facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 6.เมียนางไม้

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 30k

ความคิดเห็น : 126

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2563 23:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
6.เมียนางไม้
แบบอักษร

6.เมียนางไม้ 

  

               ในขณะเดียวกันผู้กองพนาที่ออกจากฐานมาในเวลาช่วงสายก็แอบกลับไปที่หมู่บ้านนั้นอีกครั้ง หมู่บ้านที่สองตายายอยู่เพื่อดูว่าทุกคนยังปลอดภัยดีมั้ย แต่เพราะเขากลัวว่าคนร้ายจะยังซุ่มอยู่ก็เลยถอดชุดเครื่องแบบออกแล้วแอบมองอยู่ห่างๆ จนกระทั่งได้เห็นหนูนาวิ่งเล่นอยู่ที่หน้าบ้าน ซึ่งพอเห็นเด็กหญิงยังคงวิ่งเล่นอยู่ตามปกติเขาก็เบาใจที่ครอบครัวของผู้มีพระคุณยังคงปลอดภัยอยู่ เขาแอบนำเงินจำนวนหนึ่งใส่ซองให้มิดชิดแล้วเอาไปหย่อนไว้ที่ตู้รับจดหมายหน้าบ้านของคุณตาคุณยายพร้อมกับโน้ตที่เขียนขอบคุณ ที่คุณตากับคุณยายเคยให้ความช่วยเหลือเขากับแก้วเจ้าจอม จากนั้นจึงขับรถต่อไปยังบ้านของโก้ที่ตอนนี้กำลังจัดงานศพให้เด็กหนุ่ม ใจเขาล่ะอยากจะเข้าไปเคารพศพของโก้ แต่หากเขาเข้าไปพวกคนร้ายที่อาจจะซุ่มอยู่อาจจะรู้ได้ว่าเขาเป็นใคร สิ่งเดียวที่เขาทำได้ตอนนี้ก็คือฝากพวงหรีดกับซองเงินให้กับญาติคนหนึ่งของเด็กหนุ่มที่บังเอิญเดินผ่านมาเอาเข้าไปมอบให้กับครอบครัวของโก้แทนแล้วจึงรีบขับรถออกมาก่อนที่ผู้คนจะสงสัย ขอให้ต่อจากนี้ไปอย่าได้มีผู้บริสุทธิ์คนไหนต้องมาเดือดร้อนเพราะเขาอีกเลย 

               หลังออกมาจากหมู่บ้านแล้วผู้กองพนาก็ตรงเข้าตัวเมืองยะลาทันทีเพื่อซื้อข้าวของต่างๆ ที่จำเป็นรวมถึงโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ด้วย ข้าวของจำเป็นที่เขาเลือกซื้อล้วนแต่เป็นของใช้สำหรับผู้หญิงทั้งสิ้น ตั้งแต่เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวโดยเน้นที่ชุดกระโปรงเป็นหลักเพราะเขาไม่แน่ใจเรื่องสัดส่วนของหญิงสาวที่เขาจะซื้อของไปให้ เขารู้เพียงแค่ว่าเธอหุ่นดีมาก อกอวบอึ๋ม เอวบางคอดและสะโพกกลมกลึง การเลือกชุดให้เธอเป็นกระโปรงน่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด และชุดเสื้อผ้าก็ควรเป็นแบบเรียบร้อย เน้นที่สีขาว ฟ้าอ่อนและชมพูอ่อนเท่านั้น 

               “เลือกชุดให้แฟนหรอคะ” พนักงานในร้านเสื้อผ้าเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นชายหนุ่มดูจะเก้ๆ กังๆ ขณะเลือกชุดเสื้อผ้า ซึ่งการมีพนักงานเดินเข้ามาถามก็ทำให้ผู้กองพนาเริ่มจะเบาใจแล้วที่มีคนมาช่วย 

               “ครับ ผมมาซื้อชุดให้ภรรยาแต่ผมเลือกไม่ถูก คุณพอจะช่วยผมได้มั้ย” พอเขาบอกพนักงานและบอกสไตล์ของเสื้อผ้าที่เขาอยากได้ พนักงานสาวก็ช่วยเขาเลือกชุดเสื้อผ้าให้ เป็นเดรสแบบใส่สบายๆ ห้าตัว แล้วก็เสื้อกับกระโปรงอีกอย่างละห้าชุดพร้อมกับชุดนอน 

               “ถ้าซื้อให้ภรรยาขอแนะนำเป็นชุดนอนแบบนี้ค่ะ” พนักงานสาวหยิบชุดนอนกระโปรงสายเดี่ยวเนื้อผ้าบางเบามาให้เขาจนชายหนุ่มหน้าเรื่อสีขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว 

               “เออ...ขอเป็นชุดกางเกงกับเสื้อก็พอครับ” ขืนใส่ชุดนอนเซ็กซี่ๆ แบบนี้เขาได้ตบะแตกกันพอดี แค่เมื่อคืนนอนจับมือกันก็ทำเอาเขาใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว 

               “แล้ว...คุณช่วยเลือกชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงให้ผมด้วยนะครับ ขอโทนสีอ่อนๆ เรียบร้อยๆ” 

               “ภรรยาของคุณใส่ไซส์ประมาณไหนคะ เท่าดิฉันรึเปล่า” พนักงานสาวยิ้มหวานให้ อิจฉาภรรยาของเขาเสียจริงได้สามีแสนดีมาเปย์ให้ขนาดนั้น และที่สำคัญ...สามีหล่อมาก หล่อคมเข้มมาดแมนสุดๆ 

               “ครับ หุ่นประมาณคุณแต่ว่า...อกอึ๋มกว่ามาก” ว่าจบผู้กองพนาก็มองไปยังแผนกชุดชั้นในจึงไม่ทันได้เห็นว่าพนักงานสาวทำหน้าบึ้งให้เขาอยู่ที่จู่ๆ เขาก็มาหาว่าเธออกแบน 

               เมื่อได้เสื้อผ้าครบต่อไปผู้กองพนาก็ไปซื้อรองเท้าให้แก้วเจ้าจอม เพราะรองเท้าคู่เดิมของเธอเป็นรองเท้าผ้าใบ คราวนี้เขาก็เลยเลือกรองเท้าที่ใส่สบายๆ เวลาอยู่ที่ฐาน แล้วจึงแวะมาที่ร้านขายเครื่องสำอาง เพราะพนักงานร้ายขายเสื้อผ้าแนะนำเขาว่านอกจากเสื้อผ้ารองเท้าแล้ว สิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิงก็คือเครื่องสำอาง ถึงแม้ผู้กองพนาจะคิดว่าแค่หน้าสดแก้วเจ้าจอมก็สวยมากอยู่แล้ว เรียกได้ว่าหายากสุดๆ ผู้หญิงที่หน้าสดแล้วสวยกว่าผู้หญิงที่แต่งหน้าเนี่ย 

               “แล้วเขาใช้แบบไหนกันวะ” เครื่องสำอางนั้นยังพอให้พนักงานแนะนำให้ได้ แต่เรื่องของใช้ส่วนตัวอย่างผ้าอนามัยนั้นขอบอกได้คำเดียวว่าซื้อยากสุดๆ แล้วมันก็เป็นของที่จำเป็นที่สุดด้วย ยิ่งตอนนี้ตรงหน้าเขาคือผ้าอนามัยทุกแบบ ทุกยี่ห้อ ขอบอกได้คำเดียวเลยว่าเลือกไม่ถูก ทำไมผู้หญิงถึงได้ใช้ชีวิตกันยากแบบนี้กันล่ะเนี่ย 

               “มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะ” เวลานึกถึงตัวช่วย ตัวช่วยก็มักจะมาเสมออย่างเช่นครั้งนี้ก็ด้วย 

               “คือ...ผมมาซื้อให้ภรรยาน่ะครับ แต่ไม่รู้ว่าต้องซื้อแบบไหน” เพียงแค่บอกว่ามาซื้อให้ภรรยา พนักงานคนสวยประจำร้านก็ยินดีที่จะแนะนำเขาแล้วพร้อมกับช่วยเลือกผ้าอนามัยให้ เรียกได้ว่ารอดเพราะมีตัวช่วยแท้ๆ เมื่อก่อนตอนที่เขายังใช้ชีวิตอยู่กับอดีตแฟนสาวก็ไม่เห็นจะต้องมาซื้ออะไรแบบนี้ให้เลย ของที่ซื้อให้ก็ซื้อให้กันแค่ในโอกาสพิเศษเท่านั้น แล้วเขากับอดีตแฟนสาวก็เลิกกันมานานแสนนานจนตอนนี้เธอมีครอบครัว มีลูกไปแล้ว วันคืนเก่าๆ ที่เคยมีตอนนั้นเขาลืมไปจนหมดจนแทบจำไม่ได้เลยว่าเคยมีแฟนกับคนอื่นเขา เพราะแม่นางไม้น้อยคนนั้นคนเดียวที่ทำให้เขาต้องนึกถึงการใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน ก็หวังว่าพอเธอหายจากอาการความจำเสื่อมแล้วเธอจะลืมเขาไปนะ เขาอยากให้เป็นแบบนั้น อยากให้เธอลืมเขาแล้วให้เธอกลับไปใช้ชีวิตของเธอตามปกติ 

  

 

 

               กว่าจะซื้อข้าวของเครื่องใช้เสร็จผู้กองพนาก็กลับมาถึงฐานในเวลาบ่ายกว่าๆ แล้ว ข้าวของทุกอย่างที่ซื้อมาถูกยัดใส่เป้ใบใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้ทุกคนสงสัยว่าเขาซื้ออะไรมา เรื่องของแก้วเจ้าจอมเขายังต้องเก็บเอาไว้เป็นความลับไปก่อน 

