เอริณ
email-icon facebook-icon Line-icon

คุณวินมาล้าววววววววว

บทที่ 2 เลิศวรานนท์ (100%)

ชื่อตอน : บทที่ 2 เลิศวรานนท์ (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ค. 2563 21:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 เลิศวรานนท์ (100%)
แบบอักษร

(ต่อ) 

 

สายตาที่มองตามแผ่นหลังเล็กๆ หันกลับมายังมารดา ก่อนคนที่เป็นใหญ่ในบ้านจะเหลือบไปมองคนรับใช้ที่ยืนห่างออกไปเล็กน้อยเป็นเชิงออกคำสั่ง ทุกคนจึงทยอยแยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่ เมื่ออยู่กันเพียงสองคนแล้ว มาวินจึงเริ่มต้นการสนทนาอย่างจริงจัง 

“วิน” น้ำเสียงจริงจังที่เอ่ยเรียกส่งผลให้มาวินลอบถอนหายใจ 

“ครับ” 

คุณหญิงวารีเม้มปาก บีบมือที่จับกันแน่นแล้วจ้องมองบุตรชายคนโตด้วยดวงตาคลอน้ำตา หากนัยน์ตากลับแน่วแน่ไม่แปรเปลี่ยน อย่างไรก็ให้บุตรชายคนโตอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ แม้เรื่องราวจะผ่านมาแล้วถึงสองปี แต่ชีวิตของมาวินก็ยังคงต้องวนเวียนเกี่ยวกับคนหรือไม่ก็สถานที่ที่ข้องเกี่ยวกับ ‘เด็กคนนี้’ จนไม่อาจขจัดความขุ่นมัวในจิตใจออกไป 

แม้จะมี ‘เด็กอีกคน’ ที่สร้างความสุขสบายทั้งภายนอกภายในให้บุตรชาย แต่เด็กคนนั้นก็เป็นเพียง ‘บุตรนอกสมรส’ ที่ไม่เป็นที่ยอมรับจากสังคมชั้นสูงที่ท่าน และบุตรชายยืนอยู่ ต่อให้มารดาของ ‘กลอยใจ’ จะมาก่อนหรือมาหลังย่อมไม่ใช่เส้นเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการยอมรับการสังคม  

“ต้นเดือนหน้าแม่จะให้ลูกไปเรียนต่อที่อเมริกา แม้ให้คนของแม่หามหาลัยดีๆ ไว้ให้แล้ว” 

พูดได้เพียงเท่านั้นหยดน้ำใสๆ ก็รินไหลลงข้างแก้ม ยามต้องเอ่ยปาก ‘ไล่’ ลูกชายผู้เป็นที่รัก หัวใจของแม่ก็ทุกข์ทรมานไม่แตกต่างกัน หากมาวินยังคงนิ่งเงียบ แม้ใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้ม แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มแย้มตามอีกแล้ว 

“ไม่ต้องกลัวว่าจะเหงานะลูก แม่สัญญาว่าจะบินไปเยี่ยมทุกเดือน”  

“เยี่ยม?” บุตรชายของท่านทวนถามเสียงหยัน พร้อมเอ่ยต่อ “แม่จะบินไปเยี่ยมผมได้ยังไง ในเมื่อแอลเอ็นกรุ๊ปกำลังจะล่มแหล่มิล้มแหล่อยู่ร่อมร่อ ดีไม่ดี อาจล้มละลายภายในปีสองปีนี้เสียอีก” 

ใบหน้านองน้ำตาของคุณหญิงวารีซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม  

นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ท่านต้องการส่งบุตรชายสุดที่รักไปอยู่ที่อื่น เพราะวันข้างหน้าหากแอลเอ็นกรุ๊ปล้ม มาวินจะได้ไม่ต้องอับอายใคร ที่นั่นท่านตระเตรียมทุกอย่างในลูกอย่างดี บ้าน รถ คนดูแล หรือแม้กระทั่ง ‘ช่องทาง’ เมื่อท่านไม่สามารถประคับประคองแอลเอ็นกรุ๊ปต่อไปได้ 

คุณหญิงจึงถอนหายใจแล้วเอ่ย “เตรียมตัวให้ดี นี่คือคำสั่ง” 

