั้ง 

             เธอได้แต่หัวเราะแห้งๆกลับไป 

“เอาเป็นว่าอย่าลืมบอกแอลให้ตอบกลับข้อความฉันด้วยล่ะ” 

“อะ...โอเค” เธอสัมผัสได้ว่านาโอมิห่วงแอลขนาดไหน แม้นาโอมิจะไม่ว่าอะไรแต่ถ้ามันเกินเวลาที่กำหนดเอาไว้ รับรองว่าเธอตายแน่! 

หลังจากที่วางสาย เธอและแดนนี่ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ก่อนที่ตัวเธอจะต้องรู้สึกผิดเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว 

แดนนี่กำลังจะเอ่ยปากพูด หันไปมองเคทที่ตอนนี้ทรุดลงไปนั่งกับพื้นแล้ว “คุณ! เป็นอะไรรึเปล่า” 

“นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย” เธอทรุดนั่งลงบนขั้นบันได ขยี้หัวตัวเองจนมันยุ่งเหยิง 

เมื่อเธอนึกถึงเรื่องเรื่องบ้าๆที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเพื่อนของเธอจะปลอดภัยรึเปล่า เท่านี้ก็ทำให้น้ำตาของเธอไหลออกมาจนได้ 

“เคท…” เสียงร้องไห้ทำให้แดนนี่นั่งตัวตรงทำอะไรไม่ถูกอีกครั้ง ล้วงกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแต่มานึกขึ้นได้ว่าเขาเอาให้เจสซี่ไปแล้ว 

ในหนึ่งวันนี้เขาต้องมาเห็นผู้หญิงสองคนร้องไห้ในเวลาไล่เลี่ยกันโดยที่ไม่รู้วิธีการปลอบเลยสักนิด เรื่องแบบนี้ปวดหัวยิ่งกว่าการจับคนร้ายซะอีก 

“คุณหยุดร้องเถอะ พวกเราจะหาตัวพวกเขาให้เจอ” ตอนนี้เขาทำได้แค่กล่อมให้เธอหยุดร้องเท่านั้น แดนนี่วางมือลงบนหลังอย่างเก้ๆกังๆ พลางตบเบาๆเพื่อปลอบ 

“ฮืออ” ยิ่งพูดให้หยุดร้องก็ยิ่งไปกระตุ้นต่อมน้ำตามากขึ้นกว่าเดิม เธอเช็ดคราบน้ำตากับเสื้อคลุมชุดนอนอย่างลวกๆจนใบหน้าเลอะเทอะไปหมด 

แดนนี่เห็นท่าทีที่หมดสภาพของหญิงสาวจึงเลือกที่จะยื่นแขนไปตรงหน้าเคท 

เคทมองอย่างสงสัยทำให้เขาต้องอธิบายเพิ่ม “แขนเสื้อของคุณเปียกหมดแล้ว ผมให้คุณยืมแล้วกัน” 

เมื่อได้ยินดังนั้น เคทฟุบหน้าลงที่แขนของแดนนี่ เช็ดคราบน้ำตาจนแขนเสื้อของเขาเปียกชุ่ม 

แดนนี่เท้าคางมองหญิงสาวที่ร้องไห้โฮ ไม่สนภาพลักษณ์ของตัวเองเลยสักนิด “คุณรู้อะไรมั้ย บางทีพวกเราก็ต้องเลี่ยงที่จะบอกความจริง เพื่อให้การทำงานของเราง่ายมากขึ้น” 

“แต่ฉันโกหกครอบครัวคนอื่นว่าลูกสาวของพวกเขายังปลอดภัยดีนะ” เธอกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองไว้ ยิ่งพูดเธอก็ยิ่งรู้สึกผิดขึ้นมาอีกจนได้ 

“คุณบอกว่าคุณเชื่อใจพวกเราใช่มั้ย” 

“...ใช่” 

“ผมดีใจที่คุณเชื่อใจ เพราะผมก็เชื่อว่าเรย์มอนด์ไม่ปล่อยให้เพื่อนของคุณเป็นอันตรายหรอก” 

             “ถ้าเจ้าหน้าที่สุดเก่งของพวกคุณพลาดท่าขึ้นมาล่ะ” 

             “เขาไม่เคยพลาด” แดนนี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในวันนี้เขากลายเป็นคนที่คอยกอบกู้ชื่อเสียงของเรย์มอนด์ไปโดยปริยาย 

             “แต่ฉันกลัวว่าแอลจะรับไม่ไหวน่ะสิ” 

             “เพื่อนของคุณ?” 

