email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 20.เป็นได้เพียง กษัตริย์.

ชื่อตอน : ตอนที่ 20.เป็นได้เพียง กษัตริย์.

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 180

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ม.ค. 2564 03:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 20.เป็นได้เพียง กษัตริย์.
แบบอักษร

พระตำหนักใหญ่

“พูดไปตามความจริงเถอะ ท่านหมอหลวง?”

“.....!ฝ่าบาท”

ห้องโถงใหญ่ภายในตำหนักส่วนพระองค์ องค์จักรพรรดิในฉลองพระองค์สีแดงสดปักลายมังกรด้วยเส้นไหมสีทองทรงสง่า นั่งอยู่บนเบาะรองนั่งมือข้างหนึ่งยื่นออกไปให้แก่หมอหลวงประจำตัวจับชีพจร เมื่อทรงสังเกตุถึงสีหน้าของท่านหมอหลวงไม่สู้ดีนัก จึงเอ่ยปากทำลายความลำบากใจที่เกิดขึ้นเสีย

ภายในห้องมีเพียงฝ่าบาท ท่านหมอหลวง และหัวหน้าขันทีผู้ติดตามฝ่าบาทเพียงแค่สามคนเท่านั้น เรื่องที่ฝ่าบาทประชวรหนักนั้นแม้แต่พระมเหสีก็ยังไม่รู้

“หากฝ่าบาททรงรักษาพระอาการอย่างเคร่งครัด ก็จะทรง...!”

“เราทำอย่างนั้นไม่ได้ ท่านก็รู้”

“ฝ่าบาท กระหม่อมมิได้พูดเพื่อโน้มน้าว แต่กระหม่อมมิอาจทนเพิกเฉยต่อพระอาการของฝ่าบาทได้”

“เราเข้าใจที่ท่านหมอหลวงพูด แต่ยังให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้”

“โปรดไตร่ตรองอีกครั้งเถอะฝ่าบาท”

ทั้งหมอหลวงและหัวหน้าขันทีต่างก็ก้มหัวลงพื้นเพื่อขอให้องค์ราชายอมเปิดเผยพระอาการป่วยแก่พระมเหสีและเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการจะทำเช่นนั้น แน่นอนว่าเหล่าเสนาบดีต่างๆ จะต้องร่วงรู้การที่จะคงเอาไว้ซึ่งฐานอันมั่นคงเพื่อเป็นบันใดให้แก่ลูกชายได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนจุดสูงสุดของบัลลังก์ กว่าจะถึงเวลานั้น ฝ่าบาทจะต้องไม่เปิดเผยความอ่อนแอของตนให้เสนาบดีบางคนที่คิดคิดก่อกบฏต่อราชวงศ์ได้ร่วงรู้ แม้จะต้องแลกด้วยพระอาการที่หนักขึ้นทุกวันๆ

“องค์รัชทายาท เสด็จเข้าเฝ้าพะยะค่ะฝ่าบาท!”

“.....!”

เมื่อได้ยินเสียงจากด้านหน้าประตู ฝ่าบาทจึงพยักหน้าให้แก่หมอหลวงให้ออกไปเสีย เพื่อหลีกเลี่ยงความน่าสงสัยจากองค์รัชทายาท

แอด~!

ร่างสูงในฉลองพระองค์สีน้ำเงินเข้ม ปรากฎขึ้นเมื่อประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก เขามองไปยังชายวัยกลางคนสวมชุดสีแดงด้านใน ซอลมินก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นว่าหมอหลวงที่เพิ่งจะเข้าเฝ้าไปก่อนหน้ายืนโค้งให้แก่ซอลมินและเดินสวนออกไป ทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อย

“เสด็จพ่อ..”

“นั่งลง”

ซอลมินอ้าปากพูดเพียงไม่กี่คำผู้เป็นพ่อก็ถอนหายใจกวักมือบอกลูกชายหัวแข็งของตนให้นั่งลงบนเบาะฝั่งตรงข้ามโดยมีโต๊ะน้ำชาเตี้ยๆ กั้นกลาง ขายาวๆของซอลมินก้าวเข้าไปนั่งตามที่เสด็จพ่อทรงบอกแต่โดยดี

“ทรงรับสั่งให้กระหม่อมเข้าเฝ้า ทรงมีเรื่องด่วนหรือพะยะค่ะ?”

“ร้อยวันพันปี หากข้าไม่มีธุระ เจ้าจะเข้าเฝ้าโดยที่ข้าไม่สั่งหรือไม่?”

“......”