มาวินขยับมุมปากขึ้นยิ้ม ดวงตาวาบผ่านความข่มขื่นก่อนเลือนหาย เพราะเป็น ‘คำสั่ง’ ต่อให้วอนขออย่างไรก็คงไร้ผล 

“ได้ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวเลยนะครับ จะได้รีบไปเตรียมตัว” 

ที่ผ่านมาเขาทำทุกอย่างเพื่อมารดา ท่องมาตั้งแต่จำความได้ว่า ‘แม่เสียสละ’ หลายอย่างเพื่อให้เขา และน้องมีชีวิตที่ดี ทว่าพอเติบโตขึ้นมาทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ปัญหาระหว่างมารดากับบิดาเขาไม่เข้าใจ แม้เติบโตมาขนาดนี้ก็ยังไม่เข้าใจ เหตุใดคนที่รักกันต้องหย่าร้างกัน  หลายครั้งที่เอ่ยปากถามบิดา เว้าวอนขอความจริงจากมารดา ท่านทั้งสองก็มักบ่ายเบี่ยง บ่อยเข้าบิดาถึงขั้นเมินเฉย และห่างเหินออกไปจนเขาใจหาย  

มาวินฉลาดพอที่จะหยุด ชายหนุ่มเลิกตั้งคำถามกับทุกสิ่งในชีวิต เมื่อมารดาเลือกให้ต้องเดินไปตามเส้นทาง ไม่ออกนอกกรอบที่สร้างไว้ เขาก็ทำ แม้หัวใจของเขาจะทนทรมานก็ตาม 

ขาคู่ขาก้าวออกจากห้องรับแขก มุ่งหน้าสู่ชั้นสองของบ้าน ทว่าเมื่อเหลือบสายตาไปยังประตูห้องนอนของน้องชาย ขาที่ก้าวไปข้างหน้าก็ชะงักงัน ก่อนเปลี่ยนเส้นทางทันที 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

รอไม่นาน บานประตูก็เปิดออกพร้อมใบหน้าเรียบนิ่งคุ้นตา  

“ทำการบ้านอยู่เหรอ ให้พี่สอนไหม” ท้ายประโยคเขาหัวเราะลงคอ คนที่ได้ที่หนึ่งในสายชั้นหรือจะสู้คนที่ได้ที่หนึ่งของประเทศ สำหรับวาคินแล้วไม่ว่าจะวิชาไหน เรียนอะไร น้องชายคนนี้ไม่เคยมีคำว่าที่สอง 

วาคินเหลือบตามอง ส่ายหน้าตอบ ก่อนเดินนำเข้าไปในห้องนอน 

กองหนังสือมากมายหลากหลายภาษาวางเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นห้อง และบนโต๊ะ เก้าอี้ มีร่างของหนุ่มลูกครึ่งอีกคนนอนราบ หายใจสม่ำเสมออยู่ใกล้ๆ เตียง 

“ทัศมานอนด้วยเหรอ”  

ใบหน้าที่กำลังก้มลงใช้มือกวาดหนังสือออกเพื่อให้พี่ชายนั่งพยักตอบสองสามที  

มาวินจึงทิ้งกายลงนั่งบริเวณที่น้องชายจัดเตรียมไว้ให้ไม่มีอิดออด 

“พี่จะไปอเมริกาต้นเดือนหน้านะ” เขาบอกเรียบๆ แล้วยิ้มเผล่ เมื่อร่างของน้องที่กำลังจะนั่งลงบนพื้นชะงักกึก เงยหน้ามองเขาด้วยดวงตาหรี่เล็ก ก่อนถอนหายใจแล้วทิ้งกายลงนั่งตาม 

“คุณหญิงสั่งหรือครับ”  

แม้จะเดาได้ตั้งแต่แรกก็ตาม เพราะทุกอย่างในชีวิตของมาวินมีคนเพียงคนเดียวขีดเส้นให้เดิน 

“อืม พี่แค่จะมาฝากเราให้ช่วยดูแลคุณแม่ เพราะไม่รู้เมื่อไหร่พี่จะได้กลับมา” 

