email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 22 ข้าคือองค์รัชทายาท และข้าเป็นคนเลือก.

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 ข้าคือองค์รัชทายาท และข้าเป็นคนเลือก.

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 145

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 เม.ย. 2563 22:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 ข้าคือองค์รัชทายาท และข้าเป็นคนเลือก.
แบบอักษร

“......”

ขันทีชองยืนมองท่าทีขององค์ชายซอลมินด้วยความสงสัย ตั้งแต่ช่วงเช้าหลังจากทรงเสวยเสร็จ ก็เอาแต่ถอนหายใจพลิกหน้าสมุดบันทึกไปมาแต่ไม่ทรงอ่านแม้แต่ตัวอักษรเดียว และยังเดินไปเดินมาด้วยสีหน้าครุ่นคิดทั่วทั้งห้องโถง

“องค์ชาย ทรงกังวลเรื่องใดอยู่หรือพะยะค่ะ?”

“ขันทีชอง”

“พะยะค่ะ!!?”

“ข้า พูดอะไรไม่ชัดเจนอย่างนั้นหรือ?”

“อะไรหรือพะยะค่ะ??”

ขันทีชองได้แต่อ้าปากพะงาบพะงาบด้วยความงุนงง อยู่ๆ องค์ชายก็เรียกตน แล้วก็เงียบไป เมื่อนึกย้อนกลับไปวันที่ซอลมินอยู่ในหอสมุดกับอียู เขาบอกกับนางว่า ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน นางจะต้องอยู่ข้างๆ แต่นี่อะไรกัน นอกจากจะฝ่าฝืนคำสั่ง ยังไม่มีแม้แต่จะมาเข้าเฝ้า

“ว่าแต่ ทรงคิดไว้หรือยังพะยะค่ะ ว่าองค์ชายจะทรงเลือกใครเป็นพระชายา?”

ขันทีชองเดินเข้ามาใกล้พรางยิ้มอย่างมีเลศนัยด้วยท่าทีเขินอาย ซอลมินถึงกับเลิกคิ้วขึ้นสูงปรับเปลี่ยนสีหน้าในทันที

“เจ้าลองเดาสิ”

“ไม่ยากพะยะค่ะ กระหม่อมรับใช้องค์ชายมาตั้งแต่พระองค์จำความมิได้ เหตุใดกระหม่อมจะดูไม่ออก แต่กระหม่อมสงสัยเหลือเกิน ทำไมจึงเป็นคุณหนู อียู หรือพะยะค่ะ?”

ซอลมินผงะตกใจในความรู้ทันของขันทีชองเล็กน้อยไม่คิดว่าจะมองออกได้ขนาดนี้ แต่ก็สมแล้วที่รับใช้เขามาอย่างใกล้ชิดตลอด20ปี

“เจ้าว่าข้าดูเป็นอย่างไร?”

“.....!!”

ซอลมินไม่ได้ให้คำตอบใดแก่ขันที แต่ถามกลับด้วยท่าทางอมยิ้มหน่อยๆ พรางเงยหน้าเล็กน้อยหันไปทางอื่นเพื่ออวดโฉมให้แก่ขันทีได้พินิจพิเคราะห์

“ในแผ่นดินโชซอล ไม่มีใครพระสิริโฉมสง่างามเทียบองค์รัชทายาทอีกแล้วพะยะค่ะ”

“อะฮึ่ม....เรื่องนั้นข้ารู้อยู่แล้ว”

“........!”

“ข้าแค่ไม่เข้าใจ ทำไมนางไม่สนใจข้าเสียเลย?”

“องค์ชายทรงแสดงให้นางเห็นว่า นางเป็นคนพิเศษหรือไม่พยะยะค่ะ?”

“ก็....”

“นางมิใช่หญิงที่จะเข้าหาชายง่ายๆ เหมือนอย่างคุณหนูดาจอง และคุณหนูมุนอา องค์ชายเป็นฝ่ายเลือกพวกนางนะพะยะค่ะ ไม่ใช่ให้พวกนางเลือก”

“ข้าไม่อยากได้เพียงแค่ตัวของนาง”

“แล้วนางรักใครหรือพะยะค่ะ องค์ชายรู้หรือไม่?”

