rani

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 6 (100%)

ชื่อตอน : กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 6 (100%)

คำค้น : กับดักรักหมอสุดโหด, หมอชลาธิป, ปัณ, nc, yaoi, 18+, ต้นน้ำ, อังกูร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 มี.ค. 2559 14:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ (รักนะครับ คนดีของผม) ตอนที่ 6 (100%)
แบบอักษร

กับดักรัก หมอสุดโหด : อังกูร-ต้นน้ำ ตอนที่ 6
Writer : Rani รานี   

 

เช้านี้ดูเหมือนจะเป็นเช้าที่สดใสมากๆของต้นน้ำ เด็กหนุ่มช่วยแม่เก็บข้าวเก็บของล้างจาน ขณะที่แม่เตรียมอุปกรณ์ หั่นผัก ทุกอย่างเอาไว้ตั้งแต่กลางคืน พอรุ่งเช้าต้นน้ำจะออกมาทำงานที่บ้านไร่เจริญตา ส่วนแม่ก็ทำกับข้าวสำหรับไปขายในตลาดต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรหนักหนามากเพราะได้เตรียมทุกอย่างไว้ก่อนนอนเรียบร้อยแล้ว ต้นน้ำยิ้มสดใส ใบหน้าปะทะลมบนรถสามล้อไม่ได้รู้สึกเย็นเหมือนเช่นทุกวัน ทว่ากลับร้อนผ่าวเมื่อคิดว่า บัดนี้ อังกูร เป็น “พี่” ของเขาแล้ว และเด็กหนุ่มรู้ว่า ในความหมายของคำว่า พี่นั้น มันกินขอบเขตไปแค่ไหนได้บ้าง
            “สวัสดีครับ คุณปัณ”
            “สวัสดีจ้ะ ต้นน้ำ ทำไมวันนี้หน้าตาสดใสจัง นอนเร็วเหรอ?”
            “นอนปกติแหละครับ” ต้นน้ำตอบ รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนขึ้นอีก .. หน้าต้องเป็นสีแดงแน่ๆ เด็กหนุ่มคิด เพราะระหว่างที่คุยกับปัณนี้ เขาไม่สามารถละหัวใจไม่ให้คิดถึง พี่ ได้เลย
            “แน่ะ ...”
            “ครับ?”
            “ดูเหม่อๆนะเรา วันนี้ ไปเอาหนังสือมาอ่านสักบทก่อนไป แล้วค่อยมาช่วยงาน” ปัณบอก ต้นน้ำชอบปัณตรงนี้ ก่อนหน้านี้เขาต้องร้อนรนในการอ่านหนังสือ ทบทวนบนเรียน ช่วงพักกลางวัน หรือ ช่วงเช้าก่อนเข้าห้องเรียน แต่พอปัณมาจะเป็นกฎว่า ต้นน้ำต้องเลือกหนังสือมาอ่านก่อนหนึ่งบท ก่อนที่จะเริ่มช่วยปัณทำงาน ซึ่งก็เป็นข้อตกลงอีกเช่นกันว่า ต้องช่วยอย่าง ขยันขันแข็ง
            ปัณหากล่องข้าวสีน้ำเงิน-ขาวกล่องหนึ่งไว้สำหรับใส่กับข้าวไปให้ต้นน้ำกินกลางวันที่โรงเรียนทุกวัน นอกจากวันที่เร่งจริงๆ หรือเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ ต้นน้ำมักประคับประคองของขวัญชิ้นใหม่ที่ภายในบรรจุอาหารไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอมบางอย่าง อย่างบอกไม่ถูก แม่เขาก็ทำกับข้าวอร่อย แต่เหมือนจะเป็นคนละสไตล์กับคุณปัณ พ่อบ้านคนใหม่นี่ และแม่ก็ไม่เคยทำกับข้าวทันให้เขาได้ตักไปทานที่โรงเรียนด้วย
            ต้นน้ำเคยถามแม่ว่าทำไมต้องให้เขามาทำงานที่บ้านไร่เจริญตานี้ ตอนนั้นแม่บอกว่าให้มาช่วยป้าศรีซึ่งเป็นญาติผู้พี่ ทั้งยังจะได้รู้จักการทำมาหากิน มีอาชีพ มีรายได้ จะได้รู้ว่าควรจะใช้จ่ายอย่างไรตั้งแต่ยังเด็ก เพราะคำว่า “กว่าจะได้มา” มันจะสะท้อนให้ต้นน้ำรู้ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์นั้นมีค่า      
            แต่เมื่อป้าศรีจากไปแล้ว อะไรหลายๆอย่างก็ทำให้เขาอยากจะช่วยงานที่นี่ต่อไป ยิ่งเมื่อพ่อบ้านคนใหม่นั้นทั้งฉลาด แสนใจดี และยิ้มเก่งอย่างนี้ มีหรือที่ต้นน้ำจะอยากไปไหน แม้จะเป็นคนละทาง แต่ความรู้สึกชื่นชมที่เด็กหนุ่มมีต่อแม่ กับ ปัณณทัตนั้น ก็ไม่ได้ต่างกันเลย แล้วยังมีผู้ชายหน้าโหดๆที่มักจะมาฝากท้องไว้ที่นี่บ่อยๆนั่นอีก เสียก็แต่ว่าช่วงสองสามวันนี้ พี่กูรของต้นน้ำจะไม่ค่อยได้มาที่นี่สักเท่าไร เห็นว่ามีอะไรยุ่งๆในไร่สักอย่างนี่แหละ
            ... คิดถึงจัง ...

