facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

7.ความต้องการของหัวใจ

ชื่อตอน : 7.ความต้องการของหัวใจ

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 34.5k

ความคิดเห็น : 146

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2563 05:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
7.ความต้องการของหัวใจ
แบบอักษร

7.ความต้องการของหัวใจ 

  

               “หมวด หมวดสงสัยอะไรเหมือนผมมั้ย” ผู้หมวดศิวะหันมาถามผู้หมวดเผ่าเทพขณะที่เดินเช็คอาวุธอยู่ในคลังด้วยกัน 

               “สงสัยอะไร” 

               “ก็สงสัยผู้กองไง เดี๋ยวนี้ทำตัวแปลกๆ ลับๆ ล่อๆ ชอบกล เป็นแบบนี้มาจะสองอาทิตย์แล้วนะ ตั้งแต่กลับมาจากลาดตระเวนแล้วเกิดคดีค้ามนุษย์ขึ้นตอนนั้น จากคนหน้าตาไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึกเป็นผีดิบ เป็นซอมบี้ ตอนนี้หน้าตาดูสดใสอย่างกับกลับไปอายุสิบสี่แล้วมีรักครั้งแรกเลย ยิ้มกับหัวเราะก็บ่อย เดี๋ยวนี้มีเล่นมุขขำๆ ด้วย ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นกว่าเดิมเยอะ” 

               “อืม จะว่าไปก็แปลกจริงๆ แหละ” ผู้หมวดเผ่าเทพพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าวปลาก็ชอบห่อไปกินที่บ้านพักคนเดียว เมื่อวานผมเห็นผู้กองซื้อของสดในหมู่บ้านใส่กล่องโฟมอัดน้ำแข็งขึ้นไปไว้ที่บ้านพักด้วย เหมือนผู้กองทำกับข้าวกินเองเลย” 

               “นั่นสิ แบบนี้ยิ่งน่าสงสัย...ผู้กองไปกินข้าวกับใครที่บ้านพักรึเปล่า ออกเวรปุ๊บก็กลับบ้านปั๊บ ซ้ำยังมีกลิ่นดอกไม้หอมฉุยติดตัวมาทุกวัน เรื่องที่ว่าผู้กองมีเมียเป็นนางไม้น่ะ ผมว่าเริ่มจะมีเค้าแล้วนะ” 

               ผลัวะ!!! ผู้หมวดศิวะแทบหน้าทิ่มเมื่อถูกเพื่อนตบเข้าให้กลางศีรษะ 

               “เพ้อเจออะไรของแกไอ้ศิ นางไม้บ้าบอมีจริงที่ไหนกัน” 

               “อ้าว แกไม่เคยได้ยินพวกลูกน้องที่เข้าเวรดึกคุยกันหรอ” ผู้หมวดศิวะเอามือป้องปากพูดกับผู้หมวดเผ่าเทพอย่างสนิทสนมไร้ซึ่งยศตำแหน่ง 

               “พวกที่อยู่เวรดึกบอกว่าบางคืนก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะดังออกมาจากบ้านพักของผู้กอง บางคนบอกว่าเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง สวยมากๆ ผมยาวๆ ผิวขาวๆ แต่งชุดสีขาวมาเก็บดอกไม้แถวๆ บ้านพักผู้กอง พอเขาเดินตามไปผู้หญิงคนนั้นก็หายตัวเข้าไปในพุ่มดอกไม้ แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่านางไม้แล้วจะให้เรียกว่าอะไร” 

               “ตาฝาดรึเปล่า อยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้วทำไมเพิ่งจะมีผีนางไม้มาตอนนี้” ผู้หมวดเผ่าเทพยังไม่ปักใจเชื่อ 

               “ก็นางไม้ตามผู้กองมาตั้งแต่ออกลาดตระเวนคราวก่อนไง จำได้มั้ยว่าตอนนั้นผู้กองขอแยกออกไปจากทีม หายไปตั้งสองคืนแล้วก็กลับมาตอนค่ำๆ มืดๆ ตั้งแต่นั้นมาก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้น” 

               “อาจจะเป็นเมียของผู้กองจริงๆ ก็ได้ เมียที่เป็นคนน่ะ ผู้กองเป็นโสดมานานแล้วมันก็ต้องมีผู้หญิงบ้างอะไรบ้าง” 

               “ถ้าเป็นแบบนั้นยิ่งไม่ใช่ใหญ่ คนเคร่งในกฎระเบียบอย่างผู้กองเนี่ยนะจะเอาผู้หญิงมาซุกไว้ที่ฐาน บ้า ผู้กองไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก ฉันว่าอาจจะเป็นนางไม้จริงๆ ก็ได้นะเว้ย ถ้าแกไม่เชื่อ งั้นเราลองมาพิสูจน์กันมั้ย” 

               “พิสูจน์ยังไงของแก” 

               “อาทิตย์หน้าผู้กองมีราชการที่หน่วยในตัวจังหวัด ผู้กองจะไม่อยู่ที่ฐานทั้งวัน เราจะถือโอกาสนั้นแหละแอบไปดูว่าผู้กองซ่อนอะไรเอาไว้ที่บ้านพัก” ผู้หมวดศิวะหัวเราะ หึๆๆ กับแผนการของตนพร้อมกับดึงสร้อยพระออกมายกมือไหว้ “ถ้าเป็นนางไม้หรือผีป่านางพรายจริงๆ พ่อจะสาดไล่ด้วยน้ำมนต์มันซะเลย” 

               “ประสาท” ผู้หมวดเผ่าเทพส่ายหน้าให้ แต่แผนของผู้หมวดศิวะนี้ก็ฟังดูเข้าท่าเหมือนกัน เขาเองก็สงสัยว่าผู้กองมีความลับอะไรซ่อนเอาไว้ แต่ไม่ว่าผู้กองจะปกปิดอะไรเอาไว้ก็ตาม เขาเชื่อว่าผู้กองต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอน 

  

 

 

               กลิ่นหอมของดอกไม้ตลบอบอวลไปทั่วบ้านพักหลังน้อย แม้ผู้กองพนาจะสั่งเอาไว้ว่าห้ามออกไปจากบ้านพัก แต่แก้วเจ้าจอมก็ยังแอบออกไปอยู่ดีเพราะรอบๆ บ้านพักล้วนแต่เต็มไปด้วยดอกไม้มากมายที่ไม่รู้ว่าขึ้นมาเองหรือมีใครมาปลูกเอาไว้ โดยเฉพาะดอกแก้วเจ้าจอมที่หน้าบ้าน แม้จะกลัวๆ กล้าๆ แต่เธอก็แอบออกไปอย่างระมัดระวัง ที่ฐานแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินยามตรวจตรากันแน่นหนามากจนเธอนึกว่าจะถูกจับได้เสียแล้ว แต่เปล่าเลย เธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ทำไมเธอถึงได้สามารถหลบหลีกเหล่าตำรวจในฐานได้อย่างไร้ร่องรอยจนพวกเขาไม่รู้ตัวว่ามีเธอแอบซ่อนตัวอยู่ แม้แต่พื้นที่บนเขาที่ต้องปีนป่านโขดหิน เธอก็ไม่คิดว่าเธอจะสามารถปีนป่ายได้แต่เธอกลับทำได้อย่างคล่องแคล่วคล้ายกับมีใครอีกคนที่เก่งมากๆ แอบซ่อนอยู่ในตัวตนของเธอ ด้วยเหตุนี้เธอจึงสามารถออกไปเก็บดอกไม้ที่นอกบ้านได้อย่างปลอดภัยและไม่มีใครรู้ ผู้กองพนาห่วงว่าเธออยู่แต่ในบ้านแล้วจะเบื่อเอาก็หาหนังสือมาให้เธออ่าน หาด้ายไหมพรมมาให้เธอนั่งถักเล่นๆ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกมากๆ อีกเรื่องเพราะแก้วเจ้าจอมสามารถทำงานเย็บปักถักร้อยได้อย่างเรียบร้อยและสวยงาม ทำอาหารก็อร่อย ด้วยเพราะถูกคุณหญิงกรกชเลี้ยงดูมาโดยตลอด ผู้เป็นย่าเลยถ่ายทอดวิชางานบ้านงานเรือนทุกอย่างให้กับหลานสาวทั้งสองจนหมดสิ้น ทั้งแก้วเจ้าจอมและขวัญคณิน แต่คนที่รับการถ่ายทอดได้ดีที่สุดก็คือขวัญคณิน ในขณะที่แก้วเจ้าจอมชอบตามเหล่าพี่ชายออกไปซ้อมยิงปืนด้วยมากกว่า แต่ถึงกระนั้นวิชางานบ้านงานเรือนที่คุณหญิงย่าสอนให้เธอก็ยังพอมีติดตัวมาอยู่บ้าง 

               “หอมชื่นใจจัง” เธอว่าพลางสูดกลิ่นหอมของดอกมะลิที่เก็บเอามาลอยในอ่างน้ำตรงโต๊ะริมหน้าต่าง จากนั้นก็หันไปจัดดอกแก้วเจ้าจอมเป็นช่อสวยเอาไว้ในแก้วใบเล็กๆ หลายใบแล้วนำไปวางเอาไว้ตามจุดต่างๆ ในบ้าน 

               ก๊อกๆๆ ก๊อกๆๆ ก๊อกๆๆ 

               เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเป็นสัญญาณให้รู้กันว่าหากเคาะแบบนี้แปลว่าผู้กองพนากลับมาแล้ว แก้วเจ้าจอมจึงไปรินน้ำดื่มลอยดอกมะลิใส่แก้วเตรียมเอาไว้ จนเมื่อเห็นเขาเดินเข้าบ้านมาเธอก็รีบออกไปรับพร้อมกับส่งน้ำให้ดื่ม 

               “คิดถึงจังเลยค่ะ” ดวงตาของเธอเป็นประกายมากขึ้นเมื่อยามมองเขา เพราะอยู่บ้านคนเดียวจนเหงา พอเห็นเขากลับมาในตอนเย็นเธอก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้น 

