Talae

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ผมมาเป็นคนใช้

ชื่อตอน : ผมมาเป็นคนใช้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 เม.ย. 2563 10:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ผมมาเป็นคนใช้
แบบอักษร

ไม่นาน ฮวนก็ขับรถมาจอดหน้ารั้วบ้านหลังใหญ่ ผมกระโดดลงไปเปิดประตูรั้วออกกว้างเพื่อให้ฮวนขับรถเข้าไปเทียบหน้าบ้านได้ ตาก็สำรวจมองบ้านเจ้านายใหม่อย่างละเอียดไปด้วย

ผมเองเคยเห็นบ้านกงเต็กแค่ครั้งเดียวในชีวิตคือตอนที่คุณยายเสีย ตั้งแต่สมัยผมยังอยู่มัธยมต้น ในความทรงจำเลือนรางจำได้ว่าเป็นบ้านกระดาษหลังโตพร้อมสวนคล้ายที่นี่แหละ ตอนนั้นผมตื่นตาตื่นใจมาก พอได้มาเห็นผลของการเผากงเต็กอย่างนี้แล้ว ก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจไปกันใหญ่

บ้านหลังนี้มีประตูรั้วทาสีทอง ด้านในมีสวนค่อนข้างกว้างปลูกหญ้าเตี้ยๆ กับพวกพุ่มไม้ดอก มีมุมนั่งเล่นที่มีเก้าอี้กับโต๊ะไม้อยู่ด้านหนึ่ง ส่วนตัวบ้านก็เป็นบ้านสองชั้นหลังใหญ่ มีโรงจอดรถต่างหากกว้างขนาดจอดรถได้สักสามคันและมีซูเปอร์คาร์สีแดงสดคันหนึ่งจอดรออยู่ก่อนแล้ว ถัดไปอีกหน่อยมีเรือนหลังเล็กชั้นเดียวอีกหลัง คิดว่าคงจะเป็นบ้านสำหรับคนใช้อย่างพวกผมนี่ละ

“เอ้า กลับขึ้นรถสิ สวนนี่กว้างเหมือนกันนะ เดินจากนี่ไปถึงตัวบ้านคงเหนื่อย” ฮวนตะโกนเรียกมาจากในรถ ผมจึงวิ่งเหยาะๆ กลับขึ้นรถ แล้วฮวนก็ขับเข้าไปจอดในโรงรถข้างซูเปอร์คาร์สีแดงคันนั้น

เราทั้งหมดลงจากรถเดินตรงไปยังประตูด้านข้างของตัวบ้าน ตรงนั้นมีคุณยมทูตในชุดสูทสีดำยืนรออยู่ ไม่ใช่คนเดียวกับที่ผมเจอตอนตายใหม่ๆ แต่สีหน้าท่าทางคล้ายกันอยู่มาก คือสุภาพเรียบร้อย เพียงแต่คุณยมทูตคนนี้ดูมีอายุแล้ว และดูจะเครียดๆ อยู่สักหน่อย

“สวัสดีครับ ในที่สุดก็มากันแล้ว” คุณยมทูตยิ้มให้พวกเราทั้งสามอย่างสุภาพ “เชิญขึ้นไปด้านบนได้เลยครับ ผมจะได้ทำพิธีปลุกวิญญาณเสียที”

คุณยมทูตเดินนำเข้าไปในตัวบ้าน ฮวนเดินตามเข้าไปเป็นคนแรก ดูเหมือนเขาก็เคยชินกับการทำอะไรแบบนี้พอสมควร อันอันที่มีท่าทางกล้าๆ กลัวๆ เดินตามเข้าไปเป็นคนที่สอง และผมเดินเข้าไปเป็นคนสุดท้ายพร้อมกับปิดประตู

ภายในบ้านดูค่อนข้างกว้างขวาง แต่ยังรกเหมือนบ้านที่ยังไม่ได้จัด มีข้าวของเครื่องใช้กองระเกะระกะ ทั้งตู้ โต๊ะ นาฬิกาเรือนใหญ่ และพวกของตกแต่งอย่างแจกันลายคราม และบรรดากล่องเล็กกล่องน้อยอีกมากมาย

เราทั้งสี่เดินตามกันหลบข้าวของที่กองเกลื่อนพื้นขึ้นบันไดไปชั้นบน คุณยมทูตเดินนำเข้าไปในห้องนอนห้องหนึ่งที่เปิดประตูทิ้งไว้ ภายในห้องมีข้าวของระเกะระกะไม่ต่างจากส่วนอื่นของบ้าน กลางห้องมีเตียงขนาดใหญ่ที่ปูผ้าไว้อย่างดี และบนเตียงมีหญิงชราคนหนึ่งนอนอยู่ ลักษณะการนอนนิ่งสงบมากแยกไม่ออกว่าหลับหรือตาย แกอยู่ในชุดกระโปรงสีดำอย่างดี มือเหี่ยวย่นทั้งสองข้างประสานกันอยู่ที่อก และไม่เห็นการกระเพื่อมของหน้าอกยามหายใจ

