I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : [นัดที่ 2] 100%

คำค้น : ตะวันกล้า ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.7k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 02 เม.ย. 2563 02:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[นัดที่ 2] 100%
แบบอักษร

นัดที่ 2 

ฝาแฝด 

ตกเที่ยงครอบครัวมาตาวีมานั่งกินข้าวในสวนรับลมเย็นของทะเลและอากาศข้างนอก วันนี้อากศไม่ร้อนมาก เหมาะแก่การมานั่งซึมซับกลิ่นไอธรรมชาติ…

“ใช่ลูกจริงๆหรือเปล่าก็ไม่รู้ กลัวก็แต่จะเป็นคนร้ายหนีคดี” ธวัตน์พูดกับพี่ชาย ก่อนจะตักข้าวเข้าปาก ผิวสีเข้มของธวัตน์ต้องแสงแดดยามเที่ยงทำให้เจ้าตัวดูคนเข้มน่ามอง ลูกชายบ้านนี้ถ้ามองดีๆนึกว่าแฝดสาม เพราะหน้าตาคล้ายคลึงอย่างกับแฝด ทำให้ตะวันรู้สึกแปลกแยก เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ไม่มีผิวสีเข้ม

“คนร้ายไหมไม่รู้ รู้แต่เขาเป็นแขกของฉัน จ่ายเงินดีซะด้วย จองห้องพิเศษ พักนานอีกต่างหาก” ทะนงอาจเล่า

“แขกของพี่ แต่ผู้ต้องสงสัยของผม” ตะวันกล้ามองสองพี่น้องทะเลาะกัน แล้วหลุดยิ้มออกมา เพราะผู้ชายร่างบึกสองคนกำลังปาเศษผักใส่กันจนโดนนายหญิงของบ้านดุ

“ผมว่าแปลกๆเหมือนกันนะ ถ้าเขาไม่ได้หนีคดี ทำไมต้องปิดหน้าขนาดนั้น” ตะวันพูดขึ้นอย่างสงสัย มันเป็นความสงสัยส่วนตัวของเขาเองแหละ เขาอยากจะรู้ใจจะขาดว่าภายใต้แว่นตา และหน้ากากอนามัยนั่นมีใบหน้าแบบไหนซ่อนอยู่ ตอนที่ต้าเฉียงบอกให้ลูกชายมาแนะนำตัวกับพวกเขา ก็เอายืนนิ่งจนพ่อหน้าเสีย นิสัยไม่ดีจริงๆ ทำตัวกร่างวางอำนาจ ไม่มีมารยาทเลย

แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งที่อีกฝ่ายดูนิสัยไม่ดีแต่เขากลับละความสนใจจากซื้อหนานไม่ได้เลย   

“เห็นไหม ตะวันยังเห็นด้วยกับผมเลย” ธวัตน์บอกด้วยท่าทางภาคภูมิใจที่หาพรรคพวกได้

“เชื่อฉันเถอะน่า ลางสังหรณ์ของฉันบอกว่าพวกเขามาพักผ่อน ไม่ได้มาทำเรื่องผิดกฎหมายอะไร” พี่ใหญ่ของบ้านบอกเสียงจริงจัง

“ครับๆ สัญชาตญาณพี่ดีกว่าตำรวจอย่างผมอีก” ธวัตน์ว่าเย้า เลยถูกทะนงอาจเตะเท้าไปทีนึง ธวัฒน์หัวเราะ

“แล้วคืนนี้ตะวันจะไปงานมีทติ้งกับพี่เขาหรือเปล่าลูก” นายหญิงน้ำทิพย์หันไปถามลูกชายคนเล็กของบ้าน

“ไปครับ ไปช่วยพี่ทะนงทำงาน” ตะวันตอบยิ้มๆ แต่รอยยิ้มกว้างก็ต้องหุบลงเมื่อคนตัวโตที่นั่งอยู่ตรงข้ามพูดขึ้น

“ไปอ่อยผู้ชายหรือไปช่วยงานก็ไม่รู้นะครับแม่” ธนาบอกแล้วยกยิ้มมุมปากมองหน้าตะวันอย่างเยาะๆ จนคนถูกมอง มองตอบอย่างไม่พอใจ

บ้าจริง! ธนาคิดได้แต่เรื่องพรรค์นี้หรือไง!

“ธนา! ทำไมพูดกับน้องอย่างนั้นละลูก”

“มันไม่ใช่น้องผม!” ธนาตะคอกกลับอย่างอารมณ์เสีย ทำให้ประมุขของบ้านที่นั่งอยู่หัวโต๊ะหยุดชะงัก แล้ววางช้อนลงบนโต๊ะจนเกิดเสียง

เคร้ง!

“ออกไปจากโต๊ะ” ภูธรเงยหน้ามองลูกชายนิ่ง แต่คำสั่งที่เด็ดขาดของภูธรทำให้ทั้งโต๊ะเงียบไม่มีใครกล้าพูดอะไร ธนาสูดลมหายใจเข้าลึกระงับอารมณ์ที่มี ลุกขึ้นยืนแล้วเดินกระแทกเท้าเข้าไปในบ้าน

“ทำไมยิ่งโตยิ่งเอาแต่ใจแบบนี้นะ” คนเป็นแม่อดพูดบ่นออกมาไม่ได้กลับอาการของลูกชาย ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าธนาคิดอะไรกับลูกชายบุญธรรมของเธอ แต่ดูก็รู้ว่าตะวันกล้าไม่ได้รักชอบพอธนาในแบบเดียวกับที่ธนารู้สึก และเพราะแบบนั้นธนายิ่งต้องเคารพความรู้สึกของตะวันสิ ไม่ใช่ มาทำกิริยาแบบนี้

“แม่ไม่รู้อะไร ที่จริงแล้วไอ้ความเอาแต่ใจแบบนี้มันได้มาจากพ่อเต็มๆ” คำพูดของธวัตน์ ทำให้นายหัวภูธรหันไปมองหน้าลูกชายเขม็ง ธวัตน์ที่รู้ตัวว่าเผลอหลุดปาก จึงรีบยกมือขึ้นไหว้ขอโทษบิดา

“นั่นสิ...” นายหญิงน้ำทิพย์เห็นด้วย หัวเราะเบาๆอย่างพอใจ ทำให้ภูธรอดใจไม่อยู่ยื่นมือไปหยิกแก้มภรรยาจนธวัตน์ต้องเอ่ยปากแซวอีกรอบ เพียงไม่กี่นาทีบรรยากาศบนโต๊ะก็กลับมาเฮฮาเหมือนเดิม

ตะวันกล้ามองภาพแห่งความสุขนั้นอย่างอดโทษตัวเองไม่ได้ ที่เป็นต้นเหตุทำให้ทุกคนในบ้านตกอยู่ในบรรยากาศอึมครึมระหว่างเขากับธนา แถมยังทำให้คนในครอบครัวมาตาวีมีปากเสียงกันอีก สงสัยงานนี้เขาจะต้องเคลียร์กับธนาให้รู้เรื่อง ขืนคาราคาซังอยู่อย่างนี้ก็มีแต่จะทำให้อีกฝ่ายเจ็บมากขึ้นเท่านั้น แต่ประเด็นคือ เขาไม่รู้จะจัดการกับมันยังไงนี่สิ…

ภายหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ ตะวันกล้าก็ออกมานั่งรับลมทะเลที่ชายหาดหน้าบ้าน ร่างโปร่งเหม่อมองทะเลผืนกว้าง พลางคิดว่าถ้าความทุกข์ทั้งหมดที่มีหายไปเพียงแค่เงยหน้ามองทะเลก็คงจะดี

“มานั่งหงอยอยู่คนเดียวแบบนี้ คิดมากเรื่องคุณธนาอยู่หรือคะ”