               “แอบออกไปข้างนอกอีกแล้วหรอ” ผู้กองพนาถามพลางดื่มน้ำลอยดอกมะลิหอมๆ อย่างชื่นใจแล้วกวาดตามองไปรอบๆ บ้านที่ตอนนี้มีดอกไม้สวยๆ วางอยู่แทบทุกจุด 

               “แต่ไม่มีใครเห็นแก้วเลยนะคะ ถ้าเห็นป่านนี้ก็คงเป็นเรื่องแล้ว” เธอรับแก้วน้ำเปล่าคืนจากเขาแล้วเดินกอดแขนเขาไปนั่งที่ปลายเตียง เรื่องนี้ผู้กองพนาเองก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีใครเห็นเธอเลย ทั้งๆ ที่ตอนนี้เขาวางกำลังเจ้าหน้าที่เอาไว้จนทั่วฐาน อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่มดซักตัวถ้าเดินเข้ามาพวกเขาก็ต้องเห็น แล้วนี่แม่นางไม้น้อยมีวิชาล่อยหนหรือยังไงถึงสามารถหลบหลีกสายตาเหยี่ยวของลูกน้องเขาไปได้ 

               แต่เรื่องนี้จะตำหนิเธอไปก็คงจะไม่ได้ บ้านพักของเขาก็หลังเล็กนิดเดียว การจะกักขังเธอเอาไว้ไม่ให้ออกไปเห็นแสงเดือนแสงตะวันก็ไม่ต่างอะไรกับเอานักโทษมาขังคุก ไม่สิ อย่างน้อยนักโทษก็ยังออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวันได้ แต่กับเธอ...เธอยอมอยู่แต่ในบ้านหลังเล็กๆ อย่างไม่ปริปากบ่น เขารู้ว่าเธอเหงามากแค่ไหนเพราะเขาเคยแอบมาดูตอนเธออยู่ที่บ้านคนเดียว เวลาไม่มีเขาอยู่ด้วยเธอดูเหงาหงอยมาก ไร้ชีวิตชีวาราวกับต้นไม้ที่ขาดน้ำ แต่พอเขากลับบ้านมาเธอก็รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับเขา กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งเหมือนคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อเขาเพียงคนเดียว เหมือนสัตว์เลี้ยงที่ได้แต่เฝ้าคอยรอเจ้าของกลับบ้าน ยิ่งคิดแบบนี้เขาก็ยิ่งสงสารเธอ ที่เธอต้องยอมถูกกักขังอยู่แบบนี้ก็เป็นเพราะว่าเธอกลัวว่าเขาจะทอดทิ้งเธอ เธอพยายามเอาอกเอาใจเขา เชื่อฟังเขาทุกอย่าง เธอไม่เคยแสดงออกมาให้เขาเห็นว่าเธอเบื่อหน่ายที่จะต้องอยู่แบบนี้ แต่ทุกๆ ครั้งที่เธอมีเขาอยู่ด้วย สิ่งเดียวที่เขามองเห็นจากดวงตาของเธอคือเธอมีความสุขมาก ใช่ว่าเขาอยากจะกักขังเธอเอาไว้ แต่เป็นเพราะว่าเขาห่วงเธอ กลัวไอ้พวกแมงดานั่นมันจะตามมาทำร้ายเธอเข้า จะหาบ้านเช่าให้เธออยู่นอกฐานเขาก็ยิ่งไม่ไว้ใจทั้งสถานการณ์ในพื้นที่และไม่รู้ว่าไอ้พวกแมงดาสารเลวนั่นมันจะมาเจอเธอเมื่อไหร่ เขาจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องให้เธออยู่แต่ในบ้านแบบนี้ 

               “เหงามากมั้ยอยู่คนเดียวแบบนี้ เบื่อหรือว่าอึดอัดรึเปล่า” 

               “ไม่ค่ะ” เธอยิ้มแล้วส่ายหน้าตอบ “แค่ได้เห็นพี่พนากลับบ้านมาหาแก้วก็ไม่เหงา ไม่เบื่อแล้ว” แล้วแก้วเจ้าจอมก็หันไปหยิบผ้าเช็ดหน้าของเขาออกมาจำนวนหลายผืนก่อนจะคลี่ออกให้เขาดู 

               “แก้วอยู่ว่างๆ ก็เลยปักผ้าเช็ดหน้าให้พี่พนาค่ะ ดูสิคะสวยมั้ย” จากผ้าเช็ดหน้าสีพื้นเข้มๆ ตอนนี้ที่มุมของผ้าเช็ดหน้าทุกผืนกลับมีการปักชื่อของเขาลงไปเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ซ้ำยังปักได้สวยมากๆ อีก แต่ว่า... 

               “อ่านภาษาอังกฤษได้ด้วยหรอ” เขาถามเธอ นับวันเธอยิ่งแสดงความสามารถที่เขาคาดไม่ถึงออกมา เริ่มตั้งแต่เธอหยิบเข็มกับด้ายมาซ่อมแซมชุดเครื่องแบบของเขาที่มีรอยขาดให้กลับมาเรียบร้อย เรื่องนี้ไม่ค่อยแปลกเท่าไหร่ งานของผู้หญิงเธอจะทำได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แล้วพอเขาลองเอาไหมพรมมาให้เธอถักเล่นๆ เธอก็สามารถถักผ้าพันคอสวยๆ ให้เขาได้ตั้งหลายผืน ที่น่าทึ่งคือเธอสามารถเปลี่ยนหลอดไฟในบ้านได้เองแล้วยังสามารถพูดถึงเรื่องวงจรไฟฟ้าได้เป็นฉากๆ ราวกับเป็นช่างไฟ แม้แต่ก๊อกน้ำในห้องน้ำมีปัญหาเธอก็สามารถเปลี่ยนเองได้อีก ไม่รู้ว่าไปฝึกมาจากไหน 

               “คะ ก็...ก็ไม่ได้อ่านยากนี่คะ” แก้วเจ้าจอมตอบอย่างงงๆ ผู้กองพนาจึงหยิบโทรศัพท์ของเขาออกมาแล้วเปิดบทความภาษาอังกฤษให้เธออ่าน ซึ่งเธอก็อ่านและแปลได้ราวกับเป็นเจ้าของภาษา ยิ่งเห็นแบบนี้เขาก็คิดว่าเธอคงจะได้รับการศึกษามาดีอย่างแน่นอนและน่าจะเรียนจบสูงด้วย ถึงแม้ว่าเธอจะความจำเสื่อม จำเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้ก็จริง แต่เรื่องความรู้ความสามารถของเธอยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม แล้วนี่เธอทำงานอะไรกัน เมื่อปีก่อนเธอเคยบอกเขาว่าต้องไปทำงานที่จังหวัดตาก ไปทำงานอะไรอยู่ที่นั่น ดูจากรูปร่างและความรู้แล้วคาดว่าน่าจะเป็นงานสบายๆ ในห้องแอร์ อาจเป็นสาวออฟฟิตก็ได้ ถ้าดังจนใครๆ ก็รู้จักก็คงเป็นดารานางแบบ 

               “พรุ่งนี้พี่พนาไปทำงาน เอาผ้าเช็ดหน้าไปด้วยนะคะ นี่เลย ผืนนี้แก้วปักรูปดอกแก้วเจ้าจอมเอาไว้ข้างๆ ชื่อพี่พนาด้วย เวลาที่พี่พนาหยิบออกมาใช้ก็จะได้คิดถึงแก้วไงคะ” เธอชี้ชวนให้เขาดูลายปักผ้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองเขาอีก “พี่พนาหิวมั้ยคะ แก้วทำมื้อเย็นเอาไว้รอ” 

               “พี่ขอโทษนะ” เขาพูดออกมาอย่างรู้สึกผิด ยิ่งได้เห็นกิจกรรมที่เธอทำระหว่างที่อยู่แต่ในบ้านแบบนี้มันทำให้เขารู้ดีว่าเธอเหงามากแค่ไหน แต่ที่เธอทนก็เพราะเธอกลัวว่าเขาจะทิ้งเธอไป เธอมีเขาเป็นที่พึ่งเพียงคนเดียวเธอเลยไม่กล้าปริปากบ่น 

               “พี่ขอโทษนะที่ขังแก้วเอาไว้ ขอโทษที่พี่ทำเหมือนแก้วเป็นสัตว์เลี้ยงที่ต้องขังอยู่แต่ในกรง แต่พี่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงจริงๆ พี่เป็นห่วงแก้ว พี่กลัวว่าหากปล่อยแก้วออกไปแก้วจะถูกทำร้าย ถ้าแก้วเบื่อ แก้วเหงา แก้วบ่นออกมาได้นะพี่ไม่ว่า พี่เข้าใจว่า...อุ๊บ!” แก้วเจ้าจอมรีบเอื้อมตัวขึ้นไปหาเขาแล้วเป็นฝ่ายประกบปากจูบเขาเอง หัวใจดวงน้อยๆ มีความสุขยิ่งนักกับการได้อยู่กับเขา เธอมีความสุขที่ได้อยู่อย่างนี้แล้วเธอจะบ่นไปทำไม ตลอดสองอาทิตย์ที่อยู่กับเขามาเขาแสดงให้เธอเห็นว่าเขาห่วงใยเธอมากจริงๆ เขาดีกับเธอทุกอย่าง สุภาพกับเธอ ให้เกียรติเธอแม้แต่ยามหลับนอนหากเขาไม่ผูกเปลนอนที่หน้าบ้านเขาก็จะมานอนที่พื้นข้างเตียง เขาไม่เคยล่วงเกินหรือทำให้เธอกลัวเลยแม้แต่น้อยทั้งๆ ที่เขาเป็นสามีของเธอ หากเขาจะร่วมหลับนอนกับเธอมันก็เป็นเรื่องธรรมดาแท้ๆ แต่เขาก็ไม่ทำเพราะเธอยังความจำเสื่อมอยู่ เขาบอกว่าเขาไม่อย่างฉวยโอกาสกับเธอในยามที่เธอไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นจูบแรกที่เธอกับเขาจูบกันจริงๆ ไม่ใช่จูบจากการป้อนยา และไม่ใช่จูบจากการช่วยชีวิตในน้ำ 

