email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 9. หมูป่าที่ไม่รู้อะไรเลย

ชื่อตอน : ตอนที่ 9. หมูป่าที่ไม่รู้อะไรเลย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 182

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2564 02:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9. หมูป่าที่ไม่รู้อะไรเลย
แบบอักษร

ปั้ง!!

“ว้ายยยยยย!!! อะ องค์ชาย!!”

“!!!!!”

เสียงประตูบานใหญ่ถูกใครบางคนถีบให้เปิดออกดังสนั่นหวันไหว ขันทีชองกำลังจัดเตรียมสำรับขนมสำหรับองค์ชายที่โต๊ะอักษรถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนเกือบทำสำรับร่วงพื้น

“ใครทำอะไรให้องค์ชายไม่พอพระทัยหรือพะยะค่ะ!??”

“......”

เห็นท่าทีขององค์ชายกระฟัดกระเฟียดแล้วขันทีชองจึงกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง องค์ชายมองหน้าขันทีพรางมองชุดที่ตนเองสวมอยู่แล้วส่ายหัวด้วยความโมโห

“เอาไอ้ชุดนี่ออกไป!”

“พะ พะยะค่ะ!! กระหม่อมจัดการเองพะยะค่ะ!!!”

นอกจากประตูแล้ว ร่างสูงยังพยายามที่จะดึงทึ้งชุดองครักษ์ที่สวมใส่ออกด้วยตนเองใบหน้าบูดบึ้งจากความโกรธทำให้ไม่มีนางในคนไหนกล้าเข้ามาภายในห้อง มีเพียงขันทีชองกำลังช่วยปลดชุดขององค์ชาย

“โธ่เว้ยยย!”

“อะ อภัยให้กระหม่อมด้วยพะยะค่ะ!! กระหม่อมสมควรตาย!!ฮือออออ!!”

ความอดทนที่เหลืออยู่หมดไปอย่างสิ้นเชิง ร่างสูงปัดมือหยาบๆ ขอขันทีชองออก เพราะไม่ได้ช่วยให้ชุดบ้านี่ออกไปได้ง่ายๆ แต่กลับยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดเข้าไปอีก เมื่อเห็นว่าองค์ชายไม่ยอมให้เตะต้องพระองค์ เขาจึงรีบคุกเข่าก้มหัวติดพื้นร้องขอโทษขอโพยอย่างหมดหนทาง เนื่องด้วยร่างสูงไม่อยู่นิ่งพอที่จะขันทีจะถอดออกให้ได้ ยิ่งทำให้มันยุ่งเหยิงไปหมด

ใบหน้าหล่อหันมองไปทางอื่นพยายามควบคุมอารมณ์ร้ายของตัวเอง มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นกุมใบหน้าไว้อย่างคนหัวเสีย

“ออกไป”

“องค์ชาย! ยกโทษให้กระหม่อมด้วยนะพะยะค่ะ!!”

“ข้าบอกให้เจ้าออกไป”

“พะ พะยะค่ะ!!!”

น้ำเสียงเยือกเย็นในโทนที่ต่ำสุดประโยคสุดท้ายบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาไม่ควรจะนั่งอยู่ตรงนั้นแม้แต่วินาทีเดียว ขันทีชองลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลนางในที่แอบอยู่ข้างประตูเห็นอย่างนั้นจึงรีบกรูกันเข้ามาช่วยพยุงขันทีออกไป ไม่อย่างนั้นคงจะต้องโดนสั่งประหารหรือเลวร้ายสุดคือดาบที่เหน็บไว้ที่สะเอวขององค์ชายนั่นแหละที่จะเปรอะเปื้อน

เมื่อทุกอย่างสงบลงเหมือนธารน้ำแข็งกำลังพยายามทะลายลงช้าๆ ร่างสูงในชุดองครักษ์ยับยู่ยี่ที่ผ่านจากการดึงทึ้งของเขาเองดูไม่จืดเลย

พรึบ!

ร่างสูงทิ้งตัวนั่งลงบนเบาะเอนหลังพิงเตียงไม้ด้านหลังอย่างหมดสภาพ

“กล้าดียังไง......?!”