องค์ราชาพูดพรางยกแก้วน้ำชาขึ้นดื่ม ซอลมินถึงกับเงียบไปเพราะตนทำแบบนั้นจริงๆ สืบเนื่องมาจากการจัดพิธีอภิเษกโดยที่เขาไม่เต็มใจนัก

“หากเป็นเรื่องอภิเษก กระหม่อมยังไม่ได้มีการตัดสินใจอะไร...!”

“ข้าอาจจะต้องให้เจ้า ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการไวขึ้น”

“......!”

แม้แต่หัวหน้าขันที่ที่ยืนก้มหน้าก้มตาอยู่ห่างๆ ยังต้องผงะเงยหน้าขึ้นมององค์ราชาที่อยู่ๆ ก็พูดอะไรแบบนั้นขึ้นมาโดยที่ไม่มีปลี่มีขลุ่ย

“เจ้าคิดเห็นอย่างไร องค์ชาย?”

“ข้า.......!”

“เจ้าพร้อมที่จะรับหน้าที่นี้หรือไม่?”

“........”

ถึงจะรู้สึกว่านี่คือหน้าที่ที่จะมาถึงในสักวัน แต่ข้าไม่ได้คาดคิดว่ามันจะกระทันหันเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง ทำข้าใจสั่นอยู่ไม่น้อย แต่ในเมื่อเป็นพระประสงค์ของเสด็จพ่อ ลูกชายที่เกิดมาเพื่อเป็นเจ้าแห่งแผ่นดิน จะช้าหรือเร็วนี่ก็เป็นลิขิตที่ต้องเดินไป

“ข้าพร้อม เสด็จพ่อ”

“.......!”

เมื่อได้ยินคำตอบหลังจากที่องค์รัชทายาททรงนิ่งเงียบด้วยสีหน้าครุ่นคิด องค์ราชาก็ถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก พรางยิ้มเล็กๆ อย่างภาคภูมิใจ

“แต่....”

“...?!”

“หากท่านพิจารณาแล้วว่าจะทรงแต่งตั้งกระหม่อมให้เป็นผู้สำเร็จราชการแล้วนั้น...”

ซอลมินมองหน้าผู้เป็นพ่อด้วยแววตาแข็งกร้าว รอยยิ้มเมื่อครู่ของฝ่าบาทจึงค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย

“ข้ามิอาจเป็นหุ่นที่ถูกเชิด หรือแม้อดทนต่อสิ่งไม่ถูกต้อง ข้ามิอาจเป็นกษัตริย์ในแบบที่เหล่าเสนาบดีทั้งหายต้องการ”

“......!”

“ข้าจะไม่นั่งเฉย และจะไม่ปกครองภายใต้เงาของเสนาบดีคนไหนเพื่อคงไว้ซึ่งอำนาจ หากต้องทำลายใครเพื่อความถูกต้อง ข้าจะไม่ลังเลแม้แต่น้อย”

“......!!”

ข้ารู้ดีว่ากำลังพูดทำร้ายจิตรใจของคนเป็นพ่อผู้ที่เป็นถึงกษัตริย์ ทั่วทั้งแผ่นดินประชาชนยากไร้ถูกกดขี่เพียงใด แต่ท่านพ่อกลับถูกขุนนางเสนาบดีปิดหูปิดตา ฝ่าบาททรงมีดวงตาที่ดีทั้งสองข้าง ข้าไม่แน่ใจว่าท่านมองไม่เห็นจริงๆ หรือแกล้งว่าไม่เห็นกันแน่

ปึ้ง!!!!

มือหนาตบลงบนโต๊ะน้ำชาด้วยความโมโห องค์ราชาหมดความอดทนที่จะฟังคำพูดเสียดสีขององค์ชายอย่างไร้ความปรานีต่อความเป็นกษัตริย์ของตน คนเป็นพ่อย่อมรู้ดีว่าลูกชายของเขาเป็นคนเช่นไร แม้ตอนนี้ซอลมินจะไม่สามารถทำอะไรได้มาก แต่เมื่อเวลาของเขามาถึง เขาจะต้องทำบางอย่างที่กษัตริย์อย่างข้าเองยังทำไม่ได้

“หากคิดว่าทุกอย่างมันง่ายอย่างที่เจ้าพูดมา ข้าคงไม่ทุ่มเทเพื่อเจ้ามากมายเพียงนี้!!!’”

“อย่างไรเสีย ท่านไม่ควรปล่อยให้ ประชาชนของท่าน ตกเป็นเหยื่อที่ถูกคนชั่วกดขี่ ขูดเลือดขูดเนื้อ ทั้งที่ท่านรู้อยู่แก่ใจแต่กลับ.....!”

