facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

10.นางไม้หลงป่า

ชื่อตอน : 10.นางไม้หลงป่า

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 34k

ความคิดเห็น : 143

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ค. 2563 02:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,500
× 0
× 0
แชร์ :
10.นางไม้หลงป่า
แบบอักษร

10.นางไม้หลงป่า 

  

               ผู้กองพนาถูกพาตัวมาที่ห้องพยาบาลตามที่แก้วเจ้าจอมบอกเพราะโรงพยาบาลอยู่ไกลจากที่นี่พอสมควร หากไปโรงพยาบาลทุกอย่างอาจจะไม่ทันการณ์ ความมุ่งมั่นและเอาจริงจากสายตาของแก้วเจ้าจอมทำให้ผู้หมวดศิวะตัดสินใจเสี่ยงที่จะทำตามที่เธอบอก แม้จะเกิดความขัดแย้งภายในใจว่าควรจะเชื่อมือเธอดีมั้ย เขาจะเอาแน่เอานอนกับคนความจำเสื่อมได้อย่างไร แต่พอเห็นแก้วเจ้าจอมทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้กองพนา ผู้หมวดเผ่าเทพและผู้หมวดมาริษาได้อย่างคล่องแคล่วเขาเองก็ต้องเชื่อว่าเธอคงจะเป็นหมอจริงๆ 

เพราะผู้กองพนากับผู้หมวดเผ่าเทพบาดเจ็บ ผู้หมวดศิวะจึงต้องเข้ามาจัดการเรื่องทุกอย่างเอง ทั้งการเคลียร์พื้นที่ การส่งมอบศพของน้องชายผู้หมวดมาริษาให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการต่อ การวางกำลังเจ้าหน้าที่คุ้มกันฐานรวมถึงการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรที่เข้ามารับจัดการกับคดี ซึ่งในการให้ปากคำนั้นเขาเลี่ยงที่จะพาดพิงถึงแก้วเจ้าจอม เขาบอกเพียงแค่ว่ามีคนร้ายสะกดรอยตามรถของผู้หมวดมาริษามาตั้งแต่ช่วงเย็นแล้ว คนร้ายเป็นใครเขาเองก็ไม่รู้ ที่เขาต้องให้การแบบนี้ก็เพราะว่าพวกคนร้ายมีเจ้าหน้าที่แอบแฝงอยู่ เขาไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น สิ่งที่ทำได้จึงเป็นการแสร้งไม่รู้ไม่ชี้ หากมีคนร้ายแอบแฝงมากับเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง คนร้ายมันจะได้รู้ว่าแก้วเจ้าจอมไม่ได้อยู่ที่นี่จริงๆ พวกมันแค่เข้าใจผิดแล้วต่อไปจะได้เลิกมายุ่งที่ฐานของเขาอีก เขาเชื่อแน่ว่าหากเป็นผู้กองพนาเอง ผู้กองก็คงจะให้การแบบนี้เหมือนกัน ดังนั้นตำรวจที่เข้ามาดูแลเรื่องคดีจึงสันนิษฐานคร่าวๆ ตั้งปมไว้สองประเด็นคือยิงผิดตัวและความขัดแย้งส่วนตัวของผู้หมวดมาริษากับคนร้าย แต่แนวโน้มน่าจะเป็นการยิงผิดตัวมากกว่าเพราะผู้หมวดมาริษาไม่เคยมีเรื่องกับใคร เธอเป็นครู ตชด. ที่ชาวบ้านรัก แล้วคนร้ายก็ไม่น่าจะใช่พวกผู้ก่อการณ์ร้ายด้วยเพราะลักษณะการลงมือมันไม่เหมือนกับการลงมือของพวกผู้ก่อการณ์ร้ายอย่างที่เคยมีมา 

พอจัดการเรื่องในที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้วผู้หมวดศิวะก็กลับมาที่ห้องพยาบาลของฐานอีกครั้ง แล้วสิ่งที่เขาเห็นเขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตอนนี้แก้วเจ้าจอมกำลังทำการผ่าตัดผู้กองของเขาอยู่ การผ่าตัดดำเนินไปได้ด้วยดีแล้วการเย็บปิดปากแผลก็เรียบร้อย น้ำเกลือยังพอมีเพราะงบหยูกยาเพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ พร้อมกับยาและเครื่องมือทางการแพทย์ชุดใหม่ และไม่เพียงแต่การผ่าตัดผู้กองพนาจะผ่านไปได้ด้วยดี แม้แต่ผู้หมวดมาริษาแก้วเจ้าจอมที่รักษาบาดแผลที่แขนในส่วนที่ถูกยิงให้เป็นอย่างดี แล้วตอนนี้ทางครอบครัวของผู้หมวดสาวก็มารับตัวไปดูแลต่อแล้วและจัดการกับเรื่องงานศพของน้องชายผู้หมวด เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายของเหตุการณ์ในครั้งนี้ 

“เป็นยังไงบ้างดาบ คุณแก้วเธอเป็นหมอจริงๆ หรอ” ผู้หมวดศิวะเดินเข้ามาถามดาบดำรงผู้ที่มีหน้าที่ดูแลห้องพยาบาลแห่งนี้ ซึ่งตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องพยาบาลและมองเข้าไปด้านในอย่างทึ่งสุดๆ ราวกับเห็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่แปดของโลกก็ไม่ปาน 

“ของจริงครับหมวด ทั้งเครื่องมือ ทั้งยา คุณแก้วรู้จักและใช้คล่องทุกอย่างเลย อ่านภาษาอังกฤษที่ขวดยาอย่างกับเจ้าของภาษามาเองจนผมนี่ดูโง่ไปเลยล่ะครับ” ดาบดำรงหันมารายงาน เพราะทุกคนต้องคอยดูแลฐานและดูแลเรื่องดคี จึงมีแค่เขาเท่านั้นที่อยู่เป็นผู้ช่วยให้กับแก้วเจ้าจอม และหากมีเรื่องฉุกเฉินอะไรจะได้รีบพาผู้กองพนาไปโรงพยาบาลต่อได้ 

“นั่นสิ” บาดแผลของผู้หมวดมาริษาได้รับการรักษาเป็นอย่างดี บาดแผลจากการถูกยิงได้รับการรักษาชนิดที่ว่าหากหายดีแล้วจะไม่มีรอยแผลเป็นแน่ๆ ผู้กองพนาก็พ้นขีดอันตรายแล้ว เช่นเดียวกับที่ผู้หมวดเผ่าเทพไม่ได้เป็นอะไรมาก กระสุนแค่ทะลุเนื้อขาตรงช่วงขาเหนือเข่าขึ้นมาหน่อย แต่ตอนนี้เขาก็ทำแผลจนเรียบร้อยดีทุกอย่างแล้ว การรักษาคนแบบนี้หากไม่ใช่หมอคงไม่มีทางทำได้แน่ๆ ของแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ใครนึกอยากจะทำก็ทำได้ ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะเป็นหมอจริงๆ 

               “ผู้กองเจอของดีเข้าให้แล้ว” ผู้หมวดศิวะว่าขึ้นขณะเดินเข้าไปหาผู้หมวดเผ่าเทพที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เล็กๆ ในห้องพยาบาล และห่างออกไปที่เตียงริมหน้าต่างแก้วเจ้าจอมกำลังนั่งกอดผู้กองพนาอยู่ที่ข้างเตียงหลังจากที่ผ่าตัดให้เขาจนเรียบร้อยดีแล้ว 

               “ทั้งสวยหยาดฟ้า ตัวหอมเหมือนดอกไม้แล้วนี่ยังจะเป็นหมอด้วยอีก” 

               “จากที่คุณแก้วเขารักษาพวกฉันแล้ว ฉันขอคอนเฟิร์มเลยว่าคุณแก้วเนี่ยเป็นหมอจริงๆ แกดูรอยเย็บแผลที่ขาฉันสิ เนียนกริบเลย เนียนขนาดนี้รอยแผลเป็นก็คงไม่มี” ผู้หมวดเผ่าเทพเปิดผ้านุ่งที่ใช้นุ่งสำหรับการรักษาตัวให้เพื่อนดู แต่ผู้หมวดศิวะกลับทำเป็นเมิน 

               “ใครเขาจะไปอยากดูขาอ่อนแกกันไอ้เทพ เป็นขาอ่อนสาวๆ ก็ว่าไปอย่าง” พอคนเป็นเพื่อนว่าแบบนี้ผู้หมวดหนุ่มก็หน้าเรื่อสีขึ้นมาทันทีเพื่อเพิ่งจะนึกได้ว่าตอนที่รักษาแผลถูกยิงที่ขาให้เขา แก้วเจ้าจอมก็คงจะเห็นขาอ่อนเขาหมดแล้ว 

               “ฉันอยากให้แกดูตายแหละ” เขาแสร้งว่า กลบอาการขวยเขินแล้วมองแก้วเจ้าจอมที่นั่งกอดผู้กองพนาที่ยังหมดสติอยู่ ตั้งแต่ที่รักษาพวกเขาทุกคนเสร็จเธอก็นั่งกอดผู้กองอยู่เช่นนี้ เอื้อมแขนข้างหนึ่งไปกอดเขาพร้อมกับซบหน้าลงอิงอกของผู้กอง เธอดูจะรักแล้วก็ห่วงใยผู้กองของเขามากเสมือนว่าเป็นภรรยาของผู้กองจริงๆ 

               “พอคุณแก้วบอกว่าตอนนี้ผู้กองปลอดภัยดีแล้วฉันก็ค่อยเบาใจหน่อย ผู้กองเป็นนายที่รักแล้วก็ห่วงใยลูกน้องมาก ฉันดีใจและภูมิใจที่มีนายดีๆ แบบนี้ ชีวิตนี้ฉันจะขอทำงานติดตามผู้กองไปตลอดเลย” ผู้หมวดเผ่าเทพยังคงซาบซึ้งเรื่องที่ผู้กองพนาช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ผู้กองพนาเป็นมากกว่าเจ้านายของเขา เพราะผู้กองพนายังเป็นพี่ชาย เป็นแบบอย่างที่ดีของเขาอีกด้วย บุญคุณนี้เขาจะจำไปจนตาย แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้กองช่วยชีวิตเขาเอาไว้ 

               “นายดีแบบนี้ ชาตินี้ขอร่วมงานด้วยไปจนตาย” ผู้หมวดศิวะเองก็คิดแบบเดียวกับผู้หมวดเผ่าเทพ ไม่มีใครจะดีได้เท่ากับผู้กองของพวกเขาอีกแล้ว ยิ่งตอนนี้ผู้กองกลับมาเป็นผู้เป็นคน ยิ้มแย้มแจ่มใสเขาก็ยิ่งดีใจที่ต่อไปนี้ผู้กองพนาจะไม่ต้องเอาแต่เศร้าเรื่องที่ต้องสูญเสียน้องชายไปแล้ว ถ้าแก้วเจ้าจอมคือคนที่ทำให้ผู้กองพนากลับมาสดใสได้แบบนี้งั้นเขาก็ขอให้เธอความจำเสื่อมไปตลอด อย่าจำเรื่องราวในอดีตได้อีกเลย ขอให้เธอได้อยู่กับผู้กองของเขาตลอดไป 

  

 

 