ท้ายประโยคน้ำเสียงพร่าสั่น หากใบหน้ายังมีรอยยิ้มบางๆ ประดับเสมอ วาคินมองแล้วถอนหายใจหนักๆ 

“ไม่อยากไปทำไมไม่บอกไปตามตรง” เพราะมาวินมี ‘บางสิ่ง’ ให้ผูกพันจนไม่อาจตักใจจากไปได้ง่าย  

ทว่ามาวินกลับยิ้มตอบ “บางทีไปที่อื่นอาจดีกว่าอยู่ที่นี่” 

ที่ผ่านจะมีเรื่องราวมากมาย และหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาหนักมากสำหรับเขา จนเมืองไทยจึงไม่ใช่สถานที่ที่ดีอีกต่อไป ตั้งแต่ ‘วันนั้น’ ชายหนุ่มก็ไม่สามารถวาดภาพใดใดได้อีกเลย ทุกครั้งที่จับพู่กันหรือดินสอ มือไม้จะสั่นเทา ภาพใบหน้าของใครบางคนที่อยากลบให้หายไปจากความทรงจำจะทอวาบกลับมาพร้อมคำสาปแช่ง  

เขาเกลียด… ไม่ได้กลัว เกลียดความรู้สึกหวาดหวั่นสั่นไหวรุนแรงข้างในหัวใจของตนจนไม่อาจทนยืนอยู่บนแผ่นดินที่คนคนนั้นเคยย่ำเหยียบหรือคนรอบข้างมองมาด้วยสายตาบางอย่างได้อีกต่อไป 

เขาผิด… อย่างนั้นหรือ ทั้งๆ ที่คนผิดจริงๆ คือคนที่ถูกมองว่าน่าสงสาร ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความละโมบของคนคนนึง หากเขากลับกลายเป็นจำเลยของทุกคน เพียงเพราะไม่ต้องการแบกรับในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่! 

“พี่วิน” เสียงของวาคินปลุกมาวินจากภวังค์ความรู้สึกด้านลบ ชายหนุ่มยิ้มกลบเกลื่อน ก่อนเงยหน้าถาม

“ว่าไง”

“คุณหญิงกังวลเรื่องนั้นหรือ” เรื่องราวในอดีตที่แสนเจ็บปวดของมาวิน เขารู้พี่ชายบาดเจ็บจากเหตุการณ์นั้นมากที่สุด ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นคงปรากฏในห้วงฝันทุกค่ำคืนของพี่ชาย ไม่เช่นนั้นทุกวันฝนตก พี่ชายของเขาจะไม่หอบหมอนมาขอนอนด้วยอย่างแน่นอน หากวาคินไม่คิดย้อนรำลึกหรือถามออกไปตรงๆ

ทว่า… คุณหญิงวารีไม่เป็นเช่นนั้น เพราะท่านเอาแต่พร่ำรำพันกับเรื่องราวที่ผ่านมา ต่อให้ปฏิเสธสักร้อยเท่าพันเท่าก็ไม่เข้าไปในความรู้สึกของท่าน ทั้งๆ ที่มาวินไม่ใช่คนผิด แต่ก็ไม่มีใครเชื่อในคำพูดของผู้ชายตรงหน้า

ที่สำคัญคนเป็นแม่ที่ไหน ไม่เชื่อใจลูกชายของตนเอง

แต่หากจะโทษคงต้องโทษ มาวินเลือกจะโทษตนเอง เพราะเขามันไม่ดีเอง ปล่อยให้เรื่องราวบานปลาย คนมากมายเข้ามาข้องเกี่ยว ในบ้านหลังนี้คนเดียวที่รับฟัง และเชื่อคำพูดของเขาก็มีเพียงมาวิน นอกจากมาวินแล้วอีกคนหนึ่งที่เขาปรารถนาจะให้ยืนเคียงก็คือ… กลอยใจ

เมื่อพูดถึงกลอยใจเขาก็เผลอยยิ้มอย่างจริงใจออกมา หญิงสาวไม่เคยทวงถามหาความจริงกับเรื่องในอดีตของเขา แม้ผู้คนจะพูดไปอย่างไร แต่รอยยิ้มของเด็กสาวยังคงจริงใจไม่เปลี่ยนแปลง

ทว่าสถานะของกลอยใจไม่มีทางเป็นที่ยอมรับของคนในบ้านเลิศวรานน์ ต่อให้เขาจะยังคงใช้นานสกุลของบิดา ทว่าชายหนุ่มไม่แน่ใจนักว่าจะ ‘ต้านทาน’ ความต้องการของคนรอบข้างได้ถึงเมื่อไหร่

“สักวันแก่ก็ต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของฉัน เพราะถ้าแกไม่เปลี่ยน เงินสตางค์แดงเดียวฉันก็จะไม่ให้!” 

