facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 9.ความทรงจำ...

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 29k

ความคิดเห็น : 120

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ค. 2563 02:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 1,200
× 0
× 0
แชร์ :
9.ความทรงจำ...
แบบอักษร

9.ความทรงจำ... 

  

               แก้วเจ้าจอมมองแหวนแต่งงานวงสวยที่นิ้วของตัวเองแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมา ค่ำคืนวันแต่งงานเป็นค่ำคืนที่เธอมีความสุข คืนนั้นเธอกับผู้กองพนาอยู่ดูดาวและหิ่งห้อยด้วยกันจนดึกดื่นกว่าจะกลับบ้านพักที่ฐาน พอกลับมาที่บ้านเธอนึกว่าตัวเองจะต้องเข้าหอกับสามี แต่เปล่าเลย เขาไม่แตะต้องตัวเธอเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าตอนแรกเขาจะนอนกอดเธออยู่บนเตียงด้วยกัน แต่พอเธอเผลอเขาก็ลงไปนอนที่พื้นข้างเตียงเหมือนเช่นทุกคืนจนเธออดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ นี่ขนาดแต่งงานกันแล้วแต่เขาก็ยังรักษาระยะห่างกับเธออยู่ดี แล้วถ้าจะสังเกตดีๆ ตั้งแต่ที่เธออยู่กับเขามาจนถึงแต่งงานกัน...เขาไม่เคยบอกรักเธอเลยสักครั้ง เขาแค่บอกว่าจะดูแลเธอ จะปกป้องเธอ จะเป็นสามีที่ดีของเธอ ทุกๆ คำที่เขาพูดมันไม่มีคำว่ารักให้เธอได้ชื่นใจเลยจนบางทีเธอนึกสงสัยว่าตัวเองมีอะไรน่ารังเกียจนัก ทำไมเขาถึงไม่แตะต้องเธอ คนเป็นสามีภรรยากันเขาไม่ควรจะห่างเหินกันแบบนี้ 

               หลังคืนวันแต่งงานคืนนั้น พอตอนเช้าเขาก็พาเธอออกจากบ้านพักแล้วไปที่ฐาน เขาแนะนำเธอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายในฐานว่าเธอเป็นภรรยาของเขา เพราะเธอไม่สบายมากและความจำเสื่อมเขาจึงต้องพาเธอมาอยู่ดูแลที่นี่ด้วยทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายเข้าใจและยอมรับได้ถ้าหากเธอจะอยู่ที่นี่ ทำให้ตอนนี้เธอสามารถออกมาเดินนอกบ้านได้แล้ว ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ที่บ้านพักเหมือนเดิม แต่ถึงกระนั้นแก้วเจ้าจอมก็ยังไม่กล้าออกไปไหนอยู่ดี เพราะถึงผู้กองพนาจะบอกให้เธอออกมาเดินเล่นข้างนอกได้แล้วแต่เขาก็ยังห้ามว่าห้ามเธอลงไปใกล้กับด้านหน้าทางเข้าฐานเด็ดขาด ตอนนี้พวกคนร้ายยังตามหาเธออยู่ ถ้าเธอออกไปที่หน้าฐานซึ่งอยู่ติดกับถนนพวกมันอาจจะเห็นเธอได้ แก้วเจ้าจอมที่กลัวว่าคนร้ายจะมาเจอเธออยู่แล้วจึงไม่กล้าออกไปไหนไกล ไม่กล้าลงไปจากบนเขาแม้แต่น้อย 

               “สวัสดีครับคุณแก้ว” ผู้หมวดเผ่าเทพที่เดินผ่านหน้าบ้านมาทักเธอขึ้นเมื่อเห็นเธอกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ที่ระเบียง ข้างกายมีตะกร้าใส่ดอกแก้วเจ้าจอมที่เธอเพิ่งตัดมาจากต้นที่อยู่หน้าบ้าน ผู้กองพนาบอกว่าผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะเป็นลูกน้องคนสนิทของเขา ทั้งสองเป็นคนดีและไว้ใจได้และเธอสามารถขอความช่วยเหลือจากพวกเขาได้ตลอด ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น แต่เพราะวันก่อนผู้หมวดเผ่าเทพได้ถามผู้กองพนาเรื่องที่เขาหรือคนอื่นจะสามารถจีบเธอได้มั้ย แก้วเจ้าจอมก็เลยมองเขาในด้านลบไปในทันที ผู้ชายดีๆ ที่ไหนจะมาขอจีบเมียคนอื่นแบบนี้ 

               “มาทำอะไรที่นี่” เธอถามเขาแล้วมองเขาอย่างไม่ไว้ใจ ผู้หมวดเผ่าเทพที่กำลังจะเดินเข้ามาหาเธอเลยชะงัก ดูท่าเขาจะโดนเธอเกลียดไปแล้วเรียบร้อย 

               “ผมไปเดินตรวจด้านหลังฐานมาครับ” แก้วเจ้าจอมมองไปตามที่เขาชี้ก่อนจะหันมาทางเขาอีกครั้งแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีกจนผู้หมวกเผ่าเทพต้องเดินเข้ามาหาเธอใหม่ 

               “ทำไมถึงไม่ออกไปเดินเล่นที่ฐานบ้างล่ะครับ ที่ฐานมีดอกไม้ป่าสวยๆ เยอะนะ” เพราะเห็นเธอกี่ทีๆ เธอก็จะอยู่กับดอกไม้ตลอดเขาก็เลยคิดว่าเธอคงจะชอบ แต่พอเขาถาม แก้วเจ้าจอมก็เพียงแค่หันมามองแล้วก็เมินหน้าหนีจากเขาอีกจนผู้หมวดหนุ่มถอนหายใจออกมา เขารู้ว่าเธอไม่ชอบเขาเรื่องอะไร ก็คงจะเป็นเรื่องคืนนั้นนั่นแหละ 

               “เรื่องคืนนั้น...ที่ผมพูดกับผู้กอง คุณแก้วอย่าเอามาใส่ใจเลยนะครับ ผมไม่ได้คิดไม่ดีกับคุณแก้ว ผมแค่แกล้งถามผู้กองไปเฉยๆ” เขาตัดสินใจเปิดอกคุยกับเธอ “ผู้กองรักคุณแก้วมากนะครับ ผู้ชายด้วยกันเราดูกันออกว่าผู้กองรู้สึกยังไงกับคุณแก้ว ตั้งแต่มาประจำการอยู่ที่นี่ผู้กองไม่เคยเข้าใกล้ผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลย ชีวิตของผู้กองมีแต่งานเพียงอย่างเดียว ผู้กองไม่ยิ้มแย้ม ไม่หัวเราะ พูดน้อยแล้วก็ค่อนข้างดุ แต่นับตั้งแต่ที่คุณแก้วมาอยู่ที่นี่ผู้กองก็ดูเปลี่ยนไป ดูอารมณ์ดีขึ้นเยอะแล้วก็ยิ้มง่ายมากขึ้น ตอนแรกผมก็สงสัยว่าทำไมผู้กองถึงได้ดูเปลี่ยนไปจนกระทั่งได้รู้ว่าที่ผู้กองเปลี่ยนไปก็เป็นเพราะคุณแก้ว คุณแก้วทำให้ผู้กองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผู้กองรักคุณแก้วมากนะครับ” แก้วเจ้าจอมหันมามองเขาในทันทีเมื่อได้ยินเขาบอกว่าผู้กองพนารักเธอ 

               “แต่ผู้กองแกเป็นคนปากแข็งครับ รักก็ไม่ยอมรับว่ารัก คืนนั้นผมก็เลยแกล้งถามไปเพื่อให้ผู้กองหึง ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะล่วงเกินคุณแก้วเลยนะ แล้วถ้าผมทำให้คุณแก้วไม่พอใจผมก็ขอโทษด้วย ต่อไปผมจะไม่พูดอะไรแบบนี้อีกแล้ว” 

               “พี่พนารักฉันจริงๆ หรอ” เธอถามเขา “เขาไม่ได้มีผู้หญิงคนอื่นใช่มั้ย” 

               “จริงครับ ผู้กองไม่เคยมีใครนอกจากคุณแก้ว ผมติดตามผู้กองมานาน อย่าว่าแต่จะมีใครเลย แค่ผู้หญิงมาเข้าใกล้ก็ไม่ได้แล้ว ผู้กองแกไม่ยอมคุยกับใครเลย” 

               “จริงหรอ” พอได้ยินคำยืนยันแบบนี้แก้วเจ้าจอมก็พอจะเบาใจขึ้น ถ้าเขาไม่ได้มีคนอื่นงั้นก็คงจะเป็นเรื่องอื่นที่ทำให้เขาไม่ยอมแตะต้องเธอ แต่เรื่องแบบนี้จะถามผู้หมวดเผ่าเทพก็คงจะไม่ได้ เธอไม่ได้หน้าด้านพอที่จะถามเขานี่ว่าทำไมสามีของเธอถึงไม่แตะต้องเธอเลย 

               “จริงครับ คุณแก้วรู้ความหมายของแหวนญาติที่นิ้วรึเปล่า” ผู้หมวดเผ่าเทพถาม เพิ่งสังเกตว่าเธอสวมแหวนญาติของผู้กองพนาเอาไว้ แก้วเจ้าจอมจึงมองแหวนที่นิ้วของตัวเองแล้วพยักหน้ารับว่าเธอรู้ความหมายของมัน 

               “ถ้าไม่รักจริงเราจะไม่ให้แหวนญาติกับใครหรอกนะครับ” แก้วเจ้าจอมสบายใจขึ้นมาอีกเยอะแล้วจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับถือตะกร้าดอกไม้ พอสบายใจและอารมณ์ดีขึ้นแล้วเธอก็อยากจะไปหาผู้กองพนา ดอกไม้พวกนี้เธอก็เก็บเพื่อเอามาจัดแจกันให้เขา เวลาที่เขามองดอกแก้วเจ้าจอมเขาจะได้นึกถึงเธอด้วย 