ปากหยักได้รูปบ่นพึมพัมสายตาว่างเปล่าจับจ้องไปบนเพดาน ในหัวนึกถึงแต่คำพูดของอียูวนซ้ำไปมาอยู่แบบนั้น เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่กลับพูดจาได้โอหังนัก

“กล้าดียังไง บอกว่าไม่อยากเป็นชายาข้างั้นหรอ? มีคนรักแล้วอย่างงั้นหรอ? ฮึ้ยย!”

พลัก!! เคร้งง!!

“อ๊า!!.....”

ด้วยความหงุดหงิดขายาวๆ ลั่นแรงไปหน่อยจนหน้าแข้งอัดเข้ากับขาโต๊ะทรงอักษรอย่างจัง มือหนายกขึ้นปิดปากไว้แน่นเพราะไม่อยากให้ใครได้ยินเสียงของความโง่เขลาของตน ใบหน้าหล่อแหยลงพรางเด้งตัวขึ้นเอามือกอดขาตัวเองอย่างสุดซึ้ง

“อ๊าาา~ เรื่องบ้าอะไรเนี่ย อ๊า! เจ็บๆๆ”

คนตัวใหญ่บ่นอุบเป็นหมีกินผึ้งทั้งที่ยังกอดเข่าตัวเองร้องเจ็บเหมือนกับเด็กน้อยไม่มีผิด ในขณะเดียวกันสายตาดันเหลือบไปจ๊ะเอ๋กับห่อผ้าที่วางไว้บนชั้นวางของ ร่างสูงพยุงตัวเองลุกขึ้นยืนงอขากระต่ายขาเดียวค่อยๆ ตรงไปหยิบห่อผ้านั้นขึ้นพลิกไปพลิกมา

“แล้วนี่อะไร ยาพิษอีกหรือไงฮะ..”

ภายในเป็นสมุนไพรที่อียูเป็นคนให้มา แต่ที่มันยังอยู่ตรงนี้ก็เพราะ เขาไม่สามารถกินอะไรที่ไม่ผ่านกรรมวิธีฝ่ายเครื่องครัวเป็นคนทำ เนื่องด้วยซอนมินเป็นเชื้อพระวงค์ เป็นองค์รัชทายาท อะไรที่ไม่ผ่านการทดสอบโดยให้นางในกินก่อน เขาก็ไม่สามารถเสวยได้ตามใจตน เขาย่อมรู้ดีว่าสิ่งนี้จะต้องถูกเททิ้งให้เสียเปล่าแล้วถูกแทนที่ด้วยสมุนไพรจากห้องเครื่อง ถึงแม้เขาจะเป็นคนบอกให้คนครัวทำมาให้ด้วยตนเองก็ตาม

ถึงอย่างนั้นมือหนาก็เลือกที่จะวางห่อผ้าไว้ตามเดิมแทนที่จะทิ้งๆ ไปเสีย

“อียู.....เป็นแค่หมูป่า เจ้าบังอาจเอาเขี้ยวเท่านิ้วมือเด็กสะดิดมังกรอย่างข้าอย่างนั้นหรอ!!!!”

ปากกระจับที่ไม่ได้ผ่านการแต่งแต้มสีชมพูธรรมชาติงึมงับสายตายังคงจดจ้องห่อผ้าไม่วางตา

ปึง!!

“อ๊า!....”

กำปั้นรุ่นๆ ถูกทุบลงบนโต๊ะตัวใหญ่ด้วยแรงสั่นสะเทือนทำให้รู้สึกเจ็บจี๊ดที่ขาขึ้นมาเสียอย่างนั้น ใบหน้าหล่อยับยู่ไปตามความเจ็บ ขณะเดียวกันรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นกว่าจะรู้ตัวก็หุบยิ้มไม่ได้เสียแล้ว.

แกร๊ก!!

เสียงประตูบานใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาพายในห้อง คนตัวสูงถอนลมหายใจออกอย่างหงุดหงิดใจ

“พวกเจ้าไม่เข้าใจที่ข้าพูดหรือไง!!.....”

“เข้าใจแล้วเพคะ”

“.......!”

