facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 5.ตามหา

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 25.4k

ความคิดเห็น : 95

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2563 13:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
5.ตามหา
แบบอักษร

5.ตามหา 

  

               รุ่งเช้าผู้กองพนารีบแต่งตัวออกจากบ้านพักทันทีก่อนที่แก้วเจ้าจอมจะตื่น พอเดินออกมาจากบ้านพักแล้วเขาก็หยุดอยู่ที่ระเบียงบ้าน ร่างสูงยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเอง พยายามที่จะไม่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ หลังจากที่ปลอบแก้วเจ้าจอมจนเธอหยุดร้องไห้แล้วเธอก็เอาแต่จับมือของเขาเอาไว้แน่น ด้วยความหวาดกลัวทำให้เธอไม่ยอมอยู่ห่างจากเขาจนเขาไม่สามารถออกมานอนนอกบ้านได้ เขาให้เธอนอนบนเตียงของเขาแล้วเขาก็ลงมานอนที่พื้น แต่พอเขากำลังจะเคลิ้มหลับเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้วแก้วเจ้าจอมก็ตามลงมานอนข้างๆ เขาแล้วจับมือของเขาเอาไว้แน่น เขาอ่อนใจที่จะผลักไสเธอแล้ว และเขาก็เหนื่อยจนไม่อยากจะขยับตัวก็เลยปล่อยให้เธอนอนจับมือของเขาต่อไป เพียงแค่เขาบอกว่าเขาเป็นสามีของเธอ เธอก็ไว้เนื้อเชื่อใจ เชื่อเขาในทุกๆ คำพูด เธอเชื่อว่าเธอเป็นเมียของเขาจริงๆ ซึ่งเขาคิดว่าหากเขาเลวกว่านี้แล้วล่วงเกินอะไรเธอไปเธอก็คงจะยอมเขาอย่างง่ายดาย หึ! แต่ติดตรงที่เขายังไม่เลวพอที่จะทำแบบนั้นได้น่ะสิ ผู้หญิงสวยออกขนาดนี้มานอนจับมือเขาทั้งคืนแต่เขาก็ไม่แม้แต่จะหันไปมองหรือสนใจ ใครรู้เข้าคงได้หัวเราะเยาะและมอบคำว่า ไอ้โง่ ใส่หน้าเขาเต็มๆ ก็เขาบอกเธอแล้วไงว่าถ้าเธออยู่กับเขาแล้วเธอจะปลอดภัย แม้ว่าตอนนี้เธอจะจำอะไรไม่ได้และเข้าใจว่าเขาคือสามีของเธอจริงๆ แต่เขาก็จะต้องรักษาความปลอดภัยให้กับเธอในทุกๆ อย่าง เธอจากบ้านมายังไงเธอก็ควรจะได้กลับบ้านไปแบบนั้น ทุกวันนี้ผู้คนก็เกลียดตำรวจกันมากแล้ว มองว่าตำรวจนั้นเลวอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้...แล้วเขาจะทำตัวให้เลวอย่างที่ใครๆ ว่าได้อย่างไร 

               ผู้กองพนายืนสงบจิตสงบใจอยู่ที่ระเบียงบ้านได้สักพักก็เดินกลับเข้าไปในบ้านใหม่แล้วเขียนโน้ตเอาไว้ให้กับแก้วเจ้าจอมเพื่อบอกว่าเช้านี้เขาจะออกไปธุระ แล้วจะรีบกลับมาหาในตอนเที่ยงและสั่งห้ามไม่ให้เธอออกไปจากบ้านหรือห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าเธออยู่ที่นี่ พอเขียนโน้ตวางเอาไว้ให้เธอที่โต๊ะข้างหัวเตียงเสร็จเขาก็หันมาจัดเตรียมของกินไว้ให้เธอ ซึ่งเป็นของกินง่ายๆ อย่างข้าวกระป๋อง ปลากระป๋อง แกงกระป๋องและน้ำดื่ม พร้อมกันนั้นก็ยังจัดเตรียมยาไว้ให้เธอด้วยก่อนจะเดินออกจากบ้านพักมาแล้วกลับไปที่ฐาน ค่อยยังชั่วที่ตอนนี้เธอไข้ลดลงมาแล้ว คาดว่าหากกินยาหมดหม้อก็คงจะอาการดีขึ้น 

               “อรุณสวัสดิ์ครับผู้กอง” ผู้หมวดศิวะที่กำลังยืนตรวจแถวเหล่าลูกน้องอยู่หน้าเสาธงเอ่ยทักพร้อมกับวันทยาหัตถ์ให้ “เห็นดาบดำรงบอกว่าเมื่อคืนนี้ผู้กองไม่สบายเลยไปต้นยากินที่โรงครัว ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วใช่มั้ยครับ หน้าตาดูสดใสขึ้นเชียว” สดใสกว่าทุกๆ วันเสียด้วย ถ้ายาต้มหม้อนั้นมันจะสรรพคุณดีจนผู้กองผีดิบของเขากลับมาเป็นผู้เป็นคนได้เหมือนเดิมล่ะก็ หม้อจิ้มจุ่มดินเผาหม้อนั้นเขายอมสละให้เลย 

               “ดีขึ้นแล้วล่ะ เดี๋ยวผมจะหาหม้อจิ้มจุ่มมาคืนหมวดแล้วกันนะ” 

               “โอ๊ย ไม่ต้องหรอกครับ ขอแค่ผู้กองสุขภาพกายใจกลับมาแข็งแรงดี หม้อจิ้มจุ่มใบนั้นผมยกให้เลย เดี๋ยวผมให้ที่บ้านส่งมาให้ใหม่ก็ได้” เพราะที่บ้านของเขาทำธุระกิจเครื่องปั้นดินเผา กับแค่หม้อจิ้มจุ่มดินเผาแค่ใบเดียวเขาหามาใหม่ได้สบายๆ อยู่แล้ว 

               “ขอบใจหมวดมากนะ อ้อ! แล้วเรื่องคดีค้ามนุษย์เมื่อวันก่อนนั่นล่ะตามไปถึงไหนแล้ว แล้วก็เรื่องการปะทะกันที่ด้านหลังเขาใกล้ๆ กับฐานของเรานี่อีกล่ะ ผู้หมวดเผ่าเทพอยู่มั้ย” ผู้กองพนามองหาลูกน้องคนสนิทอีกคนเพราะเห็นว่าผู้หมวดศิวะยังต้องทำหน้าที่ตรวจแถวเหล่าลูกน้องอยู่ ซึ่งหน้าที่นี้เขามอบหมายให้ผู้หมวดศิวะเป็นคนจัดการ ฐานของเขาไม่ใช่ฐานที่ใหญ่โตอะไรมาก เป็นเพียงฐานเล็กๆ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ผู้นำฐานหลักๆ นอกจากเขาแล้วก็มีผู้หมวดศิวะกับผู้หมวดเผ่าเทพ ลูกน้องคู่ใจของเขารวมอยู่ด้วย แต่ถึงแม้ฐานของเขาจะเป็นฐานเล็กๆ แต่ก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าฐานใหญ่ๆ บางฐานเสียอีก 

               “อยู่ที่ตึกอำนวยการครับ เห็นว่าเตรียมเรื่องจะรายงานผู้กองอยู่พอดีเลย” 