               แก้วเจ้าจอมเองก็ไม่รู้ว่าการจูบกันจริงๆ มันเป็นอย่างไร เธอเพียงแค่ประกบปากกับเขาเอาไว้แล้วค่อยๆ ดูดเม้มริมฝีปากของเขาเบาๆ ก่อนจะถอนจูบออก ความรู้สึกที่เก็บซ่อนเอาไว้ภายในใจตอนนี้ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น ถึงแม้ว่าเธอจะจำอะไรไม่ได้ แต่เธอก็เชื่อและมั่นใจในความรู้สึกนี้ที่เธอมีต่อเขา 

               “...แก้วรักพี่พนานะคะ แก้วจะบ่นไปทำไมเพราะทุกวันนี้การที่แก้วได้อยู่กับพี่พนาแก้วมีความสุขมาก ต่อให้แก้วถูกขังจนไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน แต่ขอแค่แก้วได้อยู่กับพี่พนาแบบนี้แก้วก็มีความสุขและพอใจมากแล้วค่ะ” เธอบอกชิดริมฝีปากของเขาแล้วกอดรอบคอเขาเอาไว้ จากนั้นจึงคลอเคลียใบหน้ากับแก้มของเขาด้วยความรักและออดอ้อนก่อนจะจูบปากของเขาอีก ผู้กองพนาถูกรุกขนาดนี้ก็ยากที่จะผลักไสเธอหนี ริมฝีปากนุ่มๆ ของเธอทำให้เขาหลงใหลและเผลอใจจูบตอบเธอ ดูดลิ้มชิมความหอมหวานจากเธออย่างปรารถนาแล้วบดขยี้ริมฝีปากนุ่มให้หนักขึ้นจนร่างบางเริ่มสั่นสะท้าน เธอหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขและเคลิบเคลิ้มเมื่อเขาจูบคลอเคลียมาที่แก้มนวลทั้งสองข้างแล้วจูบเล็มลงมาที่ริมฝีปากอีกก่อนจะสอดลิ้นชื้นๆ เข้ามาในปากของเธอจนปลายลิ้นทั้งสองเกาะเกี่ยวหยอกล้อกันไปมาแล้วเริ่มเร้าอารมณ์รักให้รุนแรงขึ้นจนแก้วเจ้าจอมแทบจะหายใจตามไม่ทัน มือเล็กๆ จิกเสื้อของเขาเอาไว้แน่นแล้วเปล่งเสียงครางหวานๆ ออกมา 

               “อื้ออออ อ่ะห์” เธอเปล่งเสียงครางออกมาเมื่อเขาก้มลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอหอมๆ มือหยาบๆ ลูบไล้ไปทั่วกายของเธอแล้วพอเขาจะกระชากเสื้อผ้าลินินตัวน้อยออกไปจากตัวเธอ ปลายนิ้วของเขาก็เกี่ยวไปโดนสร้อยที่คอของเธอเสียก่อน สร้อยนางไม้ของเธอ...ไม่...ไม่ได้ เขาทำไม่ได้ 

               ผู้กองพนารีบผละเธอออกห่างแล้วลุกขึ้นเดินหนีอย่างพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเอง คำว่ารักของเธอยังคงก้องกังวาลอยู่ในทุกห้องใจของเขา ทำไมกัน! ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงต้องมีเจ้าของแล้ว เขารักเธอและเธอก็รักเขา แต่เขาก็ไม่อาจแตะต้องเธอได้ 

               “พี่พนา...” แก้วเจ้าจอมลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปกอดเขาจากทางด้านหลัง เธอแนบใบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างของเขา ใจแป้วที่เขาไม่ยอมแตะต้องเธอเลย ทั้งๆ ที่เธอยินดีที่จะแนบชิดกับเขา แต่เหมือนกับเขากำลังพยายามฝืนความรู้สึกนี้อยู่ 

               “เราเป็นผัวเมียกันนะคะ แก้วยินดีเป็นของพี่นะ...แก้วก็เคยแป็นของพี่แล้วไม่ใช่หรอ” 

               “ไม่ได้ ทำไม่ได้” เขาบอกเธอแล้วกำหมัดเอาไว้แน่นกับผนังบ้านก่อนจะหันมาแกะเธอออกจากตัว ถ้าขืนเขายังอยู่กับเธอต่อเขาได้เผลอล่วงเกินเธอแน่ๆ ถ้าสมมติว่าคนรักของเขามาหายตัวไปแล้วมีผู้ชายคนอื่นช่วยเอาไว้ ถ้าผู้ชายคนนั้นอยากจะแย่งเอาคนรักของเขาไปเขาคงเจ็บปวดมากแน่ๆ นี่ก็เหมือนกัน เจ้าของตัวจริงของเธอก็คงจะรู้สึกทรมานไม่ต่างกันหากว่าเขาแตะต้องเธอไป ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มทหารบกหรือว่าหนุ่มทหารเรือเจ้าของแหวนญาติวงนั้น เขาทำไม่ลงจริงๆ 

               “คืนนี้พี่มีอยู่เวรกะดึก แก้วอยู่บ้านก็ปิดหน้าต่างล็อกประตูดีๆ นะแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพี่จะมาหา” ว่าจบเขาก็เดินหนีออกไปจากบ้านในทันทีทิ้งให้แก้วเจ้าจอมได้แต่ยืนมองตามจนเขาเดินหายลับไปที่ฐาน 

               ร่างบางทรุดกายลงไปนั่งกับพื้นบ้านด้วยความเสียใจ เธอมีอะไรน่ารังเกียจนักหรือทำไมคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีถึงไม่ยอมแตะต้องเธอเลย ที่เขาเคยบอกว่าขอเลิกกับเธอนั้นเขาคงอยากจะเลิกกับเธอจริงๆ สินะ หรือว่าความพยายามของเธอจะไม่เป็นผลจริงๆ หรือว่าเรื่องที่เธอเคยปันใจให้คนอื่นมันจะทำให้เขารังเกียจเธอมาก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก่อนที่เธอจะความจำเสื่อมมันเกิดอะไรขึ้นกัน ทำไมสามีของเธอถึงได้รังเกียจเธอนัก 

               แก้วเจ้าจอมเอื้อมมือไปดึงเอาตุ๊กตาสีขาวตัวใหญ่มากอด ตุ๊กตาตัวนี้ผู้กองพนาบอกกับเธอว่ามันเป็นตุ๊กตาของเธอ เมื่อปีที่แล้วเธอเป็นคนให้เขามาเขาก็เลยเอามาไว้ที่ฐานด้วย แก้วเจ้าจอมไม่เข้าใจเลย ถ้าหากเขารังเกียจเธอแล้วทำไมถึงยังเก็บตุ๊กตาของเธอเอาไว้และดูแลเป็นอย่างดี ซักทำความสะอาดเป็นประจำ การกระทำของเขามันทำให้เธอหมดความมั่นใจในตัวเองไปเลย นี่เธอควรจะทำอย่างไรดี 

  

 

 

               “หมวด! หมวด! เปิดประตูหน่อย” ผู้กองพนาเคาะประตูบ้านพักของผู้หมวดเผ่าเทพ ทำให้ผู้หมวดศิวะที่พักอยู่ห้องข้างๆ เปิดประตูออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้กองถึงได้มาที่นี่ทั้งๆ ที่ออกเวรไปตั้งนานแล้ว 

               “มีอะไรรึเปล่าครับผู้กอง ภารกิจด่วนหรอครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพที่เพิ่งเปิดประตูบ้านออกมารีบเอ่ยถาม 

               “เปล่า คืนนี้ขอนอนด้วยหน่อย” 

               “อ้าว” ผู้หมวดทั้งสองหันมามองหน้ากันในทันที จนเห็นผู้กองพนาเดินไปนั่งลงกับพื้นตรงระเบียงหน้าบ้านพักของพวกเขา ผู้หมวดทั้งสองจึงได้เดินเข้าไปนั่งด้วย วันนี้ผู้กองมาแปลก ทำตัวอย่างกับคนเพิ่งถูกเมียไล่ออกจากบ้านมาเลย 

               “มีเหล้ามั้ย เอามากินหน่อย” 

               “เห็นมั้ย ฉันบอกแล้วว่าผู้กองดูแปลกๆ” ผู้หมวดศิวะหันมากระซิบกับผู้หมวดเผ่าเทพ แม้จะมีบ้างที่สถานการณ์ในพื้นที่ตึงเครียดไปจนเหล่าเจ้าหน้าที่ต้องดื่มแก้เครียดนิดๆ หน่อยๆ และเพื่อให้คลายความคิดถึงบ้านและครอบครัวที่จากมา แต่สำหรับผู้กองพนานั้น เขาไม่เคยดื่มเหล้าในฐานมาก่อนเลย ถ้าจะดื่มก็ต้องไปดื่มตามร้านอาหารแล้วก็ต้องไม่ดื่มในชุดเครื่องแบบด้วย แต่งวดนี้ ทั้งยังอยู่ในฐาน ทั้งยังแต่งเครื่องแบบเต็มชุด 

               “ทะเลาะกับเมียนางไม้มาแหงๆ หรือไม่ก็นางไม้คงลาไปผุดไปเกิดแล้ว” 

               “เลิกบ้าซักทีได้มั้ย” ผู้หมวดเผ่าเทพหันมาว่าคนงมงาย “แกไปเอาเหล้ามา แล้วมานั่งดื่มเป็นเพื่อนผู้กองด้วย” ดีเหมือนกัน เขาจะได้มอมเหล้าผู้กองแล้วหลอกถามให้รู้ๆ กันไปเลยว่าผู้กองเป็นอะไร ทำไมพักนี้ถึงได้ดูแปลกๆ นัก 

               แต่ผู้หมวดเผ่าเทพก็คงจะลืมไปว่าผู้กองพนานั้นคอทองแดงอยู่ไม่น้อย เมื่อก่อนเคยดวลเหล้ากับน้องชายเป็นโอ่งๆ เขายังไม่ล้มเลย จากที่ตั้งใจว่าจะมอมเหล้าผู้กองแล้วหลอกถามความลับ กลับกลายเป็นว่าเขากับผู้หมวดศิวะกลับหมอบก่อนผู้กองและนอนแผ่หราอยู่ที่ระเบียงอย่างหมดสภาพ ในขณะที่ผู้กองพนายังคงยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาจิบอย่างต่อเนื่อง ดวงตาคู่คมมองฝ่าค่ำคืนเดือนมืดเข้าไปในผืนป่าเหม่อลอย อารมณ์อยากแย่งผู้หญิงของคนอื่นมายังคงคุกรุ่นไม่จางหาย ยิ่งได้อยู่ใกล้ยิ่งปรารถนาจะเป็นเจ้าของเธอ 

               “โธ่เว้ย!!!” 