“ข้าไม่อยากรู้”

พูดจบร่างสูงชักสีหน้าเรียบนิ่งก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งลงตามเดิม ขันทีชองเห็นท่าทีองค์ชายจึงรีบเข้าไปนั่งใกล้ๆ

“ถ้าองค์ชายไม่อยากรู้ แต่ทรงกังวลเพราะกลัวว่านางจะไม่รัก ชาตินี้พระองค์ก็หาความสุขมิได้หรอกพะยะค่ะ”

“ขันทีชอง!”

“ขะ ขออภัยพะ...!!!”

“หัวหน้าองค์รัก คิม แทซัน ขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”

“...!!”

เสียงสวรรค์จากด้านหลังประตูหยุดสายตาโหดเหี้ยมขององค์ชายเอาไว้แบบหวุดหวิด ขันทีชองถอนหายใจโล่งออกก่อนจะรีบวิ่งไปเปิดประตู

ร่างสูงหุ่นกำยำใบหน้าหล่อเหลาในชุดหัวหน้าองครักษ์สีดำ ก้าวขายาวๆ เข้ามาด้านในพร้อมกับก้มหัวเคารพองค์รัชทายาท

“.......”

“.......”

องค์ชายและองครักษ์ต่างก็จ้องมองซึ่งกันและกันไม่มีใครเอ่ยปาก ราวกับว่าไม่ชอบหน้ากันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน

“ฮ่าๆๆๆๆ”

“ฮ่าๆๆๆๆๆ!”

อยู่ๆ ทั้งสองคนต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นทั้งห้องโถง ซอลมินลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเดินเข้าไปตบไหล่องครักษ์ของตนด้วยความคุ้นเคย

(หัวหน้าองครักษ์ คิม แทซัน เพื่อนในวัยเด็กที่เติบโตมาด้วยกันกับองค์ชาย และยังเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์)

“ทรงสบายดีไหมพะยะค่ะ?”

“อืม ข้าดีใจที่เจอเจ้า แทซัน”

“กระหม่อมมีเรื่องต้องกราบทูลหลายเรื่อง”

“ออกไปด้านนอกดีกว่า ข้าก็มีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้า”

ศาลาดอกบัว.

พรึบ!

องครักษ์แทซัน หยิบสมุดบันทึกจากด้านในเสื้อหนาของตนวางบนโต๊ะน้ำชาตรงหน้าองค์ชาย ซอลมินเหลือบมองด้วยความแปกใจแต่ก็ยังไม่ได้เปิดดูว่าในนั้นคืออะไร

“บันทึกการเก็บภาษีในแต่ละเดือนของเจ้าเมื่องในทุกจังหวัดของโซซอล จากบันทึกภาษีที่ราษฎรต้องจ่าย เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี แม้แต่ปีที่ผลผลิตย่ำแย่”

“เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้จริงๆ”

“เจ้าเมืองหลายๆ เมือง ส่วนใหญ่เป็นคนจากตระกูล ชิน การสืบทอดอำนาจภายในตระกูล ถือเป็นความผิด นี่เป็นเพียงส่วนน้อยจากสิ่งที่กระหม่อมจะกราบทูล”

“รอไปก่อน คนอย่างอัครมหาเสนาบดี ชิน ข้าต้องการมากกว่าปลดเขาออกจากตำแหน่ง นั่นคือถอนรากถอนโคน”

“......”

“หลังจากนี้ เจ้าคอยดูว่าอัครมหาเสนาบดี ชิน คบค้าสมาคมกับฝ่ายไหน ข้าไม่คิดว่าคนอย่างเสนาบดีชิน จะมีเพียงแค่เรื่องสืบทอดอำนาจ”

“เส้นสายและอำนาจของเสนาบดีชินกว้างขวางในหมู่ขุนนาง หูตามากมายกระหม่อมทำงานได้อย่างยากลำบาก”

“เจ้าต้องระวัง ข้าไม่อาจเสียคนที่ซื่อสัตย์อย่างเจ้าไป”

“......”