               “โอเค งั้นเดี๋ยวผมไปคุยเรื่องนี้กับผู้หมวดเผ่าเทพเอง ส่วนทางนี้ก็...ดูแลกันดีๆ ล่ะ” ผู้กองพนาตบไหล่ผู้หมวดศิวะเบาๆ เป็นการให้กำลังใจเนื่องจากทุกๆ เช้าหลังตรวจแถวที่หน้าเสาธงเสร็จผู้หมวดศิวะจะต้องนำกำลังลูกน้องจากกองร้อยรบพิเศษพลร่มออกไป รปภ. คุณครู จากที่บ้านไปยังโรงเรียน และในตอนเย็นก็จะไปรับคุณครูจากโรงเรียนกลับบ้านด้วย ส่วนเรื่องการอยู่ รปภ. ประจำที่โรงเรียนจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ตชด. อีกหน่วย ซึ่งกองร้อยรบพิเศษพลร่มของผู้กองพนามีหน้าที่เพียงแค่ รปภ. ไปกลับเท่านั้น ในภารกิจการ รปภ. คุณครูจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มขับรถจักรยานยนต์ขนาดหนึ่งร้อยห้าสิบซีซีประกบหน้าหลังรถของคุณครู ซึ่งรถจักรยานยนต์หนึ่งคันจะประกอบไปด้วยคนขับและคนซ้อนท้าย โดยคนซ้อนท้ายนี้จะเป็นผู้รับหน้าที่ต่อสู้กับคนร้ายหากเกิดการปะทะขึ้น สาเหตุที่ต้องใช้จักรยานยนต์ในการออกทำภารกิจนั้นก็เพราะจักรยานยนต์มีความคล่องตัวมาก สามารถเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายได้ง่ายโดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นภูเขา นอกจากนั้นยังเป็นเป้าโจมตีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับรถยนต์ ก่อนที่จะมีการ รปภ. คุณครูไปยังโรงเรียนหรือกลับบ้าน ก็จะมีเจ้าหน้าที่ ตชด.อีกหน่วยทำการออกสำรวจเส้นทางเสียก่อนเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าเส้นทางที่จะ รปภ. คุณครูนั้นปลอดภัย ไม่ได้มีการขุนหลุมฝังระเบิดเอาไว้ เมื่อเคลียร์เส้นทางเสร็จก็จะเป็นหน้าที่ของทีม รปภ. คุณครูจากกองร้อยรบพิเศษพลร่ม ขับจักรยานยนต์ประกบรถของคุณครูไปยังเป้าหมาย โดยตลอดเส้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ ตชด. เฝ้าประจำอยู่ตามจุดต่างๆ สองข้างถนนไปจนถึงจุดหมาย เรียกได้ว่าทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มและเจ้าหน้าที่ ตชด. ต่างก็พร้อมใจเอาตัวเองเป็นเกราะปกป้องครู ผู้เป็นแม่พิมพ์ของชาติจากเหล่าผู้ก่อการร้ายอย่างแท้จริง เมื่อตอนที่ย้ายมาประจำการที่นี่ใหม่ๆ หน้าที่การนำลูกน้องออกไป รปภ. คุณครูจะเป็นของผู้กองพนา แต่เนื่องจากฐานขนาดเล็กแห่งนี้มีภารกิจมากมายที่ต้องทำ ผู้กองพนาจึงให้ผู้หมวดศิวะเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน ส่วนเขา เขาจะเน้นภารกิจออกลาดตระเวนตามพื้นที่ป่ามากกว่าเพราะพื้นที่ป่านี้เป็นแหล่งกบดานชั้นยอดของเหล่าผู้ก่อการร้าย 

               เมื่อแยกออกมาจากผู้หมวดศิวะ ผู้กองพนาก็ตรงไปยังอาคารอำนวยการซึ่งผู้หมวดเผ่าเทพกำลังรอเขาอยู่แล้ว พอเห็นผู้กองพนาเดินเข้ามาในอาคารผู้หมวดหนุ่มก็รีบยืนตรงแล้วยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์ 

               “อรุณสวัสดิ์ครับผู้กอง ได้ข่าวว่าไม่สบาย ตอนนี้โอเคแล้วใช่มั้ยครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพถาม แต่พอมองสีหน้าของผู้บังคับบัญชาตัวเองก็พอจะได้คำตอบแล้ว เช้าวันนี้ผู้กองของเขาดูหน้าตาสดใสผิดหูผิดตาแฮะ สดใสจนดูไม่เหมือนคนป่วยเลย สงสัยยาต้มที่ดาบดำรงบอกมันจะดีจริงๆ ดูสิ หน้าตาอย่างกับวัยรุ่นมีรักครั้งแรกอย่างไรอย่างนั้นเลย 

               “โอเคแล้ว ขอบใจที่เป็นห่วง เรื่องคดีค้ามนุษย์เป็นยังไงบ้างหมวด” เขาอยากจะรู้เรื่องนี้ที่สุด อยากรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ 

               “พวกนี้มันน่าจะเส้นใหญ่อยู่ไม่น้อยครับผู้กอง หลังเกิดเหตุขึ้นที่ยะลา แล้วในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการจับขบวนการค้ามนุษย์ได้อีกสองที่ ทั้งที่นครพนมแล้วก็แม่ฮ่องสอน ซึ่งสองที่สุดท้ายนี้คล้ายกับจงใจจะให้เกิดขึ้นเลยครับ เหมือนพวกคนร้ายมันกำลังหาทางตบตาใครบางคนอยู่” ผู้หมวดเผ่าเทพส่งแฟ้มรายงานให้ 

               “ส่วนคดีที่เกิดขึ้นที่นี่...น่าเสียดายครับที่ไม่มีใครตามรถของคนร้ายได้ทัน คาดว่าตอนนี้ผู้หญิงทั้งหมดที่ถูกจับมาคงถูกพาออกนอกประเทศแล้ว” คำรายงานของผู้หมวดเผ่าเทพทำให้ผู้กองพนาถึงกับหัวใจกระตุกวูบขึ้นมาแล้วนึกถึงแก้วเจ้าจอม เขารู้ชะตาของหญิงสาวที่ถูกจับมาดีว่าหากถูกพาออกนอกประเทศไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอ นรกบนโลกมนุษย์นั้นมีจริง ถ้าแก้วเจ้าจอมถูกจับไปทั้งๆ ที่ความจำเสื่อมอยู่แบบนี้...ไม่ เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง ขอบคุณเหลือเกิน อะไรก็ตามที่ทำให้เธอรอดมาได้ แม่นางไม้แสนสวย เขาจะดูแลปกป้องเธอให้ดีที่สุดเลย 

               “แล้วคดีเมื่อวานนี้ล่ะ ที่มีเหตุเกิดขึ้นใกล้ๆ กับฐานของเรา” 

               “ตำรวจในท้องที่ก็ยังบอกว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งของวัยรุ่นอยู่ครับผู้กอง เฮ้อ!” ผู้หมวดเผ่าเทพถอนหายใจ “คนที่ตายในรถน่ะมีเรื่องกับวัยรุ่นด้วยกันหลายกลุ่ม ขนาดผมบอกว่าปืนที่ใช้เป็นอาวุธสงคราม ไม่น่าจะเป็นเรื่องของวัยรุ่นธรรมดาๆ ตำรวจพวกนั้นก็ไม่เชื่อครับ สงสัยคงอยากปิดคดีไวๆ” เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสงสัย ผู้กองพนามั่นใจว่าคนที่ตามเล่นงานแก้วเจ้าจอมนั้นเป็นพวกคนในเครื่องแบบนี่แหละ เป็นตำรวจด้วย แล้วจากที่เขาได้ยินพวกคนร้ายพูดกันในป่าเมื่อวันก่อนมันก็ชี้ชัดแล้วแน่ๆ ว่าคดีค้ามนุษย์มีเจ้าหน้าที่แอบทำชั่วสนับสนุนพวกมันด้วย เรื่องนี้เขาจะไว้ใจเชื่อใจใครไม่ได้เด็ดขาด นอกจากลูกน้องของเขา พอพ้นฐานออกไปก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเป็นพวกของพวกมันอีกบ้าง ทางที่ดีเขาควรหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน 

               “หมวดรู้มั้ย นอกจากหมวด ผู้หมวดศิวะแล้วก็ทุกๆ คนในฐาน ตอนนี้ผมไม่ไว้ใจใครเลยทั้งนั้น” 

               “ทำไมล่ะครับผู้กอง หรือว่า...ผู้กองทราบอะไรมา” ผู้กองพนาไม่เคยแสดงความวิตกแบบนี้มาก่อน การที่เขาพูดแบบนี้ออกมานั่นย่อมแปลว่าเขาต้องไปรู้เรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลมาแน่ๆ 