               เพล้ง!!! แก้วเหล้าถูกปาทิ้งจนแตกกระจายทำให้อีกสองคนที่หมอบอยู่ระเบียงถึงกับสะดุ้ง ผวาตื่นขึ้นอย่างงัวเงียและมึนเมา  

               “ผู้กอง...เป็นอะไรรึเปล่าครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพถามเสียงยานคางนั่งตัวโยกไปมาอย่างตั้งหลักไม่อยู่ 

               “เมียนางไม้งอแงใส่หรอครับ ถ้างอแงนักก็ขู่ไปเลยว่าเดี๋ยวเอาน้ำมนต์มาสาด ฮ่าๆๆ” ส่วนอีกคนที่ยังฝังใจเรื่องนางไม้อยู่ก็พูดไปเรื่อยก่อนจะน็อกไปกับพื้นระเบียงบ้านพักอีกรอบ มีเพียงแค่ผู้หมวดเผ่าเทพที่ยังนั่งเหม่อมองฟ้ายามมืดอยู่ 

               “แย่งแฟนคนมันเลวมากมั้ยหมวด” ผู้กองพนาหันมาถามคนที่นั่งตัวโยกอยู่ข้างๆ ผู้หมวดหนุ่มจึงแสยะยิ้มออกมาก่อนตอบ 

               “เลวหรอครับ...หึ! ทั้งเลว ทั้งชั่ว!!! เลยครับผู้กอง” คำว่า ชั่ว กระแทกหน้าผู้กองพนาเต็มๆ “ผมโดนมาแล้ว มัวแต่บ้างานสุดท้ายก็มีไอ้ชั่วคนหนึ่งมาคาบแฟนผมไป ไอ้พวกไม่มีปัญญาหาแฟนเอง ไอ้พวกไร้สมอง ไอ้พวกคนบาปผิดศีลกาเม ขอให้ตายตกนรกแล้วยมบาลอย่าได้ปรานี ถ้าฆ่าคนแล้วไม่ผิดกฎหมาย ผมจะเป่ามันให้พรุนไปเลย!!!” คนที่ด่า ก็ด่าผู้ชายคนอื่นที่มาแย่งคนรักของเขาไป แต่ทำไมผู้กองพนาถึงได้รู้สึกเหมือนกับถูกผู้หมวดเผ่าเทพด่าอยู่ยังไงก็ไม่รู้ สมัยเรียนจบนายร้อยตำรวจแล้วเข้ารับราชการใหม่ๆ ผู้หมวดเผ่าเทพก็ไฟแรงตามประสาตำรวจจบใหม่ บ้างานจนหลงลืมคนรักจนหญิงสาวถูกผู้ชายคนอื่นที่ร่ำรวยกว่ามาฉกชิงแย่งไป นับตั้งแต่นั้นมาผู้หมวดเผ่าเทพก็ไม่เคยคิดที่จะมีคนรักอีก 

               “เมียทหารนับขวด เมียตำรวจนับแบงค์ มันใช่ซะที่ไหนกันล่ะครับผู้กอง นับแบงค์มันจะไปสู้นับเพชร นับทองได้หรอ แค่เขาขับบีเอ็มมาเทียบ ก็แทบจะหอบเสื้อผ้าตามเขาไป แล้วตำรวจอย่างผมมันจะเอาอะไรไปสู้กับเขา” จากที่จะมาขอปรับทุกข์กับลูกน้อง กลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งปลอบลูกน้องรำพึงรำพันถึงอดีตคนรัก ผู้กองพนาเลยได้แต่ทำหน้าเซ็งแล้วหันมาปลอบคนเมาข้างๆ แทนแล้วให้เหล้าเป็นตัวปลอบใจของเขาในคืนนี้ 

  

 

 

               รุ่งเช้าผู้กองพนาก็เดินกลับไปที่บ้านพักอีกครั้งเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วกลับไปเข้าเวร ใจก็กังวลเหลือเกินหากต้องเจอแก้วเจ้าจอมในเช้านี้ ถ้าเธอวิ่งเข้ามากอดเขาอีกเขาจะทำยังไงดี ถ้าเธอมาออดอ้อนเขา เขาจะฝืนใจได้ยังไงกัน ผู้กองพนายืนคิดไปมาอยู่ที่หน้าบ้านแล้วจึงตัดสินใจเปิดประตูบ้านเข้าไป ถึงแม้ว่าจะยังเช้าตรู่อยู่แต่ก็เหมือนกับว่าแก้วเจ้าจอมตื่นนอนนานแล้ว เธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีขาวและสวมเสื้อผ้าลินินคอจีนแขนกุดตัวสีครีม ผมยาวสลวยปล่อยลงมาจนเต็มแผ่นหลัง ตอนนี้เหมือนว่าเธอกำลังเตรียมอาหารเช้าไว้รอเขากลับมาอยู่ แต่...มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป มาคราวนี้เธอไม่วิ่งเข้ามากอดเขาเหมือนทุกที ดวงตาคู่สวยที่เคยสดใสก็แลดูหมองเศร้า พอเห็นเขากลับมาเธอก็ปิดไฟจากเตาแก๊สกระป๋องแล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวของเขามาวางให้ที่ปลายเตียง 

               “พี่พนาไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเถอะนะคะ เดี๋ยวแก้วจะเตรียมเสื้อผ้าให้ เช้านี้แก้วทำข้าวต้มเอาไว้แล้วแก้วจะชงกาแฟเพิ่มให้ค่ะ” เธอหลบสายตาเขาแล้วก้มหน้างุด พยายามที่จะไม่ร้องไห้ออกมาอีกหลังจากที่นอนร้องไห้คนเดียวมาทั้งคืนแล้ว ยิ่งคิดว่าถูกสามีรังเกียจเธอก็ยิ่งเจ็บปวดแต่ก็พูดอะไรออกมาไม่ได้ เขารังเกียจเธอมากจนเธอไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปใกล้ ทั้งๆ ที่เธออยากจะกอดเขาแทบตาย 

               ผู้กองพนาพยายามจะไม่มองเธอเพราะถ้าเขามองเขาก็จะเกิดความสงสาร ที่หนักกว่าความสงสารคือความเอ็นดูรัก ยิ่งเห็นเธอเอาแต่ยืนก้มหน้าน้ำตาคลอแบบนี้เขาก็ยิ่งปวดใจจนต้องรีบคว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินผ่านเธอไปเข้าห้องน้ำ แต่จังหวะที่เขาเดินผ่านเธอไป แก้วเจ้าจอมก็ได้กลิ่นเหล้าโชยออกมาจากตัวของเขา เธอมองตามหลังเขาไปจนเขาปิดประตูห้องน้ำ หยดน้ำตาใสๆ ไหลรินออกมาเมื่อได้รู้ความจริงว่าเมื่อคืนนี้เขาไม่ได้ไปเข้าเวรตามที่บอก ความจริงแล้วเขาไปดื่มเหล้ามา...เขาจงใจหนีเธอไป การอยู่ใกล้ๆ เธอมันคงทำให้เขารู้สึกอึดอัดมากสินะ 

               แก้วเจ้าจอมพยายามเช็ดน้ำตาออกแล้วตักข้าวต้มกับชงกาแฟวางเอาไว้ให้เขาบนโต๊ะ จากนั้นก็ก็หยิบชุดเครื่องแบบชุดใหม่ออกมาเตรียมเอาไว้ให้เขา แต่พอได้มองมาที่ชุดของเขาเธอก็อดที่จะเอามากอดไม่ได้ เธอไม่กล้าเข้าไปกอดเขาแล้วเพราะเขารังเกียจเธอ สิ่งเดียวที่เธอพอจะกอดได้ตอนนี้ก็คือกอดเสื้อผ้าของเขาเท่านั้น กลิ่นกายของเขายังคงหอมกรุ่นติดเนื้อผ้า แม้จะไม่อบอุ่นเท่าได้กอดตัวแต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอพอจะรู้สึกดีที่ยังมีเขาอยู่ข้างๆ 

               “ถ้าพี่พนารังเกียจแก้วมาก ต่อไปแก้วจะไม่เข้าใกล้พี่พนาแล้วนะ แก้วจะกอดแค่เสื้อผ้าของพี่พนาก็ได้ ขอแค่พี่พนาอย่างรังเกียจแก้วไปมากกว่านี้ก็พอ แค่นี้แก้วก็เจ็บปวดมากแล้ว ถ้าพี่พนารังเกียจแก้วไปมากกว่านี้...แก้วคงทนไม่ได้” เธอพูดออกมาพลางไล้นิ้วไปที่ชุดเครื่องแบบของเขาแล้วจึงก้มลงไปจูบที่ชุดของเขาเบาๆ โดยที่ไม่รู้ว่าผู้กองพนาที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำจะได้ยินในสิ่งที่เธอพูดทั้งหมด 

               เขาเองก็เจ็บปวดไม่ได้น้อยไปกว่าเธอ ใครว่าเขารังเกียจเธอกัน เขารักเธอต่างหาก รักมาตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อนแล้ว รักตั้งแต่แรกพบเมื่อครั้งที่เขาได้เจอเธออยู่ริมชายทะเลในหน่วยของทหารนาวิกโยธิน ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอเธอไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะไม่คิดถึงเธอ แต่ก็ต้องข่มใจเก็บเธอเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจเพราะเขารู้แน่ๆ ว่าเขาไม่มีทางได้สมหวังในความรักกับเธอ ไม่รู้โชคชะตาหรือฟ้าดินกลั่นแกล้งถึงได้ส่งเธอกลับมาหาเขาอีกครั้งในตอนนี้ 