             “คุณคงจะเห็นว่านาโอมิกังวลขนาดไหน แอลน่ะเคยร่างกายอ่อนแอมาก่อน ถึงแม้ว่าจะดีขึ้นมากแล้วก็ตาม...” 

“ผมได้ยินนาโอมิพูดถึงวันนั้น ผมถามได้มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น” 

“…” เคทเงียบไปพักหนึ่ง 

“ถ้าคุณไม่อยากก็ไม่เป็นไร” 

“มันเป็นเรื่องที่ติดใจฉันมาตลอดน่ะ…วันนั้น ฉันเป็นคนชวนแอลไปดูการแข่งบาสโรงเรียนระหว่างเมือง ฉันไม่ได้สังเกตว่าแอลหน้าซีดขนาดไหน ฉันมัวแต่สนใจอย่างอื่นเลยพลัดหลงกับแอล มารู้อีกทีคือแอลอยู่ในห้องพยาบาลเพราะเป็นลมไป” 

ในวันนั้นเธอตามหาแอลเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เธอได้ยินเสียงประกาศให้ไปห้องพยาบาล จึงได้รู้ว่าแอลเป็นลมอยู่ตรงทางเดินที่ไม่มีคน 

“โชคดีที่มีคนผ่านมาช่วยพอดี พอนาโอมิรู้เข้าก็เลยสั่งให้เลิกยุ่งกับแอลอีก เพราะฉันเกือบทำให้แอลเป็นอันตราย” 

แดนนี่เงียบไปพักหนึ่ง “...แต่ตอนนี้เพื่อนของคุณก็หายดีแล้วใช่มั้ยล่ะ”  

             “ก็ใช่ หลังจากนั้นก็ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีกแล้ว” 

             “ผมเชื่อว่าผู้หญิงที่ใช้กระเป๋าฟาดและเตะกลางเป้าคนร้ายได้อย่างเอลเลน เธอถึกกว่าที่พวกเราคิดแน่นอน...เพราะเจ้านั่นนอนสลบไปหลายวันเลยนะ” แดนนี่เม้มปากเหมือนกลัวจะโดนเตะเป้าแบบคนร้าย  

เคทคิดถึงวันนั้นที่เธอได้รับการติดต่อไปว่าแอลถูกตามล่า เธอรีบตรงไปยังสำนักงานเอบีไอ พบว่าแอลเพื่อนของเธอยังมีแรงที่จะทะเลาะกับเรย์มอนด์ได้อยู่จึงโล่งใจได้เปราะหนึ่ง “คุณนี่ปลอบใจเก่งเหมือนกันนะ แดเนียล”  

             “เอาจริงๆ ผมก็ไม่ถนัดเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ขอบคุณสำหรับคำชม” แดนนี่ยักคิ้วให้ พร้อมกับรอยยิ้มกวนๆที่ไม่ได้นำออกมาใช้สักระยะหนึ่งแล้ว 

             เคทค้อนใส่ด้วยความหมั่นไส้ อย่างน้อยคำพูดของเขาก็ทำให้บรรยากาศที่หม่นๆในวันนี้สดใสขึ้นมาได้บ้าง 

“มีข้อมูลใหม่เข้ามา!” เสียงของริคดังขึ้นจากที่ไม่ใกล้ไม่ไกล ทั้งเธอและเขาได้ยินข่าวนั้นพร้อมกันเงยหน้าขึ้นมาสบตากันในทันที 

“หรือว่าจะเป็นข้อมูลของแอล” เคทเอ่ยออกมา ในใจเริ่มมีความหวังขึ้นมา 

“ใครเป็นคนส่งมาล่ะ?” 