               “วันก่อนหลังจากที่ผมแยกออกมาจากทีมผมบังเอิญเจอพวกคนร้ายค้ามนุษย์พวกนั้น พวกมันย้อนกลับมาเพื่อเก็บกวาดหลักฐาน น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้เข้าไปจัดการพวกมัน แต่สิ่งที่พวกมันพูดคุยกันมันก็ทำให้ผมรู้ว่าหนึ่งในพวกมันนั้นเป็นตำรวจเหมือนกันกับเรา แล้วในพื้นที่แถบนี้ก็มีเจ้าหน้าที่บางส่วนคอยให้การสนับสนุนพวกมันด้วย จากที่หมวดรายงานผมมาพวกมันก็คงจะเส้นใหญ่จริงๆ และน่าจะมีกันอยู่ทั่วประเทศไม่อย่างนั้นคงไม่ก่อเหตุขึ้นที่นครพนมกับแม่ฮ่องสอนได้หรอก ผมไม่รู้ว่ายังมีใครที่เป็นพวกของพวกมันอีก เอาเป็นว่าตอนนี้พวกเราอย่าเพิ่งไว้ใจใครทั้งนั้น ฐานของพวกเราอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่สุด และพวกเราก็เป็นกลุ่มแรกที่เจอกับคนร้ายในวันเกิดเหตุด้วย บางทีอาจมีคนเพ่งเล็งพวกเราอยู่ ต่อไปนี้ห้ามให้บุคคลภายนอกเข้ามาในฐานเด็ดขาดจนกว่าผมจะอนุญาต ไม่ว่าจะใหญ่โตคับฟ้ามากแค่ไหนก็ห้ามเข้ามาในฐานของผมเด็ดขาด หมวดช่วยนำคำสั่งของผมไปแจ้งกับทุกคนด้วยนะ” 

               “ครับผู้กอง” ผู้หมวดเผ่าเทพยกมือวันทยาหัตถ์รับคำสั่ง แต่เขาก็ยังมีเรื่องสงสัยอยู่ 

               “ที่ผู้กองบอกว่าฐานของเราอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุนั้น...ใช่เรื่องคดีวัยรุ่นมีเรื่องกันเมื่อวานนี้รึเปล่าครับ” 

               “ใช่ ก็ตามที่หมวดสงสัยนั่นแหละ นั่นไม่ใช่คดีวัยรุ่นมีเรื่องกับเฉยๆ แต่มันมีอะไรอื่นมากกว่านั้นซึ่งตอนนี้ผมยังบอกหมวดไม่ได้ ผมขอสืบอะไรให้แน่ใจก่อนแล้วผมจะเล่าให้หมวดฟังเอง” แม้จะยังมีเรื่องสงสัยอีกหลายอย่างแต่ผู้หมวดเผ่าเทพก็ไม่ได้ซักถามอะไรออกมาอีก เขาติดตามผู้กองพนามานานนับตั้งแต่เรียนจบนายร้อยตำรวจจนมาเป็นตำรวจพลร่ม ผู้กองพนาคือรุ่นพี่ที่เขาเคารพนับถือและยึดเอาเป็นแบบอย่าง ความซื่อสัตย์ในหน้าที่และความไม่ยอมให้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องยิ่งทำให้เขาศรัทธาในตัวรุ่นพี่คนนี้ ผู้ที่ทำงานหนักและยอมเสี่ยงตายทุกอย่าง มีผลงานมากมายแต่ผู้ใหญ่ก็ไม่เคยมองเห็นเพราะนามสกุลไม่ได้ใหญ่โต แต่ถึงกระนั้นผู้กองพนาก็ไม่เคยสนใจเรื่องยศหรือตำแหน่ง สิ่งเดียวที่เขาสนก็คือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ผู้หมวดเผ่าเทพเชื่อว่าผู้กองพนาคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างถึงทำให้ไม่สามารถเล่าเรื่องทุกอย่างให้เขาฟังได้ แต่เขาก็เชื่อตามที่ผู้กองพนาบอกว่าหากถึงเวลาแล้วผู้กองก็คงจะบอกเรื่องที่ว่านี้กับเขาเอง เพราะทั้งผู้กอง เขาแล้วก็ผู้หมวดศิวะนั้นต่างก็ไม่เคยมีความลับต่อกันเลยแม้แต่น้อย 

                 

 

 

               ผู้หมวดเผ่าเทพทำตามที่ผู้กองพนาบอก นั่นก็คือถ่ายทอดคำสั่งของผู้กองพนาไปแจ้งให้ทุกคนในฐานทราบกันว่านับแต่นี้เป็นต้นไปห้ามให้บุคคลภายนอกเข้ามาในฐานเด็ดขาดหากผู้กองพนาไม่อนุญาตด้วยตัวเอง พร้อมทั้งยังเพิ่งกำลังคุ้มกันฐานให้แน่นหนา ด้วยเพราะทุกคนเชื่อมั่นและเชื่อใจในตัวของผู้กองพนามาก เมื่อคำสั่งใดเป็นของผู้กองทุกคนในฐานก็จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนนั้นมักถูกลอบโจมตีอยู่เสมอ แต่นับตั้งแต่ที่มีผู้กองพนาเข้ามาดูแลที่นี่ ฐานแห่งนี้ก็สามารถต้านรับการโจมตีได้เป็นอย่างดีและดีกว่าฐานอื่นๆ ด้วย เรียกได้ว่าถึงจะเป็นเพียงฐานเล็กๆ แต่ก็เล็กพริกขี้หนูยากที่ใครจะเข้ามาก่อกวนได้ง่ายๆ  

               หลังจากที่เคลียร์งานในฐานเรียบร้อยแล้วผู้กองพนาก็ขับรถออกไปจากฐานเพียงลำพังในช่วงสายเมื่อมีเรื่องต้องจัดการต่อ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ทีม รปภ. คุณครูของผู้หมวดศิวะกลับมาถึงฐานกันพอดีและปลอดภัยกันทุกนายด้วย 

               “ผู้กองออกไปไหน เมื่อกี้นี้ขับรถสวนกันอยู่” ผู้หมวดศิวะเดินถือปืนเข้ามาถามผู้เป็นเพื่อน ในขณะที่ลูกน้องในทีม รปภ.คุณครูกำลังเอารถจักรยานยนต์จำนวนสิบกว่าคันไปจอดที่โรงรถ 

               “เห็นว่ามีธุระที่อำเภอใกล้ๆ กันนี่แหละ พื้นที่เสี่ยงซะด้วย จะขอตามไปเป็นเพื่อนผู้กองก็ไม่ให้ไป บอกแต่ว่าให้เฝ้าฐานให้ดีๆ” ผู้หมวดศิวะพยักหน้ารับแล้วมองออกไปยังด้านหน้าฐานที่ตนเพิ่งเข้ามา ถึงฐานแห่งนี้จะอยู่ท่ามกลางผืนป่า แต่ที่ด้านหน้าฐานก็มีถนนลาดยางเส้นเล็กๆ ที่นานๆ ครั้งจะมีรถแล่นผ่าน ดังนั้นพวกเขาก็เลยตั้งด่านรักษาความปลอดภัยเพิ่มที่ถนนเส้นนี้ด้วย และด้วยความที่ฐานตั้งอยู่บนที่สูง จากจุดนี้เลยทำให้สามารถมองเห็นถนนลาดยางเบื้องล่างได้ทั้งหมด เห็นจนรู้ว่าลูกน้องที่อยู่ด่านตรวจตอนนี้กำลังทำอะไรกันอยู่ 

               “แล้วผู้กองสั่งอะไรไว้อีกรึเปล่า” ผู้หมวดศิวะหันกลับมาถามผู้หมวดเผ่าเทพพลางใช้ลิ้นเขี่ยอมยิ้มในปากไปมาจนอีกฝ่ายได้แต่มองอย่างรำคาญ 

               “เลิกอมอมยิ้มเวลาคุยงานได้มั้ย เห็นแล้วมันน่ารำคาญ นี่ถ้าผู้กองมาเห็นเข้าอีกคนได้โดนสั่งซ่อมแน่” 

               “อ้าว ก็ตอนนี้ผู้กองไม่อยู่นี่” ว่าแล้วก็ดึงเอาอมยิ้มรสผลไม้ในเสื้อเกราะกันกระสุนออกมาสี่ห้าไม้แล้วยื่นให้ผู้เป็นเพื่อนที่เรียนจบรุ่นเดียวกันมา “จะอมบ้างมั้ยล่ะ เนี่ย ไปไถเด็กที่โรงเรียนมา” 

               “เป็นตำรวจยังไงไปไถขนมเด็ก” ผู้หมวดเผ่าเทพว่าเข้าให้ ตั้งแต่หม้อจิ้มจุ่มยันอมยิ้มของเด็ก เขาล่ะยอมใจกับอีกฝ่ายจริงๆ 