“แม่อิ่ม!” ตะวันหันไปยิ้มให้กับคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี ก่อนจะโผล่เข้ากอดผู้มีพระคุณอย่างดีใจ แม่ทิพย์เล่าให้ฟังว่าแม่อิ่มเป็นคนไปพบเขา และเก็บเขามาให้แม่ทิพย์เลี้ยง ถ้าไม่มีแม่อิ่ม ไม่รู้ว่าป่านนี้ชีวิตเขาจะเป็นยังไง เพราะอย่างนั้นตะวันกล้าจึงรู้สึกซาบซึ้งอยู่เสมอ

 “แม่อิ่มว่าผมควรจะทำยังไงดี” ตะวันกล้าขยับปากถามในขณะที่คางเกยอยู่ที่ไหล่ของแม่นมคนสนิท นางอิ่มยิ้มรับเมื่อได้ฟังคำถาม ก่อนจะดันไหล่คนตัวสูงกว่าให้ผละห่าง แล้วมองหน้าตะวันกล้านิ่ง แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน

“ไม่ต้องทำอะไรค่ะ สักวันหนึ่ง คุณธนาเธอจะท้อใจไปเอง คนอย่างคุณธนา อยากได้อะไรก็ต้องได้ ยิ่งเราขัดใจตรงๆ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากจะได้ เราอยู่เฉยๆของเราแบบนี้ จะดีกว่าค่ะ” ตะวันกล้าเงียบไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่พยักหน้ารับเบาๆ อิ่มยิ้มรับก่อนจะเริ่มถามตะวันกล้าเกี่ยวกับโรคประจำตัว

“ช่วงนี้อาการกำเริบไหมค่ะ” ตะวันกล้าเงียบ โรคประจำตัวของเขา เป็นโรคประหลาดที่แม้แต่หมอก็ยังไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ตัวเขาเองที่เคยคิดหาคำตอบ แต่ก็ต้องล้มเลิกเพราะไม่ว่าจะใช้วิธีไหนมันก็รักษาไม่หาย

“ก็...มีบ้างครับแต่ไม่บ่อยเท่าเมื่อก่อน”

อิ่มพยักหน้ารับเบาๆ ลอบมองเสี้ยวหน้าของตะวันที่มีโครงหน้าออกหวาน ผิวขาว สะท้อนแสงแดด แต่แววตาฉายความเศร้า และความวิตกกังวลอยู่ในนั้นของตะวันกล้าด้วยความลำบากใจ อิ่มรู้ดีว่าอาการที่ตะวันกล้าเป็น เขาเรียกว่าอะไร แต่เธอไม่สามารถบอกให้ใครรู้ได้ เพราะนั่นจะถือว่าเป็นการทำลายข้อตกลงระหว่างเธอ และมาเฟียคนนั้น

“แม่อิ่มคิดอะไรอยู่ครับ ถอนหายใจซะยาวเลย”

“อิ่มไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ แค่คิดอะไรนิดหน่อย” ตะวันกล้าเบ้ปากไม่เชื่อ ก่อนจะเข้าสวมกอดแม่นม แล้วซุกหน้าลงที่หน้าท้องของแม่นมอย่างออดอ้อน

“ไม่ต้องห่วงตะวันหรอก ตะวันโตแล้ว ไอ้อาการที่ว่าก็ไม่ค่อยกำเริบแล้ว อีกอย่างเรื่องของธนา ตะวันก็จะทำตามที่แม่อิ่มบอกด้วย” อิ่มยกมือขึ้นลูบหัวตะวันกล้า แล้วระบายยิ้มอ่อนออกมา

“แม่อิ่ม ผมมีเรื่องหนึ่งที่สงสัยมาตลอด”

“เรื่องอะไรหรอคะ”

“ตอนที่แม่อิ่มเก็บตะวันมาเลี้ยง มีแค่ตะวันคนเดียวใช่ไหมครับ แม่อิ่มไม่เห็นใครอีกใช่ไหม...”

อิ่มชะงัก ก้มกน้ามองคนที่กำลังซุกกอดเธออย่างออดอ้อนด้วยความรู้สึกผิดที่ต้องปิดบังความจริง “คุณตะวัน...” อิ่มขอโทษนะคะ

“ช่างเถอะครับ ผมก็แค่...ถามไปอย่างนั้นเอง” มันจะมีจริงได้ไงละจริงไหม...เขานี่ก็ถามโง่ๆซะจริง

อิ่มลูบหัวตะวันกล้า และไล้มาลูบที่แผ่นหลังอย่างปลอบโยน เธอไม่รู้ค่อยรู้เรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่การที่ตะวันกล้าสัมผัสได้ถึงอีกตัวตนหนึ่งของตัวเอง ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า ความสัมพันธ์ของฝาแฝด....ซึ่งมันก็มีหลายแบบ หลายอาการ แต่สำหรับกรณีของตะวันกล้า และเด็กคนนั้น มันต่างไป พวกเขาใช้ใจสื่อสารกัน และการที่รับรู้ตัวตนของอีกคนโดยที่ไม่รู้ว่าอีกคนมีตัวตนอยู่จริงไหมนั้น มันคงสร้างความทรมาน และความสับสนให้พวกเขาทั้งคู่

แปลกดีเหมือนกัน ที่เด็กทั้งสองคนถูกพรากจากกันตั้งแต่เด็ก แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไม่เคยถดถอยไปตามกาลเวลา มีแต่จะรับรู้การมีอยู่ของกันและกันมากขึ้น  

"คุณตะวันจะไปงานเลี้ยงคืนนี้หรือเปล่าค่ะ” อิ่มเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยไม่อยากให้ตะวันกล้าจมอยู่กับความเศร้าและสับสนนาน

ตะวันลุกขึ้นนั่งเหยียดตรงมองหน้าอิ่มแล้วส่งยิ้มกว้างให้ “ไปสิครับ นานๆทีหยุดมาแล้วจะมีงานอะไรแบบนี้”

“ค่ะ ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องคิดมาก”

ตะวันกล้าพยักหน้าเห็นด้วยการทำงานนี่แหละที่ช่วยให้คนเราลืมความทุกข์ไปได้ชั่วขณะหนึ่ง....

ตกเย็น 

หลังตะวันกล้าคุยกับแม่อิ่ม ทั้งคู่ก็ชวนกันมาช่วยคนอื่นๆที่โรงครัวของรีสอร์ทเพราะวันนี้แขกเยอะมาก อิ่มกลัวว่าจะทำอาหารไม่ทัน จึงชวนตะวันกล้ามาเป็นลูกมือช่วยด้วย

“เธอนั่นแหละเอาไป”

“เธอสิ มันหน้าที่เธอไม่ใช่หรอ”

“ใช่ แต่ฉันยุ่งอยู่....” ตะวันกล้าที่กำลังช่วยหนักงานคนหนึ่งจัดจานอยู่เงยหน้าขึ้นมอง พนักงานหญิงสองคนกำลังเถียง และเกี่ยงกันไปมาอย่างสงสัย เขาจึงเอ่ยปากถาม

“มีอะไรหรือเปล่า” คำถามของตะวันทำให้พนักงานหญิงหยุดชะงัก แล้วหันมามองหน้าตะวันกล้าอย่างเกรงๆ

“จะอะไรซะอีกค่ะคุณตะวัน สองคนนี้เกี่ยงกัน เพราะไม่กล้าเอาอาหารไปเสิร์ฟให้ผู้ชายที่มาพร้อมกับมาเฟียคนนั้นไงคะ” หญิงใหญ่ แม่ครัวฝีมือดีของรีสอร์ทบอก พร้อมกับยกมะเหงกเขกหัวพนักงานรุ่นน้อง และเอ็ดเสียงเข้มว่าให้รีบไปเสิร์ฟ  