“ข้า เป็นกษัตริย์!! สิ่งที่ข้าทำได้ในตอนนี้คือ เป็นกษัตริย์ให้แก่แผ่นดินนี้”

“....!”

ซอลมินหยุดคำพูดที่กระทบจิตรใจคนฟังลงขบกรามแน่น พรางมองไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธขององค์ราชา น้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อยขอบตาของฝ่าบาทเริ่มแดงเพราะความเสียใจจากคำพูดขององค์รัชทายาท

“เวลาแบบนี้ข้าไม่อยากมาทะเลาะกับเจ้า”

“....”

“เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือการอภิเษก”

“......!”

“เลิกเล่นเป็นเด็ก แล้วเลือกมาสักคน!”

คำพูดกระแทกเสียงนั้นทำเอาซอลมินเบิกตากว้างอย่างตกใจ

“!ท่านให้สิทธิ์ในการเลือก ข้ากำลังเลือกตามที่ท่าน....”

“เหตุใดเจ้าจึงผลัดวันคัดเลือกไปเรื่อยๆ ข้าให้เวลาเจ้าก่อนถึงฤกษ์งามยามดีในครั้งหน้า หากยังเลือกไม่ได้”

“....”

“ข้าจะเป็นคนเลือกให้เจ้าเอง”

สายตาผู้เป็นพ่อไม่มีวี่แววของความล้อเล่นหรือทรงเกรงใจในตัวองค์ชายแม้แต่น้อยก่อนจะหันมาพยักหน้าให้แก่หัวหน้าขันที และไม่ทรงทอดพระเนตรใบหน้าขององค์ชายอีก

“องค์ชายพะยะค่ะ”

“.....”

เมื่อได้รับคำสั่งจากองค์ราชา หัวหน้าขันทีจึงเข้ามาหาองค์ชายด้วยท่าทางนอบม้อม ซอลมินรู้ว่าตนกำลังถูกท่านพ่อไล่ให้กลับไป จึงได้แค่เก็บงำความเดือดดาลภายในอกพร้อมกับลุกขึ้นยืนต่อหน้าพระพักตร์ แล้วหมุนตัวเดินออกจากพระตำหนักโดยมีหัวหน้าขันทีเดินตามออกมาด้วย

“เสด็จพ่อ ทรงประชวรหรือหัวหน้าขันที?”

“อ่อ ฝ่าบาททรงแข็งแรงดีพะยะค่ะ”

ระหว่างทางเดินออกจากพระตำหนักใหญ่ ซอลมินเดินไปพรางถามหัวหน้าขันทีที่เดินมาตามมาด้วยความสงสัย

“เหตุใดหมอหลวงจึงรีบร้อนออกไปนักเมื่อเห็นว่าข้ามาเข้าเฝ้า?”

“ช่วงนี้ฝ่าบาททรงบรรทมไม่ค่อยสนิท เลยให้หมอหลวงเข้าเฝ้าเพื่อให้ตรวจเล็กๆ น้อยๆ องค์ชายอย่าได้ทรงคิดมากไปเลยพะยะค่ะ”

“อืม..”

ซอลมินเลิกถามคำถาม เพราะเขาคือหัวหน้าขันทีคนสนิทของเสด็จพ่อ ไม่ง่ายเลยที่จะงัดปากของเขาเพื่อร้วงความลับออกมา

เปรี๊ยะ!!

“อ๊าา!!”

“จะเป็นพระชายาได้อย่างไร หากยังเดินห่อไหล่เช่นนี้เจ้าคะ?”

ไม้หวายขนาดเหมาะมือของหัวหน้านางในฟาดเข้าที่บริเวณหัวไหล่ช่วงหลังของอียูไม่แรงนักแต่ก็ทำให้ร่างเล็กสะดุ้งพร้อมกับทำหน้ามุ่ยอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจีมินและจีซูต่างก็ยกมือขึ้นปิดหน้านั่งอยู่ห่างๆ เพราะสงสารคุณหนูของตน

“อะ ฮึ่ม”

“...!!”

เสียงกระแอมเล็กๆ แทรกผ่านม่านมู่ลี่ลูกปัดเบื้องหลังคือพระมเหสีพระนางทรงเสด็จมาคุมการฝึกฝนด้วยพระองค์เองในทุกๆ ครั้งไม่เคยว่างเว้น นั่นทำให้ทั้งสามคนพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะเข้าตาพระมเหสีเท่าที่จะทำได้

“เริ่มใหม่เจ้าค่ะ”

“.....!”