               “เอาน่า เจ๊าๆ กันไป ทีเด็กๆ ที่โรงเรียนยังพากันไถขนมผมเลย วันนี้ผมก็เลยไถอมยิ้มคืนบ้าง ไถต่อหน้าคุณครูด้วยนะ แน่มั้ยล่ะ” ถามกลับอย่างภูมิใจที่ไถขนมเด็กมาได้แล้วก็แกะอมยิ้มอีกไม้ไปอมอย่างเอร็ดอร่อย ผู้หมวดเผ่าเทพเลยส่ายหน้าให้ซ้ำ แต่ก็เข้าใจในความรักเด็กของผู้หมวดศิวะแหละ ถึงจะเป็นตำรวจแต่งชุดอาวุธครบมือแบบนี้แต่จิตใจของเขานั้นอ่อนโยนมาก รักเด็กอย่างกับนางงาม ไป รปภ. คุณครูก็มักจะพกขนมไปแจกเด็กๆ ด้วยเสมอทำให้เด็กๆ ที่โรงเรียนติดเขามาก แล้วเด็กๆ ที่โรงเรียนก็ชอบให้ผู้หมวดศิวะไป รปภ. คุณครูมากกว่าผู้กองพนาเสียอีก เพราะรายนั้นเข้ากับเด็กไม่ค่อยได้ แค่เด็กเห็นหน้าดุๆ ของผู้กองก็พากันวิ่งหนีแล้ว ผิดกับผู้หมวดศิวะที่หอบขนมไปหาจนเด็กๆ วิ่งเข้าใส่จนได้เป็นขวัญใจของเด็กๆ ด้วยเหตุนี้ผู้กองพนาเลยมอบหน้าที่นี้ให้กับเขา 

               “ผู้กองสั่งเอาไว้ว่าต่อไปห้ามให้คนนอกเข้ามาในฐานจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากผู้กองโดยตรง ตอนนี้มีเรื่องไม่น่าไว้ใจเกิดขึ้น ที่ผู้กองออกไปข้างนอกก็คงจะเพราะเรื่องนี้ ไว้ให้ทุกอย่างลงตัวก่อนแล้วผู้กองจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น” 

               “เกี่ยวกับเรื่องค้ามนุษย์แล้วก็เรื่องเมื่อวานนี้ใช่มั้ย” 

               “อืม ผู้กองบอกว่าเรื่องนี้มีเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นตอนนี้ผู้กองเลยไม่ไว้ใจใครถึงได้สั่งห้ามไงว่าห้ามให้คนนอกเข้ามาที่ฐาน” 

               “ต่อให้ใหญ่ระดับ ผบ.ตร. ก็ห้ามเข้ามาใช่มั้ย” 

               “ใช่” 

               “แสดงว่าเรื่องใหญ่จริง” ผู้หมวดศิวะสรุปแล้วแกะอดยิ้มมาอมพร้อมๆ กันทั้งสามไม้ขณะมองออกไปยังด้านหน้าฐานอีกครั้งก่อนจะหลิ่วตามองรถคันหนึ่งที่กำลังตรงมาทางนี้ ไม่คุ้นตาเลยสักนิดเดียวกับรถคันที่ว่านี้ 

               “ท่าทางจะมีแขกรายแรกให้ได้ปฏิเสธไม่ให้เข้ามาในฐานซะแล้วสิ” เขาว่าก่อนจะเดินนำผู้หมวดเผ่าเทพลงไปยังด้านหน้าทางเข้าฐานพร้อมกับอาวุธปืนประจำกาย 

  

 

 

               ทันทีที่รู้ว่าจุดสุดท้ายที่ติดต่อแก้วเจ้าจอมได้คือพื้นที่อำเภอบันนังสตา ผบ.กรันณ์ก็นำทุกๆ คนออกตามหาลูกสาวกันในทันที และไม่เพียงแต่พื้นที่อำเภอบันนังสตาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยโดยจะแบ่งกลุ่มกันตามหาไปตามหน่วย กรม กองและฐานปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดในพื้นที่ ทั้งทหารราบ ทหารพราน ทหารนาวิกโยธินและแม้แต่ทหารอากาศตามที่โก้ เด็กหนุ่มผู้เคราะห์ได้บอกในคราวที่ติดต่อกันเมื่อวานว่ามีทหารนายหนึ่งช่วยแก้วเจ้าจอมเอาไว้ 

               “ผมใจไม่ดีเลยครับคุณอา ไม่มีใครเจอพี่ไนเปอร์เลย” อรินพูดขึ้นกับผู้พันเอกพล หรือคุณอาเอกี้ ผู้บังคับกองพันแห่งกรมทหารพรานที่ 46 ระหว่างที่กระจายกำลังกันตามหาแก้วเจ้าจอม ซึ่งอรินนั้นออกมาตามหากับเอกพลแค่สองคน แต่จากการโทรติดต่อไปหาคนอื่นๆ ที่กำลังกระจายกันออกตามหาแก้วเจ้าจอมอยู่นั้น ทุกคนต่างก็บอกว่ายังไม่เจอเธอเลย 

               “เอาน่า ใจเย็นๆ ก่อน อะไรกัน เพิ่งตามหาได้ที่เดียวก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปสิ” เอกพลว่า เพราะก่อนหน้านี้เขากับอรินไปตามหาแก้วเจ้าจอมอยู่ที่กรมทหารพรานที่ 49 อำเภอศรีสาครในจังหวัดนราธิวาส แต่ทุกคนที่กรมทหารพรานที่ 49 ต่างก็บอกว่าไม่เคยเห็นแก้วเจ้าจอมมาก่อน เอกพลจึงพาอรินขับรถข้ามจังหวัดมาที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลาเพื่อจะตามหาในพื้นที่นี้ต่อ ซึ่ง ผบ.กรันณ์ ราชาวดีและรองคีรินทร์ตามหาอยู่ที่อำเภอนี้ก่อนแล้ว ส่วนผู้กองกรินทร์กับผู้หมวดศิขรินนั้นตามหาอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ผู้กองกวินทร์ตามหาอยู่ที่จังหวัดนราธิวาสร่วมกับผู้การนที ผู้การกรมทหารพรานที่ 46 

               “ก็กำลังใจผมมันมีน้อยนี่ครับ ทั้งพวกพี่ซีลที่ปัตตานี พี่เรนเจอร์ที่นราธิวาสไหนจะพวกคุณลุงคุณป้าที่อยู่ที่นี่อีก ตอนนี้ยังไม่มีใครได้เบาะแสพี่ไนเปอร์เลย หรือว่า...ป่านนี้พี่ไนเปอร์อาจจะ...” เอกพลที่ขับรถอยู่หันมามองหน้าหลานชายก็เห็นว่าอรินกำลังน้ำตาคลอด้วยความเป็นห่วงพี่สาว เขารู้จักหลานๆ มาตั้งแต่เด็กและเห็นมาโดยตลอดว่าอรินติดแก้วเจ้าจอมมากแค่ไหน ตอนเด็กๆ ก็ตามตื้อแต่พี่สาว พอโตเป็นหนุ่มก็ยังตามไปเรียนหมอด้วย ตามมาเป็นหมอตำรวจที่หน่วยตำรวจตระเวนชายแดนที่เดียวกันอีก ความรักที่อรินมีต่อแก้วเจ้าจอมมันบริสุทธิ์เสมือนความรักของพี่น้องร่วมอุทรเดียวกันเลยก็ว่าได้ 

               “อาเชื่อว่ายังไงซะไนเปอร์ก็จะยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดีด้วย ยัยนางไม้จิ๋วนางเป็นคนดวงแข็งไม่ต่างจากพ่อของนาง อาเชื่อว่ายังไงซะนางก็ต้องรอด เอาน่าทำใจดีๆ เอาไว้ก่อน ถ้าวันนี้ไม่เจอ วันหน้าก็ต้องเจอแหละ” เขาให้กำลังใจหลานก่อนจะชะลอรถเมื่อเจอเข้ากับด่านตรวจตรงหน้า ซึ่งเป็นด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่ม ไม่ไกลกันนั้นที่ภูเขาลูกที่ติดกับถนนก็เป็นที่ตั้งของฐานปฏิบัติการตำรวจพลร่มจากค่ายนเรศวรด้วย เอกพลพอรู้มาว่าที่นี่เป็นเพียงฐานปฏิบัติการเล็กๆ แต่มีผู้นำฐานที่ทั้งเก่งแล้วก็แกร่งมากๆ เป็นฐานที่เหล่าผู้ก่อการร้ายไม่เคยโจมตีได้มาก่อนเมื่อเทียบกับฐานปฏิบัติการอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงกัน และที่สำคัญฐานแห่งนี้ก็อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุเมื่อวานนี้ด้วย เมื่อวานนี้เกิดเหตุรถของชายวัยรุ่นคนหนึ่งถูกลอบโจมตีจนเขาเสียชีวิต จากการสอบถามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าเป็นมีเรื่องของวัยรุ่นทั่วไป แต่ ผบ.กรันณ์กลับไม่คิดแบบนี้ ผบ.กรันณ์เชื่อว่าวัยรุ่นที่เสียชีวิตนั้นคงเป็นเด็กหนุ่มที่รับสายโทรศัพท์จากรองคีรินทร์เมื่อวานนี้ เป็นคนสุดท้ายที่ให้เบาะแสเรื่องของแก้วเจ้าจอมกับพวกเขา 

