Gardy

นิยายเรื่องนี้เป็นภาคต่อจาก Love Mafia ทาสรัก (คาร์ลพระจันทร์) เป็นคู่ของ จีซัสxพระพาย ค่ะ

KILL MAFIA ครั้งที่ 76

ชื่อตอน : KILL MAFIA ครั้งที่ 76

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 10 เม.ย. 2563 21:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
KILL MAFIA ครั้งที่ 76
แบบอักษร

KILL MAFIA ครั้งที่ 76 

 

เปลือกตากะพริบหรี่เบือนหน้าหลบแสงที่ส่องสว่างจ้าเข้าตา ผมสูดลมหายใจเข้าลึกก้มมองคลื่นน้ำทะเลที่สูงเท่าหน้าแข้งด้วยความรู้สึกเงียบงัน ร่างกายยังคงถูกผูกติดอยู่กับเสาปูนกลางทะเลตั้งแต่เมื่อคืน กลิ่นอายเค็มลอยมาตามสายลมที่พัดผ่าน ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มจางส่องสว่างไปทั่วพื้นที่ ผมเงยหน้ามองปุยเมฆสีขาวบนฟ้าปล่อยให้หยาดน้ำค้างยามเช้ากระทบใส่หน้าที่มีรอยคราบน้ำตาติดอยู่ตรงแก้ม 

 

ผ่านไปหนึ่งคืนกับความโดดเดี่ยวกลางทะเล 

 

ผมยังมีชีวิตอยู่… 

 

เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำให้รู้สึกแย่อย่างถึงที่สุด ผมจำคำด่าทอระหว่างตัวเองกับจีซัสได้อย่างแม่นยำ ความรู้สึกบีบรัดจวนอึดอัดฝังแน่นไปทั่วร่าง แม้จะเหนื่อยจนอยากพักผ่อนมากแค่ไหนแต่ก็ต้องฝืนไม่ให้ตัวเองเผลอหลับลึกกลางทะเลกว้างแห่งนี้ 

 

ผมเห็นแววตาที่แสดงถึงความผิดหวังของจีซัสตอนที่มีปากเสียงกันแม้จะเพียงแวบเดียวก็ตาม ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น คิดแค่เพียงต้องการระบายอารมณ์อัดแน่นของตัวเอง แต่เพราะทิฐิที่มีมากเกินไปทำให้ทุกอย่างเลยเถิดกลายเป็นแย่ลงกว่าเดิม 

 

ทรมานกว่าก่อนหน้านี้อีก 

 

“…คุณพระพายครับ” 

 

เสียงทุ้มอ่อนเรียกดังจากทางด้านหน้า ผมขมวดคิ้วจ้องเงาในน้ำของคนที่มาเยือนก่อนจะกะพริบตาแล้วเงยมองสบอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มซีดเซียวที่ปรากฏขึ้นบางๆ แล้วตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง 

 

“ฟูหลง” 

 

“ครับ” คนร่างสูงพยักหน้ารับ เขาไล่มองสำรวจผมด้วยสีหน้าเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิดจนผมยกยิ้มหัวเราะขำออกมาในลำคอ 

 

“ไม่ต้องห่วง…” เสียงแหบพร่าเพราะตากน้ำค้างมาทั้งคืนพึมพำ “ผมไม่ตายหรอก” 

 

ผมยังต้องมีชีวิตรอด ไม่มีทางตายง่ายๆ หรอกจนกว่าจะได้ฆ่าผู้ชายคนนั้นกับมือ 

 

“ดื่มน้ำก่อนเถอะครับ” ฟูหลงเอ่ย วงหน้าคมฉายแวววิตกกังวลเด่นชัดจนผมอดลอบยิ้มเอ็นดูขึ้นมาไม่ได้ ถึงจะเป็นลูกน้องแก๊งมาเฟียที่ฆ่าคนมามากแต่นิสัยชอบเป็นห่วงเกินเหตุของอีกฝ่ายยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน 

 