ซอลมินต้องกลืนคำพูดหัวเสียของตนกลับลงท้องไปเมื่อหันกลับมาพบกับใบหน้าไร้เดียงสาขององค์หญิงโซรอง

“หม่อมฉันจะไม่ทรงถามนะเพคะ ว่าเป็นเพราะอะไร”

ซอลมินใช้มือจัดชุดที่ไม่ค่อยเรียบร้อยให้เข้าที่อย่างรวกๆ เพราะองค์หญิงกำลังจับจ้องมาที่เขา

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เจ้าอย่ากังวลไปมานั่งก่อนสิ”

“....”

ถึงจะหงุดหงิดเพียงไหน หากเป็นโซรองแล้วเขาพร้อมจะเป็นพี่ชายที่ใส่ใจ ปกป้อง ทั้งการกระทำและความรู้สึกทั้งหมดที่มี ซอลมินเดินไปประครองแขนเล็กๆขององค์หญิงให้เดินไปนั่งลงบนเบาะนุ่มๆ แล้วหมุนตัวกลับมานั่งลงที่ของตัวเอง

“ขันทีชอง”

“พะย่ะค่ะองค์ชาย!!!”

ชายวัยกลางคนร่างท้วมที่ยืนสงบเสงี่ยมหน้าประตูรีบพุ่งตัวเข้ามาภายในห้องทันทีเมื่อได้ยินองค์ชายซอลมินเรียกหา

องค์ชายพยักพเยิดหน้าให้แก่ขันที แต่เขายังมีท่าทีหลาดกลัวและไม่เข้าใจที่องค์ชายทรงสื่อสาร

“ไม่เป็นไรเพคะ น้องยังไม่อยากน้ำชา”

“อ่า กระหม่อมริ...!!”

ได้ยินแบบนั้นขันทีชองจึงรีบคลานเข่าหน้าตั้งมาหา แต่ต้องถูกฝ่ามือขององค์ชายยกขึ้นห้ามก่อนจะผายมือเป็นสัญญาณให้ขันทีออกจากห้องไป

“พะยะค่ะ องค์ชาย”

ขันทีหมุนตัวกลับหลังแล้วเดินคอตกออกจากห้องไปอย่างรู้ตัว

“มีเหตุอันใดเจ้าจึงมาถึงนี่ โซรอง?”

“หม่อมฉันผิดเองเพคะ!”

“....!”

จู่ๆ องค์หญิงก็ก้มศรีษะลงอย่างไม่มีปลี่มีขลุ่ย ทำเอาองค์ชายถึงกับงุนงง

“หม่อมฉันผิดเองที่ไม่ดูแลเสด็จพี่ได้เท่ากับที่ท่านดูแลหม่อมฉัน”

“เรื่องอะไรกัน?!”

“หากจะทรงโกรธกริ้ว และทำร้ายขันทีและนางใน เสด็จพี่ทรงทำโทษหม่อมฉันด้วยเถอะเพคะ”

“.....โซรอง เจ้ากำลังทำให้พี่รู้สึกทำร้ายความรู้สึกเจ้า เงยหน้าขึ้นเถอะพี่ให้อภัย”

“ไม่ได้นะเพคะ!!!”

“....!!”

ซอลมินยกมือขึ้นเกาท้ายทอยด้วยความงุนงง แต่กระนั้นองค์หญิงก็จะยังก้มหน้าต่อไป

“เสด็จพี่จะรับสั่งอภัยให้หม่อมฉันโดยที่จะไม่ฟังความผิดของหม่อมฉันไม่ได้นะเพคะ”

“..งั้นเจ้าว่ามาเถิด ข้าจะให้อภัยเจ้าทุกอย่าง”

ได้ยินแบบนั้นองค์หญิงจึงเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาสดใส ซอลมินเห็นอย่างนั้นจึงเผยยิ้มอ่อนโยนเพราะเขามั่นใจว่าไม่มีปัญหาใดที่จะทำให้เขาโกรธองค์หญิงได้ลง

“หม่อมฉันแค่อยากรู้อยากเห็นเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในลานพิธี แต่ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปในระหว่างทำการสอบ”

“....”