               ตลอดทั้งคืนแก้วเจ้าจอมอยู่เฝ้าผู้กองพนาไม่ยอมห่างไปไหน เธอเฝ้าดูอาการของเขาด้วยความห่วงใยเมื่อเขายังไม่ฟื้น เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง จู่ๆ เธอก็จำได้ว่าตัวเองเป็นหมอ เธอรักษาคนได้แล้วทำไมผู้กองพนาถึงไม่บอกเธอว่าเธอเป็นหมอ เขาไม่เคยบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย เอาไว้หากเขาฟื้นขึ้นมาเธอจะต้องถามเขาให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้าที่เธอจะความจำเสื่อมเธอเป็นใครและใช้ชีวิตยังไงกันแน่ 

               “ผู้กองอาการเป็นยังไงบ้างหรอครับ” ผู้หมวดศิวะเดินเข้ามาถามเธอในตอนเช้าแล้วมองผู้กองพนาที่ยังคงนอนหลับอยู่ ถึงจะยังไม่ฟื้นแต่อาการก็ดีขึ้นกว่าเมื่อคืนมาก 

               “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วค่ะ พี่พนาคงเพลียยา” เธอตอบผู้หมวดศิวะก่อนจะหันมามองทางผู้หมวดเผ่าเทพที่นอนอยู่ที่อีกเตียงไม่ห่างกันมาก “เดี๋ยวฉันจะดูแผลให้อีกครั้งนะคะ ช่วงนี้หมวดอย่าเพิ่งลุกเดินไปไหนหรือใช้กำลังขามาก เดี๋ยวมันจะอักเสบแล้วก็หายช้า” 

               “...ครับ ขอบคุณครับ คุณ...ผมต้องเรียกคุณว่าคุณแก้วเหมือนเดิมหรือคุณหมอแก้วกันแน่ครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพถามขึ้น เมื่อคืนนี้เธอไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลย เอาแต่นั่งกอดผู้กองพนาเอาไว้ทั้งคืน 

               “...ฉันไม่รู้” แก้วเจ้าจอมก้มหน้าตอบ “ฉันจำอะไรไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นใครกันแน่ แล้วหมวดทั้งสองคนล่ะ เคยรู้จักฉันมาก่อนรึเปล่า บอกฉันได้มั้ยว่าฉันเป็นใคร ตอนนี้ฉันรู้แค่ว่าตัวเองเป็นหมอ แต่ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นหมออยู่ที่ไหนแล้ว...ฉันมีครอบครัวด้วยรึเปล่า ฉันจำใครไม่ได้ ไม่รู้สึกว่าผูกพันกับใครมาก่อนเลยซักนิด คนๆ เดียวที่ฉันรักและผูกพันมีเพียงแค่พี่พนา เหมือนโลกทั้งใบของฉันมีเพียงแค่เขา” 

               “เออ...” ผู้หมวดทั้งสองมองหน้ากัน ไม่รู้จะตอบเธออย่างไรดี น่าแปลกที่เธอไม่รู้สึกคิดถึงและผูกพันกับครอบครัว แต่เธอกลับผูกพันกับแค่ผู้กองคนเดียวทั้งๆ ที่เพิ่งจะได้เจอกันแท้ๆ 

               “ซักวัน...ถ้าฉันกลับมาจำทุกอย่างได้ ฉันจะลืมพี่พนามั้ย...ฉันจะลืมคนรักของฉันรึเปล่า ถ้าฉันกลับมาจำทุกอย่างได้แล้วต้องลืมพี่พนาไป งั้นฉันขอเป็นคนความจำเสื่อมแบบนี้ไปตลอดดีกว่า ฉันรักพี่พนา แค่คิดว่าต้องลืมเขา ต้องเสียเขาไปฉันก็เจ็บและกลัวมากแล้ว ฉันต้องอยู่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าไม่มีพี่พนาอยู่ด้วย” 

               ผู้กองพนาที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้ยินในสิ่งที่เธอพูดก็ถึงกับน้ำตาคลอ ดีใจที่เธอรักเขามากมายแบบนี้ เขาเองก็กลัวเหมือนกัน หากซักวันเขาเสียเธอไปแล้วเขาจะทนอยู่ได้ยังไง ครั้งแรกตอนเจอกันเมื่อหนึ่งปีก่อน แค่เขาได้เจอเธอเพียงสองวันแล้วต้องจากกับเธอเขายังเจ็บและคิดถึงเธอมาตลอดหนึ่งปีเลย แล้วตอนนี้เธอกลับเข้ามาในชีวิตของเขาอีกครั้ง มาทำให้เขารักเธอมากกว่าเดิม มาสร้างความรักความผูกพันให้กับเขา หากเขาต้องจากกันกับเธออีกแล้วต้องใช้เวลานานแค่ไหนเขาถึงจะทำใจได้ ชีวิตของเขาไม่มีใคร เขาเสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่เด็กแต่เขาก็ยังมีน้องชาย แต่ตอนนี้น้องชายของเขาก็ไม่อยู่เป็นกำลังใจให้เขาอีกแล้วเธอจึงเป็นคนๆ เดียวที่เขาเหลืออยู่ในตอนนี้ เธอคือความรัก ความหวังและกำลังใจทั้งหมดที่เขามี เขาเองก็กลัวเสียเธอไปเหมือนกัน 

               “...แก้ว” เขาเอ่ยเรียกเธอเสียงแผ่ว แต่แก้วเจ้าจอมกลับได้ยินราวกับเสียงของเขามันก้องกังวาลอยู่ในหัวใจของเธอ เธอรีบหันกลับมาหาเขาและยิ้มออกมาเมื่อเห็นเขาฟื้นแล้วก็กำลังมองเธออยู่ พอเห็นแบบนี้เธอก็ไม่รอช้ารีบโผเข้าไปกอดเขาเอาไว้ทันที 

               “พี่พนา...พี่พนาขา...” เธอเรียกเขาน้ำตาร่วง ซุกใบหน้าเอาไว้กับซอกคอของเขา กอดเขาโดยพยายามระวังไม่ให้โดนแผลผ่าตัดของเขาด้วย ผู้กองพนาที่ยังขยับตัวมากไม่ได้ค่อยๆ ยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของเธอเบาๆ อุ่นใจที่รู้ว่าเธอยังจำเขาได้หลังจากที่ความทรงจำเรื่องการเป็นหมอของเธอกลับมา เขาลูบศีรษะของเธอเบาๆ แล้วจึงเอียงหน้ามาจูบหน้าผากของเธอซ้ำอย่างลืมตัวว่าผู้หมวดทั้งสองก็อยู่ที่นี่ด้วย 

               “พี่ไม่เป็นไรแล้วนะ พี่มีคุณหมอแสนสวยคอยดูแลแล้ว” เขาบอกเธอเสียงแผ่วตามเดิมแล้วยิ้มให้พร้อมกับเช็ดน้ำตาให้เธอด้วยเมื่อแก้วเจ้าจอมผละมามองหน้าเขา แก้วเจ้าจอมค่อยๆ กุมมือที่เขาเช็ดน้ำตาให้มากอดเอาไว้ เธอจูบลงมาที่มือของเขาอยู่หลายทีแล้วจึงเอียงแก้มซบกับมืออุ่นๆ 

               “พี่พนาอย่าเป็นอะไรไปอีกนะคะ ถ้าไม่มีพี่พนาแล้วแก้วจะอยู่กับใคร ชีวิตของแก้ว แก้วมีแค่พี่พนานะ” 

               “พี่ก็อยู่กับแก้วแล้วนี่ไงครับ” แก้วเจ้าจอมพยักหน้า ยิ้มรับทั้งน้ำตาแล้วก้มลงมาจูบมือของเขาอีกอย่างแสนรักและรักหมดใจ ผู้หมวดทั้งสองเห็นแล้วก็รับรู้ได้ถึงความรักที่คนทั้งคู่มีต่อกัน ที่ผู้กองพนาบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับเธอมันคงจะไม่ใช่เรื่องจริงแล้วล่ะ ได้เมียแสนสวยแล้วยังน่ารักเสียขนาดนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนจะห้ามใจไม่ให้รักได้หรอก 

               “ฮะแฮ่ม!!! เช้านี้อากาศดีจริงๆ เชียว” ผู้หมวดศิวะแกล้งขัดจังหวะคู่รัก ผู้กองพนาจึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าลูกน้องทั้งสองคนก็อยู่ที่นี่ด้วย ดังนั้นเขาจึงค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง แต่เพราะเจ็บที่แผลผ่าตัดอยู่แก้วเจ้าจอมกับผู้หมวดศิวะจึงเข้ามาช่วยประคองเขาลุกขึ้นนั่ง 

               “หมวดโอเคนะ” ผู้กองพนาถามผู้หมวดเผ่าเทพ เห็นลูกน้องคนสนิทปลอดภัยแบบนี้ก็ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย 

               “ผมไม่เป็นไรแล้วครับ คุณแก้วเธอช่วยรักษาให้ ขอบคุณผู้กองมากๆ นะครับเมื่อคืนนี้ที่...” 

               “ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของผม” ผู้กองพนาบอก “ในฐานะผู้บังคับบัญชา ผมปล่อยให้ลูกน้องของผมเป็นอะไรไม่ได้หรอกนะ แต่ในฐานะของพี่...ผมเสียน้องชายไปแล้ว ผมไม่อยากจะเสียหมวดทั้งสองไปอีก หมวดทั้งสองติดตามทำงานร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับผมมาหลายปี เป็นเหมือนน้องชายคนหนึ่งของผม ผมปล่อยให้หมวดเป็นอะไรไปไม่ได้หรอก” ได้ยินแบบนี้แล้วผู้หมวดทั้งสองก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก คิดไม่ผิดเลยจริงๆ ที่พวกตนขอย้ายตามผู้กองพนาลงมาประจำการที่นี่ ส่วนแก้วเจ้าจอมเองก็หันมามองหน้าผู้กองพนาอย่างงงๆ เพิ่งรู้ว่าเขามีน้องชาย น้องชายของเขาก็คงจะเป็นคนในภาพถ่ายที่บ้านพักเพราะน้องชายของเขาหน้าตาเหมือนกันกับเขามาก เพราะเธอยังจำอะไรไม่ได้มากจึงไม่ค่อยกล้าพูดอะไร จะถามอะไรเขามากๆ ก็กลัวเขาจะรำคาญเลยเลือกที่จะอยู่เงียบๆ แทน 

               “แล้วเรื่องเมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง คนร้ายล่ะ” ผู้กองพนาถามต่อถึงคดี ตราบใดที่คนร้ายยังไม่ถูกจับแก้วเจ้าจอมก็จะยังคงไม่ปลอดภัยอยู่ 

               “เส้นมันใหญ่จริงๆ ครับผู้กอง” ผู้หมวดศิวะถอนหายใจออกมา “เหมือนมีคนจงใจเปิดเส้นทางให้พวกมันหลบหนีไป ป้ายทะเบียนที่เห็นก็ของปลอม คนร้ายที่ผู้กองยิงมันไปเมื่อคืนนี้ก็ไม่มีรายชื่อเข้าไปรักษาตัวที่ไหนเลย” 

               “ให้ตายเถอะ” ผู้กองพนาว่าออกมาอย่างเจ็บใจแล้วจึงหันมาทางแก้วเจ้าจอมที่กอดประคองตัวเขาอยู่ เห็นทีเขาจะต้องทำอะไรบางอย่างเสียแล้วสิ 

               “ต่อไปถ้ามีคนมาขอค้นดูอะไรที่ฐานให้บอกผมนะ ผมจะพามันเดินค้นฐานเอง” 

               “แล้วคุณแก้วล่ะครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพไม่เข้าใจ ถ้ามีคนมาตรวจค้นฐานพวกมันก็ต้องรู้สิว่าเธออยู่ที่นี่ 