               “ผู้กองครับ” ผู้หมวดศิวะรีบวิ่งเข้ามาหาเขาทันทีที่เขาเดินลงมาจากรถคล้ายกับว่ากำลังรอเขาอยู่ 

               “อ้อ หมวดมาพอดีเลย ผมซื้อเสบียงมาให้เยอะแยะเลยนะ น่าจะอยู่ได้ซักเกือบอาทิตย์ อย่าลืมให้คนมายกไปเก็บที่โรงครัวด้วยล่ะ หม้อจิ้มจุ่มของหมวดผมหาซื้อแบบหม้อดินเผาไม่ได้ก็เลยเอาเป็นหม้อไฟฟ้ามาให้แทน น่าจะได้ฟิวส์อยู่” ผู้กองพนาบอกแล้วหยิบเสื้อเครื่องแบบมาสวมตามเดิม เพราะก่อนหน้านี้เขาแต่งชุดธรรมดาในการออกไปซื้อข้าวของ 

               “ผมมีเรื่องสำคัญจะรายงานครับ” ผู้หมวดศิวะบอกอีกหลังจากที่กวักมือเรียกลูกน้องมาช่วยกันขนเสบียงออกไปจากท้ายรถฟอร์จูนเนอร์คันสีขาวของผู้กองพนา ซึ่งพอได้ยินว่ามีเรื่องสำคัญจะรายงานผู้กองพนาก็หันมามองหน้าผู้หมวดศิวะทันที ไม่คิดว่าเพียงแค่เขาไม่อยู่ฐานแค่ไม่กี่ชั่วโมงแล้วจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่นี่ 

               “เรื่องอะไร” 

               “หลังจากที่ผู้กองออกไปจากฐานได้ไม่นานก็มีผู้พันทหารพรานกับหมอตำรวจมาที่นี่ครับ พวกเขามาขอพบผู้กอง พอผมกับหมวดเทพบอกว่าผู้กองไม่อยู่เขาก็จะขอเข้ามารอในฐาน ท่าทางไม่น่าไว้ใจผมกับหมวดเทพก็เลยไม่ให้เข้ามา”  

               “พวกเขาบอกมั้ยว่ามาหาผมด้วยเรื่องอะไร” เขาไม่เคยมีเพื่อนเป็นผู้พันทหารพราน เพื่อนเป็นหมอทหารน่ะมี แต่เพื่อนเป็นหมอตำรวจนั้นไม่เคยมีแม้แต่คนเดียว 

               “พวกเขามาตามหาคนครับ เป็นผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง สวยจนติดตาผมเลยล่ะครับ เขาบอกว่าผู้หญิงคนนั้นหายตัวไปได้สามสี่วันแล้ว หมวดเทพกับผมสงสัยกันว่าน่าจะเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์เมื่อหลายวันก่อนก็เลยบอกว่าไม่เคยเห็นผู้หญิงคนนั้นมาก่อน เห็นหมวดเทพบอกว่าผู้กองกำลังสงสัยว่าคนร้ายน่าจะเป็นตำรวจกับมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยใช่มั้ยครับ ถ้าเป็นแบบนั้นผมคิดว่าข้อสันนิษฐานของผู้กองน่าจะถูกต้องแล้ว สองคนนั้นไม่น่าไว้ใจเลย อย่างผู้พันคนนั้นก็ดูออกตุ้งติ้ง บางทีอาจจะเป็นพวกแม่เล้ามาสืบหาผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อก็ได้นะครับ” สิ่งที่ผู้หมวดหนุ่มรายงานทำให้ผู้กองพนาต้องมองลงไปที่ถนนเบื้องล่างด้านหน้าฐาน ทุกอย่างมันเป็นอย่างที่เขาคิดเอาไว้ไม่มีผิด พวกมันยังกัดแก้วเจ้าจอมไม่ยอมปล่อย นี่ถึงกับใจกล้ามาตามหาถึงที่ฐานของเขาเลยอย่างนั้นหรอ ไอ้พวกแมงดาชอบหากินอยู่บนความทุกข์ของผู้หญิง หึ! ยิ่งพวกมันอยากเจอตัวเธอเขาก็ยิ่งอยากจะซ่อนเธอเอาไว้ให้ดีๆ เขาจะไม่ยอมให้พวกมันมาแตะต้องเธอเป็นอันขาด 

               “ดีแล้วล่ะหมวด สงสัยผู้หญิงที่พวกมันจับมาจะหนีมาได้พวกมันก็เลยพากันออกตามล่า ทีหลังถ้ามีคนนอกมาที่นี่อีกอย่าให้พวกนั้นเข้ามาที่ฐานได้เป็นอันขาดนะ” ไม่คิดว่านอกจากต้องต่อสู้กับพวกผู้ก่อการร้ายทางภาคใต้แล้วเขายังต้องมาสู้กับไอ้พวกแมงดาทั้งหลายนี่อีก หึ! อย่าให้เขารู้ก็แล้วกันว่าพวกมันเป็นใคร ไม่งั้นล่ะพ่อจะเล่นไม่ให้พวกมันได้ตายดีกันซักคนเลย 

               “แล้วนั่นอะไรกันอีก” ผู้กองพนามองลงไปยังทางเข้าฐานซึ่งตอนนี้มีรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาที่ด่านตรวจของพวกเขา ลูกน้องที่ด่านตรวจของเขาตรวจสอบรถอยู่ได้สักพักก็ส่งสัญญาณให้กันว่าตัวรถนั้นปลอดภัยไม่ได้มีระเบิดถูกติดตั้งมา แต่ที่ผู้กองพนาแปลกใจก็คือมีชายสามคนเดินลงมาจากรถคันนั้นแล้วก็กำลังตรงมาที่ฐานของเขา 

               “รึว่าจะเป็นไอ้พวกแมงดามาตามหาผู้หญิงอีกครับ” ผู้หมวดศิวะคาดการณ์ก่อนจะตามผู้กองพนาลงไปที่ป้อมทางเข้าฐาน จุดเดียวกับที่เอกพลและอรินมาเมื่อเช้านี้ ซึ่งสบจังหวะกับที่ผู้หมวดเผ่าเทพเดินออกมาจากคลังเก็บอาวุธพอดีเขาจึงได้รีบตามเข้ามาสมทบ 

               “มาติดต่อธุระอะไรรึเปล่า” ผู้กองพนาถามพลางสำรวจชายทั้งสามคนตรงหน้า ซึ่งท่าทางดูไม่น่าไว้วางใจสักเท่าไหร่จนลูกน้องของเขาต้องเข้ามาประกบตัวชายทั้งสามรายนี้เอาไว้ 

               “มาขอพบผู้บัญชาการฐานนี้หน่อย” 

               “ผมนี่แหละเป็นผู้บัญชาการของที่นี่ พวกคุณมีธุระอะไรกับผม” ผู้กองพนารู้สึกขัดหูขัดตากับท่าทียียวนของอีกฝ่าย ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่าเป็นพวกชอบเบ่งวางมาดนักเลงโตราวกับตัวเองใหญ่คับฟ้ามาจากไหน 

               “ผมได้รับคำสั่งจากผู้ใหญ่มา จะขอเข้าไปตรวจค้นฐานหน่อย พอดีว่าคนของพวกผมหายตัวไป เราสงสัยว่าอาจจะอยู่ที่นี่” 

               “ผู้ใหญ่ที่ว่านี่ใคร มีสิทธิ์หรือเอาอำนาจอะไรมาขอค้นฐานของผม” พอได้ยินแบบนี้ ไม่เพียงแค่ผู้กองพนาจะไม่พอใจเท่านั้น แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มทุกนายก็รู้สึกไม่พอใจกันด้วย 

               “บอกผู้ใหญ่ก็คือผู้ใหญ่สิ จะซักถามอะไรให้มากมาย” 

               “ต่อให้ใหญ่ระดับ ผบ.ตร. ผมก็ไม่ให้ตรวจอยู่ดี พวกคุณมาทางไหนก็กลับไปทางนั้น ไม่อย่างนั้นล่ะก็เจอข้อหาหนักแน่” 

               “ไม่เอาน่าผู้กอง แค่ขอเข้าไปชมฐานนิดๆ หน่อยๆ เอง แค่มาตามหาคนน่ะ ถ้าตามหาแล้วไม่เจอพวกผมจะไม่มาที่นี่อีกเลย” 

               “คนที่ว่านี่ใคร ลูกน้องของผมผมรู้จักหมดทุกคน” ผู้กองพนาพยายามที่จะสงบสติอารมณ์เอาไว้เพื่อหลอกถามว่าพวกมันมาตามหาใคร ถ้ามาตามหาแก้วเจ้าจอมก็แปลว่าไอ้พวกนี้เป็นพวกแมงดาค้าผู้หญิง 

               “คนที่พวกผมต้องการตัวไม่ใช่ลูกน้องของผู้กองหรอก แต่คนของผมเป็นผู้หญิง หายตัวมาได้สองสามวันแล้ว” นั่นไงกะแล้วไม่มีผิด ไอ้พวกแมงดามาตามหาแก้วเจ้าจอมจริงๆ ด้วย 

               “ที่นี่มีแต่ผู้ชายไม่มีผู้หญิง คนที่พวกคุณต้องการตามหาไม่มีหรอก” 