               “พี่พนาอยู่ที่ฐานใช่มั้ยคะ” 

               “ครับ คุณแก้วไปหาผู้กองที่ฐานได้นะครับ ให้ผมพาไปมั้ย” 

               “ไม่เป็นไรค่ะ” เธอพูดกับเขาดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมที่จะเข้าใกล้เขา ผู้หมวดเผ่าเทพได้แต่มองเธออย่างเข้าใจว่าเธอคงไม่สบายใจที่จะอยู่ใกล้ๆ เขา ดังนั้นเขาจึงพยักหน้ารับแล้วยิ้มให้ 

               “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ มีตรวจทางด้านนู้นต่อ” เขาชี้ไม้ชี้มือไปมั่วเพื่อหาเหตุผลในการเดินจากมา แล้วพอเดินห่างออกมาเขาก็ต้องยิ้มแห้งๆ ออกมาอย่างสมเพชตัวเอง เขาก็เพียงแค่อยากจะผูกมิตรด้วยแต่ดูเหมือนนอกจากผู้กองพนาแล้วเธอจะไม่ต้องการความเป็นมิตรจากใครเลย 

               แก้วเจ้าจอมกลับเข้าไปในบ้านพักอีกครั้งเพื่อหยิบแก้วแจกันสำหรับจัดดอกไม้พร้อมกับผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่ที่เธอปักลายดอกแก้วเจ้าจอมเอาไว้เคียงคู่ชื่อของสามีเพื่อเอาไปให้เขา ถึงแม้ตอนนี้เธอจะยังไม่รู้ถึงสาเหตุที่เขาดูห่างเหินกับเธอแต่เธอคิดว่าอีกไม่นานเธอก็คงจะรู้เอง ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้ห่างเหินอะไรกับเธอมาก เขายังคงทำหน้าที่ของสามีที่ดีให้กับเธอ ใจดีและอ่อนโยนกับเธอมาก ในฐานะของสามีภรรยาก็มีบ้างที่จะกอดจูบกัน ใกล้ชิดกัน แต่...มีแค่เรื่องเดียวเท่านั้นที่เขาไม่ทำนั่นก็คือการหลับนอนกับเธอ เหมือนเขามีเรื่องอะไรบ้างอย่างที่เก็บซ่อนเอาไว้ในใจแต่ก็ไม่อาจบอกเธอได้ แม้จะดีใจที่ผู้หมวดเผ่าเทพบอกว่าเขารักเธอ แต่...คำว่ารักมันควรมาจากปากของเขาเองสิ ไม่ใช่จากลูกน้องของเขา พอคิดเรื่องนี้แล้วแก้วเจ้าจอมก็กลับมาจิตตกอีกครั้งขณะเดินลงจากเขาไปที่ฐาน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่เธอออกมาจากบ้านเพียงลำพัง  

               ที่ฐานมีดอกไม้ป่าสวยๆ เยอะอย่างที่ผู้หมวดเผ่าเทพว่า ระหว่างที่เดินไปยังฐานแก้วเจ้าจอมเลยแวะเก็บดอกไม้สวยๆ มาตลอดทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นๆ เห็นเธอเดินผ่านก็อดหันมามองกันไม่ได้ ลำพังห่างไกลบ้าน ห่างไกลลูกเมียมาก็แทบจะไม่ได้เจอผู้หญิงที่ไหนแล้ว แต่นี่...กลับเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเธอเป็นของผู้กองแต่มันก็ยังอดมองไม่ได้อยู่ดี เธอสวมกระโปรงผ้ามุ่งยาวแทบจรดพื้น ยามที่เธอเดินหรือขยับกายเก็บดอกไม้ใส่ตะกร้ากระโปรงของเธอก็จะพลิ้วไหว เสื้อแขนกุดคอจีนสีฟ้าอ่อนปักลายดอกไม้เล็กๆ ก็ดูเข้ากันกับเธอ ผมยาวสลวยที่ปล่อยลงมาจนถึงกลางหลังรวบเอาไว้เพียงครึ่งหนึ่งแล้วปักปิ่นยิ่งทำให้เธอดูสวยหวานเข้าไปใหญ่ ดอกไม้ป่าแห่งแดนใต้ว่าสวยงดงามแล้ว แต่ยามที่เธออยู่ท่ามกลางพุ่มดอกไม้ ความงดงามของเธอก็กลบจนดอกไม้เหล่านี้พากันหมองไปหมด 

               “หืม...กระต่าย!” เธอชี้ไปที่กระต่ายตัวหนึ่งที่กระโดดเข้ามาหาเธอใกล้ๆ อยากแปลกใจในความเชื่อง นี่ท่าทางจะไม่ใช่กระต่ายเลี้ยงเสียด้วยสิ 

               “กระต่ายป่าน่ะครับ ป่าทางใต้นั้นอุดมสมบูรณ์มาก สัตว์ป่าก็เลยชุม บางวันก็จะมีพวกเก้งพวกกวางมากินหญ้าใกล้ๆ ฐาน กระทิงก็มีนะครับ แต่นานๆ มันจะออกมาที” เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่เดินตรวจตราอยู่แถวนี้พอดีบอกเธอ ซึ่งแก้วเจ้าจอมก็เห็นจริงตามที่เขาว่า ที่นี่สัตว์ป่าเยอะมากจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีป่าหิ่งห้อย ธรรมชาติก็ดูอุดมสมบูรณ์ อากาศไม่ค่อยร้อนมากแต่ฝนจะตกเสียออกบ่อย ตกแรงๆ ไม่เท่าไหร่ แต่ส่วนมากมักจะตกปรอยๆ พอให้ได้รำคาญติดต่อกันหลายวัน ยิ่งบ้านพักของผู้กองพนาอยู่บนเขา พอมองไปตามผืนป่าทีก็จะเห็นสายหมอกอยู่จางๆ หากว่าที่นี่ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ สถานที่แห่งนี้ก็คงจะกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงอีกแห่ง 

               แก้วเจ้าจอมนั่งเล่นกับกระต่ายป่าที่กระโดดเข้ามาหาเธออย่างแสนเชื่องได้สักพักแล้วจึงตรงไปยังอาคารอำนวยการของฐานแห่งนี้ซึ่งเป็นที่นั่งทำงานประจำของผู้กองพนายามที่ไม่มีภารกิจข้างนอก อาคารอำนวยการเป็นอาคารไม้หลังเล็กๆ ยกพื้นไม่สูงมาก รอบๆ อาคารล้อมไปด้วยกระสอบทรายจนสูง ที่ผนังอาคารมีร่องรอยของกระสุนปืนบ่งบอกให้รู้ว่าที่นี่เคยเกิดเหตุความรุนแรงที่น่ากลัวมาก่อน ฐานปฏิบัติการแห่งนี้เคยถูกโจมตีอยู่บ่อยครั้ง แต่นับตั้งแต่ที่ผู้กองพนาเข้ามาประจำการที่ฐานแห่งนี้ก็ไม่เคยถูกโจมตีอีกเลยแล้วการวางกองกำลังก็ดูเข้มแข็งเป็นอย่างมาก 

               “ผมฝากขอบคุณผู้ใหญ่บ้านด้วยนะครับที่เชิญผมไปร่วมทานมื้อเย็นด้วย นี่ผมก็เกรงใจเหมือนกัน ผู้ใหญ่ชวนทีไรผมก็ไม่เคยได้ไปทุกที มีแต่ให้หมวดเทพกับหมวดศิวะไปแทนตลอด” เสียงผู้กองพนาคล้ายจะพูดกับใครบางคนอยู่เมื่อแก้วเจ้าจอมเดินขึ้นไปยังอาคารอำนวยการ ก่อนที่จะเห็นเขาเดินออกมากับใครอีกคน เป็นผู้หญิงหน้าตาสวยคมขำ ผิวสีน้ำผึ้ง ผมสั้น เธอแต่งชุดเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ ตชด. อยู่ด้วย 

               “ผู้กองก็เป็นซะแบบนี้สิคะ พ่อชวนผู้กองไปทานข้าวด้วยกันตั้งหลายรอบแล้วแต่ก็ไม่เคยไปซักที ท่าทางงานที่ฐานจะยุ่งมากจนกระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยนะคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูแง่งอน แต่ก็ดูออกว่าสนิทสนมกันอยู่พอควร แก้วเจ้าจอมได้แต่ยืนมองแล้วก็ใจเสีย ก็ไหนผู้หมวดเผ่าเทพบอกว่าเขาไม่เคยเข้าใกล้ผู้หญิงคนไหนเลยไง 

               “ครับ ยุ่งมาก คราวก่อนมีคนร้ายมาสร้างสถานการณ์เอาระเบิดปลอมมาวางไว้กลางถนนทำเอาชาวบ้านแตกตื่นกันหมด ตอนนี้ผมก็เลยต้องจัดชุดลาดตระเวนเพิ่มอีก เรียกได้ว่าทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตเลยล่ะครับ เพื่อความอุ่นใจของชาวบ้านด้วย” ผู้กองพนาตอบอย่างสุภาพเมื่ออกมาถึงด้านหน้าอาคารอำนวยการแล้ว แล้วก็เห็นว่าตอนนี้แก้วเจ้าจอมก็มาอยู่ที่นี่ด้วย 

               “แก้ว...” เขาเรียกเธอก่อนจะรีบเดินมาหา ทำให้เจ้าหน้าที่ ตชด. สาวหันมามองแก้วเจ้าจอมตามอย่างสงสัยว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงมีผู้หญิงมาอยู่ที่ฐานได้ ซ้ำยังเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ ด้วย ตัวเล็กๆ ขาวอย่างกับหยวกกล้วย สวยอย่างกับนางฟ้า จะว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของที่นี่ก็คงจะไม่ใช่เพราะท่าทางหงิมๆ อย่างกับพวกลูกคุณหนูคนมีตังค์ เจ้าหน้าที่ ตชด. สาววิเคราะห์ในใจ 