หม่อมตาของเขาเป็นเช่นนี้เสมอ กระทั่งวินาทีสุดท้ายของลมหายใจ ยังยืนยันเสียงแข็งถึงการเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของท่าน แม้ปัจจุบันเขาจะไม่ยินยอม ทว่าเมื่อถึงเวลา บิดาเองก็คงสั่งให้เขายอมเพื่อลดปัญหา และแรงปะทะจากทุกคน

ไม่มีใครสักคนถามหาความต้องการของเขาจากใจจริง

สิ่งที่เขาชอบ สิ่งที่เขารัก ล้วนเป็นเรื่อง ‘ไร้สาระ’ ในสายตาของคนรอบข้าง

ปีนี้เข้าอยู่ปีสองกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเข้ากับเพื่อนในคณะได้ดี ส่วนวาคินอยู่มอต้น แม้จะยังเหมือนเด็กมาก แต่เด็กลูกครึ่งที่อยู่เมืองนอกมาตั้งแต่เกิดจนแปดขวบย่อมแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง น้องชายมีสิ่งที่ชอบ เขาเหลือบมองหนังสือเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นที่กองพะเนินข้างๆ แล้วระบายยิ้ม แตกต่างจากความโดยสิ้นเชิง

กระทั่งการวาดภาพก็ยังเป็นเพียงงานอดิเรกที่เขาเลือกทำ เพียงเพราะถูกสั่งห้ามน้อยที่สุด เขาทำทุกอย่างตามกรอบ และแบบแผนที่หม่อมตา รวมถึงมารดาวางไว้ทุกอย่าง กระทั่งตอนนี้ไม่รู้แน่ชัดแล้วว่าอะไรคือที่เขา ‘รัก’ จริงๆ แม้กระทั่งกลอยใจ…

หลังจากบอกลากับน้องชาย อยู่พูดคุยกันอีกพักใหญ่ก็กลับออกจากห้องนอนของอีกฝ่าย ตรงกลับเข้าห้องตน ถอนหายใจ ยามทิ้งกายลงนอนราบบนเตียงกว้าง หลับตาลงเพื่อพักกายพักใจให้สงบเงียบ

ทว่ายามที่เปลือกตาหนาหนักปิดสนิท ภาพใบหน้าหวาดระแวงกับดวงตาหรี่เล็กลงของ ‘เด็กคนนั้น’ กลับทอวาบเข้ามาในหัว กระทั่งหลับไม่ลงจึงกระเด้งกายลุกขึ้น เดินไปทิ้งกายลงนั่งที่เก้าอี้บริเวณระเบียงเพื่อผ่อนคลายความรู้สึก

หากเพียงก้าวขาออกไป ภาพที่ควรเป็นทิวทัศน์แมกไม้หลังบ้านกับสวนสวยงามตากลับมีใครอีกคนแปลกแยกแฝงเร้นอยู่

ร่างเล็กๆ กำลังก้มๆ เงยๆ กับผืนดินขนาดไม่ใหญ่นักพร้อมเสียม ขะมักเขม้นขุดดินจนเหงื่อไคลหยดย้อนจนแผ่นหลังเปียกชุ่ม กลางแสงแดดใกล้เที่ยงจนเขาต้องหรี่ตามอง ข้างกันมีร่างของบอดีการ์ดประจำตัวของมารดากำลังใช้จอบขุดดิน ไม่ไกลกันมีนมแม้นคัดเลือกต้นพันธุ์ที่จะลงเพาะปลูก