               “ใช่ เมื่อเช้านี้ก็มีคนมาตามหาแล้วรอบหนึ่งนี่ ก็บอกว่าไม่มีๆ จะเอายังไงฮะ” ผู้หมวดเผ่าเทพว่าอย่างใส่อารมณ์ พวกนี้คงเป็นไอ้พวกแมงดาที่ผู้กองเคยบอกเขาแน่ๆ แสดงว่าผู้หญิงคนที่หายตัวไปนั้นคงจะมีความสำคัญมากพวกมันถึงได้ส่งคนออกตามหากันแบบนี้ แล้วก็คงจะใหญ่ไม่ใช่น้อยถึงได้กล้าบุกมาถามถึงถิ่นของพวกเขา 

               ชายทั้งสามคนมองหน้ากันเลิกลั่กทันทีเมื่อรู้ว่าก่อนหน้านี้ก็มีคนมาตามหาหญิงสาวที่นี่ทั้งๆ ที่พวกเขาเพิ่งจะออกตามหากันเป็นกลุ่มแรกและที่นี่ก็เป็นที่แรกแท้ๆ หรือว่าจะมีคนอื่นอีกที่กำลังตามหาคนที่พวกเขาต้องการตัว 

               “ออกไปให้พ้นฐานของผม ถ้าจะตามหาคนหายก็ไปแจ้งความตามหาเองที่โรงพัก แล้วถ้าพวกคุณยังกลับมาสร้างความรำคาญให้ฐานของผมอีกล่ะก็อย่าหาว่าผมไม่เตือน ผมจะถือว่าพวกคุณเป็นพวกผู้ก่อการร้ายแล้วจะใช้อาวุธจัดการกับพวกคุณขั้นเด็ดขาด ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู!” สิ้นคำขู่ของผู้กองพนา ตำรวจทุกนายก็พากันยกปืนขึ้นเล็งมาที่ชายทั้งสาม จนชายทั้งสามไม่กล้าที่จะต่อกรด้วย ทั้งๆ ที่มีคนเคยเตือนแล้วว่าฐานตำรวจแห่งนี้หมาดุ แต่พวกเขาก็อยากจะขอลองดีซักหน่อย ก็ไม่คิดว่าหมาที่ฐานแห่งนี้จะดุจริงๆ โดยเฉพาะ ผบ.ฐานแห่งนี้ที่ดูเหมือนพร้อมที่จะฆ่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ 

               ผู้กองพนายืนดูจนมั่นใจว่าชายทั้งสามนั้นขับรถออกไปแล้วจึงหันมาทางเหล่าลูกน้องของเขา เห็นทีนอกจากพวกผู้ก่อการร้ายแล้ว ไอ้พวกขยะสังคมพวกนี้ก็คงเป็นอีกหนึ่งในศัตรูของเขาด้วย 

               “ตั้งกำลังตรวจตราฐานให้ดี อย่าให้คนนอกเข้ามาในฐานได้เด็ดขาด ถ้ามีใครอยากจะเข้ามาที่นี่ต้องได้รับการอนุญาตจากผมเพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วถ้าเกิดมีคนคิดต่อต้านหรือคิดจะบุกรุกล่ะก็...ให้ถือว่าคนๆ เป็นพวกผู้ก่อการร้าย จัดการขั้นเด็ดขาดได้เลยเดี๋ยวผมรับผิดชอบทุกอย่างเอง” ผู้กองพนาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดอีกครั้งในการสั่งห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาที่ฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายจึงยืนตรงรับคำสั่ง เชื่อมั่นใจตัวผู้กองพนาเสมอ เพราะมีผู้กองพนาอยู่ที่นี่ฐานแห่งนี้จึงทั้งมั่นคงแล้วก็แข็งแกร่งจนเป็นที่เล่าลือ ผู้หมวดทั้งสองหันมายิ้มให้กันอย่างภูมิใจในตัวผู้กองของตน ทั้งมาดแมนและเด็ดเดี่ยว ไม่เคยกลัวหรือก้มหัวให้กับอิทธิพลของใคร ถูกก็ว่าไปตามถูก แต่ถ้าผิด ต่อให้จะใหญ่โตมาจากไหนผู้กองของพวกเขาก็กล้าที่จะลากคอคนๆ เข้าไปนอนกินเข้าแดงในคุก แบบนี้สิเรียกว่าคนจริง 

  

 

 

               หลังจัดการเรื่องที่ฐานเสร็จผู้กองพนาก็กลับมาที่รถอีกครั้ง เสบียงอาหารถูกขนย้ายออกไปจากรถของเขาเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่เป้ขนาดใหญ่เท่านั้นที่เขายัดข้าวของที่ซื้อหามาให้แก้วเจ้าจอมเอาไว้จนแทบปริ จากที่ไม่เคยต้องมาสนใจหรือใส่ใจในรายละเอียดอะไรจุกจิกแบบนี้แต่เขากลับรู้สึกสนุกมากที่ได้ออกไปเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้มาให้เธอ แม้แต่ชุดเสื้อผ้าที่เขาเลือก เขาก็เลือกเฉพาะชุดที่คิดว่าหากเธอได้ใส่ก็คงจะสวยไม่น้อย ยิ่งได้พนักงานของร้านมาช่วยแนะนำชุดที่เขาได้มาจึงสวยที่สุดเท่าที่มีในร้าน 

               “ผู้กองครับ วันนี้น้องอรฝากขนมมาให้ผู้กองอีกแล้วนะครับ” ผู้หมวดศิวะเดินเข้ามาหาเขาอีกพร้อมกับถุงขนมมากมาย ซึ่งน้องอร หรืออรจิรา สาวหมวยวัยยี่สิบต้นๆ เธอเป็นลูกสาวเจ้าของร้านขายขนมที่อยู่ข้างๆ บ้านของคุณครูท่านหนึ่ง เวลาที่เหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มออกไปรับคุณครูเพื่อไปส่งที่โรงเรียนก็มักจะมีโอกาสได้เจอกับหญิงสาวเสมอ ซึ่งอรจิรานั้นหลงรักผู้กองพนามาตั้งแต่ตอนที่เขายังทำทีมออกไป รปภ. คุณครูเมื่อครั้งที่เพิ่งเข้ามาประจำการที่นี่ใหม่ๆ แล้ว แต่ถึงอรจิราจะแอบรักเขายังไงผู้กองพนาก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้เธอได้เข้าใกล้เลย ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงแค่อรจิราหรอกที่ผู้กองพนาไม่เปิดโอกาสให้ได้เข้าใกล้ เพราะเขาเป็นคนไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร ถ้านอกเหนือจากเรื่องงานแล้วนับว่าเป็นเรื่องยากที่ผู้กองพนาจะพูดคุยกับคนอื่นๆ ซึ่งเขาก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่สูญเสียน้องชายและผิดหวังจากแก้วเจ้าจอมเมื่อหนึ่งปีก่อนแล้ว 

               “หมวดเอาไปแบ่งทุกคนกินเถอะ” ผู้กองพนาตอบแล้วหยิบเป้มาแบกเอาไว้บนหลัง 

               “โห ได้ไงกันครับเขาอุตส่าห์ฝากผมมา บอกว่าถ้าผู้กองไม่ยอมรับขนมของเขาอีก เขาจะฆ่าผมนะครับ” 

               “เดี๋ยวผมจะจัดงานศพให้หมวดละกัน” เขาเดินเลี่ยงหนีมาแต่ผู้หมวดศิวะก็ยังไม่วายหิ้วถุงขนมเดินตาม 

               “เอาน่าผู้กอง รับๆ น้ำใจน้องหมวยอรเขาหน่อยเถอะ ผู้กองก็อายุเยอะแล้วควรจะมีลูกมีเมียกับเขาได้แล้วนะครับ หน้าตาก็ดี หน้าที่การงานก็ดีแล้วจะอยู่เหงาคนเดียวไปทำไมกัน น้องหมวยอรเขาออกจะสวย” 

               “ทำไมผมต้องเอาผู้หญิงที่ผมไม่ได้รักมาทำเมียเพียงเพราะว่าผมเหงาด้วยล่ะ” 

               “ก็...ผมอยากเห็นผู้กองกลับมาเป็นเหมือนเดิมนี่ครับ” สิ่งที่ผู้หมวดศิวะพูดทำให้ผู้กองพนาที่กำลังเดินขึ้นเขาไปยังบ้านพักต้องหยุดชะงักก่อนจะหันกลับมามองทางเขา แล้วพอเห็นว่าผู้กองหยุดฟังในสิ่งที่เขาพูดแล้ว ผู้หมวดศิวะจึงพูดต่อ 

               “เรื่องมันก็ผ่านมาเป็นปีแล้ว ผมไม่อยากเห็นผู้กองเป็นแบบนี้ ผมอยากให้ผู้กองกลับมาเป็นผู้กองคนเดิม คนที่เคยยิ้มแย้ม สดใสแล้วก็หัวเราะไปพร้อมๆ กับพวกผม คนที่ใจดีแล้วก็เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ไม่ใช่...เอาแต่เก็บตัวไม่ยอมพบปะกับใครๆ ทำตัวไม่ได้ต่างอะไรกับผีดิบไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึกอยู่แบบนี้!” ใบหน้าของคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ผีดิบ ยังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกใดๆ แต่พอมองในเจตนาที่ดีของผู้หมวดศิวะที่ห่วงใยเขาจนต้องขอย้ายตามลงมาที่ยะลากับผู้หมวดเผ่าเทพ ผู้กองพนาก็ถอนหายใจออกมาแล้วยิ้มบางๆ ขณะเดินกลับไปหาคนที่หิ้วถุงขนมเดินตามเขา 