รอจนเจ้าหน้าที่ริคและคนอื่นๆรวมตัวกันจนครบ ริคแจกกระดาษที่เกี่ยวกับข้อมูลใหม่ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคน จนกระทั่งถึงเคทที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างๆแดนนี่ ทำให้เธอเป็นเป้าสายตาของคนอื่นๆในทันที 

“คือว่า…” เคทไม่รู้จะพูดว่าอะไร ได้แต่เอามือชี้ตัวเองและชี้ไปทางด้านนอกเป็นเชิงว่าเธอจะยอมออกไปแต่โดยดี 

“ให้เธออยู่ฟังเถอะ เธอควรได้รับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” แดนนี่พูดแทรกขึ้นมา ดึงตัวเคทเอาไว้ 

เคทที่กำลังจะหลบไปอย่างเงียบๆ หันไปมองแดนนี่ 

“ตอนนี้คุณก็น่าจะต้องเข้ามารับรู้ด้วยแล้วล่ะ” 

ความหนักอึ้งหล่นทับที่ตัวเธอทันที นั่นหมายความว่าตัวเธอก็ต้องร่วมมือกับเอบีไอแบบแอลจนได้ 

ริคชี้เอกสารหลายชุดที่เผยข้อมูลที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน “มีคนเข้ามาในระบบของเอบีไอและปล่อยข้อมูลนี้เข้ามา”  

“ปล่อยข้อมูลเข้ามาในระบบ?” 

“มันคือรายงานเกี่ยวกับการดักจับเส้นทางยาเสพติดที่เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าในช่วงนี้ ฉันไม่รู้ว่าคนที่ส่งมาต้องการจะบอกอะไร” 

“นายตรวจจับที่อยู่ของคนส่งข้อมูลรึยัง” 

“ที่อยู่ปลอม ไม่สามารถตรวจสอบได้” ความหวังที่จะค้นพบดับลงไปอีกครั้ง 

“จับยาเสพติด…รอบเมืองช่วงนี้” เจสซี่เหมือนฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง ทำให้ทุกคนต่างก็นึกขึ้นได้เช่นกัน 

เคทมองเหล่าเอบีไอที่ทำหน้าเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่างกันหมดด้วยความงุนงง “แดนนี่ นี่มันหมายความว่ายังไง?” 

“หมายความว่าให้พวกเราจับตาดูต้นตอยาเสพติดที่รอบเมือง เพราะมันไม่ชอบมาพากลน่ะสิ” 

“ไม่ชอบมาพากล?” 

“...เรดสแควร์ไม่ได้มีแค่การค้าขายอาวุธ แต่พวกมันยังค้ายาเสพติดด้วย ไม่มีทางที่ตัวเลขพวกนี้จะเพิ่มขึ้นได้ถ้าไม่มีเรดสแควร์มาเกี่ยวข้อง” 

“แล้วข้อมูลนี้มันมาได้ยังไง?” 

“นั่นสิ อย่างน้อยพวกเราต้องตรวจสอบข้อมูลนี้ให้หมดก่อน บางทีทุกอย่างนี้อาจจะเป็นความตั้งใจของเรย์มอนด์ก็ได้” 

“เจ้าหน้าที่พิเศษเรย์มอนด์...ถ้าอย่างนั้น…พวกเขายังปลอดภัยใช่มั้ย?!” 