เสียงหัวหน้านางในคนสนิทของพระมเหสีดังขึ้นอียูจึงพยักหน้าอย่างนอบน้อมพรางยกกระโปรงพองๆ ขึ้นแล้วเดินกลับไปที่จุดเริ่มต้น เพื่อฝึกท่าเดินที่สง่างามเมื่อต้องเดินเคียงข้างองค์รัชทายาท แม้มันจะไม่ยากเหมือนตอนฝึกยิงธนู แต่มันจุกจิกและน่าหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก

“เงยหน้าขึ้นอีกนิด ดีเจ้าค่ะ”

“....!!”

เมื่อเริ่มเดินอีกครั้ง คราวนี้หัวหน้านางในออกปากชมด้วยสีหน้าพออกพอใจ ทำเอาอียูยิ้มได้อย่างหายเหนื่อย คุณหนู มุนอา และคุณหนู ดาจอง ที่นั่งรออยู่ด้านข้างต่างก็ชักสีหน้าไม่พอใจดูถูกอียูนัก เพราะพวกนางต่างก็ผ่านการฝึกราวกับถูกสอนมาดีอยู่แล้วตั้งแต่ที่บ้าน เลยไม่ต้องโดนไม้เรียวให้เจ็บตัวทั้งยังถูกหัวหน้านางในปากเปียกปากแฉะใส่เช่นนั้น ไม่ว่าจะมองยังไง ก็ช่างไม่เหมาะสม..

“พอเท่านี้ก่อน”

“เจ้าค่ะ”

อียูและอีกสองคนรับคำเมื่อได้ยินที่หัวหน้านางในบอก ทั้งสามจึงรีบเข้ามานั่งเพื่อทำความเคารพแด่พระมเหสี

“ในช่วงเวลาที่พวกเจ้าสามคนตั้งใจฝึกฝนตนเองเพื่อเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท”

“......”

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า......ลูกชายของเราจะเลือกคนที่ดีที่สุด”

น้ำเสียงที่อ่อยลงอย่างเห็นได้ชั้นนั้น ทำเอาเหล่านางในต่างก็หันมองหน้ากันอย่างสงสัย ทุกครั้งที่ทรงตรัสไม่ว่าจะด้วยเรื่องใด พระองค์จะไม่ทรงถอนหายใจหรือทำน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเช่นนี้

“จงตั้งใจทุกๆ การฝึก ไม่ว่าผลตัดสินจะเป็นเช่นไร ก็อยู่ที่ความสามารถของพวกเจ้าทุกคน”

“เพคะพระมเหสี!”

ทั้งสามคนรับคำของพระมเหสีอย่างพร้อมเพรียงพรางก้มหน้าอย่างนอบน้อม

ขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทกำลังเคลื่อนตัวผ่านศาลาไป ซอลมินหยุดฝีเท้าลงก่อนจะหันไปมองยังศาลาใหญ่ที่เปิดโล่ง ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยเหล่านางในล้อมรอบเมื่อมองลึกเข้าไปจึงจะเห็นว่าเสด็จแม่กำลังดูการฝึกฝนของว่าที่พระชายาของตนอยู่ จึงหยุดยืนมองอย่างไม่ได้ตั้งใจนัก

“อ๊าา!!”

“..!!”

อยู่ๆ อียูที่กำลังฝึกก็ร้องเสียงหลงเพราะถูกไม้หวายในมือของหัวหน้านางในฟาดเข้า เท้าทั้งสองข้างของซอลมินขยับไปข้างหน้าราวกับเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ สีหน้าท่าทางของเขาปรับเปลี่ยนไปในทันที

“.....!”

“....!”

ด้านข้างที่ไม่ได้ถูกปิดบังของพระมเหสี พระนางหันมองมายังองค์ชายด้วยสีหน้าแปลกใจ เหตุใดองค์รัชทายาทจึงทำท่าทางแปลกๆ มองเข้ามายังอียูที่กำลังฝึกอย่างไม่ชอบใจเช่นนั้น?

เมื่อหันไปเห็นว่าตนกำลังถูกจ้องมองจากพระมเหสี ซอลมินจึงหยุดชะงักลงราวกับเพิ่งจะรู้ตัว เลยต้องก้มหัว ทำความเคารพให้แก่เสด็จแม่ด้วยท่าทีนิ่งเฉยพร้อมด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะตัดสินใจหมุนตัวเดินไปอีกทางตามเดิม

แม้นี่จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ผู้เป็นแม่ ย่อมรู้ว่าลูกชายที่เลี้ยงมากับมือของตนนั้น เป็นคนเช่นไร อย่างไรเสีย เราคงต้องมองลูกสาวของท่านมหาเสนาบดี คัง หญิงผู้กระโดกกระเดกผู้นี้ใหม่เสียแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไรนักก็ตาม.....

ความคิดเห็น