แทซันมองหน้าองค์ชายด้วยความรู้สึกของความเป็นเพื่อน แม่เขาจะทำงานที่เสี่ยงอยู่ตลอดเวลาเป็นทั้งองครักษ์และนักฆ่าที่เลือดเย็น แต่เพื่อองค์ชายที่ช่วยเขาไว้ในวัยเด็ก แม้แต่ชีวิตเขาก็มอบให้ได้โดยไม่ลังเล

“ยังมีอีกเรื่องพะยะค่ะ ช่วงหลายเดือนก่อนกระหม่อมทราบว่ามีเรือสิ้นค้าจากจีนจอดเทียบท่าในจังหวัด ฮวอนรัง แต่ไม่มีข้อมูลจากทางราชทูตว่าจะมีเรือเข้ามาในโซซอล”

“เรือสินค้าจากจีนอย่างนั้นหรือ?!”

“พะยะค่ะ กระหม่อมคิดว่านี่อาจเป็นการค้าระหว่างประเทษที่ไม่มีอยู่ในบันทึกหลวง”

“ข้าต้องการข้อมูลการเดินเรือ รายการสินค้าที่ข้นขึ้นและลงเรือทั้งหมด รวมถึงรายชื่อผู้ทำการค้าในวันเวลานั้น”

“พะยะค่ะ”

“อะ องค์ชายพะยะค่ะ!!”

“.....!”

เสียงของขันทีชองเรียกให้ทั้งสองคนต้องหันหลับไปมองชายร่างท้วมที่กำลังวิ่งหน้าตั้งมาทางสะพานอย่างลนราน

“องค์ชาย คุณหนูอียูพะยะค่ะ”

“......!!”

“คุณหนูออกจากวังไปเมื่อช่วงบ่ายพะยะค่ะ!!”

“เจ้าว่าอะไรนะ?!”

“เมื่อวานคุณหนูเข้าเฝ้าพระมเหสีเป็นการส่วนตัว และเมื่อช่วงบ่าย...!!”

พรึบ!!

“อ๊ะ!! องค์ชาย รอกระหม่อมด้วยพะยะค่ะ!!”

ร่างสูงลุกขึ้นยืนก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเดินออกจากศาลาดอกบัวไปในทันทีไม่รอให้ขันทีชองได้พูดจบ ขันทีจึงต้องรีบกุลีกุจอวิ่งตามร่างสูงไป ปล่อยให้แทซันนั่งงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นคนเดียว แล้วเรื่องที่องค์ชายอยากจะคุยกับเขาหละ ทรงไม่สำคัญแล้วหรือ.....

“ท่านพ่อสบายดีหรือไม่?”

“ข้าสบายดี”

ผู้เป็นพ่อยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี

“ถึงอย่างไร เจ้าไม่ควรออกจากพระราชวังตามใจชอบ”

“เรื่องนั้น ข้าทูลขออนุญาตจากพระมเหสีแล้ว”

ท่านพ่อมองหน้าข้าราวกับไม่ทรงเชื่อสายตา พระมเหสีทรงเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบยิ่งนัก เหตุใดทรงอนุญาตให้ว่าที่พระชายาเตร็ดเตร่ออกนอกพระราชวังเช่นนี้

“มีเรื่องที่เจ้าไม่สบายใจหรือไม่?”

“ข้าเพียงคิดถึงบ้าน และเป็นห่วงสุขภาพของท่านพ่อ”

“ข้าแข็งแรงกว่าที่เจ้าคิด เมื่อรู้ว่าวันคัดเลือกครั้งสุดท้ายจะมาถึง ข้าก็รู้สึกยึ่งมีแรงขึ้นไปอีก ฮ่าๆๆ”

“.....”