               “ผมจะพาแก้วไปซ่อนตัวที่อื่น ให้พวกมันมาค้นให้แน่ใจว่าแก้วไม่ได้อยู่ที่นี่ ต่อไปพวกมันจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับพวกเราอีก ตอนนี้ผมได้ข่าวว่ามีฐานของทหารถูกตรวจค้นไปทั่วพื้นที่จังหวัดชายแดนแล้ว คนที่มีอำนาจสั่งค้นได้ขนาดนี้คงใหญ่ไม่เบา ถ้าจะมีการมาค้นฐานของตำรวจบ้างผมก็จะให้ค้น แต่...ต่อให้ค้นหาแทบตายพวกมันก็ไม่มีทางหาแก้วเจอหรอก” 

               “ชักน่าสนุกแล้วสิครับ เหมือนเล่นซ่อนหาเลย เอาสิครับผู้กอง ผมขอเล่นด้วยคน” ผู้หมวดศิวะเห็นด้วย ผู้หมวดเผ่าเทพเองก็เช่นกัน 

               “ตอนเด็กๆ ผมเล่นซ่อนหาเก่ง เดี๋ยวผมจะช่วยผู้กองซ่อนคุณแก้วจากพวกมันเอง” ทั้งสามหนุ่มมองหน้ากันอย่างเห็นดีด้วยกับแผนการนี้ งานนี้ไม่ว่าพวกคนร้ายจะใหญ่โตสักแค่ไหนพวกมันก็จะไม่มีวันตามหาแก้วเจ้าจอมเจอได้อย่างแน่นอน 

  

 

 

               อีกเรื่องที่ผู้กองพนารับรู้หลังจากเรื่องคืนนั้นก็คือการสูญเสียของครอบครัวผู้หมวดมาริษา แม้จะบาดเจ็บมากแค่ไหนแต่ผู้กองพนาก็ฝืนที่จะไปร่วมงานศพของน้องชายผู้หมวดสาวให้ได้เพื่อแสดงความเสียใจ และรู้สึกผิดอยู่ภายในใจลึกๆ ที่ไม่อาจบอกใครๆ ได้ว่าคนร้ายพวกนั้นต้องการที่จะเล่นงานแก้วเจ้าจอม แต่พวกมันกลับลงมือผิดคน เรื่องของแก้วเจ้าจอมเขาจะต้องให้คนรู้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฝ่ายผู้ใหญ่บ้าน พ่อของผู้หมวดมาริษาก็มีเรื่องขัดแย้งเกี่ยวกับที่ดินกับนายทุนรายหนึ่งอยู่แล้ว ทางครอบครัวของผู้หมวดสาวเลยคิดไปว่าหรือคนร้ายอาจจะเป็นกลุ่มคนที่ขัดแย้งกับครอบครัวของตน งานศพของน้องชายผู้หมวดมาริษาผ่านพ้นไปด้วยดี แต่สภาพจิตใจของคนในครอบครัวก็ยังไม่ดีขึ้น ผู้หมวดมาริษาโทษว่าเป็นความผิดของตนที่มัวแต่เมาจนช่วยเหลือน้องชายไม่ได้ ความรู้สึกผิดนี้ทำให้ผู้หมวดสาวไม่ค่อยอยากอยู่ที่บ้านเพราะรู้สึกผิดต่อพ่อและแม่ ดังนั้นเธอจึงมักจะมาที่ฐานของผู้กองพนาบ่อยๆ โดยอ้างว่ามาเยี่ยมผู้กองพนาที่ยังบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นอยู่ 

               วันนี้ก็เช่นกันเมื่อผู้หมวดสาวขับรถเข้ามาที่ฐานแล้วได้เจอกับแก้วเจ้าจอมที่กำลังเก็บดอกมะลิจากต้นอยู่ที่ฐานเสาธงชาติหน้าอาคารอำนวยการ แก้วเจ้าจอมไม่ได้ไปร่วมงานศพของน้องชายเธอเช่นผู้กองพนาและผู้หมวดทั้งสองทั้งๆ ที่ตามมารยาทแล้วแก้วเจ้าจอมควรจะไป ผู้หมวดมาริษาเห็นอีกฝ่ายแล้วก็อดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ เรื่องความสวยนั้นเธอยอมรับว่าแก้วเจ้าจอมสวยมากๆ แต่ท่าทางหงิมๆ ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ชอบเก็บตัวเงียบนี่ไม่รู้ว่ามีอะไรเร้าใจนักผู้กองพนาถึงได้คว้าเอามาทำเมีย เห็นกี่ทีๆ ไม่เก็บดอกไม้ก็นั่งปักผ้า ได้ข่าวว่าเป็นหมอจับพลัดจับผลูได้มารักษาผู้กองพนาตอนนี้ทุกคนในฐานก็เลยชื่นชมกันใหญ่ นอกจากจะได้เป็นคุณนายเมียของผู้กองแล้วยังได้เป็นคุณหมอของที่นี่ด้วยอีก จากเมื่อก่อนที่หนุ่มๆ ของที่นี่จะชื่นชมเธอ แต่ตอนนี้ทุกคนกลับเทใจไปให้แก้วเจ้าจอมเสียหมดแล้วแบบนี้จะไม่ให้ผู้หมวดมาริษาหงุดหงิดได้อย่างไร 

               “สบายอกสบายใจจังเลยนะคะคุณแก้ว อ้อ! ไม่สิ ต้องเรียกคุณหมอแก้วแล้วสินะ” ผู้หมวดมาริษาเดินเข้ามาทัก แก้วเจ้าจอมที่เก็บดอกมะลิอยู่จึงหันมายิ้มให้ 

               “เรียกฉันว่าแก้วเฉยๆ ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องเรียกคุณหมอหรอก” 

               “นั่นสิคะ ฉันก็ไม่เข้าใจ เห็นบอกว่าความจำเสื่อม...น่าแปลกนะคะที่ความจำเสื่อมแล้วยังจำวิธีการรักษาคนได้ เอ...แล้วต่อไปจะจำอะไรได้อีกล่ะ เป็นหมอก็แล้ว ต่อไปจะเป็นอะไรอีกดี” 

               “หมวดริษาหมายถึงอะไรหรอคะ” 

               “ก็...อยากเป็นหมอก็บอกว่าตัวเองเป็นหมอ ต่อไปถ้าอยากเป็นตำรวจทหารบ้างก็ไม่ต้องมโนขึ้นมาเองอีกเพื่อให้ใครๆ ได้สนใจอีกหรอคะ ที่บอกว่าความจำเสื่อมนี่...แกล้งป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจรึเปล่า” 

               “เปล่านะคะ คือว่า...” 

               “ก็อย่างว่าแหละนะคะ โชคดีเกิดมาสวยกว่าชาวบ้านเขา คนสวยทำอะไรก็เลยดูจะง่ายไปหมด จะเรียกร้องความสนใจยังไงก็ได้” แก้วเจ้าจอมรู้สึกโกรธไม่น้อยที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็มาต่อว่าเธอแบบนี้ เธอโกรธจนต้องบีบขันสแตนเลสใส่ดอกมะลิเอาไว้แน่นเพื่อข่มอารมณ์ ใจเธอไม่ได้อยากจะมีเรื่องกับใคร แต่กลับเหมือนใครอีกคนที่ซ่อนอยู่ในตัวเธออยากจะชกหน้าผู้หมวดมาริษาจะแย่แล้ว 

               “แล้วนี่ผู้กองยังอยู่ที่ห้องพยาบาลอยู่มั้ย ฉันมาเยี่ยมเขา” 

               “...อยู่ค่ะ ฉันเพิ่งให้พี่พนากินยาแล้วก็นอน...” 

               “ถ้าฉันจะไปเยี่ยมผู้กองหวังว่าเมียมโนอย่างคุณแก้วคงจะไม่ขัดข้องอะไรหรอกนะคะ ความจริงฉันกับผู้กองเราก็สนิทกันมานานแล้ว คุณแก้วไม่ทราบเลยหรอคะ” 

               “...ไม่ทราบค่ะ” 

               “ไม่ทราบงั้นก็ทราบเอาไว้ด้วยนะคะ อ้อ! ฉันขอไปเยี่ยมแบบเป็นส่วนตัวนะคะ หวังว่าคุณแก้วคงจะไม่ความจำเสื่อมจนไม่เข้าใจคำว่า ส่วนตัว นะ” ว่าจบผู้หมวดมาริษาก็เดินตรงไปยังห้องพยาบาลโดยที่แก้วเจ้าจอมได้แต่มองตามอย่างคาดเดาอารมณ์ตัวเองไม่ออก ทั้งๆ ที่เธอพยายามจะใจเย็นแล้ว พยายามไม่ถือสาอีกฝ่ายเพราะผู้หมวดมาริษาเพิ่งสูญเสียน้องชายไปเลยอาจจะควบคุมอารมณ์ไม่ทันได้ แต่ว่า... 

               “อยู่นิ่งๆ สิ อยู่นิ่งๆ” เธอพูดกับตัวเอง เผลอบีบขันจนแน่นขึ้นกว่าเดิม อยากจะยื่นมือไปชกหน้าผู้หมวดมาริษาใจแทบขาด อยากเอาเลือดปากคนปากเสียออก ทำไมเธอถึงมีความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมาในหัว ความรู้สึก ไม่ยอม นี่มันอะไรกัน เธอพยายามจะใจเย็นให้มากๆ แต่ใครอีกคนที่อยู่ในตัวเธอด้วยกลับใจร้อนจนอยากจะกระโจนเข้าใส่ผู้หมวดมาริษา นี่เธอกลายเป็นคนสองบุคลิกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ 

               “คุณแก้วครับ เป็นอะไรรึเปล่า” ผู้หมวดศิวะที่เพิ่งกลับมาจากภารกิจ รปภ. คุณครูเดินเข้ามาทักเธอขึ้น ปากก็คาบอมยิ้มมาด้วย “ทำไมขันบุบแบบนี้ล่ะครับ” เขาชี้มาที่ขันใส่ดอกมะลิในมือเธอ เมื่อเช้านี้เขายังเห็นขันใบนี้ดีๆ อยู่เลยนะ นี่อะไร...อย่าบอกนะว่าเธอบีบขันจนขันมันบุบ คุณพระ! มือหนักอย่างกับพญาช้างสาร 

               “ฉะ...ฉันไม่รู้ค่ะ” แก้วเจ้าจอมเองก็ตกใจที่จู่ๆ ขันในมือก็บุบจนบู้บี้ ดีว่าดอกมะลิในขันไม่ช้ำไปด้วย 

               “เออ...งั้นก็เอาอมยิ้มไปกินนะครับจะได้อารมณ์ดีและใจเย็นๆ แล้วก็...จะได้ไม่มือหนักอีก” ผู้หมวดหนุ่มรีบหย่อนอมยิ้มใส่ลงในขันดอกมะลิให้เธอแล้วก็รีบเดินหนีไป เดี๋ยวเกิดขันในมือเธอฟาดเข้ามาที่หน้าของเขาอีกงานนี้ดั้งหักแน่ๆ 