               “ขอบใจหมวดมากนะที่เป็นห่วงผม...หมวดเก็บขนมพวกนี้เอาไว้กินกับคนอื่นๆ เถอะ แล้วถ้าจะให้ดีฝากไปบอกน้องอรอะไรนั่นด้วยว่าให้เลิกฝากขนมมาให้ผมได้แล้ว ถ้าหากรัก ถ้าหากห่วงใยกันจริงๆ ผมอยากให้เขาห่วงใยเจ้าหน้าที่ทุกๆ คนที่ทำงานกันอย่างเหนื่อยยากเพื่อปกป้องและรักษาความสงบสุขให้บ้านเมือง อย่าทำตัวเหมือนฝนตกไม่ทั่วฟ้าแล้วฝากของมาให้แต่ผมคนเดียวแบบนี้ ซึ่งหมวดก็น่าจะรู้ดีว่าผมไม่เคยรับ” 

               “โธ่ผู้กอง ผู้กองดูไม่ออกหรอครับว่าน้องเขารักผู้กอง เขารักผู้กองเขาก็ต้องฝากของมาให้ผู้กองสิ” 

               “แต่ผมไม่ได้รักเขา แล้วผมก็ไม่อยากให้ความหวังเขาด้วย ผมอายุสามสิบห้าปีแล้วนะ น้องเขาจะอายุยี่สิบปีแล้วยังก็ไม่รู้ ถ้าหมวดอยู่ข้างเดียวกันกับผมหมวดก็ควรช่วยกันน้องเขาออกห่างจากผม ไม่ใช่มาทำตัวเป็นพ่อสื่อแบบนี้ ผมไม่ชอบ” 

               “ไม่ใช่แบบนั้นนะครับผู้กอง ผมก็แค่อยากให้...” 

               “ผมมีเมียแล้ว จบมั้ย” 

               “ห๋า” ผู้หมวดศิวะเกิดอาการวิ้งๆ ขึ้นมาในหัวทันที เมื่อกี้นี้เขาหูฝาดหรือได้ยินอะไรผิดเพี้ยนไปรึเปล่านะ ผู้กองบอกเขาว่าอะไรนะเมื่อกี้นี้ ผมมีเนื้อแล้ว หรือว่ามีเรือแล้ว หรือมีเสื้อแล้วกันแน่ ใครก็ได้ช่วยบอกเขาทีว่าคำพูดเมื่อกี้นี้ใช่คำว่า เมีย รึเปล่า 

               “ผู้กองว่าอะไรนะครับ ผู้กองมีอะไรแล้วนะ” 

               “ผมมีเมียแล้ว แล้วผมก็รักแค่เมียของผมคนเดียวด้วย เลิกหาเมียน้อยให้ผมซักทีเข้าใจมั้ย” 

               “ห๋า” มีเมียแล้ว...มะ...มีเมีย!!! ไปมีตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมเขาถึงไม่รู้ ผู้กองไม่เคยมีความลับกับเขามาก่อนเลยนะ แฟนเก่าผู้กองก็แต่งงานกับคนอื่นจนมีลูกมีหลานไปแล้วนี่ แล้วเมียคนที่ว่านี่คือใครกัน หรือว่า... 

               “ผู้กองอยู่แต่ในป่ามากไปจนเผลอไปมีเมียเป็นนางไม้รึเปล่าครับ” ต้องใช่แน่ๆ ผู้กองอยู่แต่ในป่า ไม่อยู่ฐานก็ออกลาดตระเวนจะเอาเวลาที่ไหนไปมีเมียกัน 

               “ใช่ ผมมีเมียเป็นนางไม้ เพราะงั้นเลิกทำตัวเป็นพ่อสื่อให้ผมได้แล้ว แล้วถ้าพรุ่งนี้เป็นต้นไปน้องอรอะไรของหมวดยังฝากขนมหรือฝากของมาจีบผมอีกล่ะก็...หมวดเตรียมตัวย้ายกลับเพชรบุรีไปได้เลย!” สิ้นคำผู้กองพนาก็เดินแบกเป้ขึ้นเขากลับบ้านพักไป ทิ้งให้ผู้หมวดศิวะยังคงยืนงงอยู่ที่เดิม สงสัยว่าที่ผู้กองพูดเมื่อกี้นี้พูดจริงหรือพูดเล่นกันแน่น มีเมียแล้วงั้นหรอ... 

               “อ้าว เป็นไรหมวดมายืนทำหน้าเอ๋ออยู่ตรงนี้” ผู้หมวดเผ่าเทพที่เดิมผิวปากผ่านมาเห็นเข้าเลยร้องทักก่อนจะชะโงกหน้าเข้ามามองผู้เป็นเพื่อน ผู้หมวดศิวะเลยรีบยื่นมือมาจับแขนเขา 

               “หมวด...หมวด...” 

               “มีอะไรทำหน้าตาตื่น อมยิ้มขาดตลาดหรอ” 

               “ผู้กอง...ผู้กองบอกว่าผู้กองมีเมียเป็นนางไม้” 

               “อะไรนะ” ผู้หมวดเผ่าเทพขมวดคิ้วสงสัยแล้วมองขึ้นไปบนเขายังบ้านพักของผู้กองหนุ่ม มองได้สักพักก็หัวเราะออกมาลั่นแล้วตบไหล่เพื่อนแรงๆ 

               “ว่างๆ ไปพบจิตแพทย์บ้างก็ดีนะ” ว่าแล้วก็เดินจากไปอีกคนทิ้งให้ผู้หมวดศิวะยังคงถือถุงขนมยืนอึ้งและงงงวยอยู่กับที่แบบนั้น คงเพราะไม่ได้ยินผู้กองพนาพูดจาล้อเล่นแบบนี้มานานเป็นปีเขาก็เลยอดแปลกใจไม่ได้ 

  

 

 

               ผู้กองพนาเดินขึ้นเขามาจนถึงบ้านพักของตัวเองที่อยู่ห่างออกมาจากฐานมากกว่าบ้านพักของเจ้าหน้าที่นายอื่นๆ ยิ่งเข้าใกล้บ้านพักมากเท่าไหร่หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นระรัว ทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจที่ได้กลับมาหาแก้วเจ้าจอม แต่อีกใจก็ต้องพยายามเตือนตัวเองว่าห้ามเขาคิดหรือรู้สึกอะไรกับเธอเป็นทั้งนั้น ที่พูดกับผู้หมวดศิวะไปเมื่อกี้นี้เขาก็แค่พูดไปเพื่อตัดความรำคาญ เขาไม่ได้รู้สึกอย่างที่พูดออกมาจริงๆ เขาไม่ได้รักคนมีเจ้าของแล้วซักหน่อย 

               เสียงจากในบ้านยังคงเงียบกริบราวกับไม่มีคนอยู่ จนเมื่อเขาเปิดประตูบ้านเข้าไป ภาพที่ผู้กองพนาเห็นตรงหน้าก็ทำให้หัวใจของเขาถึงกับไหววูบขึ้นมา จากที่คิดว่าแก้วเจ้าจอมอาจจะยังคงนอนซมด้วยพิษไข้ แต่ภาพที่เขาเห็นกลับเป็นภาพหญิงสาวกำลังนั่งกอดเข่าคู้อยู่ที่มุมผนังบ้านและเธอก็กำลังร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร แต่ทันทีที่เห็นเขาเธอก็รีบปาดน้ำตาออกแล้วลุกขึ้นวิ่งเข้ามากอดเขาแน่น ร่างบอบบางที่ยังอุ่นๆ ด้วยพิษไข้สั่นสะท้าน สองแขนเล็กๆ กอดเขาแน่นด้วยความหวาดกลัวและร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด 

               “พี่...พี่ไปไหนมา ฉันตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นใครเลย ฉันนึกว่าพี่จะทิ้งฉันไปแล้ว ฉันกลัว พี่อย่าทิ้งฉันไปไหนนะ ฉันไม่มีใคร ฉันจำอะไรไม่ได้ พี่อย่าทิ้งฉันนะ” แก้วเจ้าจอมขอร้อง ผู้กองพนาจึงรีบปิดประตูบ้านก่อนที่จะมีใครมาเห็นเธอเข้า จากนั้นจึงได้ก้มลงมาหาเธอแล้วเช็ดน้ำตาออกให้ 

               “ผมไม่ได้ทิ้งคุณ ผมก็เขียนโน้ตบอกคุณแล้วไงว่าผมต้องไปธุระ แล้วผมจะกลับมาหาคุณตอนเที่ยง” 

               “แต่นี่มันจะสี่โมงเย็นแล้วนะ” แก้วเจ้าจอมชี้ไปทางนาฬิกาตรงผนังบ้านแล้วจึงหันกลับมามองเขา “ฉันรอพี่ตั้งแต่เที่ยงแต่พี่ก็ไม่มา ฉันได้ยินเสียงคนเดินไปมาอยู่ข้างนอก ฉันกลัว ฉันคิดว่าพี่คงหลอกฉันแล้วทิ้งฉันไปแล้ว” นั่นสินะ เขาเองก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับงานที่ฐานจนลืมดูเวลาไป ไหนจะต้องเลือกซื้อข้าวของมาให้เธออีก ผิดนัดไปตั้งสี่ชั่วโมงจะไม่ให้เธอกังวลได้ยังไง 

               “ผมขอโทษนะ พอดีงานผมยุ่งนิดหน่อยจนลืมดูเวลา แต่ผมก็กลับมาแล้ว ผมสัญญาแล้วว่าจะคอยดูแลปกป้องคุณผมก็ต้องรักษาคำพูดสิ มานี่มา” เขาประคองแก้วเจ้าจอมไปนั่งลงที่ปลายเตียงแล้วปลดเป้ลงจากหลัง จากนั้นก็มองสำรวจไปรอบๆ บ้าน ร่องรอยเหมือนเธอจะเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาแล้ว แต่...อาหารกระป๋องทุกกระป๋องยังอยู่ครบ 