               “แก้วเก็บดอกไม้มา ตั้งใจจะเอามาจัดแจกันที่โต๊ะทำงานให้พี่พนาค่ะ อ้อ! ดูสิคะ แก้วปักผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่มาให้พี่พนาด้วยนะ สวยมั้ยคะ” แก้วเจ้าจอมรีบส่งผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่อวดเขา ผู้กองพนาจึงรับมาดูอย่างชื่นอกชื่นใจที่มีเมียน่ารัก ผ้าเช็ดหน้าที่เธอเอามาให้เขาทุกผืนมักจะมีกลิ่นกายหอมๆ ของเธอติดมาด้วยเสมอ เขาคลี่ผ้าเช็ดหน้าออกเพื่อดูลายปักผ้าของเธอก่อนจะสูดกลิ่นหอมของเธอจากผ้าผืนนี้ 

               “หอมจัง” 

               “บ้า แก้วให้ดูลายปักผ้านะคะไม่ใช่ให้ดมกลิ่นหอม” แก้วเจ้าจอมเขินจนแก้วแดงอย่างน่ารัก ผู้กองพนาจึงยื่นมือมาโคลงศีรษะของเธอเบาๆ อย่างเอ็นดู 

               “หอมแก้มไม่ได้ก็ต้องหอมผ้าก่อนล่ะ ไว้กลับบ้านแล้วค่อยหอมแก้มจริงๆ” ท่าทางความสนิทชิดเชื้อที่ผู้กองพนามีให้แก้วเจ้าจอมยิ่งทำให้ใครอีกคนสงสัยนักว่าแก้วเจ้าจอมเป็นใคร แล้วทำไมผู้กองพนาถึงได้เอาแต่ยิ้มหวานให้เธอ ท่าทางของเขาตอนที่อยู่กับเธอและตอนที่อยู่กับผู้หญิงคนนี้มันต่างกันมาก อยู่กับเธอเขาดูสุภาพแต่ก็เว้นระยะห่างไม่มีความสนิทสนมใดๆ ให้เลย แต่กับผู้หญิงคนนี้... 

               “ผู้หญิงคนนี้...ใครหรอคะผู้กอง” เจ้าหน้าที่ ตชด. สาวเอ่ยถาม รู้สึกขัดหูขัดตาแก้วเจ้าจอมเป็นอย่างมากที่ผู้กองพนาดูจะให้ความสนใจเธอเป็นพิเศษ 

               “อ๋อ โทษทีครับผมลืมแนะนำ” ผู้กองพนาหันมายิ้มตอบก่อนจะเอื้อมแขนมาโอบรอบเอวบางของแก้วเจ้าจอมเอาไว้ “นี่แก้วเจ้าจอมครับ เป็นภรรยาของผม” 

               คำว่า ภรรยา ทำให้เจ้าหน้าที่ ตชด. สาวรายนี้มองมาที่นิ้วนางข้างซ้ายของแก้วเจ้าจอมในทันที จนได้เห็นว่าที่นิ้วของแก้วเจ้าจอมมีแหวนญาติของผู้กองพนาอยู่ อะไรกัน...นี่ผู้กองมีเมียตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมเธอถึงไม่รู้ 

               “ภรรยาของผมสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงครับผมก็เลยจำเป็นต้องพามาดูแลอยู่ที่นี่” 

               “สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง...ก็เห็นปกติดีนี่คะ” 

               “ฉันความจำเสื่อมค่ะ” แก้วเจ้าจอมตอบขึ้นมาเอง “นอกจากพี่พนาฉันก็จำอะไรไม่ได้เลย เลยทำให้อยู่คนเดียวตามลำพังลำบากพี่พนาก็เลยพามาอยู่ด้วย” ผู้กองพนาบอกกับทุกคนในฐานแบบนี้ แก้วเจ้าจอมก็เลยจำมาตอบ แม้ว่าภายในใจแก้วเจ้าจอมจะรู้สึกไม่ชอบเจ้าหน้าที่คนนี้เลยก็ตาม ผู้หญิงมันมองกันออก เธอดูก็รู้ว่าเจ้าหน้าที่ ตชด. คนนี้ต้องคิดอะไรกับสามีของเธอแน่ๆ 

               “แก้ว นี่ผู้หมวดมาริษานะ ผู้หมวดเขาเป็น ครู ตชด. อยู่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนของอำเภอนี้น่ะ แล้วก็เป็นลูกสาวผู้ใหญ่บ้านด้วย” 

               “ครู ตชด. หรอคะ” แก้วเจ้าจอมทวนแล้วหันมามองหน้าสามี เธอรู้ว่าครู ตชด. คือใคร ครู ตชด. ก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ทำหน้าที่สอนหนังสือให้เด็กๆ ในถิ่นทุรกันดานหรืออยู่ตามชายแดน แม้จะเป็นตำรวจแต่ก็จะทำหน้าที่ครูเป็นหลัก ดูแลเด็กนักเรียนทุกอย่างเสมือนเป็นพ่อแม่ของเด็กนักเรียนเอง เป็นอีกหนึ่งหน่วยของตำรวจตระเวนชายแดนที่เธอรู้สึกชื่นชม 

               “สวัสดีค่ะหมวดริษา ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” แก้วเจ้าจอมเอ่ยทักก่อน อีกฝ่ายจึงเพียงแค่ยิ้มบางๆ ตอบเธอแล้วจึงหันมายิ้มหวานให้ผู้กองพนา 

               “แล้วเรื่องไปทานข้าวที่บ้านริษาเย็นนี้ล่ะคะผู้กอง” พอผู้หมวดมาริษาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกผู้กองพนาก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา จะว่าไปเขาก็ผลัดมาแล้วหลายครั้ง ครั้นจะขอผลัดอีกก็คงจะดูไม่ดี นอกจากเจ้าหน้าที่จะเข้ามาดูแลความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยให้กับชาวบ้านในพื้นที่แล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ที่ต้องทำก็คือการผูกไมตรีกับชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านไว้วางใจเจ้าหน้าที่มากขึ้น สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านจะได้อุ่นใจด้วยว่ายังมีพวกเขาคอยคุ้มครองดูแล 

               “ได้ครับ เย็นนี้ผมจะไปทานข้าวด้วย” ผู้กองพนาตอบอย่างเสียไม่ได้ เพราะการไปร่วมมื้ออาหารกับครอบครัวผู้ใหญ่ก็เป็นงานอีกอย่างหนึ่งของเขา เขาเองก็จะได้พูดคุยเรื่องทุกข์สุขของชาวบ้านและอธิบายมาตรการการดูแลรักษาความปลอดภัยของพวกเขาและการให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม เป็นหูเป็นตาให้กันและกัน 

               ผู้หมวดมาริษายิ้มออกมาอย่างดีใจที่ในที่สุดผู้กองพนาก็ยอมไปร่วมมื้ออาหารที่บ้านแล้วหลังจากที่เขาผลัดมาหลายครั้ง ผิดกับแก้วเจ้าจอมที่ดูจะหน้าหงอยลง เธอรู้ว่าการไปครั้งนี้ของเขาก็เพื่อคุยเรื่องงานด้วย แต่...เธอไม่สบายใจที่บ้านของผู้ใหญ่เป็นบ้านของผู้หมวดมาริษาด้วย ผู้หญิงคนนี้มีความรู้สึกดีๆ ให้กับสามีของเธอ เธอกลัวเหลือเกิน กลัวว่าผู้กองพนาจะหวั่นไหวไปกับผู้หมวดคนนี้แล้วทิ้งเธอ 

               แก้วเจ้าจอมเก็บซ่อนความรู้สึกนี้เอาไว้ภายในใจคนเดียว จนเมื่อผู้หมวดมาริษาไปแล้วแต่เธอก็ยังเอาแต่เงียบ สายตาของเธอเหม่อลอย มีทั้งความเศร้า กังวลใจและหวาดกลัวอยู่ในคราวเดียวกันจนผู้กองพนารู้สึกได้ เขาเห็นว่าเธอดูหงอยๆ ไปตั้งแต่ตอนที่เขาตอบตกลงจะไปกินข้าวที่บ้านของผู้ใหญ่แล้ว เหมือนเธอจะไม่อยากให้เขาไปแต่เธอก็ไม่ยอมพูด พอผู้หมวดมาริษาไปเธอก็เอาแต่นั่งจัดดอกไม้ใส่แจกันอยู่เงียบๆ คนเดียว ก่อนที่จะยกแจกันดอกไม้มาวางเอาไว้ให้ที่โต๊ะทำงานของเขา 

               “พี่พนา แก้วกลับบ้านก่อนนะคะ” เธอบอกเขาเสียงแผ่วแล้วเดินออกไปจากห้องทำงานของเขาจนผู้กองพนาต้องรีบลุกขึ้นตามเธอไปแล้วดึงเอาเธอกลับเข้ามาในห้องทำงานตามเดิมเพื่อคุยกันให้รู้เรื่อง 

               “ไม่อยากให้พี่ไปบ้านผู้ใหญ่ใช่มั้ย” เขาถาม แต่แก้วเจ้าจอมก็เอาแต่ก้มหน้านิ่ง 

               “มันเป็นงาน...” 