อียูมองท่านพ่อหัวเราะตนจึงยิ้มตามไปด้วย แม้ในใจจะรู้สึกหน่วงและหวั่นว่าข้าอาจจะไม่ใช่คนที่ถูกเลือก ข้านึกไม่ออกจริงๆ ว่าสีหน้าของท่านพ่อจะเป็นอย่างไร

“ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย เผื่ออยากได้อะไรกลับไป”

“เอาสิ ไปเถิด”

อียูก้มหัวเคารพท่านพ่อ ก่อนจะลุกขึ้นหมุนตัวเดินออกจากห้อง ใบหน้าเล็กที่เปื้อนยิ้มเมื่อครู่ค่อยๆ เหือดแห้งลงจนกลายเป็นใบหน้าที่เหนื่อยล้าเสียจนแทบไม่ต้องสังเกต

“ข้าให้เลือก ระหว่างเดินตลาด กับยิงธนู?”

“จียง!!!!”

เสียงจียงดังขึ้นจากทางด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมอง ชายหนุ่มที่ยืนถือคันธนูไว้ในมือสีหน้ายิ้มๆ ทำเอาโลกทั้งใบของอียูกลับมาสดใสอีกครั้ง ร่างเล็กรีบวิ่งเข้าไปกอดจียงด้วยความคิดถึง ร่างสูงหัวเราะพรางกอดหญิงสาวไว้ตัวโยน

ฟิ้ววว~~ซึบ!!

แปะๆๆๆ

ลูกดอกจากคันธนูของอียูพุ่งเข้ากลางเป้าที่อยู่ห่างออกไปไกลพอสมควรเป็นลูกที่ 10 อย่างไม่มีการพลาด จนจียงยังต้องปรบมือให้ เพราะการห่างหายจากการยิงธนูไปนานนึกไม่ถึงว่าอียูจะยังคงแม่นเหมือนเดิม

“อ๊าา เหมือนได้ปลดปล่อย”

“ดูท่าจะกระหายการยิงธนูเหลือเกิน”

“ก็ใช่หนะสิ อยู่ในวังข้าไม่ได้ทำอะไรแบบนี้เลย มันเลยรู้สึกคันไม้คันมือ”

ว่าแล้วก็ยกคันธนูขึ้นเตรียมยิงอีกครั้ง

“ข้าจะกลับไปรับตำแหน่งหัวหน้าตระกูล”

ฟรึบ!!

ลูกดอกที่ปล่อยออกไปถึงกับเป๋ออกนอกเป้าหมาย เมื่อได้ยินสิ่งที่จียงพูด อียูวางคันธนูลงบนโต๊ะไม้อย่างเบามือและหันไปหาจียงด้วยสีหน้าเป็นห่วง

“เจ้าแน่ใจแล้วหรอ?”

“ตลอดเวลา ข้าเอาแต่หนี แต่ถึงจะหนียังไงข้าก็หนีไม่พ้นในสิ่งที่ข้าเป็น”

“......”

จียงพูดพรางมองออกไปไกลราวกับว่าที่ตรงนี้มีเพียงแค่เขาคนเดียว ช่วงที่อียูอยู่ในวัง นั่นเป็นช่วงเวลาที่สามารถพิสูจน์ใจของเขา สิ่งเดียวที่ยังดึงให้เขาอยู่ที่นี่คืออียู ด้วยความเป็นห่วงและต้องการที่จะมองดูน้องสาวที่ตนคอยรับใช้มานานได้เติบโต มันคงหมดหน้าที่ที่ต้องอยู่ตรงนี้ และออกไปทำหน้าที่ของเขาจริงๆ เสียที

“ข้าเข้าใจว่าสักวันเจ้าจะต้องกลับไป แต่.....เจ้าจะไม่เจ็บปวดใช่ไหม?”

“ทุกครั้งที่หลับตาข้ายังคงฝันถึงเรื่องเดิมๆ มันจะไม่จางหายไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะข้าเป็นต้นเหตุให้ท่านพ่อต้องตาย”

“จียง เจ้าไม่ได้...นั่นไม่ใช่สิ่งที่เจ้าทำ!!”

“ข้าทำ ให้ท่านแม่ต้องล้มป่วย และเป็นข้าเองที่ไม่เคยกลับไปดูแลท่านตลอดสิบปีที่ผ่านมา”

“.....!!”