               “คุณยังไม่ได้กินข้าวหรอ แล้วยาล่ะกินรึยัง” แก้วเจ้าจอมส่ายหน้าตอบเขา เธอเฝ้ารอเขามาทั้งวันและกลัวว่าเขาจะทิ้งเธอไปเธอก็เลยไม่ทันได้ใส่ใจเรื่องปากท้องของตัวเอง 

               “ไม่ได้นะ ถ้าไม่กินข้าวกินปลาเลยแล้วคุณจะหายได้ยังไง” ผู้กองพนาว่าแล้วเดินไปหยิบข้าวกระป๋องกับไข่พะโล้กระป๋องมาพร้อมกับเปิดกระป๋องข้าวให้เธอด้วย 

               “กินข้าวกระป๋องก่อนนะ แล้วมื้อเย็นผมจะเอาของกินจากที่โรงครัวมาให้”  

               “พี่ป้อนฉันได้มั้ย” แก้วเจ้าจอมขอ เธออยากจะให้เขาป้อน อยากพยายามรื้อฟื้นความทรงจำของตัวเองว่าการที่ได้ใกล้ชิดกับเขามันจะทำให้เธอพอจดจำหรือคุ้นเคยอะไรขึ้นมาได้บ้างมั้ย เธอขยับเข้าไปหาเขาจนใกล้ชิดแล้วยื่นกระป๋องข้าวไปให้เพื่อให้เขาป้อนเธอ แม้ผู้กองพนาจะพยายามขยับหนีแต่เธอก็ยังขยับตามไปนั่งข้างๆ เขาอยู่ดี จนเขาอ่อนใจไม่ขยับหนีอีกแล้วจึงยอมป้อนข้าวเธอตามที่เธอขอ 

               แม้ข้าวมื้อนี้จะยังฝืดคออยู่บ้างเพราะพิษไข้ แต่ทุกๆ คำที่เขาป้อนมันก็ทำให้แก้วเจ้าจอมรู้สึกอุ่นใจที่มีเขาอยู่ข้างๆ ถึงเธอจะจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็รู้สึกคุ้นเคยกับเขา แววตาของเขาเหมือนเธอเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน กลิ่นกายของเขาเธอก็รู้สึกคุ้นจมูก เธอรู้สึกเหมือนกับมีสายสัมพันธ์อะไรบางอย่างผูกพันเธอและเขาเอาไว้ด้วยกัน ความรู้สึกที่ว่าเขาคือสามีของเธอเด่นชัดขึ้นจนไม่มีข้อสงสัยหรือกังขาใดๆ อีกแล้วทั้งนั้น แม้แต่บุคลิกท่าทางของเขาเธอก็รู้สึกคุ้นเคยราวกับคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาก่อนจนน้ำตาของเธอร่วงออกมาอีก 

               “ร้องไห้ทำไม...ปวดหัวอีกหรอ” 

               “ฉันจำพี่ได้...” 

               “จำได้...” ว่ายังไงนะ! เธอจำอะไรได้แล้วอย่างนั้นหรอ ถ้าเธอจำทุกอย่างได้งั้นก็หมายความว่าเธอกำลังจะจากเขาไป... 

               “ฉันจำพี่ได้ พี่คือสามีของฉันจริงๆ” แก้วเจ้าจอมขยับเข้าไปหาเขาแล้วกอดเขาอีก ยิ่งเธอกอดเขาเธอก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย เหมือนเธอเคยได้กอดเขาอย่างนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน “จะเรียกว่าจำได้ซะทีเดียวก็คงจะไม่ใช่ แต่ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับพี่มาก เหมือนฉันเคยได้กอดพี่แบบนี้ เหมือนฉันเคยได้ไออุ่นจากกายพี่ ฉันรู้สึกผูกพันกับพี่ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยหากว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน พี่คือสามีของฉันจริงๆ ด้วย” 

               ผู้กองพนาถึงกับถือกระป๋องข้าวค้าง หัวใจเต้นโครมครามเมื่อคิดว่าเธอจำทุกๆ อย่างได้แล้ว แต่นี่...มันจะเป็นไปได้ยังไงที่เธอจะมารู้สึกอะไรแบบนี้กับเขา เขากับเธอไม่เคยเป็นอะไรกัน ได้เจอกันก็แค่ผิวเผินเท่านั้น แค่เจอกันเมื่อปีก่อนก็ไม่น่าจะมารู้สึกผูกพันกันแบบนี้นี่ 

               “ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานฉันก็คงจะจำพี่ได้ จำได้ว่าเราเคยรักกันยังไง” 

               รัก...ไม่! รักไม่ได้! ผู้กองพนารีบผละแก้วเจ้าจอมออกจากตัวแล้วลุกขึ้นยืน เขาวางข้าวกระป๋องลงข้างๆ เธอแล้วถอยห่างออกจากเธออย่างพยายามต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่อยู่ภายในใจของเขา มันอึดอัดและทรมานไปหมดจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะหันมามองเธอ 

               “พี่...” 

               “ไม่ อย่าเรียกผมว่าพี่” 

               “ทำไมฉันถึงเรียกพี่ว่าพี่ไม่ได้ พี่เป็นสามีของฉันไม่ใช่หรอ” แก้วเจ้าจอมมองเขา “ฉันเป็นเมียของพี่ ตอนนี้พี่คือโลกทั้งใบของฉัน ชีวิตทั้งชีวิตของฉันมีเพียงแค่พี่ ฉันมีพี่เป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว...ฉันไม่มีใครอีกแล้ว ถ้าพี่ทิ้งฉันฉันก็ไม่รู้ว่าฉันควรจะเดินไปทางไหน...ทำไมพี่ถึงดูไม่ชอบฉันเลย เมื่อคืนนี้พี่ก็ไม่มานอนกับฉัน พี่ไม่กอดฉัน พี่แทบจะไม่มองหน้าฉันด้วยซ้ำ หรือว่าพี่หมดรักฉันแล้ว” แก้วเจ้าจอมเข้าใจผิดไปใหญ่โต คนความจำเสื่อมอย่างเธอจดจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่เขาบอกว่าเขาคือสามีของเธอ เธอก็จดจำเอาไว้เพียงเท่านี้และคิดว่าสามีภรรยากันควรจะสนิทสนมกันมากกว่านี้ แต่นี่...เขากลับทำตัวห่างเหินกับเธอเหลือเกิน 

               “...ที่ผมเข้าใกล้คุณไม่ได้ก็เพราะ...เพราะ...เราเลิกกันแล้ว ผมถึงบอกคุณไงว่าเราแค่เคยแต่งงานกัน” ผู้กองพนาคิดว่าหากบอกไปแบบนี้เธอจะยอมรักษาระยะห่างจากเขา แต่เขากลับไม่รู้เลยว่ายิ่งเขาพูดแบบนี้มันจะยิ่งทำให้เธอเจ็บปวด 

               “เลิก...งั้นก็หมายความว่าตอนนี้เราไม่ได้เป็นอะไรกันหรอ...แล้ว...แล้วเราเลิกกันได้ยังไง ทำไมเราถึงเลิกกัน ฉันทำอะไรผิดต่อพี่รึเปล่า” 

               “คือ...” แล้วผู้กองพนาก็กลับมานั่งลงที่ปลายเตียงกับเธออีกครั้งก่อนจะพยายามสร้างละครขึ้นมาเพื่อโกหกเธอ เขาเพียงแค่อยากช่วยเหลือและดูแลเธอ แต่ก็ไม่อยากให้เธอปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปกับเขาง่ายๆ แบบนี้ การบอกว่าเขากับเธอเลิกกันแล้วน่าจะเข้าท่าที่สุด 

               “เพราะผมต้องมาทำงานไกลบ้าน ผมกลัวว่าจะดูแลคุณได้ไม่ดีพอและงานของผมมันก็เสี่ยงมาก ผมกลัวว่าคุณจะเหนื่อยที่ต้องรอผม ผมก็เลยขอเลิกกับคุณเพื่อให้คุณไปเริ่มต้นชีวิตใหม่” เขาเอาเหตุผลที่เคยบอกเลิกอดีตคนรักเมื่อหลายปีก่อนมากล่าวอ้างกับเธอ หวังจะให้เธอเข้าใจแล้วยอมถอยห่างออกไปจากเขาเหมือนกับอดีตคนรัก แต่ทว่า... 

               “ไม่เป็นไรฉันรอพี่ได้ ตอนนี้ฉันก็มาอยู่ที่นี่กับพี่แล้วไง เราไม่ต้องอยู่ห่างไกลกันอีกแล้ว พี่ไม่ต้องดูแลฉันให้มากก็ได้ ถ้าฉันหายดีแล้วเดี๋ยวฉันจะดูแลพี่เอง ถ้างานของพี่มันเสี่ยงฉันก็จะเสี่ยงไปกับพี่ ฉันไม่เหนื่อยเลยถ้าจะต้องรอพี่ แต่ฉันกลัวโลกใบที่มันไม่มีพี่อยู่ด้วยต่างหาก พี่ให้โอกาสฉันนะ ฉันจะปรับปรุงตัวเอง ฉันจะเชื่อฟังพี่ พี่อย่าเลิกกับฉันเลย ฉันจะทำให้พี่กลับมารักฉันอีกให้ได้” 

               อะไรนะ! เหมือนว่าเรื่องทุกอย่างมันจะไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิด กับอดีตคนรักเธอเข้าใจเขาดีและยอมปล่อยมือจากเขาไปมีชีวิตใหม่ แต่กับแก้วเจ้าจอม... 