               “แก้วกินข้าวแล้วรึยัง” เขาตัดสินใจถามเธอออกไป ทำให้แก้วเจ้าจอมที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่รีบเช็ดน้ำตาออกแล้ววางชุดเครื่องแบบของเขาเอาไว้ตามเดิม 

               “...แก้วยังไม่หิวค่ะ” เธอยังคงก้มหน้าตอบแล้วถอยออกห่างจากเขาเมื่อเห็นเขาเดินมาชุดหยิบไปใส่ในห้องน้ำ แก้วเจ้าจอมรู้สึกทำตัวไม่ถูก เธออึดอัดเมื่อคิดไปว่าต้องอยู่กับคนที่เขารังเกียจเธอ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรเธอก็กลัวว่าจะไม่ถูกใจเขาไปเสียหมด แล้วถ้าหากเขาเกลียดเธอไปมากกว่านี้เธอจะทำยังไง เธอเชื่อว่าเขาคงไม่ปล่อยเธอให้ต้องเผชิญโชคชะตาอันเลวร้ายคนเดียวโดยที่ยังจำอะไรไม่ได้ แต่การที่เขาไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีให้เธอเลยมันก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับเจอทางตัน สองแขนเล็กๆ กอดตุ๊กตาหมีตัวสีขาวเอาไว้ด้วยสีหน้าหงอยๆ พยายามที่จะทำตัวให้เงียบๆ เรียบร้อยๆ เพื่อไม่ให้เขารู้สึกรำคาญจนกระทั่งผู้กองพนาเดินออกมาจากห้องน้ำโดยที่แต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบเรียบร้อยแล้ว ยิ่งเห็นเขาเดินออกมาแก้วเจ้าจอมก็ยิ่งต้องก้มหน้าลงแล้วกอดตุ๊กตาเอาไว้แน่นกว่าเดิม หางตาแอบมองเห็นเขาเดินไปที่หน้ากระจก ทำธุระส่วนตัวได้ไม่นานเขาก็เดินกลับมาที่โต๊ะอาหารที่เธอเตรียมข้าวต้มกับชงกาแฟเอาไว้ให้ 

               จากตอนแรกที่เข้าใจว่าเขาคงจะเดินไปกินมื้อเช้าก่อนไปทำงาน เธอจึงได้แต่นั่งกอดตุ๊กตาอยู่เงียบๆ ที่ปลายเตียง แต่ในระหว่างที่เธอยังเอาแต่นั่งก้มหน้าอยู่นั้นผู้กองพนาก็เดินเข้ามาหาและนั่งลงข้างๆ นั่นยิ่งทำให้แก้วเจ้าจอมหวั่นไหว หัวใจเต้นระรัวและน้ำตาคลอออกมาอีก แต่ก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองเขา 

               “...รู้มั้ยว่ากินข้าวคนเดียวมันไม่อร่อย” ผู้กองพนาว่าขึ้นแล้วยื่นมือมาเชยคางเธอให้หันมามองทางเขา ภาพที่พร่ามัวด้วยหยาดน้ำตาแก้วเจ้าจอมเห็นเป็นรอยยิ้มแสนใจดีเพียงเลือนลาง จนเมื่อผู้กองพนาใช้ผ้าเช็ดหน้าของเขามาซับน้ำตาให้กับเธอ แก้วเจ้าจอมจึงได้เห็นรอยยิ้มของเขาชัดเจนขึ้น และผ้าที่เขาใช้เช็ดน้ำตาให้ก็คือผ้าเช็ดหน้าที่เธอปักชื่อของเขาและดอกแก้วเจ้าจอมเอาไว้เคียงข้างกัน 

               “ไม่ร้องไห้นะครับ เรื่องเมื่อวานตอนเย็นพี่ขอโทษ แก้วไม่สบาย ยังจำอะไรไม่ได้พี่ก็เลยไม่อยากจะล่วงเกินแก้ว ตอนนี้เราเหมือนคนที่เพิ่งรู้จักกันได้แค่สองอาทิตย์ พี่ยังเป็นคนแปลกหน้าสำหรับแก้วอยู่ เอาไว้...เราค่อยๆ เรียนรู้ ทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้ก่อนนะแล้วค่อยกลับมาอยู่เป็นสามีภรรยากันเหมือนเดิม แต่ไม่ว่าตอนนี้เราจะอยู่ด้วยกันในสถานะไหน พี่ก็อยากจะให้แก้วมั่นใจว่าพี่จะยังปกป้องดูแลแก้วอยู่ แล้วพี่ก็จะไม่ทิ้งแก้วไปไหนด้วย” 

               “พี่พนาไม่ได้รังเกียจแก้วใช่มั้ย พี่พนาไม่แตะต้องแก้ว ไม่มองแก้ว พี่พนาทำเหมือนไม่อยากจะเข้าใกล้แก้ว หรือว่าพี่พนายังโกรธเรื่องที่แก้วมีคนอื่นแล้วใส่แหวนวงนั้น เพราะแก้วนอกใจพี่พนาใช่มั้ยพี่พนาถึงรักแก้วไม่ได้ แก้วไม่รู้ว่าเมื่อก่อนมันเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าแก้วทำผิดต่อพี่พนาจริงๆ แก้วขอโทษนะคะ ความผิดนั้นมันคงยากที่จะให้อภัย แก้วขอโทษ แก้วเสียใจ ต่อไปแก้วจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว จะไม่ทำผิดต่อพี่พนาอีก” เธอจะยกมือขึ้นไหว้ขอโทษ แต่ผู้กองพนาก็ดึงมือของเธอไปกุมเอาไว้เสียก่อน 

               “เข้าใจผิดไปใหญ่โตแล้ว ใครว่าแก้วนอกใจพี่ ทำผิดต่อพี่ แค่แหวนวงเดียวมันไม่ได้การันตีว่าแก้วจะนอกใจพี่ซักหน่อย มันอาจจะเป็นแหวนที่แก้วเอามาใส่เล่นๆ ก็ได้ เดี๋ยวนี้แหวนญาติใครๆ ก็หาซื้อได้” 

               “แต่มันไม่ใช่ของที่จะเอามาใส่เล่นนะคะ” 

               “พี่ก็ไม่รู้ว่าแก้วได้แหวนวงนั้นมาจากไหน แต่ที่พี่มั่นใจคือแก้วไม่ได้ทำผิดต่อพี่แน่นอนแล้วพี่ก็เชื่อใจแก้วมากด้วย ที่สำคัญพี่อยากจะให้แก้วจำเอาไว้...พี่ไม่เคยรังเกียจหรือชิงชังแก้วเลยแม้แต่น้อย แก้วไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแล้วพี่จะรังเกียจแก้วได้ยังไง แต่ที่พี่รังเกียจ พี่รังเกียจตัวพี่เองมากกว่าที่เป็นสามีที่ไม่ดีพอ พี่ขอเลิกกับแก้ว ทิ้งแก้วจนแก้วต้องมาตามหาพี่ถึงที่นี่ เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดก็เพราะพี่คนเดียว คนที่ต้องขอโทษควรจะเป็นพี่มากกว่า” 

               “แก้วไม่ได้ทำผิดต่อพี่พนาจนพี่พนารังเกียจจริงๆ ใช่มั้ยคะ” 

               “ใช่ แก้วไม่เคยทำผิดต่อพี่ เรื่องแหวนน่ะมันเรื่องเข้าใจผิด เดี๋ยวพอแก้วจำเรื่องทุกอย่างได้แก้วก็จะรู้เองว่าได้แหวนวงนั้นมาจากไหน บางทีอาจจะเก็บมาจากข้างทางก็ได้นะ” ผู้กองพนายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิมแล้วเช็ดคราบน้ำตาออกให้เธอจนหมด ซึ่งมันทำให้แก้วเจ้าจอมพอจะสบายใจขึ้น 

               “แล้ว...ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นี่ พี่พนามีคนอื่นรึเปล่าคะ หรือว่าที่พี่พนาขอเลิกกับแก้วเป็นเพราะพี่พนามีคนอื่น” 

               “โห ทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตจะเอาเวลาที่ไหนไปมีคนอื่น อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย หมาแมวตัวเมียซักตัวก็ไม่มีให้ได้มอง ถ้าพี่จะมีเมียน้อย เมียน้อยของพี่ก็คงเป็นปืน เป็นระเบิด เป็นมีดแล้วล่ะเพราะพี่อยู่แต่กับของพวกนี้ พี่ยังเป็นพี่พนาของแก้วอยู่นะ ของแก้วคนเดียวตลอดไปด้วย” ยิ่งเขายืนยันแบบนี้แก้วเจ้าจอมก็ยิ่งยิ้มออกแล้วจึงขยับเข้าไปกอดเขาด้วยความโล่งใจ ดีใจสุดๆ ที่เขาบอกว่าเธอไม่ได้นอกใจเขาและเขาก็ไม่ได้มีคนอื่น ผู้กองพนาจึงกระชับกอดเธอตอบ เมื่อก่อนหน้านี้ตอนที่เขาอาบน้ำเสร็จแล้วเดินออกมาเห็นเธอแอบร้องไห้อยู่คนเดียว มันก็ทำให้เขารู้แล้วว่าเธอกำลังเจ็บปวดเพราะเขา ลำพังแค่เขาขังเธอเอาไว้แบบนี้เธอก็น่าสงสารมากแล้ว ถ้าต้องมาอกตรมเพราะเขาอีกสุขภาพหัวใจของเธอได้แย่เอาแน่ๆ ตอนนี้เธอเชื่อสนิทใจว่าเขาคือสามีของเธอ เพราะฉะนั้นเขาก็ควรจะเป็นสามีของเธอให้สมจริง เขาสามารถเป็นสามีของเธอ เป็นที่พักพิงใจให้กับเธอได้โดยไม่ต้องล่วงเกินเธอจนเกินงาม เขาจะไม่เพียงแต่ดูแลแค่ตัวและชีวิตของเธอ แต่เขาจะดูแลหัวใจของเธอให้ดีด้วยเช่นกัน เธอเองก็เป็นผู้หญิงที่เขารัก เธอเป็นคนรักของเขา เขาควรจะดูแลเธอให้ดีและทำให้เธอมีแต่ความสุขไม่ใช่เอาแต่ทำหน้าอมทุกข์ ส่วนเรื่องความทรงจำของเธอ เธอจะกลับมาจำทุกอย่างได้หรือเปล่าก็ช่างมันเถอะ ตอนนี้เขาสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คือดูแลคนรักของเขาให้ดีที่สุด ทำให้เธอมีแต่รอยยิ้มที่สดใส แล้วต่อไปในอนาคตหากเธอจดจำทุกอย่างได้แล้วลืมเขา อย่างน้อยเขาก็ดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิต เขาได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนที่เขารักอย่างมีความสุขที่สุด 