               “แก้วรู้...” เธอตอบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เขา หากแต่ที่ดวงตาทั้งสองกลับมีน้ำตาคลอ “แก้วรู้ว่าพี่พนาทำตามหน้าที่ แก้วไม่ว่าอะไรหรอกนะคะพี่พนาไปเถอะ แก้ว...แก้วจะไปเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้นะคะ จะไปเจอผู้ใหญ่ทั้งทีก็ต้องแต่งตัวดีๆ ไปค่ะ” 

               “พี่จะรีบกลับมาหาแก้ว จะมากินข้าวเย็นกับแก้ว แก้วรอพี่นะ” เขาไล้นิ้วปาดน้ำตาออกให้เธอ ก่อนจะดึงเอาเธอมากอดไว้แน่น “อย่าคิดมากนะ ใช่ว่าพี่จะไม่รู้ว่าหมวดริษาเขาคิดยังไงกับพี่ ที่ผ่านมาพี่ก็หลบเลี่ยงเขามาโดยตลอด พี่อยากให้แก้วเชื่อใจพี่ พี่ยังเป็นพี่พนาของแก้วอยู่นะ ของแก้วคนเดียวด้วย” 

               “ของแก้วตลอดไปด้วยรึเปล่าคะ” 

               “แน่นอน” เขาผละเธอออกแล้วกุมแก้มทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ก่อนจะจรดหน้าผากแตะกันกับเธอ “ของแก้วคนเดียวตลอดไป แก้วคือผู้หญิงคนเดียวและคนสุดท้ายในชีวิตพี่ ไม่ร้องนะครับ” เขาจูบซับน้ำตาให้เธออีกแล้วก็กอดเธอไว้อีกครั้ง เพราะเธอกลัวเขาจะไม่รัก เธอกลัวเขาจะทอดทิ้งเวลามีเรื่องที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเธอก็เลยเก็บซ่อนเอาไว้ในใจคนเดียวตลอด ไม่กล้าที่จะพูดหรือโวยวายอะไรออกมา ทุกๆ ความรู้สึกของเธอเขาเข้าใจเป็นอย่างดี ทุกๆ คืนเธอจะแอบร้องไห้คนเดียวเงียบๆ เพราะเขาไม่ยอมแตะต้องเธอ เขาหนีเธอลงมานอนที่ข้างเตียงตลอด เธอคงจะน้อยใจที่เขาทำแบบนี้ แต่เขาก็จนใจจริงๆ แค่นี้เขาก็เอาเปรียบเธอมามากแล้ว เขาฉวยโอกาสตอนที่เธอความจำเสื่อมล่วงเกินเธอ เขาไม่อยากจะทำผิดกับเธอไปมากกว่านี้ ที่เขาทำทั้งหมดไม่ใช่เพราะเขารังเกียจเธอ แต่เป็นเพราะเขารักเธอเขาถึงต้องทำแบบนี้ ความรักของเขามันไม่ใช่การครอบครองร่างกายเธอ แต่มันคือการได้ปกป้องดูแลเธอให้ดีที่สุด ทำให้เธอมีความสุขที่สุด 

  

 

 

               แก้วเจ้าจอมยังไม่ยอมกลับเข้าบ้านพักนับตั้งแต่ยืนส่งผู้กองพนาเดินทางไปที่บ้านของผู้ใหญ่โดยมีผู้หมวดมาริษาเป็นคนขับรถมารับเขาถึงที่นี่ แต่ผู้กองพนาก็ไม่ได้ไปคนเดียว เขาให้ผู้หมวดเผ่าเทพไปกับเขาด้วย ตอนนี้หน้าที่ดูแลความเรียบร้อยภายในฐานก็เลยเป็นของผู้หมวดศิวะ 

               “คุณแก้วครับ กลับไปรอผู้กองที่บ้านพักเถอะครับ ที่นี่ยิ่งดึกยุงมันจะยิ่งเยอะนะ” ผู้หมวดหนุ่มบอก หลังจากที่เขาเดินตรวจฐานไปแล้วรอบหนึ่ง พอผ่านมาทางอาคารอำนวยการอีกครั้งก็ยังเห็นแก้วเจ้าจอมนั่งรอผู้กองพนาอยู่ที่เดิมตรงขั้นบันได 

               “ฉันจะรอพี่พนาก่อนค่ะ อีกเดี๋ยวก็คงกลับแล้ว” เธอยิ้มบางๆ ตอบเขาก่อนจะมองไปยังทางเข้าฐานอีกครั้ง ผู้หมวดศิวะกลัวว่าเธอจะถูกยุงกัดเอาก็เลยจุดยากันยุงมาวางเอาไว้ใกล้ๆ ให้ 

               “งั้นไปกินข้าวก่อนมั้ยครับ วันนี้ที่โรงครัวมีแกงไตปลาด้วยนะครับ ฝีมือดาบดำรงเขา อร่อยมากๆ” 

               “พี่พนาบอกว่าให้รอค่ะ พี่พนาจะกลับมากินข้าวกับฉัน” พอแก้วเจ้าจอมตอบแบบนี้ผู้หมวดศิวะก็จนใจจะพูดอะไรแล้ว เขาได้แต่มองเธออย่างเห็นใจ เพราะเธอความจำเสื่อมเลยเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าผู้กองพนาเป็นสามีของเธอจริงๆ เธอเลยรักและภักดีต่อเขาเป็นอย่างมากทั้งๆ ที่ความจริงเธออาจจะมีคนรักอื่นคอยท่าอยู่แล้วก็เป็นได้ 

               เพราะไม่อยากปล่อยให้เธอนั่งรอผู้กองพนาเพียงคนเดียวผู้หมวดศิวะก็เลยอยู่รอผู้กองพนาเป็นเพื่อนเธอ นี่ก็หมดยากันยุงไปสามขดแล้วแต่ผู้กองพนาก็ยังไม่กลับมาเสียที มีอย่างที่ไหนจะกลับดึกแล้วบอกให้เมียหิ้วท้องหิวข้าวรอ เธอรอเขามาตั้งแต่หกโมงเย็นจนนี่จะสามทุ่มเข้าไปแล้ว เขาล่ะสงสารแก้วเจ้าจอมจริงๆ แต่อีกใจก็อดชื่นชมเธอไม่ได้ ทั้งยึดมั่นในคำพูดแล้วยังมีความอดทนสูงอีก นั่งนิ่งๆ เฉยๆ อยู่ที่เดิมได้ยังไงกันตั้งหลายชั่วโมงแบบนี้ 

               “เออ...นี่มันจะสามทุ่มแล้ว คุณแก้วกลับบ้านก่อนมั้ยครับ” เขาลองถามอีก “เดี๋ยวผมเอาข้าวเย็นไปให้” 

               “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะรอพี่พนาก่อน” 

               “เฮ้อ!” ผู้หมวดหนุ่มถอนหายใจออกมา นี่ถ้าผู้กองกลับตอนเช้าเธอไม่ต้องหิ้วท้องรอทั้งคืนหรอ ผู้กองนะผู้กอง ไปบอกอะไรเมียแบบนี้ ไม่สงสารคนรอบ้างรึยังไงกัน 

               ผู้หมวดศิวะแอบบ่นผู้บังคับบัญชาในใจได้ไม่นาน สักพักก็มีรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาในฐาน ซึ่งเป็นรถของผู้หมวดมาริษา แต่คนที่ขับเป็นผู้หมวดเผ่าเทพ ซึ่งพอเห็นดังนั้นแก้วเจ้าจอมก็รีบลุกขึ้นยืนทันทีเพื่อรอสามีเดินเข้ามาหา แต่แล้วภาพที่เธอเห็นเมื่อเขาก้าวลงมาจากรถ ผู้หมวดมาริษากลับเดินกอดแขนเขาลงมาด้วย ผู้กองพนาเองก็ทั้งโอบกอดและประคองเธอเอาไว้อย่างสนิทสนม ส่วนผู้หมวดมาริษาก็ยังกอดแขนเขาไม่ยอมปล่อยง่ายๆ ไม่ใช่เพียงแค่แก้วเจ้าจอมเท่านั้นที่ตกใจกับภาพที่เห็น แม้แต่ผู้หมวดศิวะเองก็ด้วย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย 

               “หมวดคะ” แก้วเจ้าจอมหันมาทางผู้หมวดศิวะแล้วเรียกเขาเสียงหงอยๆ “พี่พนากลับมาแล้ว...ฉัน...กลับบ้านก่อนนะคะ” ว่าจบเธอก็เดินคอตกจากไปในทันทีทำให้ผู้หมวดศิวะสงสารเธอนัก และโกรธด้วยที่ผู้กองมาทำกับเธอแบบนี้ 

               “ผู้กอง...ผู้กองคะ แล้วมาทานข้าวที่บ้านริษาอีกนะ” เสียงผู้หมวดมาริษาอ้อแอ้เมื่อผู้หมวดศิวะเดินเข้าไปหาจนใกล้ สภาพแบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเมา 

               “อกหักที่รู้ว่าผู้กองมีเมียแล้วเลยดื่มเยอะไปหน่อยน่ะ” ผู้หมวดเผ่าเทพหันมาบอกเขาก่อนที่ชายอีกคนในรถจะเข้ามาเอาตัวผู้หมวดมาริษาไปกอดประคองเอาไว้เอง 

               “ขอโทษนะครับผู้กอง หมวด เมาทีไรเป็นแบบนี้ทุกที บอกให้นอนอยู่บ้านก็ไม่ฟังยังจะถ่อสังขารตามมาด้วยอีก” น้องชายของผู้หมวดสาวขอโทษขอโพยทุกคนก่อนจะลากพี่สาวตัวเองกลับขึ้นรถ แต่ผู้หมวดมาริษาก็ยังร้องเรียกผู้กองพนาไม่หยุดจนเขาต้องรีบบอกให้น้องชายของเธอพาเธอกลับบ้านด่วน ปกติยามที่ไม่เมาผู้หมวดมาริษาเป็นคนที่ใช้ได้คนหนึ่งเลยล่ะ พอเหล้าเข้าปากแล้วสติหลุดทุกที 