               “ฉันจะทำให้พี่กลับมารักฉันใหม่ให้ได้ ฉันจะไม่ยอมเลิกกับพี่ ฉันจะเป็นเมียของพี่ตลอดไป” 

               เวรแล้วไง! ผู้กองพนาคิดเมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ พยายามที่จะไม่ยอมรับความจริงว่าจริงๆ แล้ว...เขารู้สึกดีมากแค่ไหนที่ได้ยินเธอบอกแบบนี้ ยิ่งได้มองตาแป๋วๆ กับรอยยิ้มแสนซื่อของเธอเขาก็ยิ่งอ่อนใจแล้วเผลอยิ้มบางๆ ออกมา ยัยห้าวตัวแสบยามสิ้นฤทธิ์ จะว่าไปก็น่ารักอยู่ไม่น้อยแฮะ 

               “พี่ให้โอกาสฉันนะ เรากลับมารักกันอีกครั้งนะพี่” แก้วเจ้าจอมดึงเอามือของเขามากอดแล้วเอียงแก้มลงไปแนบ หยดน้ำตาของเธอทำให้เขาไม่กล้าผลักไสเธอออกห่าง พยายามคิดไปว่าเธอคงจะรู้สึกโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา เพราะเธอรู้จักเพียงแค่เขาเขาก็เลยเป็นโลกทั้งใบของเธอ แต่ถ้าหากเธอจำทุกอย่างได้...เธออาจจะเกลียดเขาที่เขามาฉวยโอกาสกับเธอแบบนี้ สามีแค่ในนามเท่านั้นคือสิ่งที่เขาเป็นได้ มันก็เหมือนกับการเก็บนกที่บาดเจ็บมาได้แล้วเขาก็เฝ้ารักษา แต่พอนกตัวนี้หายดีแล้ว เขาก็ควรจะปล่อยนกตัวนี้กลับคืนสู่ท้องฟ้าดังเดิม 

               ผู้กองพนาเลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้อีก เช่นเดียวกับที่พยายามรักษาระยะห่างกับเธอไม่ให้เผลอทำตามในสิ่งที่หัวใจของเขาต้องการ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากแต่เขาก็ต้องทำให้ได้ 

               “ที่ผมมาหาคุณช้า นอกจากจะติดเรื่องงานที่ฐานแล้วผมก็ไปหาซื้อเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวมาให้คุณด้วย คุณลองดูนะ ถ้าขาดเหลืออะไรแล้วผมจะหามาให้ใหม่” เขาบอกแก้วเจ้าจอมหลังจากที่ให้เธอกินยาลดไข้แล้วและรื้อข้าวของออกมาจากเป้ใบใหญ่ แก้วเจ้าจอมจึงตามมานั่งลงข้างๆ เขา ดูชุดเสื้อผ้าและข้าวของจำเป็นตรงหน้า 

               “ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” เธอหันมาถามเขาอีก “ทำไมถึงมีคนต้องการจะฆ่าฉัน” พอพูดถึงเรื่องนี้ ผู้กองพนาก็อดนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่ฐานไม่ได้ ไอ้พวกสารเลวนั่นมันยังพยายามตามหาเธออยู่ เขาเชื่อแน่ว่าหากเธอออกจากฐานไปเธอคงไม่อาจพ้นเงื้อมือของพวกมันไปได้ 

               “คุณพยายามมาตามหาผม แต่ระหว่างทางคุณน่าจะไปมีเรื่องกับพวกคนร้าย พวกมันคงไม่พอใจคุณมากเลยตามมาฆ่าคุณ แต่ผมมาเจอคุณเข้าซะก่อน” 

               “แล้วฉันไปมีเรื่องอะไรกับพวกเขา” 

               “นั่นสิ ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง ตอนนี้คุณความจำเสื่อมอยู่ ถ้าคุณหายเมื่อไหร่ผมก็คงจะต้องสอบปากคำจากคุณว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ แต่ตอนนี้ผมจะให้คุณอยู่ที่นี่ไปก่อน ข้างนอกมันอันตราย ถ้าพวกมันรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่พวกมันคงไม่ปล่อยคุณเอาไว้แล้วผมก็ไม่อยากจะไว้ใจใครทั้งนั้น ระหว่างที่อยู่ที่นี่ผมอยากให้คุณอยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกไปข้างนอกแล้วก็ห้ามให้ใครรู้ว่าคุณอยู่ที่นี่เด็ดขาดเข้าใจมั้ย” 

               “แล้วฉันจะได้เจอพี่ จะได้อยู่กับพี่ทุกวันรึเปล่า” 

               “ที่นี่คือที่ทำงานของผม ผมอยู่ที่นี่ประจำอยู่แล้ว แต่ก็มีบ้างที่จะต้องออกไปลาดตระเวนในป่า แต่ไปไม่นานก็จะกลับแล้ว” 

               “ขอแค่ฉันได้อยู่กับพี่ที่นี่ ไม่ว่าจะอะไรฉันยอมทั้งนั้น ฉันจะเชื่อฟังพี่ทุกอย่างเลยนะ” รอยยิ้มหวานๆ แย้มออกมาให้เขาพลางหยิบชุดตัวสวยขึ้นมาดู ชอบทุกชุดที่เขาซื้อมาให้ แม้แต่ชุดชั้นใน เครื่องสำอาง รองเท้าหรือแม้แต่ของใช้ส่วนตัวของผู้หญิงเขาก็ซื้อหามาให้เธอทั้งหมด 

               “พี่ เมื่อก่อนเราเรียกกันว่าอะไรหรอ ฉันแทนตัวเองว่าอะไรเวลาพูดกับพี่ อืม...แก้วเจ้าจอม...ฉันแทนตัวเองว่าแก้วรึเปล่า แล้วพี่ล่ะ ฉันเรียกพี่ว่าพี่พนาใช่มั้ย” 

               “แล้วแต่คุณจะเรียกละกัน” 

“งั้น...เป็นแก้วกับพี่พนานะคะจะได้ดูสนิทสนมเหมือนกับสามีภรรยากัน แก้ว...เป็นเมียของพี่พนา แล้วแก้วก็จะอยู่กับพี่พนาไปตลอดเลย” เธอยิ้มหวานบอกเขา ในขณะที่ผู้กองพนากลับยิ่งหัวใจเต้นแรง รู้สึกดีกับความสัมพันธ์จอมปลอมจึงเผลอยิ้มตอบเธอ อดคิดต่อในใจไม่ได้ว่าหากเธอยังโสดและไม่มีเจ้าของก็คงจะดีสินะเขาจะได้รักเธออย่างไม่ต้องรู้สึกผิด 

  

 

 

               หลังจากจัดข้าวของที่ซื้อมาเรียบร้อยแล้วแก้วเจ้าจอมก็ไปอาบน้ำแล้วเปลี่ยนชุดใหม่เป็นเสื้อผ้าที่เขาซื้อมาให้ กระโปรงผ้ามุ้งสีขาวยาวจรดข้อเท้า ยามที่เธอเดินหรือขยับตัวกระโปรงก็จะพลิ้วไหวไปมา ส่วนเสื้อเป็นเสื้อผ้าลินินคอจีนแขนกุดสีชมพูอ่อนทำให้ผู้ที่สวมใส่ดูสวยหวานหยดย้อยจนผู้กองพนาได้แต่อึ้งตะลึงงัน พอเธอกลับมาแต่งตัวดีๆ แล้วสวยจนเขาแทบไม่อาจจะละสายตาหนีจากเธอได้ เธอทั้งดูสวยหวานและบอบบางน่าทะนุถนอน แววตาที่เศร้าหมองกลับมาดูสดใสเมื่อยามมองเขา แม้จะไม่ต้องแต่งแต้มเครื่องสำอางใดๆ แต่ริมฝีปากของเธอก็เรื่อสีสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ขนตายาวงอน คิ้วเข้มเล็กๆ ผิวกายก็ขาวผุดผ่องไปทั้งร่างและที่สำคัญ กลิ่นกายของเธอหอมละมุนราวกับดอกไม้หอมยามแรกแย้ม เขาว่าเขาคิดถูกแล้วที่ซื้อชุดพวกนี้มาให้เธอ กระโปรงแบบที่เธอสวมอยู่นี้เขาเลือกซื้อเฉพาะที่เป็นสีขาวมาเกือบทั้งหมด มีสีชมพูอ่อนกับฟ้าอ่อนแค่อย่างละตัวเท่านั้น ยิ่งเธอแต่งชุดสีขาวแบบนี้แล้วยิ่งสวยราวกับเป็นนางไม้จริงๆ นางไม้ตัวน้อยแสนสวย  

               “พี่พนา” แก้วเจ้าจอมเดินเข้ามาหาแล้วโบกมือไปมาตรงหน้าเขาเมื่อเขาดูเหมือนคนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่พอเขาก้มลงมามองเธอ เธอก็ยิ้มหวานให้เขาอย่างน่ารัก ดวงตากลมโตหวานสวยมองเขาอย่างใสซื่อและซุกซน 

               “แก้วสวยหรอคะ มองตาค้างเลย ตกหลุมรักเมียตัวเองอีกรอบแล้วล่ะสิ” นิ้วเล็กๆ ยื่นมาจิ้มที่แก้มของเขาทำเอาผู้กองพนาต้องรีบถอยห่างออกจากเธอ พยายามควบคุมการหายใจของตัวเองให้เป็นปกติแล้วหันไปหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋า มันคือปิ่นปักผมไม้ที่ตรงปลายมีระย้ารูปดอกแก้วเจ้าจอมซึ่งเขาบังเอิญไปเจอตอนเดินซื้อของให้กับเธอ และคิดว่ามันดูเหมาะสมกับเธอไม่น้อย 