               แก้วเจ้าจอมได้แต่มองอมยิ้มในขัน นี่ผู้หมวดศิวะคงจะไปไถขนมเด็กๆ ที่โรงเรียนมาอีกแล้วสินะ โรงเรียนที่เขาไป รปภ. คุณครูเป็นคนละโรงเรียนกับโรงเรียนของผู้หมวดมาริษา ช่วงนี้ผู้หมวดมาริษาขอลาพักเลยมาที่นี่ได้เกือบทุกวัน เธอชักอยากจะให้ผู้หมวดมาริษากลับไปสอนหนังสือเร็วๆ แล้วสิ ต่อไปผู้หมวดมาริษาจะได้มาหาเรื่องเธออีกไม่ได้ ผู้หมวดมาริษาคงไม่ชอบเธอเพราะเธอเป็นภรรยาของผู้กองพนาซึ่งผู้หมวดมาริษาแอบรักเขามานานแล้ว อย่างวันที่เกิดเรื่องวันนั้น ที่เธอเห็นผู้กองพนาโอบกอดผู้หมวดมาริษาลงมาจากรถ ความจริงแล้วผู้หมวดมาริษาดื่มเหล้าจนเมาหนักเขาจึงต้องช่วยกอดประคองเธอเอาไว้ และที่กลับฐานมาดึกก็เพราะติดคนร้ายสะกดรอยตาม แม้ว่าผู้หมวดมาริษาจะรักผู้กองพนายังไงแต่ผู้กองพนาก็ไม่เคยสนใจเธอเลยเรื่องนี้ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะยืนยันได้ เพราะงั้นเธอก็ไม่ควรคิดมากเรื่องที่จะผู้หมวดมาริษาจะแย่งเอาสามีของเธอไป แก้วเจ้าจอมคิดก่อนจะตรงไปที่ห้องพยาบาลที่ผู้กองพนายังคงพักรักษาตัวอยู่ เนื่องจากวันก่อนเขาฝืนที่จะไปร่วมงานศพของน้องชายผู้หมวดมาริษา พอกลับมาที่ฐานแผลก็เลยปริจนคราวนี้เธอต้องให้เขานอนพักนิ่งๆ ยาวๆ ไปเลย 

  

 

 

               เสียงถ้อยคำหวานๆ ที่ดังมาจากห้องพยาบาลทำให้แก้วเจ้าจอมได้แต่ถือขันดอกมะลิยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู เพราะเห็นว่าสามีไม่ได้ออกจากห้องพยาบาลมาสองวันแล้วเธอเลยออกไปเก็บดอกไม้มาให้เขาเพื่อให้เขารู้สึกสดชื่น แต่พอมาเห็นช่อดอกไม้ที่ผู้หมวดมาริษานำมาเยี่ยมเขา น้ำลอยดอกมะลิในขันบุบๆ ของเธอก็ดูด้อยค่าไปเลย 

               “ต่อไปขอริษามาที่นี่บ่อยๆ ได้มั้ยคะผู้กอง ริษาไม่อยากอยู่บ้าน ริษาเห็นหน้าพ่อกับแม่แล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ ริษาทำให้น้อง...ตาย” น้ำเสียงของผู้หมวดมาริษาฟังดูเศร้าสร้อยต่างจากเมื่อก่อนหน้านี้ลิบลับ แก้วเจ้าจอมเลยได้แต่ยืนฟังเงียบๆ อยู่ที่ประตู ไม่กล้าเดินเข้าไปหาคนทั้งคู่ 

               “มันไม่ใช่ความผิดของหมวดหรอกนะครับ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากจะให้มันเกิดขึ้นมาหรอก เอาเป็นว่าถ้าหมวดไม่สบายใจแล้วอยากจะมาที่นี่ ก็มาได้นะครับ” 

               “แล้วริษาจะได้กำลังใจจากผู้กองบ้างมั้ยคะ ผู้กองก็รู้ว่าริษาอยากมาที่นี่ทำไม” ผู้กองพนาที่นั่งพิงหัวเตียงคนไข้ถอนหายใจออกมาในทันที เพราะเขารู้ไงว่าผู้หมวดมาริษาคิดอะไรกับเขา เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเขาจึงไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เข้าหาเลย 

               “ถ้าในฐานะของพี่ชายหรือในฐานะของเพื่อน ผมเป็นกำลังใจให้หมวดได้นะ แต่ถ้าจะหมายถึงฐานะอื่น...ผมคงให้ไม่ได้” 

               “คุณแก้วเธอเป็นเมียผู้กองจริงๆ หรอคะ ริษาไม่อยากจะเชื่อ” เธอรู้จักผู้กองพนามาเป็นปี รู้ประวัติเขาทุกอย่าง รู้ว่าเขาเสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่เด็ก รู้ว่าเขาเสียน้องชายไปเมื่อปีที่แล้ว บ้านเกิดอยู่เพชรบุรี เคยมีแฟนสาวแต่ก็เลิกกันไป แต่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเขามีเมียด้วย ลูกน้องในฐานของเขาก็ไม่มีใครยอมพูดเรื่องแก้วเจ้าจอมให้เธอฟังเลย ทุกคนเคารพผู้กองพนามากจนยอมเชื่อฟังเขาทุกอย่าง 

               “ผมกับแก้วเราแต่งงานกันแล้วครับ” ผู้กองพนาตอบ แล้วพอเขาหันมามองทางประตูก็เห็นแก้วเจ้าจอมยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เหมือนเธอจะไม่กล้าเข้ามาหาเขาเพราะมีผู้หมวดมาริษาอยู่ด้วย เมื่อวานตอนที่ผู้หมวดมาริษามาเยี่ยมเขา เขาก็ได้ยินผู้หมวดมาริษาบอกกับแก้วเจ้าจอมว่าถ้าเธอมาเยี่ยมเขา ห้ามแก้วเจ้าจอมเข้ามาใกล้เป็นอันขาด แก้วเจ้าจอมคงไม่อยากจะมีเรื่องเลยไม่เข้ามาหาเขาจริงๆ 

               “แก้ว มาหาพี่สิ” เขาเรียกเธอเมื่ออยากจัดการกับปัญหานี้ให้มันจบ เขาไม่ดีใจหรอกหากจะมีผู้หญิงหลายๆ คนมารุมล้อม มันไม่แมน มันเหมือนคนเห็นแก่ตัวใจโลเลที่ชอบเก็บผู้หญิงหลายๆ คนเอาไว้กับตัวเอง สำหรับเขาแล้ว หากเขารักใครเขาก็อยากจะมีเพียงแค่เธอคนนั้นคนเดียว อยากทุ่มเททุกๆ อย่างให้เธอเพียงคนเดียวไม่ใช่การคบใครหลายๆ คนไว้เผื่อเลือก หัวใจของเขามีดวงเดียวมันก็ควรจะมีผู้หญิงเพียงแค่คนเดียวได้ครอบครอง 

               แก้วเจ้าจอมเดินเข้ามาในห้องพยาบาลแล้วมองผู้หมวดมาริษาอย่างเกรงๆ ไม่ยอมเดินเข้าไปใกล้สามีจนผู้กองพนาต้องยื่นแขนไปดึงเอาเธอเข้ามานั่งกับเขาบนเตียงคนไข้ด้วย 

               “ไปเก็บมะลิมาให้พี่หรอครับ” เขารับขันดอกมะลิที่ลอยอยู่ในน้ำมาดู ว่าดอกมะลิกลิ่นหอมแล้ว แต่แก้วเจ้าจอมกลับกลิ่นตัวหอมมากกว่าเสียอีก 

               “ที่ฐานเสาธงมีต้นดอกมะลิเยอะค่ะแก้วเลยไปเก็บมา พี่พนาชอบมั้ยคะ” 

               “ชอบสิครับ ชอบมากด้วย” เขายิ้มบอกเธอแล้ววางขันดอกมะลิลงที่โต๊ะข้างหัวเตียง แปลกใจอยู่เล็กน้อยที่ขันมันบุบทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มันไม่ได้มีสภาพแบบนี้เลย ยามที่แก้วเจ้าจอมเรียบร้อย ดูเป็นคนเงียบๆ แบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ เมื่อก่อนเธอไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ อย่างตอนอยู่ในงานศพของน้องชายเขา เธอก็ชวนเขาเล่นงานตำรวจนายหนึ่งที่ลวนลามเธอ แต่มาคราวนี้เธอกลับไม่หาเรื่องใคร แต่กลับเป็นฝ่ายยอมให้คนอื่นเขารังแก เธอดูใสซื่อ น่าทะนุถนอนและน่าปกป้องที่สุด 

               “ผู้กองกับคุณแก้วแต่งงานกันตั้งแต่เมื่อไหร่หรอคะ ไม่เห็นแจกการ์ดเลย” ผู้หมวดมาริษาถามขึ้นเมื่อเห็นผู้กองพนาเอาแต่มองแก้วเจ้าจอมอย่างอ่อนโอนและโอบรอบเอวเธอไม่ยอมปล่อย 

               “ก็...เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่แหละครับ เราเคยแต่งงานกันมาก่อนแล้วก็มีเหตุให้ต้องห่างกัน แต่ตอนนี้เรากลับมาเคลียร์กันเรียบร้อยแล้วก็เลยแต่งงานกันใหม่” ละครเรื่องที่ผู้กองพนาแต่งขึ้นถูกนำมาบอกเล่าเสมือนว่าเป็นเรื่องราวจริงๆ ที่เกิดขึ้น แต่ผู้หมวดมาริษากลับแค่นยิ้มใส่ 

               “มีภาพถ่ายงานแต่งมั้ยล่ะคะ เป็นภาพถ่ายก่อนหน้าที่จะมาอยู่ยะลาก็ได้ค่ะ” 

               “มีครับ แต่น่าเสียดายที่ภาพพวกนั้นอยู่ในโทรศัพท์มือถือเครื่องก่อนของผม แล้วมันก็พังตอนผมออกไปทำภารกิจ ภาพถ่ายที่มีตอนนี้ก็เลยมีแต่ภาพงานแต่งครั้งล่าสุดของเราเท่านั้น” ผู้กองพนายื่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้ผู้หมวดมาริษาดู ซึ่งมีภาพตอนงานแต่งของเขากับแก้วเจ้าจอมที่ป่าหิ่งห้อยอยู่หลายภาพ แล้วแต่ละภาพก็ทั้งหวานละมุนและโรแมนติกจนผู้หมวดมาริษาไม่อาจข่มใจให้ดูได้หมดทุกภาพ 

               “แล้วภาพที่อยู่ในโซเชียลล่ะคะ ไม่ได้ลงไว้หรอ” 

               “ผมไม่ได้เล่นโซเชียลมาหลายปีแล้วครับ ที่ใช้ทุกวันนี้ก็มีแค่แชทคุยเรื่องงานกับทางหน่วย กับลูกน้องเท่านั้น ไม่ได้เอาเรื่องส่วนตัวลงไป” 

               “แบบนี้ก็น่าเสียดายแย่สิคะ ไม่มีหลักฐานเลยว่าเคยแต่งงานกัน คุณแก้วที่ความจำเสื่อมอยู่ก็เชื่อหรอคะว่าผู้กองเป็นสามีจริงๆ เอาอะไรมามั่นใจกันล่ะคะ” แก้วเจ้าจอมที่ก้มหน้างุดอยู่เงยหน้าขึ้นมองผู้หมวดมาริษาในทันที ไม่เข้าใจว่าผู้หมวดมาริษาจะอยากถาม อยากรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไม 

               “ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วล่ะค่ะว่าเมื่อก่อนฉันจะเป็นภรรยาของพี่พนาจริงรึเปล่า ต่อให้ผู้ชายคนนี้จะเป็นคนที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยก็ตาม แต่ว่า...ปัจจุบันขณะนี้เขาคือสามีของฉัน คือผู้ชายที่ฉันรักและไว้วางใจที่จะฝากชีวิตของฉันเอาไว้ในมือของเขา ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะระแวงสงสัยเขาแล้วค่ะ” เธอตอบ 