“อะไรกัน...เดี๋ยวนี้รีสอร์ทเราดังจนมาเฟียมาเป็นแขกพักเลยหรอ” อิ่มพูดขึ้น ในขณะที่กำลังเด็ดผักช่วยพนักงานสองสามคนที่กำลังนั่งเด็ดผักมาได้ครึ่งชั่วโมง แต่ไม่เสร็จสักที

“มีสิคะ มีมาเมื่อเช้า แต่ท่าทางไม่ค่อยเหมือนสักเท่าไหร่ ยกเว้นอีกคนที่มาด้วยกัน แล้วอาหารนี่เขาก็เป็นคนสั่ง แต่สองตัวนี้กลัวเลยเกี่ยงกันอยู่นี่ไงค่ะ” หญิงใหญ่ว่า แล้วหันไปเร่งให้พนักงานหญิงสองคนไปเสิร์ฟเสียที แต่ทั้งคู่ยังไม่ยอมขยับไปไหน แถมสีหน้ายังซีดสั่นอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกว่ากลัวสุดๆ จนตะวันกล้าทนมองต่อไปไม่ไหว

“งั้นเอามานี่ ตะวันเอาไปเสิร์ฟให้เอง” ตะวันกล้าบอก พร้อมกับเดินไปแย่งถาดอาหารมาถือไว้ในมือ

“ตายแล้ว ได้ยังไงกัน จะให้คุณตะวันไปเสิร์ฟได้ยังไง แค่มาช่วยงานในโรงครัวพวกเราก็เกรงใจกันแย่แล้ว ยัยสองคนนี้นิ! เกี่ยงกันดีนักก็เอาไปเสิร์ฟทั้งสองคนนั่นแหละ!” หญิงใหญ่ว่ายาวเหยียด จนตะวันหัวเราะออกมาอย่างขำๆ

“ไม่เป็นไรครับพี่หญิง ขืนให้สองคนนี้ไปเสิร์ฟด้วยกัน มีหวังทะเลาะกันตลอดทางไม่หยุดแน่”

“นั่นสิ...อย่าเกรงใจกันเลยหญิง คุณตะวันเขาอาสาเพราะเขาหวังดีนะ” อิ่มพูดขึ้น เพราะงานในโรงครัวยุ่งมาก มือแต่ละคนนี่เป็นระวิง ให้ตะวันไปเสิร์ฟ แล้วให้พนักงานหญิงสองคนนั้นไปช่วยงานพ่อครัวคนอื่นๆ จะได้เสร็จเร็วขึ้น

“ก็ได้ค่ะ ฝากด้วยนะคะคุณตะวัน ส่วนเบอร์ห้องของแขกอยู่ในถาด เดินไกลหน่อย เพราะห้องนั้นเป็นห้องพิเศษค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมเดินในโรงพยาบาลทั้งวัน แค่นี้สบายมาก” ตะวันบอกเสียงร่า ก่อนจะเดินเอาถาดไปวางบนโต๊ะอีกที ซึ่งเป็นรถเข็นอาหาร เขาเข็นมันออกจากห้องครัวของรีสอร์ท ไปที่ห้อง 260 ซึ่งเป็นห้องพิเศษที่มองเห็นทะเลได้ชัด ราคาห้องนี้ไม่ใช่ถูกๆด้วย มาเฟียคนนี้คงจะรวยมาก

ห้อง 260...

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ตะวันกล้าเคาะประตูห้องตามมารยาท ยืนรออยู่พักหนึ่ง เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ประตู คนมาเปิดเป็นชายแก่คนหนึ่งที่มีท่าทางเคร่งขรึม ชายคนนั้นมองหน้าเขาแวบหนึ่งก่อนจะเปิดประตูให้อ้ากว้างขึ้น เพื่อให้เขาเข็นรถเข้าไป

“ไม่ยักทราบ ว่าเจ้าของรีสอร์ทจะลงทุนมาบริการเองถึงที่” ชายแก่พูดขึ้นเป็นภาษาไทยชัดแจ๋ว ตะวันหันหน้าไปยิ้มแหย่คนหัวขาวที่มองเขาด้วยแววตาสำรวจตรวจตรา ทำเขารู้สึกแปลกๆ ถึงอย่างนั้นก็ยกยิ้มตอบกลับอย่างเป็นมิตรตามมารยาทของเจ้าถิ่น

“พนักงานหญิงกลัวพวกคุณครับ จึงไม่กล้าเอาอาหารมาเสิร์ฟ ผมถึงต้องเอามาเสิร์ฟเอง”

“งั้นแสดงว่าคุณไม่กลัว”

“กลัวอะไรกันครับ ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว” ตะวันกล้าบอกยิ้มๆ ชายคนนั้นยกยิ้มพอใจแล้วไม่พูดอะไรอีก

“อาหารมาเสิร์ฟแล้วหรอซือซื่อ” เสียงทุ้มกังวาน พูดขึ้นเป็นภาษาจีนทำให้ตะวันกล้าหันไปมองคนที่เดินออกจากห้องน้ำด้วยความตื่นเต้น เขาคิดว่าจะได้เห็นใบหน้าของซื่อหนาน  แต่พอหันไป ตะวันกล้าก็ต้องขมวดคิ้วไม่เข้าใจเมื่ออีกคนยังไงใส่ผ้าปิดปากเอาไว้ แม้จะถอดแว่นออกไปแล้ว แต่ผ้าที่ปิดไปครึ่งหน้าก็ทำให้ตะวันอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ จะลึกลับไปไหน ขอเห็นหน้าสักหน่อยไม่ได้หรือ แต่ว่า...เห็นแค่ดวงตาก็ทำให้ตะวันกล้ารู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

ซื่อหนานเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นก็หยุดชะงัก เมื่อเห็นคนที่คาดไม่ถึงอยู่ในห้อง ซื่อหนานมองสบตากับตะวันกล้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปดูอาหาร เมินเฉยตะวันกล้า และทำเป็นไม่สนใจสายตาใคร่รู้ของอีกฝ่าย

“กุ้ง?” ซื่อหนานหันไปมองซือซื่ออย่างมีคำถาม ตะวันกล้าที่ยืนอยู่จึงเดินเข้าไปหา

“กุ้งนี้สดมากเลยนะครับ แล้วน้ำจิ้มซีฟู้ดก็รสเด็ดอย่าบอกใครเชียว” ตะวันกล้าอธิบายสรรพคุณของอาหารเป็นภาษาจีนด้วยความคล่องแคล่ว สร้างความแปลกใจให้กับชายสองคนที่ยืนอยู่เป็นอย่างมาก แต่ซื่อหนานไม่สนใจตะวัน เขาหิวจะตายแล้ว แต่ทำไมพ่อเขาถึงสั่งกุ้งมา ทั้งๆที่รู้ว่าเขาแพ้!