               “เฮ้อ! หมดเรื่องหมดราวซักที ที่ฐานเรียบร้อยดีใช่มั้ยหมวด” ผู้กองพนาหันมาถามคนที่รับหน้าที่อยู่เฝ้าฐาน ผู้หมวดศิวะก็เลยชักสีหน้าไม่พอใจใส่เขา 

               “ที่ฐานเรียบร้อยดีครับ แต่หัวใจเมียของผู้กองกำลังแตกสลาย” 

               “แก้ว...มีอะไรรึเปล่า” 

               “ก็ผู้กองทำอะไรเอาไว้ล่ะครับ” 

               “ผมทำอะไร” คนที่ไม่รู้เรื่องก็ยังไม่รู้เรื่องต่อไป 

               “ตั้งแต่ที่ผู้กองออกจากฐานไปคุณแก้วเธอก็นั่งรอผู้กองอยู่ที่นี่ไม่ยอมลุกไปไหน ผมบอกให้ไปกินข้าวเย็นเธอก็ไม่ไปเพราะผู้กองบอกให้เธอรอไม่ใช่หรอ ผู้กองบอกให้เธอรอกินข้าวพร้อมผู้กอง แต่แทนที่ผู้กองจะรีบกลับ ผู้กองกลับปล่อยให้คุณแก้วเธอนั่งรอกินข้าวพร้อมผู้กองตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงสามทุ่ม แล้วพอกลับมาแทนที่ผู้กองจะรีบมาหาคุณแก้ว แต่ผู้กองกลับทั้งโอบทั้งกอดผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าคุณแก้ว ผู้กองรู้มั้ยว่าคุณแก้วเธอจะรู้สึกยังไง เธออุตส่าห์อยู่รอผู้กองมาตั้งนานแล้วทำไม...” 

               “ไอ้ศิ ถ้าไม่รู้อะไรก็เงียบไป” ผู้หมวดเผ่าเทพว่าขึ้น “ผู้กองไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น” 

               “ทิ้งเมียให้ทนหิวตั้งหลายชั่วโมงแบบนี้เนี่ยนะ ถ้าจะไปนานก็ไม่ควรบอกให้คุณแก้วเธอรอสิ นี่อะไร ต้องมานั่งตากยุงรอกินข้าวพร้อมผัว แต่พอผัวกลับมาก็ดันควงผู้หญิงคนอื่นมาหยาม ขนาดฉัน ฉันยังรู้สึกไม่โอเคเลยแล้วคุณแก้วเธอจะเสียใจมากแค่ไหน!!!” 

               “ก็บอกให้หุบปากไง!” ผู้หมวดเผ่าเทพผลักเพื่อนอย่างแรงจนผู้หมวดศิวะถึงกับเซถลา แต่ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้มีเรื่องกันผู้กองพนาก็รีบเดินหนีกลับไปที่บ้านพักเพื่อไปหาแก้วเจ้าจอมแล้ว ถ้าหากว่าเป็นอย่างที่ผู้หมวดศิวะว่าเธอก็กำลังเข้าใจเขาผิดอยู่ 

               “แกฟังฉันไอ้ศิ แกอย่าเพิ่งเป็นบ้าไปว่าผู้กอง” ฝ่ายผู้หมวดเผ่าเทพก็ยังจะอธิบายเรื่องนี้ให้ผู้หมวดศิวะฟังอยู่ “ตอนที่พวกฉันกำลังจะไปบ้านผู้ใหญ่มีคนร้ายขับรถตามพวกฉันไป ผู้กองสงสัยว่าคงจะเป็นไอ้พวกที่มันกำลังตามล่าคุณแก้วอยู่ พวกมันคงมาดักซุ่มอยู่ใกล้ๆ ฐาน พอเห็นมีรถออกมาจากฐานแล้วเห็นหมวดริษาอยู่ในรถด้วยพวกมันก็เลยเข้าใจว่าเป็นคุณแก้ว พวกฉันขับรถล่อพวกมันให้ไปทางอื่นเพื่อไม่ให้พวกมันเข้าใกล้ฐาน ไม่ว่าจะขับหนียังไงพวกมันก็ยังตามมาไม่ลดละ กว่าจะพาพวกมันอ้อมโลกแล้วกลับมาที่บ้านหมวดริษาได้ก็สองทุ่มแล้ว แล้วตอนอยู่ที่นั่นผู้ใหญ่บ้านก็ขอคุยเรื่องการวางกำลังรักษาความปลอดภัยรอบๆ หมู่บ้านต่อ คุยแต่เรื่องงานจนข้าวปลาก็ไม่ได้กินเหมือนกัน ก็มีแค่หมวดริษาเท่านั้นที่หนีไปกินเหล้าก่อนเพราะอกหักจากผู้กอง กว่าจะกลับมาได้ก็ดึกดื่น นี่ถ้าไม่ติดว่าหมวดริษาอยู่ด้วยแล้วรถที่นั่งอยู่ก็เป็นรถของเขาฉันกับผู้กองคงลงไปยำไอ้พวกสารเลวนั่นจนพวกมันน่วมแล้วล่ะ” 

               “แล้วสลัดพวกมันหลุดมั้ย” พอรู้ความจริงแล้วผู้หมวดศิวะก็ถามถึงเรื่องคนร้ายต่อทันที เขาอุตส่าห์วางกำลังเอาไว้เพื่อคอยระวังพวกมันตามที่ผู้กองสั่งจนไม่ได้ข่าวพวกมันมาหลายวัน นี่พวกมันยังจะมาตามหาแก้วเจ้าจอมที่นี่ต่ออีกหรอ 

               “คิดว่าสลัดหลุด เพราะตอนที่จะกลับไปบ้านหมวดริษาก็ไม่เห็น...” 

               ปังๆๆๆ ปังๆๆๆ เสียงปืนที่ดังรัวขึ้นมานอกฐานทำให้ผู้หมวดทั้งสองรีบหยิบอาวุธปืนประจำกายขึ้นมาทันที เช่นเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นๆ ต่างก็วิ่งกรูกันออกมาที่ด้านหน้าฐานพร้อมอาวุธครบมือเพื่อเตรียมตั้งรับและต่อสู้กับเหตุด้วยเข้าใจว่ามีคนมาลอบโจมตีฐานตามยุทธวิธีที่เคยฝึกมาและตามประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากสถานการณ์ในพื้นที่ 

  

 

 

               ผู้กองพนารีบตามแก้วเจ้าจอมไปที่บ้านพักเพื่อขอโทษที่เขาปล่อยให้เธอรอเก้อ หวังว่าเธอจะเข้าใจในสิ่งที่เขากำลังจะบอก บ้านหลังน้อยยังคงเงียบเชียบ แต่แสงไฟจากภายในก็ทำให้รู้ว่าเธอกลับมาที่บ้านแล้วดังนั้นเขาจึงรีบเปิดประตูเข้าไปหาเธอเพื่อตั้งใจว่าจะขอโทษที่เขาผิดนัด ถ้าเธอจะด่าจะว่าเขาก็ยอมเพราะเขาผิดจริงๆ แล้วทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าบ้านไปก็เห็นแก้วเจ้าจอมกำลังนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวที่พื้นข้างเตียง เธอเสียใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้มากแล้วก็ไม่ยอมหันมามองเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่เขาเดินเข้ามาหาแล้วแต่เธอก็ไม่แม้แต่จะสนใจเขา เธอทำราวกับเขาไม่มีตัวตน 

               “แก้ว พี่...” 

               ปังๆๆๆ ปังๆๆๆ เสียงปืนที่ดังก้องมาจากบริเวณด้านหน้าฐานปฏิบัติการกลบคำพูดของผู้กองพนาจนสูญหายไปหมด แล้วมันก็ดังมาไม่หยุดจนเขาต้องชะงักอยู่กับที่ เกิดอะไรขึ้นที่ฐานของเขากัน... พอเขาหันกลับมาหาแก้วเจ้าจอมเพราะคิดว่าเธอคงจะตื่นตกใจ เขาก็เห็นเธอรีบเช็ดน้ำตาออกแล้วมองออกไปนอกบ้านตามเขา ไม่ได้มีความตื่นกลัวเสียงปืนอย่างที่เขาคิดเลย 

               “แก้ว แก้วอยู่ที่นี่นะอย่าออกไปไหนเดี๋ยวพี่จะรีบกลับมาหา” ผู้กองพนาเข้ามาบอกเธอ เขายื่นมือมาเช็ดน้ำตาให้เธอแล้วจึงคว้าปืนรีบวิ่งออกจากบ้านไปในทันที 

               เสียงปืนเหมือนจะดังออกมาจากด้านนอกฐาน แล้วไม่นานก็มีเสียงปืนของอีกฝ่ายดังตามมาซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเสียงปืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แก้วเจ้าจอมรีบลุกออกมาที่หน้าประตูบ้านแล้วมองลงไปด้านล่างเพื่อดูสถานการณ์เพราะเมื่อกี้นี้เธอมัวแต่ฟังเสียงปืน เหมือนประสาทการรับรู้ของเธอจะไวต่อเสียงปืนมากเธอเลยไม่ได้ยินในสิ่งที่ผู้กองพนาบอก ถึงตอนนี้เธอจะน้อยใจที่เขาทิ้งเธอให้รอเก้อ แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกเป็นห่วงเขามากกว่า 

               “พี่พนา...” 

               แก้วเจ้าจอมรีบวิ่งลงจากบ้านพักกลับไปที่ฐาน แล้วพอถึงฐานเธอก็เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานวิ่งกันวุ่นวายไปหมด ทุกคนมีอาวุธครบมือ ส่วนหนึ่งออกไปยิงปะทะกับคนร้าย อีกส่วนยังคงทำหน้าที่ป้องกันฐานเอาไว้ ความโกลาหลทำให้แก้วเจ้าจอมที่ยืนอยู่หน้าเสาธงได้แต่หันซ้ายหันขวาอย่างทำอะไรไม่ถูก เธอมองหาแต่ผู้กองพนาหรือไม่ก็ผู้หมวดทั้งสองแต่กลับไม่พบใครเลยแม้แต่คนเดียว 

               “คุณแก้ว กลับไปหลบที่บ้านพักก่อนครับ” ดาบดำรง เจ้าหน้าที่ตำรวจวัยห้าสิบกว่าวิ่งถือปืนเข้ามาบอกเธอ 

               “พี่พนาล่ะคะ พี่พนา...” 