คุณยมทูตหยุดอยู่ที่ปลายเตียง ส่วนพวกเราทั้งสามก็ยืนเรียงแถวห่างออกมาเล็กน้อย แล้วคุณยมทูตก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วหยิบเอากระดิ่งอันเล็กๆ ออกมาถือไว้ ก่อนจะเขย่ามันเบาๆ

เสียงสดใสก้องกังวานดังขึ้นทันที เสียงนี้เองสินะที่ปลุกผมตื่นขึ้นมาบนปรโลกแห่งนี้

ไม่นานนัก หญิงชราบนเตียงก็กระพริบตาตื่นขึ้น คุณยมทูตหยุดเขย่ากระดิ่งแล้วเก็บมันไว้ในอกเสื้อดังเดิม เขาทอดเวลาออกไปอีกนิด พอให้หญิงชราได้กระพริบตาเรียกสติ ก่อนจะกระแอมอย่างสุภาพ

หญิงชราสะดุ้งเล็กน้อย แกค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางค่อนข้างลำบากพอสมควร ก่อนจะหันมองพวกเราเรียงคนด้วยสีหน้าสับสนมึนงง

“คุณจะเรียกผมว่ายมทูตก็ได้ มันเป็นศัพท์ที่โลกที่คุณจากมาใช้ และใกล้เคียงกับหน้าที่ของผมมากที่สุด” คุณยมทูตแนะนำตัวในแบบที่ผมเพิ่งจะได้ยินมาไม่มีผิดเพี้ยน “ผมมีหน้าที่อธิบายถึงชีวิตหลังความตายของคุณ”

“ตายหรือ นี่ฉันตายแล้วเหรอ?” หญิงชราทวนคำด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแหบแห้ง แกก้มลงสำรวจตัวเองแล้วผุดยิ้มเย้ยหยันออกมาพร้อมกับบ่นเสียงดัง “เจ้าหมอพวกนั้นก็ใช้การไม่ได้เหมือนเคย บอกว่าจะพยายามสุดความสามารถ สุดท้ายก็รักษาคนแค่คนเดียวให้หายไม่ได้ ไม่เคยได้ความเลยจริงๆ สินะ”

“อะแฮ่ม” คุณยมทูตกระแอมอย่างสุภาพอีกครั้งก่อนจะพูดต่อ “ขอให้คุณยอมรับด้วยนะครับว่าคุณได้เสียชีวิตลงแล้ว และตอนนี้คุณอยู่ในปรโลก”

“ยอมรับสิ ใครว่าไม่ยอมรับ คนแก่อย่างฉันรู้ดีอยู่แล้วว่าไม่เร็วก็ช้าก็ต้องตายอยู่ดี ว่าแต่พวกแกสามคนนี้นี่เป็นใคร ยมทูตเหมือนกันเหรอ?” หญิงชราเอานิ้วชี้หน้าพวกผมอย่างไม่ไว้หน้าเลยสักนิด นี่ผมมาเป็นพ่อบ้านให้ยายแก่แบบไหนกันเนี่ย

“พวกเขาเป็นพ่อบ้าน แม่บ้าน และคนขับรถของคุณครับ” คุณยมทูตยกแฟ้มในมือขึ้นกวาดมอง มันเป็นแฟ้มที่ค่อนข้างหนา แตกต่างจากแฟ้มของผมโดยสิ้นเชิง “เนื่องจากสมบัติที่คุณมีในตอนนี้ จะขึ้นอยู่กับความต้องการในส่วนลึกจากวาระสุดท้ายของคุณในขณะที่คุณมีชีวิตอยู่ รวมกับสิ่งที่มนุษย์ในโลกมอบให้คุณโดยระบุว่าเพื่อใช้ในชีวิตหลังความตาย นี่คือรายชื่อสิ่งที่คุณมีนะครับ ประกอบด้วยเครื่องเรือนและเครื่องใช้สองร้อยสี่สิบสองชิ้น ของใช้จิปาถะ เสื้อผ้าสิบชุด ทองคำหมื่นแท่ง บ้านและรถ พ่อบ้าน แม่บ้าน และคนขับรถ ส่วนเงินสดพวกเราได้นำใส่บัญชีให้คุณแล้ว นี่คือบัตรบัญชีของคุณครับ” คุณยมทูตยื่นแฟ้มเอกสารและบัตรบัญชีให้หญิงชรา “คุณสามารถตรวจนับได้ตามนี้ครับ”

ในขณะที่ผมฟังไปก็ร้องว้าวไปในใจ หญิงชรากลับตีสีหน้าไม่พอใจ

“เฮ้ ทำไมเสื้อผ้าถึงมีแค่สิบชุดเองล่ะ?”

