email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13.ความเบื่อหน่ายเป็นเหตุ

ชื่อตอน : ตอนที่ 13.ความเบื่อหน่ายเป็นเหตุ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 167

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2563 23:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13.ความเบื่อหน่ายเป็นเหตุ
แบบอักษร

วันแรกของการดำเนินชีวิตภายในพระราชวัง ข้าและอีกสองนางต่างก็ประจำอยู่ตำหนักเล็กเป็นหลังเดี่ยวๆ อยู่ห่างกันไม่มากนัก พร้อมกับนางในรับใช้ติดตามสองคน

“นี่ พวกเจ้า”

“เจ้าค่ะคุณหนู”

อียูอดทนต่อความเบื่อหน่ายไม่ไหวจึงปิดสมุดบันทึกลงก่อนจะหันไปให้ความสนใจนางในสองคนที่นั่งอยู่

“เจ้ารู้จักองครักษ์ที่ชื่อ อี ซอลมิน บ้างหรือไม่?”

“หืม ชื่อเหมือนกับองค์รัชทายาทเลยเจ้าค่ะ ใครกันเจ้าคะ? พระราชวังกว้างใหญ่นัก องครักษ์นั้นมีมากมาย ขออภัยที่ข้าจำไม่ได้”

“อย่างนั้นหรือ? ชื่อขององค์ชายคือ อี ซอลมิน ชื่อของเขา ก็......”

“เจ้าค่ะ?”

“เปล่าหรอก”

อียูพรึมพรำกับตนเองหลังได้ยินเช่นนั้นจากนางใน จะว่าไป ตั้งแต่ที่เข้าวังมา ข้ายังไม่เคยเห็นองค์ชายแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสอบที่มีประกาศว่าพระองค์จะเข้ามาเยี่ยมเยียน ก็ไม่ได้มาตามประกาศ

“พวกเจ้าต้องเคยพบกับองค์รัชทายาทแล้วสินะ”

“แน่นอนเจ้าค่ะ”

นางในคนนึงพูดขึ้นพรางทำท่าบิดตัวกระมิดกระเมี้ยนกันสองคนด้วยความเขินอาย

“องค์ชายนิสัยใจคอ หรือพระสิริโฉมเป็นอย่างไร พวกเจ้ารู้หรือไม่?”

“คุณหนูละก็ องค์ชายทรงเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ทั้งมีสายพระเนตรที่กว้างไกล ทั้งยังพระสิริโฉมสง่างาม ราวกับเทพบุตรลงมาจุติก็ว่าได้นะเจ้าคะ แต่ว่า....”

“.....?”

นางหุบยิ้มดังคนเพ้อฝันลงในทันที ราวกับฝันนั้นกำลังสลายหายไป อียูจ้องมองทั้งสองด้วยความแปลกใจ

“ว่ามาเถอะ ข้าไม่บอกใครอยู่แล้ว”

“คือว่า......”

ทั้งสองคนกระเถิบเข้าไปใกล้อียูด้วยท่าทีมีพิรุธ พรางกวาดสายตาดูรอบนอกอย่างถี่ถ้วน

“องค์ชายทรงโมโหร้ายนักเจ้าค่ะ แม้แต่ทั้งพระราชาและพระมเหสี ก็ไม่อาจทานทนเจ้าค่ะ”

“ข้าเคยได้ยินมาว่า เมื่อใดที่ทรงโกรธกริ้ว ทั้งพระตำหนักจะต้องมีอันรุกเป็นไฟ”

“.....!”

“ยังมีอีกนะเจ้าคะ เคยมีนางในถูกลงโทษเพียงเพราะนางดันทำน้ำหมึกกระเด็นโดนฉลองพระองค์เปื้อน จนถึงบัดนี้ ก็ไม่มีใครรู้ว่านางในคนนั้นเป็นอย่างไรเพราะได้หายตัวไปราวกับไม่เคยอยู่ในวังเจ้าค่ะ”

“ยังมีอีกนะเจ้าคะ...!!”

“พอเท่านี้เถอะ!”