 

ฤดูกาลแห่งการสอบมาถึงแล้ว โรม ต้นน้ำ และรัศมี มีสภาพไม่ต่างจากหมีแพนด้านอนไม่หลับ อังกูรพยายามอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้กับเด็กน้อยขี้อ้อนที่ตอนนี้นอนพิงไหล่เขาอยู่บนรถระหว่างทางไปโรงเรียน
            .. เรื่องขี้อ้อนนี่ไม่มีใครเกินต้นน้ำหรอก..
            เมื่อมาถึงโรงเรียน อังกูรก็ปลุกเด็กหนุ่มที่ทำท่าจะหลับลึกกับหัวไหล่เขาให้ตื่นขึ้น นี่ไม่เข้าใจจริงๆว่าการนั่งหลับบนรถด้วยท่าแบบนี้มันสบายตรงไหน
            “ถึงแล้วเหรอครับ?” ต้นน้ำถามด้วยอาการงัวเงีย จนสิ่งที่พูดออกมานั้นฟังแทบไม่เป็นภาษา
            “อืม ถึงแล้ว แต่อย่าเพิ่งลงนะ” อังกูรพูดจอดรถตรงไหล่ทางเลยทางเข้าโรงเรียนมาหน่อย แล้วเอื้อมมือไปหยิบของบางอย่าง ขณะที่อีกคนหาวหวอดๆอยู่ข้าง “เอ้านี่ กินซะ แล้วค่อยลง” อังกูรยื่นซุบไก่สกัดให้ต้นน้ำ เด็กหนุ่มรับมาแล้วทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ อังกูรเลิกคิ้วเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น
            “คือ ... เอ่อ”
            “ไม่ชอบเหรอ?”
            “ผมไม่ชอบกลิ่นมันเลยครับ”
            “แต่ก็กินเถอะนะ มันดีต่อสุขภาพ ตอนนี้เราน่ะเหมือนหมีแพนด้าผอมๆที่ป่วยด้วยเลยรู้ไหม?” อังกูรพูดกลั้วหัวเราะ โดยไม่สนใจสายตาค้อนประหลับประเหลือกของหมีแพนด้าตัวผอมที่นั่งอยู่ข้างๆเลย
            “แต่ว่ามันเหม็นจริงๆนะครับ ถึงผมจะรู้ว่ามันดีก็เถอะ”
            “งั้นเอางี้” ยังไม่ทันได้ถามว่า “เอางี้” คือ “เอาไง” เจ้าของคำพูดก็จัดการเปิดฝาซุบไก่ เอามาจ่อที่ปาก แล้วบีบจมูกต้นน้ำไว้จนแน่ พออีกคนหายใจไม่ออกต้องอ้าปาก เขาก็จัดการกรอกซุบไก่ลงไปในนั้นรวดเดียวจนหมด ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามา กินไม่เวลาไม่กี่วินาที ต้นน้ำหน้าแดงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อยากจะเอาสิ่งที่ลงคอไปแล้วกลับออกมาใหม่เพราะกลิ่นต่างๆก็ยังติดอยู่ในคอเหมือนเดิม ติดที่ว่าคนข้างๆทำหน้ายักษ์ใส่ แล้วยังชี้หน้าแบบคาดโทษเอาไว้อีก ก่อนที่ร่างหนาจะยื่นขวดน้ำเล็กๆให้นั่นแหละ ต้นน้ำถึงจะหายจากอาการขมคอ
            “พี่กูรอ่ะ” เด็กหนุ่มกระเง้ากระงอด
            “มันดีต่อเราเองนั่นแหละ อย่าโกรธพี่เลยนะ”

            ต้นน้ำใจเต้นรัวอยู่เบาๆในอก น้ำเสียงแบบนั้น แววตาแบบนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเป็นห่วงเป็นไยจริงๆ สายลมพัดเอื่อยๆกระทบใบหน้านุ่มให้แช่มชื่นขึ้นไปอีกเมื่อหนุ่มน้อยลงมาจากรถ เฮ้อ... มีความสุขจังเลย

 