               “ผมลืมซื้อที่รัดผมมาน่ะใช้อันนี้แทนน่าจะได้นะเพราะว่าผมคุณยาวมาก” 

               “ลืมยางรัดผมเลยซื้อปิ่นปักผมมาแทนเนี่ยนะคะ” 

               “ก็...” เขาแค่บังเอิญไปเจอเลยซื้อมาให้ ใครจะไปนึกถึงยางรัดผมออกกัน 

               แก้วเจ้าจอมรับปิ่นปักผมมาจากเขาแล้วสำรวจดูปิ่นแสนสวยอย่างถูกใจก่อนที่เธอจะขยับตัวนั่งหันหลังให้เขาพร้อมกับส่งปิ่นให้ 

               “ปักปิ่นให้แก้วหน่อยสิคะ” เพราะความรู้สึกคุ้นเคยยามได้ใกล้ชิดกับเขาทำให้แก้วเจ้าจอมชอบและอุ่นใจจึงได้หาเรื่องแนบชิดกับเขาอีก 

               “ผมปักไม่เป็น” 

               “พี่พนาไม่เคยปักปิ่นให้แก้วหรอคะ” 

               “ไม่เคย” 

               “ว้า งั้น...แก้วทำให้ดูนะคะแล้วต่อไปพี่พนาค่อยปักปิ่นให้แก้วนะ” แล้วเธอก็จัดการรวบผมที่ยาวสลวยมาครึ่งศีรษะแล้วปักปิ่นลงไปอย่างสวยงามก่อนจะหันมาทางเขา 

               “ต่อไปแก้วจะให้พี่พนาปักปิ่นให้ทุกวันเลย” ยิ่งปักปิ่นแล้วเธอก็ยิ่งดูสวยจนผู้กองพนาเผลอพยักหน้ารับอย่างไม่รู้ตัว อีกใจเขาก็อดรู้สึกสงสารเธอไม่ได้ เพราะจำอะไรไม่ได้เธอถึงได้ยึดเขาเป็นที่พึ่ง แม่นางไม้น้อย...ถ้าเกิดเธอตกไปอยู่ในมือของคนเลวคนชั่วป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้าง พวกมันจะรู้จักเมตตาสงสารในความใสซื่อของเธอรึเปล่า ยิ่งนึกก็ยิ่งน่าใจหายหากว่าเขาไม่ได้มาเจอเธอเข้าป่านนี้เธอคง...เขาไม่อยากจะคิดเลย 

               “อยู่ที่นี่ให้สุขกายสบายใจนะ ผมสัญญาว่าจะไม่ให้ใครมาทำอันตรายคุณได้ ผมจะปกป้องคุณให้ดีที่สุด” เขายื่นมือไปลูบศีรษะของเธอเบาๆ แก้วเจ้าจอมจึงพยักหน้ายิ้มรับแล้วขยับเข้าไปกอดเขา 

               “ขอบคุณนะคะ พี่พนา” เธอหลับตาลงซุกอกของเขาอย่างอุ่นใจ มีความสุขจนหัวใจดวงน้อยๆ หวั่นไหว เขาดีกับเธอมาก ห่วงใยเธอและไม่คุกคามเธอเลย ยิ่งเขาเป็นแบบนี้เธอก็ยิ่งมั่นใจในตัวเขา เชื่อใจเขาทุกอย่าง 

               “พี่พนา...แก้วมีเรื่องจะถาม สร้อยเส้นนี้กับแหวนวงนี้มันหมายความว่ายังไง นี่ไม่ใช่แหวนของพี่พนาใช่มั้ย” เมื่อเพิ่งจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แก้วเจ้าจอมก็ชี้มาที่สร้อยคอและแหวนญาติที่นิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง สร้อยที่คอมีข้อความอ่านว่า นางไม้น้อยของพ่อ ให้เดาเธอคิดว่านี่น่าจะเป็นสร้อยที่พ่อให้เธอมา แต่ว่าแหวนที่นิ้ว...มันไม่ใช่แหวนแต่งงานแน่ๆ 

               “สร้อยคอคงเป็นพ่อของคุณให้มา ส่วนแหวน...นี่เป็นแหวนญาติของทหารเรือ” 

               “แต่พี่พนาเป็นตำรวจไม่ใช่หรอ หรือว่า...แก้วทำผิดต่อพี่พนาจริงๆ” ต้องใช่แน่ๆ เขามาทำงานตั้งไกลถึงที่นี่ เธออาจจะรอเขาไม่ไหวเลยปันใจให้คนอื่นแล้วพอเขาจับได้ก็เลยขอเลิกกับเธอ ทั้งๆ ที่เธอทำไม่ดีกับเขาแต่เขาก็ยังคอยดูแลเธอ... 

               “แก้วทำผิดต่อพี่พนาใช่มั้ยคะ เราเลิกกันเพราะเหตุผลนี้ใช่มั้ย” คราวนี้เธอเขย่าแขนของเขาไปมา หากว่าเธอทำผิดจริงเธอก็เลวมาก สามีมาทำงานอย่างยากลำบากแต่เธอ... 

               “งั้นแก้วไม่ใส่แหวนวงนี้แล้ว เจ้าของแหวนวงนี้จะเป็นใครก็ช่างแก้วไม่สน” 

               “ไม่ อย่านะ!” ผู้กองพนารีบห้ามเธอเอาไว้เมื่อเห็นว่าแก้วเจ้าจอมกำลังจะถอดแหวนทิ้ง เขาก็ไม่รู้หรอกว่าเจ้าของแหวนวงนี้เป็นใคร เขารู้แค่ว่าเจ้าของแหวนวงนี้ต้องมีความสำคัญกับเธอมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมใส่แหวนของเขา 

               “ผมอยากให้คุณใส่แหวนวงนี้เอาไว้ เขาอาจจะเป็นคนสำคัญของคุณ...” 

               “ไม่ คนสำคัญของแก้วมีเพียงแค่พี่พนา แก้วเป็นเมียพี่นะแล้วทำไมพี่ถึงอยากจะให้แก้วใส่แหวนของคนอื่น ทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าแก้วหยามพี่น่ะสิ” ว่าแล้วเธอก็ถอดแหวนญาติออกจากนิ้วแล้วปาทิ้งไปที่ผนังบ้าน ผู้กองพนาจึงรีบลุกไปเก็บแหวนญาติวงนี้ขึ้นมาก่อนจะหันมามองทางเธอ อยากบอกเธอใจแทบขาดว่าเขากับเธอไม่ได้เป็นอะไรกันเลย แล้วถ้าเจ้าของแหวนวงนี้มารู้เข้าว่าเธอถอดแหวนของเขาทิ้ง เขาจะเสียใจมากแค่ไหน ลำพังแค่เธอหายตัวมาเจ้าของแหวนวงนี้ก็คงจะเสียใจมากอยู่แล้ว 

               “ถ้าคุณไม่อยากใส่แหวนวงนี้...ผมจะเก็บเอาไว้ให้ แล้วถ้าคุณอยากได้แหวนวงนี้คืนเมื่อไหร่ ค่อยมาเอาคืนจากผม ส่วนสร้อยคอของคุณ คุณสวมติดตัวเอาไว้เถอะเพราะสร้อยเส้นนี้พ่อของคุณเป็นคนให้มา ตอนนี้คุณความจำเสื่อมอยู่ คุณอาจจะยังจำอะไรไม่ได้ผมไม่อยากให้คุณรีบตัดสินอะไรทั้งนั้น ไม่แน่หากว่าคุณจำทุกอย่างได้แล้ว อาจมีใครคนอื่นที่คุณรักมากกว่าผม สำคัญมากกว่าผม ดีไม่ดีคุณอาจจะลืมผมจนเหมือนเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ได้” 

               “ไม่จริง...แก้วจะไม่ลืมพี่พนา แก้วจะลืมพี่พนาได้ยังไง ไม่เอานะ แก้วไม่อยากลืม” แก้วเจ้าจอมรู้สึกใจหายเมื่อคิดตามที่เขาพูด เธอจะลืมเขาอย่างนั้นหรอ ลืมสามี ลืมคนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ ลืมคนที่เสี่ยงชีวิตปกป้องเธอ ตั้งแต่วันที่เธอฟื้นขึ้นมาแล้วจำอะไรไม่ได้เธอก็มีเพียงแค่เขาที่อยู่ข้างกายและคอยดูแลเธอ ถ้าเธอลืมเขาได้ลงคอเธอก็เป็นคนที่แย่ที่สุดแล้ว 

               “พี่พนา” เธอลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปกอดเขา กลัวเหลือเกินว่าเธอจะลืมเลือนเขาไป แค่คิดว่าเธอต้องลืมเขาเธอก็เจ็บปวดนักแล้ว “แก้วจะไม่ลืมพี่พนานะ จะไม่ลืมเด็ดขาด ต่อให้ตายแก้วก็จะไม่ลืม” เธอยิ่งกอดเขาแน่นขึ้นกว่าเดิมราวกับกลัวว่าเขาจะหนีหาย แต่ผู้กองพนากลับยิ่งเจ็บปวดกับความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในใจขณะนี้ อยากรักแต่ก็รักไม่ได้ทั้งๆ ที่เธอปล่อยหัวใจมาให้เขาถึงขนาดนี้ สองแขนแกร่งค่อยๆ ยกขึ้นมาก่อนจะกอดเธอตอบเป็นครั้งแรก และยิ่งได้กอดเขาก็ยิ่งไม่อยากจะคลายอ้อมแขนไปไหน อำนาจมืดในจิตใจของเขามันอยากให้เธอความจำเสื่อมแบบนี้ไปตลอด เขาอยากเป็นพี่พนาของเธอ อยากเป็นโลกทั้งใบของเธอ อยากเป็นสามีของเธอจริงๆ แล้วหากเป็นเช่นนั้นเขาจะทั้งรักทั้งดูแลเธอให้ดีที่สุด จะทำทุกๆ อย่างเพื่อเธอ ทำให้เธอมีความสุขเหนือใครๆ 