“น้ำครับ” หลอดพลาสติกถูกยื่นจ่อมาที่ริมฝีปากซีดเซียว ผมอ้าปากดูดน้ำในขวดอย่างว่าง่ายก่อนจะนิ่วหน้าลงนิดๆ เมื่อรู้สึกเจ็บคอคล้ายมีอะไรทิ่มแทง 

 

คงไม่ได้ป่วยเอาตอนนี้หรอกนะ 

 

“หรือว่าคุณ…ไม่สบายเหรอครับ” ดูเหมือนฟูหลงจะสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายผม ร่างสูงถือวิสาสะเอื้อมมือสัมผัสที่หน้าผากเนียนทันทีอย่างไม่รอให้ผมปฏิเสธก่อนที่ใบหน้าสวยจะเบือนหนีฝ่ามืออุ่นร้อนนั่นอย่างรวดเร็วพร้อมกับดวงตาแข็งกร้าวที่เผลอแสดงออกมา 

 

“อย่า!” 

 

“คุณพระพาย” 

 

“ขอโทษครับ แต่ผมสบายดี” ผมเม้มปากหันหน้าหนีฟูหลงที่ยังคงจ้องมาอย่างเคร่งเครียด “กลับไปเถอะครับ ถ้าเจ้านายคุณรู้คนที่ลำบากจะเป็นคุณ” 

 

“…” 

 

“ผมขอร้อง…ฟูหลง” ผมซบหน้าแนบชิดอก ทอดสายตามองเงาคนตรงหน้าที่ยังไม่จางหายไปไหน 

 

“ขอโทษครับคุณพระพาย ผมทำตามที่คุณขอไม่ได้” รอยยิ้มหยันผุดขึ้นทันทีที่ได้ยินแบบนั้น หน้าผากเนียนถูกฝ่ามืออุ่นทาบทับเพื่อตรวจเช็คอย่างไร้การขัดขืน เป็นอีกครั้งแล้วสินะที่เขาปฏิเสธคำขอร้องของผม 

 

“ผมดูน่าสมเพชขนาดนั้นเลยเหรอครับ” อยู่ๆ ผมก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุขณะที่ฟูหลงกำลังขมวดคิ้วกับอุณหภูมิร่างกายที่พุ่งขึ้นสูง “ทั้งที่วางท่าใหญ่โต มั่นใจว่าจะหนีรอดออกไปแต่กลับตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ไม่ว่าใครก็คงคิดว่าผมทั้งบ้าทั้งโง่…” 

 

“ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับคุณพระพาย” 

 

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นครับ ตอนนี้ผมเป็นศัตรูกับพวกคุณนะ” ผมเหยียดยิ้มเหลือบตามองคนตรงหน้า 

 

“นี่เป็นความลับนะครับ” ฟูหลงถอนหายใจ เขาเดินวนไปด้านหลังก่อนจะสัมผัสข้อมือแดงเถือกที่เต็มไปด้วยแผลถลอกเพราะการดิ้นรนของผมแล้วหยิบยาออกมาจากกระเป๋ากางเกงบรรจงทาแผลให้อย่างเบามือ 

 

“…พวกผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นศัตรูแม้แต่นิดเดียว ต่อให้คุณพระพายจะพยายามดิ้นรนขัดขืนยังไงแต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาหาแก๊งซือหลิวอยู่ดี” 

 

“อย่ามั่นใจนักเลยครับ ผมทนอยู่กับคนที่ทำร้ายตัวเองไม่ได้หรอก” 

 

“ไม่หรอกครับ คุณก็รู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป” เขาพูดขึ้นเสียงอ่อน ค่อยๆ ทายาลงที่ข้อมือของผมคล้ายกับถ่วงเวลาอยู่ตรงนี้ให้นานที่สุด 

 

ผมเม้มปากแน่นหลังถูกประโยคเมื่อครู่ทิ่มแทงเข้ามาในความรู้สึกส่วนลึก เพราะสัมผัสได้ว่าทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปถึงได้กลัว ยิ่งรับรู้ถึงมันมากเท่าไร ผมยิ่งอยากหนีหายไปมากเท่านั้น 

 