“คุณซื่อหนานไม่กินกุ้งครับ” ซือซื่อบอกตะวันกล้าเป็นภาษาไทย

“อ้าว? ไม่กินแล้วสั่งมาทำไม...” ตะวันกล้าพึมพำเสียงเบา แต่คนหูดีอย่างซื่อหนานก็ได้ยินอยู่ดี

“คุณซื่อหนานไม่ได้สั่งครับ แต่เป็นคุณต้าเฉียง” ซือซื่อบอก ส่วนซื่อหนานก็เดินไปนั่งบนโซฟาอย่างหัวเสีย ตะวันกล้ามองตาม ก่อนจะถามขึ้นเป็นภาษาจีน

“แล้วคุณอยากเปลี่ยนเมนูหรือเปล่า” ซื่อหนานมองหน้าตะวันกล้านิ่งแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

“อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่กุ้ง เพราะผมแพ้” ซื่อหนานบอกกับอีกคนเสียงเรียบแต่ประโยคที่พูดมาเป็นภาษาไทยทำให้ตะวันกล้าตาโต เขานึกว่าซื่อหนานฟังภาษาไทยไม่ออกเสียอีก ที่ไหนได้กลับฟังออกแถมยังพูดชัดแจ๋ว

“...คุณแพ้กุ้งหรอ...บังเอิญจังเลย ผมก็แพ้เหมือนกัน” ตะวันกล้าบอก แล้วลอบมองซื่อหนานอย่างยิ้มๆ ไม่รู้ทำไมคนตรงหน้าเขาถึงได้เรียกความสนใจจากเขาได้มากขนาดนี้ หลังจากนั้นตะวันกล้าจึงแนะนำอาหารให้กับซื่อหนาน และซือซื่อ พอรับออเดอร์มาแล้ว ตะวันจึงเข็นรถออกไป เมื่อร่างโปร่งในชุดขาวเดินออกจากห้องไป ซื่อหนานก็ดึงผ้าปิดปากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เหมือนกันราวกับแกะกับคนเมื่อครู่ แต่มีแววตาลุ่มลึกเย็นเยียบต่างจากอีกคน

“ใครว่าเราเหมือน....เราไม่เหมือนกันสักนิด” นั่นคือคำพูดทิ้งท้ายของซื่อหนาน ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องนอน ซือซื่อมองตามหลังซื่อหนานไปด้วยความกังวลใจถึงแผนการของต้าเฉียง เขากังวลว่าแผนการของต้าเฉียง จะทำให้อะไรๆยุ่งยากไปอีก แต่นี่...คงจะเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้เด็กแฝดที่ต่างกันสุดขั้วมาพบกันอีกครั้ง และการพบเจอครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...

 

……………………………………….. 

  

“อารมณ์ดีอะไรขนาดนั้น” เสียงทุ้มเข้มของธนา ทำให้ตะวันกล้าที่เพิ่งกลับจากเสิร์ฟอาหารรอบสองให้กับเจ้าของห้อง 260 ต้องหุบยิ้มลงทันทีเมื่อเห็นธนายืนกอดอกพิงผนังอยู่ ตะวันกล้าไม่พูดกับอีกฝ่าย เร่งฝีเท้าเดินผ่านร่างสูงให้เร็วขึ้น ธนาไม่ยอมให้ร่างโปร่งก้าวห่างตัว เอื้อมมือไปคว้าแขนตะวันกล้า แล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างไม่สบอารมณ์ อย่าคิดว่าเขาไม่เห็นว่าตะวันมีท่าทียังไงกับซื่อหนาน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากห้องมันขนาดนี้ จะเป็นเรื่องอื่นไปได้ยังไง!

คงไม่พ้นถูกใจมันเข้า!

“ปล่อย!”

“ทำไม? ทีกับฉันนี่ร้องปล่อย ส่วนกับมันละ ร้องครางสิท่า”

“ธนา! มันจะมากเกินไปแล้วนะ! ฉันจะไปคิดแบบนั้นกับแขกได้ยังไง!” ในหัวของผู้ชายคนนี้คิดได้แต่เรื่องพรรค์นี้หรือไง? ตะวันกล้าถอนหายใจ แล้วสะบัดมือออกจากการจับกุมของธนา แต่ไม่หลุด!

 “ปล่อย!” ตะวันบอกเสียงเข้มพยายามแกะมือของธนาออกจากแขนของตัวเอง แต่ธนาแรงเยอะกว่ามากผลักเขาที่ไม่ทันระวังติดกำแพง แผ่นหลังแนบชิดติดผนัง ก่อนจะกางแขนแกร่งกักตัวเขาเอาไว้ไม่ให้หนี

“ธนา!”

“นายทำให้ความอดทนของฉันใกล้หมดลงทุกที...”

“นายก็ทำให้ฉันใกล้หมดความอดทนเหมือนกัน เราสองคนเป็นพี่น้องกัน การที่นายมาทำแบบนี้...”

“นายไม่ใช่น้องฉัน ไม่มีวันจะเป็น! เพราะนาย...จะเป็นเมียของฉัน ไม่ใช่น้อง” ตะวันเบิกตากว้างมองธนาอย่างไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน พูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำนี่เขา...

“ธนา! ทำบ้าอะไร! ปล่อยเดี๋ยวนี้นะโว้ย!” ตะวันกล้าร้องเสียงหลงพลางเบี่ยงหน้าหลบริมฝีปากร้อนที่เข้ามาจะทาบทับเสียให้ได้ แต่พอเห็นว่าเขาไม่ยอมก็เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ลำคอเขาแทน ตะวันกล้าผวาเฮือก สองมือพยายามดันหน้าอกอีกคนเอาไว้ แต่ไร้ประโยชน์ ธนารวบจับแขนเกะกะของเขาเอาไว้ได้สำเร็จ หนำซ้ำยังอาศัยจังหวะนี้โน้มหน้าประกบริมฝีปากบางกับตะวันอย่างดุดันตามแรงอารมณ์ที่กักเก็บเอาไว้ข้างใน ทำตะวันเผลอครางออกมาด้วยความเจ็บ และกลายเป็นเปิดช่องว่างให้พ่อตัวร้ายของเกาะมาตาวีแทรกลิ้นร้อนระอุเข้ามาในโพรงปากได้ “อื้อ!”

ตะวันกล้าดิ้นขลุกขลัก พยายามดันธนาให้ออกห่าง แต่แรงของเขาสู้อีกคนไม่ได้ แถมยังถูกปล้นจูบจนเจ็บไปทั่วโพรงปาก...นี่หรอ...ที่บอกว่ารักเขา...แบบนี้มันเรียกว่ารักที่ไหน การกระทำแบบนี้ไม่เห็นจะใช่ความรักตรงไหน!

“ขอโทษที่ขัดจังหวะ”

เสียงทุ้มนุ่มคุ้นหูดังขึ้นทำธนาชะงัก ตะวันกล้าเลยได้โอกาสผลักอีกฝ่ายให้ถอยห่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเดินไปหลบหลังซื่อหนานตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว และแอบแปลกใจตัวเองที่เขารู้สึกว่าอยู่กับซื่อหนานปลอดภัยกว่าธนา  

ธนามองคนขัดจังหวะอย่างไม่สบอารมณ์ ยิ่งเห็นตะวันไปหลบหลังไอ้มืดดำนี่แล้วเขายิ่งไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรนอกจากกำมือแน่นข่มอารมณ์ เพราะถึงยังไงคนตรงหน้าก็ถือว่าเป็นแขกของพี่ชาย ขืนทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไป ชื่อเสียงรีสอร์ทของมาตาวีอาจพังเละไม่เป็นท่าเพราะฝีมือเขา

“ผมอยากถามทางน่ะ” ซื่อหนานถามพลางทำเป็นมองไม่เห็นมือเรียวของคนข้างหลังดึงเสื้อของตนแน่น เจ้าตัวพูดกับธนาด้วยท่าทางสงบนิ่งไม่กลัวเกรงสายตาเหมือนพยัคฆ์จ้องจะเข้ามากัดเขาอยู่รอมร่อ ราวกับว่าทำท่าทางแบบนี้แล้วเขาจะกลัวอย่างนั้นแหละ เฮอะ คนที่ร้ายกว่าธนาเขายังสู้มาแล้ว หมอนี่มีอะไรให้กลัวกัน?