“พวกเขาอาจจะหลบซ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่เรื่องปลอดภัยเรายังไม่รู้แน่ชัด” 

เจ้าหน้าที่เอบีไอทุกคนต่างมองหน้ากันอย่างรู้ใจกัน หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะสืบเรื่องนี้ต่อ 

  

เรย์มอนด์กดปิดเครื่องคอมทันทีหลังจากที่ส่งข้อมูล เพื่อป้องกันสายสื่อสารถูกดักจับ  

การตามล่าตัวเขาและเอลเลนเมื่อคืน พวกนั้นไม่ใช้ปืนเลยสักกระบอก กลับเลือกที่จะเสี่ยงต่อสู้ระยะประชิดกับเขาแทน แสดงว่าคนกลุ่มนั้นจะต้องระมัดระวังการเปิดเผยตัว 

เป็นไปได้มากว่าพวกมันคงจะรู้ตัวแล้วว่าข้อมูลของตัวเองกำลังถูกสืบอยู่ 

รูปถ่ายใบหน้าของเศรษฐีหนุ่มเจ้าของอสังหาริมทรัพย์และแหล่งเงินทุนใหญ่ของเมือง ถูกวางอยู่บนหหน้าเอกสาร ระบุได้ว่าเอกสารหนึ่งชุดที่วางอยู่นี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับใคร  

“วิคเตอร์ เบรย์ตัน...” 

เดิมทีเรื่องนี้เป็นแค่ความสงสัยของเขาแค่คนเดียว หลังจากที่พบว่าเทเลอร์เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งของวิคเตอร์ เขาก็เริ่มสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับวิคเตอร์ไปด้วย ผลลัพธ์ที่ออกมาคือวิคเตอร์เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากกว่าที่คิด 

เขาใช้เวลาค้นหาข้อมูลเหล่านี้จนมันเชื่อมโยงกันได้ ก่อนที่ทุกอย่างมันกระจ่างพวกมันก็รู้แผนของเขาซะก่อน 

เขาถอนหายใจเบาๆ วางความกังวลที่แบกมาตลอดทั้งสัปดาห์ลง เรย์มอนด์มองไปยังหญิงสาวที่นอนอยู่บนโซฟาข้างๆ ทำให้ย้อนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน 

เขาจับแผลที่ถูกมีดแทง บนผ้าพันแผลยังคงมีรอยเลือดซึมจางๆ แต่ก็ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว 

“คุณไม่ต้องกังวลหรอก” เขาพูดกับเจ้าของดวงตากลมโตที่กำลังหลับตาพริ้ม อมยิ้มเล็กน้อยเหมือนกำลังฝันดีอยู่ แตกต่างกับหญิงสาวที่กำลังหวาดกลัวเมื่อคืนราวกับคนละคน 

น่าแปลกที่ความสงบและเธอที่กำลังนอนหลับอยู่ ทำให้เขาเลิกคิดเรื่องเครียดๆได้ รู้สึกได้ว่าวันที่หนักอึ้งกลายเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไปโดยปริยาย 

เขาเผยรอยยิ้มออกมาก่อนที่จะเอื้อมมือไปปัดผมที่ปรกหน้าเธอออก โน้มหน้าเข้าไปใกล้เพื่อที่จะได้มองเห็นอย่างชัดๆ 

ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัส เอลเลนขยับตัวเล็กน้อย ขมวดคิ้วก่อนที่จะค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา ทำให้เขารีบดึงมือกลับและเปิดโน้ตบุ๊ค แกล้งว่าทำงานของตัวเองอยู่แทน 

“คุณ…” 

“ตื่นแล้วเหรอ” เขาพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดตอบกลับไป 

เธองัวเงียลุกขึ้นมามองรอบตัว “บ้าน?” 

แสงแดดอ่อนๆทำให้เธอรู้ว่าเป็นเวลาเช้าแล้ว เธอจำได้ว่าเมื่อวานเธอง่วงและเผลอหลับไประหว่างทาง ไม่รู้ตัวเลยสักนิดมาตัวเองมานอนตรงนี้ได้ยังไง 

“ที่นี่บ้านของผมเอง เมื่อคืนผมเห็นคุณหลับอยู่เลยไม่อยากปลุก” 