               “ไม่เอานะ แก้วไม่ร้องไห้นะ...พี่ก็อยู่นี่แล้วไง พี่อยู่กับแก้วแล้ว” เขาก้มลงมาบอกเธอแล้วช่วยปาดน้ำตาออกให้ เขาชอบตอนที่เธอยิ้มหวาน ดวงตาเป็นประกายสดใสมากกว่าตอนที่ร้องไห้แบบนี้ สรรพนามเรียกขานที่สนิทชิดเชื้อกันมากขึ้นยิ่งทำให้อำนาจมืดในจิตใจครอบงำจนเขาอยากจะเป็นเจ้าของเธอจริงๆ มือที่หยาบกระด้างไล้ที่แก้มของเธออย่างแผ่วเบา ยิ่งได้ใกล้ชิดก็ยิ่งอยากแนบสนิทให้มากกว่านี้ ปลายนิ้วของเขาค่อยๆ แตะไล้ลงมาที่ริมฝีปากแดงระเรื่อ ความนุ่มและหอมหวานที่เขาไม่เคยลืมเลือน แล้วยิ่งเขาโน้มใบหน้าลงไปหาเธอ เธอก็ไม่ได้ถอยหนีแต่ยินยอมพร้อมใจที่จะรับจุมพิตนี้จากเขา ความใกล้ชิดทำให้รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของกันและกัน แล้วในจังหวะที่เขากำลังจะได้ลิ้มชิมความหอมหวานจากเธอ เสียงเคาะประตูหน้าบ้านก็ดังขึ้นเสียก่อน 

               ก๊อกๆๆ 

               “ผู้กองครับ ผู้กอง!” เสียงผู้หมวดศิวะดึงสติของเขากลับมาทั้งหมด ผู้กองพนาที่เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอทำอะไรลงไปรีบผละหนีออกจากแก้วเจ้าจอมในทันทีแล้วรีบดึงเอาเธอเข้าไปซ่อนในห้องน้ำ จากนั้นก็เก็บข้าวของสำหรับผู้หญิงไปยัดใส่ตู้เสื้อผ้าให้หมดแล้วจึงออกไปเปิดประตูบ้านให้กับผู้หมวดหนุ่ม อยากจะขอบคุณผู้หมวดศิวะเหลือเกินที่เข้ามาเตือนสติเขาเอาไว้ 

               “มีอะไรหรอหมวด” 

               “คือ...” ผู้หมวดศิวะทำหน้านิ่วเมื่อเขารู้สึกว่าได้กลิ่นของอะไรบางอย่าง ในบ้านและที่ตัวของผู้กองพนามีกลิ่นหอมหวานๆ แปลกๆ กลิ่นแบบที่ไม่ใช่กลิ่นของน้ำหอม แต่มันเป็นกลิ่นของดอกไม้สดที่หอมจนสดชื่นเลยล่ะ 

               “ผู้กองไปคลุกดงดอกไม้ที่ไหนมาหรอครับ ทำไมถึงมีกลิ่นหอมติดตัวแบบนี้” เอ่ยถามแล้วก็ต้องชะงัก ขนเริ่มลุกซู่ ยิ่งยามเย็นแบบนี้ กลางป่าแบบนี้ยิ่งทำให้เขานึกถึงในสิ่งที่ผู้กองพนาบอกว่ามีเมียเป็นนางไม้ หรือว่า... 

               “ผู้กองครับ ขออนุญาตนะครับ” ว่าจบผู้หมวดศิวะก็ดึงสร้อยพระเกจิฯ ชื่อดังออกมาจากคอตัวเอง พอยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัวแล้วก็รีบคล้องให้กับผู้กองพนาในทันที ในขณะที่คนถูกคล้องสร้อยพระได้แต่ทำหน้างงๆ ใส่ 

               “ทำอะไรของหมวด” 

               “เออ...เพื่อความสบายใจของผมน่ะครับ เดี๋ยวก่อนอาบน้ำผมจะเอาน้ำมนต์มาให้ผู้กองผสมน้ำอาบด้วยนะครับ แม่ผมไปบูชามาให้จากวัดดังเลยนะ” 

               “นี่! ผมไม่ได้ถูกผีเข้านะ” 

               “กันไว้ดีกว่าแก้นะครับผู้กอง ยิ่งอยู่กลางป่ากลางเขาแบบนี้ เกิดผู้กองต้องมนต์นางไม้ ถูกนางไม้จับไปทำผัวก็แย่เอาน่ะสิ” พอได้ยินแบบนี้ผู้กองพนาก็หัวเราะออกมาลั่นทันที นี่ผู้หมวดศิวะคงเชื่อจริงๆ สินะว่าเขามีเมียเป็นนางไม้ถึงได้คิดเป็นตุเป็นตะไปแบบนี้ แต่จะว่าไปเมื่อกี้นี้เขาก็รู้สึกเหมือนกับต้องมนต์เหมือนกัน อยู่ใกล้เธอแล้วเขาควบคุมตัวเองยากเหลือเกิน คนอะไร น้ำหอมก็ไม่ได้ทาแต่กลิ่นตัวกลับหอมฟุ้งอย่างกับดอกไม้ 

               “นั่นไง! ผู้กองมีอาการแปลกๆ จริงๆ ด้วย” ตั้งแต่คราวที่สูญเสียน้องชายไปผู้กองของเขาก็ไม่เคยยิ้ม ไม่เคยหัวเราะอีกเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้กองผีดิบของเขาหัวเราะออกมาลั่นป่าแบบนี้ เห็นทีงานนี้คงต้องเอาน้ำมนต์ผสมน้ำให้กินเพิ่มด้วย 

               “พอแล้วๆ เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ที่หมวดมาตามผมนี่มีเรื่องอะไรรึเปล่า” ผู้กองพนาเปลี่ยนเรื่องแล้วถอดสร้อยพระคืนให้ผู้หมวดศิวะไป อยากรู้ว่าผู้หมวดศิวะมีเรื่องอะไร ทำไมถึงได้มาดึงสติของเขาได้ถูกจังหวะ ถูกเวลาแบบนี้ 

               “ก็มาตามผู้กองไปกินข้าวเย็นไงครับ นี่จะหกโมงเย็นแล้วแต่ผู้กองก็ยังไม่ลงไปที่โรงครัว หมวดเทพเขาเห็นผู้กองไม่ลงไปซักทีเลยเป็นห่วงก็เลยให้ผมมาตามนี่แหละ” อ้อ! นี่จะหกโมงเย็นแล้วหรอ เขาก็ลืมดูเวลาไปสนิทเลย 

               “โอเค เดี๋ยวผมตามไป หมวดล่วงหน้าไปก่อนเถอะ” พอผู้กองพนาบอกให้เขากลับไปที่โรงครัวก่อน ผู้หมวดศิวะก็เลยแอบชะเง้อมองเข้าไปในบ้านพัก พยายามมองหาสิ่งแปลกปลอมแต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไร สิ่งเดียวที่แปลกไปก็คือทั้งบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่ใช่จากน้ำหอมแน่ๆ มันเหมือนกับมีคนเอาต้นดอกไม้หอมเข้าไปไว้ในบ้านเลย 

               “งั้น...ผู้กองรีบตามมานะครับ” เมื่อไม่เห็นสิ่งผิดสังเกตผู้หมวดศิวะก็ยอมถอย แต่ในจังหวะที่เขากำลังเดินกลับไปที่ฐานนั้นผู้กองพนาก็อดแกล้งเขาไม่ได้จึงได้ร้องตามหลังไปว่า 

               “เดินลงไปดีๆ นะหมวด ระวังมีนางไม้เกาะหลังตามไปด้วย” เท่านั้นแหละ พอได้ยินแบบนี้เข้าผู้หมวดศิวะก็รีบวิ่งกลับไปที่ฐานแบบไม่คิดชีวิตทันทีโดยมีผู้กองพนายืนหัวเราะตามหลังที่แกล้งอีกฝ่ายได้ จนเมื่อผู้หมวดศิวะลับสายตาไปแล้วเขาถึงเพิ่งได้รู้สึกตัวขึ้นมา...นี่เขา...กลับมาหัวเราะได้อีกครั้งตั้งแต่เมื่อไหร่กัน วันนี้เขาทั้งยิ้ม ทั้งหัวเราะแล้วก็หลอกแกล้งผู้หมวดศิวะไป อะไรที่ทำให้เขากลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งกันนะ... 

  

********************************************************* 

จากที่แทนตัวเองว่า ผม ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็น พี่ แล้วเด้อ ที่บอกว่าจะไม่แตะต้องน่ะ อดใจไหวแน่หรอผู้กอง มนต์นางไม้แรงนะจะบอกให้ พ่อรันโดนมาแล้ว 555 

ส่วนผู้หมวดศิวะ ขอให้ผีมาเกาะหลังจริงๆ ค่ะ ข้อหาขัดจังหวะการร่ายมนต์ของนางไม้ ชริ! 

******************************************** 

เจอกันตอนหน้าเด้อ วันนี้มาเร็ว เอ็นดูไรท์หน่อยยยยย 

ความคิดเห็น