วันนี้สันต์เป็นคนมารับเขาที่โรงเรียน ต้นน้ำแปลกใจนิดหน่อย แต่เมื่อสันต์บอกว่าอังกูรให้รับเขามาส่งที่บ้าน เด็กหนุ่มจึงยินดีที่จะขึ้นรถมาด้วยอย่างไม่อิดออด
            “คุณปัณไม่น่าทำเลยครับ ยังไงผมก็ต้องกลับมาทำอยู่แล้ว แต่นี่คุณปัณทำเสร็จหมดแล้ว” ต้นน้ำหน้าเสียเมื่อพบว่าปัณแทบไม่เหลืองานอะไรไว้ให้ตนทำแล้ว หลังจากกลับมาจากสอบเสร็จ ที่สำคัญปัณยังป่วยอยู่ด้วย
            “โธ่ ไม่เห็นเป็นไรเลย พี่ทำไหว คนป่วยขืนเอาแต่นอน ไข้ก็ไม่ไปไหนกันพอดี มันก็นอนกับเราไปเรื่อยๆนี่แหละ”
            “ครับ แต่นี่ก็เกินไป” เขายังคงบ่นอุบอิบ
            “งั้นเอางี้นะ ถ้าอยากช่วยจริง ช่วยรดน้ำต้นไม้ดอกไม้ให้หน่อย เรื่องนั้นพี่รู้ตัวเลยว่าไม่ไหวจริงๆ”
            “ได้ครับ” ต้นน้ำยิ้มอย่างดีใจ พอจัดการกับคุกกี้กล้วยหอมเสร็จก็ถอดเสื้อนักเรียน แล้วลงมือรดน้ำต้นไม้ทันที โดยมีปัณคอยคุยเป็นเพื่อนอยู่ในที่ร่มใกล้ๆ
            “ผมไปขอปุ๋ยสำหรับไม้ดอกมาจากพี่กูรดีกว่า แปลงดอกไม้ ต้นไม้พวกนี้ รดน้ำอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ ต้องใส่ปุ๋ยด้วย”
            “แล้วกูรเขาจะให้ได้เหรอ นั่นมันส่วนของไร่หรือเปล่า?”
            “ให้สิฮะ พี่กูรน่ะ ทำปุ๋ยพวกนี้เองเลย ใช้วัสดุเหลือจากในไร่นั่นแหละฮะ ทำแบบนี้พี่กูรประหยัดเงินให้ไร่เจริญตาได้เยอะเลยฮะ”
            “ดูต้นน้ำจะสนิทกับคุณกูรมากเลยนะ แล้วก็ยกย่องเขามากด้วย” ปัณพูดแล้วก็เฝ้าสังเกตอาการของคู่สนทนา ก็พบความผิดปกติจริงๆอย่างที่คิดไว้ เด็กน้อยชะงักมือไปนิด หน้าก็จับสีแดงเรื่อ เกินกว่าจะเรียกว่า เลือดฝาดของวัยรุ่น
            “เอ่อ..คือว่า พี่กูรรักไร่เจริญตา มากเลยนะฮะ แล้วคุณท่านทุกคนรวมทั้งคุณหมอก็รักพี่กูรด้วยฮะ พี่กูรถึงได้ทำทุกอย่างเพื่อไร่เจริญตา”
            “จ้า พี่ก็แค่ตั้งข้อสังเกตแหละ ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย เอ...หรือว่ามีอะไรให้คิดน้า...” ปัณทำหน้าหยอกล้อให้อีกคนหน้าแดงขึ้นไปอีก ยิ่งอีกคนเขิน ปัณณทัตก็ยิ่งหัวเราะเสียงดังอย่างชอบอกชอบใจ
            “ไม่ฮะ ไม่มีหรอกฮะ ไม่มีจริงๆนะฮะ” ยิ่งเด็กน้อยพูดตะกุกตะกัก ปัณก็ยิ่งหัวเราะ จนกระทั่งมีรถวิ่งเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน ต้นน้ำหน้ามุ่ยลงอย่างเห็นได้ชัด จนปัณจับความรู้สึกได้

“ปัณอาการไม่ดีขึ้นเหรอต้นน้ำ ทำไมล่ะ อาหารนี่ปัณก็เป็นคนทำนี่” ชลาธิปถามเพราะเป็นเวลาเกือบเดือนมาแล้ว ทำให้เขาจำรสมือของพ่อบ้านคนปัจจุบันได้ แต่กลับไม่ได้ลงมารับอาหารด้วย
            “ทีแรกก็ดีขึ้นแล้วครับ แต่พอได้คุยกับคุณนิก้า ก็เหมือนอาการจะแย่ลง” ต้นน้ำก้มหน้านิ่งยืนอยู่ติดกับอังกูร
            “นิก้ามาเหรอ แล้วคุยเรื่องอะไรกัน?”
            “ผมไม่ทราบจริงๆครับ” ต้นน้ำก้มหน้าอย่างรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรปัณได้เลย แถมยังดูเหมือนจะทำให้ชลาธิปโกรธเอาด้วย เพราะหมอไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากสีหน้าที่เคร่งเครียดกับการถอนหายใจหนัก ต้นน้ำมองหน้าอังกูรราวกับจะร้องไห้แล้วหาคนปลอบใจ

“พี่กูรฮะ ผมเป็นห่วงคุณปัณจัง” ต้นน้ำพูดเมื่อชั้นล่างของบ้านถูกปล่อยให้เป็นของทั้งคู่
            “ห่วงเพราะ?”
            “ก็คุณปัณไม่สบายนี่ครับ แล้วดูเหมือนคุณหมอจะโกรธๆด้วย แล้วคุณปัณก็ดู...”
            “คุณหมอไม่ทำอะไรคุณปัณหรอก คุณปัณไม่สบายคุณหมอก็ต้องดูแลสิ”

            “ผมไม่เห็นว่าจะดูเป็นแบบนั้นสักหน่อย” เด็กหนุ่มบ่นงึมงำ
            “เอาน่า ยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่นะเรา” พูดจบอังกูรก็จัดการโยกหัวคนตัวเล็กซะคอแทบเคล็ด พอคนตัวใหญ่ปล่อยมือ ต้นน้ำก็รีบสำรวจตัวเองอย่างรวดเร็วว่ามีตรงไหนเสียหายบิดงอหรือไม่ เห็นกิริยาแบบนั้นอังกูรเลยประเคนมะเหงกเข้าไปอีกหนึ่งที ข้อหาน่ารักจนหน้าหมั่นไส้
            “พี่กู๊นนนนนน”