“รู้ความหมายของรอยสักตราพยัคฆ์แล้วสินะครับ แต่ละตำแหน่งของมันมีความหมายแตกต่างกันไป พวกผมไม่นับคนที่มีรอยสักตรงหน้าอกข้างซ้ายเป็นศัตรูครับ แม้ว่าคุณจะเป็นฝ่ายทำลายแก๊งนี้ก็ตาม คนในแก๊งซือหลิวไม่มีทางลงมือฆ่าคุณแน่นอน” 

 

“หมายความว่ายังไง” ผมขมวดคิ้วถามกลับเสียงพร่า อยู่ๆ ก็รู้สึกวูบโหวงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ 

 

“เพราะนั่นเป็นสัญลักษณ์ที่มีค่ามากกว่าตัวหัวหน้าแก๊งซือหลิวยังไงล่ะครับคุณพระพาย” 

 

!!! 

 

“…ผมไม่เข้าใจ” เนิ่นนานกว่าจะหาเสียงของตัวเองเจอแล้วถามกลับไปทั้งที่ใจเริ่มบีบรัด กระบอกเริ่มตาร้อนผ่าวจนต้องกะพริบถี่ไล่ความรู้สึกอัดแน่นออกไป 

 

“ไว้ถึงเวลาคุณจะเข้าใจทุกอย่างเองครับ” เขาตอบปัดก่อนจะผละมือออกจากผมเมื่อทายาให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเตรียมจะเดินกลับไปยังบ้านพักตากอากาศแต่ก็ไม่ลืมที่จะทิ้งคำพูดบางอย่างไว้ให้ผมแคลงใจเล่น 

 

“ตั้งแต่ที่ได้ตัวคุณกลับมาคุณจีซัสก็เปลี่ยนไป…” 

 

“…” 

 

“พวกคุณทั้งสองคนน่าสงสารมากนะครับ” 

 

ได้ยินแบบนั้นผมก็ก้มหน้ามองเงาสะท้อนของตัวเองกับคลื่นน้ำที่สาดซัดเข้าหาชายฝั่งด้วยความรู้สึกอัดแน่นทั่วทั้งใจ ผมเกลียดที่ผู้ชายคนนั้นมีอิทธิพลกับความรู้สึกของตัวเองมากขนาดนี้ แม้กระทั่งยามโกรธเคืองทุกข์ทรมาน แค้นจนอยากฆ่าให้สาสมกับที่ชีวิตผมเคยต้องแบกรับ แต่จิตใจเบื้องลึกกลับเอาแต่คิดวนเวียนไขว่ขว้าหาแต่สัมผัสของคนที่เอาแต่พร่ำบอกว่าเกลียดไม่รู้ตั้งกี่ครั้งกี่หน 

 

…ไม่เข้าใจตัวเองเลย… 

 

“อย่าทำแบบนี้อีกนะครับ” 

 

“…” 

 

“ต่อให้เขาทำดีกับผมมากแค่ไหนก็ไม่สามารถลบล้างสิ่งที่เคยทำกับผมไว้ได้หรอก” 

 

ผมต้องการให้เขาชดใช้กับสิ่งที่เขาเคยทำ 

 

ทดแทนความเจ็บปวดที่ผมเคยได้รับมาตลอด… 

 

“คุณเปลี่ยนความคิดผมไม่ได้ เลิกพยายามเถอะ” เสียงสั่นเครือเอ่ยกลับ พยายามกลั้นน้ำตาที่คลอหน่วยขึ้นมาในเวลาแบบนี้ 

 

แค่ถูกพูดให้ฟังนิดหน่อยกำแพงสูงชันที่กั้นไว้ก็เกือบพังทลายลง ทั้งที่เกลียดชังขนาดนั้นแต่กลับเอาแต่มองหาเพื่อวิ่งหนีไปให้ไกล ทั้งหมดนั่นเป็นแค่ความอ่อนแอไม่ยอมตัดขาดให้จบสิ้นของผมเท่านั้น เรื่องที่เขาเคยทำร้ายผมยังไง ผมไม่อาจลืมได้เลย 

 

“ไว้ผมจะมาใหม่ครับ” 

 

ฟูหลงยอมล่าถอยแต่โดยดี ผมรู้สึกว่าอาการของตัวเองแย่ลงกว่าเมื่อวาน ถ้าไม่ฝืนประคองสติไว้คงได้ตายกลางทะเลเข้าแล้วจริงๆ 

.. 