แต่แทนที่ธนาจะเป็นฝ่ายตอบ กลับเป็นคนที่อยู่ด้านหลังพูดแทรกขึ้นอย่างกระตือรือร้นแทน...

“ได้สิ! ได้เลย คุณอยากไปที่ไหนบอกผมได้ เดี๋ยวผมพาไป” ไม่ต้องรอให้ซื่อหนานอนุญาต ตะวันกล้าก็จับมืออีกคนไว้ แล้วจูงผ่านหน้าธนาไปโดยไม่สนใจสายตาวาววับราวกับเสือร้ายที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่ แต่ตะวันกล้าไม่สนใจ ร่างโปร่งเพียงรีบจูมมือซื่อหนานออกจากตรงนี้ให้ไว ก่อนที่จะเกิดเรื่องจริงๆ

ซื่อหนานมองแผ่นหลังของตะวันกล้านิ่ง หมอนี่หน้าตาเหมือนเขาอย่างกับแกะ แต่อ่อนชะมัด...มาเฟียหนุ่มเดินตามแรงจูงของเจ้าบ้านไปโดยไม่ขัดขืน ปล่อยให้ตะวันกล้าจับมือเขาอยู่อย่างนั้น พลางย้อนคิดไปถึงเรื่องเมื่อครู่ เขารู้ว่าตะวันไม่ได้เต็มใจจูบกับผู้ชายคนนั้น แต่การที่เขาตรงเข้าไปช่วยอีกฝ่ายไม่ได้แปลว่าเขาอยากช่วยหรอกนะ เพราะความจริงเขาไม่แคร์หรอกว่าตะวันจะถูกกระทำอย่างไร เพียงแต่เขาไม่มีทางเลือกเลยต้องเข้าไปขัดจังหวะเพื่อถามทาง ก็แค่นั้น....

“คุณอยากไปที่แบบไหนเป็นพิเศษ” ตะวันกล้าหันมาถามซื่อหนาน เมื่อเดินห่างจากธนามาพอสมควร พลางคิดว่ามือของซื่อหนานนี่ถึงจะด้านไปนิด แต่อุ่นสบายดี แถมจับแล้วยังรู้สึกสบายใจและรู้สึกดีอย่าบอกไม่ถูก

ซื่อหนานมองมือตัวเองที่กำลังถูกตะวันกล้าจับพลิกไปพลิกมาอย่างอารมณ์ดีแล้วก็รีบดึงมือตัวเองออก “แค่บอกทางมา แล้วฉันจะไปเอง”

พอได้ยินอย่างนั้นตะวันก็ขมวดคิ้วไม่พอใจ เขาไม่รู้ทำไมถึงไม่พอใจ แต่เขาอยากไปกับซื่อหนานด้วย แต่ดูเหมือนอีกคนจะไม่ยอมให้เขาไปด้วย อื้ม...ลองพูดอ้อมๆดูแล้วกัน

“ให้ผมนำทางคุณดีกว่า ขืนไปคนเดียวคุณหลงขึ้นมาจะทำยังไง เดี๋ยวพี่ชายผมจะมาว่าผมเอาได้ว่าผมดูแลแขกไม่ดี”  …อื้ม สมเหตุสมผล

“ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบ”

“แต่คุณไม่ใช่เจ้าถิ่นอย่างผม คุณจะแน่ใจได้ยังไงว่าไม่หลง”

“นาย...” ซื่อหนานหรี่ตามองตะวันกล้าอย่างไม่สบอารมณ์

แต่ตะวันกล้าทำเป็นมองไม่เห็นแล้วฉวยโอกาสจับมืออีกฝ่ายเดินทางชายหาด พลางพูดเองเออเองอยู่คนเดียว “มากับผมเถอะ ผมจะพาไปดูที่สวยๆ ฮี่ๆ” ตะวันกล้าหันไปยิ้มสดใสให้ซื้อหนานที่กำลังทำหน้าบึ้งอย่างออดอ้อน

ซื่อหนานขมวดคิ้วมองตะวันด้วยความไม่พอใจ รู้สึกอยากจะฆ่าคนตรงหน้าซะตอนนี้ แต่ต้องข่มกลั้นอารมณ์ไว้ พร้อมกับสะบัดมือออกจากการมือของอีกฝ่าย “ไม่ต้องจูง ฉันเดินเองได้” ซื่อหนานบอกเสียงเย็น

ตะวันกล้ายิ้มรับ ดีใจที่ซื่อหนานยอมตกลง จนมองไม่เห็นแววตาอำมหิตของอีกฝ่าย ร่างโปร่งเดินตัวปลิวชวนซื่อหนานพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสตลอดทางเดินไปด้วยกัน แม้ซื่อหนานจะตอบรับน้อยมากๆ แต่ตะวันกล้าก็ไม่ท้อที่จะชวนอีกฝ่ายพูดน้ำไหลไฟดับ

ซื่อหนานลอบมองใบหน้าสดใสของตะวันกล้า แล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าครอบครัวมาตาวีเลี้ยงดูตะวันกล้ามาอย่างไร ทำไมมันถึงดูไร้สาระปัญญาอ่อนได้ขนาดนี้ ในสายตาของซื่อหนาน ความอ่อนโยนคือความอ่อนแอ การพูดบ่อยจะนำภัยมาสู่ตน และการเป็นคนดีจะทำให้ตัวเองเสียผลประโยชน์ นั่นคือสิ่งที่หวงตี้ปู่สอนเขา ซึ่งมันตรงข้ามกับสิ่งที่ตะวันกล้าเป็นทุกอย่าง ซื่อหนานจึงอดแปลกใจไม่ได้ว่าตะวันกล้ามีชีวิตรอดมาถึงปัจจุบันได้ยังไง เมื่อกี้ก็เกือบถูกเขาข่มขืนตรงทางเดินแล้ว ยังจะมาทำตัวโง่ๆกับคนแปลกหน้าอย่างเขาอีก แปลกคนจริง...แล้วแบบนี้...ด้วยลักษณะนิสัยของตะวันกล้าจะช่วยให้แผนของพ่อสำเร็จ? เขามองไม่เห็นทางเลยสักนิด มีแต่จะพาหมอนี่ไปตายในปากของเต๋อหัวมากกว่า...

ซื่อหนานคิดแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของเขาถึงให้เก็บเด็กในท้องของเขาเอาไว้ เหตุผลเพราะอยากให้เขามีหัวใจหรอ? แล้วทุกวันนี้เขาไม่มีมันหรือยังไง ที่มีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่เพราะหัวใจที่สูบฉัดอยู่ข้างในหรอกหรอ ให้เก็บเด็กเอาไว้แบบนี้ มันทำให้ชีวิตของเขาลำบาก ขนาดกินอาหารเมื่อกี้ก็แทบจะกินไม่ได้ เพราะเด็กนี่มันทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอ เขาไม่ชอบ! เขาเกลียด เกลียดจนอยากจะเอาเด็กออกใจจะขาด แต่เพราะคำขาดของพ่อที่ยื่นให้เขา ทำให้เขาไม่กล้าที่จะทำด้วยกลัวจะเสียตำแหน่ง....

...แต่ว่าเอาเด็กออกไม่ได้ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีหนทางซะทีเดียว ถ้าเขากำจัดหมากตัวสำคัญของพ่อทิ้ง เขาก็พอจะมีโอกาสทำลายแผนของพ่อ คิดมาถึงตรงนี้ซื่อหนานก็มองตรงไปยังตะวันกล้า ถ้าไม่มีมัน บางทีพ่ออาจจะล้มเลิกแผนการ...ซื่อหนานจินตนาการถึงมือที่เปื้อนเลือดของตะวันกล้าแล้วสะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อจู่ๆตะวันกล้าก็เดินมาพูดใกล้ๆ

“ซื่อหนาน ฟังผมอยู่หรือเปล่า?”