               “ผู้กองกับสองหมวดออกไปจัดการกับคนร้ายข้างนอกครับ รถของหมวดริษาที่มาส่งผู้กองเมื่อก่อนหน้านี้ถูกโจมตี ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง” 

               “พวกผู้ก่อการณ์ร้ายหรอคะ” 

               “ไม่น่าจะใช่ครับ ผมว่าตอนนี้คุณแก้วกลับไปหลบอยู่ที่บ้านดีกว่า ตรงนี้อันตรายมากนะครับ” แล้วดาบดำรงก็วิ่งเข้าไปช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจนายอื่นๆ คุ้มกันฐาน 

               เสียงปืนยังคงดังขึ้นมาเป็นระยะๆ จนแก้วเจ้าจอมไม่อาจนิ่งนอนใจได้ แต่จะออกไปจากฐานก็ไม่ได้เหมือนกันเพราะตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นทางเข้าฐานเอาไว้อย่างแน่นหนาและไม่มีใครยอมให้เธอเข้าใกล้ประตูทางออกเลย 

  

 

 

               เพราะเข้าใจผิดคิดว่าผู้หมวดมาริษาคือแก้วเจ้าจอมเหล่าคนร้ายที่ตามล่าตัวเธออยู่ก็เลยตามสะกดรอยรถของผู้หมวดสาวอยู่ห่างๆ อย่างไม่ให้ทางผู้กองพนารู้ตัว เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาไหวตัวทันและพยายามขับรถหลบหนีแล้ว แต่เพราะฝ่ายคนร้ายเองก็มีตำรวจแฝงอยู่ด้วย เลยไม่ต่างอะไรกับผีเห็นผีที่จะมองเกมของอีกฝ่ายออก ดังนั้นพอเห็นว่ารถของผู้หมวดมาริษาขับออกมาจากฐานคราวนี้ ด้วยสำคัญผิดคิดว่าผู้หมวดสาวเป็นแก้วเจ้าจอมจึงกราดยิงเข้าไปที่รถของเธอ แต่เพราะผู้หมวดมาริษาเมาอยู่แล้วหลับจนกลิ้งลงไปนอนอยู่กับพื้นรถจึงรอดพ้นจากกระสุนปืนไปในขณะที่ผู้เป็นน้องชายกลับถูกยิงเข้าเต็มๆ และเสียชีวิตคาที่ ผู้กองพนาที่นำกำลังลูกน้องออกมาช่วยเหลือไม่อาจเดาได้ว่าผู้ที่อยู่ในรถจะเป็นตายอย่างไร แต่ไม่ว่าจะรอดหรือไม่รอดเขาก็จะต้องนำตัวของผู้หมวดมาริษาและน้องชายออกมาจากรถให้ได้ 

               “ไหนว่าสลัดพวกมันหลุดแล้วไง” ผู้หมวดศิวะหันมาถามผู้หมวดเผ่าเทพอยู่ด้านหลังผู้กองพนา ผู้กองพนาที่กำลังเล็งปืนเข้าใส่คนร้ายอยู่จึงตอบขึ้นมาแทน 

               “อย่าลืมสิว่าพวกมันเป็นเจ้าหน้าที่เหมือนกันกับพวกเรา พวกมันมองเกมพวกเราออกอยู่แล้ว นี่พวกมันคงคิดว่าหมวดริษาเป็นแก้วถึงได้ตามกัดไม่ปล่อยแบบนี้ ตอนตามล่าครั้งล่าสุดแก้วหายตัวไปพร้อมกับผมใกล้ๆ ฐานนี้ พวกมันก็เลยคิดว่าแก้วอาจจะยังอยู่แถวนี้ พอเห็นว่ามีผู้หญิงอยู่ที่ฐานพวกมันก็เลยคิดว่าเป็นแก้ว” 

               “ฐานตำรวจทหารมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องเจาะจงที่นี่ด้วยครับผู้กอง” 

               “เพราะที่นี่คือที่เดียวที่พวกมันไม่ได้เข้ามาค้นไง แล้วตอนที่ถูกตามล่าผมก็ยิงตอบโต้กับพวกมันไป พวกมันเลยรู้ว่าผมเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ผมไม่แน่ใจว่าพวกมันจะรู้ด้วยรึเปล่าว่าผมเป็นตำรวจหรือทหาร” 

               “ขอให้พวกมันคิดว่าผู้กองเป็นชาวบ้านทั่วไปแล้วกันครับ” 

               “ชาวบ้านที่ไหนจะถือปืนติดตัวแบนี้ตลอดเวลากันล่ะหมวด” ผู้กองพนาว่า อย่างวันก่อนตอนที่เขามีราชการที่ตัวจังหวัดยะลาเขาก็ได้ยินมาว่าตอนนี้หน่วยและฐานของทหารทั้งหมดกำลังถูกตรวจค้น คล้ายกับคนที่ตรวจค้นต้องการจะตามหาใครบางคนอยู่ แต่คาดว่าคนที่เข้ามาขอตรวจค้นนั้นจะใหญ่อยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่มีอำนาจไปขอตรวจค้นหน่วยงานของทหารได้ทุกหน่วยหรอก นี่ผู้หญิงแค่คนเดียวพวกมันถึงกับต้องตามหาแทบพลิกแผ่นดินแบบนี้เลยเชียวหรอ 

               “เราจะเข้าไปเอาตัวหมวดริษากับน้องชายออกมาจากรถนะ บอกพวกที่เหลือยิงคุ้มกันให้ผมด้วย” ผู้กองพนาหันมาสั่ง ก่อนหน้านี้ตอนที่เขานำกำลังลูกน้องออกมายิงตอบโต้กับคนร้าย พวกคนร้ายยังเข้ามาล้อมกราดยิงรถของผู้หมวดมาริษาไม่หยุด การที่เขานำกำลังเข้ามายิงใส่พวกมันแบบนี้ก็เลยทำให้พวกมันขึ้นรถหลบหนีไม่ทัน 

               “ไม่ว่าหมวดริษากับน้องชายจะเป็นยังไงก็ต้องเอาตัวออกมาให้ได้เข้าใจมั้ย” พอสั่งผู้หมวดทั้งสองแล้วผู้กองพนาก็ออกมาจากที่กำบังแล้วถือปืนวิ่งเข้าไปที่ตัวรถของผู้หมวดมาริษาโดยมีเหล่าลูกน้องยิงสกัดคนร้ายเอาไว้ให้ เขากับผู้หมวดทั้งสองและลูกน้องอีกสามนายที่วิ่งตามมาก็ยิงเข้าใส่คนร้ายด้วยเช่นกัน ซึ่งคนร้ายบางส่วนยังคงหลบอยู่ในเงามืดข้างทาง ผู้กองพนาคิดว่าหากผู้หมวดมาริษากับน้องชายไม่รอดเขาจะเข้าไปเล่นงานฝ่ายคนร้ายเลย แต่หากรอด เขาก็จะต้องช่วยทั้งสองคนออกมาจากรถให้ได้ก่อนเพราะคนร้ายพวกนี้มันเคยยิง M79 ใส่รถของโก้มาแล้ว ถ้าพวกมันยิงมาที่รถของผู้หมวดมาริษาด้วยโอกาสที่จะรอดก็คงยาก 

               ปังๆๆๆ ในระหว่างที่ผู้กองพนากับลูกน้องยิงเข้าใส่คนร้ายในเงามืดอย่างไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสได้ตอบโต้ ผู้หมวดเผ่าเทพก็เปิดประตูรถของผู้หมวดมาริษาออก น้องชายของผู้หมวดสาวซึ่งนั่งอยู่ประจำที่คนขับแน่นิ่งไปและเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด ที่ศีรษะมีรอยกระสุนฝังอยู่สามนัด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงจะเสียชีวิตแล้ว แต่ผู้หมวดเผ่าเทพก็โล่งใจเมื่อเห็นว่าผู้หมวดมาริษาซึ่งนอนอยู่กับพื้นตรงเบาะหลังยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นเขาจึงดึงเอาเธอเข้ามาหาแล้วอุ้มเอาไว้  

               “ผู้กองครับ หมวดริษายังไม่ตาย แต่น้องชายของหมวดไม่รอดครับ” เขาร้องบอก ผู้กองพนาเพียงแค่พยักหน้ารับเพราะยังยิงเข้าใส่คนร้ายอยู่ ฝ่ายคนร้ายที่หลบกระสุนอยู่ข้างทางพอเห็นผู้หมวดเผ่าเทพอุ้มผู้หมวดมาริษาออกมาจากรถแล้วก็ต้องเจ็บใจเมื่อเพิ่งจะได้เห็นหญิงสาวชัดๆ นี่ไม่ใช่แก้วเจ้าจอม แต่เธอคนนี้ผมสั้น ผิวกายไม่ได้ขาวผ่องแบบแก้วเจ้าจอมซ้ำยังแต่งเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ ตชด. อีกด้วย  

               “บัดซบเอ้ย! เสียเวลากูจริงๆ” ลูกน้องของสารวัตรคมกฤชที่ได้รับมอบหมายให้มาจัดการเก็บแก้วเจ้าจอมในครั้งนี้สถบออกมาอย่างหัวเสียที่เล่นงานผิดคน หรือที่เขาคิดว่าแก้วเจ้าจอมจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่ฐานของตำรวจพลร่มแห่งนี้เขาจะคิดผิด เขามาแอบซุ่มดูอยู่ตั้งนานก็ไม่เห็นจะมีผู้หญิงอยู่ที่นี่เลย ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เห็นก็มีแค่เจ้าหน้าที่ ตชด. คนนี้ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย 