.. 

FULONG PART 

 

เป็นเวลาบ่ายแก่ของวันแล้ว ผมยืนรอคนเป็นนายอยู่ตรงริมประตูห้องของชั้นใต้ดินเฝ้ามองการเคลื่อนไหวแบบเฉพาะตัวของอีกฝ่ายด้วยท่าทีเรียบนิ่งเหมือนกับปกติ 

 

บริเวณส่วนกลางมีร่างไร้สติของหัวหน้าแก๊งหลินจางนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงโดยมีเครื่องวัดชีพจรและสายระโยงระยางเชื่อมเข้ากับร่างกายซีดเซียวเพราะบาดเจ็บจากแรงระเบิดบนเรือสำราญ ผมเหลือบตามองคนที่นั่งอยู่ตรงโซฟาห่างออกไปจากเตียงกลางห้อง ไล่สายตาสำรวจลูกน้องคนสนิทของคาร์ลอส หลินจางที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลแล้วเดินเข้าไปยืนใกล้ๆ 

 

“ฟื้นตัวเร็วเหมือนกันนี่อี้ฟาน” 

 

“อืม” อีกฝ่ายตอบกลับขณะที่ดวงตาทั้งคู่เอาแต่จ้องมองคนบนเตียงด้วยสีหน้าเป็นกังวล “เขาจะฟื้นเมื่อไร” 

 

“ไม่รู้เหมือนกัน อาการเขาสาหัสกว่าที่คิด บางทีอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลยก็ได้” ผมตอบอย่างไม่คิดอ้อมค้อมให้เสียเวลาขณะที่คนข้างกายขบกรามเข้าหากันแน่นด้วยความเจ็บใจ 

 

ในตอนที่ต้องช่วยคุณจีซัสรักษาผู้ชายคนนี้ผมก็พอจะประเมินอาการได้แล้วว่าสาหัสมากแค่ไหน ถ้าจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่าแรงระเบิดที่ได้รับไม่ได้หนักหนาเท่ากับสมองที่กระทบกระเทือนก่อนจมลงน้ำทะเล ต้องให้เป็นคุณจีซัสที่มีฝีมือมากแค่ไหนก็ไม่รับประกันว่าจะมีชีวิตรอด 

 

“…ไม่มีวิธีทำให้เขาฟื้นเลยเหรอฟูหลง” 

 

“…” 

 

“วิธีไหนก็ได้ ฉันยอมทำทุกอย่าง” น้ำเสียงสั่นไหวดังขึ้นอย่างอ่อนแรง ใบหน้าคมที่มักฉายแววเข้มแข็งตลอดเวลากลับสั่นคลอนอย่างง่ายดายเมื่อต้องเจอความจริงที่ยากจะยอมรับ 

 

“ตอนนี้ต้องดูอาการไปก่อน ยังไงซะคุณจีซีสก็ไม่ปล่อยให้แก๊งหลินจางไร้ผู้นำแน่นอนอี้ฟาน” 

 

ถึงจะรู้ว่าคำพูดนี้ไม่ได้ช่วยให้ลูกน้องคนสนิทของคนบนเตียงสบายใจ แต่การที่แก๊งมาเฟียขาดผู้นำไปทั้งแบบนี้ก็เหมือนกับเปิดช่องโหวให้ศัตรูทำลายแก๊งจนย่อยยับ 

 

ผมหันกลับมามองที่กลางห้องอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงวางอุปกรณ์การแพทย์ก่อนที่หัวหน้าแก๊งซือหลิวจะถอดถุงมือที่สวมทิ้งแล้วเหลือบตามองมาทางนี้เมื่อเพิ่งสังเกตว่ามีผมเข้ามายืนอยู่ในห้องด้วย 

 

“มีธุระอะไร” เสียงเรียบนิ่งเอ่ยถามขณะที่ปรายตามองอี้ฟานที่นั่งอยู่ตรงโซฟา 

 

“ต้าหมิงติดต่อมาแล้วครับ” 

 

“งั้นเหรอ” คุณจีซัสพยักหน้ารับอย่างไม่แยแสเท่าไรนัก คนร่างสูงขยับเท้าเข้ามาใกล้คนสนิทของแก๊งหลินจางก่อนจะกระตุกยิ้มเย็นกดสายตามองอีกฝ่าย “หายดีแล้ว?” 