อังกูรจอดรถอยู่ที่ข้างบ้านของต้นน้ำ ตรงนั้นมีต้นกล้วยขึ้นเยอะมากเรียงเป็นแถวอยู่ริมซอยเล็กๆ ตอนกลางคืนแบบนี้ไม่มีรถผ่านไปผ่านมาเลย
            “นี่เมื่อก่อนที่พี่ไม่มาส่ง เรากลับบ้านยังไงเนี่ย” อังกูรดึงแขนเล็กเข้าไว้ แล้วถามขึ้นก่อนที่ต้นน้ำจะลงจากรถ
            “ก็สามล้อฮะ ทำไมเหรอ?”
            “ก็มันมืด แล้วก็เปลี่ยว อันตราย”
            “ไม่เปลี่ยวสักหน่อย บ้านคนเต็มเลย” อังกูรได้ยินคำตอบแล้วอยากจะบ้า บ้านคนเยอะก็จริง แต่ทุกบ้านปิดบ้านกันเงียบสนิทหมดแล้ว ตามประสาคนต่างจังหวัดที่มักจะเข้าบ้านตั้งแต่หัวค่ำ บางบ้านปิดไฟนอนแล้วด้วยซ้ำ เกิดเหตุอะไรขึ้นมาใครจะมาช่วยเนี่ย
            “พี่กูรเป็นอะไรฮะ”
            “เป็นห่วง” ชายหนุ่มตอบเสียงเข้ม ไม่ได้เหมาะกับคำตอบเลยสักนิด
            “ครับ? อะไรนะฮะ?”
            “ก็เป็นห่วงสิ มันมืดขนาดนี้ ต่อให้มีบ้านคนเยอะก็เถอะ”
            “อ๋ออออออ” ได้ยินคำตอบ แล้วต้นน้ำถึงกับลากเสียงยาว อย่างมีความสุข
            “คุณปัณก็เคยพูดแบบนี้ครับ ปกติ เวลาผมกลับบ้านคุณปัณจะมาส่งตรงหน้าบ้าน พอได้รถแล้วถึงกลับเข้าบ้าน คุณปัณถามชื่อคนขับทุกคนเลยครับ บางคนมาเคยเจอกันแล้ว ก็ช่วยฝากฝังให้ แล้วพอกลับถึงบ้าน ก็ให้ไลน์ไปบอกครับ”
            “อืม” อังกูรพยักหน้า เข้าใจ
            “พี่กูรครับ ผมชอบคุณปัณจัง” เด็กหนุ่มพูด
            “อ้าว แล้วไม่ชอบพี่แล้วเหรอ?”
            “เอ่อ ก็ชอบนะครับ” ต้นน้ำตอบ นี่ถ้าคุยกันตอนกลางวัน อังกูรต้องเห็นแน่ๆว่าหน้าของต้นน้ำนั้นขึ้นสีแดงเรื่อจนไปถึงคอ
            “เหรอ แล้วชอบแบบไหนล่ะ?”
            “ก็ ก็ เอ่อ ก็ชอบ แบบชอบนั่นแหละครับ” อังกูรหัวเราะขำกับคำตอบที่เลี่ยงไปเลี่ยงมาของต้นน้ำ แต่อาการเขินอายจนก้มหน้างุดๆนั่นล่ะคืออะไร ถ้าเป็นแบบนี้เค้าไม่ต้องการคำตอบที่เป็นคำพูดก็ได้ ชายหนุ่มกดปากของตัวเองไปที่แก้มนุ่มด้วยความเอ็นดูอย่างแรง(?) จนแก้มป่องๆของเด็กหนุ่มขึ้นเป็นรอยช้ำ ซ้ำยังแดงด้วยแรงจากหนวดแข็งๆนั่นอีกด้วย

 

50%

 

หลังจากคืนนั้น ถ้ามีเวลาอังกูรก็จะเป็นคนไปส่งต้นน้ำที่บ้านเองตอนกลางคืน แต่ถ้าต้นน้ำต้องกลับบ้านเอง ก็มีหน้าที่เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง คือ ต้องไลน์ชื่อคนขับ และ ยืนยันว่าถึงบ้านแล้วให้กับอังกูรเพิ่มอีกคน

นานเหลือเกินแล้วที่ต้นน้ำไม่มีคนแสดงความห่วงไยมากขนาดนี้นอกเหนือจากแม่ เขารู้ว่าแม่เข้มแข็งมาก แม้บ้านของเด็กหนุ่มตัวน้อยจะค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับบ้านคนอื่นๆ สถานะทางครอบครัวก็ไม่ได้ดีนัก แต่ต้นน้ำรู้ว่าแม่ทำดีที่สุดแล้ว เขาไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ตกหลุมรักอังกูรได้ง่ายขนาดนี้ แต่การมีคนเป็นห่วงเพิ่มขึ้นมันก็ดีไม่ใช่เหรอ ที่สำคัญคนๆนั้น คือ อังกูร