“........” ซื่อหนานไม่ตอบแต่เชิดหน้าขึ้น ด้วยความหงุดหงิด ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเขาถึงไม่ลงมือกับตะวันกล้า ทั้งที่โอกาสมาถึงแล้วแท้ๆ ได้แต่จินตนาการนี่มันน่าสมเพชจริงๆ จิ๊!

“ผมคิดว่าเราควรกลับได้แล้ว เดินมาตั้งไกล แถมสีหน้าคุณยังดูซีดๆอีก”

หน้าเขาซีด? บ้าน่า! เขาแข็งแรงจะตาย จะมาซีดได้ยังไง!?

“ผมเป็นหมอนะ อย่ามองหน้าเหมือนไม่ใช่เชื่อกันอย่างนั้น หน้าคุณซีดจริงๆ สงสัยตากลมทะเลนาน ไปเถอะ เดี๋ยวผมไปส่งที่ห้อง”

ซื่อหนานถลึงตาใส่ตะวันกล้าเมื่ออีกฝ่ายเดินมาโอบไหล่ ตะวันกล้าหัวเราะแฮะๆใส่เขาแล้วรีบปล่อยมือ ก่อนจะเดินตามไม่ห่างกาย...  

 “นี่! แล้วคุณจะมางานมีทติ้งหรือเปล่า? แต่ดูท่าทางคงจะไม่มา น่าเสียดายนะ มันน่าสนุกดี” ซื่อหนานกลอกตาไปมาอย่างเซ็งๆ ในขณะที่กำลังเดินขึ้นบันหิน พอเดินขึ้นมาได้ ตะวันก็หยุดเดิน แล้วล้วงเข้าไปในกางเกง เพื่อหยิบโทรศัพท์ที่ส่งเสียงดังไม่หยุดขึ้นมารับ พอเห็นตะวันกล้าไม่สนใจตนแล้ว ซื่อหนานจึงใช้โอกาสนี้เดินผละออกไป...

ตะวันกล้าหยุดยืนคุยโทรศัพท์ ซึ่งเป็นสายจากโรงพยาบาล หมอมีนาต้องการถามเกี่ยวกับอาการคนไข้ที่เขาพึ่งตรวจไป และมีข้อสงสัย ตะวันจึงอธิบายให้หมอมีนาฟังสองสามประโยคหันมามองคนข้างๆอีกทีก็หายไปแล้ว

“อ้าว? หายไปไหนแล้ว”

ให้ตายสิ...ไม่รอกันเลย สงสัยจะกลับห้องไปแล้วมั้ง หมอหนุ่มคิดอย่างเซ็งๆก่อนจะเอาโทรศัพท์ใส่กระเป๋า แล้วเดินกลับบ้านแทนที่จะเดินเข้าไปในรีสอร์ท เพราะหมดหน้าที่ของไกด์จำเป็นอย่างเขาแล้ว...

ไว้ค่อยคุยกันต่อตอนกินดินเนอร์ของรีสอร์ทแล้วกัน...พอคิดได้ดังนั้นร่างโปร่งก็ยกยิ้มกว้างเดินตัวปลิวกลับไปที่บ้านอย่างอารมณ์ดี

 

Meeting Party 

“ขอบคุณจริงๆที่เชิญผมมาร่วมโต๊ะอาหารด้วย” ต้าเฉียงพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส มาเฟียคนนี้ยิ้มบ่อยเสียจนตะวันคิดว่าเขาไม่น่าเป็นมาเฟีย เพราะเขาเหมือนชายแก่วัยสำราญทั่วๆไปเสียมากกว่า

“เห็นคุณนั่งอยู่คนเดียว คงเหงาแย่” นายหญิงน้ำทิพย์ตอบ วันนี้งานมีทติ้ง ธีมงานคือชุดขาว คนในงานสวมชุดขาว และอาหารก็เป็นแบบบุพเฟ่ต์ ส่วนมากคนที่มาเป็นแขกในงานพวกเขาจะมาเป็นครอบครัว และนั่งรวมกันเป็นกลุ่มครอบครัวของตัวเอง พอเธอกับสามีเดินเข้ามาในงานแล้วเห็นชายคนนี้นั่งอยู่คนเดียวด้วยความหวังดีจึงชวนมาร่วมโต๊ะด้วยกัน

“ครับ ยิ่งแก่ยิ่งเหงาจริงๆ ฮ่าๆ” ต้าเฉียงตอบอย่างอารมณ์ดีความจริงเขาชวนลูกชายจอมเย็นชาของเขามาด้วย แต่เจ้าตัวปฏิเสธเสียงแข็งน่ะสิ เขาถึงต้องมานั่งกินข้าวคนเดียวนี่ไง

“ได้ยินว่าลูกชายของคุณก็มาด้วย เขาไม่มาร่วมงานหรอกค่ะ?” นายหญิงถามด้วยความสงสัย

“เขาไม่สบายครับ”

“หรอคะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกได้เลยนะคะ อีกอย่าง...คุณเป็นชาวต่างชาติ พูดไทยชัดจังเลยค่ะ”

“ผมต้องติดต่อธุรกิจที่ไทยบ่อย ดังนั้น จึงเรียนภาษาไทยตั้งแต่เด็กแล้วครับ”

 นายหญิงของบ้านเบิกตาโต “จริงหรอคะเนี่ย ช่างเตรียมการดีจริงๆ”

“พ่อผมเขาเป็นคนประเภทนั้นครับ” ต้าเฉียงตอบยิ้มๆอย่างมีเลศนัย ประเภทที่ไม่ชอบให้ใครมาเอาเปรียบน่ะ...ชายแก่พูดต่อในใจ

ระหว่างร่วมรับประทานอาหาร เสียงของนายหญิงของมาตาวีก็ถามคำถามหลงต้าเฉียงไม่หยุด เพราะเธออยากรู้อยากเห็นไปเสียหมดกับแขกคนพิเศษคนนี้ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นมาเฟีย สำหรับเธอ ต้าเฉียงจึงเหมือนสัตว์ประหลาดนี่ศึกษาไม่มีผิด ท่าทางอยากรู้อยากเห็นของนายหญิงน้ำทิพย์ ทำประมุขของบ้านต้องเอ่ยปากให้ภรรยาหยุดถามเพราะกลัวว่าแขกจะอึดอัด แต่ต้าเฉียงบอกปัด นานๆทีจะได้เล่าประสบการณ์ชีวิตให้ใครฟัง และสิ่งที่นายหญิงน้ำทิพย์ถามก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปในชีวิตของเขา…

“เหอะ...แต่ที่ไม่ปกติคงจะเป็นเรื่องฆ่าคน ไม่สิ! บางทีอาจกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว” ธวัตน์พูดสวน ทำให้นายหัวภูธรต้องส่งสายตาปรามลูกชาย

“ฮ่าๆๆ ผมคิดว่าอีกไม่นานผมก็จะไม่ได้ทำงานนี้แล้วละครับ” ต้าเฉียงพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี ทำให้ทุกคนบนโต๊ะมองเขาอย่างสนใจ

“ทำไมหรอคะ” นายหญิงถาม

“ผมมาที่นี่ เพราะต้องการให้ใครคนหนึ่งช่วยงานของผมให้เสร็จลุล่วง และมันจะช่วยทำให้ผมออกจากวงการได้...”