“เอ่อ...” คุณยมทูตมีสีหน้าลำบากใจ เลี่ยงที่จะตอบคำถามไปอย่างสุภาพ “อย่างไรก็ตามคุณสามารถหาซื้อสิ่งที่คุณต้องการเพิ่มได้ใหม่ทุกอย่างนะครับ”

“เออๆ เข้าใจละ” หญิงชรารับแฟ้มเอกสารแล้วเลื่อนตัวมานั่งที่ขอบเตียง ดูแกมีเรี่ยวมีแรงขึ้นทันตาเห็นขณะไล่สายตามองรายชื่อสมบัติของตัวเองด้วยแววตาฝ้าฟางแต่เป็นประกาย

“และนี่คือคู่มือการใช้ชีวิตในปรโลกฉบับล่าสุดนะครับ” คุณยมทูตยื่นเครื่องมือเล็กๆ สีขาวที่มีปุ่มสีแดงให้หญิงชรา

“อืม วางไว้ตรงนั้นละ” หญิงชราโบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก ดูเหมือนแกจะกำลังจดจ่อกับรายชื่อสมบัติของตัวเองมากเกินกว่าจะสนใจสิ่งอื่น

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวนะครับ” คุณยมทูตวางคู่มือไว้บนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะถอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมหันมายิ้มอย่างสุภาพให้พวกเราทั้งสามคนก่อนจะไปอีกด้วย

ผม ฮวน และอันอันยืนนิ่งสงบอยู่ในห้อง ในเมื่อเจ้านายไม่มีคำสั่งอะไร และไม่ได้อนุญาตให้ไปไหน พวกเราเลยไม่รู้ว่าควรจะอะไรต่อไป

ผมแอบถอนหายใจแผ่วเบา ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ผมที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับโรคร้ายทั้งที่อายุยังน้อย ครอบครัวในตอนมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้มีเงินมาก ตายมาแล้วก็ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนต่ออีก เปรียบเทียบกับยายแก่ที่ดูก็รู้ว่าตอนมีชีวิตอยู่ต้องรวย เป็นเจ้าคนนายคน ตายมาก็ยังอยู่สบายต่อไปได้อีก

ดูเหมือนฮวนจะจับอารมณ์ผมได้จากสีหน้า เพราะเขาหันมากระซิบเตือนเสียงเบา

“อย่าคิดมองโลกในแง่ร้ายเชียว ระวังจะป่วย” คำเตือนเหมือนคุณยมทูตไม่มีผิดเลย ท่าทางโรคนี้จะร้ายแรงไม่เบา

ผมถอนหายใจยาวเป็นการตอบพลางพยักหน้ารับ ไม่คิดก็ไม่คิด ว่าแต่ไอ้โรคเปลี่ยนรูปนี่มันเป็นยังไงเหรอ เห็นชอบขู่กันจัง ถ้าเป็นแล้วจะตายอีกรอบมั้ยนะ

ดูเหมือนบทสนทนาของผมกับฮวนจะไปรบกวนการอ่านบัญชีทรัพย์สินของหญิงชรา เพราะแกเงยหน้าขึ้นมอง และเมื่อเห็นเราทั้งสามยังคงยืนเรียงแถวกันอยู่ตรงปลายเตียง แกก็ตวาดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“แล้วนั่นพวกแกจะยืนมองเจ้านายอย่างฉันอยู่ตรงนั้นอีกนานมั้ย ไปทำงานเซ่ จัดข้าวจัดของซะให้เรียบร้อย” แกสั่งแล้วชะงักไปนิดหน่อย ดวงตาฝ้าฟางมีประกายครุ่นคิดวาบผ่าน “อ้อ แล้วเวลาจัดบ้าน ก็จดมาด้วยนะว่ามีอะไรกี่ชิ้น ฉันได้ตรวจดูของว่าครบมั้ย แล้วอย่าคิดจะโกงล่ะ”

นิ้วมือเหี่ยวๆ ยกขึ้นชี้หน้าพวกเราเรียงตัว พร้อมด้วยดวงตาหวาดระแวงไม่ไว้ใจทำให้ผมรู้สึกถึงความโกรธที่ตีขึ้นหน้า แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากค้อมตัวรับคำ