               “สมมติผู้กองโกหกว่าเขาเป็นสามีของคุณแก้วจริงๆ คุณแก้วก็จะไม่โกรธเขาหรอคะ” 

               “ฉันเชื่อว่าพี่พนาไม่ใช่คนเลวคนร้ายที่จะทำเรื่องอะไรแบบนั้นได้ แต่หากพี่พนาทำจริงๆ ฉันก็เชื่อว่าเขาคงจะมีเหตุผลที่ดีในการทำแบบนั้น ถ้าหมวดคิดว่าหมวดรู้จักพี่พนามาดีพอ หมวดก็คงจะรู้อยู่แก่ใจว่าพี่พนาเป็นคนยังไง เขาเป็นคนไม่ดีอย่างที่หมวดสงสัยรึเปล่า...ตั้งแต่ฉันตื่นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้ฉันก็มีแค่พี่พนาคอยดูแลปกป้องฉัน ห่วงใยฉันแล้วก็ไม่คิดที่จะรังแกหรือคุกคามฉันด้วย ถ้าฉันกับพี่พนาไม่เคยรู้จักกันมาก่อนฉันก็ดีใจที่ตอนนี้ฉันได้รู้จักกับเขาและรักผู้ชายที่แสนดีอย่างเขาแล้ว” ผู้กองพนาโอบกระชับเอวของแก้วเจ้าจอมแน่นขึ้นเมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ แม้ว่าเขาจะโกหกเธอเรื่องที่เคยแต่งงานกันมาก่อนแต่เธอก็บอกว่าไม่โกรธและเชื่อว่าเขาคงมีเหตุผลที่ต้องโกหกเธอแบบนี้ ใช่ เขามีเหตุผล และแค่เธอบอกว่าต่อให้เธอกับเขาจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่เธอก็ดีใจที่ได้รู้จักเขาและรักเขาในตอนนี้เขาก็ดีใจสุดๆ แล้ว          

               “ถ้าผู้หมวดไม่เชื่อว่าเราสองคนเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ผมก็ไม่อาจบังคับฝืนใจหมวดให้เชื่อได้ แต่ผมมีสิ่งหนึ่งที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำก็คือ...ผมรักแก้ว ผมรักเมียของผมมาก” เขาบีบมือของแก้วเจ้าจอมเอาไว้แน่นทำให้แก้วเจ้าจอมรีบหันมามองหน้าเขาในทันที น้ำตาของเธอค่อยๆ รินไหลออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้ยินคำพูดนี้จากเขา เขาพูดมันออกมาแล้ว เขาพูดให้เธอได้ยินแล้วจริงๆ 

               “หลักฐานการแต่งงานมันอาจจะมีน้อยไป แต่ผมจะชดเชยมันด้วยการกระทำ ผมจะเป็นสามีที่ดีของแก้ว จะรัก จะดูแลแก้วให้ดีที่สุด จะปกป้องแก้วไม่ให้ใครมารังแกแก้วได้และที่สำคัญ...ผมจะซื่อสัตย์ต่อแก้ว จะมีแค่แก้วคนเดียว ผมจะไม่มีวันนอกใจแก้วแล้วทำให้แก้วเสียใจเด็ดขาด ไหนๆ หลักฐานความรักของผมกับแก้วมันก็น้อยแล้ว งั้นหมวดช่วยเป็นพยานให้ผมด้วยนะครับว่าวันนี้ผมพูดอะไรออกไป ผมบอกว่าผมรักแก้วมากแค่ไหนและจะซื่อสัตย์ต่อเขายังไง หมวดช่วยผมจำและเป็นพยานให้ด้วยนะครับ” 

               “ผู้กอง...” ผู้หมวดมาริษาพูดไม่ออก ที่เขาพูดกับเธอต่อหน้าแก้วเจ้าจอมแบบนี้ นี่มันตอกหน้ากันชัดๆ เขาคงจะไม่พอใจที่เธอมาหาเรื่องแก้วเจ้าจอมแบบนี้เลยรีบออกโรงปกป้องเมีย เขาก็รู้ทั้งรู้ว่าเธอคิดยังไงกับเขาแต่เขาก็ไม่รักษาน้ำใจของเธอเลย อะไรจะรักเมียหลงเมียจนทำเพื่อเมียได้ขนาดนี้ 

               แล้วยิ่งเธอหันมามองแก้วเจ้าจอมที่กำลังร้องไห้เธอก็ทั้งรู้สึกหงุดหงิดและอิจฉาผู้หญิงคนนี้นัก ทำไมแก้วเจ้าจอมถึงได้เกิดมาโชคดีแบบนี้ แค่เกิดมาสวยเกินผู้เกินคนก็นับว่าน่าอิจฉาแล้ว แล้วนี่ยังจะมาได้สามีดีอีก ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้วล่ะว่าทั้งสองคนจะเคยรักเคยแต่งงานกันมาก่อนรึเปล่าเพราะตอนนี้เธอดูออกชัดๆ แล้วว่าพวกเขารักกันมาก มากจนไม่มีช่องทางไหนๆ ให้เธอเข้าไปแทรกได้เลย หนึ่งปีที่เธอรู้จักผู้กองพนามานี้ เอาจริงๆ เขาไม่เคยให้เธอได้เข้าใกล้หรือพูดคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวเลย มีเรื่องอะไรเขาจะให้ลูกน้องมาพูดคุยกับเธอแทนตลอด ที่เขาหลบเลี่ยงการเข้าใกล้เธอก็เพราะเขามีคนที่อยู่ในใจของเขาอยู่แล้ว  

ผู้หมวดมาริษาตัดสินใจเดินหนีออกมาจากห้องพยาบาลเมื่อผู้กองพนาไม่ได้สนใจจะมองเธอแล้ว เขาเอาแต่มองแก้วเจ้าจอมนิ่งอยู่อย่างนั้นแล้วเธอจะอยู่เป็นส่วนเกินให้น่าสมเพชไปมากกว่านี้ทำไมกัน 

               “หมวด!” เธอเดินกระทืบเท้ามาจนถึงระเบียงอาคารอำนวยการก็เห็นผู้หมวดศิวะกำลังนั่งผิวปากแกะห่อขนมจากกล่องลังใบใหญ่อยู่กับผู้หมวดเผ่าเทพที่ตอนนี้แต่งชุดกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดอยู่ เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ขายังไม่หายดีเขาเลยยังออกไปปฏิบัติงานไม่ได้ 

               “เอาขนมมากินหน่อยสิคะ” เธอแบมือขอด้วยท่าทีหงุดหงิดหัวเสีย ผู้หมวดทั้งสองก็เลยได้แต่มองหน้ากัน แต่ผู้หมวดเผ่าเทพก็ยื่นขนมให้เธอห่อหนึ่ง 

               “หงุดหงิดอะไรมาหมวดริษา” 

               “หงุดหงิดผู้กองของหมวดไง” เธอว่าแล้วฉีกขนมกินก่อนจะกระแทกตัวนั่งลงที่ขั้นบันไดอาคารอำนวยการ เกือบจะโดนขาข้างที่เจ็บของผู้หมวดเผ่าเทพจนเขาแทบจะดึงขาหลบไม่ทัน “เกลียดนักผู้ชายรักเมีย หลงแต่เมีย” เธอว่าอีก ผู้หมวดทั้งสองก็เลยหัวเราะกันออกมาเมื่อรู้แล้วว่าเธอเป็นอะไร อกหักมาชัวร์ๆ เลยแบบนี้ 

               “ทั้งสวย ทั้งเรียบร้อย ทั้งเป็นหมอ เอาใจเก่งแบบนั้นผู้กองจะอดใจไม่ให้รักได้ยังไง ขนาดพวกผมเป็นคนอื่นแท้ๆ ยังอดรู้สึกชอบแล้วก็เอ็นดูคุณแก้วไม่ได้เลย เอาน่าหมวด ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลก โสดๆ อย่างพวกผมก็ยังมีอยู่นะ เนี่ย หล่อพอมั้ย” ผู้หมวดศิวะชี้มาที่ตัวเองกับผู้หมวดเผ่าเทพพร้อมกับยืดอกแมนๆ ให้เธอดู แต่ผู้หมวดมาริษกลับเบะปากใส่ 

               “หล่อแค่ไหนก็ถูกใจไม่ลงหรอกค่ะ รู้นิสัย รู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว ผีเห็นผีด้วยกันมันชอบกันไม่ลงหรอก” 

               “ผมออกจะนิสัยดี น่ารักก็น่ารัก รักหมา รักแมว รักเด็ก รักธรรมชาติ รักต้นไม้ใบหญ้า รักทะเลภูเขา รัก...” 

               “รักมากขนาดนี้ก็ไปเป็นนางงามเถอะค่ะหมวด” ผู้หมวดมาริษาว่า “แล้วนี่เอาขนมมาจากไหนหรอคะเยอะแยะเลย” เธอหยิบขนมในกล่องลังขึ้นมาดู 

               “หมวดศิวะเขาจะเอาขนมไปแจกเด็กๆ ที่โรงเรียนพรุ่งนี้น่ะครับ ไปไถขนมเด็กมาหลายวันแล้ว พรุ่งนี้เลยว่าจะเอาขนมไปให้เด็กๆ ไถคืนบ้าง” ผู้หมวดเผ่าเทพบอกแล้วแยกประเภทขนม และมีขนมบางส่วนยังอยู่ในกล่องพัสดุอีกหลายใบ 

               “ขนมพวกนี้เราไม่ได้ซื้อมาหรอกครับ แต่ได้มาจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่เขาส่งมาให้เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่สามจังหวัดชายแดน พัสดุที่ส่งมาก็มีทั้งพวกขนม อาหารแห้ง กาแฟ ของใช้ส่วนตัวพวกสบู่ ยาสีฟัน แชมพู ของพวกนี้เราจะเก็บเอาไว้ใช้กันที่ฐานแล้วก็เวลาออกลาดตระเวน ส่วนขนมพวกเราได้มาเยอะ พอแบ่งเอาไว้กินกันในฐานแล้วก็เลยจะแบ่งไปแจกเด็กๆ ที่โรงเรียนด้วย เรื่องแจกขนมเด็กนี่หมวดศิวะเขาถนัด” ผู้หมวดเผ่าเทพยิ้มตอบอย่างรู้สึกขอบคุณในทุกๆ กำลังใจที่ส่งมาถึงชายแดนใต้ให้เขาและเหล่าเจ้าหน้าที่ได้มีกำลังใจสู้ต่อ ซึ่งการส่งพัสดุมานี้ใช่ว่าที่ฐานของพวกเขาจะได้เพียงที่เดียว แต่หน่วยและฐานปฏิบัติการทางทหารและตำรวจหลายๆ ที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนก็มักจะได้กำลังใจดีๆ แบบนี้จากพี่น้องประชาชนส่งมาให้เสมอ เรียกได้ว่าเป็นขวัญกำลังใจ ความรัก ความห่วงใยจากผู้ที่อยู่แนวหลังเลยก็ว่าได้ 

               “มีการ์ดด้วย” ผู้หมวดมาริษาหยิบการ์ดจำนวนหลายใบออกมาดู ซึ่งเป็นการ์ดที่ทำเองจากเด็กนักเรียน ทั้งวาดภาพการ์ตูนและเขียนข้อความมาถึงพี่ๆ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่นี่ 