อียูยกมือขึ้นห้ามเมื่อเห็นว่านางในทั้งสองกำลังจะเล่าต่ออย่างออกรส เพราะยิ่งเล่ายิ่งทำให้ข้าอยากจะเป็นลมลงไปจริงๆ อียูถึงขั้นยกมือขึ้นทาบอกด้วยความกังวล

“คุณหนูสีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะเจ้าคะ?”

“ข้าอยากออกไปเดินเล่นหน่อย พวกเจ้าพอจะพาข้าออกจากที่นี่ได้หรือไม่?”

“ได้สิเจ้าคะ แต่ว่าคุณหนูต้องการไปที่ใดหรือเจ้าคะ?”

“ที่ๆ พอจะทำให้จิตรใจสงบลง”

“เจ้าค่ะคุณหนู”

ทั้งสามคนรวมถึงอียู ออกจากตำหนักมาไม่ไกลนักก็ถึงหน้าทางเข้าบริเวณสวนลับ แน่นอนว่าข้าเคยได้ยินว่าสวนลับเป็นสวนของดอกไม้นาๆ ชนิด เป็นสวนที่งดงามและกว้างใหญ่กินพื้นที่ในพระราชวังไม่น่อย

อียูก้าวผ่านหมู่มวลดอกไม้เข้าไปด้านในด้วยความปลื้มใจไม่น้อย เพราะมันช่างสวยงามเสียจนข้าเองยังไม่เชื่อสายตา ภายในสวนมีทั้งลำธารเล็กๆ ไหลผ่านตลอดทาง ศาลานั่งพักน้อยใหญ่ถูกจัดไว้เป็นจุดๆ เพื่อไว้พักผ่อนชมดอกไม้

กลิ่นหอมของดอกไม้อบอวนไปทั่วทั้งบริเวณ แสงแดดอ่อนๆ ของอากาศหนาว มีหมอกปกคลุมบ้างในบางพื้นที่ ทุกครั้งที่มองออกไปไกล เหมือนกำว่าที่นี่คือสวรรค์ก็ไม่ปราน

“งดงามใช่ไหม หากเป็นวันที่องค์หญิงโซรองเสด็จมา ที่นี่จะถูกสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้ามา เพราะองค์หญิงทรงรักและหวงแหนที่นี่มากเจ้าค่ะ”

“อย่างนั้นหรือ?”

“ทุกคนย่อมต้องรู้ หากทรงฝ่าฝืน อาจถูกโทษหนัก”

“งั้น วันนี้องค์หญิงจะไม่ทรงเสด็จมาใช่ไหม?!”

“ไม่เจ้าค่ะ หากจะทรงเสด็จ นางในติดตามขององค์หญิงต้องแจ้งกับทางองครักษ์ให้เฝ้าอยู่ทางหน้าประตูทางเข้าตั้งแต่หัววันแล้วเจ้าค่ะ”

“เฮ้อออ!!!”

อียูถึงขั้นถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะตนยังไม่อยากถูกลงโทษเพียงเพราะต้องการเดินชมสวนขององค์หญิงโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต

ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เพลิดเพลินเสียจนลืมเวลา ตลอดทางที่เดินมา อียูเหมือนกับว่าตนเองได้ลืมเรื่องหนักใจไปเสียหมด ตอนนี้ข้ารู้สึกสมองโล่งไปหมด หรือที่นี่จะมีเวทมนต์

แควกๆๆ !!!!

“...!!!”

เมื่อได้ยินเสียงบางอย่างจากทางด้านหลัง พุ่มไม้ขนาดใหญ่กำลังสั่นไหว อียูและนางในทั้งสองหันไปมองตามเสียง ด้วยความหลาดกลัวทั้งสองจึงกระโดนหลบข้างหลังอียู

ด้วยความที่เป็นถึงคังอียูผู้ไม่กลัวสิ่งใด ร่างเล็กไม่กลัวที่จะจดจ้องเข้าไปในพุ่มหญ้าด้วยความสงสัย

“อ่าา !!! ข้ามองไม่เห็น”

“อีกนิดเดียวเพคะ !!”

แควกๆๆ!!

“อ่าา มาเพคะ จับมือหม่อมฉัน!”

ฟรึบ!!!

อียูยกมือขึ้นป้องปากตนเองเพราะสิ่งที่เห็นคือหญิงสาวสองคนกำลังช่วยกันเปิดแง้มพุ่มไม้เถาวัลย์เพื่อเข้ามาด้านใน

“อ๊าาา!!! คุณพระ!!!”