“เฮ้ย เจ้านายพูดด้วยก็หัดขานรับซะบ้างเซ่ ไม่ใช่พยักหน้า เป็นใบ้เรอะ”

“ค่ะ คุณผู้หญิง” อันอันรีบขานรับขึ้นก่อน ผมเลยจำใจต้องทำตาม

“ครับ คุณผู้หญิง”

“อ้อ ส่วนแกเป็นคนขับรถใช่มั้ย พาฉันออกไปข้างนอกสิ ไหนจะต้องไปธนาคาร แล้วก็ซื้อพวกข้าวของเครื่องใช้อีก แล้วระหว่างที่ฉันไม่อยู่บ้านก็ไม่ใช่อู้งานนะ กลับบ้านมา บ้านต้องเรียบร้อย แล้วถ้าของหายไปสักชิ้น พวกแกสองคนโดนแน่” ทิ้งท้ายแล้วก็ไม่วายยกนิ้วขึ้นชี้หน้าผมกับอันอันอีกรอบ ก่อนที่หญิงชราจะลุกขึ้นเดินงกๆ เงิ่นๆ ออกจากห้องนอนไป โดยมีฮวนซึ่งมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเดินตามไปติดๆ

ไม่นานนักเสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้น แล้วซูเปอร์คาร์สีแดงก็วิ่งฉิวออกไป หญิงชราไม่ลืมใช้ให้ฮวนลงมาล็อคประตูรั้วหน้าบ้านอย่างแน่นหนาเสียด้วย

“เฮ้อ” ผมถอนหายใจแล้วหันไปยิ้มแห้งๆ ให้ผู้ร่วมชะตากรรม “เอาไงดี ต้องเริ่มจากหาปากกากับกระดาษใช่มั้ย”

“ใช้มือถือของฉันแทนก็ได้จ้ะ” อันอันหยิบเครื่องมืออิเล็คทรอนิคสีดำออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วกดๆ จิ้มๆ อยู่พักหนึ่ง “เรามาเริ่มจัดตั้งแต่ห้องนอนนี้ไปก่อนเลยเนอะ พอหยิบได้ของอะไร ก็พูดออกมาดังๆ นะ เครื่องจะได้บันทึกไว้”

“มันมีระบบพิมพ์ด้วยเสียงด้วยเหรอ?” ผมถามอย่างสนใจ ชะโงกเข้าไปมองมือถือของอันอัน ตอนนี้หน้าเจอเป็นสีขาวว่างๆ มีตัวอักษรประหลาดอยู่ด้านบนไม่กี่ตัว พอมองสักครู่ ตัวอักษรพวกนั้นก็กลายเป็นภาษาไทย เหมือนป้ายบอกทางในสำนักจัดหางานไม่มีผิด “รายชื่อของใช้”

“ใช่แล้ว มันรับสัญญาณคลื่นน่ะ สามารถตั้งค่าให้พิมพ์เฉพาะระดับเสียงที่ดังและชัดกว่าปกติ มันจะได้ไม่พิมพ์ทุกอย่างที่เราคุยกัน” อันอันอธิบายแล้วสาธิตด้วยการพูดเสียงดัง ช้าๆ “เตียง โต๊ะทำงาน เก้าอี้ทำงาน ตู้เสื้อผ้า”

“ว้าว เจ๋งดี” ผมชมเมื่อเห็นตัวอักษรผุดขึ้นไม่หยุด

หลังจากนั้นเราสองคนก็ใช้เวลาไปกับการจัดข้าวของที่วางกองตามพื้นให้เป็นระเบียบ ภายในห้องนอนมีของไม่เยอะสักเท่าไหร่ มีกล่องหนึ่งเป็นพวกเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ โดยมีทั้งแล็ปท็อป มือถือแบบทัชสกรีน แท็บเล็ต และมือถือแบบปุ่มกดรุ่นปาหัวหมา (เผามาให้เพื่อ?) รวมทั้งปลั๊ก สายชาร์ต หูฟัง ทั้งหมดนั้นถูกเอาไปจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะทำงาน

กล่องอื่นๆ ที่อยู่ในห้องนอนเป็นพวกเครื่องประดับและเครื่องแต่งกายอย่างนาฬิกา (มีเป็นแพ็คแบบหลายเรือนเลยทีเดียว แต่ละเรือนติดยี่ห้อหรูของโลกมนุษย์เอาไว้ด้วย ไม่แน่ใจว่ามันจะมีค่าแค่ไหนที่นี่) รองเท้า เข็มขัด และเสื้อผ้า ผมกับอันอันปรึกษากันอยู่พักหนึ่งว่าเราควรเอาเสื้อผ้าพวกนั้นไปซักก่อน หรือเอาเข้าตู้ไปเลยดี สุดท้ายก็ตัดสินใจขนทั้งหมดลงไปด้านล่างเพื่อรอซักก่อน เพราะดมไปดมมา จะรู้สึกได้ว่าเนื้อผ้าพวกนั้นมีกลิ่นควันจางๆ ติดอยู่

ส่วนในห้องน้ำที่อยู่ติดกับห้องนอนก็มีอุปกรณ์อาบน้ำครบครันวางกองอยู่ ทั้งแชมพู สบู่ ไปจนถึงโลชั่นบำรุงผิว บำรุงหน้า เห็นดังนั้นผมก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองไม่มีแม้กระทั่งแปรงสีฟัน

“ฉันซื้อแปรงสีฟันแบบแพ็คคู่มา นายจะยืมใช้ไปก่อนอันหนึ่งก็ได้” อันอันเอ่ยขึ้นอย่างมีน้ำใจเมื่อเห็นผมจ้องแปรงสีฟันของเจ้านายตัวเองอยู่นาน “ส่วนพวกสบู่ นายใช้ของฉันก่อนก็ได้ พอหมดขวดนี้ค่อยให้นายซื้อมาใหม่ แล้วพวกเราก็ใช้ด้วยกัน”

“ขอบใจมากนะ” ผมรับน้ำใจอย่างโล่งอก รู้สึกตัวเองอนาถนิดๆ ต้องคอยแต่พึ่งพาคนอื่นอยู่เรื่อยเลย

ห้องอื่นๆ บนชั้นสองถูกปล่อยว่างไว้ทั้งหมดยกเว้นห้องหนึ่งที่พอเปิดเข้าไปก็เจอกับกองทองแท่งสูงเป็นภูเขา ซึ่งพวกเราก็ปล่อยไว้อย่างนั้นไม่กล้าเข้าไปยุ่ง หวังว่ายายแก่ขี้งกนั่นจะไม่บังคับให้พวกเรานับทองพวกนี้หรอกนะ ได้ยินว่ามีตั้งหมื่นแท่งเลยนี่

ชั้นล่างของบ้านนับได้ว่าเป็นงานช้างทีเดียว ก่อนอื่นต้องจัดการเคลื่อนย้ายเครื่องเรือนขนาดใหญ่ให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ว่าจะเป็นตู้ โต๊ะ โซฟา เครื่องซักผ้า ไปยันตู้เย็นที่มีของกินอยู่เต็ม โดยต้องย้ายของกินทั้งหมดออกมาก่อนเพื่อจะได้ขยับตู้เย็นที่ว่างๆ เข้าไปไว้ในห้องครัวได้ จากนั้นค่อยเอาของกินทั้งหมดใส่เข้าไปใหม่ ซึ่งของกินที่ว่าก็มีทั้งเป็ด ไก่ ผลไม้ ไปจนถึงไวน์เลยทีเดียว จนถึงตอนนี้ ผมนับถือศิลปะการจัดทำกระดาษกงเต็กอย่างหมดหัวใจ

“เราจะแอบกินบ้างได้มั้ยนะ” ผมพูดล้อเล่นลอยๆ ขึ้นมา นี่ก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว ผมรู้สึกว่าท้องว่างเปล่าจนแทบจะหน้ามืดอยู่แล้วเนี่ย

“ฉันว่าอย่าเลย ถึงแม้ของพวกนี้ กินคนเดียวยังไงก็ไม่หมด คงจะเน่าก่อน” อันอันจ้องมองแอปเปิ้ลในมือตัวเองพลางทำท่าเสียดาย ก่อนจะยัดมันกลับลงไปในช่องผลไม้

“แล้วปลั๊กไฟล่ะ ที่นี่ก็มีไฟฟ้าใช้เหมือนในโลกมนุษย์รึเปล่า?”