ต้นน้ำมีพ่อหนวดเฟิ้มมาส่งที่บ้านอยู่ไม่กี่วัน คนขับรถกิตติมศักดิ์ก็ติดธุระยุ่งมากเสียแล้ว เขาขันอาสาจะให้คนที่ไร่ไปส่ง แต่เจ้าตัวเล็กกลับไม่ยอม กลัวจะเป็นภาระจึงขอกลับด้วยรถามล้อเหมือนเก่า
            “ถึงบ้านแล้วจะไลน์บอกนะฮะ” คำยืนยันจากเด็กหนุ่มทำให้อังกูรพอสบายใจได้บ้าง
            ผิดกับคืนนี้ที่ดึกดื่นจนป่านนี้แล้ว แต่อังกูรยังไม่ได้ข้อความที่เฝ้ารอเลย นี่อังกูรเดินทั่วบ้านที่ไร่จนจะกลายเป็นหนูยักษ์ติดจั่นอยู่แล้ว
            เสียงกรีดร้องจากโทรศัพท์ทำให้ต้นน้ำชะงักจากหนังสือตรงหน้าเล็กน้อย ก่อนจะรีบรับโทรศัพท์จนเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆถึงกับงงกับท่าทางนั้น
            “ครับพี่กูร”
            “อุ๊ยยยย” เสียงเล็กๆของรัศมีดังขึ้น เมื่อได้ยินคำว่า “พี่กูร” จากปากของเพื่อน ทำให้หูเล็กๆของต้นน้ำขึ้นสีเรื่อๆ ผิดกับอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆที่สีหน้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
            “อยู่บ้านรัศมีฮะ”
            “...............”
            “กำลังอ่านหนังสือฮะ”
            “...............”
            “กับรัศมีแล้วก็โรมฮะ”
            “........................”
            “พี่กูร” เสียงอ่อยๆของต้นน้ำทำให้ทั้งรัศมีและโรมรู้แล้วว่า เพื่อนอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินัก และยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีก เมื่อต้นน้ำขอตัวไปคุยโทรศัพท์ที่ระเบียง
            “พี่กูรโกรธผมเหรอฮะ?”
            “แล้วพี่ควรโกรธมั้ย”
            “ขอโทษ” เสียงนั้นแสดงถึงความรู้สึกผิดจนคนปลายสายแทบจะหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบจะฆ่ากันให้ตายผ่านสายโทรศัพท์ซะให้ได้ที่ปล่อยให้เขาเป็นห่วง แล้วยังจะไปกับไอ้เด็กตัวสูงที่แค่มองตาก็รู้แล้วว่าหวังอะไรกับต้นน้ำนั่นอีก
            “อย่าขอโทษเลย พี่อาจจะเป็นห่วงเรามากเกินไปน่ะ” หางเสียงสะบัด ฟังก็รู้ว่ายังโกรธอยู่มาก
            ต้นน้ำใจกระตุกวาบ อังกูรพูดเหมือนกับว่าจะไม่เป็นห่วงเขาอีกต่อไปแล้ว แค่ได้ฟังก็รู้สึกราวกับโดนบีบหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
            “อย่าพูดอย่างนั้นสิครับพี่กูร ผมอยากให้พี่กูรเป็นห่วงผมนะฮะ ผมขอโทษ ผมมัวแต่กังวลเรื่องสอบ เลยคิดว่าต้องรีบทำงาน แล้วก็รีบมาที่บ้านของรัศมีให้เร็วที่สุดเพื่อมาติวกับเพื่อนๆ...”
            “ก็เลยลืมพี่” อังกูรต่อให้
            “พี่กูรครับ ผมขอโทษ” เสียงสั่นนั่น ทำให้คนที่กำลังโกรธใจสั่นไปด้วย
            “เฮ้อ.. พี่ไม่ได้โกรธหรอก อย่าคิดมากเลย พี่แค่เป็นห่วงน่ะ” อังกูรพูดปด เพราะเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า ตัวเองต่างหากที่ควบคุมความโกรธของตัวเองไม่ได้ เขาอยากจะทึ้งหัวตัวเองนัก แต่คนฟังที่ไม่เห็นว่าปฏิกิริยาของคนพูดเป็นอย่างไร ก็ยิ้มแก้มแทบแตกไปแล้ว
            “พี่กูรพักผ่อนเถอะนะครับ ผมอ่านหนังสือกันเสร็จแล้วจะไลน์ไปบอก”
            “นี่ก็ดึกแล้ว ยังไม่นอนกันอีกเหรอ?”
            “ยังไม่ได้หรอกครับ ยังอ่านกันไม่ถึงไหนเลย”
            “อืม อย่าหักโหมมากนักนะ แต่เอ๊ะ ...” อังกูรเหมือนคิดอะไรได้ “นี่เพื่อนที่ชื่อโรม นอนที่นั่นด้วยเหรอ?” หนวดเสือกระตุกเบาๆ
            “ครับ”
            “สามคน?”
            “เปล่าครับ มีพวกเราสามคน แล้วก็พี่เลี้ยงของรัศมีก็จะเข้ามานอนด้วยครับ แต่ว่าตอนนี้เขากำลังเตรียมนมแล้วก็ของกินเล่นระหว่างอ่านหนังสือให้พวกเราอยู่ครับ”
            “อืม งั้นก็ไปอ่านหนังสือเถอ พี่ไม่กวนแล้ว”
            “พี่กูรครับ”
            “ครับ?”
            “คิดถึงนะครับ” ต้นน้ำพูดไปแล้วก็เขินจนหน้าแดง เขาได้ยินเสียง หึ จากปลายสาย เป็นเสียงที่ไม่รู้ว่า พ่อหน้าหนวดปลายสายรู้สึกอย่างไร แต่ต้นน้ำก็มั่นใจว่า อังกูรจะต้องยิ้มกว้างๆอยู่แน่ๆ
            ... เฮ้อ นี่ผมกำลังโดนของอยู่หรือเปล่านะ เมื่อกี้ผมกำลังโกรธและตั้งใจว่าจะโทรมาอาละวาดด้วยซ้ำ ดูตอนนี้สิ เจ้าตัวเปี๊ยกนั้น ทำให้ผมยิ้มอยู่ซะอย่างนั้น

 