อียูเอื้อมมือขึ้นไปดึงมือของจียงมากุมไว้เพราะเข้าใจความรู้สึกของเขาดีทุกอย่าง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแม้ว่าข้าจะพยายามทำให้เขากลับไปพบเจอกับท่านป้า อึนฮเย ท่าแม่ของ จียง แต่เขาก็คงกลับไปโดยที่ไม่ได้พบกันอย่างที่ข้าคิดเอาไว้ เพราะแผลในใจที่ลึกเกินจะเยียวยา แล้วเหตุใดเขาจึงคิดจะกลับไปรับตำแหน่งหัวหน้าตระกูล

“เมื่อไม่นานมานี้ ท่านแม่ มาหาข้าด้วยตัวท่านเอง”

“ท่าป้าอึนฮเย มาที่บ้านอย่างนั้นหรือ?”

อียูมองหน้าจียงด้วยความตกใจ ที่ต้องตกใจคือตระกูคัง กับตระกูล ซอ ต่างก็ไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไร จียงในตอนนั้นเป็นทั้งเพื่อนและพี่ชายที่ดีที่สุดของข้า นั่นคือสาเหตุที่ทำให้จียงแตกหักกับพ่อของเขา ข้าไม่คิดเลยว่าท่านป้าอึนฮเยจะมาที่นี่ด้วยตัวเอง ข้านึกสีหน้าของท่านพ่อในตอนนั้นไม่ออกเลยจริงๆ

“นางอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน”

“......!!!”

อียูยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ สีหน้าของจียงดูเศร้าและเสียใจ แต่ก็ยังคงหันมายิ้มให้กับร่างเล็ก ในเวลานี้อียูดูเป็นกังวลมากกว่าจียงเสียอีก

“นี่อาจเป็นโอกาสที่ข้าจะได้กลับไปทำหน้าที่ลูก ในเวลาที่ยังเหลืออยู่ และข้าจะเป็นหัวหน้าตระกูลคนต่อไป”

“จียง!!”

พรึบ!!

ทั้งสองโผเข้ากอดกันจนตัวกลม อียูอดกลั้นที่จะร้องไห้ออกมาไม่ได้ ทั้งเศร้าใจและปราบปลื้มไปในเวลาเดียวกันที่แม่ลูกหันหน้ามาคุยกันเสียที แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกไม่นานที่เค้าทั้งสองจะอยู่ด้วยกันก็ตามที แค่นี้ก็ดีมากๆแล้วสำหรับจียง

“คัง อี ยู”

ปึก!!

น้ำเสียงเหลืออดกับกำปั้นรุ่นๆ ขององค์ชายซอลมิน ถูกทุบลงบนต้นไม้ใหญ่ สายตามองออกไปเห็นร่างเล็กกอดกับชายอื่นราวกับคู่รัก นี่คือสาเหตุที่นางออกมาจากวังอย่างนั้นหรือ เพื่อที่จะออกมาหาคนรักทั้งที่เป็นถึงว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท ใบหน้าหล่อเต็มไปด้วยความโกรธและผิดหวังในเวลาเดียวกัน

“องค์ชาย กะ กระหม่อมว่า....!!!!”

“ถูกอย่างที่เจ้าว่า ข้าคือองค์รัชทายาท และข้าเป็นคนเลือก”

“อะ องค์ชายยยยย!!!!”

ซอลมินขบกรามแน่นจนเห็นสันกรามชัดเจนพร้อมกับเดินออกจากต้นไม้ตรงไปยังอียูและจียง ขันทีชองที่ตามมาด้วยถึงกับผวาวิ่งตามองค์ชายไป

“องค์ชาย!!!”

“.......!!!!”

“.......”

ทั้งอียูและจียงผละออกจากกันในทันที เมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคือองค์ชายซอลมิน อียูมีสีหน้าที่กังวลจนเห็นได้ชัด ต่างจากจียงที่ยงคงงงกับสิ่งที่อียูเรียกคนตรงหน้าว่าองค์ชาย

“เจ้าคิดว่านี่ มีบทลงโทษเช่นไร อียู?”

ความคิดเห็น