“ไม่หรอก ของเกือบทุกอย่างที่นี่สามารถสร้างพลังงานได้เองน่ะ” อันอันรับองุ่นพวงหนึ่งที่ผมส่งให้ไปใส่ตู้เย็นต่อจากแอปเปิ้ล “นายว่า ในลิสต์สมบัติของเจ้านายเรา มันจะเขียนว่าองุ่นหนึ่งพวง หรือจะระบุเป็นลูกๆ ไปเลย”

“อาจจะระบุเป็นลูกก็ได้” ผมรีบดึงองุ่นออกจากมืออันอันแล้ววางมันลงในช่องผลไม้อย่างไว ผมว่ายายแก่นั่นเป็นพวกเขี้ยวลากดิน ถ้าเกิดจับได้ขึ้นมาว่าเราแอบกินของของแก มีหวังโดนไล่ตะเพิดออกจากบ้านแน่ “แต่เราเขียนลงไปในลิสต์ว่าหนึ่งพวงก็พอมั้ง”

“ฮ่าๆ ฉันก็ว่างั้น” อันอันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดช้าๆ เสียงดัง “องุ่นหนึ่งพวง แอปเปิ้ลหนึ่งลูก ส้มหนึ่งผล กล้วยหนึ่งหวี ฉันอยากแอบกินกล้วยชะมัด ไม่ได้กินมานานมากแล้ว”

ประโยคหลังอันอันพูดด้วยเสียงกระซิบราวกับกลัวเจ้านายจะแอบได้ยินเข้า ท่าทางที่เธอลูบกล้วยราวกับของหายากทำเอาผมหัวเราะออกมา

 

พักใหญ่ต่อมา ขณะพวกเราง่วนอยู่กับการจัดห้องนั่งเล่น เสียงรถซูเปอร์คาร์ก็ดังใกล้เข้ามา มองออกไปหน้าบ้าน เห็นฮวนวิ่งลงมาเปิดประตูรั้วก่อนจะวิ่งกลับขึ้นรถ ขับมาจอดในโรงจอดรถ อึดใจถัดมา เจ้านายของพวกผมก็เดินเข้ามาในตัวบ้านด้วยท่าทางเหน็ดเหนื่อยโดยมีฮวนซึ่งถือข้าวของพะรุงพะรังตามหลังมาติดๆ

“โอ๊ย เหนื่อยชะมัด” หญิงชราบ่นเบาๆ แล้วเดินมาทรุดตัวลงบนโซฟาพลางมองไปรอบๆ ก่อนจะหันมาตำหนิผมกับอันอันที่ยังนั่งอยู่บนพื้น จ้องมองเจ้านายตัวเองสลับกับถุงข้าวของมากมายในมือฮวน “แล้วนี่ฉันไปตั้งหลายชั่วโมงแล้ว พวกแกยังจัดข้าวของกันไม่เสร็จอีกเรอะ แอบอู้ใช่มั้ยเนี่ย ละนั่นนั่งทำอะไร ไปเอาน้ำมาให้ฉันเซ่ แค่นี้ก็ต้องสั่งด้วยเรอะ แกก็เหมือนกัน เอาของไปเก็บสิ จะยืนถืออยู่ทำไม ให้ตายเหอะ ไอ้พวกคนใช้กระดาษนี่มันโง่กันซะจริง ทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง”

“ค่ะ คุณผู้หญิง” อันอันรีบพยักหน้าแล้ววิ่งเข้าไปเอาน้ำในครัวอย่างรวดเร็ว ส่วนผมก็ลุกขึ้นไปช่วยฮวนถือของเข้ามา ในใจยังคงติดอยู่ที่คำว่าคนใช้กระดาษ หมายความว่ายังไงกันนะ

“นี่เป็นพวกอาหาร ส่วนนี่เครื่องครัว แล้วก็นี่เสื้อผ้า” ฮวนบอกพลางส่งถุงบางส่วนให้ผม เราสองคนเดินเลี่ยงเข้าไปเก็บของด้านหลังบ้าน

“ซื้ออะไรมาเยอะแยะ แค่นี้ของกินก็เต็มตู้แล้ว” ผมกระซิบบอก

“ไม่รู้ ฉันว่าเจ้านายพวกเราน่าจะแอบโรคจิตอ่ะ ซื้อกะหล่ำปลีมาตั้งสิบหัวเพราะเห็นมันลดราคา บ้าไปแล้ว” ฮวนบอกด้วยสีหน้าพรั่นพรึง “ว่าแต่นายขับรถเป็นรึเปล่า?”

“ก็พอเป็นบ้าง แต่ไม่เคยขับจริงจัง ทำไมเหรอ?”

“ว่างๆ ก็มาหัดขับกับฉันนะ”

“ทำไมล่ะ นายจะลาออกเหรอ?”