เอลเลนกะพริบตาสองสามทีเพื่อคลายความง่วงของตัวเอง สังเกตรอบตัวเป็นบ้านสำหรับอยู่อาศัยตามปกติ ตกแต่งด้วยเครื่องใช้สำหรับครอบครัว ถึงแม้ว่าจะมีฝุ่นจับเหมือนไม่ได้ใช้มานานแต่ก็พอดูออกว่าเจ้าของบ้านนี้ใส่ใจกับการตกแต่งขนาดไหน “นี่คือที่ปลอดภัยที่คุณบอกงั้นเหรอ” 

“ใช่ ที่นี่ปลอดภัย” 

เธอเปรียบเทียบคำนิยามว่าคำปลอดภัยที่เขาพูดถึง ที่นี่เหมือนบ้านธรรมดาไม่มีอะไรที่พิเศษเลยสักนิด “คุณไม่มีชั้นใต้ดินไว้เก็บอาวุธงั้นเหรอ?” 

เขาถึงกับต้องหันไปมองเธออย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “คุณว่าอะไรนะ?” 

“ฉันนึกว่าสถานที่ปลอดภัยที่คุณพูดถึงจะต้องเต็มไปด้วยอาวุธ…หรือไม่ก็โกดังร้าง…ไม่ใช่สินะ” เสียงของเธอ ค่อยๆหดหายลงไป เมื่อเจอกับเรย์มอนด์ที่ขมวดคิ้วมองมา 

เขาลองนึกภาพตาม ในหัวของเธอบ้านหลังนี้จะต้องมีชั้นใต้ดินที่เก็บอาวุธหลากหลายแบบ เวลาคนร้ายมาเขาจะใช้อาวุธพวกนั้นต่อสู้ได้ เขาเดาได้เลยว่าเธอเอาความคิดนี้มาจากไหน 

“คุณดูหนังมากเกินไปแล้ว เอบีไอไม่ได้รับอนุญาตให้เก็บอาวุธกับตัวเองเยอะๆแบบนั้นหรอก” 

“ก็ฉันไม่รู้นี่นา” เธอย่นจมูกใส่ ถึงแม้ว่าเขาจะทำหน้านิ่งๆแต่เธอรู้ได้เลยว่าเขากำลังกลั้นขำอยู่ นั่นทำให้เธออายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี 

“แต่คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถึงจะหลบอยู่ที่นี่ ผมไม่ปล่อยให้พวกมันตามเจอแน่นอน” เรย์มอนด์ปิดโน้ตบุ๊คของตัวเองหันมาทางเธออย่างเต็มตัว น้ำเสียงของเขาหนักแน่นแต่เธอก็ยังคงไม่สบายใจอยู่ดี 

             เมื่อคืนเขาต่อสู้กับเรดสแควร์ การต่อสู้ระหว่างคนคนเดียวกับอีกเกือบสิบคน สถานการณ์นั้นมันทั้งน่ากลัวและกดดันจนทำให้เธอแทบจะประคองสติของตัวเองไม่อยู่ ถ้าถูกตามเจออีกครั้งจะเป็นอย่างไร เขาจะรับมันไหวอีกรึเปล่า 

“ฉันกลัวว่าพวกมันจะรู้เข้าจนได้ พวกมันคือเรดสแควร์นะ” 

             “เพราะพวกมันคือเรดสแควร์ พวกเราถึงต้องหายตัวไป” 

             “หายตัวไป…คุณหมายความว่ายังไง” 

“จากหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพวกมันต้องการเล่นงานคุณแทนที่จะสู้ตรงๆกับเอบีไอ ผมจึงต้องพาตัวคุณหนีออกมา จะไม่มีใครรู้ว่าเราอยู่หรือตาย ถึงรู้ก็จะไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน พูดๆง่ายๆก็คือหายสาบสูญ” 

สิ่งที่เธอเพิ่งได้ยินทำให้สมองของเธอว่างเปล่าไปชั่วขณะ 

ที่เขาพูดนั่นหมายความว่า ตลอดหนึ่งคืนที่หนีออกมาเธอได้กลายเป็นผู้สูญหายเรียบร้อยแล้ว?! 