               “สวัสดีครับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มที่จุดตรวจกล่าวทักเมื่อเอกพลลดกระจกรถลง แล้วพอเงยหน้าขึ้นไปเห็นนายตำรวจรูปหล่อ ผู้พันแห่งกรมทหารพรานก็แทบจะน้ำลายยืดตามประสาคนเป็นชายแค่ร่างกายแต่หัวใจนั้นเป็นคุณแม่จนอรินต้องส่ายหน้าให้ 

               “คุณอาครับ สำรวมอาการหน่อย เดี๋ยวผมก็ฟ้องคุณอาเดม่อนหรอก” อรินว่าหน่ายๆ แล้วลดกระจกรถฝั่งตัวเองลงก่อนจะยื่นบัตรข้าราชการของตนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มอีกนายตรวจ ส่วนคุณอาเดม่อนที่เขาพูดถึงนี้ก็คือคนรักของเอกพลที่คบกันมาหลายปีมาก คบกันมาตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กจนตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว แต่ความรักของคุณอาทั้งสองก็ยังคงหวานชื่นไม่เสื่อมคลาย 

               “แหม ก็อาหารตานิดหนึ่ง” เอกพลตอบหลานก่อนจะหันมายิ้มหวานให้กับนายตำรวจที่กำลังตรวจบัตรข้าราชการของเขาอยู่ แต่ด้วยยศและตำแหน่งที่สูงไม่ใช่เล่นก็ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจไม่กล้าเสียมารยาทด้วย ยิ่งชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ข้างคนขับเป็นหมอ และเป็นหมอตำรวจของหน่วยตำรวจตระเวนชายแดนด้วยก็ยิ่งนับว่าเป็นพวกเดียวกัน 

               “ผมขออนุญาตเข้าไปที่ฐานได้มั้ยครับ ผมมีธุระต้องการพบกับผู้บังคับกองร้อยประจำฐานนี้” นอกจากจะได้ข่าวว่าผู้กองของฐานปฏิบัติการแห่งนี้เก่งมากแล้ว เอกพลก็ยังได้ยินมาด้วยว่าเขาหล่อมาก หล่อจนสาวๆ ตามกรี๊ดกันเลยทีเดียว แต่เป็นคนหล่อที่ไม่ค่อยชอบออกสื่อ ผลงานด้านการปฏิบัติงานของเขามีตั้งมากมายแต่เขาก็ไม่เคยคิดจะเอาหน้าหรือเสนอหน้าเอาความดีความชอบแต่อย่างใด แต่เขากลับยกเอาความดีความชอบทั้งหมดไปให้บรรดาลูกน้องแทน คนดีชอบปิดทองหลังพระแบบนี้นั้นนับว่าหายาก หากมีโอกาสได้เจอกันก็คงจะดีไม่น้อย เขาจะได้อาศัยถามเรื่องของแก้วเจ้าจอมที่นี่ด้วย 

               “วันนี้ผู้กองไม่อยู่ครับ เพิ่งขับรถออกไปข้างนอกเมื่อก่อนหน้านี้เอง” เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ด่านบอก อรินจึงหันมาสะกิดเอกพล 

               “คุณอา ผมว่าเราอย่ามาเสียเวลาที่นี่เลย รีบไปรวมตัวกับพวกคุณลุงคุณป้าเถอะ ที่นี่เป็นฐานของตำรวจนะ แต่คนที่เขาช่วยพี่ไนเปอร์เอาไว้เป็นทหาร ผมไม่อยากมาเสียเวลาที่นี่หรอก” 

               “เอาน่า ถึงจะไม่เจอแต่เราก็ฝากให้พวกเขาช่วยตามเรื่องให้ได้นี่ อย่าลืมนะว่าที่นี่อยู่ใกล้ที่ๆ เราได้เบาะแสมากที่สุด” เอกพลบอกแล้วหยิบภาพของแก้วเจ้าจอมมายื่นให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ด่านดู 

               “โทษทีนะครับคุณตำรวจ ผมมาตามหาหลานสาว ไม่ทราบว่าพวกคุณตำรวจเคยเห็นผู้หญิงคนนี้รึเปล่า” ทันทีที่เห็นภาพของแก้วเจ้าจอม เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายก็มามุงดูเพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือผู้พันเอกพล แต่ถึงหญิงสาวในภาพจะหน้าตาสวยมากแค่ไหนนั้นแต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นเธอมาก่อนอยู่ดี 

               “ไม่เคยเห็นเลยครับผู้พัน” 

               “งั้น...ถ้าผู้กองไม่อยู่ผมขอเจอกับคนที่ใหญ่รองลงมาจากผู้กองได้มั้ยครับ” เอกพลเองก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะเคยเห็นแก้วเจ้าจอมหรอก แต่อย่างไรเสียเขาก็ยังอยากจะฝากเรื่องเอาไว้ที่นี่ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่นี่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ ซึ่งพอเขาบอกว่าขอพบกับคนที่ใหญ่รองลงมาจากผู้กองของฐานแห่งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ด่านก็บอกว่าตอนนี้ผู้หมวดทั้งสองซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของผู้กองอยู่ที่ฐานพอดี ถ้ามีเรื่องสำคัญอะไรให้คุยกับผู้หมวดทั้งสองแทนก็ได้เพราะเดี๋ยวผู้หมวดทั้งสองก็จะไปรายงานเรื่องนี้ให้ผู้กองทราบต่ออยู่ดี 

               ด้วยเหตุนี้เอกพลจึงขับรถออกจากด่านตรงไปยังทางเข้าของฐานปฏิบัติการตำรวจพลร่มในทันที ซึ่งสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยกระสอบทราย ล้อรถ ลวดหนามและสแลนผืนใหญ่ที่กางกั้นเอาไว้เป็นแนวยาวและสูงเพื่อป้องกันการถูกลอบยิงด้วย M79 นับว่าเป็นการปกป้องฐานที่ดูรัดกุมและแน่นหนามากๆ แล้วรอบๆ ฐานก็มีเจ้าหน้าที่ประจำการคอยตรวจตราความเรียบร้อยอยู่แทบทุกจุด แม้อรินจะไม่เห็นด้วยกับการต้องมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ แต่คุณอาเอกพลของเขานั้นก็เป็นคนเก่งมีฝีมือและมีประสบการณ์ในพื้นที่มาเยอะ อะไรก็ตามที่คุณอาแนะนำมันย่อมมีเหตุผลมาสนับสนุนเสมอ 

               “อ้าว” เอกพลว่าเมื่อมาถึงประตูทางเข้าฐานปฏิบัติการแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เฝ้าอยู่ที่ป้อมด้านหน้ากลับไม่ยอมเปิดประตูให้รถของเขาขับเข้าไปในฐาน ไม่ให้เข้าไม่พอ ตอนนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสองนายกำลังเดินลงมาจากเขา มีอาวุธปืนครบมือพร้อมเสื้อเกราะกันกระสุน นี่มันอะไรกันล่ะเนี่ย 

               “เขาไม่ต้อนรับเรารึยังไง อรินลงไปคุยซิ เป็นตชด. พวกเดียวกัน น่าจะคุยภาษาเดียวกันรู้เรื่องนะ” เอกพลบอกหลานแล้วมองไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายที่เดินเข้ามาหาด้วยตาเป็นประกายเพราะความหล่อมันกระแทกตาเข้าให้อย่างจัง 