“ฉันไม่อยากเอาสุขภาพจิตของตัวเองมาเสี่ยง นายก็รู้ว่าอยู่ที่นี่ เราต้องพยายามรักษาสภาพจิตใจให้ดีเข้าไว้ ไม่งั้นก็จะเปลี่ยนรูป คราวนี้ก็ซวยพอดี” ฮวนมีสีหน้าลำบากใจ “จริงๆ ฉันก็ไม่อยากจะทิ้งพวกนายไปนะ จะว่าฉันเห็นแก่ตัวก็ได้ นายเองก็เถอะ ถ้ามีที่ไปที่ดีกว่า ก็ไปเถอะ อย่าเอาตัวเองมาเสี่ยงกับเจ้านายแบบนี้เลย มันได้ไม่คุ้มเสีย ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยเห็น วิญญาณที่ถูกเจ้านายกดดันมากๆ จนวิญญาณเปลี่ยนรูปไปเลยน่ะ มีเยอะแยะไป”

ผมเงียบไม่ตอบ ในใจก็คิดว่าเราไม่ควรไปตัดสินอะไรแกตอนนี้ แกเพิ่งจะตายเอง อาจจะมีเรื่องเครียดมากจนทำอะไรแปลกๆ แล้วก็เกรี้ยวกราดเกินจำเป็นไปหน่อยก็แค่นั้น

“อะไรนะ พวกแกต้องกินข้าวกันด้วยเหรอ?” เสียงโวยวายแว้ดๆ ดังมาจากห้องนั่งเล่น ผมรีบละมือจากของที่กำลังเก็บ วิ่งออกไปดูทันที

ภาพที่เห็นทำให้ผมขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจนิดหน่อย อันอันกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นข้างโซฟา ก้มหน้าด้วยท่าทางหวาดกลัว ส่วนเจ้านายกำลังยืนมองเธอด้วยสีหน้ากรุ่นโกรธ มือหนึ่งถือแก้วน้ำที่อันอันเอามาให้ อีกมือเท้าเอว

“แค่ที่ฉันยอมให้พวกแกโกง เอาเงินกันไปคนละหนึ่งเหรียญต่อชั่วโมงก็เกินพอแล้ว ไอ้สัญญาโกงๆ นั่น กล้าแอบทำกันลับหลัง ฉันยังไม่ว่าสักคำ แล้วนี่อะไร ยังจะมาขอข้าวกินอีกเหรอ ทั้งๆ ที่เป็นแค่คนใช้กระดาษที่ถูกเผามารับใช้ฉันแท้ๆ”

“แต่พวกเราไม่ใช่ตุ๊กตากระดาษนะครับ” ผมรีบแก้ความเข้าใจผิดแล้วเดินไปคุกเข่าข้างอันอัน พร้อมกับแตะไหล่เธอเป็นการปลอบ อันอันยิ่งดูบอบบางอยู่ด้วย สีหน้าเธอตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงตุ๊กตากระเบื้องที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ

“เฮ้อ นั่นเป็นเพราะพวกแกไม่รู้ว่าตัวเองเป็นแค่ตุ๊กตาต่างหาก ก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นคนจริงๆ เหมือนกับฉัน น่าสมเพชเหลือเกิน!”

ผมอ้าปากค้าง ดูเหมือนเจ้านายผมคนนี้จะคิดว่าทั้งผม อันอัน และฮวนเป็นแค่ตุ๊กตาในกงเต็ก ไม่ใช่วิญญาณของคนที่ตายไปเหมือนอย่างแก และดูแกจะเชื่อจริงจังมากจนคำอธิบายอะไรก็คงจะไม่ได้ผลเลยสินะ อันอันเองก็หันมาสบตากับผมอย่างจนใจ

“ถึงพวกผมจะเป็นอะไรก็ตามแต่ นั่นคงไม่สำคัญหรอกครับ เพราะยังไงพวกผมก็มีความหิวเหมือนกัน ถ้ายังไงช่วยอนุญาตให้พวกผมออกไปหาอะไรทานด้วยครับ”

“ไม่มีทาง ฉันจะไม่ยอมให้พวกแกก้าวเท้าออกจากบ้านฉันเลยแม้แต่ก้าวเดียวถ้าไม่มีฉันไปด้วย ถ้าเกิดพวกแกหนีไปฉันจะทำยังไง บัญชีฉันยังผูกกับพวกแกอยู่เลย อย่าคิดว่าฉันจะโง่ ปล่อยให้พวกแกโกงง่ายๆ” แกเอานิ้วชี้หน้าพวกผมอีกแล้ว “ถ้าอยากจะกินข้าวนัก ก็ไปหาอะไรในครัวกินโน่นไป แต่อย่ากินให้มันเยอะนัก และต่อไปนี้ฉันจะหักเงินพวกแกมื้อละสองเหรียญ เป็นค่าอาหาร ให้เอาเงินสดมาจ่ายคืนด้วย เข้าใจมั้ย โอ๊ะ”