 

“ครับ…ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงแต่ได้โปรดช่วยคุณคาร์ลด้วยเถอะครับคุณจีซัส” อี้ฟานตอบกลับเสียงเรียบไม่สนใจความกดดันที่เจ้านายผมส่งมาให้แม้แต่น้อย ในตอนนี้เขาคงเป็นห่วงคนบนเตียงมากกว่าจะกังวลเรื่องอื่นอีกต่อไป 

 

“หึ! ฉันไม่ใช่พ่อพระใจบุญซะด้วยสิ จริงไหมฟูหลง” คุณจีซัสเอ่ยเสียงเย็น ใบหน้ากระตุกยิ้มหยันขณะที่ปรายตามองคนสนิทแก๊งหลินจางที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผลตรงหน้า 

 

“ได้โปรดเถอะครับคุณจีซัส…ผมยอมทุกอย่างแค่ให้คุณคาร์ลมีชีวิตรอด” อี้-ฟานพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะยอมก้มหัวเพื่อขอร้องคนตรงหน้าให้ช่วยรักษาชีวิตคนสำคัญในชีวิต 

 

เพราะเป็นคนที่เสี่ยงชีวิตด้วยกันมานานถึงไม่อยากให้หัวหน้าตัวเองต้องจากไปแบบนี้ ผมเหลือบตามองสีหน้าเย็นยะเยือกไร้ความรู้สึกของคุณจีซัสที่ปรากฏขึ้นมาอย่างเข้าใจความคิดก่อนจะใช้มือล้วงกระเป๋าเสื้อกำวัตถุบางอย่างไว้แล้วขยับเข้าไปใกล้อี้ฟานมากกว่าเดิม 

 

“…ยอมทุกอย่างสินะ” 

 

“ครับ! จะให้ทำอะไรก็ได้” เสียงทุ้มยืนยันความจริงใจของตัวเองอย่างน่านับถือ คุณจีซัสจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งแล้วหันหลังก้าวเท้าเดินออกไปจากห้องพอดีกับที่เข็มฉีดยาในมือผมทิ่มแทงลงสู่ต้นคอของด้านหลังของอีกฝ่าย 

 

พรึ่บ! 

 

“หายดีเมื่อไร ฉันจะมาทวงสัญญาคืน” ทุ้มเสียงเย็นเรียบดังขึ้นเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนประตูห้องจะถูกปิดไปพร้อมกับเจ้าของบ้านพักตากอากาศหลังนี้ 

 

ผมถอนหายใจก้มมองร่างที่หมดสติเพราะฤทธิ์ยาแล้วหยิบโทรศัพท์เพื่อติดต่อคนของตัวเองให้มารับผู้ชายคนนี้ไปตามความต้องการของคนเป็นนาย 

 

อี้ฟานจำเป็นต้องพักรักษาตัวและโรงพยาบาลในเครือซือหลิวคือที่ที่เหมาะสมและปลอดภัยมากกว่าที่อื่น น่าเสียดายที่คุณคาร์ลอสจำเป็นต้องรักษาอยู่ที่นี่เพื่ออยู่ในความดูแลของคุณจีซัสต่อไป แน่นอนว่าถ้าหากมีข่าวเรื่องที่หัวหน้าแก๊งหลินจางบาดเจ็บสาหัสแพร่งพรายออกไปแม้แต่นิดเดียว คงได้รับข่าวร้ายเกี่ยวกับแก๊งมาเฟียในไม่ช้า 

.. 

.. 