               ผู้กองพนาก้มลงมาจูบเบาๆ ที่หน้าผากของแก้วเจ้าจอมแล้วกระชับกอดเธอให้เต็มอ้อมแขน เลิกที่จะต่อต้านต่อความรู้สึกทั้งหมดของตัวเอง เขาจะทำหน้าที่สามีในนามของเธอให้ดีที่สุด เขายอมรับต่อหัวใจของตัวเองแล้วว่าเขารักเธอ รักมากด้วย ถึงชีวิตนี้เขาจะไม่มีใครอีกแล้ว แต่ขอมีเพียงแค่เธอเขาก็พอใจ เขาจะใช้วันเวลาที่ได้อยู่กับเธอให้คุ้มค่ามากที่สุด และแอบหวังว่า...เธอจะความจำเสื่อมแบบนี้ไปตลอดชีวิต 

               “ต่อไปแก้วจะกอดพี่พนาแบบนี้ได้แล้วใช่มั้ยคะ” แก้วเจ้าจอมเงยหน้าขึ้นไปถามเขา 

               “กอดได้” 

               “แล้วหอมแก้มได้รึเปล่าคะ” 

               “หอมได้” 

               “จูบได้มั้ย” 

               “ก็...ก็ตามใจ” พอเขาตอบแบบนี้แก้วเจ้าจอมก็เอื้อมตัวขึ้นไปจุ๊บที่ปลายคางของเขาแล้วฉีกยิ้มหวานให้อย่างทะเล้น ดวงตาที่เคยเศร้าหมองกลับมาดูสดใสอีกครั้งแล้ว ในขณะที่คนถูกจูบกลับหน้าแดงจนลามไปถึงใบหู 

               “ถ้าจูบได้ งั้นต่อไปก็จะจูบทุกวันค่ะ แก้วจะทำให้พี่พนากลับมารักแก้วอีก จะเอาน้ำมันราดลงไปในกองถ่านไฟเก่าเลย” 

               “ขนาดนั้นเลย” ถ่านไฟเก่าที่ว่ามันมีจริงๆ ซะที่ไหนกัน ผู้กองพนาคิดอย่างขำๆ แล้วก้มลงไปจรดหน้าผากเอาไว้กับเธออย่างหมั่นเขี้ยวในความช่างพูด ช่างอ้อน พอได้เปิดใจ ทำตามในสิ่งที่ใจต้องการเขาก็ไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไป อยากรักก็จะรักให้สุดใจ แต่ถ้าจะให้ล่วงเกินจนเลยเถิดเขาก็คงไม่กล้า ความรักมันไม่ใช่การครอบครองร่างกายของอีกฝ่าย แต่สำหรับเขามันคือการได้เห็นและได้ทำให้คนที่เขารักมีความสุขมากที่สุด 

               “แก้วรักพี่พนานะคะ” แก้วเจ้าจอมซุกกายอยู่ในอ้อมกอดของเขาแล้วจูบลงมาที่อกแกร่งตรงตำแหน่งหัวใจของเขา แนบแก้มนวลเอาไว้ใกล้ๆ หัวใจของเขาแล้วฟังเสียงหัวใจของเขาเต้น ซึ่งมันเต้นแรงมากๆ จนเธอต้องเงยหน้าขึ้นไปมองเขาแล้วจุ๊บที่ปลายคางของเขาอีก 

               “เมียบอกรักแค่นี้ หัวใจเต้นแรงแทบไม่เป็นจังหวะเลยนะคะ” ใครว่าล่ะ ที่หัวใจของเขาเต้นแรงไม่ใช่เพราะว่าถูกเมียบอกรักหรอก แต่เป็นเพราะถูกเมียรุกมากกว่า 

               “ก็รุกพี่ซะขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่ใจเต้น” 

               “ใจเต้นแล้วใจอ่อนด้วยมั้ยคะ” มือเล็กๆ ลูบไล้ไปมาที่แผ่นอกของเขา รอยยิ้มหวานๆ ของเธอยิ่งเป็นดังมนต์สะกด กลิ่นกายของเธอก็ช่างหอมหวนราวกับดอกไม้ หอมหวานเย็นๆ ชื่นใจจนเขาอดไม่ได้ที่จะก้มลงมาดมดอมที่ข้างแก้มนวลๆ นุ่มๆ 

               “อยากออกไปเล่นข้างนอกมั้ย” เขากระซิบถามเบาๆ ที่ข้างแก้ม ด้วยความดีใจที่เขาถามแบบนี้แก้วเจ้าจอมจึงรีบหันมาหาเขาทำให้ริมฝีปากของเธอชนเข้ากับเขาที่ยังคงดมดอมแก้มของเธออยู่ ผู้กองพนาที่เพียงแค่จะดมดอมกลิ่นกายแสนหอมของเธอ ไม่ได้คิดจะทำไปมากกว่านี้เลยถึงกับชะงักนิ่ง แล้วพอแก้วเจ้าจอมจะผละใบหน้าหนีเขากลับยื่นมือมารั้งต้นคอของเธอเอาไว้แล้วจูบเธอในทันที ความพยายามที่จะหักห้ามจิตใจมันพังทลายลงไปตั้งแต่ตอนที่เธอบอกรักเขาแล้ว เขารักเธอมากแล้วเธอก็รุกเขาเสียขนาดนี้ เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่จะได้ไม่รู้สึกอะไร เขาติดใจรสจูบแสนหวานของเธอ เธอหอมหวนเหมือนดอกไม้ หวานอร่อยเหมือนน้ำหวานที่อยู่ตามเกสร เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อของเธอถึงเรียกเธอว่านางไม้น้อย ใช่...เธอเป็นนางไม้ตัวน้อยจริงๆ 

               ผู้กองพนาถอนจูบออกมาแต่ก็ยังไม่ผละใบหน้าออกจากเธอ มือข้างหนึ่งกอดรั้งต้นคอของเธอเอาไว้ ส่วนอีกมือก็ยื่นมาลูบไล้ที่ข้างแก้มนุ่มๆ จนแก้วเจ้าจอมต้องเอียงแก้มไปตามมือของเขา ปลายจมูกของเขาคลอเคลียอยู่กับปลายจมูกของเธอ 

               “ไว้วันไหนพี่ว่างจากงานและมีเวลาเยอะๆ พี่จะพาแก้วออกไปเดินเล่นข้างนอกนะ” 

               “จะไม่มีใครมาเห็นหรอคะ” 

               “ไปกับพี่ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นหรอก” พูดจบเขาก็โน้มตัวลงไปจูบเธออีก ดูดเม้มริมฝีปากของเธอเบาๆ แล้วตามด้วยบดขยี้แรงๆ จนคนที่ชอบรุกเขาแทบไปไม่เป็น แม่นางไม้น้อยเก่งแค่ตอนรุก แต่พอเอาเข้าจริงๆ เธอกลับทำอะไรไม่เป็นเลยแม้แต่น้อย ทำราวกับคนยังไม่เคย... การจูบตอบกับเขาก็ดูไม่ประสีประสา ถ้าการความจำเสื่อมแล้วมันจะทำให้เธอลืม แล้วทำไมพวกวิชาความรู้ต่างๆ ที่ติดตัวเธอมาเธอถึงไม่ลืมกันล่ะ หรือว่า...จะไม่เคยจริงๆ 

               “พี่พนา...” แก้วเจ้าจอมเรียกเขาเมื่อเขาจูบเธออยู่นานจนเธอแทบขาดอาการหายใจ จูบของเขาช่างหวานละมุนนัก บางครั้งก็หวานละมุนแต่บางครั้งก็เร่าร้อนรุนแรงจนเธอหวามไหวไปทั้งกายใจ แล้วจูบของเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ด้วย กว่าที่เขาจะยอมถอนจูบออกจากเธอแก้วเจ้าจอมก็อ่อนระทวยไม่มีแม้แต่แรงจะลุกไปไหน ได้แต่กอดเขาแน่นด้วยหลงในเสน่หาที่ไม่เคยได้รู้จัก เธอซบนิ่งอยู่กับอกของเขานานสองนาน เขาเองก็เช่นกัน เขากอดเธอเอาไว้แนบอก ซุกซบใบหน้าลงมาที่ซอกคอของเธอ กอดเธอจนวินาทีสุดท้ายก่อนจะตัดใจผละเธอออกแล้วจึงออกไปทำงานที่ฐาน ทิ้งให้แก้วเจ้าจอมได้แต่เฝ้าคิดถึงไออุ่นจากกายของเขา 

  

 

 

               ความสัมพันธ์ของแก้วเจ้าจอมกับผู้กองพนา แม้จะดีขึ้นแต่ก็ยังไม่ได้ก้าวหน้าไปไหนเมื่อผู้กองพนายังคงฝืนหัวใจของตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้เผลอใจล่วงเกินเธอไปมากกว่านี้ ในทุกๆ คืนเขายังคงออกมาผูกเปลนอนอยู่ที่หน้าบ้าน หากวันไหนฝนตกก็จะไปนอนที่พื้นข้างเตียงของเธอแทน แม้ว่าแก้วเจ้าจอมจะชอบกอดเขาและบอกรักเขาตลอดทุกเช้าค่ำ ก่อนจะไปเข้าเวรเธอก็จะเข้ามาจูบเขาก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เหมือนภรรยามาส่งสามีไปทำงานอย่างไรอย่างนั้น แต่ผู้กองพนาก็ยังคงต้องหักห้ามหัวใจของตัวเองเอาไว้อย่างสุดๆ อยากรักก็รักได้ แต่เขาจะไม่มีวันล่วงเกินเธอเด็ดขาด 