               “พี่ ผิดตัว” 

               “เออ กูรู้แล้ว!” เขาหันไปตอบลูกน้อง “บอกไอ้พวกที่เหลือรีบถอย เดี๋ยวพ่อมึงได้แห่กันมาเพิ่ม” เสียงปืนสนั่นแบบนี้คาดว่าอีกเดี๋ยวคงมีเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นๆ เข้ามาสมทบดังนั้นจึงต้องรีบถอย เขาพยายามจะวิ่งจากข้างทางกลับไปที่รถ แต่ผู้กองพนาที่ยิงปืนมาทางนี้อยู่เห็นเข้าจึงยิงปืนเข้าใส่ หัวหน้ากลุ่มคนร้ายเลยดึงตัวลูกน้องที่วิ่งตามมามาเป็นโล่ป้องกันตัวทำให้ลูกน้องรายนี้โดนกระสุนของผู้กองพนาเข้าไปจนขาดใจตายแทน ส่วนหัวหน้าคนร้ายกลับวิ่งเข้าไปหลบที่ตัวรถได้ 

               “หมวด! รีบพาหมวดริษากลับไปหลบที่ฐานก่อน เดี๋ยวผมยิงสกัดมันให้” ผู้กองพนาสั่งผู้หมวดเผ่าเทพ ผู้หมวดหนุ่มจึงจะอุ้มหญิงสาวออกไปจากจุดที่เกิดเหตุ แต่ในจังหวะที่ผู้หมวดเผ่าเทพกลับหลังหันจะอุ้มผู้หมวดมาริษาออกไป หัวหน้าคนร้ายที่หลบอยู่ที่ตัวรถก็ได้เล็งปืนเข้าใส่เขาแล้วยิงในทันที 

               ปัง!!! ผู้หมวดหนุ่มถึงกับล้มลงในทันทีเมื่อถูกยิงที่ขา พอเห็นว่าเขาล้มลงไปแล้วหัวหน้าคนร้ายเลยจะยิงซ้ำให้ตายเพื่อให้เหล่าเจ้าหน้าที่เสียกำลังใจเขาจะได้มีโอกาสหลบหนี แต่ผู้กองพนาก็ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเมื่อเขาวิ่งออกมายืนบังผู้หมวดเผ่าเทพเอาไว้แล้วยิงปืนเข้าใส่หัวหน้าคนร้ายในทันที 

               ปัง!!! 

               ปัง!!! เสียงปืนดังออกมาพร้อมๆ กันทั้งสองฝ่าย หัวหน้าคนร้ายถูกยิงเข้าที่กลางท้องล้มตึงลงไปกับพื้น ฝ่ายผู้กองพนาเองก็ทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับที่ 

               “ผู้กอง!!!” ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะร้องออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นผู้กองพนาถูกยิงเข้าที่บริเวณท้องเช่นเดียวกัน เพราะก่อนหน้านี้เขาออกไปบ้านของผู้ใหญ่มาจึงไม่ได้ใส่เสื้อเกราะ กระสุนนัดนี้จึงฝังเข้ามาที่ตัวเขาทันที แล้วพอเห็นว่าผู้กองพนาถูกยิง ทุกคนก็พากันอึ้งไปชั่วขณะจนทำให้คนร้ายที่เหลือเข้ามาดึงตัวหัวหน้าของตนขึ้นรถ 

               “มึง!!!” ผู้หมวดศิวะร้องตามคนร้ายแล้วส่งสัญญาณให้ลูกน้องทุกนายระดมยิงเข้าใส่พวกมันอีก แต่คนร้ายก็ขึ้นรถแล้วขับออกไป เขาที่ยิงปืนเข้าใส่รถของคนร้ายอยู่จึงรีบวิทยุไปแจ้งให้กำลังเสริมที่กำลังมาที่นี่สกัดคนร้ายเอาไว้  

               ผู้กองพนาที่ถูกยิงทรุดล้มลงไปกับพื้นถนน พอเห็นแบบนี้ผู้หมวดศิวะก็ไม่มีใจที่จะออกติดตามคนร้ายไป ผู้หมวดเผ่าเทพเองก็ได้รับบาดเจ็บเขาจึงต้องเข้าไปดูแลคนทั้งสอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้กองพนาถูกยิง ด้วยหน้าที่การงานแบบนี้จึงทำให้เขามักจะบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ ในตอนที่ผู้หมวดเผ่าเทพจะถูกยิง ผู้กองพนาอดนึกถึงตอนที่น้องชายถูกยิงจนเสียชีวิตเมื่อหนึ่งปีก่อนไม่ได้ เหตุการณ์นั้นมันเป็นภาพและความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของเขาและเขาก็ไม่อยากจะเห็นลูกน้องคนสนิทที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาไม่ได้ต่างจากน้องชายต้องเป็นอะไรต่อหน้าต่อตาอีกคนเขาจึงต้องรีบเข้ามาช่วย สำหรับเขา เขาจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอแค่ลูกน้องของเขาปลอดภัยก็พอแล้ว 

               “หมวด...คนร้าย...” เขาเห็นคนร้ายขับรถหนีไปต่อหน้าต่อตาแล้วก็เจ็บใจนัก เมื่อไหร่กัน เมื่อไหร่เขาถึงจะจัดการกับไอ้พวกแมงดานี่ได้ มันจะตามจองล้างจองผลาญแก้วเจ้าจอมอะไรนักหนา 

               “ผมวิทยุให้กำลังเสริมจากหน่วยอื่นที่กำลังมาที่นี่สกัดคนร้ายเอาไว้แล้วครับผู้กองไม่ต้องห่วงเรื่องนี้นะ ผู้กองแข็งใจเอาไว้ก่อนนะครับผมจะรีบพาผู้กองไปหาหมอ” ผู้หมวดศิวะที่เข้ามาประคองเขาเอาไว้บอกก่อนจะหันไปทางผู้หมวดเผ่าเทพ 

               “ไอ้เทพ แกไหวใช่มั้ย” ผู้หมวดเผ่าเทพพูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นกับตาว่าผู้กองพนาวิ่งเข้ามาเอาตัวบังกระสุนให้เขา ผู้กองช่วยชีวิตเขา ยอมเจ็บตัวแทนเขา...พอคิดได้แบบนี้เขาก็ไม่อาจเก็บกลั้นน้ำตาได้ ไม่เคยมีสักครั้งเลยที่ผู้กองจะไม่ห่วงเขา ผู้กองช่างดีกับเขาเหลือเกิน 

               “ไปเอารถมา พาผู้กองไปโรงพยาบาลด่วน!” ผู้หมวดเผ่าเทพไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเองแล้วหันไปสั่งลูกน้องที่กำลังเข้าเคลียร์พื้นที่ หากแต่ผู้กองพนากลับยกมือขึ้นห้ามเขาเสียก่อน 

               “แก้ว...พาผมไปหาแก้ว” เพราะยังมีเรื่องที่ติดค้างเธอเอาไว้ทำให้ผู้กองพนาไม่อาจไปไหนได้หากว่ายังไม่ได้เจอเธอ แม้จะบาดเจ็บสาหัสยังไงแต่เขาก็ยังอยากจะเจอเธอ เขาอยากเอ่ยคำขอโทษกับเธอก่อน 

               “ไม่ได้นะครับผู้กอง ผู้กองต้องไปหาหมอก่อน” 

               “ไม่ พาผมไปหาแก้วก่อน” ผู้กองพนายื่นคำขาด จะไปหาแก้วเจ้าจอมให้ได้และหากไม่มีใครพาไปเขาก็จะไปหาเธอเอง ผู้หมวดศิวะไม่รู้จะทำยังไงแล้วก็เลยต้องทำตามที่เขาขอ พาเขากลับไปหาแก้วเจ้าจอมตามที่เขาต้องการ 

เสียงปืนในที่เกิดเหตุเงียบไปแล้วตามมาด้วยข่าวผู้กองพนาถูกยิงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่คุ้มกันฐานทั้งตกใจและใจเสียไปตามๆ กัน แก้วเจ้าจอมที่ยังยืนอยู่หน้าเสาธงถึงกับแข้งขาอ่อนไปหมด ความห่วงใยปะทุขึ้นมาจนเธอไม่อาจใจเย็นอยู่รอที่นี่อีกต่อไปได้ เธอไม่สนใจเสียงร้องห้ามของเจ้าหน้าที่คนไหนรีบวิ่งออกไปจากฐานแล้วตรงไปที่เกิดเหตุในทันทีซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทางเข้าฐานมาก เมื่อมาถึงเธอก็เห็นผู้หมวดมาริษานอนหมดสติอยู่ที่พื้นถนน ที่แขนมีรอยถูกยิง และไม่ไกลกันนั้นผู้กองพนากำลังนอนอย่างอ่อนแรงอยู่ที่พื้นถนนโดยมีผู้หมวดศิวะประคองเอาไว้เพื่อจะพาเขากลับฐาน 

“พี่พนา!!!” เธอร้องเรียกเขาแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาในทันที ผู้กองพนาที่แข็งใจเอาไว้เพื่อรอเจอเธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น อาการบาดเจ็บสาหัสทำให้เขาเบลอและเข้าใจว่าถูกพาตัวกลับมาที่ฐานแล้ว เขาพยายามฝืนยิ้มให้เธอขณะยื่นมือไปหา แก้วเจ้าจอมจึงรีบกอดมือของเขาเอาไว้ทั้งน้ำตา 