หลังพาใครบางคนส่งขึ้นรถพยาบาลในเครือซือหลิวเป็นที่เรียบร้อย ผมก็เดินกลับมายังห้องทำงานของคุณจีซัสเพื่อรายงานเรื่องที่ต้าหมิงติดต่อมาทันที อุณหภูมิด้านนอกร้อนอบอ้าวขึ้นมากกว่าปกติสมกับเป็นประเทศเมืองร้อนจนผมชักเป็นห่วงอาการของคนที่ยังถูกจับมัดอยู่กลางทะเลขึ้นมาไม่ได้ ถึงจะอยากช่วยอีกฝ่ายมากแค่ไหนแต่คนที่ทำกลับไม่มีท่าทีสนใจใยดีซ้ำยังออกคำสั่งไม่ให้ผมเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอย่างเด็ดขาด เป็นครั้งแรกที่ผมไม่เข้าใจความคิดของเจ้านายตัวเองเลยสักนิดเดียว 

 

“รายงานทั้งหมดที่ต้าหมิงส่งมาให้ครับ เราจัดการกลุ่มแก๊งย่อยที่คิดทรยศได้บางส่วนแล้ว ที่เหลืออยู่ในระหว่างการล่าตัวครับ” 

 

คุณจีซัสไล่มองเอกสารบนโต๊ะ หยิบแผ่นกระดาษพวกนั้นขึ้นมาอ่านทีละใบแล้วแค่นยิ้ม 

 

“มีแต่พวกขี้ขลาด” 

 

“ถ้าพวกมันรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่จะไม่ปลอดภัยครับ ต้าหมิงเลยเสนอขึ้นมาว่าให้เรียกกำลังคนมาช่วยคุ้มกันเพิ่ม” 

 

“ไม่จำเป็น ยิ่งมากันเยอะพวกมันยิ่งรู้ที่อยู่ฉัน ยังไงต้าหมิงก็ไม่ปล่อยให้พวกทรยศหนีมาที่นี่ได้อยู่แล้ว” ดวงตาคู่คมจ้องมองเนื้อหาในกระดาษ ใบหน้านิ่งเรียบไร้ความรู้สึกมีเพียงบรรยากาศกดดันอ่อนๆ ที่แผ่ออกมาอย่างตึงเครียดเท่านั้น 

 

“มีอีกเรื่องที่ต้องรายงานครับ ท่านแปะทงได้ติดต่อมาที่ผมเรื่องผู้นำแก๊งหลินจางคนใหม่” 

 

“คนใหม่?” คิ้วเรียวขมวดมุ่น เขาเงยหน้าออกจากเอกสารในมือมองมาที่ผมด้วยความสงสัย 

 

“ครับ! ดูเหมือนแก๊งหลินจางในตอนนี้จำเป็นต้องมีผู้นำแก๊งคนใหม่ ท่านแปะทงเลยอนุญาตให้คุณพระจันทร์เป็นผู้นำแก๊งชั่วคราวจนกว่าจะพบตัวคุณคาร์ล” 

 

“ทำอะไรไม่คิด” น้ำเสียงพึมพำดังขึ้น มือหนากำแผ่นกระดาษในมือจนยับยู่ก่อนจะเอ่ยต่อเสียงเครียด “แก๊งมาเฟียในความดูแลของเด็กผู้ชายธรรมดาๆ จะไปรอดได้ยังไง” 

 

“ผมคิดว่าคนที่ดูแลแก๊งหลินจางในตอนนี้จริงๆ คงไม่พ้นท่านแปะทงแน่นอนครับ เขาอาจจะใช้คุณพระจันทร์เป็นหุ่นเชิด…” 

 

“ถ้าให้ตาแก่นั่นดูแลคาร์ลอสไม่ได้กลับเข้าแก๊งแน่” คนตรงหน้าพูดรอดไรฟัน แล้วมองมาที่ผมด้วยบรรยากาศคุกรุ่น “เด็กนั่นกำลังทำอะไรอยู่” 

 

“คิดว่ากำลังเดินทางมาที่ไทยเพื่อตามหาตัวคุณคาร์ลอสครับ” 

 

“อืม…ถ้างั้นเราคงต้องให้การต้อนรับหน่อยแล้วฟูหลง” เขาพูดพลางกระตุกยิ้มขึ้นอย่างมีเล่ห์นัย แววตาที่เคยฉายความตึงเครียดก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความเจ้าเล่ห์ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง 