               “ใครมา” ผู้หมวดเผ่าเทพถามลูกน้องที่ป้อมทางเข้าฐาน ส่วนผู้หมวดศิวะก็เดินเข้าไปสำรวจคันดังกล่าวอย่างไม่ไว้ใจ 

               “คนในรถคนหนึ่งเป็นผู้พันทหารพรานครับ ส่วนอีกคนเป็นหมอตำรวจตระเวนชายแดน พวกเขามาขอพบผู้กอง” 

               พบผู้กอง...แต่ถ้าผู้กองไม่อยู่ก็แปลว่ามาพบเขากับผู้หมวดศิวะสินะ ผู้หมวดเผ่าเทพคิดก่อนจะเดินเข้าไปที่รถคันดังกล่าวบ้าง ซึ่งตอนนี้ได้มีชายคนหนึ่งเดินลงมาจากรถแล้ว ชายหนุ่มคนนี้อายุน่าจะประมาณยี่สิบต้นๆ ส่วนหุ่นและรูปร่างนั้นดูบึกบึนแข็งแรงเหมือนพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร 

               “มาติดต่อเรื่องอะไรครับ” ผู้หมวดศิวะถามแล้วมองอีกฝ่ายอย่างสำรวจ ก่อนจะหันมาทางเอกพลด้วยอีกคนเมื่อเห็นว่าคราวนี้ชายที่เดินลงมาจากรถนั้นแลดูมีอายุและสุขุมมาก 

               “เรามาตามหาคนครับ ว่าจะขอพบผู้กองของที่นี่หน่อยแต่เหมือนว่าผู้กองจะไม่อยู่” อรินตอบขึ้นมาพร้อมกับแสดงบัตรประจำตัวของเขาให้ผู้หมวดศิวะดูว่าเขาเองก็เป็นตำรวจตระเวนชายแดนเหมือนกัน 

               “ร้อยตำรวจตรีนายแพทย์อรินทราช...” ชื่ออย่างกับหลักสูตรหน่วยรบ ผู้หมวดศิวะคิดก่อนจะมองอีกฝ่ายอีกครั้ง หน้าตาละอ่อนเหมือนโอปป้าเกาหลี ถ้าเดินสวนทางกันกลางตลาดนี่ดูไม่ออกเลยนะเนี่ยว่าเป็นตำรวจตระเวนชายแดนเหมือนกัน 

               “ใช่ครับ ตอนนี้ผู้กองไม่อยู่ที่ฐาน ถ้ามีอะไรล่ะก็ฝากเรื่องเอาไว้กับพวกผมก่อนก็ได้ ไว้ผู้กองกลับมาแล้วผมจะรายงานให้ผู้กองทราบอีกที” ผู้หมวดศิวะตอบแล้วคืนบัตรให้ 

               “ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอเข้าไปรอผู้กองในฐานได้รึเปล่า” เอกพลถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ดูจากยศตรงปกคอเสื้อคาดว่าผู้หมวดสองนายนี้คงจะเป็นคนที่ใหญ่ลองลงมาจากผู้กองของที่นี่และเป็นลูกน้องคนสนิทของเขา แหม แค่ลูกน้องก็ยังหล่อขนาดนี้ ไม่รู้ว่าตัวผู้กองนั้นจะหล่อขนาดไหน 

               “ไม่ได้ครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพตอบแล้วนึกถึงเรื่องที่ผู้กองพนาบอกเขาเมื่อเช้านี้ ทั้งคดีค้ามนุษย์และคดีวัยรุ่นถูกลอบฆ่าใกล้ๆ กันกับฐานของพวกเขานั้นผู้กองบอกว่าทั้งสองคดีมีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งแอบให้การสนับสนุนอยู่จนผู้กองของเขาไม่สามารถไว้ใจใครได้ บางทีผู้พันทหารพรานกับหมอตำรวจสองนายนี้อาจจะเป็นหนึ่งในคนร้ายที่ต้องการเข้ามาสืบอะไรเกี่ยวกับฐานของพวกเขาก็เป็นได้ ยิ่งผู้กองบอกว่าคนร้ายในคดีค้ามนุษย์นั้นเป็นตำรวจด้วยเขาก็ยิ่งต้องระวังแขกทั้งสองรายนี้เอาไว้ก่อน 

               “ผู้กองสั่งเอาไว้ว่าห้ามให้บุคคลภายนอกเข้าไปในฐานเด็ดขาด เว้นเสียแต่ผู้กองจะเป็นคนอนุญาตเอง ต้องขอโทษด้วยนะครับผู้พัน คุณหมอ ที่พวกผมไม่สามารถให้พวกคุณเข้าไปในฐานของพวกเราได้” คำปฏิเสธทำให้เอกพลถึงกับชักสีหน้าอย่างไม่พอใจทันทีจนเผลอทำท่าสาวแตกออกมา มันอะไรกันล่ะเนี่ยผู้หมวดสองคนนี้ แค่ขอเข้าไปรอพบผู้กองในฐานหน่อยก็ไม่ได้ อะไรมันจะหวงฐานขนาดนั้น ทีฐานอื่นๆ เขายังไม่เห็นจะหวงแบบนี้เลย อีกอย่างเขาก็เป็นถึงผู้พันแห่งกรมทหารพรานที่ 46 นะ ใช่โจรผู้ร้ายเสียที่ไหนเดี๋ยวแม่ก็ไล่จับทำผัวให้หายเซ็งซะเลย คนยิ่งเป็นห่วงหลานอยู่ 

               “ไม่เข้าไปก็ได้” พอเห็นท่าทีตุ้งติ้งของอีกฝ่าย ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะต่างก็รีบพากันถอยหนีคนละก้าว ก็ดูสายตาที่ผู้พันคนนี้มองมาทางพวกเขาสิ อย่างกับเสือเห็นเหยื่องั้นแหละ 

               “คุณอาครับ ผมว่าเรากลับกันเถอะ ที่นี่เหมือนพวกเขาจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะ ที่ที่เราต้องไปคือหน่วยของทหารนะครับ ไม่ใช่ตำรวจ” อรินเห็นท่าทางไม่รับแขกของอีกฝ่ายแล้วก็ไม่อยากจะเสียเวลาด้วย พี่ไนเปอร์ของเขาคงจะไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก แค่ฐานตำรวจเล็กๆ ถึงแม้ว่าจะเป็นตำรวจพลร่มรบพิเศษกันก็เถอะ คนที่ช่วยพี่ไนเปอร์ของเขาเอาไว้คือทหาร แล้วตำรวจพวกนี้จะไปรู้เรื่องอะไรได้ยังไง 

               “เดี๋ยวก่อนสิ” เอกพลหันมาบอกอรินแล้วหันมาทางผู้หมวดทั้งสองอีกครั้งก่อนจะยื่นภาพของแก้วเจ้าจอมให้ดู “ผมกับหลานไม่เข้าไปในฐานก็ได้ แต่ก็อยากจะขอความช่วยเหลือนิดหน่อย ไม่ทราบว่าผู้หมวดทั้งสองเคยเห็นผู้หญิงในภาพนี้มั้ย เขาเป็นหลานสาวของผมเอง หายออกจากบ้านมาได้สามสี่วันแล้ว”  

               ผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะมองภาพของหญิงสาวแล้วก็หันมามองหน้ากันในทันที ผู้หญิงคนนี้สวยจนทำเอาตะลึงเลยล่ะ สวยจนภาพติดตาและรู้สึกเหมือนกับว่าเคยเห็นเธอมาก่อน แต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน ผู้หมวดเผ่าเทพตวัดสายตามามองทางเอกพลและอรินอย่างสำรวจอีกครั้ง ถ้าผู้หญิงคนนี้หายตัวไปได้ประมาณสามสี่วันงั้นก็หมายความว่า...เธอหายตัวไปช่วงเวลาเดียวกันกับที่เกิดคดีค้ามนุษย์ตอนนั้น ต้องใช่แน่ๆ ผู้พันทหารพรานกับไอ้หนุ่มหมอตำรวจนี่อาจจะเป็นพวกเดียวกับคนร้ายก็ได้ สงสัยตอนที่เกิดเรื่องผู้หญิงในภาพคนนี้จะหนีมาได้ สวยขนาดนี้พวกมันคงจะเสียดายล่ะสินะถึงได้ส่งคนออกตามหา แล้วดูสิ ไอ้หนุ่มหมอตำรวจนี่ก็หน้าอย่างกับไอดอลเกาหลี สงสัยเอาไว้เป็นตัวล่อผู้หญิง ส่วนผู้พันทหารพรานรายนี้ก็...ตุ้งติ้งซะเหลือเกิน เป็นแม่เล้าล่ะสิท่า เฮอะ! ไอ้พวกแมงดาเอ้ย! 