“หม่อมฉัน.......จึงขอให้ขันทีชองและนางในรับใช้ช่วยให้หม่อมฉันได้แอบเข้าไป”

“อืมมม นี่มันเรื่องใหญ่มากกก เจ้ารู้ใช่ไหม?”

เขาทำท่ากอดอกหลี่ตามองไปยังองค์หญิงอย่างแกล้งทำ นั่นยิ่งทำให้ร่างเล็กตัวสั่นราวกับลูกนก

“หม่อมฉันขอประธานอภัย เสร็จพี่ทรงอย่าลงโทษขันทีและนางในเลย”

“อืมมม เจ้าทำผิดข้าพอจะให้อภัยเพราะเจ้าไฝ่หาสิ่งที่อยากรู้ ขันทีและนางในผิดยิ่งกว่า ทั้งทีรู้ว่าไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังจะช่วยเจ้า”

“.....!!!”

“ประหาร หรือจะโบยสามวันสามคืนดี?”

“เสด็จพี่!!”

ถึงอย่างนั้น ซอลมินก็ยังคงยิ้มด้วยความเอ็นดู และก็ไม่ได้โกรธเครืองอะไรในตัวองค์หญิงเลย หรือที่เราอาละวาด องค์หญิงคงจะคิดว่าเป็นเพราะเรื่องนี้

“มีใครรู้เรื่องนี้อีกหรือไม่?”

“ไม่มีเพคะ หม่อมฉันระวังตัวเป็นอย่างดี”

“ครั้งนี้พี่จะไม่ทำโทษเจ้าและคนที่พาเจ้าทำเรื่องผิด แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำผิดครั้งนี้เราจะปล่อยผ่าน ข้าจะเก็บไว้คิดทีหลัง ดีหรือไม่?”

“ขอบพระทัยเพคะเสด็จพี่!!”

“ขันทีชอง”

“พะยะค่ะองค์ชาย!!”

“พาองค์หญิงกลับตำหนัก ดูแลนางจนถึงหน้าประตูห้องแล้วค่อยกลับมา”

“พะยะค่ะ องค์ชาย”

“เจ้าคงเหนื่อยและเป็นกังวลมากเกินไป กลับไปพักผ่อนเถอะ”

“เพคะ”

“เชิญพะยะค่ะองค์หญิง”

ร่างเล็กลุกขึ้นยืนก้มหัวให้แก่ผู้เป็นพี่อย่างนอบน้อมก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินออกไปพร้อมกับขันทีชอง

ฟู่~~~

เสียงถอนลมหายใจยาวเหยียดของร่างสูงเมื่อเห็นว่าประตูบานใหญ่ถูกปิดลงเหลือเพียงแค่เขาคนเดียว

“แม้แต่องค์หญิงยังตื่นเต้นขนาดนั้น ส่วนเจ้า......!”

ซอลมินชี้นิ้วไปที่ห่อผ้าอย่างคาดโทษ พรางหลี่ตาราวกับว่าอียูกำลังยืนอยู่ตรงนั้น

“เจ้าหมูป่าที่ไม่รู้อะไรเลยข้าจะ..........ฮึ้ยยย!”

ร่างสูงสับสนเกินกว่าจะคิดทันว่าควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี พิธีการคัดเลือกยังไม่จบลง อย่าเพิ่งใจเสาะหนีไปเสียก่อนหละ ข้ารอคิดบัญชีจากความโอหังของเจ้าอยู่ คิดแล้วก็เผลอยิ้มออกมาเสียอย่างนั้น

“ฮาชิ้วววว~~!!”

“เข้าด้านในเถอะเจ้าค่ะคุณหนูอียู อากาศหนาวมากแล้ว เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอานะเจ้าคะ”

“อ่อ เข้าใจแล้ว”

ยียูตอบกลับหญิงรับใช้ยิ้มๆ พรางใช้มือขยี้จมูกเบาๆ สงสัยจะเป็นหวัดเข้าแล้วสิ คิดได้แบบนั้นร่างเล็กจึงลุกออกจากศาลาเดินกลับห้องของตนทันที.

ความคิดเห็น