               “วันนี้พี่จะกลับช้าหน่อยนะ ต้องไปราชการที่ตัวจังหวัด” ผู้กองพนาบอกขณะที่แก้วเจ้าจอมช่วยติดกระดุมเสื้อให้เขาอยู่ “แก้วอย่าเพิ่งออกไปไหนนะ ไม่ต้องออกไปเก็บดอกไม้ข้างนอกด้วย ตอนนี้สถานการณ์แถบนี้ไม่ค่อยสู้ดี เพื่อน ตชด. ของพี่ที่อยู่อีกฐานเพิ่งถูกลอบวางระเบิดไป ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้ซ่อนตัวอยู่ในบ้านให้ดีๆ เดี๋ยวค่ำๆ วันนี้พี่จะรีบกลับมาหา” 

               “แล้วพี่พนาล่ะคะ จะเป็นอันตรายอะไรรึเปล่า” พอได้ยินว่ามีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นแก้วเจ้าจอมก็อดห่วงเขาไม่ได้ เธอพอจะรู้จากเขามาบ้างว่าสถานการณ์ในพื้นที่สีแดงแบบนี้เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ทั้งนั้น 

               “ไม่ต้องห่วงพี่หรอกนะ พี่จะไม่ยอมเป็นอะไรง่ายๆ เด็ดขาด ถ้าพี่เป็นอะไรไปแล้วแก้วจะอยู่กับใครกันล่ะ ไว้ตอนขากลับพี่จะซื้อขนมมาฝาก” 

               “ไม่ต้องแวะซื้อขนมมาฝากหรอกนะคะ เสร็จงานแล้วก็รีบกลับมาจะดีกว่า แก้วไม่อยากให้พี่พนาแวะที่ไหน มันอันตรายค่ะ ยิ่งเป็นค่ำๆ มืดๆ ด้วย” 

               “เอาน่า ยังไงพี่ก็จะรีบกลับมาหาแก้วนะ” เขาบอกแล้วลูบศีรษะของเธอเบาๆ รู้สึกดีที่มีเธอคอยห่วงใยแบบนี้ จนเมื่อเขาแต่งตัวเสร็จแล้วผู้กองพนาก็หันไปเตรียมอาวุธปืนให้พร้อมสำหรับการเดินทางออกไปที่ตัวจังหวัด ถึงแม้ว่าสถานการณ์มันจะไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นแต่เขาก็ต้องเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อน 

               แก้วเจ้าจอมได้แต่ยืนมองเขาเตรียมอาวุธปืนด้วยความรู้สึกประหลาด ความรู้สึกประหลาดที่ว่าก็คือ...อาวุธปืนทุกอย่างที่เขากำลังเตรียมอยู่นั้นเธอรู้จักทั้งหมดทั้งๆ ที่เขาไม่เคยบอกเธอ เขาไม่เคยเอาเรื่องงานหรือเรื่องอาวุธใดๆ มาพูดให้เธอฟัง มีเพียงแค่เล่าถึงสถานการณ์ในพื้นที่เพียงคร่าวๆ เท่านั้นเพื่อให้เธอระวังตัว แต่นี่...ทั้งปืนจู่โจมประจำตัว ปืนพกสั้นเธอล้วนแต่รู้จักทั้งสิ้น และที่สำคัญ...เธอรู้วิธีการใช้ด้วย ทำไมกันล่ะ ทำไมเธอถึงได้รู้สึกคุ้นเคยกับอาวุธปืนพวกนี้นัก 

               “มีอะไรรึเปล่า” ผู้กองพนาที่เตรียมอาวุธอยู่หันมาถามเธอ แต่แก้วเจ้าจอมก็ยังมองมาที่อาวุธปืนในมือของเขา เธอไม่รู้สึกกลัวมันเลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกเหมือนว่ามันเป็นของเล่นชิ้นโปรดสำหรับเธอ 

               “ไม่ได้ มันอันตราย” ผู้กองพนาชักปืนในมือหนีเมื่อแก้วเจ้าจอมยื่นมือมาที่ปืนของเขา น่าแปลกที่เขาเห็นเธอดูจะสนใจอาวุธพวกนี้แล้วก็ไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย ก็อาวุธพวกนี้กับผู้หญิงมันไม่เข้ากันเลยน่ะสิ 

               “อาวุธปืนพวกนี้ถ้าใช้ไม่เป็นมันจะอันตรายมาก แต่ถ้าแก้วอยากจะลองยิงดูไว้เดี๋ยวพี่จะสอนให้ ส่วนตอนนี้” ผู้กองพนาเดินไปหยิบตะกร้าไหมพรมสำหรับถักผ้ากับสดึงปักผ้าที่เธอปักผ้าเช็ดหน้าค้างเอาไว้มายื่นให้ 

               “ตอนนี้แก้วถักผ้าหรือปักผ้าเล่นไปก่อนนะ มือของแก้วบอบบางขนาดนี้ไม่เหมาะกับการจับอาวุธพวกนี้หรอก” แล้วเขาก็หันไปเตรียมอาวุธต่อ โดยที่แก้วเจ้าจอมได้แต่ยืนมองอยู่เงียบๆ แล้วก้มลงมามองมือตัวเองที่ถือตะกร้าไหมพรมเอาไว้อยู่ มองได้สักพักเธอก็มองกลับไปที่ปืนเล็กยาวจู่โจมในมือของเขา 

               “M4A1” 

               “อะไรนะ” ผู้กองพนาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแล้วถามเธอ แก้วเจ้าจอมจึงชี้มาที่ปืนในมือของเขา 

               “ปืนนั่น...M4A1” คราวนี้ผู้กองพนายิ่งแปลกใจเข้าไปใหญ่ คนความจำเสื่อมอย่างเธอรู้จักปืน M4A1 ด้วยอย่างนั้นหรอ นี่มันเป็นปืนที่หน่วยรบพิเศษใช้กัน และปัจจุบันนี้ก็ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหน่วยต่างๆ ของกองทัพทั้งสี่เหล่า 

               “แก้วรู้จักปืนนี่ด้วยหรอ” 

               “แก้ว...แก้ว...” นั่นสิ ทำไมถึงเป็นแบบนี้กันล่ะ ในหัวของเธอเธอนึกเรื่องราวในอดีตไม่ออกเลยแม้แต่น้อย แต่ทำไมกับบางเรื่องเธอถึงนึกออก “แก้วไม่รู้” ที่เธอบอกว่าไม่รู้นั้นเธอหมายถึงว่าเธอไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไร ทำไมถึงได้รู้จักอาวุธเหล่านี้ เหมือนกับมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอเลย 

               “อ้อ! สงสัยพี่อาจจะเคยพูดให้แก้วได้ยิน” เมื่อเห็นเธอทำหน้างงๆ ผู้กองพนาก็ไม่อยากจะซักอะไรให้มาก เพราะยิ่งเธอพยายามใช้ความคิดเธอก็จะยิ่งปวดศีรษะ “งั้นแก้วก็ไม่ต้องนึกถึงเรื่องปืนพวกนี้แล้วก็ได้นะ เป็นสาวเป็นนางมาสนใจอาวุธแบบนี้ระวังผู้ชายจะกลัวเอานะ” เขาหยิกแก้มของเธอเบาๆ แก้วเจ้าจอมจึงยิ้มทะเล้นใส่เขา 

               “แล้วพี่พนาล่ะคะ กลัวแก้วรึเปล่า” 

               “ก็...” 

               “ผู้ชายกลัวเมียได้ดีทุกรายนะคะ พี่พนาจะลองกลัวดูมั้ย” 

               “อ่า...ขอคิดดูก่อนนะ” เขาแกล้งทำท่าขบคิด แก้วเจ้าจอมก็เลยทำแก้มป่องใส่อย่างขัดใจ แต่พอเห็นเธอทำท่าขัดใจ คนที่ขอคิดดูก่อนว่าจะกลัวเมียดีมั้ยก็เลยรีบเข้ามากอดโอ๋เธอเอาไว้ 

               “กลัวหรือไม่กลัวมันไม่สำคัญหรอก รู้เอาไว้แค่ว่าพี่ยอมเมียหมดทุกอย่างก็พอแล้ว” 

               “จริงนะคะ” 

               “จริ๊ง!” 

               “ทำไมต้องทำเสียงสูงด้วยคะ” 

               “จริง” 

               “พี่พนาประชดแก้ว” 

               โอย เอาใจยากจริงแม่คุณ ผู้กองพนาคิด แต่ได้เห็นแก้วเจ้าจอมงอนเขาแล้วเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอช่างน่ารักเหลือเกิน ยัยห้าวตัวแสบมีหลายบุคลิกดีแฮะ เมื่อก่อนนั้นแสบซน แต่ตอนนี้ทั้งอ่อนหวาน ขี้แย ขี้อ้อน แล้วยามงอนก็โคตรน่ารักเลย จะน่ารักไปไหนกันน้าแม่คุณของพี่ 

                 

  

 

               ผู้กองพนาเดินเข้ามาในฐานพร้อมกับสีหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างคนอารมณ์ดีทำให้เหล่าลูกน้องที่เดินผ่านได้แต่มองเขาอย่างระแวงๆ ด้วยไม่เคยเห็นผู้กองผีดิบหน้าดุจะยิ้มแย้มทักทายพวกตนแบบนี้มาก่อน ซึ่งพักหลังๆ มานี้ผู้กองพนาดูจะอารมณ์ดีและยิ้มแย้มบ่อยขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่รู้ไปกินยาผิดซองมารึเปล่า หลังจากตรวจแถวตอนเช้าที่หน้าเสาธรและสั่งงานที่ฐานเสร็จผู้กองพนาก็ขับรถออกจากฐานเพื่อไปราชการที่หน่วยในตัวจังหวัด พร้อมๆ กับที่ผู้หมวดศิวะออกนำทีมไปทำหน้าที่ รปภ. คุณครูตามปกติ ส่วนผู้หมวดเผ่าเทพจะอยู่ดูแลฐาน ด้วยช่วงนี้มีเหตุเจ้าหน้าที่มักถูกลอบโจมตีอยู่บ่อยครั้ง ที่ฐานปฏิบัติการจึงจำเป็นต้องมีคนคอยดูแล ความจริงการไปราชการในแต่ละครั้งผู้กองพนาก็จะให้ผู้หมวดเผ่าเทพตามไปช่วยงานด้วยทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ที่ฐานจำเป็นต้องมีคนที่เขาไว้ใจคอยดูแลอยู่จริงๆ  