เมื่อต้นน้ำกลับเข้ามาในห้องของรัศมี ทุกอย่างก็ถูกเตรียมไว้หมดแล้ว ร่างบางรีบกลับเข้ามาสมทบกับเพื่อนๆทันที รัศมีกางหนังสือเรียนวิชาชีววิทยาไว้รอ เป็นการบังคับเพื่อนๆว่า ต่อจากนี้จะเป็นการติววิชานี้ ซึ่งเป็นวิชาที่รัศมีอ่อนที่สุด ซึ่งโรมเองก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะตนเองนั้น นอกจากวิชาพละศึกษาแล้ว วิชาอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงเลย แต่เรื่องราวมันยากตรงที่เขาต้องการเข้ามหาวิทยลัยในสาขา วิทยาศาสตร์การกีฬา ด้วย จึงต้องให้ต้นน้ำซึ่งเป็นคนเรียนเก่งที่สุดในกลุ่ม อันที่จริงต้นน้ำเรียนเก่งที่สุดในชั้นด้วย เป็นคนติวให้
            แต่โรมไม่ได้มีสมาธิในการติววิชากับเพื่อนมากนัก เขาบอกตัวเองไม่ถูกว่าเพราะอะไรจึงรู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไร และตั้งแต่เมื่อไร อาจจะตั้งแต่ที่ต้นน้ำออกไปรับโทรศัพท์ที่ริมระเบียงก็ได้ ตอนนี้สมุดเลคเชอร์ของเขามันว่างเปล่า ขณะที่ของต้นน้ำกับรัศมีดูเหมือนจะถูกเพิ่มเติมเข้าไปเรื่อยๆ ทั้งข้อความและสีสัน
            “นี่ โรม
!!!” รัศมีตะโกนเสียงดังลั่น
            “จะตะโกนทำไมเนี่ยรัศมี หูจะแตก” โรมโวยวาย
            “ฉันเรียกเธอตั้งแต่เสียงกระซิบมาแล้ว ก็ไม่เห็นจะขานรับนี่ เอาแต่มองหน้าต่างอยู่ได้ ที่หน้าต่างมีกระดานดำหรือไง?” รัศมีว่ากลับ โรมถอนหายใจ ไม่อยากจะต่อความยาว ในโลกนี้คงไม่มีใครเถียงกับรัศมีลูกสาวเฮียเล้งแล้วชนะหรอก เฮ้อ..
            “นั่นสิ วันนี้โรมดูเหม่อๆนะ” ต้นน้ำพูด
            “เราขอโทษนะต้นน้ำ มาเถอะ ต่อจากนี้เราจะตั้งใจแล้ว”
            “ใช่ นายควรจะตั้งใจนะ อย่าให้การอดหลับอดนอนของต้นน้ำมันเปล่าประโยชน์สิ”
            “เอาน่า ก็บอกว่าจะตั้งใจแล้วไงล่ะ”
            แต่อย่างไรก็ตาม ต้นน้ำตัดสินใจว่า พวกเขาควรจะเบรกไปเดินยืดเส้น ยืดสาย หรือเข้าห้องน้ำ ก่อนที่จะกลับมาติวหนังสือกันอีกรอบ