“....!!”

“อะ องค์หญิง!!!!”

เมื่อนางในทั้งสองคนเห็นดังนั้นจึงอุทานด้วยความตกใจก่อนจะรีบนั่งลงพร้อมกับก้มหัวลงพื้น ทั้งสองคนต่างก็ตกใจเมื่อเห็นว่ามีบุคคลอื่นเห็นตนในสภาพนี้ องค์หญิง อย่างนั้นหรอ เมื่อได้สติอียูจึงนั่งลงพร้อมกับก้มหัวลงอย่างนอบน้อม

“มะ เมื่อกี้ พวกเจ้าเห็นอะไรบ้าง?”

“มะ ไม่เห็นเลยเจ้าค่ะ!!!”

“.....”

นางในทั้งสองรีบตอบออกไปทันควัญ เพราะหวาดกลัวว่าจะถูกทำโทษ

“แล้วเจ้า เห็นอะไรหรือไม่?”

อียูเงยหน้าขึ้นมององค์หญิง ก่อนจะยิ้มออกมาราวกับว่าตนพบเจอกับเรื่องตลกร้ายเข้าอย่างจัง สีหน้าขององค์หญิงและนางในของพระองค์ต่างก็เลิกลักไม่แพ้กัน

“หม่อมฉันเห็นองค์หญิงและนางในรับใช้ เพิ่งจะออกมาจากประตูหลังเถาวัลย์นั้นเพคะ”

“นี่เจ้า!!”

“อะ องค์หญิงทรงอภัยให้คุณหนูอียูด้วยเถอะเพคะ”

ทั้งสองคนเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงรีบเงยหน้าขึ้นพร้อมกับคลานเข้ามาเกาะแขนของอียูไว้

“รู้หรือไม่ว่าถ้าเรื่องนี้ถูกแพร่งพราย จะเกิดสิ่งใดขึ้น”

องค์หญิงทรงกระแทกน้ำเสียงใส่อียูที่นั่งอยู่บนพื้น หวังว่าการขู่นี้จะทำให้ผู้หญิงคนนี้กลัว แต่ คงไม่ใช่คนอย่างอียูแน่นอน

“หม่อมฉันเพียงแต่พูดความจริง ตามที่หม่อมฉันมองเห็น หากองค์หญิงจะทรงทำโทษหม่อมฉัน หม่อมฉันคงต้องนำเรื่องนี้กราบทูล...”

“หยุดนะ!”

เพี๊ยะ!

“ว้ายยย!! องค์หญิงง!!”

“....!”

ใบหน้าขาวใสหันไปตามแรงมือของเล็ก องค์หญิงโซรองนิ่งอึ้งไปนิดหน่อยเพราะก็ตกใจที่ตนเองพลั้งมือลงไป แต่ถึงอย่างไรนางผู้นี้ไม่ควรพูดจาด้วยความโอหังเช่นนี้กับองค์หญิงอย่างข้า

อียูนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น เพราะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นใบหน้าซีกซ้ายชาไปทั้งแถบ เกิดมาข้ายังไม่เคยถูกแตะเนื้อต้องตัวถึงเพียงนี้ หากเป็นคนอื่น ข้าคงจะจัดการไปแล้ว แต่คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าคือองค์หญิงข้าจึงทำได้เพียงข่มอารมโกรธของตนเอาไว้ก่อนจะค่อยๆ หันไปเผชิญหน้ากับองค์หญิงช้าๆ

“นี่เป็นเพียงคำเตือน หากเจ้ายังรักชีวิต ก็จงหุบปากพล่อยๆ ของเจ้าเสีย!”

“รู้อะไรหรือไม่เพคะ?”

“...?!”

อียูค่อยๆลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม สีหน้าเรียบนิ่ง นั่นทำให้องค์หญิงมองด้วยความแปลกใจ

“ก่อนหน้านี้หม่อมฉันทรงชื่นชมองค์หญิงด้วยความสัตย์จริง แต่ตอนนี้ หม่อมฉันไม่เหลือความชื่นชมนั้นแล้ว”

“......!”