“พี่...ขอโทษ” นี่คือสิ่งที่เขาอยากจะบอกเธอ แค่ลำพังเขาต้องไปกับผู้หมวดมาริษามันก็ทำให้เธอไม่สบายใจแล้ว แต่นี่เขายังทิ้งให้เธอต้องรอเขา ไม่ระวังตัวจนเธอมาเห็นเขากอดประคองผู้หมวดมาริษาแล้วเข้าใจเขาผิด วันนี้เขาทำให้เธอร้องไห้ เขาผิดสัญญาที่เคยบอกว่าจะไม่ทำให้เธอเสียใจ 

               “พี่ขอโทษ...” เขาอยากจะพูดคำนี้ออกมาเป็นร้อยๆ พันๆ ครั้งแต่ก็ทำได้ยากเย็นนักเมื่อเขารู้สึกชาไปทั้งตัว ตาจะปิดเสียให้ได้และไม่มีแรงแม้แต่จะขยับตัว 

               แก้วเจ้าจอมมองเลือดของเขาที่ไหลออกมาท่วมตัว ยิ่งเห็นเขากระอักเลือดออกมาเธอก็ยิ่งรู้สึกร้าวรานไปทั้งใจ อาการบาดเจ็บของเขามันมีผลกระทบต่อจิตใจของเธอเป็นอย่างมาก แก้วเจ้าจอมรู้สึกมึนงงขึ้นมาชั่วขณะ อาการปวดศีรษะตามมาพร้อมๆ กับภาพมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัว ภาพของพยาบาลเดินขวักไขว่ไปมา ภาพของยาและเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์มากมายหลายอย่าง ภาพของเธอเองตอนที่อยู่ในชุดเสื้อกาวน์ ภาพตอนที่เธอตรวจรักษาคนไข้ ภาพตอนที่เธอผ่าตัดคนไข้อยู่ในห้องผ่าตัด...หมอ...เธอเป็นหมอ... 

               แก้วเจ้าจอมหลับตาทั้งน้ำตาแล้วส่ายหน้าไปมาเพื่อให้หายจากอาการมึนงงและปวดศีรษะ ครั้นพอลืมตาขึ้นมองผู้กองพนาอีกครั้งหยาดน้ำตาที่กำลังร่วงรินก็พลันแห้งเหือดไปแทบจะในทันที จากที่กอดมือของเขาเอาไว้เธอรีบจับชีพจรของเขา แล้วจังหวะการเต้นของชีพจรของเขาก็ทำให้เธอพอที่จะรู้อาการบางอย่างคร่าวๆ เธอหลับตาลงอีกครั้ง ในเวลานี้เธอก็ยังจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้อยู่ดี แต่สิ่งเดียวที่ตอนนี้จู่ๆ เธอก็รู้และจำได้ก็คือวิชาทางการแพทย์ทั้งหมด เธอจำชื่อเส้นเลือดในร่างกายมนุษย์ได้ทั้งหมด โครงสร้าง สรีรวิทยาทางร่างกายมนุษย์ ลักษณะอาการเจ็บป่วยและวิธีการรักษา การใช้ยา...เธอรู้ทั้งหมด 

               “...ฉันเป็นหมอ” เธอพึงพำออกมาคนเดียว แต่ผู้กองพนากลับได้ยินเต็มสองหู...หมออย่างนั้นหรอ 

               “หมวดคะ รีบพาพี่พนาไปที่ห้องพยาบาลด่วนค่ะ ฉันต้องรีบรักษาเขา” แก้วเจ้าจอมหันมาบอกผู้หมวดศิวะพร้อมๆ กับที่กระชากแกะกระดุมเสื้อของผู้กองพนาออกแล้วดูบาดแผลในขณะที่คนถูกยิงกับลูกน้องได้แต่มองหน้ากันอย่างไม่แน่ใจ 

               “กระสุนฝังไม่ลึก ผ่าตัดได้...” แก้วเจ้าจอมยังคงพึมพำออกมา มือก็กดบาดแผลของเขาเอาไว้แล้วเงยหน้าขึ้นไปบอกผู้หมวดศิวะอีกครั้ง 

               “ฉันบอกให้รีบพาพี่พนาไปที่ห้องพยาบาลไง เร็วๆ เข้าสิคะ” ในวันที่ผู้กองพนาพาเธอมาแนะนำตัวกับเหล่าลูกน้องที่ฐาน วันนั้นเขายังได้พาเธอเดินดูรอบๆ ฐานด้วยว่ามีอะไรบ้าง เธอจำได้ว่าที่ห้องพยาบาลของที่นี่มีเครื่องมือทางการแพทย์อยู่มากมายแต่ขาดหมอ แม้ที่ฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ได้มีแพทย์ทหารประจำอยู่อย่างฐานของทหาร แต่พวกเขาก็มีหยูกยาพร้อมและมีมากพอที่จะนำออกไปแจกจ่ายหรือดูแลชาวบ้านได้อีกด้วย ส่วนเครื่องมือทางการแพทย์นั้นก็ได้มาพร้อมกับยาเพราะบางฐานจำเป็นที่จะต้องใช้ในยามฉุกเฉินที่ไม่อาจพาคนเจ็บไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้ 

               “พาผู้กองไปโรงพยาบาลจะไม่ดีกว่าหรอครับ ถึงที่นี่เราจะมียาพร้อม แต่เราก็ไม่มีหมอนะครับคุณแก้ว” 

               “ก็ฉันนี่ไงเป็นหมอ!” พอเธอว่าเท่านั้นแหละ ผู้หมวดทั้งสองก็ถึงกับพากันมองหน้าเธออย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่แววตามุ่มมั่นของเธอแบบนี้มันก็ทำให้พวกเขารู้ดีว่าเธอไม่ได้ล้อเล่นแน่นอน ส่วนผู้กองพนาที่กำลังจะหมดสติอยู่นั้นได้แต่มองเธออย่างอ่อนแรง การที่เธอบอกว่าเธอเป็นหมอนั้นเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าคงเป็นเรื่องจริง เธอเคยอ่านบทความทางการแพทย์ภาษาอังกฤษให้เขาฟัง พอเขาบอกว่าไม่เข้าใจในศัพท์ทางการแพยท์เธอก็สามารถอธิบายให้เขาฟังจนเข้าใจได้ แต่ตอนนั้นเขายังไม่เอะใจ เขาแค่คิดว่าเธอน่าจะเรียบจบมาสูงเลยพอมีความรู้ แต่เขาก็ไม่รู้เลยว่าเธอจะเป็นหมอจริงๆ แต่ไม่ว่าเธอจะเป็นอะไรก็ตามแต่ ขอเถอะนะ ขออย่าเพิ่งให้เธอจำอะไรได้เลย ถ้าเธอจำเรื่องราวในอดีตได้แล้วลืมเรื่องราวในปัจจุบันเขาก็จะต้องเสียเธอไป เขารู้ว่าการคิดแบบนี้มันเป็นความคิดของคนเห็นแต่ตัว แต่เขาก็ยังไม่อยากเสียเธอไป เขายังอยากเป็นพี่พนาของเธอต่อ เขายังอยากอยู่กับเธอ อยากฟังเธอบอกรักเขา อยากให้เธออ้อน ขอเถอะนะ ขออย่าให้เธอจำอะไรได้มากกว่านี้อีกเลย เขาคิด ก่อนที่จะหมดสติไปในที่สุด 

  

********************************************************** 

คุณหมอแก้วกำลังจะฟื้นคืนชีพแล้วจ้า หั่นพี่พนาก่อนเป็นคนแรกเลย ลากไปขึ้นเขียงด่วนนนนนนน 

*********************** 

เป็นตอนที่เขียนแล้วก็ลบ แล้วก็รีไรท์ใหม่หลายรอบมากกว่าจะได้เวอร์ชั่นนี้ รีไรท์แม้แต่วินาทีสุดท้ายก่อนลง ด้วยเหตุนี้จึงมาช้า และคำผิดคงละลานตาค่ะ (ตรงไหนเขียนผิดแจ้งมาได้เด้อ) 

********************************************* 

ในช่วงที่ไนเปอร์นางความจำเสื่อมอยู่นี้ นางจะค่อนข้างร้องไห้เก่ง ดราม่าเก่งและอ่อนแอจนน่ารำคาญ อย่าเพิ่งว่านางนะคะ ไรท์ตั้งใจเขียนให้นางเป็นแบบนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับตอนที่นางหายความจำเสื่อมแล้ว ตัวละครจะมี 2 บุคคลิก พอนางกลับมาเป็นไนเปอร์ยัยโหดคนเดิมทุกคนจะได้แบบว่า...นี่ใช่คนๆ เดียวกันกับหมอแก้วผู้บอบบางจริงๆ หรอ!!! เป็นการเปรียบเทียบนิสัยตัวละครค่ะ 

แต่...ก็อย่าเพิ่งเร่งให้นางจำอะไรได้เลยนะคะ นิยายเรื่องนี้ยังอีกยาวไกลค่ะ ถ้านางหายความจำเสื่อมเร็วเดี๋ยวนิยายมันจะจบเร็ว จะไม่ตรงตามโครงเรื่องที่ไรท์วางเอาไว้ อดทนรออย่างใจเย็นๆ เด้อ หมอแก้วผู้บอบบางนางยังมีมุมน่ารักๆ อีกเยอะ ขอให้นางได้หวานๆ กับพี่พนาไปนานๆ ก่อน แล้วระหว่างนี้ความสามารถด้านต่างๆ ที่นางเคยมีจะค่อยๆ ผุดขึ้นมาด้วย 

*********************************** 

(ข้อมูลที่เขียนในตอนนี้ได้มาจากพี่ตำรวจในยะลาที่ไรท์สัมภาษณ์มา แต่เหตุการ์ไล่ยิงผู้หมวดมาริษานั้นสมมติจากจินตนาการของไรท์เองเด้อ) 

ความคิดเห็น