               “การ์ดจากเด็กๆ ที่โรงเรียนในกรุงเทพฯ ครับ ส่วนการ์ดนี้มาจากอุบลฯ อันนี้มาจากแพร่ อันนี้จากอ่างทอง นี่มาจากกระบี่” ผู้หมวดศิวะยื่นการ์ดจากเด็กๆ มาให้ผู้หมวดมาริษาดูอีกหลายๆ ปึก ซึ่งเธอก็เปิดอ่านไป ยิ้มไปอย่างเอ็นดูและประทับใจในสิ่งที่เด็กๆ เขียนส่งมาให้ 

               “น่ารักดีนะคะ แต่...เด็กๆ เรียกพวกหมวดว่าพี่ทหารกัน” 

               “โดนเข้าใจว่าเป็นทหารจนชินแล้วครับ ก็ชุดเหมือนทหารซะขนาดนี้ แต่ก็เอาเถอะ จะเรียกผมว่าตำรวจหรือทหารก็ตามใจ แค่ได้อ่านข้อความน่ารักๆ ของการ์ดของเด็กๆ ผมก็รู้สึกดีแล้ว เดี๋ยวการ์ดพวกนี้ผมจะเอามาติดบอร์ดหน้าอาคารอำนวยการให้ทุกๆ คนในฐานได้มาอ่าน เผื่อจะมีของลูกใคร เมียใครส่งมาด้วย” ข้อความให้กำลังใจจากเด็กๆ ในการ์ดที่ส่งมาจากทั่วประเทศทำให้ผู้หมวดมาริษาอารมณ์ดีขึ้นมาเป็นกองจนลืมเรื่องของผู้กองพนาไปเสียสนิท ด้วยความเป็นครูอยู่แล้วทำให้เธอรู้สึกอินกับเด็กๆ ได้ง่าย และการได้พูดคุยกับผู้หมวดรุ่นพี่ทั้งสองก็ยิ่งทำให้เธออารมณ์ดีขึ้นมา 

               “ยิ้มแป้นขนาดนี้คงหายหงุดหงิดแล้วสินะครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพส่งการ์ดมาให้เธออ่านอีกก่อนที่รอยยิ้มของผู้หมวดมาริษาจะค่อยๆ หายไปแล้วจึงถอนหายใจออกมา 

               “ตอนผู้กองกับคุณแก้วแต่งงานกัน พวกหมวดได้ไปร่วมงานกันมั้ย” 

               “เออ...” 

               “พวกหมวดติดตามผู้กองมาหลายปี เคยรู้เรื่องที่ผู้กองมีเมียรึเปล่า” 

               “...” 

               “ถ้าผู้กองแต่งงานพวกหมวดก็ต้องรู้กันสิ” 

               “คือแบบนี้นะครับหมวดริษา” ผู้หมวดเผ่าเทพพยายามอธิบายให้มีผลกระทบต่อความลับของแก้วเจ้าจอมให้น้อยที่สุด “พวกผมติดตามผู้กองมานานก็จริง แต่เรื่องส่วนตัวบางอย่างของผู้กองพวกผมก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ผู้กองกับคุณแก้วคงแอบแต่งงานกันเงียบๆ โดยไม่ได้บอกใคร สำหรับผมถ้าผู้กองบอกว่าคุณแก้วเธอเป็นภรรยา ก็แปลว่าเธอเป็นภรรยาของผู้กองจริงๆ อีกอย่างตอนนี้ทั้งสองคนก็รักกัน แต่งงานกันแล้วเราก็ไม่ควรไปสงสัยอะไรอีกนะครับ มันเป็นการตัดสินใจของเขาเองทั้งสองคน” 

               “ก็ฉันอดสงสัยไม่ได้นี่คะ อยู่ๆ คุณแก้วก็โผล่มาเป็นเมียผู้กอง ความจำเสื่อมแบบนี้แล้วทำไมถึงเชื่อผู้กองง่ายจัง นี่ถ้าอยู่กับโจร กับคนร้ายแล้วเขาบอกว่าเขาเป็นสามีคุณแก้ว คุณแก้วไม่ต้องเชื่อโจรแล้วก็ยอมเป็นเมียโจรเลยหรอ” 

               “คนเรามันก็ไม่ได้รักใครง่ายๆ หรอกนะครับถ้าไม่ถูกชะตากันจริงๆ” ผู้หมวดศิวะว่าขึ้นมาบ้าง “จากคนที่ความจำเสื่อม ความทรงจำทุกอย่างเป็นศูนย์ ไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลย ถ้าคนที่อยู่กับคุณแก้วเป็นโจรผู้ร้าย เป็นคนไม่ดีคุณแก้วก็คงกลัวแล้วก็หาทางหนีแล้วล่ะครับ แต่นี่คุณแก้วเธอกลับรักผู้กอง เชื่อใจผู้กองก็เพราะผู้กองคงจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอเชื่อใจและสบายใจเวลาอยู่ด้วย ความดีของผู้กองทำให้คุณแก้วเธอเชื่อว่าผู้กองเป็นสามีของเธอ แล้วเธอก็รักผู้กองจริงๆ ครับ ผมว่าพวกเขาคงจะเคยแต่งงานเป็นสามีภรรยากันมาก่อนจริงๆ นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นคุณแก้วจะรักผู้กองได้ยังไงทั้งๆ ที่ความจำเสื่อมอยู่แบบนั้น มันคงเป็นสายใยบางๆ ที่เรามองไม่เห็นผูกพันพวกเขาเอาไว้ หรือบางที...อาจจะเคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อนจากชาติที่แล้วก็ได้นะครับ” 

               “เริ่มเลอะเทอะแล้วไอ้ศิ เมื่อไหร่จะเลิกงมงายซักที เมื่อก่อนไม่ผีพรายก็นางไม้ มาคราวนี้ยังจะมาพูดจาเรื่อยเปื่อยอะไรอีก” ผู้หมวดเผ่าเทพว่าเข้าให้ ไอ้เรื่องลี้ลับนี่ดูเหมือนผู้หมวดศิวะจะชอบมากเป็นพิเศษทั้งๆ ที่เป็นคนกลัวผีแท้ๆ แต่ผู้หมวดศิวะก็ยังหันมาพูดกับผู้หมวดมาริษาต่อ 

               “หมวดว่าผมหล่อมั้ย” 

               “ทำไมจู่ๆ มาถามแบบนี้ล่ะคะ” เธอว่า คิดจะเล่นอะไรของเขาอีกกัน 

               “ผมถามก็ตอบๆ มาเถอะน่า” 

               “ก็...ก็ดูดีค่ะ ไม่ได้ขี้เหร่อะไร” 

               “ผมเป็นคนดีมั้ย” 

               “ดีค่ะ” 

               “แล้วหมวดรักผมมั้ย” 

               “ห๋า” ผู้หมวดมาริษาหน้าแดงจัดขึ้นมาทันทีที่ถูกถามอะไรแบบนี้ แต่สีหน้าผู้หมวดศิวะกลับดูเป็นจริงเป็นจังมากจนเธอไม่รู้ว่าเขาพูดเล่นหรือพูดจริง 

               “ไม่ค่ะ ก็ฉับอกแล้วไงคะว่าผีเห็นผี ใครจะไปคิดอะไรด้วยได้” 

               “นั่นไงครับ! ขนาดผมหล่อแล้วก็ดีขนาดนี้ผู้หมวดยังไม่รักเลย ผมถึงบอกไงครับว่าคนเรามันไม่ได้รักใครได้ง่ายๆ แค่ผู้กองหล่อแล้วก็เป็นคนดีมันไม่ได้ช่วยให้คุณแก้วเธอรักผู้กองได้หรอก แต่ผมว่าพวกเขาคงอาจจะเคยผูกพันกันมาก่อนหน้านี้ก็ได้ พอได้กลับมาเจอกันอีกครั้งก็เลยรักกันได้ง่ายๆ ไง” ผู้หมวดเผ่าเทพถอนหายใจออกมาทันทีเมื่อได้ฟังเฉลย เห็นผู้เป็นเพื่อนถามอะไรแบบนี้กับผู้หญิงขึ้นมาเขาก็เกือบจะด่าเข้าให้แล้ว ที่แท้ผู้หมวดศิวะก็แค่ยกตัวอย่างมาอธิบายให้ผู้หมวดมาริษาเข้าใจนี่เอง และเขาเองก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน เหมือนผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอมจะเคยรู้จักกันมาก่อน เวลาที่ผู้กองพนามองเธอ แววตาของผู้กองเต็มไปด้วยความรัก ไม่ใช่รักที่เพิ่งเกิดขึ้นมา แต่มันเป็นความรักที่อยู่ในหัวใจของผู้กองมาโดยตลอด เหมือนผู้กองจะเคยรักเธอมาก่อนหน้านี้แล้วและได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง 

  

 

 

               หลังจากที่ผู้หมวดมาริษาเดินออกไปจากห้องพยาบาลแก้วเจ้าจอมก็ได้แต่มองหน้าผู้กองพนานิ่ง คำว่ารักจากปากของเขาเธอได้ยินชัดเต็มสองหูและเต็มหัวใจ จากที่เคยคิดว่าเขารังเกียจเธอตอนนี้ทุกๆ อย่างมันค่อยๆ คลี่คลายแล้ว หัวใจของเธอพองโต เต็มตื้นมีความสุขยิ่งนัก การยิ้มออกมาทั้งน้ำตาในครั้งนี้มันมากล้นไปด้วยความสุขจริงๆ 

               “พี่พนา...พี่พนารักแก้วแล้วหรอคะ” เธอถามเขา ผู้กองพนาจึงดึงเอาเธอเข้ามากอด เพราะอยากปกป้องเธอจากผู้หมวดมาริษาทำให้เขาพลั้งปากพูดความในใจออกมา เขารักเธอแต่ก็ไม่กล้าบอกว่ารักเพราะเขารู้ดีว่าเธอไม่ใช่ของของเขาจริงๆ เขาไม่อยากพูดคำว่ารักให้ทุกอย่างมันถลำลึกลงไปมากกว่านี้ 

               “แก้วรอฟังคำนี้มานานมากเลยนะคะ พี่พนาบอกแต่ว่าจะดูแลแก้วให้ดี แต่พี่พนาก็ไม่เคยบอกรักแก้วเลยจนแก้วอดนึกไม่ได้ว่าพี่พนาคงรังเกียจแก้ว แต่วันนี้ในที่สุดพี่พนาก็พูดออกมาแล้ว พี่พนาบอกว่ารักแก้ว รักแก้วเหมือนกับที่แก้วรักพี่พนา แก้วดีใจมากเลยรู้มั้ยคะ แก้วนึกว่าแก้วจะได้รักพี่พนาข้างเดียวซะแล้วสิ” เธอเช็ดน้ำตาออกแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างมีความสุข 

               “...แก้วทำให้พี่พนารักแก้วได้แล้ว” ดวงตาของเธอทอประกายแสงอย่างมีความสุขมากจริงๆ มากจนเขาไม่อยากทำลายความสุขนี้ของเธอ แล้วยิ่งเธอยื่นมือนุ่มๆ มาจับที่แก้มทั้งสองข้างของเขา ผู้กองพนาก็เผลอปล่อยใจไปตามความต้องการของตัวเองอีก เธอลูบไล้ใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา มองเขาด้วยความรักล้นใจก่อนจะไล้นิ้วเล็กๆ มาที่ริมฝีปากของเขา 

               “บอกรักแก้วอีกครั้งได้มั้ยคะ บอกรักเมียให้เมียได้ชื่นใจ” 

               “พี่รักแก้ว” กำแพงบางอย่างที่ปิดกั้นหัวใจของเขาพังทลายลงอย่างย่อยยับ จากแค่จะแอบรักเธออยู่คนเดียวในใจ จะไม่บอกใครว่าเขารักเธอเพื่อไม่ให้เรื่องทุกอย่างมันถลำลึก แต่เพียงแค่มองหน้าสบตากับเธอเขาก็แพ้ราบคาบ แพ้ให้กับเธอ แพ้ให้กับหัวใจของเขาเองที่มันรักเธอมากจนเขาเก็บกลั้นเอาไว้ไม่อยู่จนต้องพูดมันออกมา หรือว่าเขาจะยอมเป็นคนเลวคนชั่วฉวยโอกาสกับเธอยามที่เธอจำอะไรไม่ได้แบบนี้แล้วแย่งเธอมาเป็นของเขาจริงๆ เขาจะไม่ตามหาญาติให้เธอแล้ว เขาจะภาวนาขอให้เธอความจำเสื่อมแบบนี้ไปตลอดเพื่อให้เธออยู่กับเขา เขาจะยอมเป็นคนเห็นแก่ตัวเพื่อให้ได้เธอมา... 