เกือบจะตีสี่แล้วที่เสียงโทรศัพท์ของต้นน้ำดังขึ้นอีกรอบจากปลายสายคนเดิม อากาศหนาวๆไม่ได้ทำให้ต้นน้ำรู้สึกอะไรมากนัก ถ้าไม่ต้องออกมาคุยโทรศัพท์ข้างนอกระเบียงอีกครั้งด้วยความเกรงใจ ถึงแม้ว่าตอนนี้โรมจะหลับคาหนังสือไปแล้ว แต่รัศมีก็ยังคงจับจ้องกับหนังสืออยู่อย่างคร่ำเคร่ง อีกไม่กี่วันก็จะสอบกลางภาคแล้ว เด็กสาวยอมทุ่มเทเพื่อเก็บคะแนนทุกคะแนนให้มากที่สุด แม้ว่าจะมีอาการสัปโหงกบ้างก็ตาม
            “ได้นอนบ้างหรือยัง?”
            “ยังเลยฮะ แต่ก็อ่านหนังสือได้เยอะเลย”
            “แล้วนี่วางแผนจะทำยังไงต่อวันนี้”
            “เดี๋ยวสักตีห้าก็จะไปหาคุณปัณแล้วฮะ คงออกจากที่นี่ตีสี่ครึ่ง นี่โรมกับต้นน้ำก็เริ่มไม่ไหวกันแล้ว ผมคงปล่อยให้พวกเขานอนไป”
            “งั้นเดี๋ยวพี่ไปรับ”
            “ไม่ต้องหรอกฮะ ที่ตลาดนี่มีรถตั้งแต่ตีสาม ผมกลับเองก็ได้”
            “..........”
            “พี่กูรโกรธเหรอฮะ” เมื่ออีกฝ่ายนิ่งไป ต้นน้ำก็ใจไม่ดี “ผมแค่เกรงใจ” คนตัวเล็กยังพูดต่อเสียงอ่อย
            “เดี๋ยวพี่ไปรับ” คนปลายสายพูดเสียงนิ่ง ทำให้ต้นน้ำยอมไม่พูดอะไรจะดีกว่า
            ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงอังกูรก็มาจอดรถอยู่ที่หน้าบ้านของรัศมีแล้ว รัศมีออกมาส่งที่หน้าบ้านทำให้ตัวเองกลายเป็นประจักษ์พยานของความรู้สึกบางอย่าง อย่างไม่ได้ตั้งใจ รอยยิ้มล้อเลียนกว้างขึ้นพร้อมกับดวงตาหยีๆของเด็กสาว
            “เฮ้อ..เราก็นึกว่าใคร ที่แท้เจ้าของไร่เจริญตา ก็มารับคุณนายกลับไร่นี่เอง”
            “รัศมี อย่าสิ” ต้นน้ำพูดขึ้นอย่างอายๆ
            “อายอะไร ไปรับไปส่งกันทุกวันขนาดนั้น นี่วันนี้ยังมารับอีก พ่อคุณนายบ้านไร่ ได้ดีแล้วอย่าลืมเพื่อนนะจ๊ะ”
            “รัศมีอ่ะ ก็พี่น้องนั่นแหละ” ต้นน้ำบอก เขินจนมือที่จิกกันไว้จะเป็นแผลอยู่แล้ว
            “โอ๊ะ พี่น้องเหรอ? งั้นเดี๋ยวฉันไปถามเขาดีกว่า ว่าที่เธอบอกว่า พี่น้องน่ะ มันจริงๆหรือเปล่า?”
            “เฮ้ย
!! อย่านะรัศมี” ต้นน้ำรีบรั้งแขนเพื่อนสาวเอาไว้ เพราะเจ้าตัวทำเหมือนจะวิ่งไปถามคนที่นั่งรอเขาอยู่บนรถ .. ถ้าถามคำถามนั้นขึ้นมาจริงๆ ตายแน่ๆต้นน้ำเอ๊ย
            “งั้นบอกมา ว่าเธอคือว่าที่คุณนายไร่เจริญตา จริงๆใช่ไหม?” รัศมีกระซิบถามเมื่อทั้งคู่เริ่มเดินมาใกล้รถมากขึ้น
            “รัศมีอ่ะ”
            “ตอบ
!!
            “เธอมันร้ายกาจ เธอเป็นปิศาจ” ต้นน้ำโอดครวญ
            “พี่กูรรรรรรรรรรรร” รัศมีแกล้งเรียกอังกูรเสียงดัง ทำให้ต้นน้ำตกใจ รีบเอามือปิดปากเล็กๆนั่นไว้ คนตัวเล็กกว่า แต่แรงเยอะกว่า รีบสะบัดตัวเองออก “ถ้าไม่อยากให้ฉันไปถามพี่อังกูรเอง เธอต้องบอกฉันมา ว่าเธอเป็นแฟนพี่กูรเขาใช่ไหม?” รัศมีกระซิบเสียงไม่เบานัก
            “อืม”
            “ห๊า? ดังๆสิ พูดว่าไรนะ”
            “บอกว่า .. บอกว่า ใช่” ถึงต้นน้ำจะอ้ำอึ้ง แต่ในที่สุดก็ตอบออกไป แล้วก็ต้องตกใจเมื่อ
            “ต้นน้ำเป็นแฟนพี่กูรเหรอ?” เสียงนั้นไม่ได้เบาเลย ยิ่งกลางดึก เงียบๆแบบนนี้ ต้นน้ำบอกตัวเองได้ทันทีว่า อังกูรได้ยิน คำพูดพวกนั้น อย่างชัดเจน
            “ใช่ไหมคะ?” รัศมีเกาะขอบประตูรถกระบะของไร่เจริญตา ก้มตัวลงมาถามคนขับ ในคำถามที่เธอเพิ่งแกล้งถามดังๆไปเมื่อครู่
            “แล้วต้นน้ำว่าไงล่ะ” อังกูรถามกลับเรียบๆ แต่ในใจกระชุ่มกระชวยพิลึก อยากรู้เหมือนกันว่า ตัวเล็กจะบอกยังไง
            “อืมมม” รัศมีแกล้งเกาคางตัวเอง ทำหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิด แต่แววตาซุกซนที่หันมามองที่ต้นน้ำซึ่งยังไม่ได้ขึ้นรถเพราะถูกรัศมีเอาตัวบังไว้ ตอนนี้ต้นน้ำเลือกไม่ได้ว่าจะบีบคอรัศมีดี หรือ บีบคอตัวเองให้พ้นจากสถานการณ์ที่ทั้งเขิน ทั้งอาย และทั้งไม่รู้จะทำตัวยังไงนี้ดี
            “ต้นน้ำบอกว่า ให้มาถามพี่กูรค่ะ” เสียงเจื้อยแจ้วบอกต่อ
            “พี่แล้วแต่ต้นน้ำแล้วกัน” อังกูรพูด สายตาก็มองอีกคนที่ยืนอยู่ติดกับสาวช่างสงสัย
            “ว่าไงล่ะ ต้นน้ำ” รัศมีหันกลับมาถามเพื่อนบ้าง
            “เอ่อ เราแล้วแต่พี่กูร”
            “อ้าว” รัศมีร้องเสียงสูง เซ็ง “เออๆ ยังไงก็ได้ ต้นน้ำรีบกลับดีกว่า จะต้องไปทำงานต่ออีก เดี๋ยวจะไม่ได้นอน”
            บรรยากาศในรถน่าอึดอัดพิลึกหลังจากที่ต้องตอบคำถามพวกนั้นของรัศมี อังกูรเอาแต่ขับรถ ไม่ได้หันมองดูคนข้างๆเลย ขณะที่ต้นน้ำก็มองดูอยู่เงียบๆ เฝ้าคิดถึงคำตอบที่คลุมเคลือเมื่อครู่ สองมือกอดอกตัวเองแน่น
            “แอร์หนาวไปเหรอ?” อังกูรถามพร้อมกับเอื้อมมือมาหรี่แอร์ให้เบาลงด้วยความห่วงไย ต้นน้ำยิ้มอ่อนให้เป็นคำตอบ
            .. หนาว ถ้าหนาวกว่านี้พี่กูรจะดูแลผมมั้ยฮะ?