จวบจนช่วงสายหลังจากที่ออกไป รปภ. คุณครู ผู้หมวดศิวะก็นำทีมกลับมาที่ฐานในเวลาเกือบเที่ยง ซึ่งเรียกได้ว่ามาสายกว่าทุกๆ ครั้งจนผู้หมวดเผ่าเทพต้องโทรไปตามว่าเกิดอะไรขึ้นรึเปล่า จึงได้ความว่าระหว่างที่ผู้หมวดศิวะกำลังนำทีมกลับออกมาจากโรงเรียนได้เกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย เมื่อผู้ก่อการร้ายสร้างสถานการณ์นำระเบิดปลอมไปวางไว้ใต้เสาไฟฟ้าริมถนนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด EOD ต้องเข้าไปทำการตรวจสอบ ผู้หมวดศิวะกับทีมที่ไปประสบกับเหตุการณ์พอดีเลยอยู่ช่วยปิดถนนช่วงนั้นให้เพื่อความปลอดภัย แต่กว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด EOD จะตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยเสร็จจนรู้ว่าเป็นระเบิดปลอมก็ทำเอาใจหายใจคว่ำไปตามๆ กัน ทำระเบิดปลอมมาหลอกยังไม่พอ ผู้ก่อการร้ายยังเขียนข้อความด่าด้วยถ้อยคำที่ยียวนอีก งานนี้ทำเอาเหล่าเจ้าหน้าที่ถึงกับหัวหมุนไปตามๆ กัน 

               “ก็ดีแล้วที่เป็นระเบิดปลอม แถวนั้นยิ่งอยู่ใกล้โรงเรียนอยู่” ผู้หมวดเผ่าเทพว่าหลังจากที่ผู้เป็นเพื่อนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง 

               “มันก็ดีที่เป็นระเบิดปลอม แต่มันก็สร้างความวิตกให้ชาวบ้านไม่น้อย ผู้กองรู้เรื่องนี้แล้วนะ เห็นทีพวกเราคงต้องวางกำลังความปลอดภัยให้พวกชาวบ้านเพิ่มขึ้นแล้วล่ะ ผู้กองสั่งมา ชาวบ้านจะได้สบายใจกันด้วยที่มีพวกเราคอยดูแล” 

               “แล้วฐานล่ะ” 

               “ผู้กองเตรียมการเอาไว้แล้ว เดี๋ยวคงต้องแบ่งกำลังไปลาดตระเวนตามหมู่บ้าน ส่วนอีกทีมก็อยู่เฝ้าฐาน ยังไงซะชัยภูมิฐานของพวกเราก็ได้เปรียบอยู่แล้ว” ผู้หมวดศิวะมองขึ้นไปบนเขา ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่บ้านพักของผู้กองพนา แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในทันทีจนต้องยิ้มออกมา 

               “เดี๋ยวเรื่องงานคุ้มกันฐานเอาไว้ก่อนนะ ตอนนี้ฉันว่าเรามีเรื่องอื่นที่ต้องทำแล้วล่ะ” 

               “เรื่องอะไร” 

               “อ้าว แกจำที่ฉันเคยบอกคราวก่อนไม่ได้หรอ เรื่องที่ผู้กองชอบทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่ที่บ้านพักน่ะ ฉันก็บอกแล้วไงว่าถ้าผู้กองไม่อยู่เมื่อไหร่...เราจะไปแอบสืบดูกันว่าผู้กองซ่อนอะไรเอาไว้รึเปล่า แกก็เห็นด้วยนี่ตอนนั้น” พอถูกทวนความจำผู้หมวดเผ่าเทพก็ต้องร้องอ๋อออกมาก่อนจะมองไปยังบ้านพักของผู้กองพนาตามเพราะเขาเองก็สงสัยเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน 

               “แกจะเอาแน่หรอ” 

               “เฮ้ย! ลูกผู้ชายพูดคำไหนก็คำนั้นเว้ย ถ้าไปดูแล้วไม่มีอะไรก็แล้วไป แต่ถ้ามี...เออ เดี๋ยวฉันขอไปเอาของที่บ้านพักแป๊บนะ” 

               “แกจะไปเอาอะไร” 

               “พระกับน้ำมนต์ไง เกิดเปิดประตูเข้าไปแล้วเจอผีนางไม้จริงๆ จะว่ายังไง” เท่านั้นแหละ ผู้หมวดศิวะก็รีบกลับไปที่บ้านพักในทันที แต่ไปได้ไม่นานก็กลับมาหาผู้เป็นเพื่อนพร้อมกับสร้อยพระพวงใหญ่ที่คอ และขันน้ำมนต์จนผู้หมวดเผ่าเทพต้องยกมือขึ้นกุมขมับ จะโทษเพื่อนก็ไม่ได้เพราะเรื่องนี้เขารู้ดีว่าแม่ของผู้หมวดศิวะนั้นห่วงลูกชายคนนี้มากแค่ไหน ตั้งแต่ที่ลูกชายมาทำงานที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม่ของผู้หมวดศิวะก็มักจะบูชาของขลังมาให้ลูกชายใช้ป้องกันตัวอยู่เสมอ เขากับผู้กองพนาก็พลอยได้อานิสงส์มาด้วย 

               “โอเค ฉันพร้อมแล้ว” 

               “แกนี่มัน...นับวันยิ่งไม่เต็มบาทนะรู้มั้ย ติดอมยิ้มแล้วยังต้องมาเป็นจอมขมังเวทย์ด้วยอีก ให้ตายเถอะ!” ผู้หมวดเผ่าเทพว่าขณะเดินขึ้นเขาเพื่อตรงไปยังบ้านพักของผู้กองพนา คนที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เต็มบาทก็เลยหันมามองหน้าเพื่อนอย่างไม่พอใจ 

               “น้อยๆ หน่อยไอ้เทพ ของแบบนี้ถ้าไม่เชื่อเขาห้ามลบหลู่ ก็พกไว้เพื่อความสบายใจของแม่ฉัน แล้วของขลังพวกนี้ก็เคยช่วยชีวิตพวกเรามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนนะ จำคราวที่พวกเราถูกลอบปาระเบิดแล้วระเบิดไม่ทำงานได้มั้ย” 

               “ก็ระเบิดมันด้าน” 

               “ตอนออกลาดตระเวนแกเองก็เกือบถูกยิงตายกลางป่าแต่ก็รอดมาได้” 

               “แน่สิ ก็ผู้กองเข้ามาช่วยเอาไว้ได้ทันนี่” 

               “ตอนฉันถูกลอบยิงกระสุนนี่ยิงไม่เข้าเนื้อฉันเลยซักนัด” 

               “ก็แกใส่เสื้อเกราะอย่างหนา กระสุนที่ไหนมันจะเข้าวะ” 

               “เออ! กูไม่พูดกับมึงแล้ว” คนถือขันน้ำมนต์ว่าอย่างหงุดหงิดในขณะที่ผู้หมวดเผ่าเทพหัวเราะลั่น แต่เสียงหัวเราะของเขาก็ค่อยๆ เงียบลงเมื่อเข้าใกล้บริเวณบ้านของผู้กองพนาแล้ว จากที่เดินขึ้นเขามาตามปกติ พอใกล้ถึงบ้านพักหลังน้อยผู้หมวดทั้งสองก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปที่บ้านพักจนกระทั่งถึงหน้าประตู 

               ผู้หมวดเผ่าเทพชักปืนพกสั้นออกมาถือในท่าเตรียมพร้อมอยู่คนละข้างของประตูบ้านพักกับผู้หมวดศิวะที่ยังถือขันน้ำมนต์อยู่ ทั้งสองคนแนบหูลองฟังเสียงที่อยู่ด้านในก็ได้ยินเสียงคล้ายกับมีใครบางคนอยู่ ผู้หมวดศิวะยิ่งขนลุกเกลียว ไม่รู้ว่าอุปทานไปเองรึเปล่าที่เขาได้กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยฟุ้งออกมาจากประตูบ้าน มันเป็นกลิ่นหอมแบบเดียวกับที่ติดอยู่ตามตัวของผู้กองพนา ใครกัน ใครกันที่อยู่ในบ้านพักหลังนี้ในยามที่ผู้กองของพวกเขาไม่อยู่ คนหรือผี...ถ้าเป็นผีนี่จะกล้าออกมาตอนกลางวันแสกๆ แบบนี้เลยหรอ 

               “นับสามแล้วเปิดประตูเข้าไปเลยนะ” ผู้หมวดเผ่าเทพบอกแล้วค่อยๆ สอดกุญแจบ้านพักของผู้กองพนาเข้าไป ซึ่งผู้กองพนาให้เขาเก็บกุญแจอีกดอกเอาไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน พอสอดกุญแจได้แล้วผู้หมวดหนุ่มทั้งสองก็มองหน้ากันอย่างเตรียมพร้อม 

               “หนึ่ง สอง สาม!!!” 

               ปัง!!! 

  

************************************************************** 

ความลับแตกก็คราวนี้แหละ พี่พนา!!! รีบกลับมาช่วยน้องด่วน!!! 

ถึงจะความจำเสื่อมแต่ความสามารถของไนเปอร์ยังอยู่ครบถ้วนเด้อ เดี๋ยวได้มีอึ้งกันทั้งฐาน 

********************************** 

ตอนนี้มาเช้าเลย อาทิตย์นี้น้องไนเปอร์มา 3 ตอนรวด อาทิตย์หน้าขอเป็นน้องป่านบ้างนะคะ คิดถึงนางแล้ว 

ความคิดเห็น