               “ไม่เคยเห็นครับ” ผู้หมวดเผ่าเทพตอบหน้าตาย ยิ่งสงสัยว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นพวกคนร้ายค้ามนุษย์เขาก็ไม่อยากจะเสวนาอะไรด้วย ไอ้พวกที่ชอบหากินบนความทุกข์ของคนอื่นนี่เขาเกลียดที่สุดเลย 

               “แน่ใจหรอครับว่าไม่เคยเห็น” เอกพลถามย้ำ ผู้หมวดศิวะเองก็คิดแบบเดียวกับผู้เป็นเพื่อนว่าทั้งสองคนนี้อาจจะเป็นสายของพวกคนร้ายจึงได้ยืนยันด้วยอีกคนว่าไม่เคยเห็น 

               “สวยขนาดนี้ถ้าผมเคยเห็นคงยากที่จะลืมครับ” เขาตอบ “ที่ฐานนี้มีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ชาย อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย ขนาดหมาแมวตัวเมียซักตัวก็ไม่มีผู้พันกับคุณหมอคงมาตามหาผิดที่แล้วล่ะครับ” 

               “นั่นสินะ” เอกพลเริ่มถอดใจแล้วเก็บภาพคืน ยัยนางไม้จิ๋วของอา ป่านนี้จะไปอยู่ที่ไหนกัน ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่ก็ขอให้ปลอดภัยทีเถอะนะแม่คุณ 

               “ถ้าไม่มีอะไรแล้วเชิญออกไปจากฐานด้วยนะครับ ที่นี่เราต้องรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด” ผู้หมวดศิวะบอกแล้วกวักมือเรียกลูกน้องที่ป้อมตรวจให้เข้ามาเชิญตัวทั้งสองคนออกไป แต่ในจังหวะที่เขากับผู้หมวดเผ่าเทพจะเดินกลับเข้าไปในฐาน เอกพลก็ร้องเรียกพวกเขาขึ้นมาอีก 

               “เดี๋ยวก่อนครับผู้หมวด” เอกพลก้มลงไปเก็บอมยิ้มไม้หนึ่งขึ้นมาเมื่อเห็นว่ามันหล่นออกมาจากตัวของผู้หมวดหนุ่ม แหม ทำเป็นเข้ม ความจริงแล้วก็แอบมุ้งมิ้งอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ตำรวจกินอมยิ้ม 

               “ผู้หมวดทำหล่นไว้ครับ” คราวนี้ผู้หมวดเผ่าเทพเกือบจะหลุดขำออกมาเมื่อเห็นเพื่อนตนยื่นมือไปรับอมยิ้มคืน ไงล่ะ เขาบอกแล้วว่าให้เลิกกินอมยิ้ม เข้มอยู่ได้ไม่นานเขารู้หมดว่าเป็นตำรวจสายแบ๊ว 

               “ขอบคุณครับ” พอรับอมยิ้มคืนแล้วผู้หมวดหนุ่มทั้งสองก็เดินกลับเข้าฐานไปทิ้งให้เอกพลกับอรินได้แต่มองตามอย่างสิ้นหวัง โดยเฉพาะอรินที่ทำหน้าเศร้าและเจ็บปวดอย่างสุดๆ ถ้าเขาเจ็บปวดแทนแก้วเจ้าจอมได้ ถ้าคนที่ต้องหายตัวไปเป็นเขาแทนแก้วเจ้าจอมได้ก็คงจะดี ขอเพียงแค่เธอปลอดภัยไม่ว่าจะให้เขาต้องทำยังไงเขายอมทุกอย่าง 

               “ไม่เป็นไรอริน เชื่ออาเถอะ ยังไงเราก็ต้องตามหาไนเปอร์เจอ เราต้องอยู่อย่างมีความหวังนะลูก” อรินพยักหน้ารับเมื่อเอกพลตบไหล่ให้กำลังใจเขา ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นรถแล้วออกไปตามหาแก้วเจ้าจอมต่อ แต่ก่อนอื่นต้องไปรวมกลุ่มกับทาง ผบ.กรันณ์เสียก่อน 

               เอกพลพาอรินมายังจุดนัดพบกับผบ. กรันณ์ ราชาวดีและรองคีรินทร์ยังจุดที่รถของโก้ถูกโจมตีเมื่อวานนี้ ถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่มาจัดการเก็บหลักฐานไปแล้วแต่ก็ยังคงพอจะมีหลักฐานอื่นๆ หลงเหลืออยู่บ้างพร้อมกับความน่าสงสัยของคดีนี้ที่ ผบ.กรันณ์และรองคีรินทร์ต่างก็คิดเหมือนกันว่าทำไมคดีนี้ดูจะปิดง่ายเสียเหลือเกิน 

               “มีปลอกกระสุนยังหลงเหลืออยู่ เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานคงจะเก็บไปไม่หมด เหมือนพวกเขาพยายามจะเก็บกวาดหลักฐานออกไปจากที่เกิดเหตุเร็วเกินไป เหมือนกับต้องการทำลายหลักฐานมากกว่าเก็บหลักฐานเสียอีก” ผบ.กรันณ์พูดกับรองคีรินทร์เมื่อเอกพลกับอรินเข้ามาสมทบ อรินจึงรีบลงจากรถแล้วเข้าไปช่วยประคองราชาวดีเอาไว้เมื่อเธอยังทำใจกับเรื่องนี้ไม่ได้ การอยู่รอฟังข่าวที่บ้านเฉยๆ ทำให้เธอยิ่งคิดมากจึงได้ขอสามีและพี่ชายมาตามหาลูกด้วย 

               “นั่นสิ แล้วที่สำคัญ...ดูจากปลอกกระสุนแล้ว นี่เป็นกระสุนที่ทางเจ้าหน้าที่ใช้กัน ลำพังแค่เด็กวัยรุ่นมีเรื่องกันไม่น่าจะใช้อาวุธสงครามแบบนี้หรอก ไหนจะ M79 ด้วย แล้วฉันก็ไม่คิดว่านี่จะเป็นฝีมือของพวกผู้ก่อการร้าย แต่น่าจะเป็นพวกเจ้าหน้าที่มากกว่าที่มีเรื่องกัน เจ้าหนุ่มคนที่รับสายฉันเมื่อวานคงโดนลูกหลงไปด้วยเพราะดูเหมือนเขาจะเป็นคนช่วยพาไนเปอร์กับทหารคนนั้นหนี” 

               “แล้วพวกเขาจะหนีไปทางไหนคะพี่ภู แก้มยังมองหาทางหนีไม่เจอเลย” เพราะสองข้างทางนี้มีแต่ป่าและป่า หากแต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเล็ดลอดสายตาของผบ.กรันณ์และรองคีรินทร์ไปได้ พวกเขามองลงไปยังผืนป่าข้างทางที่มีร่องรอยหลงเหลืออยู่ ด้วยประสบการณ์การทำงานในผืนป่ามาทั้งชีวิต เรื่องการแกะรอยและความชำนาญในพื้นที่ป่าไม่มีใครจะเก่งไปกว่าทหารพรานอีกแล้ว เพียงแค่มองนิดเดียวทั้งผบ.กรันณ์และรองคีรินทร์ก็รู้แล้วว่าแก้วเจ้าจอมน่าจะหนีไปทางไหน 

               แต่ถึงแม้จะมีความชำนาญด้านการแกะรอยมากแค่ไหน งานนี้ทั้งผบ.กรันณ์ รองคีรินทร์และเอกพลเองก็ต้องยอมรับแหละว่านี่เป็นการแกะรอยที่ยากที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยแกะรอยมาเพราะร่องรอยที่พวกเขาพบ มีเพียงแค่ร่องรอยของผู้ตามล่า ส่วนร่องรอยของผู้ถูกตามล่านั้นหาแทบจะไม่เจอ นี่ขนาดเดินเข้ามาในป่าลึกแล้วแต่ก็ยังไม่เจอร่องรอยอะไรของแก้วเจ้าจอมกับทหารคนที่ว่าเลย 