 

“ทราบแล้วครับ” 

 

“จะให้ธุรกิจระหว่างแก๊งพังลงเพราะถูกเปลี่ยนมือไม่ได้ ให้คนไปสืบมาซะว่าหลังจากบินถึงไทยพวกนั้นจะไปที่ไหนต่อ” 

 

“ผมจะให้คนตามสะกดรอยห่างๆ ครับ” 

 

“ฝากด้วย” คุณจีซัสพยักหน้ารับ 

 

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกขณะที่มือหนาวางแผ่นกระดาษยับยู่ไว้ที่เดิมพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ใบหน้าคมได้รูปเบือนหันไปทางหน้าต่างห้องที่มีช่อดอกไฮเดรน-เยียประดับไว้ในแจกัน มีเพียงบรรยากาศเงียบงันแทรกซึมเข้ามาจนรู้สึกได้ ผมหันหน้ามองตามสายตาของคนเป็นนายโดยไม่ปริปากเอ่ยถามได้แต่ปล่อยให้เวลาในตอนนี้ผ่านไปช้าๆ ก่อนจะทำใจกล้าพูดขัดความเงียบสงบภายในห้องออกไป 

 

“อากาศร้อนนะครับ กรมอุตุฯ ก็บอกว่าวันนี้อุณหภูมิขึ้นสูงกว่าวันไหนๆ” ผมพูดพลางเก็บรวบรวมเอกสารมาไว้ตรงมุมหนึ่งของโต๊ะ 

 

“…” 

 

“น่าสงสารนะครับ เมื่อเช้าผมเอาน้ำไปให้ตามคำสั่งถึงได้รู้ว่าคุณพระพายมีไข้อ่อนๆ” 

 

ผมเหลือบมองคุณจีซัสที่เอาแต่มองผ่านหน้าต่างห้องเงียบๆ ใบหน้าอิดโรยกับขอบตาดำคล้ำของเจ้าตัวบ่งบอกได้ชัดเจนว่าอีกฝ่ายอดหลับอดนอนมาตลอดทั้งคืน แม้ไม่ต้องถามหาสาเหตุก็รู้ดีแก่ใจ 

 

“…ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องสนใจ” 

 

ปฏิกิริยาตอบโต้ของอีกฝ่ายทำให้ผมชะงักนิ่งไป ในหัวได้แต่คิดว่าควรทำอะไรต่อไปเมื่อถูกตอบกลับมาด้วยท่าทีแบบนั้น ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นห่วงคนข้างนอกมากแท้ๆ 

 

กึก! 

 

“ฉันจะไปพัก” 

 

รอยยิ้มอ่อนผุดขึ้นทันทีที่เห็นหัวหน้าแก๊งซือหลิวลุกออกจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปจากห้องโดยไม่ลืมทิ้งท้ายบอกว่าตัวเองกำลังจะไปไหนทั้งที่ปกติไม่เคยบอกใครเลยแท้ๆ อยู่ๆ ผมก็รู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก 

 

“ครับ ผมจะจัดการเรื่องที่เหลือให้เรียบร้อย” ผมตอบรับ มองตามแผ่นหลังกว้างที่ห่างหายไปจากห้อง ที่ทำได้มากที่สุดก็มีแค่เรื่องนี้เท่านั้น แม้จะรู้สึกปวดใจอยู่ลึกๆ แต่มันคงดีกว่าถ้าคนที่ผมรักทั้งสองจะมีความสุขด้วยกัน 

 

…หวังว่าจะเปิดใจเข้าหากันสักทีนะครับ… 

 

.................................................................. 

งานนี้ขอมอบความดีความชอบให้ฟูหลงไปเลยจ้า 

แงงงงง หาคนมาดามใจฟูหลงที  

เป็นคนที่ทำทุกอย่างเสี้ยมทุกอย่างให้เธอแล้ว สมควรได้อะไรตอบแทนเป็นอย่างยิ่ง!! 55555555 

เจอกันตอนหน้า คิดว่าเขาจะคืนดีกันมั้ย? 

.. 

.. 

TO BE CONTINUED 

ความคิดเห็น