จู่ๆ เจ้านายที่ยืนตะเบ็งเสียงก็ยกมือขึ้นกุมอกท่าทางเจ็บปวดจนต้องทรุดตัวลงไปนั่ง หายใจหอบแรง

“เป็นอะไรไปคะ” อันอันถามอย่างตกใจ เธอขยับไปจะดูอาการให้หญิงชรา แต่กลับโดนปัดมือออกไปอย่างไม่ไยดี

“ไม่ต้องมาแตะ ฉันไม่เป็นไรย่ะ” แกถอนหายใจยาวๆ ออกมาแล้วโบกมือไล่ “จะไปไหนกันก็ไปซะ แล้วก็จัดบ้านให้เสร็จด้วยล่ะ อ้อ แล้วทำอาหารให้ฉันด้วยล่ะ ฉันก็หิวแล้วเหมือนกัน เรื่องแค่นี้คงทำได้ใช่มั้ย”

“เอ่อ...” อันอันมีท่าทีอึกอัก

“ได้แน่นอนครับ เดี๋ยวพวกผมจะรีบทำอาหารขึ้นโต๊ะให้นะครับ” ผมรีบบอกแล้วลากอันอันกลับเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว

“แต่ฉันทำอาหารไม่เป็น” อันอันกระซิบบอกผมด้วยสีหน้าจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตชุ่มชื้นด้วยหยาดน้ำตา

“ไม่เป็นไรนะ ฉันทำเป็น เดี๋ยวจะค่อยๆ สอนเธอเอง ไม่ยากหรอก” ผมบอกพลางลูบหัวเธอเบาๆ

เพราะช่วงปีท้ายๆ ผมอยู่แต่บ้านกับแม่ ว่างๆ ก็เข้าครัวทำอาหาร จึงพอจะทำกับข้าวเป็นอยู่บ้าง เพิ่งจะเห็นประโยชน์ก็วันนี้ ถือได้ว่าเป็นความสามารถที่ติดตัวมาเหมือนกันนะเนี่ย

ผมจัดการแบ่งเอากะหล่ำปลีที่เจ้านายซื้อมาออกมาต้ม ไหนๆ ก็มีตั้งสิบหัว วันนี้ก็กินต้มกระหล่ำปลีหมูสับก็แล้วกัน แม้อันอันจะเก้ๆ กังๆ อยู่ แต่ก็พยายามช่วยผมอย่างเต็มที่ นอกจากต้มกะหล่ำปลี ผมก็เอาเป็ดตรุษจีนในตู้เย็นออกมาอุ่นแล้วก็หุงข้าว ดีที่เราเป็นคนเอเชียเหมือนๆ กัน อาหารการกินก็คล้ายๆ กัน (ฮวนเป็นคนเดียวที่มีสีหน้าระทมทุกข์ สุดท้ายก็ได้แต่นั่งแทะแอปเปิ้ล) พออาหารเสร็จ อันอันก็ตั้งโต๊ะให้เจ้านายในห้องกินอาหารที่มีโต๊ะกลมกว้าง ส่วนพวกเราที่เหลือนั่งกินกันในครัว

หลังกินเสร็จ เจ้านายก็หายขึ้นไปด้านบนส่วนพวกผมก็ล้างจานและรีบกลับไปจัดข้าวของต่อให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ไม่กล้าพักกันล่ะ กลัวจะโดนด่าหูชาอีก

ใช้เวลาอยู่นานนับสิบชั่วโมงอยู่เหมือนกันกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง เสร็จแล้วก็เหลืองานสุดท้าย คือเอาเสื้อผ้าที่โยนใส่เครื่องซักผ้าทิ้งไว้ออกมาตาก เรียบร้อยแล้วพวกเราก็พากันหิ้วกระเป๋าตรงไปยังเรือนหลังเล็กที่อนุมานกันเองว่าเป็นที่พักของพวกเราเพื่อพักผ่อนสักที

จริงๆ ผมมีเรื่องที่ยังสงสัยอีกเยอะ ที่อยากจะถามอันอันกับฮวน ไม่ก็ถามคู่มือก็ได้ แต่กลับหมดแรงเกินกว่าจะทำอะไรทั้งนั้น สุดท้ายจึงได้แค่ผลัดกันอาบน้ำ แล้วมาทิ้งตัวลงนอน อันอันนอนบนเตียง ส่วนผมกับฮวนก็นอนบนผ้าห่มที่เอามาปูพื้นลวกๆ คงต้องหาทางออกไปซื้อที่นอนกับของใช้จำเป็นอื่นๆ ให้ได้แล้วสิ

 

ความคิดเห็น