               “แก้วก็รักพี่พนาค่ะ รักที่สุดในหัวใจเลย พี่พนาของแก้วเป็นคนดี ไม่มีใครจะดีได้เท่ากับพี่พนาของแก้วอีกแล้ว” เธอเอื้อมตัวขึ้นมาหอมแก้มเขาแล้วยิ้มหวานให้อีก จากที่กำลังคิดเรื่องเห็นแก่ตัวจะฉวยโอกาสแย่งเธอมาเป็นของเขา พอแก้วเจ้าจอมบอกว่าเขาเป็นคนดี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ห้ามไม่ให้เขาเห็นแก่ตัวแล้วหยุดความคิดชั่วๆ เหล่านี้ไป เขาทำไม่ได้หรอก เขาจะฉวยโอกาสทำเรื่องน่าละอายกับเธอไม่ได้เด็ดขาด เขาทำลายความเชื่อใจ ความรักและความใสซื่อบริสุทธิ์ของเธอไม่ได้ 

               “แก้ว...” เขาเรียกเธอแล้วเชยคางเธอมาหา แขนอีกข้างก็กอดเธอเอาไว้แน่น “ขอโอกาสให้พี่ได้รักแก้วได้มั้ย พี่ขอรักแก้วได้รึเปล่า” ขอโอกาสให้เขาได้รักเธอในช่วงเวลานี้ ขอพื้นที่ในหัวใจให้เขาได้อยู่ในใจของเธอบ้าง 

               “ได้สิคะ แก้วอยากให้พี่พนารักแก้ว รักแก้วให้มากๆ นะคะ”  

               “พี่รักแก้ว รักมาตั้งนานแล้ว รักตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกัน” 

               “เราเจอกันครั้งแรกที่ไหนหรอคะ” แก้วเจ้าจอมเอียงตัวมากอดอิงอกอุ่นของเขา สองแขนของผู้กองพนาจึงกอดเธอเอาไว้ให้แน่นๆ เท่าที่แรงของเขาจะกอดไหว เพราะตอนนี้เขายังเจ็บแผลผ่าตัดที่หน้าท้องอยู่ 

               “เราเจอกันครั้งแรกที่ริมหาดในหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จังหวัดชลบุรี พี่ขับรถเหยียบน้ำที่พื้นขึ้นมาใส่แก้วจนแก้วต้องรีบยกตุ๊กตาหมีขึ้นมาบังตัวเองเอาไว้” 

               “ตุ๊กตาหมี...ตัวที่อยู่ที่บ้านพักหรอคะ” 

               “ใช่ พี่ทำตุ๊กตาของแก้วเลอะจนแก้วโกรธพี่ใหญ่เลยล่ะ ความจริงตุ๊กตาตัวนั้นแก้วบอกให้พี่เอาไปทิ้ง แต่พี่กลับแอบเก็บเอาไว้เอง...นั่นเป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกันนะ แก้วเป็นรักแรกพบของพี่ แล้วพี่ก็คิดถึงแก้วมาโดยตลอดจนกระทั่ง...” 

               “กระทั่งอะไรคะ” 

               “จนกระทั่งเราได้แต่งงานกัน” 

               “แล้วพี่พนาก็ทิ้งแก้ว จนแก้วต้องมาตามหาพี่พนา แล้วแก้วก็ความจำเสื่อม” เธอต่อเรื่องราวขึ้นมาเอง ผู้กองพนาจึงก้มลงมาจูบเบาๆ ที่หน้าผากเธอ 

               “พี่ขอโทษนะ ขอโทษที่ต้องทำแบบนี้ ขอโทษที่พี่เห็นแก่ตัว” คำขอโทษของเขา เขาหมายถึงเขาขอโทษที่ต้องโกหกเธอด้วยเรื่องราวเหล่านี้ ขอโทษที่เขาโกหกเธอว่าเขาเป็นสามีของเธอ แต่แก้วเจ้าจอมกลับเข้าใจว่าเขาขอโทษเรื่องที่เขาเคยทิ้งเธอ 

               “ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้เราก็แต่งงานกันใหม่แล้วและพี่พนาก็รักแก้ว แค่นี้แก้วก็มีความสุขแล้ว พี่พนา...เราจะรักกันให้มากๆ นะคะ ทุกลมหายใจของเราจะมีกันและกันตลอดไปเลย” เขาพยักหน้ารับแล้วซบใบหน้าลงกับเรือนผมนุ่มๆ ของเธอ แน่นอน...ทุกลมหายใจของเขาจะมีแต่เธอ แค่เธอตลอดไป... 

               “แล้วทำไมพี่พนาถึงไม่บอกแก้วแต่แรกล่ะคะว่าแก้วเป็นหมอ ดูสิ เพราะตกใจที่เห็นพี่พนาถูกยิงจนเลือดอาบท่วมตัวแก้วก็เลยจำอะไรขึ้นมาได้บ้าง ถ้าแก้วจำอะไรไม่ได้ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าพี่พนาจะเป็นยังไงบ้าง” 

               “พี่...พี่ไม่อยากบอกอะไร กลัวแก้วจะปวดหัวขึ้นมาอีกน่ะ” เขาเองก็ไม่เคยรู้เลยว่าเธอจะเป็นหมอ บาดแผลของผู้หมวดมาริษากับผู้หมวดเผ่าเทพได้รับการรักษาเป็นอย่างดี แม้แต่เขาเอง หากไม่ใช่หมอก็คงไม่มีใครจะผ่าตัดให้เขาได้ นี่คงเป็นอีกเบาะแสที่เขาจะสืบหาตัวตนของเธอได้ เธอเคยบอกว่าจะไปทำงานที่แม่สอด...งั้น ถ้าเธออยู่ที่นี่ก็แปลว่าตอนนี้มีแพทย์ที่แม่สอดหายตัวไป แล้วแพทย์ที่หายตัวไปก็คือเธอ เรื่องแค่นี้สืบได้ไม่ยากแล้วล่ะ เพื่อนฝูงของเขาก็มีออกมากมาย เดี๋ยวเขาจะลองให้เพื่อนที่ประจำการอยู่ที่จังหวัดตากเช็คดูว่ามีหมอคนไหนที่แม่สอดหรือที่จังหวัดตากหายตัวไปรึเปล่า 

               “แล้วครอบครัวของแก้วล่ะคะ พ่อของแก้ว คนที่ให้สร้อยเส้นนี้กับแก้วมาอยู่ที่ไหน ที่เพชรบุรีรึเปล่า” เธอชี้มาที่สร้อยคอของตัวเอง เพราะอาการความจำเสื่อมทำให้เธอไม่หลงเหลือความทรงจำหรือความรู้สึกใดๆ ต่อผู้คนที่เธอไม่เคยเห็นหน้าอีกเลย เธอแค่รู้ว่าตัวเองมีพ่อจากสร้อยเส้นนี้ แต่ทำไมกันเธอถึงนึกถึงพ่อไม่ออก มันน่าหงุดหงิดตัวเองจริงๆ ที่ลืมได้แม้กระทั่งคนในครอบครัว 

               “พี่ไม่รู้ว่าครอบครัวของแก้วอยู่ที่ไหน” 

               “อ้าว ทำไมล่ะคะ ถ้าเราแต่งงานกันงั้นก็ต้องมีญาติมาร่วมงานแต่งสิ” 

               “คือ...” 

               “หรือว่า...เราจะวิวาห์เหาะกันคะ” แก้วเจ้าจอมผละออกมาจากอ้อมกอดของเขาแล้วมองหน้าเขาอย่างตกใจ “เราวิวาห์เหาะกันหรอคะพี่พนา” 

               “วิวาห์เหาะงั้นหรอ” 

               “วิวาห์เหาะก็คือการแต่งงานแบบไม่มีพิธีแต่งงาน แบบว่า แค่เราตกลงมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเฉยๆ ไงคะ อย่าบอกนะคะว่าแก้วหนีตามพี่พนามา” เธอเอียงคอหลิ่วตามองเขา ใช่แน่ๆ ท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ แบบนี้ของเขามันฟ้อง เธอต้องหอบผ้าหนีตามผู้ชายมาแน่ๆ 

               “ก็...ก็คงจะเป็นอย่างนั้น” คนตอบก็ตอบได้ไม่เต็มปาก แต่แก้วเจ้าจอมก็โผกลับมากอดเขาเอาไว้ตามเดิม 

               “ท่าทางเมื่อก่อนแก้วจะรักพี่พนามากจนถึงขั้นหนีตามมา ก็พี่พนาน่ารักขนาดนี้ใครจะอดใจไหวกัน” แล้วเธอก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะจุ๊บที่ปากของเขาและคลอเคลียอยู่กับตัวของเขาไม่ยอมถอยห่าง นิ้วเล็กๆ สอดเข้ามาในเสื้อเพื่อลูบไล้หน้าท้องของเขาไปมาเบาๆ แล้วทำปูไต่วนอยู่รอบๆ ซิกแพ็กของเขาด้วย 

               “แผลผ่าตัดพี่พนากำลังดีขึ้น ไว้หายดีแล้วก็กลับมาทำงานได้เหมือนเดิมค่ะ” ปากก็บอกแบบนี้หากแต่นิ้วก็ยังทำปูไต่ไม่เลิกจนผู้กองพนาต้องรีบตะปบมือของเธอเอาไว้ 

               “อย่าซน” เขาดุ แต่แก้วเจ้าจอมก็ยังยิ้มหวานอย่างสดใสให้เขา ไม่ขี้แยเหมือนกับเมื่อก่อนหน้านี้แล้ว 

               “แกล้งผัวเล่นไม่ได้หรอคะ อุตส่าห์วิวาห์เหาะหอบเสื้อผ้าหนีตามมาขนาดนี้แล้ว” น้ำเสียงแสนอ้อนของเธอทำให้หัวใจของผู้กองพนาอ่อนยวบไม่เป็นท่าทุกที เขาตะปบมือเธอเอาไว้ไม่ยอมให้เธอซุกซนกับร่างกายของเขา แต่หัวใจของเขานี่สิทำไมมันถึงอยากจะนอนให้เธอฟัดเขานัก ยิ่งได้มองรอยยิ้มหวานๆ เสียงอ้อนๆ กลิ่นตัวหอมๆ แบบนี้ แล้วนี่เขาจะอดใจไปได้อีกนานแค่ไหนกัน 

               “พี่พนา แก้วแค่ล้อเล่นหน่อยเดียวทำท่าอย่างกับกลัวจะถูกแก้วปล้ำไปได้ แก้วเป็นเมียพี่นะ ทำอย่างกับเราไม่เคยมีอะไรกันแน่ะ” ก็ไม่เคยมีน่ะสิ ผู้กองพนาคิดต่อในใจแล้วดึงมือเธอออกมาจากเสื้อของเขา พอเขาดึงมือเธอออกมาแล้วเขาก็นึกว่าเธอจะหยุด แต่ที่ไหนได้เธอกลับกุมมือของเขาเอาไว้แล้วดึงไปจูบ พอจูบมือของเขาแล้วเธอก็กอดมือของเขาเอาไว้ ถ้าแค่กอดมือเขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ที่เธอดึงมือของเขาไปจับอกอวบๆ ของตัวเองนี่สิ 

               “แก้ว...” 