มาวินกระตุกยิ้มมุมปาก แค่นเสียงในลำคอ

นี่กำลังทำไร่ทำสวนในสวนทรอปิคอลของเขากันหรือ…

ชายหนุ่มจ้องแผ่นหลังเล็กๆ เปียกชื้นเขม็ง ทว่าสุดท้ายก็คล้ายปลงได้จึงพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ก็เด็กคนนั้นเป็น ‘น้องสาว’ ของเขาแล้วนี่ มีสิทธิ์มีเสียงในบ้านนี้ไม่แตกต่างจากเขา และวาคินมากนัก ชายหนุ่มจึงหมุนตัวกลับเข้ามาในห้องนอน ทิ้งกายลงบนเตียงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เขาพลิกตะแคงนอนหนุนมือตนเองมองออกไปยังระเบียงที่เพิ่งเดินจากมา

ไม่ได้ทราบความเป็นมาของเด็กหญิงนัก หากก็พอจะเดาได้ว่าคงลำบากมามากทีเดียว เพราะบ้านพร้อมรักเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในการอุปถัมภ์ของคุณพร้อมรัก และคุณหญิงวารี มาวินถอนหายใจหนักๆ มองจ้องราวกับจะให้ทะลุไปถึง ‘เด็กคนนั้น’ พร้อมรำพันว่า…

“ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะไม่เข้ามาในบ้านหลังนี้เด็ดขาดอัยริน”

หลังจากนั้น 2 สัปดาห์มาวินก็เดินทางไปอเมริกาโดยมีคุณหญิงวารี และวรันย์ตามไปส่ง ทั้งบ้านจึงเหลือเพียงอัยริน และวาคินเป็นเจ้านายเพียงคน มีนมแม้นคอยดูแลทั้งสองอย่างระมัดระวัง

อัยรินเริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอนุบาล และพบจิตแพทย์เด็กอย่างสม่ำเสมอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่สังคมอย่างเต็มตัว ส่วนวาคิน เขายังคงเป็นเด็กมัธยมต้นสุดอัจฉริยะ มีคู่หูอย่างทัศนัยคอยเคียงข้าง บางครั้งเป็นเพื่อน บางครั้งเป็นพี่ชาย ทุกอย่างเดินไปตามเส้นทางของแต่ละคนอย่างเป็นระเบียบ นับจากวันที่เห็นกันเพียงผ่านไปมา อัยรินก็ไม่มีโอกาสได้พบพี่ชายร่วมบ้านอีก เด็กหญิงใช้เวลาส่วนใหญ่กับนมแม้น และคนรับไข้ในบ้าน ทำให้การพบกะกันเป็นเรื่องยาก แม้จะอยู่อาศัยในบ้านเดียวกัน

ทว่าหลังจากนั้นหนึ่งเดือน คุณหญิงวารี และวรันย์ก็เดินทางกลับมาจากอเมริกา หากการกลับมาครั้งนี้ คุณหญิงผู้ใจดีของอัยรินเปลี่ยนไปมากขึ้น เคร่งเครียด จริงจัง และบางครั้งดูเศร้าซึม

เมื่อผู้ปกครองอย่างเป็นทางการของเด็กหญิงกลับมา นมแม้นจึงกลับไปทำหน้าที่ปรนนิบัติคุณหญิงวารีอย่างเต็มที่ ทิ้งหน้าที่เลี้ยงเด็กสามขวบให้เป็นของวรันย์อย่างเต็มตัว

ชายวัยกลางคนเลี้ยงเด็กผู้หญิงตามแบบของตน ไม่ได้อ่อนโยนตามใจมากนัก หากก็ไม่ได้แข็งกระด้างอย่างที่เขาแสดงออก อัยรินติด ‘คุณลุง’ ของเธอมาก ทว่าทุกคืนหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วเธอจะเดินกอดตุ๊กตาเก่าๆ ที่มองไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร เพราะปะเย็บจนไม่เหลือเค้าเดิมมานอนกับ ‘คุณท่าน’ ทุกคืน

คืนนี้ก็เช่นกัน…

“อุ้ย!” ร่างกะจ้อยร่อยที่กำลังก้มคุยกับตุ๊กตาในมือกระดอนกลับไปข้างหลังทันทีที่ปะทะกับร่างซึ่งสูงใหญ่กว่าตนเองมากนัก เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโศกกะพริบปริบๆ มองเจ้าของร่างพร้อมเอียงคอ