               “เฮ้ย! อะไรมันจะเก่งแบบนี้วะ” รองคีรินทร์ว่าออกมาอย่างหงุดหงิด “นี่ขนาดมันถูกตามล่าอยู่แบบนี้แต่มันก็ยังกลบร่องรอยของตัวเองกับไนเปอร์ได้อย่างมิดชิด ชักอยากจะเห็นหน้ามันแล้วสิ” 

               “ลุงภูพูดถึงใครหรอครับ คนร้ายน่ะหรอ” 

               “เปล่าอริน” รองคีรินทร์ตอบ “ลุงหมายถึงทหารคนที่พาไนเปอร์หนีน่ะ ลุงล่ะทึ่งกับความสามารถของเขานัก ฝีมือของเขามันไม่ธรรมดาเลย ขนาดหนีการตามล่าอยู่กลางป่าแท้ๆ แต่เขาก็ยังกลบร่องรอยของตัวเองกับไนเปอร์ได้จนไม่เหลืออะไรให้ตามสืบต่อ ถ้าจะฝีมือดีขนาดนี้ลุงก็ยิ่งเบาใจ” รองคีรินทร์หันมาทางราชาวดีแล้วกอดน้องสาวเอาไว้อย่างให้กำลังใจ 

               “ลุงเชื่อว่าตอนนี้ไนเปอร์ของพวกเราน่าจะยังปลอดภัยอยู่ ทหารคนที่ช่วยไนเปอร์เอาไว้ไม่ใช่ทหารธรรมดาๆ แต่เขาอาจเป็นทหารจากหน่วยรบพิเศษจากไหนซักหน่วย ฝีมืออาจดีกว่าแกด้วยซ้ำ ถ้าเป็นแบบนี้เขาต้องช่วยไนเปอร์ได้แน่ๆ” รองคีรินทร์หันมาบอกผบ.กรันณ์ ซึ่งผบ.กรันณ์เองก็คิดเหมือนกันว่าทหารนายนี้ฝีมือคงไม่ธรรมดาจริงๆ เขาเคยแกะรอยคนร้ายมาก็เยอะ ไม่มีคนร้ายคนไหนที่จะกลบร่องรอยได้มิดชิดจนเขาตามหาไม่เจอ แต่ทหารนายนี้กลับเป็นคนแรกที่ท้าทายความสามารถของเขาได้ อยากจะเห็นหน้ามันนักว่ามันเป็นใคร เป็นทหารมาจากหน่วยไหน ทำไมถึงเก่งแบบนี้ 

               “ถ้าอย่างนั้นผมว่าเราก็ไปตามหาไนเปอร์ตามหน่วยของพวกทหารต่อเถอะครับ ถ้าขอค้นหน่วยหรือฐานของเขาได้ก็น่าจะดี ผมเองก็เชื่อนะครับว่าไนเปอร์จะยังปลอดภัยดีอยู่ คงเพราะถูกตามล่าอยู่ทหารคนนั้นเลยอาจจะพาไนเปอร์ไปซ่อนตัว” เอกพลว่า 

               “อืม ผมก็เห็นด้วยกับผู้พัน บางทีไนเปอร์อาจจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนซักที่ ในระหว่างที่เรากำลังตามหาไนเปอร์อยู่ ไอ้พวกคนร้ายมันก็คงจะตามหาไนเปอร์ด้วยเหมือนกัน” ผบ.กรันณ์เดินเข้าไปหาราชาวดีแล้วดึงเอาเธอเข้ามากอด สภาพจิตใจของเธอตอนนี้ไม่สู้ดีเอาเสียเลยจนเขาไม่อาจปล่อยเธอเอาไว้ตามลำพังได้ 

               “อดทนรอก่อนนะแก้ม พี่จะต้องตามหาลูกให้พบให้ได้ พี่จะต้องตามหาลูกแล้วพาลูกกลับมาหาแก้มอย่างปลอดภัยให้ได้นะครับ” 

               “ค่ะ แก้มจะอดทนรอลูกนะคะ แก้มเชื่อว่าซักวันแก้มจะได้เจอลูกแล้วแก้มจะได้กอดลูกอีกครั้ง” ราชาวดีตอบสามีทั้งน้ำตาแล้วมองไปทั่วทั้งผืนป่า เป็นห่วงลูกใจแทบขาดแต่เธอก็ยังมีความหวังอยู่ ขอเถอะนะ ขอให้ทหารคนนั้นปกป้องลูกของเธอให้ได้ ขอให้เขาปกป้องดูแลแก้วตาดวงใจของเธอให้ดีแล้วพอเรื่องทุกอย่างมันดีขึ้นก็ขอให้เขาเอาลูกมาคืนเธอ ถ้าเขาอยากได้สิ่งใดเป็นการตอบแทนเธอก็พร้อมที่จะให้เขาได้ทุกอย่าง ขอแค่เขาดูแลลูกของเธอให้ดีก็พอ 

               “ไนเปอร์! ลูกจ๋า...ตอนนี้พ่อกับแม่อยู่ที่นี่แล้วนะ พ่อกับแม่มาตามหาลูกแล้ว ไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ไหนขอให้ลูกกลับมาหาพ่อกับแม่ไวๆ นะ พ่อกับแม่จะรอลูกกลับมาหา ขอให้ลูกยังปลอดภัย ขออย่าได้มีภัยอันตรายใดๆ มาเข้าใกล้ลูกของแม่ได้เลย” ราชาวดีพูดกับผืนป่าด้วยหวังว่าเทวดาเจ้าป่าเจ้าเขาจะได้ยินแล้วนำข้อความนี้ไปบอกยังแก้วเจ้าจอม ให้แก้วเจ้าจอมได้รับรู้ว่าตอนนี้พ่อกับแม่เป็นห่วงเธอมากแค่ไหนและก็กำลังเฝ้ารอเธอกลับมาหา 

               ต้นไม้ทั่วทั้งผืนป่าเอนไหวคล้ายกับจะได้ยินคำขอของราชาวดีจนเอกพลและอรินขนลุกซู่ ทั้งๆ ที่ไม่มีลมแต่ต้นไม้ก็เอนลู่ราวกับต้องลมพายุ ใบไม้ร่วงพรูจากต้นและตกลงมาหาพวกเขาก่อนปลิวล่องลอยไปไกล เช่นเดียวกันกับที่ผืนป่าที่อยู่รายล้อมฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่ม ใบไม้ใบหนึ่งล่องลอยมาตามสายลมเข้าไปทางหน้าต่างบ้านพักหลังน้อยของผู้กองพนาก่อนจะตกลงที่ข้างหมอนหนุนของแก้วเจ้าจอมที่ยังหลับใหลด้วยพิษไข้ แม้จะอยู่ในภาวะความจำเสื่อม แต่ทุกถ้อยคำที่ราชาวดีพูดแก้วเจ้าจอมกลับได้ยินทั้งหมดในความฝัน หยดน้ำตาใสๆ ร่วงรินออกมาจากดวงตาคู่สวย แม้จะอยู่ห่างกันแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยที่ผู้เป็นพ่อกับแม่มีให้ 

               “...พ่อจ๋า...แม่จ๋า...” เสียงละเมอในลำคอเบาๆ มาพร้อมกับหยดน้ำตาที่รินไหล หากแต่แก้วเจ้าจอมก็ยังคงหลับสนิทและไม่รู้ตัวแต่อย่างใด... 

  

************************************************************* 

สงสารฉากสุดท้ายมากๆ T_T แต่ก็ขำตรงที่เจ๊เอกี้กลายเป็นแม่เล้าไปเสียแล้ว 

********************************* 

เพื่อความต่อเนื่องไรท์จะลงเรื่อง ดวงใจรักยอดนักรบ ต่ออีกตอนแล้วจึงจะลง พิทักษ์รักริมฝั่งโขง นะคะ  

ตอนหน้ามาดูการเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ของสามีภรรยา (กำมะลอ) แห่งฐานตำรวจพลร่มกันค่ะ 

************************************* 

ใครนึกภาพฐานปฏิบัติการของตำรวจพลร่มไม่ออก ตำรวจพลร่มแต่งกายกันยังไง ทำไมถึงถูกเข้าใจว่าเป็นทหารอยู่เรื่อย เดี๋ยวไรท์จะลงเป็นเกร็ดความรู้ไว้ในเพจ นิยายรัก - ปากกานางไม้ ให้นะคะ อย่าลืมไปอ่านเด้อ 

ความคิดเห็น