 

แม้วันนี้จะเป็นวันเสาร์ แต่เป็นวันเสาร์ที่ต้นน้ำไม่มีเวลาให้ใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแม่ ปัณ หรือ แม้กระทั่งอังกูร เพราะวันนี้จะเป็นวันที่ทีมบาสโรงเรียนของเขาต้องไปแข่งขันเพื่อชิงแชมป์ระดับภาค โรมดูมีความสุขกับตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายนี้มาก เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เขาไม่ต้องหมกมุ่นเอาแต่คิดว่า แท้ที่จริงแล้ว ใจของต้นน้ำที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมา มันเป็นของคนอื่นไปแล้ว และที่สำคัญทุกครั้งที่มีการแข่งขัน สวัสดิการตัวจ้อยก็ดูแลเขาเป็นอย่างดี
            การแข่งขันจบลงอย่างสมกับความคาดหมาย โรงเรียนของต้นน้ำได้เป็นแชมป์ระดับภาคสมใจ รอยยิ้มของนักกีฬาทุกคนเปี่ยมไปด้วยความสุขตอนที่เดินออกจากสนามพร้อมเหรียญรางวัล
            “อ่ะ เราให้” โรมยื่นเหรียญทองที่เพิ่งถอดออกจากคอให้กับต้นน้ำ ที่มุมหนึ่งเงียบๆในร้านอาหารที่คุณครูพามาเลี้ยงฉลอง
            “ให้เราทำไม เก็บไว้เถอะ มันเป็นรางวัลสำหรับความตั้งใจของโรมเลยนะ”
            “เรามีประกาศนียบัตรแล้ว เหรียญเนี่ย เราให้ต้นน้ำเก็บไว้เป็นที่ระลึกนะ ถ้าในทีมไม่มีต้นน้ำ เราอาจจะไม่ตั้งใจเล่นขนาดนี้ก็ได้”
            “เราไม่เชื่อหรอก ต่อให้ไม่มีเรา โรมก็ต้องตั้งใจเล่นอยู่แล้ว ยังไม่เคยเห็นสักนัดที่โรมจะไม่ตั้งใจ แล้วยังตั้งใจขนาดจะเอาความสามารถตรงนี้ไปเข้ามหาวิทยาลัย เราว่าโรมเก็บไว้ดีกว่า”
            “มีคนอื่น ที่ต้นน้ำอยากเก็บของที่ระลึกของเขาไว้หรือเปล่า” โรมถาม ตอนนี้มันทั้งอารมณ์เสีย และคล้ายๆจะมีความเสียใจบางอย่างปนออกมาด้วย
            “ไม่มีอะไรหรอกโรม แต่มันคือความภาคภูมิใจของโรม เราอยากให้โรมเก็บไว้น่ะ หรืออย่างน้อยพ่อแม่ของโรมก็คงอยากจะเห็นมันแขวนไว้ที่บ้าน”
            “อืม นั่นสิ” โรมพูด เมื่อคิดถึงพ่อกับแม่ แต่ก็อดเป็นห่วงคนตัวเล็กตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี เพราะดูเหมือนว่าจะหงอยๆมาหลายวันแล้ว
            “งั้นให้เราดูแลต้นน้ำนะ ดูต้นน้ำเหนื่อยๆมาหลายวันแล้ว เราว่าเราคงเป็นสาเหตุที่ให้ต้นน้ำเหนื่อยด้วย”
            “ยังไงนะ?”
            “ก็ที่ต้องไปติวให้เรากับรัศมีไงล่ะ แต่พูดตามตรงนะ ถ้าเราไม่ได้ต้นน้ำ ต่อให้คุณครูจะมาบอกแนวข้อสอบยังไง เราก็ไม่เข้าใจอยู่ดี งั้นวันนี้เราจะดูแลต้นน้ำให้ดีเลย ดีไหม?” ต้นน้ำยิ้มให้ แต่ก็มีความหนักใจวาดชัดอยู่บนหน้า เพราะเห็นถึงความพยายามที่ยังไม่เลิกราของโรม เขารู้ว่าโรมคิดกับเขายังไง แต่จะทำอย่างไรล่ะ เมื่อเขามอบความรู้สึกเดียวกันนั้นให้คนอื่นไปแล้ว
            “เราไม่ได้เหนื่อยที่ต้องติวให้โรมหรอก”
            “หืม? แล้วเพราะอะไรล่ะ?”
            “โรม เคยชอบใครมากๆไหม ใครสักคนที่เราทำอะไรให้เขาก็ได้ แต่เขาแค่โกรธ หรือทำท่าไม่พอใจเรานิดเดียวเราก็ทนไม่ได้แล้ว” ต้นน้ำพูดเพราะอยากให้โรมถอดใจจากตนเองไปซะ
            “เคยสิ ทำไมเหรอ”
            “เราชอบคนๆนึงมากเลยล่ะ แต่เราตอบไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเรามันเป็นแบบไหน มันเหมือนจะเดินหน้า แต่ก็ถอยหลังซะอย่างนั้น เหมือนจะดี แต่บางทีก็มึนๆงงๆ” โรมมหน้าเสีย
            .... ให้เราเป็นคนนั้นไมได้เหรอต้นน้ำ ... 



ต้นน้ำ - อังกูร ไม่ยาวมากนะคะ ประมาณ 10 ตอนก็จบแล้วค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามก๊าฟ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น