เจ้าของร่างที่ถูกชนเองก็ชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวไปข้าง เงยหน้าขึ้นจากหน้าหนังสือซึ่งเปิดอ่านไปพร้อมกัน จ้องมองดวงหน้าเล็กจ้อยกับร่างกะทัดรัดตรงหน้าเขม็ง

แผ่นหลังที่หยุดกะทันหันส่งผลให้คนที่เดินพูดตามมาไม่มองทางชนเข้าเต็มรัก

อัก!

ร่างของวาคินถลาไปข้างหน้า เห็นเพียงดวงตากลมโศกของคนตัวน้อยโบกโพล่ง ปากอ้าค้าง ก่อนจะกลายเป็นพื้นไม้ลามิเนตสีน้ำตาลเข้มแทน หากก่อนจะถลาลงไปกองบนพื้นเขาพอมีสติเหลือจึงหยันกายเอาไว้ด้วยสองมือทัน

“คะ คุณวา!”

ไม่เช่นนั้น ร่างกะจ้อยร่อยคงแบนติดพื้นบ้านแน่นอน

วาคินรู้สึกยุกยิกที่บริเวณท้อง จึงขยับตัวลุกขึ้น หลังจากยืนเรียบร้อยจึงหันไปตวัดสายตาคมๆ ให้คนสนิทที่เดินไม่ดูทาง แล้วหันกลับมาจ้องเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังนั่งกอดตุ๊กตาสีตุ่น ใบหน้าซีดเผือด เม้มปากช้อนตามองมาอย่างคาดโทษ เด็กหนุ่มถอนหายใจแรงๆ ยื่นมือข้างที่ว่างออกไปให้

“มาสิ” สาวน้อยกลอกตาไปมาคล้ายครุ่นคิด ก่อนส่งมือสั่นน้อยๆ มาให้

วาคินรวบมือน้อยไว้ในอุ้งมือแล้วดึงคนตัวเล็กขึ้นยืน เมื่อร่างกะจิดริดยืนได้ที่ เขายอบตัวลงไป ปัดแข้งปัดขาที่ไม่มีรอยขีดข่วนเบาๆ เป็นการปลอบ และบอกขอโทษอยู่ในที

“ไม่เจ็บใช่ไหม”

คนที่กอดตุ๊กตาสีตุ่นก้มหน้า ขยับศีรษะเล็กๆ ตอบสองทีพร้อมเสียงอ้อมแอ้ม “ค่ะ”

เมื่อได้คำตอบแล้ว คนที่ยอบตัวอยู่จึงยืนขึ้นเต็มความสูง ร่างสูงสง่าตามสายเลือดฝั่งบิดาไม่เหมือนเด็กมัธยมต้นเลยด้วยซ้ำ มองดีๆ ดวงตาสีเทาเข้มเรียบนิ่งคู่นั้นก็เหมือนคนขบคิดหลายอย่างจนน่าแปลกใจ

วาคินไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงถอนหายใจทิ้ง เดินเลี่ยงไปอีกทางแล้วตรงไปยังห้องนอนของตน มีทัศนัยเดินตามก้นต้อยๆ พร้อมกันส่งยิ้มให้สาวน้อยยามเดินผ่านกัน

ทว่าเพียงเดินไปถึงบานประตูห้องของตน ร่างที่สง่างามในสายตาเด็กหญิงก็หยุดนิ่ง ก่อนหันกลับมา

ดวงตาสีเทาเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ที่มักเย็นชาเสมอจ้องมองมานิ่งๆ หากแววตาวูบไหว ก่อนริมฝีปากหนาจะขยับเอ่ยเสียงราบเรียบ

“เธอชื่ออะไร” 

 

ฝากหนูอัยย์กับมาวินด้วยนะคะ  

เนื้อหาที่ลงยังไม่มีการปรับแก้ ตรวจคำผิด  

อาจมีบางส่วนผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะคะ 

ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด ทุกๆ เรื่องเลยนะคะ 

รัก... เอริณ 

ความคิดเห็น