“แล้วครอบครัวของฉัน แล้วเคท…” 

“นอกจากเจย์แล้ว ทุกคนรวมทั้งเอบีไอจะไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน” 

ตอนนี้เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นั่นหมายความว่าทั้งครอบครัวและเคทก็จะไม่รู้ว่าเธอยังปลอดภัยอยู่ ถ้าพวกเขากลับมาแล้วเกิดอันตรายขึ้นมา... 

“ผมเข้าใจว่าคุณเป็นห่วงคนอื่นๆ แต่เรดสแควร์อาจจะกำลังจับความเคลื่อนไหวของเอบีไออยู่และถ้าพวกเขารู้ว่าเราอยู่ไหน คุณลองคิดดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้น” 

เธอลองนึกถึงความเป็นไปได้ ภาพที่เธอนึกขึ้นได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

“ทั้งทุกคนรวมทั้งเอบีไอและเรดสแควร์ก็จะตามหาตัวพวกเรา แล้วก็เกิดการปะทะ...” 

เขาพยักหน้า “ตอนนี้เสียเปรียบเกินไปที่จะต่อสู้ เรายังไม่รู้ว่าเรดสแควร์ซ่อนอะไรอยู่อีกบ้าง ตราบใดที่เรายังไม่ได้ข้อมูลที่แน่ชัด...” 

คำพูดถูกเว้นไปสักพัก เหม่อมองไปข้างหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง 

“…ผมไม่ยอมให้ใครเป็นอะไรไปแม้แต่คนเดียวเด็ดขาด” 

“เรย์…” สีหน้าของเขาดูเหมือนว่ากำลังเคร่งเครียดอะไรบางอย่าง เธอสัมผัสได้ว่าภาระหน้าที่ในฐานะเอบีไอมันหนักขนาดไหน แค่การหนีออกมาเขาต้องคิดอะไรซับซ้อนมามายที่เธอเองก็คิดไม่ถึง 

เขาละสายตาออกจากภาพตรงหน้า “ผมคงจะจริงจังมากเกินไปจริงๆ” 

ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงมองเห็นเขาเป็นเจ้าฟิวรี่ น้องหมาหน้าเครียดที่กำลังมีท่าทีหงอยๆ “คุณไม่ต้องกังวลหรอก ถ้าคนร้ายมาอีก คราวนี้ฉันจะจัดการเอง” 

ฟิวรี่ตัวโตหันมามองเธออย่างสงสัย ใบหน้านั้นน่าเอ็นดูจนเธออดคิดถึงตุ๊กตาฟิวรี่ตัวน้อยไม่ได้ เธอเอื้อมมือไปลูบหัวของเขาเบาๆ 

“คุณเคยสอนฉันยิงปืนแล้วไง ถึงฉันจะได้สองคะแนนก็ตาม มันต้องโดนสักนัดล่ะ!” 

เขานึกถึงวิถีกระสุนที่เบี้ยวไปเบี้ยวมา พลางหัวเราะออกมาเบาๆ “อย่ายิงถูกผมล่ะ” 

ฟิวรี่แสนเชื่องตรงหน้าโน้มหน้าเข้ามาใกล้เพื่อให้เธอลูบหัวได้ถนัดขึ้น เธอถือโอกาสย้ายมือมาไว้ตรงแก้มเขาและบีบมันเบาๆ “ตราบใดที่คุณอยู่หลังฉัน ฉันไม่ยิงถูกคุณแน่นอน” 

เธอส่งยิ้มกว้างให้ อย่างน้อยสีหน้าของเขาดูสดใสมากขึ้น 

สายตาของเธอและเขาประสานกัน ทำให้นึกอะไรบางอย่างออก เมื่อรู้สึกตัว เธอรีบหุบยิ้มลงพร้อมกับเอามือปิดปาก ในขณะที่ใบหน้าของเธอแดงปลั่ง 

ท้องฟ้ายามค่ำคืนกลับเข้ามาในความทรงจำ ทั้งเพลงรักที่เรียบง่าย ทั้งคำพูดของเขาที่ไม่อ้อมค้อมเลยสักนิด…และกอด 