“หากท่านยังคิดว่านี่เป็นความผิดของคนอื่น แทนที่ท่านจะรู้ตัวว่ากำลังทำเรื่องที่ผิด นั่นไม่ใช่สิ่งที่องค์หญิงควรกระทำ”

“โอหังนักนะ!”

พรึบ! หมับ!!

เมื่อมือเล็กเตรียมง้าขึ้นหวังจะตบให้อียูได้รู้สึกถึงความโอหังของตนอีกรอบ แต่ผิดคาดเมื่ออียูคว้าแขนขององค์หญิงโซรองไว้ได้ทัน

“หม่อมฉันมิใช่นางรับใช้ในวังนี้ หม่อมฉันไม่จำเป็นต้องยอมให้องค์หญิงกระทำต่อหม่อมฉันราวกับทาสที่ไม่มีปากเสียง”

“วอนฮี.....”

“เพคะองค์หญิง”

พรึบ!

องค์หญิงสะบัดมือของอียูออกด้วยความรังเกียจ กล้ามากถึงเพียงนี้ แล้วเราจะได้เห็นกันว่าการที่มายั่วยุให้องค์หญิงอย่างข้าโกรธมันเป็นเช่นไร

“พวกเจ้า!”

“เพคะองค์หญิง!!”

นางในทั้งสองที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังของอียูเมื่อครู่รีบรับคำทันทีที่องค์หญิงแว๊ดเสียงใส่

“เอาตัวนางไปขังในคุกหลวง นี่เป็นคำสั่ง”

“อะ องค์หญิงเพคะ!!!!!”

“.....”

นางในทั้งสองเริ่มที่จะมีน้ำตาคลอ พรางก้มหน้าด้วยความลำบากใจ

“พวกเจ้าไม่ได้ยินรับสั่งหรืออย่างไร?! อยากโดนโบยอย่างนั้นหรือ?”

วอนฮีเห็นว่านางทั้งสองมีท่าทีขัดขืนต่อรับสั่งจึงแว๊ดเสียงใส่เข้าบ้าง

“ไม่เป็นไร พาข้าไปที่นั่นเถอะ”

“คุณหนูอียู!!”

นางในทั้งสองมองหน้าเจ้านายใหม่ของตนด้วยความสงสารจับใจ จึงทำได้เพียงเข้าไปประคองสองแขนของอียูแล้วพาเดินออกจากสวนลับ ตรงไปยังคุกหลวงตามรับสั่งขององค์หญิง

“เราจะทำอย่างไรดีจีมิน ข้าสงสารคุณหนูเหลือเกิน”

“ไม่น่าเลยโถ่คุณหนู ฮืออ!!”

ทั้งสองนางไม่สามารถเข้าไปในคุกหลวงได้ จึงทำได้เพียงนั่งร้องไห้อยู่ทางเข้า เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี

“นี่เจ้า ทำผิดอะไรงั้นหรือ?”

“ข้าหรอ ขโมยของกินในครัวหนะ ฮ่าๆๆๆแล้วเจ้าหละ แม่นาง เจ้าทำเรื่องอะไรมา?”

“......”

หญิงที่อยู่ในคุกก่อนหน้าที่ข้าจะเข้ามาคุยกันสัพเพเหระ ก่อนที่จะหันมาชวนอียูคุยบ้าง เพราะเห็นว่าคนมาใหม่นั่งนิ่งเงียบมาเสียนานแล้ว อียูเมื่อได้ยินอย่างนั้นจึงปรับเปลี่ยนสีหน้าพรางหันไปอีกทาง

“ข้าไม่ได้ทำผิดอะไร”

“โถ่ววววววว จิ๊ๆๆๆ งั้นในนี้ก็ไม่มีใครทำผิดงั้นสิ?!”

“....”

นางถ่มน้ำลายลงบนพื้นพรางใช้สายตาตำหนิอียูอย่างหยาบคาย ถึงกระนั้นอียูก็ไม่คิดจะใส่ใจ เพียงแค่นั่งกอดเข่าอยู่ในมุมของตนเงียบๆ ไม่คิดเลยว่าวันแรกที่เข้ามาอยู่ในวัง จะเป็นวันที่ข้ต้องเจอเรื่องร้ายๆ เช่นนี้

ความคิดเห็น