“เรื่องสำคัญแบบนี้คุณไม่ควรเอามาเล่าให้พวกเราฟังนะครับ” ทะนงอาจพูดเสียงขรึม เขาไม่ชอบให้คนในครอบครัวต้องมาเสี่ยงกับเรื่องอันตราย

ต้าเฉียงยิ้มรับ กล่าวขอโทษแล้วไม่พูดอะไรต่อ เพราะเข้าใจทะนงอาจดีว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงครอบครัว จากนั้นบนโต๊ะอาหารจึงไม่มีใครพูดอะไรอีก ต่างคนต่างรับประทานอาหารตรงหน้า จนกระทั่งลูกชายคนเล็กของบ้านอย่างตะวันกล้าเอ่ยทำลายความเงียบ

“เมื่อเย็น ผมเห็นคุณซื่อหนานเขาหน้าซีดๆ เขาป่วยเป็นอะไรหรอครับ” ตะวันเอ่ยปากถาม

“เขาป่วยมาได้สามเดือนแล้วน่ะครับ....”

“ป่วยเป็นโรคอะไรหรอครับ?”

“ไม่เชิงว่าโรคสักทีเดียวครับ...”

ตะวันกล้าขมวดคิ้ว ตกลงว่าเป็นโรคหรือเปล่า? แต่ช่างเถอะ นั่นไม่สำคัญหรอก สิ่งที่สำคัญมากกกว่าคือ....“แล้วปล่อยให้เขาอยู่ในห้องคนเดียวแบบนั้นจะดีหรอครับ คุณซือก็อยู่ที่นี่ ลูกน้องคุณก็อยู่ที่นี่” หลงต้าเฉียงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แล้วยกมือขึ้นลูบคางตัวเองอย่างครุ่นคิด ป่านนี้คงอ้วกอยู่ละมั้ง ซื่อหนานน่ะ 

“ถ้าห่วงนักทำไมไม่ไปดูเองเลยละ!” ธนาอดประชดไม่ได้ และนั่นทำให้นายหญิงน้ำทิพย์ยกมือขึ้นจับไหล่ลูกชายเอาไว้ แล้วปรามทางสายตาให้ลูกชายหยุดพูด

“อ่า....นั่นสิ งั้นคุณตะวันช่วยไปดูซื่อหนานให้ลุงได้ไหม คุณตะวันเป็นหมอหนิ ไปตรวจดูเขาสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ถ้าเขาดีขึ้นแล้ว ช่วยพาเขามาหาลุงด้วยนะ” ต้าเฉียงพูดอย่างอารมณ์ดี ซึ่งตะวันกล้าก็ยินดี เอ่ยปากขอตัวกับทุกคน ก่อนจะเดินยิ้มออกจากงานไปดูซื่อหนาน ธนามองตามหลังตะวันกล้าจะลุกเดินตามไป แต่แม่ห้ามเขาเอาไว้ก่อน ธนาจึงต้องทรุดตัวนั่งลงตามเดิมด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ

            “อาหารที่นี่อร่อยนะครับ” ต้าเฉียงเอ่ยปากชมกลบเกลื่อนบรรยากาศอึมครึมของธนา

“สูตรของแม่ครัวฝีมือดีของเราเลยนะคะ รสชาติแบบนี้พบได้ที่เกาะของเราเท่านั้นค่ะ” นายหญิงน้ำทิพย์บอกด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นอิ่มกำลังเดินถือถาดอาหารตรงมาที่โต๊ะ จึงกวักมือเรียก

“แม่อิ่มจ๊ะ...หยุดทำงานแล้วมาทานข้าวกับพวกเราเถอะ” ต้าเฉียงนั่งนิ่ง เมื่อรู้ว่าคนที่นายหญิงน้ำทิพย์เรียกมานั้นคือใคร

อิ่มเดินมาที่โต๊ะของนายหญิงแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง “ได้ยังไงละคะ งานยังเหลืออีกเยอะเลย”

“แต่แม่อิ่มเดินบ่อยๆแบบนี้ ไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ” ทะนงอาจบอก อิ่มยิ้มรับ ก่อนจะวางถ้วยใส่ต้มยำกุ้งลงบนโต๊ะ พอวางอาหารเสร็จเรียบร้อย อิ่มจึงเงยหน้าขึ้นมองครอบครัวมาตาวีด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข แต่สักพักใบหน้ายิ้มแย้มก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึง! เมื่อเห็นผู้ชายคุ้นตาเมื่อยี่สิบปีก่อน! ผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่นั่งหัวโต๊ะ ลมหายใจสะดุด มือไม้อ่อนจนทำถาดตกลงบนพื้นหญ้า

“ตาเถร!” เขามาที่นี่! เขาอยู่ที่นี่! เขามาทำไม!?!

ต้าเฉียงมองหน้าอิ่มแล้วส่งยิ้มให้ คงจะถึงเวลาที่เขาจะต้องพูดธุระสำคัญให้ครอบครัวมาตาวีรู้แล้วสินะ ต้าเฉียงคิดพลางสูดลมหายใจเข้าลึก

“ตายแล้ว! แม่อิ่มเป็นอะไรจ๊ะ? เจ็บตรงไหนไหม” นายหญิงน้ำทิพย์ลุกขึ้นยืน สำรวจอิ่มด้วยความเป็นห่วงดีที่เปิดเพลงเสียงดังกลบเสียงภาชนะกระทบพื้นจนหมด อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจึงไม่เป็นที่สนใจของแขกมากนัก และงานก็จัดอยู่ในสวน ถาดตกลงบนพื้นดินจึงไม่ทำให้เกิดเสียงดังเท่าไหร่

“มะ...ไม่ค่ะ...” อิ่มตอบเสียงสั่น พลางสอดสายตามองหาตะวันกล้าอย่างร้อนรน และหวังว่าตะวันกล้าจะไม่อยู่ที่นี่ แต่แล้วเสียงของตะวันกล้าก็ดังขึ้น

“แม่อิ่ม ทำไมยืนมือสั่นๆ ตาเบิกกว้างอย่างนั้นละครับ” ตะวันกล้าเดินเข้ามาพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำ มีผ้าปิดปาก ขนาดตัวของตะวันกล้าและผู้ชายคนนั้นเท่ากันไม่มีผิดเพี๊ยน หุ่นพอๆกัน ถึงแม้ไม่เห็นหน้าของอีกคนอิ่มก็รู้ดีว่าผู้ชายอีกคนเป็นใคร อิ่มมองหน้าตะวันกล้า สลับกับมองหน้าต้าเฉียงไปมาอย่างหวั่นใจ ก่อนจะตาเบิกกว้างขึ้นไปอีกเมื่อเห็นว่ามือของตะวันจับมือผู้ชายคนข้างๆอยู่!

“แม่อิ่ม เป็นอะ...” นายหญิงน้ำทิพย์เห็นท่าไม่ดีจึงจับไหล่อิ่ม แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ยังไม่ทันพูดจบอิ่มก็สวนขึ้นเสียงสั่น

“คุณตะวันถอยออกมานะคะ!” คำพูดของอิ่มทำให้ทุกคนขมวดคิ้วไม่เข้าใจ โดยเฉพาะตะวันกล้า แต่สิ้นเสียงของอิ่ม ตะวันกล้าก็รู้สึกตัวลอย เพราะซื่อหนานที่เขากว่าจะตามตัวมาด้วยกันได้ ยกมือขึ้นกอดคอเอาไว้ แล้วหยิบมีดบนโต๊ะขึ้นมาจ่อที่คอของเขาเสียแล้ว ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ

“ตะวัน!” พี่ชายทั้งสามกำลังจะโดดเข้าไปช่วยน้องชาย แต่พอซื่อหนานขยับมีดเข้าใกล้ลำคอขาวของตะวันกล้า ทั้งสามก็หยุดการเคลื่อนไหว