“มีอะไรงั้นเหรอ” อยู่ๆหญิงสาวก็เริ่มที่จะถอยห่าง ทำให้เขาแปลกใจ 

เธอนั่งตัวเกร็ง ควานหาหมอนและหยิบขึ้นมาปิดหน้าตัวเองเหลือแค่สายตาที่มองเขาอย่างเดียวก่อนที่จะเอ่ยตอบ “ไม่มีอะไร” 

“หรือว่าเมื่อคืนที่พวกนั้นตามล่า...คุณบาดเจ็บงั้นเหรอ” 

“ฉัน...มะ ไม่เป็นอะไร” เธอหลบสายตาเขา เขยิบตัวถอยห่างมากขึ้นอีกขั้น 

“เห็นอยู่ว่าคุณพยายามหนี บอกผมมาว่าคุณเจ็บตรงไหน” เขาเขยิบเข้ามาใกล้ขึ้นอีก โซฟาตัวเล็กๆนี้ไม่เหลือพื้นที่ว่างให้เธอหนีแล้ว 

เธอเบิกตากว้างเมื่อเขาเอื้อมมือเข้ามาใกล้ เธอรีบใช้หมอนผลักตัวเขาออกไป 

“อย่าเข้ามานะ” 

เมื่อไม่มีหมอนปิด ทำให้เขาได้รู้ว่าใบหน้าของหญิงสาวภายใต้หมอนเป็นอย่างไร เมื่อเห็นว่าแก้มป่องๆของเธอนั่นแดงจัด ส่วนดวงตากลมโตนั่นก็ไม่ยอมสบตากับเขาตรงๆก็ทำให้เขานึกอะไรขึ้นมาได้เช่นกัน 

เขานึกย้อนถึงคำพูดที่พูดถึงเธอและรอยยิ้มของเธอ เมื่อคืนเขาไม่ได้เห็นว่าหน้าของเธอแดงแค่ไหน และตอนนี้เขาได้เห็นมันชัดเจน 

“ฉะ...ฉันไปก่อนนะ” เหมือนว่าต่างคนต่างรู้ตัว ทันทีที่พูดจบหญิงสาวรีบลงจากโซฟาและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว 

ลับหลังจากที่เธอวิ่งหนีออกไป เขาค่อยๆยกแขนขึ้นมาบังหน้าของตัวเอง นับตั้งแต่ที่เห็นท่าทีขัดเขินตรงหน้าก็ทำให้เขาทำตัวไม่ถูก 

เขานิ่งไป ไม่รู้ตัวเลยว่าหูของตัวเองแดงก่ำขนาดไหน 

“พูดอะไรออกไปนะ” เขาพึมพำออกมา พิงหลังลงกับโซฟา พลางคิดว่าหลังจากนี้เขาจะต้องทำอย่างไร 

ผลสรุปออกมาว่า บางทีเขาอาจจะต้องเรียนรู้วิธีการพูดที่อ้อมค้อมมากกว่านี้แล้ว 

 

. 

. 

. 

. 

. 

. 

สวัสดีค่ะทุกคน ก่อนอื่นเลยต้องขออภัยที่ห่างหายไปนานมาก เนื่องจากไรท์ต้องเริ่มทำงานแล้วเลยแทบจะไม่มีเวลามาแต่งต่อเลยค่ะ  

ตอนแรกกะว่าจะรอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก็เกิดโควิดขึ้นมาเลยต้องวุ่นกันต่อไป T_T  

ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจของทุกคนและขอบคุณที่ยังนึกถึงนิยายเรื่องนี้อยู่นะคะ ไรท์จะพยายามปั่นให้เร็วที่สุดนะคะ 

 

ปล.ไรท์อาจจะมีเข้ามาแก้ไขคำผิดบ้าง ขออภัยถ้ามีแจ้งเตือนอัพเดตนะคะ >_< 

ความคิดเห็น