               “แก้วก็แค่อยากจะรู้ว่าถ้าทำแบบนี้แล้วพี่พนาจะรู้สึกอะไรรึเปล่า ทั้งๆ ที่แก้วเป็นเมียพี่ เราก็แต่งงานกันแล้วแต่ทำไมพี่พนาไม่แตะต้องตัวแก้วเลย ตอนที่แก้วผ่าตัดให้พี่พนาแก้วก็แอบเช็คร่างกายของพี่พนาดูแล้ว ก็ปกติดีนี่คะไม่ได้ตายด้านซักหน่อย เมียอ่อยขนาดนี้แล้วยังไม่ทำอะไรอีกพี่พนาจะใจแข็งไปถึงไหน” เดี๋ยวนะ ที่ว่าเช็คร่ายกายของเขานี่เธอเช็คแบบไหนกัน เช็ดดูการตายด้านของเขาเนี่ยนะ 

               “พี่ไม่ได้ตายด้าน” 

               “แก้วเป็นหมอ แก้วรู้ ก็บอกแล้วไงว่าแก้วเช็ดร่างกายพี่พนาดูแล้ว...แค่นอนกับเมีย มันยากมากหรอคะ” 

               “ไม่ใช่แบบนั้นแก้ว แต่ว่า...” 

               “พี่พนา...” แล้วแก้วเจ้าจอมก็ขยับกายขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของเขา สองแขนเล็กๆ กอดรอบคอเขาเอาไว้แน่น ผู้กองพนาที่ยังบาดเจ็บอยู่เลยขยับตัวหนีไปไหนไม่ทัน 

               “ไม่เล่นแบบนี้นะแก้ว” 

               “แก้วไม่ทำอะไรกลางวันแสกๆ แบบนี้หรอกค่ะ แล้วที่นี่ก็ห้องพยาบาลไม่ใช่บ้านของเราซักหน่อย แก้วก็แค่...” แล้วแก้วเจ้าจอมก็เอียงแก้มของตัวเองมาคลอเคลียกับเขาก่อนจะกระซิบที่ข้างหูของเขาเบาๆ 

               “มาลองเล่นเกมกันดูมั้ยคะ” 

               “เกมอะไร” 

               “แก้วจะอ่อยพี่พนา มาดูกันว่าพี่พนาจะใจแข็งไปได้อีกนานมั้ย แก้วจะทำให้พี่พนารักจนหลงจนห่างแก้วไม่ได้เลยคอยดูสิ พี่พนาจะต้องคิดถึงแต่แก้ว เวลาไปลาดตระเวนแล้วต้องห่างแก้วพี่พนาจะคิดถึงแต่แก้วจนอยากร้องไห้หา” 

               “เวอร์ไปมั้ย” 

               “แก้วเป็นนางไม้น้อยนะ พี่พนาไม่ต้องมนต์นางไม้ก็ให้รู้ไปสิ” เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เขา พอมองสบตากับเธอในยามนี้แล้วผู้กองพนาก็ต้องหัวใจกระตุกวูบเมื่อเขารู้สึกว่าตอนนี้เธอไม่ใช่แก้วเจ้าจอมที่แสนบอบบางของเขา แต่แววตาเจ้าเล่ห์แบบนี้มันเหมือนกับเธอเมื่อหนึ่งปีก่อนเลย แววตาเจ้าเล่ห์จ้องจะเอาชนะและไม่ยอมใครแบบนี้ พอเห็นแววตานี้ของเธอเขาก็สงสัยขึ้นมาทันทีว่าตกลงเธอความจำเสื่อมจริงๆ รึเปล่า 

               แก้วเจ้าจอมเอื้อมตัวขึ้นไปจูบหน้าผากของเขาบ้าง แล้วจากนั้นจึงจูบไล้ลงมาตามสันจมูกของเขาก่อนที่จะประกบปากจูบ สองแขนกอดรอบคอของเขาเอาไว้แล้วบดจูบลงไปด้วยความรักทั้งหมดที่เธอมีต่อเขา ความอ่อนหัดของเธอทำให้จูบดูเงอะงะแต่มันก็ทำให้ผู้กองพนาหลงเคลิ้มตามแล้วจะจูบเธอตอบ แต่พอเขาจะจูบเธอตอบแก้วเจ้าจอมกลับรีบผละจูบออกจากเขาแล้วยิ้มให้อย่างพอใจ 

               “ฮั่นแน่! อยากจูบเมียบ้างแล้วล่ะสิ ยกแรกพี่พนาแพ้ราบคาบ” เธอชี้นิ้วใส่เขา แล้วพอเธอจะขยับกายลุกออกไปจากตักของเขา ผู้กองพนากลับยึดนิ้วมือของเธอเอาไว้แล้วมืออีกข้างก็ดึงเอาเธอกลับเข้ามานั่งคร่อมบนตักของเขาตามเดิม 

               “ใครว่าพี่แพ้ เมื่อกี้นี้เขาเรียกจูบแบบเด็กน้อย ของจริงมันแบบนี้ต่างหากล่ะ” ว่าแล้วเขาก็ดึงนิ้วที่เธอชี้เขามางับเบาๆ ก่อนจะจูบไปตามนิ้วมือนิ้วอื่นๆ เรื่อยมาจนทั่วทั้งฝ่ามือแล้วเน้นจูบลงมาที่ข้อมือตรงชีพจรของแก้วเจ้าจอม เพียงเท่านี้ก็ทำให้เธอถึงกับหายใจหอบสะท้านและกลั้นหายใจตามทุกครั้งที่เขาจูบเน้นลงมาหนักๆ จากที่ข้อมือเขาจูบขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงข้อพับแขน แก้วเจ้าจอมทั้งจั๊กจี๋ทั้งเสียวสะท้านจนเผลอกัดริมฝีปากล่าง ร้อนผ่าวไปทั้งตัวและควบคุมตัวเองไม่อยู่ ได้แต่นั่งนิ่งให้เขาจูบขึ้นมาจนถึงไหล่เล็กๆ เขาทั้งจูบและหอมดมดอมเธอไปทั่วซอกคอ สองมือลูบไล้กายของเธอจนแก้วเจ้าจอมอ่อนระทวยแล้วอ่อนละทวยอีก ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่าปัดไปตามแก้วนวลที่แดงก่ำของเธอ แต่พอแก้มเจ้าจอมจะอ้าปากเพื่อผ่อนคลายลมหายใจออกมาเขากลับโฉบลงมาจูบที่ริมฝีปากของเธอในทันที แต่จูบของเขามันไม่ใช่จูบเงอะๆ งะๆ เหมือนจูบของเธอ แต่จูบของเขามันคือจูบจริงๆ จูบแสนหวานที่เธอติดใจ จูบที่เกิดจากความรัก ริมฝีปากของเธอถูกดูดกลืนและลิ้นของเธอก็ถูกลิ้นของเขาตามแกล้งเกาะเกี่ยวไปมา เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอรุกเร้าจูบเขาตอบ ริมฝีปากของเขาบดขยี้ริมฝีปากของเธอจนเธอแทบขาดอากาศหายใจ เวลาล่วงผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ไม่อาจรู้ได้ แก้วเจ้าจอมรู้แค่ว่ามันนานมากๆ กว่าเขาจะถอนริมฝีปากออก พอเขาถอนริมฝีปากออกเธอก็หมดแรงล้มตัวลงซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขาทันที ผู้กองพนาจึงกอดประคองตัวเธอเอาไว้แล้วก้มลงมายิ้มเจ้าเล่ห์กับเธอบ้าง 

               “ใครกันแน่ที่แพ้ราบคาบ ทีหลังอย่ามายั่วผู้ชายแบบนี้อีกเข้าใจมั้ย” 

               “เข้าใจค่ะ” แก้วเจ้าจอมปรือตาหวานใส่เขาแล้วเอื้อมแขนไปโน้มเขาลงมาจูบ ผู้กองพนาจึงประทับจูบหนักๆ ลงมาอีก แล้วตามมาด้วยจูบแก้มของเธออีกที 

               “...แก้วจะไม่ยั่วผู้ชายที่ไหน แต่ว่า...ขอยั่วแค่ผัวของตัวเองนะคะพี่พนาขา” 

               “แก่แดด” เขาก้มลงมาหอมแก้มเธออีกแก้วเจ้าจอมก็ยิ่งกอดเขาแน่น 

               “ก็แก้วรักพี่พนามากนี่คะ อ่อยผัวตัวเองผิดตรงไหน” 

               “พี่ก็รักแก้วนะ รักมากเหมือนกัน เด็กแก่แดด” 

               “ว้า นางไม้หลงป่าซะแล้วค่ะ” 

               “หลงป่าอะไร” 

               “ก็...พนาแปลว่าป่าไงคะ แก้วหลงพี่พนามากเพราะงั้นก็เลยเป็นนางไม้หลงป่า...นางไม้ต้องอยู่แต่ในป่าเท่านั้น เหมือนแก้ว...แก้วก็ต้องอยู่กับพี่พนาเท่านั้นค่ะ ระวังตัวให้ดีแก้วจะอ่อย จะอ้อนจนพี่พนาไปไหนไม่รอด” 

               “อย่าอ่อย อย่าอ้อนหนักมากก็แล้วกัน เดี๋ยวป่าจะหลงนางไม้ตัวน้อยเอา” แก้วเจ้าจอมหัวเราะคิกออกมากับการเล่นมุขคืนของเขา สองแขนของเขากอดเธอเอาไว้แน่นเช่นเดียวกับที่เธอก็กอดเขาแน่นเช่นกัน แม้ว่าเธอจะจำอะไรไม่ได้เลย แต่ความทรงจำใหม่ที่เริ่มโดยมีเขาอยู่ข้างกายแบบนี้ก็ทำให้เธอมีความสุขมาก ถ้าเธอเป็นนางไม้แล้วเขาเป็นป่า นางไม้ก็จะต้องอยู่เคียงคู่กับป่าตลอดไป... 

  

************************************************ 

ยัยไนเปอร์ หล่อนอย่าอ่อยพี่พนาให้มากเลย พี่เขาทำตัวไม่ถูก เดี๋ยวพี่พนาตบะแตกขึ้นมาเมื่อไหร่แล้วแกจะอยู่ยากเด้อ แค่จูบก็สะท้านแล้วถ้ามากกว่านี้หล่อนไม่รอดแน่ๆ หึๆๆ แล้วจะหาว่าไรท์ไม่เตือน 

******************************************* 

  

ความคิดเห็น