“นายน่าจะฟังที่ผู้หญิงคนนั้นบอก ที่บอกให้ถอยออกไป ความจริงแล้ว...นายไม่ควรจะอยู่ใกล้ฉันเลยด้วยซ้ำ” ซื่อหนานกระซิบบอกเสียงเย็น เขาก็แค่เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ปั่นหัวพ่อ ถึงได้ทำแบบนี้ สะใจดีอย่างบอกไม่ถูกเหมือนกัน ที่เห็นว่าพ่อไม่ได้สิ่งที่เป็นไปตามต้องการ

“ตะวันกล้า! บอกให้ลูกชายของคุณปล่อยตะวันกล้าเดี๋ยวนี้นะ!” นายหญิงน้ำทิพย์ตะโกนบอกต้าเฉียงที่เอาแต่นั่งนิ่งด้วยความร้อนใจ แถมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็สร้างความตระหนกให้กับแขกที่เหลือจนทุกคนกรีดร้องอย่างหวาดกลัวกันหมด

“คิดจะทำอะไร!?” ตะวันกล้าถามเสียงเข้ม เขาไม่ชอบที่จะเห็นใบหน้าเจ็บปวดหรือหวาดกลัวของคนที่เขารักเลย เพราะมันทำให้เขารู้สึกไม่ดี และตอนนี้นายหญิงน้ำทิพย์กับแม่อิ่มก็กำลังมองเขาด้วยสายตาแบบนั้น

“รู้ไหม...ว่าฉันอยากฆ่านายมากแค่ไหน?” ซื่อหนานกระซิบบอกเสียงเย็น มองหน้าน้องชายฝาแฝดด้วยความแปลกใจนิดๆ เพราะไม่คิดว่าตะวันกล้าจะเฉยได้มากขนาดนี้

“พอได้แล้วซื่อหนาน!” หลงต้าเฉียงประกาศกร้าวมองหน้าซื่อหนานอย่างเย็นชาจนน่ากลัว และนั่นก็ทำให้ตะวันกล้าอดตะลึงไม่ได้ เพราะเขาพึ่งเคยเห็นต้าเฉียงทำหน้าน่ากลัวขนาดนี้

“ถ้าแกแตะต้องตะวันแม้แต่ปลายเล็บ ฉันฆ่าแกแน่” ธนาบอกเสียงเหี้ยม มองอีกคนด้วยตาวาววับ

“หึ! งั้นหรอ...แต่รู้อะไรไหม แกไม่มีทางฆ่าฉันได้หรอก” ซื่อหนานบอกอย่างเย้ยๆ

“คุณไม่น่ามาที่นี่...ทำไมถึงกลับมาที่นี่อีก พร้อมกับเขา!” อิ่มถามต้าเฉียงเสียงลั่น ทำให้ทุกคนหันไปมองอิ่มด้วยความสงสัย

“อิ่ม...อิ่มหมายความว่าไง” นายหญิงน้ำทิพย์ถาม “อิ่มรู้จักเขาด้วยหรอ” อิ่มสูดลมหายใจเข้า มองหน้าต้าเฉียงสั่นๆ  

“เอาละ! พอแค่นี้ เลิกเล่นได้แล้วซื่อหนาน วางมีดลง แล้วมานั่งคุยกันให้จบ”

“จบหรอ!? พ่อหมายความว่ามันจะจบหรอ ไม่! ถ้าจะจบ ก็คงจะเป็นชีวิตของมัน” ซื่อหนานบอก พร้อมกับจ่อมีดไปจิ้มที่ผิวเนื้อของตะวันกล้าจนเลือดซิบ

“นายไม่กล้าหรอก” ตะวันกล้าบอกเสียงเข้ม ทำให้ซื่อหนานก้มลงมองหน้าตะวันกล้า และสบตานิ่ง

“แน่ใจได้ยังไงว่าฉันไม่กล้า...” ซื่อหนานถามเสียงเย็นขึ้นไปอีก ก่อนจะกดปลายมีดลงบนลำคอขาวของตะวัน ตะวันแค่นยิ้ม ก่อนจะยื่นมือไปจับที่ข้อมือขวาของซื่อหนาน และมืออีกข้างก็จับเข้าที่แขนของซื่อหนานที่ล็อกคอเขาอยู่ พวกเขาขนาดตัวเท่ากัน แม้ว่าซื่อหนานจะแรงมากกว่าเขา แต่ในเวลานี้ ซื่อหนานป่วยอยู่กำลังของเขาต้องลดลงอยู่แล้ว ตะวันกล้าไม่รอช้าเมื่อจับแขนของซื่อหนานเอาไว้ เข้าไปก้มลงกัดที่แขนของซื่อหนานเต็มแรง ก่อนจะบิดตัวออกมา แล้วผลักซื่อหนานหวังจะให้ล้ม แต่ซื่อหนานแค่เซถอย แถมตั้งตัวได้ก่อนตะวันกล้า เพราะความชำนาญในการต่อสู้ที่มีมานานของตน ในขณะที่ตะวันหมุนตัวออก มือของตะวันกล้าได้เกี่ยวเอาผ้าปิดบังใบหน้าของซื่อหนานมาด้วย พอเขาหันหน้าไปมองอีกคนอีกที มีดก็มาจ่อที่คอของเขาอีกรอบ ในระยะที่ยืนห่างกันหนึ่งช่วงแขน

ตะวันกล้ามองหน้าซื่อหนานอย่างตกตะลึง ขณะที่มีดจ่ออยู่ที่คอของเขา ไม่ใช่แค่เขาที่ตกใจ แต่รวมถึงทุกคนที่อยู่ที่นี่!

“ฝีมือพอใช้หนิ แต่ก็ยังอ่อนอยู่ดีในสายตาฉัน....”

“นะ...นาย...” ทำไมถึงมีเขาอีกคน!? ทำไมถึงหน้าเหมือนเขาขนาดนี้? ตะวันกล้ามองหน้าซื่อหนานอึ้งค้าง คำพูดของซื่อหนานไม่เข้าหูเขาเลย มีก็เพียงแต่มืออีกข้างที่ไม่ได้ถือผ้าปิดปาก เอื้อมไปตรงหน้าหวังจะแตะเข้าที่แก้มของอีกคน

“ถ้าแตะ ฉันฆ่า” ซื่อหนานบอกเสียงเหี้ยม แต่ตะวันกล้าไม่สนใจ เขาแตะฝ่ามือลงที่หน้าของซื่อหนานทำให้อีกคนสะดุ้ง ด้วยความไม่คุ้นชิน ฉับพลันนั้น ร่างโปร่งขาวของตะวันกล้าก็โถมเข้าใส่ตัวซื่อหนานในชุดดำ ทำให้ซื่อหนานเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เผลอปล่อยมีดหลุดลงบนพื้น เพราะตะวันกล้าโถมเข้าสวมกอดตนแน่น!

“มีตัวตนอยู่จริงๆด้วย” ตะวันกล้าพูดซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดอยู่อย่างนั้น ส่วนซื่อหนานก็ยืนนิ่งให้อีกฝ่ายกอดตนแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

คงไม่ใช่แค่เขา...ที่รู้สึกถึงตัวตนของอีกฝ่ายสินะ...

 

 

 

 

============================================ 

มาต่อแล้วค่ะ มาดึกแต่มานะ>O 

เม้นพูดคุยกันได้ค่ะ^^ ฝากไลค์ ฝากแชร์ด้วยน้า 

ติดแฮชแท็กคุยกันได้ที่ Twitter/Facebook/Instragram 

#ดวงตะวันกับมัังกร #IRainYia 

ติดตามข้อมูลข่าวสารการอัพนิยาย กิจกรรมและข้อมูลต่างๆ ได้ที่ >>> I-Rain-Yia/ไอเรนเยีย นิยายวาย ติดต่อมาคุยกันได้น้า~ 

ความคิดเห็น